
| การกำหนดห้ามโอนในพินัยกรรมมีผลเพียงใด ผู้รับพินัยกรรมขายทรัพย์ได้หรือไม่ตามหลักกฎหมายมรดกและสิทธิในทรัพย์สิน
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความข้อกำหนดในพินัยกรรมที่ห้ามมิให้ผู้รับประโยชน์โอนทรัพย์มรดก โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า ข้อกำหนดห้ามโอนดังกล่าวมีผลผูกพันตามกฎหมายหรือไม่ และผู้รับพินัยกรรมยังคงมีสิทธิจำหน่ายทรัพย์สินนั้นได้เพียงใด ภายใต้หลักกรรมสิทธิ์และข้อจำกัดแห่งกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพินัยกรรมมิได้กำหนดบุคคลที่จะได้รับทรัพย์ต่อไปในกรณีมีการฝ่าฝืนข้อห้าม ศาลจึงต้องวินิจฉัยถึงผลทางกฎหมายของข้อกำหนดดังกล่าว รวมถึงสิทธิของผู้รับมรดกในการโอนทรัพย์สิน และสิทธิของบุคคลอื่นในการฟ้องเพิกถอนนิติกรรมที่เกิดขึ้น ข้อเท็จจริง เจ้ามรดกมีบุตรกับภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย และต่อมาอยู่กินกับโจทก์และมีบุตรร่วมกันอีก ต่อมาทรัพย์สินที่ดินบางแปลงได้โอนให้จำเลยที่ 2 ก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย และเจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมกำหนดให้ทรัพย์สินบางส่วนตกแก่จำเลยที่ 2 โดยมีข้อกำหนดห้ามขาย และให้บุคคลอื่นมีสิทธิอยู่อาศัย ต่อมาผู้จัดการมรดกได้โอนทรัพย์ตามพินัยกรรมให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ได้ขายทรัพย์ดังกล่าวให้บุคคลภายนอก ประเด็นข้อกฎหมายและคำวินิจฉัย ประเด็นสำคัญคือ ข้อกำหนดห้ามโอนในพินัยกรรมมีผลผูกพันหรือไม่ และการขายทรัพย์โดยผู้รับพินัยกรรมเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดจนต้องเพิกถอนหรือไม่ ศาลวินิจฉัยว่า แม้พินัยกรรมจะกำหนดห้ามโอน แต่เมื่อไม่ได้กำหนดบุคคลที่จะได้รับทรัพย์ต่อไปในกรณีฝ่าฝืน ข้อกำหนดดังกล่าวตกเป็นโมฆะตามกฎหมาย ส่งผลให้ผู้รับพินัยกรรมมีสิทธิจำหน่ายทรัพย์ได้โดยชอบ วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักสำคัญอยู่ที่การคุ้มครองสิทธิกรรมสิทธิ์ของผู้รับมรดก ซึ่งกฎหมายยอมรับให้เจ้าของทรัพย์มีอำนาจใช้สอย จำหน่าย และโอนทรัพย์ได้อย่างเสรี เว้นแต่จะมีข้อจำกัดตามกฎหมายที่ชัดเจน การกำหนดห้ามโอนในพินัยกรรมจึงต้องมีเงื่อนไขครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด มิฉะนั้นจะเป็นเพียงความประสงค์เชิงศีลธรรมของผู้ทำพินัยกรรมเท่านั้น เจตนารมณ์ของกฎหมายและแนวคำพิพากษา กฎหมายมีเจตนารมณ์ไม่ให้มีการจำกัดสิทธิในทรัพย์สินเกินสมควร และต้องป้องกันความไม่แน่นอนในสิทธิของบุคคล การกำหนดห้ามโอนโดยไม่มีผู้รับสิทธิแทนจึงไม่อาจใช้บังคับได้ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาสอดคล้องกันว่า ข้อกำหนดเช่นนี้ต้องตีความอย่างเคร่งครัด และหากไม่ครบองค์ประกอบให้ถือว่าไม่มีผล สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าจำเลยที่ 2 มีสิทธิในทรัพย์และการขายให้บุคคลภายนอกไม่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ 2 ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยวินิจฉัยว่าข้อกำหนดห้ามโอนไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย เนื่องจากไม่กำหนดผู้รับสิทธิแทน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ 3 ศาลฎีกา พิพากษายืน โดยยืนยันว่าข้อกำหนดห้ามโอนในพินัยกรรมที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมายเป็นอันไม่มีผล ผู้รับพินัยกรรมจึงมีสิทธิโอนทรัพย์ได้ และโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย ข้อกำหนดในพินัยกรรมที่จำกัดสิทธิของผู้รับมรดกต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมายอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นจะไม่มีผลบังคับ การตีความต้องคำนึงถึงหลักกรรมสิทธิ์และความมั่นคงแห่งนิติสัมพันธ์ การกำหนดห้ามโอนโดยไม่มีผู้รับสิทธิแทนถือเป็นการจำกัดสิทธิเกินสมควรและขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความข้อกำหนดห้ามโอนในพินัยกรรมตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าจะมีผลผูกพันหรือไม่เมื่อไม่ได้กำหนดบุคคลผู้รับสิทธิแทน สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1 ข้อกำหนดห้ามโอนในพินัยกรรม เป็นเงื่อนไขที่ผู้ทำพินัยกรรมกำหนดเพื่อจำกัดสิทธิผู้รับมรดก แต่ต้องมีองค์ประกอบครบตามกฎหมาย มิฉะนั้นไม่มีผลบังคับ 2 การกำหนดผู้รับสิทธิแทน เป็นเงื่อนไขสำคัญตามกฎหมาย หากไม่มีการระบุผู้รับสิทธิในกรณีฝ่าฝืน ข้อกำหนดห้ามโอนจะตกเป็นโมฆะทันที คำถามที่พบบ่อย FAQ 1 คำถาม ข้อกำหนดในพินัยกรรมที่ห้ามผู้รับมรดกโอนหรือขายทรัพย์สินมีผลผูกพันตามกฎหมายหรือไม่ คำตอบ ข้อกำหนดห้ามโอนทรัพย์สินในพินัยกรรมจะมีผลผูกพันตามกฎหมายได้ต่อเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างเคร่งครัด กล่าวคือ ต้องมีการกำหนดบุคคลหนึ่งบุคคลใดซึ่งมิใช่ผู้รับประโยชน์ตามพินัยกรรมให้เป็นผู้รับทรัพย์สินนั้นต่อไปอย่างเด็ดขาดในกรณีที่มีการฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามโอน หากพินัยกรรมกำหนดเพียงห้ามโอนแต่ไม่ได้ระบุบุคคลดังกล่าว ข้อกำหนดนั้นย่อมไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย เนื่องจากเป็นการจำกัดสิทธิในกรรมสิทธิ์ของผู้รับมรดกโดยไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ศาลฎีกาวางหลักไว้ชัดเจนว่าการจำกัดสิทธิของเจ้าของทรัพย์ต้องตีความโดยเคร่งครัด และหากไม่ครบองค์ประกอบก็ไม่อาจใช้บังคับได้ ผู้รับพินัยกรรมจึงยังคงมีสิทธิจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์ได้ตามปกติ 2 คำถาม หากผู้รับพินัยกรรมฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามโอนแล้วทำการขายทรัพย์ให้บุคคลภายนอก การซื้อขายนั้นเป็นโมฆะหรือไม่ คำตอบ การซื้อขายทรัพย์สินโดยผู้รับพินัยกรรมที่มีข้อกำหนดห้ามโอนจะเป็นโมฆะหรือไม่ ต้องพิจารณาว่าข้อกำหนดห้ามโอนนั้นมีผลบังคับตามกฎหมายหรือไม่ หากข้อกำหนดดังกล่าวไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด เช่น ไม่ได้ระบุผู้รับสิทธิแทนในกรณีฝ่าฝืน ข้อกำหนดนั้นย่อมตกเป็นโมฆะตั้งแต่ต้น และไม่มีผลจำกัดสิทธิของผู้รับพินัยกรรม ดังนั้นการซื้อขายทรัพย์สินที่เกิดขึ้นจึงเป็นนิติกรรมที่ชอบด้วยกฎหมายและมีผลสมบูรณ์ ไม่อาจเพิกถอนเพียงเพราะฝ่าฝืนเจตนาของผู้ทำพินัยกรรม อย่างไรก็ตาม หากข้อกำหนดห้ามโอนมีผลสมบูรณ์ การโอนทรัพย์อาจก่อให้เกิดผลตามที่กำหนดไว้ในพินัยกรรม เช่น ทรัพย์ตกแก่บุคคลที่กำหนดไว้แทน แต่ในกรณีที่ไม่มีการกำหนดดังกล่าว ศาลจะถือว่าข้อกำหนดห้ามโอนนั้นไม่มีผลบังคับ 3 คำถาม ผู้จัดการมรดกมีอำนาจโอนทรัพย์สินตามพินัยกรรมให้ผู้รับประโยชน์ได้หรือไม่ คำตอบ ผู้จัดการมรดกมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการทรัพย์มรดกให้เป็นไปตามพินัยกรรมและกฎหมาย โดยรวมถึงการโอนทรัพย์สินให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามที่กำหนดไว้ในพินัยกรรม ทั้งนี้อำนาจดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมายและคำสั่งศาลที่แต่งตั้ง หากพินัยกรรมมีข้อกำหนดห้ามโอน ผู้จัดการมรดกต้องพิจารณาว่าข้อกำหนดดังกล่าวมีผลตามกฎหมายหรือไม่ หากไม่มีผลบังคับ ผู้จัดการมรดกย่อมสามารถดำเนินการโอนทรัพย์ให้ผู้รับมรดกได้โดยชอบ และเมื่อโอนแล้ว ผู้รับมรดกย่อมได้กรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์และสามารถใช้สิทธิในทรัพย์ได้อย่างเต็มที่ การโอนทรัพย์โดยผู้จัดการมรดกจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ทำให้สิทธิในทรัพย์ตกแก่ผู้รับประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย 4 คำถาม ผู้ที่ไม่ได้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมสามารถฟ้องเพิกถอนการขายทรัพย์ของผู้รับพินัยกรรมได้หรือไม่ คำตอบ บุคคลที่ไม่ได้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมจะมีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการขายทรัพย์ของผู้รับพินัยกรรมได้หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาว่าบุคคลดังกล่าวมีสิทธิหรือส่วนได้เสียในทรัพย์นั้นหรือไม่ หากไม่มีสิทธิในกรรมสิทธิ์หรือสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้รับพินัยกรรมได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์โดยสมบูรณ์แล้ว การจำหน่ายทรัพย์ย่อมเป็นสิทธิของเจ้าของ และบุคคลภายนอกไม่อาจเข้ามาแทรกแซงได้ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการโอนทรัพย์เป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น เป็นโมฆะหรือเกิดจากการฉ้อฉล ดังนั้นการฟ้องเพิกถอนต้องตั้งอยู่บนฐานสิทธิที่ชัดเจน มิใช่เพียงความไม่พอใจในผลของพินัยกรรม 5 คำถาม การตีความพินัยกรรมควรยึดตามตัวอักษรหรือเจตนาของผู้ทำพินัยกรรมเป็นหลัก คำตอบ การตีความพินัยกรรมตามกฎหมายไทยต้องคำนึงถึงเจตนาที่แท้จริงของผู้ทำพินัยกรรมเป็นสำคัญ แต่ต้องไม่ขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายที่เป็นข้อบังคับ การใช้ถ้อยคำในพินัยกรรมเป็นเพียงเครื่องมือแสดงเจตนา ศาลจึงต้องพิจารณาทั้งข้อความในพินัยกรรมและพฤติการณ์แวดล้อมประกอบกัน อย่างไรก็ตาม หากเจตนาดังกล่าวขัดต่อกฎหมาย เช่น การกำหนดห้ามโอนโดยไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ศาลไม่อาจบังคับตามเจตนานั้นได้ เนื่องจากกฎหมายมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองความมั่นคงแห่งสิทธิในทรัพย์สินและป้องกันการจำกัดสิทธิของบุคคลโดยไม่ชอบ ดังนั้นการตีความต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายควบคู่กับการพิจารณาเจตนา 6 คำถาม ผู้รับพินัยกรรมได้รับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเมื่อใด คำตอบ ผู้รับพินัยกรรมจะได้รับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายและมีการโอนทรัพย์ตามกระบวนการทางกฎหมาย เช่น การดำเนินการโดยผู้จัดการมรดกหรือการจดทะเบียนโอนในกรณีอสังหาริมทรัพย์ เมื่อการโอนเสร็จสมบูรณ์ ผู้รับพินัยกรรมย่อมมีสถานะเป็นเจ้าของทรัพย์โดยสมบูรณ์ และมีสิทธิใช้สอย จำหน่าย และจัดการทรัพย์ได้ตามกฎหมาย เว้นแต่จะมีข้อจำกัดที่ชอบด้วยกฎหมายกำหนดไว้โดยชัดแจ้ง การได้รับกรรมสิทธิ์จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สิทธิในทรัพย์ย้ายจากกองมรดกไปสู่ผู้รับพินัยกรรม และมีผลผูกพันต่อบุคคลภายนอกอย่างสมบูรณ์ 7 คำถาม การกำหนดให้ผู้อื่นมีสิทธิอยู่อาศัยในทรัพย์มรดกมีผลอย่างไร คำตอบ การกำหนดให้บุคคลอื่นมีสิทธิอยู่อาศัยในทรัพย์มรดกเป็นการสร้างสิทธิส่วนบุคคลหรือภาระจำกัดการใช้ทรัพย์ ซึ่งต้องพิจารณาว่ามีลักษณะเป็นสิทธิทางทรัพย์สินตามกฎหมายหรือเป็นเพียงการแสดงเจตนาเชิงคุณธรรม หากมิได้จัดตั้งสิทธิอย่างชัดเจนตามรูปแบบที่กฎหมายกำหนด เช่น สิทธิอาศัยหรือภาระจำยอม ข้อกำหนดดังกล่าวอาจไม่มีผลผูกพันต่อผู้รับพินัยกรรมในทางกฎหมาย และผู้รับมรดกยังคงมีสิทธิใช้ทรัพย์ได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม ศาลอาจพิจารณาเจตนาเพื่อประกอบการตีความ แต่จะไม่ถึงขั้นจำกัดสิทธิกรรมสิทธิ์ เว้นแต่จะมีบทบัญญัติกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน 8 คำถาม หลักกฎหมายเกี่ยวกับข้อกำหนดห้ามโอนมีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร คำตอบ หลักกฎหมายเกี่ยวกับข้อกำหนดห้ามโอนมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสมดุลระหว่างสิทธิของเจ้าของทรัพย์กับความประสงค์ของผู้โอนหรือผู้ทำพินัยกรรม โดยกฎหมายอนุญาตให้กำหนดเงื่อนไขห้ามโอนได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่ป้องกันไม่ให้เกิดการจำกัดสิทธิในทรัพย์สินเกินสมควร การกำหนดให้ต้องมีผู้รับสิทธิแทนในกรณีฝ่าฝืน เป็นกลไกที่ทำให้ข้อกำหนดมีความแน่นอนและสามารถบังคับใช้ได้จริง หากไม่มีเงื่อนไขดังกล่าว ข้อกำหนดจะถูกตัดทิ้งเพื่อคุ้มครองความมั่นคงแห่งนิติสัมพันธ์และสิทธิของบุคคลในระบบกฎหมาย การบัญญัติดังกล่าวสะท้อนถึงหลักเสรีภาพในกรรมสิทธิ์และความจำเป็นในการกำหนดข้อจำกัดอย่างเหมาะสม อธิบายหลักกฎหมาย ปพพ มาตรา 1696 บทบัญญัตินี้กำหนดหลักทั่วไปเกี่ยวกับการจัดการมรดกและสิทธิของทายาท โดยวางหลักว่าเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ทรัพย์สินทั้งหมดจะตกเป็นกองมรดก และทายาทหรือผู้รับพินัยกรรมมีสิทธิร่วมกันในทรัพย์นั้นจนกว่าจะมีการแบ่งปันหรือโอนสิทธิอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หลักการสำคัญคือการคุ้มครองสิทธิของทายาททุกฝ่ายให้ได้รับส่วนแบ่งอย่างเป็นธรรม และป้องกันมิให้บุคคลใดใช้อำนาจจัดการทรัพย์เกินขอบเขต นอกจากนี้ยังสะท้อนแนวคิดเรื่องความเป็นเจ้าของร่วมในระหว่างที่ยังไม่มีการแบ่งทรัพย์ ซึ่งก่อให้เกิดหน้าที่ต้องจัดการทรัพย์อย่างระมัดระวังและสุจริต การตีความมาตรานี้จึงมีความสำคัญต่อการพิจารณาว่าใครมีอำนาจดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์มรดก และเมื่อใดสิทธิในทรัพย์จะตกแก่บุคคลใดโดยสมบูรณ์ ทั้งยังเป็นฐานในการวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับการโอนทรัพย์หรือการใช้สิทธิของทายาท ปพพ มาตรา 1700 มาตรานี้เป็นบทบัญญัติสำคัญเกี่ยวกับข้อกำหนดห้ามโอนทรัพย์ในนิติกรรมหรือพินัยกรรม โดยกำหนดว่าการห้ามโอนสามารถทำได้ แต่ต้องมีการกำหนดบุคคลซึ่งจะได้รับทรัพย์ต่อไปในกรณีมีการฝ่าฝืนข้อกำหนดนั้น หากไม่มีการกำหนดบุคคลดังกล่าว ข้อกำหนดห้ามโอนจะไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการจำกัดสิทธิในกรรมสิทธิ์โดยไม่มีกำหนดและไม่มีความแน่นอน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความไม่มั่นคงในระบบทรัพย์สิน กฎหมายจึงกำหนดให้ต้องมีโครงสร้างสิทธิที่ชัดเจนและสามารถบังคับได้จริง การตีความมาตรานี้จึงต้องพิจารณาองค์ประกอบอย่างครบถ้วน และให้ความสำคัญกับการคุ้มครองเสรีภาพในการใช้สิทธิของเจ้าของทรัพย์เป็นหลัก ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1480/2559 จำเลยที่ 2 เป็นบุตร ส. เจ้ามรดก กับ ย. ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดกซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ต่อมาเจ้ามรดกอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์มีบุตรด้วยกันอีก 3 คน เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 468 ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา เป็นของเจ้ามรดกส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 7890 ซึ่งอยู่ติดต่อกันเป็นของ น. ต่อมาวันที่ 13 สิงหาคม 2524 น. จดทะเบียนยกที่ดินดังกล่าวให้แก่ ย. ภายหลังจาก ย. ถึงแก่ความตาย เจ้ามรดกจดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินดังกล่าว สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 468 และบ้านเลขที่ 113 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าว เจ้ามรดกจดทะเบียนยกให้จำเลยที่ 2 ต่อมาวันที่ 20 กันยายน 2545 เจ้ามรดกทำพินัยกรรมโดยมีเจตนาระบุเกี่ยวกับทรัพย์สินไว้ในพินัยกรรมว่า ที่ดินและบ้านเลขที่ 113 มอบให้จำเลยที่ 2 ครอบครองเป็นมรดกตกทอดถึงลูกหลาน เหลน น้อง ๆ มีสิทธิมาพักเสมือนมีพ่ออยู่ (ห้ามขายมรดกชิ้นนี้) ส่วนทรัพย์อื่น ๆ ยกให้โจทก์ จำเลยที่ 2 และบุตรของเจ้ามรดกซึ่งเกิดกับโจทก์อีก 3 คน และให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นน้องชายเป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2545 เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2546 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 7890 ให้จำเลยที่ 2 ตามข้อกำหนดในพินัยกรรม เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2555 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 468 พร้อมบ้านเลขที่ 113 และที่ดินโฉนดเลขที่ 7890 ให้แก่จำเลยที่ 3 การที่เจ้ามรดกทำหนังสือสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 468 และสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 113 แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2529 ก่อนที่เจ้ามรดกจะถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 468 พร้อมบ้านเลขที่ 113 นับแต่ได้รับการยกให้ เจ้ามรดกจึงไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์ดังกล่าวนับแต่ยกให้จำเลยที่ 2 เจ้ามรดกจึงไม่มีสิทธินำที่ดินโฉนดเลขที่ 468 พร้อมบ้านเลขที่ 113 ซึ่งเป็นของผู้อื่นไปทำพินัยกรรมยกให้แก่ผู้ใดได้อีก ข้อกำหนดในพินัยกรรมที่ระบุว่า ยกบ้านเลขที่ 113 ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อยู่แล้วจึงไม่อาจบังคับได้ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 7890 แม้ตามพินัยกรรมจะมีข้อกำหนดห้ามจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามพินัยกรรมโอนทรัพย์สินนั้น แต่ก็ไม่ได้กำหนดให้มีบุคคลหนึ่งบุคคลใดนอกจากผู้รับประโยชน์ตามพินัยกรรมที่จะให้เป็นผู้รับทรัพย์สินนั้นต่อไปอย่างเด็ดขาด กรณีจึงต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1700 วรรคสาม ที่ให้ถือว่าข้อกำหนดห้ามโอนนั้นเป็นอันไม่มีเลย ดังนั้น เมื่อเจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 7890 ให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวมีสิทธิจำหน่ายจ่ายโอนหรือกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินนั้นได้ จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 7890 และบ้านเลขที่ 113 ตามฟ้อง โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 7890 ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 113 ถนนรัฐคำนึง ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา คืนให้แก่จำเลยที่ 2 หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม จำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุตรนายสุรเทพ เจ้ามรดก กับนางสุนีย์ ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดกซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้ามรดกแล้ว ต่อมาตั้งแต่ปี 2522 นายสุรเทพอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์และมีบุตรด้วยกันอีก 3 คน เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2545 นายสุรเทพถึงแก่ความตาย ก่อนถึงแก่ความตายนายสุรเทพทำพินัยกรรม ซึ่งระบุให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 468 ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา เจ้ามรดกและนายนิตย์ ร่วมกันซื้อจากนายอุดร เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2513 ต่อมาเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2514 เจ้ามรดกและนายนิตย์ตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าว โดยเจ้ามรดกยังคงมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่เหลือตามโฉนดเลขที่ 468 ส่วนนายนิตย์ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่ได้รับส่วนแบ่งไปตามที่ดินโฉนดเลขที่ 7890 ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา ต่อมาวันที่ 13 สิงหาคม 2524 นายนิตย์จดทะเบียนยกที่ดินดังกล่าวให้แก่นางสุนีย์ ภายหลังจากนางสุนีย์ถึงแก่ความตาย เจ้ามรดกจดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินดังกล่าวเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2537 สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 468 และบ้านเลขที่ 113 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าวเจ้ามรดกจดทะเบียนยกให้จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2529 ต่อมาวันที่ 20 กันยายน 2545 เจ้ามรดกทำพินัยกรรมตามสำเนาพินัยกรรมโดยมีเจตนาระบุทรัพย์สินไว้ในพินัยกรรมว่า บ้านและที่ดินเลขที่ 113 ถนนรัฐคำนึง ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา มอบให้จำเลยที่ 2 ครอบครองเป็นมรดกตกทอดถึงลูกหลาน เหลน น้อง ๆ มีสิทธิมาพักเสมือนมีพ่ออยู่ (ห้ามขายมรดกชิ้นนี้) ส่วนทรัพย์อื่น ๆ ของเจ้ามรดกยกให้โจทก์ จำเลยที่ 2 และบุตรของนายสุรเทพซึ่งเกิดกับโจทก์อีก 3 คน และระบุให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นน้องชายเจ้ามรดกเป็นผู้จัดการมรดกเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ภายหลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตายศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2546 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 7890 ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามข้อกำหนดในพินัยกรรม และเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2555 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 468 ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินคือบ้านเลขที่ 113 ถนนรัฐคำนึง ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา และที่ดินโฉนดเลขที่ 7890 ให้แก่จำเลยที่ 3 ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน ต่อมาจำเลยที่ 1 ขอถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดก โจทก์ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดก มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามจะต้องร่วมกันโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 7890 ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา และบ้านเลขที่ 113 ถนนรัฐคำนึง ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา ให้กลับเป็นของจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1700 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติในหมวดนี้ บุคคลจะจำหน่ายทรัพย์สินใด ๆ โดยนิติกรรมที่มีผลในระหว่างมีชีวิต หรือเมื่อตายแล้ว โดยมีข้อกำหนดห้ามมิให้ผู้รับประโยชน์โอนทรัพย์สินนั้นก็ได้ แต่ต้องมีบุคคลใดบุคคลหนึ่งนอกจากผู้รับประโยชน์กำหนดไว้ สำหรับเป็นผู้จะได้รับทรัพย์สินนั้นเป็นสิทธิเด็ดขาด ในเมื่อมีการละเมิดข้อกำหนดห้ามโอน และบัญญัติไว้ในวรรคสามอีกว่า ถ้ามิได้กำหนดบุคคลที่จะเป็นผู้รับทรัพย์สินในเมื่อมีการละเมิดข้อกำหนดห้ามโอนไว้ ให้ถือว่าข้อกำหนดห้ามโอนนั้นเป็นอันไม่มีเลย ตามพินัยกรรมแม้จะมีข้อกำหนดห้ามจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามพินัยกรรมขายทรัพย์มรดก โดยระบุให้เป็นมรดกตกทอดถึงลูก หลาน และให้พี่น้องซึ่งเป็นทายาทอื่นมีสิทธิอาศัยได้เสมือนตอนที่เจ้ามรดกยังมีชีวิต ซึ่งเป็นการที่เจ้ามรดกเขียนพินัยกรรมแสดงความห่วงใยและต้องการให้บุตรหลานมีความรักใคร่กลมเกลียวพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันภายหลังจากที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย โดยขณะทำพินัยกรรมข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ยังเป็นโสดหรือสมรสแล้วและมีบุตรหรือไม่ ส่วนคำว่าพี่น้องให้มีสิทธิอาศัยได้นั้นตามเจตนาของเจ้ามรดกน่าเชื่อว่าหมายถึงบุตรของเจ้ามรดกอีก 3 คน ที่เกิดกับโจทก์ ซึ่งเจ้ามรดกก็ไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าหากจำเลยที่ 2 ฝ่าฝืนข้อกำหนดในพินัยกรรมโดยการโอนขายที่ดินพิพาทเจ้ามรดกก็ไม่ได้กำหนดทายาทที่เจตนามอบหมายให้ทรัพย์ส่วนดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่บุตรอีก 3 คน ที่เกิดกับโจทก์แต่อย่างใด คงระบุให้เพียงมีสิทธิอาศัยเท่านั้น ดังนั้น ตามพินัยกรรมที่เจ้ามรดกมีข้อกำหนดห้ามมิให้ผู้รับประโยชน์โอนทรัพย์สินแต่ก็ไม่ได้กำหนดให้มีบุคคลหนึ่งบุคคลใดนอกจากผู้รับประโยชน์ตามพินัยกรรมที่จะให้เป็นผู้รับทรัพย์สินนั้นต่อไปอย่างเด็ดขาด กรณีจึงต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1700 วรรคสาม ที่ให้ถือว่าข้อกำหนดห้ามโอนนั้นเป็นอันไม่มีเลย เมื่อเจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 7890 ให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวมีสิทธิจำหน่ายจ่ายโอนหรือกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินนั้นได้ จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 7890 และบ้านเลขที่ 113 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|




.jpg)