ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ผู้จัดการมรดกยกอายุความสู้ทายาทไม่ได้ และเพิกถอนการโอนสินสมรสให้ภริยาคนที่สองได้

ผู้จัดการมรดกไม่มีสิทธิยกอายุความต่อสู้ทายาท, ทายาทฟ้องผู้จัดการมรดกคนเดียวได้เมื่อมีการโต้แย้งสิทธิ, อายุความฟ้องมรดกตามมาตรา 1754 ใช้ได้แก่ใครบ้าง, สิทธิของทายาทในการขอแบ่งทรัพย์มรดก, การเพิกถอนการโอนที่ดินซึ่งเป็นสินสมรส, การโอนสินสมรสให้ภริยาคนที่สองโดยไม่มีค่าตอบแทน, ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิในสินสมรสหนึ่งในสาม, สิทธิของทายาทในการเพิกถอนนิติกรรมแทนเจ้ามรดก, สัญญาแบ่งมรดกผูกพันเฉพาะผู้ลงลายมือชื่อ, ผู้จัดการมรดกมีฐานะเป็นตัวแทนของทายาท 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทมรดกขนาดใหญ่ที่ซับซ้อน ทั้งในมิติของสิทธิทายาท การจัดการทรัพย์มรดกโดยผู้จัดการมรดก ความผูกพันของสัญญาแบ่งมรดกที่ทายาทบางคนมิได้ลงลายมือชื่อ ตลอดจนปัญหาสำคัญเรื่องอายุความฟ้องมรดก และอำนาจของสามีในการโอนทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสให้แก่ภริยาคนที่สองโดยไม่มีค่าตอบแทน คดีนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อการตีความว่า ผู้จัดการมรดกซึ่งครอบครองทรัพย์มรดกไว้แทนทายาททุกคนจะยกอายุความตามกฎหมายมรดกขึ้นต่อสู้กับทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกได้หรือไม่ และสิทธิเรียกร้องเพิกถอนการโอนทรัพย์สินซึ่งเดิมเป็นของภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายนั้น เป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือเป็นสิทธิทางทรัพย์สินที่ตกทอดแก่ทายาทได้ คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญของกฎหมายมรดกและกฎหมายครอบครัว โดยเฉพาะในคดีที่มีภริยาหลายคน มีบุตรหลายสาย และมีทรัพย์สินจำนวนมากที่ถูกถือครองหรือโอนเปลี่ยนมือก่อนการแบ่งมรดก

สรุปข้อเท็จจริงของคดี

เจ้ามรดกฝ่ายชายคือ นายทรง และภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายคือ นางซิวโป๊ สมรสกันตั้งแต่ก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 และมีบุตรร่วมกัน 8 คน โดยโจทก์ทั้งสามเป็นบุตรในจำนวนดังกล่าว ต่อมานายทรงยังมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นอีก 2 คน คือ นางมณี ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 และนางสมใจ และมีบุตรร่วมกับหญิงทั้งสองรวมอีกหลายคน

นางซิวโป๊ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2513 และนายทรงถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2514 โดยทั้งสองมิได้ทำพินัยกรรมไว้ ภายหลังศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกของนายทรงรวม 5 คน ซึ่งต่อมาบางคนถึงแก่ความตาย คงเหลือผู้จัดการมรดกบางส่วนรวมทั้งจำเลยที่ 1

โจทก์อ้างว่า ทรัพย์สินจำนวนมากที่ได้มาในระหว่างสมรสระหว่างนายทรงกับนางซิวโป๊ เป็นสินสมรส ต้องแบ่งระหว่างสามีภริยาตามกฎหมายลักษณะผัวเมียเดิม โดยนางซิวโป๊มีสิทธิได้รับส่วนแบ่ง 1 ใน 3 และนายทรงได้ 2 ใน 3 ส่วน จากนั้นส่วนของนางซิวโป๊จึงตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาทของนางซิวโป๊ ส่วนของนายทรงก็ตกแก่ทายาทของนายทรงอีกทอดหนึ่ง

ปัญหาสำคัญเกิดจากการที่จำเลยทั้งหลายครอบครองทรัพย์มรดกไว้ และไม่จัดแบ่งให้โจทก์ ทั้งยังมีกรณีที่ดินโฉนดเลขที่ 29446 ซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นสินสมรสระหว่างนายทรงกับนางซิวโป๊ แต่กลับถูกโอนเป็นชื่อจำเลยที่ 2 โดยไม่มีค่าตอบแทนที่แท้จริง และไม่ได้รับความยินยอมจากนางซิวโป๊ในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ยังมีข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินอีกแปลงหนึ่งซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกแต่จำเลยที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์ไว้

ฝ่ายจำเลยต่อสู้หลายประเด็น ได้แก่ โจทก์ฟ้องผู้จัดการมรดกเพียงคนเดียวไม่ได้ เพราะยังมีผู้จัดการมรดกคนอื่นอยู่, คดีขาดอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 1754, มีการตกลงแบ่งมรดกกันแล้ว, นางซิวโป๊ไม่มีสินเดิมจึงไม่มีสิทธิได้ส่วนแบ่งจากสินสมรส 1 ใน 3, จำเลยที่ 2 มีสิทธิในทรัพย์พิพาทเพราะร่วมทำมาหาได้กับนายทรง, และที่ดินพิพาทไม่ใช่ทรัพย์มรดก

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ประเด็นแรก โจทก์จะฟ้องผู้จัดการมรดกเพียงจำเลยที่ 1 คนเดียวได้หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้จัดการมรดกคนอื่นมิได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ และมิได้ปฏิเสธการแบ่งทรัพย์มรดก แต่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ที่เพิกเฉยและไม่ยอมจัดการแบ่งทรัพย์มรดก จึงถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียวได้ ไม่จำต้องฟ้องผู้จัดการมรดกร่วมทุกคนเสมอไป

ประเด็นที่สอง ผู้จัดการมรดกมีสิทธิยกอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้กับทายาทหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า อายุความตามมาตรา 1754 เป็นสิทธิที่กฎหมายให้ยกขึ้นต่อสู้ได้โดยทายาท ผู้ใช้สิทธิแทนทายาท หรือผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1755 แต่ในกรณีนี้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกซึ่งมีหน้าที่จัดการมรดกเพื่อแบ่งให้แก่ทายาท และมีฐานะต้องรับผิดต่อทายาทในลักษณะตัวแทนตามมาตรา 1720 การลงชื่อของจำเลยที่ 1 ในทะเบียนทรัพย์มรดกก็เป็นไปเพื่อถือครองแทนกองมรดก มิใช่ถือสิทธิประโยชน์เพื่อตนเอง จึงไม่มีสิทธินำอายุความ 1 ปีมายันต่อทายาทที่แท้จริง

ประเด็นที่สาม รายงานการประชุมหรือเอกสารร่างแบ่งมรดกที่ทายาทบางคนลงชื่อไว้ มีผลผูกพันโจทก์หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เอกสารประชุมที่อ้างถึงเป็นเพียงขั้นตอนเตรียมการแบ่งทรัพย์มรดก และแม้เอกสารฉบับหนึ่งจะใช้ชื่อว่า “สัญญาแบ่งมรดก” แต่หากโจทก์ทั้งสามมิได้ลงลายมือชื่อ ก็ย่อมไม่ผูกพันโจทก์ เพราะสัญญาแบ่งมรดกที่มีผลสมบูรณ์ตามมาตรา 1750 วรรคสอง ย่อมมีผลเฉพาะคู่สัญญาที่ลงชื่อไว้เท่านั้น ไม่อาจนำมาบังคับทายาทที่มิได้ยินยอมได้

ประเด็นที่สี่ นางซิวโป๊มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากสินสมรส 1 ใน 3 หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อรับฟังได้ว่านางซิวโป๊มีสินเดิมมาก่อนสมรสตามกฎหมายลักษณะผัวเมียเดิม นางซิวโป๊จึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากสินสมรส 1 ใน 3 ตามบทกฎหมายเดิมที่ใช้บังคับกับการสมรสก่อนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5

ประเด็นที่ห้า จำเลยที่ 2 มีสิทธิอ้างว่าเป็นผู้ร่วมทำมาหาได้กับนายทรงจนมีส่วนแบ่งในทรัพย์พิพาทหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ช่วยดูแลงานบ้าน งานครัว รับแขก หรือจัดอาหารให้คนงาน เป็นเพียงการช่วยเหลือในฐานะแม่บ้าน มิใช่การร่วมลงทุนหรือเป็นหุ้นส่วนทางการค้ากับนายทรง อีกทั้งข้อเท็จจริงเรื่องทรัพย์พิพาทมิได้เกิดจากการทำมาหาได้ร่วมกัน ก็เป็นข้อยุติจากศาลล่าง และจำเลยที่ 2 มิได้ฎีกาโต้แย้งโดยตรง จึงไม่มีสิทธิได้ส่วนแบ่งในทรัพย์พิพาท

ประเด็นที่หก ทายาทของนางซิวโป๊มีสิทธิขอเพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทจากนายทรงไปยังจำเลยที่ 2 หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 29446 เป็นสินสมรสระหว่างนายทรงกับนางซิวโป๊ ซึ่งตามกฎหมายขณะนั้นถือเป็นสินบริคณห์ แม้สามีจะมีอำนาจจัดการสินบริคณห์ได้โดยปกติ แต่หากเป็นการให้โดยเสน่หา โดยเฉพาะเป็นการโอนที่ดินซึ่งต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน ย่อมต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากภริยาด้วย ตามมาตรา 1473(3) และมาตรา 1476 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2477 เมื่อการโอนเป็นการให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่มีหนี้ต่อกัน ไม่มีค่าตอบแทน และไม่ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากนางซิวโป๊ นายทรงจึงไม่มีอำนาจโอน ที่ดินดังกล่าวจึงต้องถูกเพิกถอนกลับมาเป็นสินสมรส

ประเด็นที่เจ็ด สิทธิขอเพิกถอนการโอนดังกล่าวเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือเป็นสิทธิทางทรัพย์สิน

ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดว่า สิทธิของนางซิวโป๊ในการขอเพิกถอนการโอนดังกล่าวเป็นสิทธิอันเกี่ยวกับทรัพย์สิน มิใช่สิทธิเฉพาะตัว จึงตกทอดแก่ทายาทได้ โจทก์ทั้งสามในฐานะทายาทจึงมีสิทธิขอเพิกถอนนิติกรรมแทนกองมรดกของนางซิวโป๊ได้ทั้งหมด

วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์

คดีนี้เกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายสำคัญหลายเรื่องซึ่งเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง

เรื่องแรก คือหลัก “ผู้โต้แย้งสิทธิ” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 เจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้มิได้บังคับให้ผู้เสียหายต้องฟ้องทุกคนที่เกี่ยวข้องพร้อมกันเสมอไป หากแต่ให้ฟ้องผู้ที่มีพฤติการณ์โต้แย้งสิทธิหรือปฏิเสธสิทธิของโจทก์โดยตรง เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิทางศาลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ คดีนี้จึงแสดงให้เห็นว่า แม้จะมีผู้จัดการมรดกร่วมหลายคน แต่ถ้ามีเพียงคนเดียวที่ไม่ยอมแบ่งทรัพย์และเป็นผู้ขัดขวางสิทธิของทายาท การฟ้องเฉพาะคนนั้นย่อมชอบด้วยกฎหมาย

เรื่องที่สอง คืออายุความฟ้องมรดกตามมาตรา 1754 และอำนาจการยกอายุความต่อสู้ตามมาตรา 1755 เจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้มีไว้เพื่อสร้างความแน่นอนในทางมรดก แต่ก็มิได้เปิดช่องให้ผู้จัดการมรดกซึ่งมีหน้าที่พิทักษ์ประโยชน์ของทายาท กลับมาใช้อายุความเป็นโล่ปฏิเสธสิทธิของทายาทเสียเอง หากปล่อยให้ทำได้ ย่อมขัดกับธรรมชาติของผู้จัดการมรดกซึ่งเป็นผู้แทนของกองมรดก มิใช่คู่ปรปักษ์ของทายาท ดังนั้นศาลฎีกาจึงวางหลักอย่างถูกต้องว่า ผู้จัดการมรดกซึ่งครอบครองทรัพย์ไว้แทนทายาท ไม่มีฐานะยกอายุความดังกล่าวขึ้นยันสิทธิทายาท

เรื่องที่สาม คือผลผูกพันของสัญญาแบ่งมรดกตามมาตรา 1750 วรรคสอง เจตนารมณ์ของกฎหมายกำหนดให้การแบ่งมรดกต้องอาศัยความยินยอมของผู้เกี่ยวข้องอย่างชัดแจ้ง เพราะการแบ่งมรดกส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิในทรัพย์ของทายาทแต่ละคน จึงไม่อาจใช้เพียงรายงานประชุมหรือร่างสัญญาที่ยังลงชื่อไม่ครบมาผูกพันทายาทที่มิได้ตกลงด้วยได้ หลักนี้คุ้มครองเสรีภาพในการจัดการสิทธิทรัพย์สินของแต่ละทายาทอย่างชัดเจน

เรื่องที่สี่ คือสิทธิของภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายในสินสมรสภายใต้กฎหมายเดิม คดีนี้สะท้อนให้เห็นความสำคัญของการพิจารณากฎหมายตามช่วงเวลาที่เกิดนิติสัมพันธ์ เพราะการสมรสเกิดขึ้นก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 จึงต้องใช้กฎหมายลักษณะผัวเมียเดิม ซึ่งให้ภริยาที่มีสินเดิมมีสิทธิในส่วนแบ่งสินสมรส 1 ใน 3 หลักนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนของการใช้กฎหมายต่างยุคตามข้อเท็จจริงเฉพาะคดี

เรื่องที่ห้า คือการจำหน่ายสินสมรสหรือสินบริคณห์โดยการให้แก่บุคคลอื่น โดยเฉพาะการให้แก่ภริยาคนที่สอง การตีความมาตรา 1473(3) และ 1476 ในบริบทนี้มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองทรัพย์สินร่วมของครอบครัวมิให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งใช้อำนาจโดยลำพังไปโอนทรัพย์มีมูลค่าสูงให้แก่บุคคลอื่น โดยเฉพาะเมื่อเป็นการให้โดยเสน่หา มิใช่การขายจริง และไม่มีค่าตอบแทน การกำหนดให้ต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากภริยาจึงเป็นเครื่องมือป้องกันการยักย้ายถ่ายเททรัพย์เพื่อกระทบสิทธิของอีกฝ่าย

เรื่องที่หก คือธรรมชาติของสิทธิในการเพิกถอนนิติกรรม ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า สิทธิดังกล่าวเป็น “สิทธิอันเกี่ยวกับทรัพย์สิน” ไม่ใช่สิทธิเฉพาะตัว เมื่อเป็นเช่นนี้ ทายาทย่อมรับช่วงสิทธิมาฟ้องบังคับได้ หลักนี้มีความสำคัญมากในทางปฏิบัติ เพราะหากตีความเป็นสิทธิเฉพาะตัว กรณีที่ภริยาผู้เสียหายถึงแก่ความตายไปก่อน การโอนทรัพย์สินโดยมิชอบก็อาจหลุดพ้นจากการตรวจสอบได้โดยง่าย

แนวคำพิพากษาและข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้สะท้อนแนวคิดสำคัญของศาลฎีกาในคดีมรดกว่า ผู้จัดการมรดกมิใช่เจ้าของทรัพย์มรดก แต่เป็นผู้มีหน้าที่รวบรวม รักษา และแบ่งทรัพย์มรดกให้ถูกต้องแก่ทายาท ดังนั้นเมื่อผู้จัดการมรดกกลับวางตนเป็นคู่พิพาทและอ้างอายุความเพื่อกันสิทธิทายาท ย่อมขัดต่อฐานะหน้าที่ตามกฎหมาย ศาลฎีกาจึงยืนยันบทบาทเชิงตัวแทนของผู้จัดการมรดกอย่างเข้มงวด

นอกจากนี้ คำพิพากษายังวางหลักชัดว่า ในคดีมรดกที่มีการประชุมหารือหรือยกร่างข้อตกลงแบ่งทรัพย์มรดกหลายครั้ง เอกสารดังกล่าวจะผูกพันได้ต่อเมื่อมีลักษณะเป็นสัญญาโดยสมบูรณ์และผู้มีส่วนได้เสียลงลายมือชื่อยินยอมจริงเท่านั้น การอ้างรายงานการประชุมหรือเอกสารที่ไม่ครบองค์ประกอบมาอ้างตัดสิทธิทายาท ย่อมทำไม่ได้

ในมิติครอบครัวและทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา คำพิพากษานี้ยืนยันว่าการมีภริยาคนที่สองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่อาจทำให้บุคคลนั้นมีฐานะเทียบเท่าภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายในเรื่องสิทธิทรัพย์สินได้โดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะเมื่อทรัพย์นั้นเป็นทรัพย์ที่เกิดขึ้นจากฐานะและกิจการของสามีกับครอบครัวเดิม มิใช่ทรัพย์ที่เกิดจากการร่วมลงทุนหรือร่วมประกอบกิจการอย่างแท้จริง

ข้อคิดทางกฎหมายที่สำคัญที่สุดของคดีนี้คือ สิทธิทางทรัพย์สินของคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายและทายาท จะได้รับความคุ้มครองอย่างจริงจังเมื่อปรากฏว่ามีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์โดยมิชอบ แม้เจ้าของสิทธิเดิมจะถึงแก่ความตายไปแล้วก็ตาม หากสิทธินั้นเป็นสิทธิที่เกี่ยวกับทรัพย์สิน ทายาทย่อมเข้ารับช่วงสิทธิและดำเนินคดีเพื่อทวงคืนความเป็นธรรมแก่กองมรดกได้

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาให้จำเลยที่ 2 แบ่งโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 29446 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้นางซิวโป๊ 1 ใน 3 ส่วน และให้ส่วนดังกล่าวเป็นมรดกของนางซิวโป๊ตกแก่ทายาท ส่วนที่เหลือให้แบ่งเป็นมรดกของนายทรงแก่ทายาท 24 คน โดยโจทก์ทั้งสามได้คนละ 1 ส่วนตามสิทธิ อีกทั้งให้แบ่งทรัพย์มรดกอื่นหลายรายการตามสัดส่วนที่กำหนด แต่ยกคำขออื่นบางส่วน และยกฟ้องจำเลยที่ 3 กับที่ 4

2. ศาลอุทธรณ์

พิพากษาแก้ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 29446 ระหว่างนายทรงกับจำเลยที่ 2 เพื่อนำกลับเข้ากองมรดก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

3. ศาลฎีกา

พิพากษาแก้โดยเห็นว่าโจทก์มีสิทธิขอเพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 29446 ได้ เพราะเป็นการโอนสินสมรสให้โดยเสน่หาโดยปราศจากความยินยอมเป็นหนังสือจากภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ให้เพิกถอนนิติกรรมและแก้สารบบให้กลับเป็นของนางซิวโป๊ 1 ใน 3 ส่วน ส่วนที่เหลือเป็นมรดกของนายทรง แล้วแบ่งแก่ทายาทตามสิทธิ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้ตอกย้ำหลักกฎหมายสำคัญ 4 ประการอย่างชัดเจน ประการแรก ผู้จัดการมรดกมีฐานะเป็นผู้แทนของกองมรดก มิใช่คู่ปรปักษ์ของทายาท จึงไม่อาจใช้อายุความตามมาตรา 1754 เป็นเครื่องมือตัดสิทธิทายาทผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง ประการที่สอง การฟ้องคดีมรดกสามารถฟ้องเฉพาะบุคคลที่โต้แย้งสิทธิได้ ไม่จำต้องฟ้องผู้จัดการมรดกร่วมทุกคน หากผู้อื่นมิได้ขัดขวางสิทธิแต่อย่างใด ประการที่สาม สัญญาแบ่งมรดกหรือข้อตกลงใด ๆ จะผูกพันได้เฉพาะผู้ที่ยินยอมและลงลายมือชื่อเท่านั้น ทายาทที่มิได้ลงชื่อย่อมไม่ถูกผูกพัน ประการที่สี่ สิทธิของภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายในทรัพย์สินสมรสเป็นสิทธิทางทรัพย์สินที่ตกทอดแก่ทายาทได้ เมื่อมีการโอนทรัพย์โดยมิชอบ ทายาทย่อมมีอำนาจฟ้องเพิกถอนและนำทรัพย์กลับคืนสู่กองมรดก หลักทั้งสี่ประการนี้มีคุณค่ายิ่งต่อการจัดการคดีมรดกที่มีทายาทหลายสายและมีการโอนทรัพย์ก่อนแบ่งมรดก

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า ผู้จัดการมรดกซึ่งครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาทจะมีสิทธิยกอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกได้หรือไม่ และทายาทของภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายจะมีสิทธิขอเพิกถอนการโอนที่ดินซึ่งเป็นสินสมรสที่สามีโอนให้ภริยาคนที่สองโดยไม่มีค่าตอบแทนและไม่ได้รับความยินยอมจากภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้จัดการมรดกมีฐานะเป็นผู้แทนของทายาทตามมาตรา 1720 จึงไม่มีสิทธิยกอายุความตามมาตรา 1754 มาต่อสู้ทายาท และสิทธิของภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายในการขอเพิกถอนการโอนทรัพย์ดังกล่าวเป็นสิทธิอันเกี่ยวกับทรัพย์สิน มิใช่สิทธิเฉพาะตัว ทายาทจึงรับช่วงสิทธิมาฟ้องเพิกถอนได้

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55, ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1720, มาตรา 1750 วรรคสอง, มาตรา 1754, มาตรา 1755 และบทกฎหมายเดิมเรื่องสินสมรสและการจำหน่ายสินบริคณห์ ได้แก่ มาตรา 1462, มาตรา 1473 (3) และมาตรา 1476 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2477

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. ผู้จัดการมรดกยกอายุความสู้ทายาทไม่ได้

นี่คือแก่นสำคัญที่สุดข้อแรกของคดี ศาลฎีกาวางหลักว่า แม้ผู้จัดการมรดกจะเป็นผู้ถือครองหรือจัดการทรัพย์มรดกอยู่ แต่การถือครองนั้นเป็นการถือแทนทายาททุกคน มิใช่ถือเพื่อตนเอง ผู้จัดการมรดกจึงมีฐานะเป็นตัวแทนตามมาตรา 1720 ไม่ใช่คู่ปรปักษ์ของทายาท และไม่มีสิทธิใช้อายุความตามมาตรา 1754 เป็นเครื่องมือตัดสิทธิของทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก หลักนี้สำคัญมากในคดีมรดก เพราะเป็นการจำกัดไม่ให้ผู้จัดการมรดกอาศัยตำแหน่งของตนเองเอาเปรียบทายาท

2. เพิกถอนการโอนสินสมรสให้ภริยาคนที่สองได้

นี่คือแก่นสำคัญที่สุดข้อที่สองของคดี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างสามีกับภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย การที่สามีโอนที่ดินดังกล่าวให้ภริยาคนที่สองโดยไม่มีค่าตอบแทน จึงเป็นการให้โดยเสน่หา ซึ่งตามกฎหมายเดิมต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายก่อน เมื่อไม่มีความยินยอมดังกล่าว การโอนย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย และสิทธิขอเพิกถอนเป็นสิทธิทางทรัพย์สินที่ตกทอดแก่ทายาทได้ ทายาทของภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายจึงมีสิทธิฟ้องเพิกถอนเพื่อนำทรัพย์กลับเข้าสู่กองมรดก

สรุปสั้นที่สุด คดีนี้มีแก่นอยู่ที่ 2 เรื่อง คือ เรื่องแรก ผู้จัดการมรดกไม่มีสิทธิยกอายุความมาตัดสิทธิทายาท และเรื่องที่สอง ทายาทมีสิทธิรับช่วงฟ้องเพิกถอนการโอนสินสมรสที่สามีโอนให้ภริยาคนที่สองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คำถาม 1.

กรณีมีผู้จัดการมรดกหลายคน ทายาทจำเป็นต้องฟ้องผู้จัดการมรดกทุกคนพร้อมกันหรือไม่

คำตอบ

ไม่จำเป็นเสมอไป หลักสำคัญอยู่ที่ว่าใครเป็นผู้ “โต้แย้งสิทธิ” ของทายาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 หากผู้จัดการมรดกคนอื่นมิได้ปฏิเสธสิทธิ ไม่ได้คัดค้านการแบ่งทรัพย์มรดก และไม่ได้มีพฤติการณ์ขัดขวางการรับมรดกของทายาท แต่มีผู้จัดการมรดกเพียงคนเดียวที่เพิกเฉย ไม่ยอมแบ่งมรดก หรือแสดงท่าทีปฏิเสธสิทธิของทายาท ทายาทย่อมฟ้องเฉพาะบุคคลนั้นได้ คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญว่าศาลจะมองที่พฤติการณ์แห่งการโต้แย้งสิทธิเป็นสำคัญ มิได้บังคับทางรูปแบบว่าต้องฟ้องทุกคนจึงจะชอบ เพราะหากตีความเคร่งครัดเกินไป ย่อมทำให้การคุ้มครองสิทธิของทายาทล่าช้าและเป็นภาระเกินสมควร โดยเฉพาะในกองมรดกขนาดใหญ่ที่มีผู้จัดการมรดกหลายคนแต่มีผู้ขัดขวางอยู่เพียงบางคนเท่านั้น

คำถาม 2.

ผู้จัดการมรดกสามารถยกอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกได้หรือไม่

คำตอบ

โดยหลักในคดีนี้ ศาลฎีกาวางแนวว่า ผู้จัดการมรดกซึ่งครอบครองหรือจัดการทรัพย์มรดกอยู่ในฐานะตัวแทนของกองมรดกและของทายาททั้งหลาย ไม่อาจนำอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 1754 มาใช้เป็นข้อต่อสู้เพื่อตัดสิทธิของทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกได้ เหตุผลสำคัญคือผู้จัดการมรดกมิใช่เจ้าของทรัพย์มรดก แต่มีหน้าที่รวบรวม รักษา และแบ่งทรัพย์ให้แก่ผู้มีสิทธิ หากเปิดโอกาสให้ผู้จัดการมรดกอ้างอายุความต่อทายาทได้ ก็จะขัดต่อหน้าที่โดยตรงและเปิดช่องให้ผู้จัดการมรดกใช้ฐานะตนเองเอาเปรียบทายาท หลักที่ศาลวางไว้จึงมีนัยสำคัญมากในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะคดีที่ผู้จัดการมรดกลงชื่อถือทรัพย์แทนกองมรดกในทะเบียนทรัพย์สิน การถือเช่นนั้นถือเป็นการถือแทนทายาททุกคน มิใช่การถือเพื่อตนเอง จึงไม่มีสิทธิเสมือนเป็นคู่กรณีภายนอกที่จะยกอายุความมาขัดสิทธิทายาทได้

คำถาม 3.

รายงานการประชุมแบ่งมรดกหรือร่างสัญญาแบ่งมรดกที่ทายาทบางคนลงชื่อไว้ มีผลผูกพันทายาทคนอื่นที่ไม่ได้ลงชื่อหรือไม่

คำตอบ

โดยหลักไม่มีผลผูกพันทายาทที่ไม่ได้ลงลายมือชื่อยินยอม เว้นแต่ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าทายาทคนนั้นได้มอบอำนาจหรือแสดงเจตนาผูกพันไว้อย่างชัดแจ้ง คดีนี้ศาลฎีกาวิเคราะห์อย่างละเอียดว่า รายงานการประชุมหรือเอกสารเตรียมการแบ่งมรดกหลายฉบับ เป็นเพียงขั้นตอนหารือและจัดทำแนวทาง ยังไม่ใช่สัญญาแบ่งมรดกที่สมบูรณ์ แม้เอกสารบางฉบับจะใช้ชื่อว่า “สัญญาแบ่งมรดก” แต่เมื่อทายาทลงชื่อไม่ครบ โดยเฉพาะโจทก์ไม่ได้ลงชื่อ ก็ย่อมมีผลเฉพาะผู้ที่ลงชื่อเท่านั้น หลักนี้สอดคล้องกับธรรมชาติของการแบ่งทรัพย์มรดกซึ่งกระทบสิทธิในทรัพย์โดยตรง การจำกัดเสรีภาพของทายาทแต่ละคนจึงต้องอาศัยความยินยอมที่ชัดเจนและตรวจสอบได้ ไม่อาจใช้เอกสารประชุมเพียงลำพังมาตัดสิทธิทายาทซึ่งมิได้ตกลงด้วย

คำถาม 4.

ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายที่สมรสก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 มีสิทธิในสินสมรสอย่างไร

คำตอบ

ต้องพิจารณาตามกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะเกิดนิติสัมพันธ์ มิใช่นำกฎหมายปัจจุบันไปใช้โดยอัตโนมัติ สำหรับคดีนี้ ศาลฎีกานำกฎหมายลักษณะผัวเมียเดิมมาใช้ เพราะการสมรสเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนมีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายมีสินเดิมอยู่ก่อนสมรส ภริยาจึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากสินสมรส 1 ใน 3 ส่วน หลักนี้สำคัญอย่างยิ่งในคดีมรดกเก่า เนื่องจากสัดส่วนสิทธิในทรัพย์สินของคู่สมรสอาจแตกต่างจากกฎหมายภายหลัง การวิเคราะห์สิทธิจึงต้องเริ่มจากการกำหนดกฎหมายที่ใช้บังคับให้ถูกต้องเสียก่อน มิฉะนั้นการคำนวณสัดส่วนมรดกทั้งหมดจะคลาดเคลื่อน และส่งผลต่อสิทธิของทายาททุกคนโดยตรง

คำถาม 5.

ภริยาคนที่สองหรือหญิงที่อยู่กินกับเจ้ามรดก จะมีสิทธิอ้างว่าได้ร่วมทำมาหาได้จนมีส่วนในทรัพย์สินพิพาทได้หรือไม่

คำตอบ

อ้างได้ในทางข้อเท็จจริง แต่จะรับฟังหรือไม่นั้นต้องดูพยานหลักฐานอย่างเคร่งครัด คดีนี้ศาลฎีกาไม่รับฟังว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนได้เสียในทรัพย์พิพาทในฐานะผู้ร่วมทำมาหาได้กับเจ้ามรดก เพราะพฤติการณ์ที่ปรากฏเป็นเพียงการช่วยงานบ้าน งานครัว รับแขก และจัดอาหารให้คนงาน ซึ่งเป็นลักษณะการช่วยเหลือภายในบ้าน มิใช่การร่วมลงทุน ร่วมรับความเสี่ยง หรือร่วมบริหารกิจการในฐานะหุ้นส่วนหรือผู้ร่วมประกอบการ หลักกฎหมายที่ได้จากคดีนี้คือ การจะอ้างสิทธิในทรัพย์จากการอยู่กินหรือช่วยเหลือการงาน ต้องแสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงบทบาทภายในครัวเรือนทั่วไป มิฉะนั้นย่อมไม่เพียงพอที่จะตัดสิทธิของภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและทายาทโดยตรง

คำถาม 6.

สามีสามารถโอนที่ดินซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่บุคคลอื่นโดยลำพังได้หรือไม่ โดยเฉพาะกรณีให้โดยเสน่หา

คำตอบ

ไม่ใช่ทุกกรณีที่สามีจะมีอำนาจโอนโดยลำพังได้ โดยเฉพาะเมื่อเป็นการให้โดยเสน่หาและทรัพย์นั้นเป็นที่ดินซึ่งต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้กฎหมายเดิมจะให้อำนาจสามีจัดการสินบริคณห์ได้เป็นหลัก แต่หากเป็นการให้โดยเสน่หาแก่บุคคลอื่น โดยมิใช่การให้ตามสมควรในทางศีลธรรมหรือทางสมาคม และมิได้รับความยินยอมจากภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายเป็นหนังสือ ย่อมเป็นการจำหน่ายทรัพย์โดยไม่มีอำนาจ ผลคือการโอนดังกล่าวถูกเพิกถอนได้ หลักนี้มีคุณค่ามากในการคุ้มครองทรัพย์สินครอบครัว เพราะป้องกันไม่ให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งยักย้ายทรัพย์สินร่วมไปยังบุคคลใกล้ชิด โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีครอบครัวหลายสายและมีความขัดแย้งเรื่องมรดกตามมาในภายหลัง

คำถาม 7.

สิทธิของภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายในการขอเพิกถอนการโอนทรัพย์สินที่ทำโดยไม่ชอบ เป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือสิทธิทางทรัพย์สินที่ตกทอดแก่ทายาทได้

คำตอบ

ศาลฎีกาในคดีนี้วางหลักชัดว่า เป็นสิทธิอันเกี่ยวกับทรัพย์สิน ไม่ใช่สิทธิเฉพาะตัว ดังนั้นเมื่อภริยาผู้เสียหายถึงแก่ความตาย สิทธิดังกล่าวย่อมตกทอดแก่ทายาทได้ ทายาทจึงสามารถฟ้องเพิกถอนนิติกรรมแทนกองมรดกได้ หลักนี้สำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากตีความว่าเป็นสิทธิเฉพาะตัว การโอนทรัพย์โดยมิชอบจำนวนมากอาจรอดพ้นจากการตรวจสอบเพียงเพราะผู้เสียหายถึงแก่ความตายก่อนใช้สิทธิ คดีนี้จึงเป็นแนวทางยืนยันว่า เมื่อสิทธิเรียกร้องนั้นมุ่งคุ้มครองสัดส่วนในทรัพย์สินและผลแห่งการแบ่งทรัพย์ ย่อมมีลักษณะเป็นสิทธิทางทรัพย์สินโดยแท้ และสามารถส่งต่อผ่านทางมรดกให้ทายาทดำเนินการต่อได้ตามกฎหมาย

คำถาม 8.

หากมีการโอนทรัพย์สินของเจ้ามรดกไปก่อนตาย ทายาทยังมีสิทธินำทรัพย์นั้นกลับเข้ากองมรดกได้หรือไม่

คำตอบ

ได้ หากพิสูจน์ได้ว่าการโอนนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นนิติกรรมที่สามารถเพิกถอนได้ คดีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าทรัพย์ที่ถูกโอนออกไปก่อนเจ้ามรดกตาย ไม่ได้หมายความว่าจะหลุดจากการตรวจสอบของศาลเสมอไป หากทรัพย์นั้นเดิมเป็นสินสมรสและการโอนไม่ได้รับความยินยอมตามที่กฎหมายกำหนด หรือเป็นการให้โดยไม่มีอำนาจ ทายาทของผู้มีสิทธิเดิมสามารถฟ้องเพิกถอนและดึงทรัพย์กลับคืนสู่กองมรดกเพื่อแบ่งกันใหม่ได้ หลักนี้มีประโยชน์อย่างมากในคดีมรดกซับซ้อน เพราะเจ้ามรดกจำนวนไม่น้อยอาจโอนทรัพย์ให้บุคคลบางคนก่อนเสียชีวิตโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หากปล่อยไว้โดยไม่ตรวจสอบ ย่อมทำให้การแบ่งมรดกคลาดเคลื่อนและไม่เป็นธรรมต่อทายาทผู้มีสิทธิที่แท้จริง

คำถาม 9.

คดีนี้ให้บทเรียนอะไรแก่ทายาทที่พบว่าผู้จัดการมรดกหรือบุคคลใกล้ชิดเจ้ามรดกถือครองทรัพย์ไว้และไม่ยอมแบ่ง

คำตอบ

บทเรียนสำคัญคือ ทายาทไม่ควรเข้าใจว่าการมีผู้จัดการมรดกแล้วจะทำให้ตนหมดสิทธิเรียกร้องทางศาล ตรงกันข้าม หากผู้จัดการมรดกเพิกเฉย ไม่ปฏิบัติหน้าที่ หรือมีพฤติการณ์สนับสนุนให้ทรัพย์หลุดออกจากกองมรดก ทายาทย่อมมีสิทธิดำเนินคดีได้ ทั้งเพื่อขอแบ่งมรดก ขอตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการโอนทรัพย์ และขอเพิกถอนนิติกรรมที่กระทบสิทธิของกองมรดก คดีนี้ยังชี้ให้เห็นว่าทายาทต้องพิจารณาเอกสารต่าง ๆ อย่างรอบคอบ ไม่ว่าจะเป็นรายงานประชุม เอกสารร่างแบ่งมรดก หรือทะเบียนทรัพย์สิน เพราะเอกสารเหล่านี้อาจถูกหยิบมาอ้างตัดสิทธิภายหลังได้ การรักษาพยานหลักฐาน การทวงถามเป็นหนังสือ และการวางประเด็นฟ้องให้ถูกต้องตามฐานสิทธิ จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2270/2534

ขณะโจทก์ที่ 3 ยื่นฟ้องคดีสำนวนหลังปรากฏว่าผู้จัดการมรดกตายไปแล้ว 2 คน คงเหลือผู้จัดการมรดก 3 คน คือจำเลยที่ 1 ก.และ ส.สำหรับก.และส. มิได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสามและไม่ได้ปฏิเสธว่าจะไม่จัดการแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ทั้งสามคงมีจำเลยที่ 1 ที่ไม่ยอมแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ทั้งสามถือได้ว่าจำเลยที่ 1 โต้แย้งสิทธิโจทก์ทั้งสาม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์ทั้งสามชอบที่จะฟ้องจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียวได้ อายุความตามมาตรา 1754 นั้น จะยกขึ้นต่อสู้ได้ก็แต่โดยบุคคลซึ่งเป็นทายาทหรือบุคคลซึ่งชอบจะใช้สิทธิของทายาทหรือโดยผู้จัดการมรดกตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1755 โจทก์ทั้งสามเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของ ท. จำเลยที่ 1 มิใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของ ท. เป็นแต่เพียงผู้จัดการมรดกซึ่งมีหน้าที่จัดการมรดกโดยทั่วไปเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก ทั้งยังต้องรับผิดต่อทายาทตามมาตรา 1720 ในลักษณะตัวแทน การที่จำเลยที่ 1 ใส่ชื่อของตนในฐานะผู้จัดการมรดกของ ท. ลงในสารบัญจดทะเบียนที่ดินทรัพย์มรดกก็เพื่อประโยชน์ในการแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทนั่นเอง จึงเป็นการครอบครองทรัพย์มรดกของ ท. แทนทายาทด้วยกันทุกคน จำเลยที่ 1หามีสิทธิยกอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของ ท. ไม่ แม้จะถือว่าสัญญาแบ่งปันทรัพย์มรดกของ ท. มีหลักฐานเป็นหนังสือและมีลายมือชื่อทายาทบางคน ก็คงมีผลสมบูรณ์และใช้บังคับได้เฉพาะคู่สัญญาที่ลงชื่อไว้ โจทก์ทั้งสามมิได้ลงลายมือชื่อในสัญญาดังกล่าว จึงไม่ต้องถูกผูกพันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1750 วรรคสอง ท.กับช. เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ขณะสมรสกัน ช. มีสินเดิมอยู่ด้วย ซ. จึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากสินสมรส 1 ใน 3 ส่วนตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย บทที่ 68 ขณะ ท.ได้จำเลยที่2เป็นภริยาคนที่2ท.มีซ. เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและมีบุตรด้วยกันหลายคนแล้ว ทั้งขณะนั้นท.มีฐานะร่ำรวยมากขึ้นเมื่อจำเลยที่2เป็นภริยาท.ก็ช่วยเหลือทำงานในฐานะแม่บ้าน ไม่ใช่ผู้อยู่ในฐานะเป็นหุ้นส่วนร่วมในการประกอบการค้ากับ ท. ประกอบกับเมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าทรัพย์พิพาททั้งหมดมิได้เกิดจากการที่จำเลยที่ 2 ทำมาหาได้ร่วมกับท. จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงมิได้ฎีกาโต้แย้งในข้อนี้ จึงต้องถูกผูกพันตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 2จึงไม่มีส่วนแบ่งในทรัพย์พิพาท ท. โอนที่ดินแปลงพิพาทให้จำเลยที่ 2 โดยไม่มีหนี้ต่อกันเมื่อปรากฏว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นสินสมรสระหว่าง ท.กับซ.อันถือได้ว่าเป็นสินบริคณห์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์พ.ศ. 2477 มาตรา 1462 แม้ตามปกติสามีจะมีอำนาจจำหน่ายสินบริคณห์ได้ก็ตาม แต่หากเป็นการให้โดยเสน่หาก็ต้องได้รับความยินยอมจากภริยาก่อน เว้นแต่เป็นการให้ตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีหรือในทางสมาคม ตามมาตรา 1473(3) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์พ.ศ. 2477 โดยเฉพาะกรณีนี้เป็นการให้สินบริคณห์ที่เป็นที่ดินมีโฉนดซึ่งตามกฎหมายให้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจาก ซ. ภริยาด้วย ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2477 มาตรา 1476 การที่ท. โอนที่ดินแปลงพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือไม่ได้ว่าเป็นการให้ตามสมควรในทางศีลธรรมทั้งที่ดินแปลงพิพาทมีราคาสูงอันเกินกว่าจะให้ในทางสมาคม ท.จึงไม่มีอำนาจโอนที่ดินแปลงพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และสิทธิของ ซ.ในการขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินแปลงพิพาทดังกล่าวเป็นสิทธิอันเกี่ยวกับทรัพย์สิน มิใช่การเฉพาะตัว โจทก์ทั้งสามในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของ ซ. มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินแปลงพิพาทดังกล่าวทั้งหมดได้

ฎีกาย่อ

โจทก์ทั้งสามเป็นบุตรของนายทรง กับนางซิวโป๊ ซึ่งเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายและมีบุตรด้วยกัน 8 คน ต่อมานายทรงมีบุตรกับจำเลยที่ 2 และนางสมใจอีกหลายคน ทั้งนางซิวโป๊และนายทรงถึงแก่ความตายโดยไม่ทำพินัยกรรม ศาลตั้งผู้จัดการมรดกรวม 5 คน ต่อมาคงเหลือ 3 คน โจทก์อ้างว่าเจ้ามรดกทั้งสองมีสินสมรสจำนวนมาก ต้องแบ่งให้นางซิวโป๊ 1 ใน 3 และนายทรง 2 ใน 3 แล้วส่วนของแต่ละฝ่ายจึงตกทอดแก่ทายาทตามส่วน จำเลยทั้งสี่ครอบครองทรัพย์มรดกไว้แต่ไม่ยอมแบ่ง โดยเฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 29446 ซึ่งถูกโอนเป็นชื่อจำเลยที่ 2 โดยไม่เสียค่าตอบแทนและไม่ได้รับความยินยอมจากนางซิวโป๊ จึงขอให้เพิกถอนการโอนและนำทรัพย์กลับเข้ากองมรดก รวมทั้งขอให้โอนที่ดินอีกแปลงคืนแก่กองมรดกเพื่อแบ่งแก่ทายาท

จำเลยต่อสู้ว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 คนเดียวไม่ได้เพราะมีผู้จัดการมรดกหลายคน คดีขาดอายุความแล้ว มีการแบ่งมรดกตกลงกันเสร็จแล้ว นางซิวโป๊ไม่มีสินเดิมจึงไม่มีสิทธิได้ 1 ใน 3 และทรัพย์พิพาทบางส่วนเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 2 ร่วมทำมาหาได้กับนายทรง อีกทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 29446 เป็นของจำเลยที่ 2 โดยซื้อมาโดยสุจริต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 แบ่งโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 29446 ให้นางซิวโป๊ 1 ใน 3 ส่วน และให้แบ่งทรัพย์มรดกอื่นหลายรายการตามสัดส่วน โดยให้โจทก์ทั้งสามได้คนละ 1 ใน 24 ส่วน แต่ยกฟ้องจำเลยที่ 3 และ 4 ศาลอุทธรณ์แก้ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิขอเพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 29446 เข้ากองมรดก นอกจากนั้นคงตามศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 คนเดียวได้ เพราะเป็นผู้จัดการมรดกที่โต้แย้งสิทธิของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ส่วนผู้จัดการมรดกอื่นมิได้ปฏิเสธการแบ่งมรดก จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีสิทธิยกอายุความตามมาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้ เพราะเป็นเพียงผู้จัดการมรดกในฐานะตัวแทนของทายาท ไม่ใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกเอง อีกทั้งข้อตกลงหรือสัญญาแบ่งมรดกที่ทายาทลงชื่อไม่ครบ ย่อมผูกพันเฉพาะผู้ลงชื่อ โจทก์ทั้งสามจึงไม่ต้องผูกพันตามมาตรา 1750 วรรคสอง

ศาลฎีกายังรับฟังว่า นางซิวโป๊มีสินเดิม จึงมีสิทธิได้ส่วนแบ่งสินสมรส 1 ใน 3 ตามกฎหมายลักษณะผัวเมียเดิม และไม่ฟังว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ร่วมทำมาหาได้กับนายทรง เพราะมีฐานะเพียงแม่บ้าน ไม่ใช่หุ้นส่วนร่วมกิจการ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 29446 ศาลเห็นว่าเป็นสินสมรส การที่นายทรงโอนให้จำเลยที่ 2 โดยไม่มีหนี้ต่อกันและไม่ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากนางซิวโป๊ จึงเป็นการโอนโดยไม่ชอบ สิทธิขอเพิกถอนเป็นสิทธิทางทรัพย์สินที่ตกทอดแก่ทายาทได้ โจทก์ทั้งสามจึงมีสิทธิฟ้องเพิกถอน

ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ ให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 29446 และแก้ทะเบียนให้เป็นชื่อนางซิวโป๊ 1 ใน 3 ส่วน ส่วนของนางซิวโป๊ตกแก่โจทก์และนายทรงคนละ 1 ใน 9 ส่วน และส่วนของนายทรงรวมอีก 2 ใน 3 ส่วนตกแก่ทายาทของนายทรง โดยโจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับอีกคนละ 1 ใน 24 ส่วน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องทำนองเดียวกันว่า นายทรง และนางซิวโป๊  เป็นสามีภริยากันตามกฎหมายตั้งแต่ปี 2471 และมีบุตรด้วยกัน 8 คน โจทก์ทั้งสามเป็นบุตรในจำนวนดังกล่าวด้วย นอกจากนี้นายทรงยังมีบุตรกับนางมณี จำเลยที่ 2 อีก 12 คน และมีบุตรกับนางสมใจ  อีก4 คน นางซิวโป๊และนายทรงถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2513และ 18 มกราคม 2514 ตามลำดับ โดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งให้นายกาญจนะ เฮงสุวนิชพันเอก(พิเศษ)เฉลิม เจริญพานิช นายเกษม ทวีสุข นายสุธี สุลัญชุปกรและจำเลยที่ 1 ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนายทรง ต่อมานายกาญจนะและพันเอก(พิเศษ) เฉลิม ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมได้ถึงแก่ความตาย นางซิวโป๊และนายทรงมีสินสมรสด้วยกันเป็นจำนวนมากอันเป็นสินสมรสต้องแบ่งกันระหว่างนางซิวโป๊กับนายทรงตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย โดยนางซิวโป๊จะได้ส่วนแบ่งหนึ่งในสามส่วนนายทรงได้ส่วนแบ่งสองในสามส่วน เฉพาะส่วนของนางซิวโป๊ตกแก่ทายาท 9 คน คือนายทรงและบุตรที่เกิดแต่นางซิวโป๊ 8 คนซึ่งมีโจทก์ทั้งสามรวมอยู่ด้วยโดยแต่ละคนได้ส่วนแบ่งคนละส่วนเท่า ๆ กัน สำหรับทรัพย์มรดกส่วนที่เป็นของนายทรงได้แก่สินสมรสสองในสามส่วนดังกล่าวและส่วนแบ่งจากทรัพย์มรดกของนางซิวโป๊อีกหนึ่งในเก้าส่วนของทรัพย์มรดกของนางซิวโป๊ดังกล่าว ทรัพย์มรดกส่วนของนายทรงทั้งหมดจะตกได้แก่ทายาทรวม 24 คน คือ บุตรของนายทรงที่เกิดกับนางซิวโป๊ 8 คน ที่เกิดกับนางมณีจำเลยที่ 2จำนวน 12 คน และที่เกิดกับนางสมใจ 4 คน บุตรของนายทรงแต่ละคนมีสิทธิได้รับมรดกของนายทรงคนละหนึ่งส่วนเท่า ๆ กันเมื่อคิดคำนวณเป็นร้อยละของทรัพย์มรดกที่เป็นสินสมรสทั้งหมดดังกล่าวแล้วจะเป็นทรัพย์มรดกของนางซิวโป๊ร้อยละ 29.63 และตกทอดแก่นายทรงและบุตรของนางซิวโป๊จำนวน 8 คน ซึ่งมีโจทก์ทั้งสามรวมอยู่ด้วยเป็นทรัพย์มรดกของนายทรงร้อยละ 70.36 และตกทอดแก่บุตรของนายทรง 24 คน ซึ่งก็มีโจทก์ทั้งสามรวมอยู่ด้วยเช่นกันจำเลยทั้งสี่เป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกทั้งหมดของนายทรงและนางซิวโป๊ซึ่งเป็นสินสมรสดังกล่าวไว้แทนทายาททุกคนแต่ไม่ยอมแบ่งทรัพย์มรดกเหล่านี้ให้แก่ทายาทรวมทั้งโจทก์ทั้งสาม โดยเฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 29446 พร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้าง จำเลยที่ 2 ที่ 3กับพวก ได้ร่วมกันนำเอาโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวไปจดทะเบียนโอนเป็นชื่อของจำเลยที่ 2 โดยนายทรงมิได้รู้เห็นยินยอมและจำเลยที่ 2รับโอนที่ดินแปลงดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยมิได้เสียค่าตอบแทนไม่ได้ซื้อขายกันจริง ๆ และโดยไม่สุจริตโดยมิได้รับความยินยอมของนางซิวโป๊ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายทรง นิติกรรมการโอนดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ จำเลยที่ 2 ต้องจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนให้แก่กองมรดกของเจ้ามรดกทั้งสองเพื่อแบ่งปันให้แก่ทายาทต่อไป สำหรับทรัพย์มรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 13716นั้นก็เป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกทั้งสองเช่นกัน เพียงแต่นายทรงให้ใส่ชื่อจำเลยที่ 3 ในโฉนดที่ดินเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนจำเลยที่ 3 จึงต้องโอนที่ดินแปลงนี้คืนให้แก่กองมรดกเช่นกันเพื่อแบ่งปันแก่ทายาทต่อไป ขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 29446 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ตำบลวังทองหลางอำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และที่ดินโฉนดเลขที่ 13716ตำบลสามเสนใน อำเภอดุสิต กรุงเทพมหานคร ตามลำดับ มาเป็นชื่อของนายทรงหรือผู้จัดการมรดกของนายทรง ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมของนายทรงและจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ในฐานะผู้ครอบครองทรัพย์มรดกจัดการแบ่งทรัพย์มรดกรายนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสามตามอัตราส่วนดังกล่าวข้างต้น

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1แต่ผู้เดียวในฐานะผู้จัดการมรดกของนายทรงไม่ได้เพราะมีผู้จัดการมรดก 5 คน และได้ถึงแก่ความตายไปแล้ว 2 คน คดีโจทก์ขาดอายุความแล้วเพราะผู้จัดการมรดกได้โอนใส่ชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ทรัพย์มรดกแทนนายทรงเจ้ามรดกมานานประมาณ 3-4 ปี แล้วโดยทายาทไม่ได้เรียกร้องทรัพย์มรดกจากผู้จัดการมรดก ทรัพย์มรดกรายนี้ได้มีการตกลงประนีประนอมแบ่งกันเรียบร้อยแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนางซิวโป๊สมรสกับนายทรงโดยไม่มีสินเดิมจึงไม่มีสิทธิจะได้รับส่วนแบ่งจากสินสมรสหนึ่งในสามส่วน ทรัพย์มรดกรายนี้เป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการทำมาหาได้ระหว่างจำเลยที่ 2 กับนายทรง จึงต้องแบ่งให้จำเลยที่ 2 ครึ่งหนึ่ง สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 29446 เป็นของจำเลยที่ 2 โดยนายทรงโอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2รับโอนมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน และได้ครอบครองมาเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว จึงไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนายทรง ไม่ใช่สินสมรสระหว่างนายทรงกับนางซิวโป๊ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 13716พร้อมสิ่งปลูกสร้างนั้นเป็นของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนิติบุคคลไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนายทรง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 2 แบ่งโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 29446 ตำบลวังทองหลาง อำเภอบางกะปิกรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้นางซิวโป๊ หนึ่งในสามส่วน และให้ส่วนแบ่งของนางซิวโป๊เป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่ทายาทของนางซิวโป๊ ส่วนที่เหลือจากการแบ่งให้นางซิวโป๊แล้วให้แบ่งออกเป็น 24 ส่วน และให้โจทก์ทั้งสามได้รับคนละ 1 ส่วนตามส่วนที่พึงได้รับ หากจำเลยที่ 2 ไม่จัดการโอนก็ให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 และให้แบ่งทรัพย์ดังต่อไปนี้คือที่ดินโฉนดเลขที่ 11538, 11540, 11541 และ 10264 ตำบลสามเสนในอำเภอพญาไท กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินโฉนดเลขที่ 12ถึง 24 ตำบลจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี รวม 13 แปลงที่ดินโฉนดเลขที่ 5113 ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการหุ้นในบริษัทอำนวยกิจ จำกัด รวม 41,000 หุ้น หุ้นในบริษัทอำนวย จำกัด รวม 243 หุ้น ให้แก่นางซิวโป๊อันเป็นมรดกตกแก่ทายาทของนางซิวโป๊ร้อยละ 29.63 และของนายทรงอันเป็นมรดกตกแก่ทายาทของนายทรงร้อยละ 70.36 ให้โจทก์ทั้งสามได้รับส่วนแบ่งคนละ 1 ใน 24 ส่วน ให้แบ่งเงินฝากในธนาคารรวม 4 แห่งตามบัญชีทรัพย์หมาย ล.9 รวมทั้งสิ้น 493,468.33 บาท ตกเป็นทรัพย์มรดกของนายทรงร้อยละ 70.36 และให้โจทก์ทั้งสามได้รับส่วนแบ่ง 1 ใน 24 ส่วนของส่วนที่ตกเป็นมรดกของนายทรง คำขออื่นของโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4

จำเลยที่ 1 ที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนการโอนโฉนดที่ดินเลขที่ 29446 ระหว่างนายทรงกับจำเลยที่ 2นำเข้ากองมรดก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า จำเลยที่ 1 ฎีกาประการแรกว่าโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียวโดยไม่ฟ้องผู้จัดการมรดกอีก 4 คนด้วยไม่ได้นั้น เห็นว่า ขณะโจทก์ที่ 3 ยื่นฟ้องสำนวนคดีหลังปรากฏว่าผู้จัดการมรดกได้ตายไปแล้ว 2 คน คงเหลือผู้จัดการมรดก 3 คนคือจำเลยที่ 1 นายเกษมและนายสุธี สำหรับนายเกษมและนายสุธีผู้จัดการมรดกสองคนนี้มิได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสาม และไม่ได้ปฏิเสธว่าจะไม่ยอมจัดการแบ่งทรัพย์มรดกรายนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสามโจทก์ที่ 1 เบิกความว่าได้ติดต่อสอบถามจำเลยที่ 1 เรื่องแบ่งทรัพย์มรดกแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ให้ไปสอบถามจำเลยที่ 2 เมื่อพยานไปถามจำเลยที่ 2 ก็บอกว่าให้ไปถามจำเลยที่ 1 และโจทก์เคยให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 แบ่งทรัพย์มรดกรายนี้ตามเอกสารหมาย จ.53 แล้วจำเลยที่ 1 ก็เพิกเฉย จึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1ในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมคนหนึ่งในจำนวน 5 คนไม่ยอมแบ่งทรัพย์มรดกรายนี้ให้โจทก์ทั้งสาม ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55โจทก์ทั้งสามจึงชอบที่จะฟ้องจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียวเป็นคดีนี้ได้

ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ภายหลังนายทรงถึงแก่ความตายเกิน 1 ปีแล้ว คดีโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 นั้น เห็นว่า อายุความตามมาตรา 1754นั้นจะยกขึ้นต่อสู้ได้ก็แต่โดยบุคคลซึ่งเป็นทายาทหรือบุคคลซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิของทายาทหรือโดยผู้จัดการมรดกตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1755 ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ทั้งสามเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายทรง จำเลยที่ 1 มิใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายทรงเป็นแต่เพียงผู้จัดการมรดกซึ่งมีหน้าที่จัดการมรดกโดยทั่วไปเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก ทั้งยังต้องรับผิดต่อทายาทตามมาตรา 1720 ในลักษณะตัวแทน การที่จำเลยที่ 1 ใส่ชื่อของตนในฐานะผู้จัดการมรดกของนายทรงลงในสารบัญจดทะเบียนที่ดินทรัพย์มรดกดังกล่าวก็เพื่อประโยชน์ในการแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทนั่นเอง จึงเป็นการครอบครองทรัพย์มรดกของนายทรงแทนทายาทด้วยกันทุกคน ดังนั้น ตัวแทนของทายาทคือจำเลยที่ 1 หามีสิทธิยกอายุความ1 ปี ตามมาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายทรงไม่

ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ทั้งสามและทายาทคนอื่น ๆ ของนายทรงได้ตกลงประนีประนอมแบ่งทรัพย์มรดกกันเรียบร้อยแล้วปรากฏตามข้อตกลงในเอกสารหมาย จ.19 จ.20 และจำเลยที่ 2 ได้ลงชื่อในสัญญาเอกสารหมาย ล.9 แล้วนั้น เห็นว่า เอกสารหมาย จ.19เป็นเพียงรายงานการประชุมการจัดการแบ่งทรัพย์มรดกรายนี้โดยที่ประชุมตกลงกันเรื่องการตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งกับการจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกเท่านั้น ส่วนเอกสารหมาย จ.20 ก็เป็นเรื่องที่คณะกรรมการชุดดังกล่าวประชุมกันเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์มรดกว่าจะแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทซึ่งเป็นบุตรของภริยานายทรงแต่ละคนอย่างไรบ้าง โจทก์ทั้งสามมิได้เป็นกรรมการแต่คงลงชื่อในรายงานการประชุมดังกล่าวในฐานะผู้เข้าประชุมเท่านั้น ทั้งปรากฏว่าทายาทคนอื่น ๆ ซึ่งเกิดแต่จำเลยที่ 2 และนางสมใจก็มิได้เข้าประชุมร่วมตกลงด้วย นอกจากนี้ยังปรากฏด้วยว่าหลังจากการประชุมดังกล่าวแล้วยังมีการประชุมต่อมาอีกหลายครั้งตามเอกสารหมาย จ.22ถึง จ.36 จนกระทั่งมีการยกร่างสัญญาแบ่งมรดกเพื่อให้ทายาทลงชื่อรายงานการประชุมตามเอกสารหมาย จ.19 และ จ.20 จึงเป็นเพียงขั้นตอนในการจัดเตรียมเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยต้องให้ทายาททุกคนลงชื่อให้ความเห็นชอบในโอกาสต่อไปเท่านั้น สำหรับเอกสารหมาย ล.9 นั้นแม้จะมีข้อความระบุว่า "สัญญาแบ่งมรดก" ก็คงมีเพียงนายเพียย้ง บุตรนายทรงซึ่งเกิดกับนางซิวโป๊เพียงคนเดียวที่ลงชื่อทายาทสายจำเลยที่ 2 และนางสมใจก็ยังลงชื่อไม่ครบทุกคน แม้จะถือว่าสัญญาแบ่งปันทรัพย์มรดกของนายทรงมีหลักฐานเป็นหนังสือ และมีลายมือชื่อทายาทบางคนก็คงมีผลสมบูรณ์และใช้บังคับได้เฉพาะคู่สัญญาที่ลงชื่อไว้เท่านั้น เมื่อโจทก์ทั้งสามมิได้ลงลายมือชื่อในสัญญาแบ่งมรดกตามเอกสารหมาย ล.9 จึงไม่ต้องถูกผูกพันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคสอง จำเลยที่ 1ไม่อาจอ้างข้อตกลงดังกล่าวมาบังคับให้โจทก์ทั้งสามต้องถือปฏิบัติตาม

จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า นางซิวโป๊ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายทรงไม่มีสินเดิมมาก่อนจึงไม่มีสิทธิขอแบ่งทรัพย์มรดกซึ่งเป็นสินสมรส 1 ใน 3 ส่วนนั้น โจทก์นำสืบว่า ขณะอยู่ที่ประเทศจีนครอบครัวของนางซิวโป๊มีฐานะดีกว่านายทรง และโจทก์มีนายฮั่งตี่ น้องชายนางซิวโป๊ซึ่งเกิดที่ประเทศจีนเช่นกันเบิกความสนับสนุนว่า ก่อนแต่งงานกันนางซิวโป๊มีอาชีพเย็บปักถักร้อย และมีเงินได้จากบิดามารดาที่ให้ในวันตรุษจีนตอนแต่งงานกับนายทรงนางซิวโป๊ก็ได้เอาเงินที่สะสมไว้ติดตัวไปด้วยและตอนที่เดินทางมาอยู่ประเทศไทยก็ได้เอาทรัพย์สินส่วนตัวมาด้วยได้แก่ ตุ้มหู สร้อยคอ และกำไลมือ ฝ่ายจำเลยมิได้นำสืบหักล้างเป็นอย่างอื่น พยานโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า ขณะนางซิวโป๊สมรสกับนายทรง นางซิวโป๊มีสินเดิมอยู่ด้วย นางซิวโป๊จึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากสินสมรส 1 ใน 3 ส่วน ทั้งนี้ตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย บทที่ 68 ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น และที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ทรัพย์พิพาททั้งหมดเป็นทรัพย์ที่เกิดจากการทำมาหาได้ร่วมกันระหว่างนายทรงกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงมีส่วนแบ่งครึ่งหนึ่งนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะนายทรงได้จำเลยที่ 2 เป็นภริยาคนที่สองนั้น นายทรงมีนางซิวโป๊เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและมีบุตรด้วยกันหลายคนแล้ว ทั้งขณะนั้นนายทรงก็มีฐานะร่ำรวยมากขึ้น จำเลยที่ 2 เบิกความว่า เมื่อเป็นภริยานายทรงก็ช่วยเหลือทำงานโดยเฉพาะงานครัวและรับใช้ทั่วไปนายทรงได้ให้เงินค่าใช้จ่ายแก่พยานเป็นประจำทุกเดือน ตอนที่นายทรงก่อสร้างโรงแรมแคปปิตอล จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ช่วยรับแขกและเตรียมอาหารสำหรับให้คนงาน พยานมีหน้าที่ดูแลเรื่องอาหารการกินและเบิกความรับว่านางซิวโป๊ เคยว่าพยานเป็นเพียงขี้ข้าด้วย เห็นว่า หน้าที่ดังกล่าวของจำเลยที่ 2 เป็นเพียงการทำงานในฐานะแม่บ้านเท่านั้น ไม่ใช่ผู้อยู่ในฐานะเป็นหุ้นส่วนร่วมในการประกอบกิจการค้ากับนายทรงประกอบกับเมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติแล้วว่าทรัพย์พิพาททั้งหมดมิได้เกิดจากการที่จำเลยที่ 2 ทำมาหาได้ร่วมกับนายทรง จำเลยที่ 2ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงก็มิได้ฎีกาโต้แย้งในข้อนี้จึงต้องถูกผูกพันตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีฟังไม่ได้ว่าทรัพย์พิพาททั้งหมดเกิดจากการทำมาหาได้ระหว่างจำเลยที่ 2 กับนายทรงจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนแบ่งในทรัพย์สินพิพาทคดีนี้

สำหรับปัญหาตามฎีกาโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ว่า โจทก์ทั้งสามในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายทรงและนางซิวโป๊จะขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 29446 ตามเอกสารหมาย จ.59 ระหว่างนายทรงกับจำเลยที่ 2 ได้หรือไม่ ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างนายทรงกับนางซิวโป๊ ซึ่งถือว่าเป็นสินบริคณห์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1462ตามพฤติการณ์ที่โจทก์นำสืบมาประกอบด้วยเหตุผลมีน้ำหนักให้เชื่อถือได้ว่า นายทรงโอนที่ดินแปลงพิพาทให้จำเลยที่ 2 โดยไม่มีหนี้ต่อกันแต่อย่างใด เมื่อปรากฏว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างนายทรงกับนางซิวโป๊ อันถือได้ว่าเป็นสินบริคณห์ แม้ตามปกติสามีจะมีอำนาจจำหน่ายสินบริคณห์ได้ก็ตาม แต่หากเป็นการให้โดยเสน่หาก็ต้องได้รับความยินยอมของภริยาก่อน เว้นแต่เป็นการให้ตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีหรือในทางสมาคมตามมาตรา 1473(3) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2477 บรรพ 5 โดยเฉพาะในกรณีนี้เป็นการให้สินบริคณห์ที่เป็นที่ดินมีโฉนดซึ่งตามกฎหมายบัญญัติให้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากนางซิวโป๊ภริยาด้วย ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2477 มาตรา 1476 เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่านายทรงโอนที่ดินแปลงพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการให้ตามสมควรในทางศีลธรรม ทั้งที่ดินแปลงพิพาทมีราคาสูงอันเกินกว่าจะให้ในทางสมาคมโดยนางซิวโป๊ภริยามิได้ให้ความยินยอมเป็นหนังสือเช่นนี้นายทรงจึงไม่มีอำนาจโอนที่ดินแปลงพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2สิทธิของนางซิวโป๊ในการขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินแปลงพิพาทดังกล่าวเป็นสิทธิอันเกี่ยวกับทรัพย์สิน มิใช่การเฉพาะตัวโจทก์ทั้งสามในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนางซิวโป๊ย่อมมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินแปลงพิพาทดังกล่าวทั้งหมดได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสามจะขอเพิกถอนการโอนที่ดินแปลงพิพาทไม่ได้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย จึงต้องเพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 29446 ให้กลับมาเป็นสินสมรสระหว่างนายทรงกับนางซิวโป๊ โดยเป็นของนางซิวโป๊ 1 ใน 3 ส่วนเป็นของนายทรง 2 ใน 3 ส่วน ส่วนของนางซิวโป๊เป็นมรดกตกได้แก่โจทก์และนายทรงคนละ 1 ใน 9 ส่วน กับส่วนแบ่งจากสินสมรส2 ใน 3 ส่วน ให้เป็นมรดกตกได้แก่โจทก์คนละ 1 ใน 24 ส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 29446 แล้วให้จำเลยที่ 2 แก้สารบัญจดทะเบียนในโฉนดดังกล่าวมาเป็นชื่อของนางซิวโป๊ 1 ใน 3 ส่วน มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 ส่วนของนางซิวโป๊เป็นมรดกตกได้แก่โจทก์และนายทรงคนละ 1 ใน 9 ส่วน ให้ส่วนของนายทรงจำนวน1 ใน 9 ส่วนดังกล่าว กับอีก 2 ใน 3 ส่วนที่แบ่งกับนางซิวโป๊แล้วเป็นมรดกตกได้แก่โจทก์อีกคนละ 1 ใน 24 ส่วนด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์




คดีมรดก ร้องศาลตั้งผู้จัดการมรดก

พินัยกรรมร่วมแก้ไขภายหลังได้หรือไม่ และใครมีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก เมื่อผู้ทำพินัยกรรมคนหนึ่งถูกตัดมิให้รับมรดกตามพินัยกรรมฉบับหลัง
พินัยกรรมยกที่ดินนิคมสร้างตนเองใช้ได้เพียงใด ผู้รับโอนมีสิทธิขับไล่ผู้ครอบครองเดิมได้หรือไม่
บุตรที่เกิดก่อนการใช้บังคับกฎหมายครอบครัวมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ และใครสมควรเป็นผู้จัดการมรดก
พินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนฉบับแรก ผู้ไม่มีส่วนได้เสียไม่มีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก
สิทธิรับมรดกของบุตรนอกสมรสเมื่อบิดารับรองโดยพฤติการณ์ และหลักการแบ่งสินสมรสของคู่สมรสที่สมรสก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
พระภิกษุถึงแก่มรณภาพ ทรัพย์ตกเป็นของวัดใด? วิเคราะห์ภูมิลำเนาและสถานะวัดในต่างประเทศตามกฎหมายไทย
คำคัดค้านเพิกถอนพินัยกรรมต้องส่งถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกคนหรือไม่ หลักคดีมรดกและกระบวนพิจารณาที่เป็นธรรม
โจทก์ฟ้องให้แบ่งทรัพย์มรดกได้แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความหนึ่งปี
ผู้จัดการมรดกหลายคนฟ้องแทนกองมรดกได้เพียงลำพังหรือไม่ และทายาทมีสิทธิฟ้องบังคับตามสัญญาแบ่งมรดกได้เพียงใดเมื่อทรัพย์ยังอยู่ในชื่อทายาทบางคน
ผู้จัดการมรดกทำสัญญาค่านายหน้าแล้วไม่จ่าย หนี้ผูกพันกองมรดกหรือไม่ และทายาทต้องรับผิดเพียงใดตามกฎหมายมรดกและคำพิพากษาศาลฎีกา
สิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกต้องเป็นทายาทเสมอหรือไม่ วิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกและอำนาจร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก
พินัยกรรมเป็นโมฆะเพราะเจ้ามรดกไร้สติ ใครมีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก? วิเคราะห์เรื่องสิทธิทายาทและอำนาจร้องขอ
ฟ้องซ้อนหรือไม่เมื่อขอเป็นผู้จัดการมรดกซ้ำ และผู้จัดการมรดกร่วมตายแล้วใครมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาล
การแบ่งมรดกที่ดินเมื่อบุตรเกิดก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 และปัญหาอายุความมรดกในกรณีผู้จัดการมรดกครอบครองทรัพย์แทนทายาท
สิทธิของคู่สมรสและผู้จัดการมรดกในการฟ้องแบ่งสินสมรสและทรัพย์มรดก เมื่อมีการโอนทรัพย์ให้ทายาทคนอื่นโดยมิชอบ พร้อมปัญหาอายุความมรดกและอำนาจฟ้อง
การโอนขายทรัพย์มรดกโดยผู้จัดการมรดกด้วยเจตนาลวงเป็นโมฆะหรือไม่ : วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการขายที่ดินมรดกให้บุคคลใกล้ชิด
มรดกของครอบครัวมุสลิมกับพินัยกรรม: ทรัพย์ที่ได้ระหว่างสมรสถือเป็นสินสมรสหรือไม่ และต้องแบ่งตามกฎหมายอิสลามอย่างไร
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ตนเองได้หรือไม่: สิทธิทายาทในการเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดกและผลเพิกถอนเพียงส่วนแห่งสิทธิ
ทายาทมีสิทธิเข้าเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีได้หรือไม่ เมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย
บำเหน็จตกทอดไม่ใช่มรดก และสิทธิของคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย
การจัดการมรดกโดยผู้จัดการมรดกและผลแห่งความยินยอมของทายาทในการโอนทรัพย์มรดก
การฟ้องคดีจัดการมรดกเกินกำหนดอายุความ การเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดก
การจัดการมรดกเสร็จสิ้นเมื่อใด และอายุความฟ้องแบ่งมรดก
สิทธิทายาทของผู้ถูกอุปการะแต่ไม่ได้เป็นบุตรโดยกำเนิด และผลทางกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์มรดก
สิทธิทายาท & การแบ่งมรดกโดยจับฉลาก, ทายาทไม่เข้าร่วมประชุม (ฎีกา 2128/2567)
ภาษีการรับมรดกต้องคำนวณวันเจ้ามรดกตาย ดอกเบี้ย–เงินฝากหลังวันตายคิดภาษีหรือไม่ และศาลขยายเวลาฟ้องคดีภาษีได้หรือไม่
พินัยกรรมผิดแบบเอกสารลับ ใช้เป็นพินัยกรรมธรรมดาได้หรือไม่
การอยู่กินโดยไม่จดทะเบียนสมรสกับผลทางมรดกและพินัยกรรม(ฎีกา 2102/2551)
สิทธิทายาทเพิกถอนการโอนที่ดินมรดกและอายุความฟ้องคดี(ฎีกาที่ 5689/2552)
การตายพร้อมกันและผู้ไม่สมควรรับมรดก แนวคำพิพากษาศาลฎีกา(ฎีกา 358/2554)
บุตรบุญธรรมฟ้องแบ่งมรดก | ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์โดยมิชอบ(ฎีกา 1276/2558)
คำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกปิดบังทรัพย์มรดกมีผลอย่างไร
ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด(ฎีกา 6532/2562)
ผู้จัดการมรดกหลายคนทำงานไม่ได้ต้องทำอย่างไร ศาลมีอำนาจตั้งเพิ่มหรือไม่ และแก้ปัญหาความขัดแย้งในมรดกอย่างไรให้เดินหน้าต่อได้
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์เป็นของตนเองได้เพียงใด และผลต่อบุคคลภายนอกโดยสุจริต(ฎีกา 4887/2566)
เงินฌาปนกิจศพต้องหักกับค่าจัดการศพหรือไม่,หนี้กองมรดก, (ฎีกา 5043/2566)
สิทธิขอกันส่วนเงินขายทอดตลาด (ฎีกา 638/2567)
พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง & ความสามารถผู้ทำพินัยกรรม(ฎีกา 6522/2561)
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์เป็นของตนเอง ศาลชี้เป็นยักยอกทรัพย์มรดกหรือไม่
สัญญาประนีประนอม & สิทธิผู้จัดการมรดกเสียงข้างมาก (ฎีกา 3001/2568)
ผู้จัดการมรดกนำที่ดินมรดกไปจำนองโดยไม่ยินยอมจากทายาท มีความผิดหรือไม่? วิเคราะห์อำนาจผู้จัดการมรดกและความรับผิดทางอาญาเมื่อใช้ทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
อำนาจผู้จัดการมรดกร่วม & ฟ้องเรียกทรัพย์, มาตรา 1726, (ฎีกา 2628/2567)
สิทธิทายาทฟ้องแบ่งมรดกขาดอายุความหรือไม่ เมื่อปล่อยให้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเป็นเวลานานตามกฎหมายมรดกไทย
บังคับแบ่งมรดก & เพิกถอนโอน,ผู้จัดการมรดก, (ฎีกา 3886/2566)
ผู้จัดการมรดกมีอำนาจฟ้องเรียกทรัพย์มรดกคืนได้หรือไม่? วิเคราะห์กฎหมายกรณีทรัพย์สินที่ถือครองแทนผู้ตาย และหลักเสียงข้างมากของผู้จัดการมรดก
(ฎีกาที่ 8200/2567) เพิกถอนโฉนดที่ดินและการจัดการมรดก: การบังคับคดีและผลทางกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4043/2567 การตั้งผู้จัดการมรดกและการคัดค้านสิทธิของทายาท
พินัยกรรมมีข้อความพิมพ์ปนกับลายมือใช้ได้หรือไม่? วิเคราะห์กฎหมายพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับและสิทธิการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกร่วม
มรดกไม่มีทายาทตกเป็นของใคร? วิเคราะห์กฎหมายมรดกกรณีไม่มีทายาทโดยธรรม ไม่มีพินัยกรรม และข้อพิพาทเรื่องสิทธิในบัญชีเงินฝากของผู้ตาย article
อุทธรณ์ต้องโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ชัด มิใช่คัดลอกคำให้การเดิม มิฉะนั้นถือเป็นอุทธรณ์ไม่ชอบตามกฎหมาย
โจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่เจ้ามรดกได้รับรองแล้ว(ฎีกา 7272/2562)
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกให้ตนเองได้หรือไม่ หากจัดการทรัพย์สินขัดต่อหน้าที่ เสี่ยงทั้งเพิกถอนนิติกรรมและความผิดยักยอก
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกให้ตนเองได้หรือไม่ และทายาทที่ยังไม่จดทะเบียนสิทธิจะฟ้องเพิกถอนการโอนแก่บุคคลภายนอกได้เพียงใด
สรุปคดีมรดก & เพิกถอนโอนที่ดิน,เพิกถอนนิติกรรม,(ฎีกา 1028/2564)
บุตรที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการตายของเจ้ามรดก ยังมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ และแบ่งทรัพย์มรดกอย่างไรเมื่อยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
การจัดการมรดกไม่ชอบไม่อาจถือว่าการจัดการมรดกสิ้นลงแล้ว
ฟ้องแบ่งมรดกเกิน 10 ปีได้หรือไม่ เมื่อทายาทยังครอบครองทรัพย์มรดกอยู่: อายุความแบ่งมรดก สิทธิครอบครอง และผลผูกพันคำพิพากษาเดิม
พินัยกรรมของผู้ตายที่ห้ามโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตกเป็นโมฆะ, ข้อห้ามในพินัยกรรมเป็นโมฆะ, ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม
ถอนผู้จัดการมรดก, การปันมรดกเสร็จสิ้นแล้ว, การจัดการศาลจ้าวไม่เป็นมรดก, ศาลจ้าวใต้เซียฮุดโจ๊วเป็นกุศลสถาน
ที่ดินของรัฐ มรดกของผู้ตาย, ที่ดินนิคมสหกรณ์, สิทธิทำประโยชน์ในที่ดิน, สิทธิเหนือพื้นดิน, การเพิกถอนโฉนดที่ดิน,
การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในกองมรดก, การเพิกถอนนิติกรรมในทรัพย์มรดก, การขายทรัพย์มรดกเพื่อชำระหนี้, ผู้จัดการมรดกกับสิทธิและหน้าที่
มรดกตกทอด, การเพิกถอนการสละมรดก, อายุความในการฟ้องคดีมรดก, สิทธิเรียกร้องแทนลูกหนี้
หนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ในเงินทุนเรือนหุ้นของสหกรณ์ไม่ถือเป็นพินัยกรรม, เงินสงเคราะห์สมาชิกสหกรณ์, สิทธิผู้รับโอนประโยชน์ในเงินสงเคราะห์
นิติกรรมซื้อขายที่ดินซึ่งเป็นคนต่างด้าว, คดีมรดกที่ดินของคนต่างด้าว, อายุความคดีมรดก, การยักยอกทรัพย์มรดก
สิทธิรับมรดกของพี่น้องร่วมบิดามารดาและทายาทแทนที่ กรณีค่าเช่าทรัพย์มรดกต้องแบ่งอย่างไร ใครมีสิทธิเรียกคืนได้ตามกฎหมาย
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกเป็นของตนเองได้หรือไม่ และหากนำทรัพย์มรดกไปจำนองโดยทายาทไม่ยินยอมจะถูกกำจัดมิให้รับมรดกหรือไม่
เพิกถอนโอนมรดก & สิทธิทายาท (ฎีกา 1023/2566)
ที่ดิน น.ส.3 ก. ที่ผู้ตายยังไม่ส่งมอบให้ใครก่อนตาย เป็นมรดกหรือไม่ ผู้จัดการมรดกโอนเข้าชื่อตนเองได้เพียงใด และทายาทจะเรียกเพิกถอนคืนได้หรือไม่
สิทธิทายาทในมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง, ทายาทตายก่อนแบ่งมรดก, รับมรดกแทนที่ มาตรา 1639,
สิทธิการฟ้องขอแบ่งมรดกของทายาท, การเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินมรดก, สินสมรสหลังคู่สมรสเสียชีวิต
สัญญาประกันชีวิต, สัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก, ผู้ทำประกันชีวิตและผู้รับผลประโยชน์ตายพร้อมกัน
การจัดการหนี้สินในกองมรดก, สิทธิของเจ้าหนี้กองมรดก, ที่ดินมรดกและการบังคับคดี
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนมรดก
ผู้จัดการมรดกปฏิบัติผิดหน้าที่-ทายาทผู้มีสิทธิฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกได้
ผู้จัดการมรดกร่วมถึงแก่ความตายต้องทำอย่างไร, ฟ้องซ้อน คืออะไร, แต่งตั้งผู้จัดการมรดก
ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่เพียงทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป
การจัดการทรัพย์มรดกในฐานะผู้จัดการมรดกตามหน้าที่ที่จำเป็น
ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน ผู้มีส่วนได้เสีย
สามีไม่ได้จดทะเบียนเป็นผู้มีส่วนได้เสียเป็นผู้จัดการมรดกได้
ทรัพย์มรดกยังไม่ได้แบ่งให้แก่ทายาททุกคน-การจัดการทรัพย์มรดกยังไม่เสร็จสิ้น
ผู้จัดการมรดกไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มีผลอย่างไร?
ฟ้องผู้จัดการมรดกนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงเกินห้าปีขาดอายุความ
ผู้จัดการมรดกไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกยื่นต่อศาลถูกเพิกถอนได้
อายุความคดีมรดก เจ้าหนี้ฟ้องคดีมรดกเกินหนึ่งปี
ฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินมรดกต้องใช้กฎหมายมรดกหรือมาตรา 1336 และมีอายุความเพียงใดเมื่อผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ทายาทคนเดียว article
บุตรนอกกฎหมายซึ่งผู้ตายรับรองแล้วเป็นผู้สืบสันดาน
มารดาขายที่ดินซึ่งผู้เยาว์มีส่วนแบ่งไม่ต้องขอศาล
นายอำเภอคือผู้มีอำนาจจัดทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง
ความรับผิดของผู้จัดการมดกภายหลังการเสียชีวิต
ผู้จัดการมรดกนำทรัพย์มรดกไปให้เช่าราคาต่ำและเช่าช่วงเอากำไรสูง ทายาทหรือผู้จัดการมรดกร่วมฟ้องเรียกคืนค่าเช่าได้ภายในกี่ปี
ผู้สืบสันดาน คือใคร? ต่างกับทายาท อย่างไร?
คู่สมรสและการแบ่งมรดกของคู่สมรส | การสมรสเป็นโมฆะ
อายุความคดีมรดก และอายุความเกี่ยวกับการจัดการมรดก
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ครบแล้ว ยังถอนออกจากตำแหน่งได้หรือไม่ พร้อมแนวทางฟ้องคดีเมื่อแบ่งมรดกไม่เป็นธรรมตามกฎหมาย
การปันมรดกเสร็จสิ้นลงแล้วการถอนผู้จัดการมรดกย่อมพ้นกำหนดเวลา
สามีมิได้จดทะเบียนสมรสไม่ถือเป็นทายาทของภริยาผู้ตาย
อำนาจหน้าที่จัดการศพพระภิกษุผู้มรณภาพไม่มีทรัพย์สิน
สามีไม่จดทะเบียนสมรสขอถอนผู้จัดการมรดก มีกรรมสิทธิ์รวม
ไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะทำหน้าที่ผู้จัดการมรดก