
| การฟ้องคดีจัดการมรดกเกินกำหนดอายุความ การเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดก
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก การกล่าวอ้างว่าผู้จัดการมรดกละเลยและไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และการใช้สิทธิของทายาทในการขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมโอนทรัพย์มรดก โดยมีประเด็นสำคัญอยู่ที่การนับอายุความการฟ้องคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะสำหรับคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดทางกฎหมายที่ทายาทพึงตระหนักเมื่อปล่อยให้การจัดการมรดกดำเนินไปเป็นระยะเวลายาวนานโดยไม่ใช้สิทธิทางศาล แม้จะมีข้อกล่าวหาว่าผู้จัดการมรดกได้จัดการทรัพย์มรดกโดยไม่แบ่งปันให้แก่ทายาทอย่างถูกต้องก็ตาม ศาลฎีกาได้วินิจฉัยถึงขอบเขตสิทธิของทายาทในการสืบสิทธิฟ้องคดีแทนผู้ตาย ความหมายของการสิ้นสุดการจัดการมรดก และผลของการขาดอายุความต่อการฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมโอนทรัพย์มรดกในภายหลัง บทความนี้จะอธิบายข้อเท็จจริงของคดีอย่างละเอียด วิเคราะห์คำวินิจฉัยของศาลทุกชั้น พร้อมทั้งถอดหลักกฎหมาย เจตนารมณ์ของบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง และแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่วางหลักไว้ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงผลทางกฎหมายของการฟ้องคดีมรดกที่เกินกำหนดอายุความ และใช้เป็นแนวทางในการวางแผนหรือป้องกันข้อพิพาทเกี่ยวกับมรดกในทางปฏิบัติ สรุปข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้โจทก์ทั้งห้า ซึ่งเป็นผู้สืบสันดานของนายบุญรัตน์ ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทจำนวนสี่แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างบางส่วน เป็นทรัพย์สินในกองมรดกของนายณรงค์ ผู้ตาย และขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินดังกล่าวซึ่งเกิดขึ้นภายหลังการตายของเจ้ามรดก โดยอ้างว่าผู้จัดการมรดกคือ นางทองม้วน ได้ละเลยและไม่ปฏิบัติหน้าที่ในการจัดสรรทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทอย่างถูกต้อง ข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายณรงค์ถึงแก่ความตายเมื่อปี พ.ศ. 2524 ศาลมีคำสั่งตั้งนางทองม้วนเป็นผู้จัดการมรดก และภายหลังได้มีการออกเอกสารสิทธิในที่ดินหลายแปลงจากที่ดินซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นทรัพย์มรดก ต่อมานางทองม้วนได้แบ่งโอน จำหน่าย และจัดการที่ดินดังกล่าวในลักษณะต่าง ๆ รวมถึงโอนให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของนายบุญรัตน์ นายบุญรัตน์ซึ่งเป็นทายาทโดยตรงของนายณรงค์ถึงแก่ความตายภายหลัง โดยในช่วงเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่ มิได้มีการฟ้องร้องหรือคัดค้านการจัดการมรดกของนางทองม้วนแต่อย่างใด จนกระทั่งโจทก์ทั้งห้า ซึ่งเป็นบุตรของนายบุญรัตน์ นำคดีมาฟ้องต่อศาลในปี พ.ศ. 2562 เพื่อขอให้ศาลรับรองสิทธิในทรัพย์มรดกและเพิกถอนนิติกรรมโอนที่ดินทั้งหมด คำวินิจฉัยของศาลโดยแยกประเด็น ประเด็นแรก ศาลฎีกาวินิจฉัยเรื่องอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในการพิจารณาที่ดินพิพาทบางแปลง โดยเห็นว่าคดีนี้เป็นการฟ้องรวมของโจทก์ทั้งห้าในฐานะทายาท ซึ่งต่างใช้สิทธิของตนเฉพาะส่วน แม้จะมีการโต้แย้งเรื่องการคำนวณทุนทรัพย์ แต่เมื่อจำเลยอุทธรณ์เพื่อขอให้ยกฟ้องทั้งหมด ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยครอบคลุมทรัพย์พิพาททุกแปลงตามฟ้อง ประเด็นที่สอง ซึ่งเป็นสาระสำคัญของคดี คือเรื่องอายุความการฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มูลเหตุแห่งคดีเกิดจากการกล่าวอ้างว่าผู้จัดการมรดกละเลยและไม่ปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นการฝ่าฝืนหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 คดีจึงเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกโดยแท้ เมื่อเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก ย่อมต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติเฉพาะเรื่องอายุความตามมาตรา 1733 วรรคสอง ซึ่งกำหนดห้ามมิให้ทายาทฟ้องเกินกว่าห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง ศาลฎีกาพิจารณาพฤติการณ์โดยรวม เห็นว่าการจัดการมรดกได้สิ้นสุดลงแล้วเป็นเวลานาน เนื่องจากทรัพย์มรดกทั้งหมดได้ถูกจัดการ โอน และจำหน่ายไปครบถ้วน โดยไม่มีทรัพย์เหลืออยู่ในกองมรดกให้จัดการอีก ศาลยังให้ความสำคัญกับพฤติการณ์ของนายบุญรัตน์ ซึ่งในขณะมีชีวิตอยู่ทราบดีถึงการจัดการมรดกของนางทองม้วน แต่กลับไม่ใช้สิทธิฟ้องร้องหรือคัดค้านใด ๆ เป็นระยะเวลายาวนาน จนถึงแก่ความตาย พฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นข้อบ่งชี้สำคัญว่ามีการยินยอม หรืออย่างน้อยเป็นการปล่อยปละละเลยโดยรู้เห็น ซึ่งย่อมมีผลต่อการนับอายุความ วิเคราะห์หลักกฎหมายที่ศาลนำมาปรับใช้ ศาลฎีกานำหลักกฎหมายเรื่องหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1719 มาเป็นฐานในการจำแนกประเภทของคดี โดยชี้ชัดว่าหากการฟ้องตั้งอยู่บนข้อกล่าวหาว่าผู้จัดการมรดกละเลยหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ คดีดังกล่าวย่อมเป็น “คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก” ไม่ว่าคำขอท้ายฟ้องจะเรียกร้องให้เพิกถอนนิติกรรมหรือขอรับรองกรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดกก็ตาม เมื่อคดีเข้าลักษณะดังกล่าว บทบัญญัติเรื่องอายุความตามมาตรา 1733 วรรคสอง ย่อมเป็นกฎหมายพิเศษที่ต้องนำมาบังคับใช้แทนบททั่วไปเกี่ยวกับอายุความคดีแพ่ง หลักนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการจำกัดสิทธิของทายาทในการฟ้องคดี โดยคำนึงถึงความมั่นคงแน่นอนของการจัดการทรัพย์มรดกในระยะยาว นอกจากนี้ ศาลยังใช้หลักการพิจารณาพฤติการณ์แวดล้อม เช่น ความรู้และการยอมรับโดยปริยายของทายาท การปล่อยให้เวลาล่วงเลยเป็นเวลานาน และการที่ผู้มีสิทธิไม่แสดงการคัดค้านใด ๆ เพื่อประกอบการวินิจฉัยว่า การจัดการมรดกได้สิ้นสุดลงแล้ว และสิทธิฟ้องได้ขาดอายุความไปแล้ว เจตนารมณ์ของบทบัญญัติและแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง บทบัญญัติมาตรา 1733 วรรคสอง มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันมิให้ข้อพิพาทเกี่ยวกับมรดกยืดเยื้อไม่สิ้นสุด และเพื่อคุ้มครองความมั่นคงในการถือครองทรัพย์สินของบุคคลภายนอกที่อาจเข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดกภายหลังการจัดการเสร็จสิ้นแล้ว หากเปิดโอกาสให้ทายาทฟ้องคดีได้โดยไม่จำกัดเวลา ย่อมกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและความแน่นอนทางกฎหมาย แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีนี้สอดคล้องกับแนววินิจฉัยเดิมที่ถือว่า การฟ้องคดีอันมีมูลเหตุมาจากการกระทำหรือการละเลยของผู้จัดการมรดก ต้องถูกจำกัดด้วยอายุความพิเศษตามกฎหมาย และเมื่ออายุความขาดแล้ว ไม่อาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมที่เกิดจากการจัดการมรดกนั้นได้อีก แม้จะอ้างว่าเป็นการโอนโดยไม่ชอบก็ตาม หลักการดังกล่าวตอกย้ำแนวคิดสำคัญว่า สิทธิของทายาทไม่ใช่สิทธิที่ใช้ได้ตลอดไป หากไม่ใช้สิทธิภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด ย่อมต้องรับผลแห่งการขาดอายุความโดยเด็ดขาด สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างเป็นทรัพย์สินในกองมรดกของเจ้ามรดก และเห็นว่าการโอนทรัพย์ที่เกิดขึ้นภายหลังเป็นการจัดการมรดกโดยมิชอบ จึงให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนและให้โจทก์ทั้งห้ามีกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์พิพาทตามส่วน 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ โดยวินิจฉัยว่าคดีเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกซึ่งขาดอายุความตามกฎหมาย จึงให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด 3. ศาลฎีกา พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ เห็นว่าการฟ้องคดีของโจทก์ทั้งห้าเป็นการฟ้องเกี่ยวกับการจัดการมรดก และได้ฟ้องเกินกำหนดอายุความห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมหรือเรียกร้องทรัพย์มรดกอีกต่อไป สรุปข้อคิดทางกฎหมายจากคำพิพากษา คำพิพากษานี้วางหลักกฎหมายสำคัญว่า การพิจารณาว่าคดีใดเป็น “คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก” ต้องพิจารณาจากมูลเหตุแห่งการฟ้องเป็นสำคัญ มิใช่เพียงถ้อยคำในคำขอท้ายฟ้อง หากการฟ้องตั้งอยู่บนข้อกล่าวหาว่าผู้จัดการมรดกละเลยหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ คดีดังกล่าวย่อมอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติว่าด้วยอายุความเฉพาะตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ศาลย้ำว่าบทบัญญัติอายุความตามกฎหมายมรดกมีลักษณะเป็นกฎหมายพิเศษ มีเจตนารมณ์เพื่อสร้างความมั่นคงแน่นอนให้แก่การจัดการทรัพย์มรดกและความสงบเรียบร้อยในการถือครองทรัพย์สินในระยะยาว ทายาทจึงต้องใช้สิทธิภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด มิฉะนั้นย่อมต้องรับผลแห่งการขาดอายุความโดยเด็ดขาด แม้จะอ้างว่าการโอนทรัพย์เป็นการกระทำโดยไม่ชอบก็ตาม คดีนี้ยังสะท้อนหลักสำคัญว่าการนิ่งเฉย ปล่อยปละละเลย หรือการรู้เห็นยินยอมโดยปริยายของทายาทในช่วงเวลาที่ยาวนาน อาจถูกนำมาใช้ประกอบการวินิจฉัยถึงการสิ้นสุดการจัดการมรดก และส่งผลโดยตรงต่อสิทธิในการฟ้องคดีในภายหลัง คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกมีอายุความกี่ปี คำตอบ กฎหมายกำหนดให้อายุความการฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกมีระยะเวลาไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง หากฟ้องเกินกำหนดดังกล่าว ศาลต้องยกฟ้อง 2. คำถาม ฟ้องขอเพิกถอนการโอนที่ดินมรดก ยังถือเป็นคดีจัดการมรดกหรือไม่ คำตอบ หากมูลเหตุแห่งการฟ้องเกิดจากการกล่าวอ้างว่าผู้จัดการมรดกละเลยหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การฟ้องเพิกถอนการโอนย่อมถือเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก และอยู่ภายใต้อายุความพิเศษตามกฎหมาย 3. คำถาม การที่ทายาทไม่คัดค้านการจัดการมรดกเป็นเวลานาน มีผลทางกฎหมายอย่างไร คำตอบ การปล่อยปละละเลยหรือไม่ใช้สิทธิของทายาทเป็นเวลานาน อาจถูกศาลพิจารณาว่าเป็นการรู้เห็นยินยอมหรือเป็นพฤติการณ์สนับสนุนว่าการจัดการมรดกได้สิ้นสุดลงแล้ว ซึ่งมีผลต่อการนับอายุความ 4. คำถาม เมื่อคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกขาดอายุความแล้ว ยังฟ้องเพิกถอนนิติกรรมได้หรือไม่ คำตอบ เมื่ออายุความขาดแล้ว ทายาทไม่อาจฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมที่เกิดจากการจัดการมรดกนั้นได้อีก แม้จะอ้างว่าการโอนทรัพย์เป็นการกระทำโดยไม่ชอบก็ตาม ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1488/2566 โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงรวมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาท 2 แปลง เป็นทรัพย์สินในกองมรดกของ ณ. เจ้ามรดก และเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาททั้งหมดรวมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ทั้งห้า โดยบรรยายฟ้องว่าโจทก์แต่ละคนรวมทั้งจำเลยที่ 1 ต่างได้รับมรดกดังกล่าวคนละส่วนเท่า ๆ กัน รวม 6 ส่วน คิดเป็นเงินรวม 398,200 บาท จำเลยทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาททั้งหมดรวมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวมิใช่ทรัพย์มรดก แม้โจทก์ทั้งห้าฟ้องรวมกันมา ก็ต้องถือทุนทรัพย์ที่ดินทั้งสี่ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ต้องคิดแยกทุนทรัพย์ที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับ มิใช่กรณีนำเฉพาะราคาที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 27623 มาคิดแยกรายแปลงเป็นทุนทรัพย์ของโจทก์ทั้งห้า มูลเหตุที่โจทก์ทั้งห้าอ้างนำคดีนี้มาฟ้องเกิดจากการที่ ท. ผู้จัดการมรดกละเลยและไม่ปฏิบัติหน้าที่ของผู้จัดการมรดก โดยไม่แบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ บ. ทายาทอย่างถูกต้อง อันเป็นการปฏิบัติผิดหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 เมื่อ ท. และ บ. ถึงแก่ความตายก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์ทั้งห้าในฐานะผู้สืบสันดานของ บ. จึงสืบสิทธิของ บ. มาฟ้องคดีนี้ ซึ่งเป็นการฟ้องเกี่ยวกับการจัดการมรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง ได้บัญญัติเรื่องอายุความในการฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกไว้โดยเฉพาะว่า ห้ามมิให้ทายาทฟ้องเกินกว่าห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง จำเลยที่ 1 เป็นผู้สืบสิทธิของ บ. เช่นเดียวกับโจทก์ทั้งห้า ถือว่าเป็นบุคคลซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิของทายาท ดังนั้น จำเลยที่ 1 ย่อมใช้สิทธิของ บ. ยกอายุความห้าปีตามบทบัญญัติดังกล่าวขึ้นต่อสู้โจทก์ทั้งห้าได้ โจทก์ทั้งห้าฟ้องคดีนี้เกินกว่าห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง คดีโจทก์ทั้งห้าจึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 27567, 27623, 3591 และ 3592 พร้อมห้องแถวไม้ 2 ชั้น 2 คูหา เลขที่ 218 และ 219 เป็นทรัพย์สินในกองมรดกของนายณรงค์ และขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่เกี่ยวข้อง พร้อมให้จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งห้าเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมคนละ 1 ใน 6 ส่วน หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าทรัพย์พิพาททั้งหมดเป็นทรัพย์มรดกของนายณรงค์ ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดิน และให้จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งห้าเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยที่ 1 ในทรัพย์พิพาทตามส่วน พร้อมกำหนดให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาในศาลอุทธรณ์ภาค 3 โจทก์ที่ 5 ถึงแก่ความตาย บุตรยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนและศาลอนุญาต ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งห้า โจทก์ทั้งห้าฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า นายณรงค์กับนางทองม้วนเป็นสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรคือ นายบุญรัตน์ ซึ่งนายณรงค์อุปการะเลี้ยงดูและแสดงออกว่าเป็นบุตร โจทก์ทั้งห้าและจำเลยที่ 1 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายบุญรัตน์ นายณรงค์ถึงแก่ความตายเมื่อปี 2524 ศาลมีคำสั่งตั้งนางทองม้วนเป็นผู้จัดการมรดก และต่อมาได้มีการออกเอกสารสิทธิ แบ่งแยก และโอนที่ดินหลายแปลง รวมถึงที่ดินซึ่งมีห้องแถวปลูกสร้างอยู่ นางทองม้วนและนายบุญรัตน์ถึงแก่ความตายภายหลัง ประเด็นแรก ศาลฎีกาเห็นว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีอำนาจวินิจฉัยคดีในส่วนที่ดินพิพาททั้งหมด เนื่องจากเป็นการอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องทั้งคดี การคิดทุนทรัพย์จึงไม่อาจแยกพิจารณาเฉพาะบางแปลงได้ ฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ประเด็นสำคัญคือเรื่องอายุความ ศาลเห็นว่ามูลเหตุแห่งคดีเกิดจากการกล่าวอ้างว่าผู้จัดการมรดกละเลยและไม่ปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 ซึ่งต้องอยู่ภายใต้อายุความเฉพาะตามมาตรา 1733 วรรคสอง กำหนดให้ฟ้องได้ไม่เกินห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง จากพยานหลักฐานปรากฏว่า นายบุญรัตน์ทราบถึงทรัพย์มรดกและการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกเป็นอย่างดี แต่กลับปล่อยปละละเลยไม่ใช้สิทธิฟ้องร้องเป็นเวลานาน ทั้งยังมีพฤติการณ์ที่แสดงถึงการรู้เห็นยินยอมต่อการจัดการทรัพย์ของนางทองม้วน ศาลจึงเชื่อว่ามีการตกลงกันจริงตามที่จำเลยนำสืบ และถือว่าการจัดการมรดกสิ้นสุดลงเมื่อวันที่มีการจัดการทรัพย์ครั้งสุดท้ายในปี 2532 เมื่อโจทก์ทั้งห้าฟ้องคดีในปี 2562 ซึ่งเกินกำหนดห้าปี คดีจึงขาดอายุความ และเมื่อคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกขาดอายุความแล้ว โจทก์ไม่อาจฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทได้ ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ |



.jpg)
