
| บุตรที่เกิดก่อนการใช้บังคับกฎหมายครอบครัวมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ และใครสมควรเป็นผู้จัดการมรดก
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยสถานะของบุตรที่เกิดจากการอยู่กินฉันสามีภริยาก่อนการใช้บังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 และผลของสถานะดังกล่าวต่อสิทธิในการเป็นทายาทโดยธรรมและสิทธิในการขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่การตีความบทเฉพาะกาลตามพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2477 มาตรา 4 ซึ่งกำหนดให้การสมรสที่มีอยู่ก่อนวันที่กฎหมายครอบครัวมีผลใช้บังคับยังคงมีผลตามกฎหมายต่อไป ในคดีนี้เกิดข้อพิพาทระหว่างบุตรของผู้ตายซึ่งเกิดจากการอยู่กินฉันสามีภริยากับภรรยาคนก่อน กับภรรยาที่จดทะเบียนสมรสกับผู้ตายในภายหลัง โดยทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิในการเป็นผู้จัดการมรดกและต่างโต้แย้งสถานะของอีกฝ่ายหนึ่งว่าไม่มีสิทธิในกองมรดก ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยทั้งในประเด็นสถานะของทายาท สิทธิในการร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ตลอดจนหลักเกณฑ์ในการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของกองมรดกและทายาททุกฝ่าย ข้อเท็จจริงของคดี ผู้ร้องเป็นบุตรของนายแถมและนางทับทิม ซึ่งทั้งสองได้แต่งงานอยู่กินฉันสามีภริยากันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 และมีบุตรร่วมกันหลายคน ต่อมานางทับทิมถึงแก่กรรมในปี พ.ศ. 2523 หลังจากนั้นนายแถมได้จดทะเบียนสมรสกับผู้คัดค้านในปี พ.ศ. 2525 ต่อมาในปี พ.ศ. 2529 นายแถมถึงแก่กรรม โดยมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินและเงินฝากในธนาคาร เมื่อผู้ตายถึงแก่กรรม ผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้แต่งตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้ร้องอ้างว่าตนเป็นบุตรของผู้ตายจึงเป็นทายาทโดยธรรมและมีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก ขณะที่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นภรรยาที่จดทะเบียนสมรสภายหลังอ้างว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิในกองมรดกเนื่องจากบิดามารดาไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย ในทางกลับกัน ผู้ร้องอ้างว่าทรัพย์สินของผู้ตายเป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับมารดาของผู้ร้อง และผู้คัดค้านไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกดังกล่าว ข้อพิพาทสำคัญของคดีจึงอยู่ที่สถานะของผู้ร้องในฐานะบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย และการพิจารณาว่าฝ่ายใดสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย คำวินิจฉัยของศาลฎีกาในประเด็นสำคัญ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าบิดามารดาของผู้ร้องได้อยู่กินฉันสามีภริยากันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 จะมีผลใช้บังคับ ตามพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2477 มาตรา 4 ได้บัญญัติว่า บทบัญญัติของกฎหมายครอบครัวดังกล่าวไม่กระทบกระเทือนถึงการสมรสที่มีอยู่ก่อนวันใช้บังคับของกฎหมาย ดังนั้น การอยู่กินฉันสามีภริยาระหว่างนายแถมกับนางทับทิมก่อนปี พ.ศ. 2477 จึงถือเป็นการสมรสที่ชอบด้วยกฎหมายตามบทเฉพาะกาล และบุตรที่เกิดจากการสมรสดังกล่าวย่อมมีฐานะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องจึงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายและเป็นทายาทโดยธรรม มีสิทธิได้รับมรดก ส่วนผู้คัดค้านซึ่งได้จดทะเบียนสมรสกับผู้ตายในภายหลังก็มีฐานะเป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทโดยธรรมเช่นกัน เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างเป็นทายาทโดยธรรมและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายที่จะเป็นผู้จัดการมรดก ศาลจึงเห็นว่าทั้งสองฝ่ายมีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้ การวิเคราะห์หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หลักกฎหมายสำคัญในคดีนี้เกี่ยวข้องกับบทเฉพาะกาลของกฎหมายครอบครัว ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อคุ้มครองความสัมพันธ์ทางครอบครัวที่เกิดขึ้นก่อนการประกาศใช้กฎหมายใหม่ หากกฎหมายกำหนดให้การสมรสต้องจดทะเบียนโดยไม่คำนึงถึงความสัมพันธ์ที่มีอยู่ก่อน อาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่คู่สมรสและบุตรที่เกิดขึ้นก่อนการใช้บังคับของกฎหมาย ดังนั้น มาตรา 4 ของพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 จึงบัญญัติให้การสมรสที่มีอยู่ก่อนวันใช้กฎหมายยังคงมีผลตามกฎหมาย หลักการนี้ส่งผลให้บุตรที่เกิดจากการสมรสดังกล่าวมีฐานะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย และมีสิทธิในมรดกเช่นเดียวกับบุตรที่เกิดจากการสมรสที่จดทะเบียนตามกฎหมาย ในส่วนของผู้จัดการมรดก ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 กำหนดลักษณะบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดก เช่น บุคคลล้มละลาย หรือบุคคลที่มีพฤติการณ์ไม่เหมาะสม หากผู้ร้องหรือผู้คัดค้านไม่มีลักษณะต้องห้ามดังกล่าว ศาลย่อมมีดุลพินิจในการแต่งตั้งบุคคลใดเป็นผู้จัดการมรดก โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของกองมรดกเป็นสำคัญ การวิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกา แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกยืนยันหลักสำคัญว่า ศาลมีดุลพินิจแต่งตั้งบุคคลที่เห็นว่าเหมาะสมเพื่อประโยชน์ของกองมรดก ในหลายคดี ศาลฎีกาได้วางหลักว่า หากมีข้อพิพาทระหว่างทายาทและการแต่งตั้งบุคคลฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อกองมรดก ศาลอาจแต่งตั้งผู้จัดการมรดกร่วมกันได้ หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการตรวจสอบและถ่วงดุลในการจัดการทรัพย์มรดก และป้องกันการเอาเปรียบทายาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ในคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า หากแต่งตั้งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อกองมรดกและทายาทอีกฝ่ายหนึ่ง ดังนั้นการแต่งตั้งให้ทั้งสองฝ่ายเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันจึงเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุด สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น มีคำสั่งตั้งให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนายแถม ผู้ตาย และตั้งให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางทับทิม ผู้ตาย เนื่องจากเห็นว่าทั้งสองฝ่ายต่างมีสิทธิเป็นทายาทโดยธรรมและไม่มีลักษณะต้องห้ามในการเป็นผู้จัดการมรดก 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยถูกต้องแล้ว และการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกร่วมกันเป็นแนวทางที่เหมาะสมเพื่อป้องกันข้อพิพาทระหว่างทายาท 3. ศาลฎีกา พิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตามบทเฉพาะกาลของกฎหมายครอบครัว จึงเป็นทายาทโดยธรรม และเมื่อทั้งสองฝ่ายเป็นทายาทและไม่มีลักษณะต้องห้าม การแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันย่อมเป็นประโยชน์ต่อกองมรดกและทายาททุกคน สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญของกฎหมายครอบครัวและกฎหมายมรดกเกี่ยวกับผลของบทเฉพาะกาลของกฎหมายใหม่ โดยศาลฎีกายืนยันว่า การสมรสที่เกิดขึ้นก่อนการใช้บังคับของกฎหมายครอบครัวยังคงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และบุตรที่เกิดจากความสัมพันธ์ดังกล่าวย่อมมีสถานะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ คำพิพากษายังตอกย้ำหลักการสำคัญเกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกว่า ศาลมีดุลพินิจพิจารณาแต่งตั้งบุคคลที่เหมาะสมโดยคำนึงถึงประโยชน์ของกองมรดกเป็นสำคัญ มิได้จำกัดว่าต้องเป็นทายาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว การแต่งตั้งผู้จัดการมรดกร่วมกันจึงเป็นแนวทางที่ศาลใช้ในกรณีที่มีข้อพิพาทระหว่างทายาท เพื่อป้องกันการจัดการทรัพย์มรดกโดยไม่เป็นธรรมและเพื่อให้เกิดความสมดุลในการบริหารจัดการกองมรดก ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความสถานะของบุตรที่เกิดจากการอยู่กินฉันสามีภริยาก่อนการใช้บังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าจะถือเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายและมีสิทธิเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายหรือไม่ รวมทั้งการใช้ดุลพินิจของศาลในการแต่งตั้งผู้จัดการมรดก โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การสมรสที่มีอยู่ก่อนวันที่กฎหมายครอบครัวมีผลใช้บังคับยังคงได้รับความคุ้มครองตามบทเฉพาะกาล จึงทำให้บุตรที่เกิดจากความสัมพันธ์ดังกล่าวมีฐานะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายและมีสิทธิรับมรดก และเมื่อทั้งสองฝ่ายเป็นทายาทโดยธรรมและไม่มีลักษณะต้องห้าม ศาลสามารถแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันได้เพื่อประโยชน์ของกองมรดก มาตรากฎหมายที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติ บรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2477 มาตรา 4 เป็นบทเฉพาะกาลที่กำหนดว่า การสมรสซึ่งมีอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ใช้บังคับ ยังคงมีผลตามกฎหมายต่อไป แม้จะมิได้จดทะเบียนสมรสตามรูปแบบของกฎหมายใหม่ หลักกฎหมายนี้ทำให้การอยู่กินฉันสามีภริยาของบิดามารดาผู้ร้องก่อนปี พ.ศ. 2477 ถือเป็นการสมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้ผู้ร้องมีสถานะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายและมีสิทธิเป็นทายาทโดยธรรม 2. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้จัดการมรดก โดยกำหนดลักษณะบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดก หากบุคคลใดไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรานี้ ศาลย่อมมีดุลพินิจแต่งตั้งบุคคลนั้นเป็นผู้จัดการมรดกได้ ในคดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่าทั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างเป็นทายาทโดยธรรมและไม่มีลักษณะต้องห้าม จึงสมควรแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันเพื่อป้องกันความเสียหายต่อกองมรดกและคุ้มครองสิทธิของทายาททุกฝ่าย. คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คำถาม 1. บุตรที่เกิดจากบิดามารดาซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยากันก่อนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ใช้บังคับ จะถือเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คำตอบ บุตรที่เกิดจากบิดามารดาซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยากันก่อนวันที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ใช้บังคับ อาจมีฐานะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายได้ หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการอยู่กินดังกล่าวเป็นการสมรสที่มีอยู่ก่อนวันใช้กฎหมาย และได้รับความคุ้มครองตามบทเฉพาะกาลในพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติแห่งบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2477 มาตรา 4 หลักกฎหมายข้อนี้มีความสำคัญมาก เพราะเป็นการคุ้มครองสถานะครอบครัวเดิมที่เกิดขึ้นก่อนระบบการจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายใหม่มีผลใช้บังคับ ไม่ให้สิทธิของคู่สมรสและบุตรเสียไปเพียงเพราะกฎหมายภายหลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการรับรองการสมรส ดังนั้น หากพิสูจน์ได้ว่าบิดามารดาได้แต่งงานอยู่กินกันฉันสามีภริยามาก่อนจริง บุตรที่เกิดจากความสัมพันธ์ดังกล่าวย่อมมีสิทธิในฐานะบุตรชอบด้วยกฎหมาย และย่อมเป็นทายาทโดยธรรมของบิดา มีสิทธิรับมรดกและใช้สิทธิในคดีมรดกได้เช่นเดียวกับทายาทรายอื่น คำถาม 2. ในคดีตั้งผู้จัดการมรดก ศาลสามารถวินิจฉัยเรื่องการแบ่งทรัพย์ว่าเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัวไปพร้อมกันได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้ว ศาลจะต้องวินิจฉัยตามกรอบประเด็นแห่งคดีที่คู่ความยกขึ้นว่ากล่าวกันมา และตามคำขอท้ายคำร้องหรือคำคัดค้านเป็นสำคัญ หากคดีมีประเด็นเฉพาะเพียงว่า บุคคลใดสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ศาลย่อมมุ่งวินิจฉัยเฉพาะคุณสมบัติ สิทธิ และความเหมาะสมของบุคคลนั้นในการจัดการกองมรดก มิใช่วินิจฉัยล่วงหน้าไปถึงการแบ่งทรัพย์มรดกหรือข้อพิพาทเกี่ยวกับสถานะทรัพย์ว่าเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัว เว้นแต่ประเด็นดังกล่าวจะถูกยกขึ้นโดยตรงและเป็นประเด็นพิพาทที่จำเป็นต้องวินิจฉัยในคดีนั้น คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักชัดว่า ข้ออ้างที่ว่าทรัพย์มรดกเป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับภริยาคนเดิม เป็นเรื่องเกี่ยวกับการแบ่งสิทธิในทรัพย์มรดกของทายาท ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการพิจารณาว่าใครสมควรเป็นผู้จัดการมรดก จึงถือเป็นเรื่องนอกประเด็น ศาลไม่จำต้องนำมาวินิจฉัยในคดีตั้งผู้จัดการมรดก และคู่ความต้องไปใช้สิทธิฟ้องหรือดำเนินกระบวนการในคดีที่เหมาะสมต่างหาก คำถาม 3. หากคู่ความกล่าวอ้างในชั้นฎีกาว่าอีกฝ่ายยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดก แต่ไม่เคยยกขึ้นต่อสู้ไว้ในศาลล่าง ศาลฎีกาจะรับวินิจฉัยหรือไม่ คำตอบ โดยหลักกระบวนพิจารณา ศาลฎีกาจะไม่รับวินิจฉัยข้ออ้างหรือข้อเท็จจริงใหม่ที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ เว้นแต่จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นข้อที่กฎหมายเปิดช่องให้ยกขึ้นได้ในชั้นฎีกาเท่านั้น ดังนั้น หากฝ่ายหนึ่งเพิ่งมากล่าวอ้างในชั้นฎีกาว่าอีกฝ่ายยักย้าย ปิดบัง หรือยักยอกทรัพย์มรดก ซึ่งอาจมีผลไปถึงการถูกกำจัดมิให้รับมรดกหรือการถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก แต่ข้ออ้างดังกล่าวไม่เคยระบุไว้ในคำคัดค้านหรือไม่เคยเป็นประเด็นต่อสู้กันในศาลล่างมาก่อน ศาลฎีกาย่อมไม่รับวินิจฉัย เพราะจะทำให้อีกฝ่ายเสียโอกาสต่อสู้คดีและนำพยานหลักฐานมาหักล้างในศาลชั้นต้น หลักนี้สะท้อนความสำคัญของการกำหนดประเด็นพิพาทให้ครบถ้วนตั้งแต่ต้นคดี โดยเฉพาะคดีมรดกที่มีข้อเท็จจริงซับซ้อนและมีผลกระทบต่อสิทธิของทายาทหลายฝ่าย คำถาม 4. ศาลใช้หลักเกณฑ์ใดในการตัดสินใจแต่งตั้งผู้จัดการมรดกร่วมกันแทนการแต่งตั้งเพียงฝ่ายเดียว คำตอบ หลักสำคัญที่ศาลใช้ในการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกคือ “ประโยชน์แก่กองมรดก” มิใช่ความพอใจของทายาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมของคดี เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างคู่ความ ความขัดแย้งที่อาจกระทบต่อการรวบรวม ดูแล และแบ่งทรัพย์มรดก ความเสี่ยงที่หากให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจัดการแต่เพียงผู้เดียวแล้วอาจเกิดความเสียหายแก่กองมรดก หรือทำให้อีกฝ่ายเสียประโยชน์โดยไม่เป็นธรรม หากเห็นว่าทั้งสองฝ่ายต่างมีสิทธิในฐานะทายาท ต่างไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย และการทำหน้าที่ร่วมกันจะช่วยให้เกิดการตรวจสอบถ่วงดุล ลดความหวาดระแวง และทำให้การจัดการทรัพย์มรดกเป็นไปอย่างรอบคอบ ศาลย่อมมีอำนาจแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันได้ คดีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนที่ศาลเห็นว่า หากตั้งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงคนเดียว อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อกองมรดกหรือกระทบสิทธิของอีกฝ่าย แต่ถ้าให้ร่วมกันจัดการจะเป็นประโยชน์แก่ทายาททุกคนมากกว่า จึงพิพากษาให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน คำถาม 5. หากบุคคลใดมีพฤติการณ์ยักย้าย ปิดบัง หรือยักยอกทรัพย์มรดกของผู้ตาย บุคคลนั้นจะถูกตัดสิทธิรับมรดกหรือไม่ คำตอบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1605 ได้กำหนดหลักเกี่ยวกับการกำจัดมิให้รับมรดกว่า หากทายาทคนใดได้กระทำการโดยฉ้อฉลเกี่ยวกับทรัพย์มรดก เช่น การยักย้าย ปิดบัง หรือทำลายทรัพย์มรดกของผู้ตาย หรือกระทำการโดยรู้ว่าการกระทำนั้นเป็นการทำให้ทายาทคนอื่นเสียประโยชน์ บุคคลนั้นอาจถูกกำจัดมิให้รับมรดกได้ อย่างไรก็ตาม การจะวินิจฉัยว่าบุคคลใดถูกกำจัดมิให้รับมรดกหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่นำสืบในคดีอย่างรอบคอบ และต้องเป็นประเด็นที่คู่ความยกขึ้นต่อสู้กันตั้งแต่ในศาลชั้นต้น หากเพียงกล่าวอ้างโดยไม่มีการยกขึ้นเป็นประเด็นในกระบวนพิจารณา ศาลย่อมไม่อาจนำมาพิจารณาได้ ในคดีนี้ ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า แม้ฝ่ายหนึ่งจะกล่าวอ้างในชั้นฎีกาว่าอีกฝ่ายหนึ่งยักยอกทรัพย์มรดก แต่เนื่องจากไม่ได้ยกประเด็นดังกล่าวไว้ในคำคัดค้านตั้งแต่ต้นคดี ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย ซึ่งสะท้อนหลักการสำคัญของกระบวนพิจารณาคดีแพ่งที่ต้องให้คู่ความมีโอกาสโต้แย้งและนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ในศาลล่างก่อน คำถาม 6. ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่และความรับผิดอย่างไรตามกฎหมาย คำตอบ ผู้จัดการมรดกเป็นบุคคลที่ศาลแต่งตั้งให้มีอำนาจดำเนินการแทนกองมรดกของผู้ตาย มีหน้าที่รวบรวมทรัพย์มรดก ดูแลรักษาทรัพย์สิน ชำระหนี้ของกองมรดก และจัดแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตามกฎหมายหรือพินัยกรรม โดยผู้จัดการมรดกต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตและระมัดระวังเสมือนเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินของผู้อื่น หากผู้จัดการมรดกกระทำการโดยทุจริต ใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือจัดการทรัพย์มรดกโดยประมาทจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดก ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียย่อมมีสิทธิร้องขอต่อศาลให้ถอดถอนผู้จัดการมรดก หรือเรียกให้รับผิดในความเสียหายได้ หลักการดังกล่าวสะท้อนว่าตำแหน่งผู้จัดการมรดกมิใช่สิทธิส่วนตัวของทายาท แต่เป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องกระทำเพื่อประโยชน์ของกองมรดกและทายาททุกคน ดังนั้นศาลจึงต้องพิจารณาความเหมาะสมของบุคคลที่จะได้รับแต่งตั้งอย่างรอบคอบ คำถาม 7. หากมีทายาทหลายฝ่ายขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ศาลควรแต่งตั้งผู้จัดการมรดกอย่างไร คำตอบ ในกรณีที่ทายาทมีข้อพิพาทหรือความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจในการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกโดยคำนึงถึงประโยชน์ของกองมรดกเป็นสำคัญ มิได้จำเป็นต้องแต่งตั้งทายาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตามคำร้องของคู่ความเสมอไป ศาลอาจแต่งตั้งบุคคลภายนอกที่มีความเป็นกลาง เช่น ทนายความหรือบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือ หรืออาจแต่งตั้งทายาทหลายฝ่ายให้เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน เพื่อให้เกิดการตรวจสอบถ่วงดุลในการจัดการทรัพย์มรดก การแต่งตั้งผู้จัดการมรดกร่วมกันมักใช้ในกรณีที่ศาลเห็นว่า หากให้ฝ่ายหนึ่งจัดการเพียงฝ่ายเดียว อาจเกิดความเสียหายต่อกองมรดกหรือสร้างความไม่เป็นธรรมแก่ทายาทคนอื่น คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่ศาลเห็นว่า การแต่งตั้งผู้ร้องหรือผู้คัดค้านเพียงฝ่ายเดียวอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อกองมรดก จึงเห็นสมควรให้ทั้งสองฝ่ายเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันเพื่อให้เกิดความสมดุลในการบริหารจัดการทรัพย์มรดก คำถาม 8. หลักกฎหมายจากคำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อคดีมรดกในทางปฏิบัติอย่างไร คำตอบ คำพิพากษานี้มีความสำคัญในทางปฏิบัติอย่างยิ่งต่อคดีมรดก เพราะได้วางหลักสำคัญไว้หลายประการ ประการแรก คือ การตีความบทเฉพาะกาลของกฎหมายครอบครัวที่คุ้มครองสถานะของการสมรสและบุตรที่เกิดก่อนการใช้บังคับของกฎหมายใหม่ ทำให้บุตรที่เกิดจากการอยู่กินฉันสามีภริยาในอดีตยังคงมีสิทธิในฐานะบุตรชอบด้วยกฎหมายและสามารถรับมรดกได้ ประการที่สอง คือ การย้ำหลักว่าศาลจะวินิจฉัยเฉพาะประเด็นที่คู่ความยกขึ้นว่ากล่าวกันมาเท่านั้น ข้ออ้างใหม่ที่ไม่เคยยกในศาลล่างจะไม่สามารถนำมาใช้ในชั้นฎีกาได้ ประการที่สาม คือ หลักเกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกที่ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของกองมรดกเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาจากความต้องการของทายาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หลักการเหล่านี้ช่วยสร้างแนวทางที่ชัดเจนให้แก่ศาลและผู้ปฏิบัติงานทางกฎหมายในการพิจารณาคดีมรดกที่มีข้อพิพาทระหว่างทายาทหลายฝ่าย และช่วยให้การบริหารจัดการกองมรดกเป็นไปอย่างเป็นธรรมและโปร่งใสต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5750/2533 พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติแห่ง บรรพ 5 แห่ง ป.พ.พ.พ.ศ. 2477 มาตรา 4 ระบุว่า บทบัญญัติ บรรพ 5 ไม่กระทบกระเทือนถึงการสมรสซึ่งได้มีอยู่ก่อนวันใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 เมื่อปรากฏว่า ถ. บิดาผู้ร้องแต่งงานอยู่กินฉันสามีภริยากับมารดาผู้ร้องก่อนที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5ใช้บังคับผู้ร้องจึงมีฐานะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของ ถ. และเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิได้รับมรดกของ ถ. ส่วนผู้คัดค้านเมื่อจดทะเบียนสมรสกับ ถ. โดยถูกต้องตามกฎหมายมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิได้รับมรดกของ ถ. เช่นกัน ทั้งสองฝ่ายย่อมมีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของ ถ. ได้ด้วยกัน ผู้ร้องฎีกาว่า ทรัพย์มรดกเป็นสินสมรสเพราะเป็นทรัพย์สินที่ถ. บิดาผู้ร้องกับมารดาผู้ร้องทำมาหาได้ร่วมกัน ซึ่งเป็นปัญหาเรื่องการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทนั้น เป็นเรื่องนอกประเด็นเพราะประเด็นพิพาทแห่งคดีมีเพียงว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านฝ่ายใดสมควรเป็นผู้จัดการมรดกของ ถ. ผู้ตายเท่านั้น การที่ผู้คัดค้านฎีกาว่าผู้ร้องรับเงินค่าสิทธิการเช่าบ้านมา200,000 บาท แล้วยักยอกไว้ 165,000 บาท เป็นการยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกโดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่า ตนทำให้เสื่อมประโยชน์ทายาทคนอื่น ผู้ร้องต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกและผู้ร้องมีพฤติการณ์และการกระทำที่ปฏิปักษ์กับกองมรดกนั้น ผู้คัดค้านมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำร้องคัดค้าน จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย การที่ศาลจะตั้งฝ่ายใดเป็นผู้จัดการมรดกนั้น ย่อมแล้วแต่ศาลจะพิจารณาเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แก่กองมรดก ดังนั้นเมื่อพฤติการณ์แห่งคดีปรากฏว่าการจะให้ฝ่ายใดเป็นผู้จัดการมรดกแต่ฝ่ายเดียว อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดกและเสียหายแก่อีกฝ่ายหนึ่งได้ หากให้จัดการร่วมกันแล้วจะเป็นประโยชน์แก่กองมรดกและทายาททุกคน ก็สมควรตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดก ฎีกาย่อ คดีทั้งสองสำนวนพิจารณารวมกัน โดยผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายแถม ผู้ตาย ผู้ร้องอ้างว่าเป็นบุตรของนายแถมกับนางทับทิม ส่วนผู้คัดค้านเป็นภรรยาที่จดทะเบียนสมรสกับนายแถม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บิดามารดาผู้ร้องอยู่กินฉันสามีภริยากันก่อนกฎหมายครอบครัวใช้บังคับ จึงถือว่าผู้ร้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทโดยธรรม ส่วนผู้คัดค้านก็เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทเช่นกัน ประเด็นเรื่องทรัพย์สินเป็นสินสมรสไม่เกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้จัดการมรดก และข้อกล่าวหายักย้ายทรัพย์ที่ไม่เคยยกขึ้นในศาลล่าง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เมื่อเห็นว่าทั้งสองฝ่ายมีสิทธิและการจัดการร่วมกันเป็นประโยชน์แก่กองมรดก จึงพิพากษายืนให้เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน. ฎีกาฉบับเต็ม คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยเรียก จ่าสิบเอกวิรัช เป็นผู้ร้อง นางพิมพ์ เป็นผู้คัดค้าน ผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของ นายแถม และ นางทับทิม ผู้เป็นบิดามารดา ส่วนผู้คัดค้านขอเป็นผู้จัดการมรดกของ นายแถม ผู้เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งสองฝ่ายต่างคัดค้านว่า อีกฝ่ายหนึ่งไม่สมควรเป็นผู้จัดการมรดกรายนี้และผู้ร้องอ้างว่ากองมรดกของ นายแถม เป็นสินสมรสระหว่าง นายแถม กับ นางทับทิม ผู้คัดค้านไม่มีส่วนได้เสียในกองมรดก ส่วนผู้คัดค้านอ้างว่า มารดาผู้ร้องกับ นายแถม มิได้จดทะเบียนสมรสกัน ผู้ร้องไม่มีส่วนได้เสียในกองมรดกของ นายแถม ผู้คัดค้านเป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ นายแถม ผู้ตาย ศาลชั้นต้น มีคำสั่งตั้งให้ผู้ร้องและผู้คัดค้าน ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของ นายแถม ผู้ตาย และตั้งให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของ นางทับทิม ผู้ตาย ผู้ร้องและผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องและผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านนำสืบรับกันฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นบุตร นายแถม และ นางทับทิม โดยบิดามารดาผู้ร้องแต่งงานอยู่กินฉันสามีภรรยาเมื่อปี พ.ศ. 2475 เกิดบุตรด้วยกัน 9 คน วันที่ 23 มกราคม 2523 นางทับทิม ถึงแก่กรรมเนื่องจากเลือดออกในสมอง ต่อมา นายแถม กับผู้คัดค้านจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2525 วันที่ 14 พฤศจิกายน 2529 นายแถม ถึงแก่กรรมเนื่องจากไตวายและติดเชื้อแทรกซ้อน ก่อน นายแถม ถึงแก่กรรมมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินกับเงินฝากในธนาคาร ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่าฝ่ายใดสมควรเป็นผู้จัดการมรดกของ นายแถม ผู้ตาย เห็นว่า นายแถม กับ นางทับทิม บิดามารดาผู้ร้องแต่งงานอยู่กินฉันสามีภรรยา เมื่อปี พ.ศ. 2475 อันเป็นเวลาก่อนที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ใช้บังคับตามพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติ บรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2477 มาตรา 4 ระบุว่า บทบัญญัติ บรรพ 5 ไม่กระทบกระเทือนถึงการสมรสซึ่งได้มีอยู่ก่อนวันใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ดังนั้น ผู้ร้องจึงมีฐานะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของ นายแถม เป็นทายาทโดยธรรม มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของ นายแถม ส่วนผู้คัดค้านเมื่อจดทะเบียนสมรสกับ นายแถม โดยถูกต้องตามกฎหมาย ผู้คัดค้านย่อมเป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของ นายแถม เช่นกัน ทั้งสองฝ่ายย่อมมีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของ นายแถม ได้ด้วยกัน และต่างมีคุณสมบัติไม่เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 ที่ผู้ร้องฎีกาว่าทรัพย์มรดกเป็นสินสมรสเพราะเป็นทรัพย์สินที่ นายแถม กับ นางทับทิม บิดามารดาผู้ร้องทำมาหาได้ร่วมกันซึ่งเป็นปัญหาเรื่องการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทนั้น เห็นว่าเป็นเรื่องนอกประเด็นเพราะในชั้นนี้ประเด็นแห่งคดีมีเพียงว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านฝ่ายใดสมควรเป็นผู้จัดการมรดกของ นายแถม ผู้ตายเท่านั้น และที่ผู้คัดค้านฎีกาว่าผู้ร้องรับเงินค่าสิทธิการเช่าบ้านมา 200,000 บาท แล้วยักยอกไว้ 156,000 บาท เป็นการยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกโดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่า ตนทำให้เสื่อมประโยชน์ทายาทคนอื่น ผู้ร้องต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1605 วรรคหนึ่ง และผู้ร้องมีพฤติการณ์และการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์กับกองมรดกนั้น เห็นว่า ข้ออ้างตามฎีกาดังกล่าว ผู้คัดค้านมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำร้องคัดค้านจึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และในการที่ศาลจะตั้งฝ่ายใดเป็นผู้จัดการมรดกนั้นย่อมแล้วแต่ศาลจะเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แก่กองมรดก เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ทั่วไปแห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่า การจะให้ฝ่ายใดเป็นผู้จัดการมรดกแต่ฝ่ายเดียวอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดกและเสียหายแก่อีกฝ่ายหนึ่งได้ หากได้จัดการร่วมกันแล้วย่อมเป็นประโยชน์แก่กองมรดกและทายาททุกคน ที่ศาลล่างทั้งสองให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของ นายแถม ผู้ตายนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน |



