
| ฟ้องซ้อนหรือไม่เมื่อขอเป็นผู้จัดการมรดกซ้ำ และผู้จัดการมรดกร่วมตายแล้วใครมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาล
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญในคดีมรดก 2 ประเด็นที่พบได้บ่อยในทางปฏิบัติ คือ ประเด็นว่าคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกจะเป็น “ฟ้องซ้อน” กับคดีที่อยู่ระหว่างพิจารณาหรือไม่ และประเด็นว่าหากศาลเคยตั้งผู้จัดการมรดกไว้หลายคนร่วมกัน แต่ต่อมาผู้จัดการมรดกร่วมคนหนึ่งถึงแก่ความตาย ผู้จัดการมรดกอีกคนจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกเพียงคนเดียวได้หรือไม่ คดีนี้จึงมีความสำคัญทั้งในเชิงวิธีพิจารณาความแพ่งและในเชิงกฎหมายมรดก เพราะศาลฎีกาได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า การจะเป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) นั้น คู่ความต้องอยู่ในฐานะเป็นโจทก์ทั้งสองคดี มิใช่เพียงเป็นคู่ความเดียวกันเท่านั้น อีกทั้งยังอธิบายถึงผลทางกฎหมายของการที่ผู้จัดการมรดกร่วมคนหนึ่งถึงแก่ความตายว่า แม้ผู้จัดการมรดกที่เหลือจะยังไม่สิ้นฐานะโดยสภาพ แต่ย่อมไม่อาจดำเนินการจัดการมรดกต่อไปโดยลำพังได้ หากการทำหน้าที่ต้องเป็นไปโดยร่วมกันตามกฎหมาย จึงถือเป็นกรณีมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก อันเปิดทางให้ผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมได้ คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับคดีมรดกที่มีข้อพิพาทเรื่องสถานะคู่ความ สิทธิในการยื่นคำร้อง และอำนาจของผู้จัดการมรดกภายหลังเกิดเหตุเปลี่ยนแปลงสำคัญในตัวบุคคลผู้ได้รับแต่งตั้ง สรุปข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้สืบเนื่องมาจากเดิมศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2562 ตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนางนงนาทผู้ตายร่วมกัน คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว กล่าวคือ คำสั่งแต่งตั้งดังกล่าวมีผลผูกพันและใช้บังคับได้ตามกฎหมาย ต่อมาเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2563 ผู้คัดค้านที่ 1 ได้ยื่นฟ้องผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 2 เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ 6364/2563 โดยขอให้เพิกถอนพินัยกรรม เพิกถอนผู้จัดการมรดก และขอให้ตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแทน คดีนั้นอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลและยังไม่ถึงที่สุด ภายหลังเกิดเหตุสำคัญขึ้น คือ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2564 ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมคนหนึ่งถึงแก่ความตาย ผลคือเหลือผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลเดิมเพียงผู้คัดค้านที่ 2 คนเดียว จากนั้นในวันที่ 21 พฤษภาคม 2564 ผู้คัดค้านที่ 2 จึงยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้มีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเพียงคนเดียว เพื่อให้สามารถดำเนินการเกี่ยวกับกองมรดกได้ต่อไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านว่า คำร้องดังกล่าวไม่ชอบ โดยอ้างสาระสำคัญ 2 ประการ คือ ประการแรก คำร้องของผู้คัดค้านที่ 2 เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ พ 6364/2563 ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาแล้ว ประการที่สอง เห็นว่าผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ควรมายื่นคำร้องในคดีนี้ แต่ควรไปดำเนินการในคดีแพ่งที่ค้างพิจารณาอยู่แทน จึงขอให้ยกคำร้องและจำหน่ายคดี ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเพียงคนเดียว โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จากนั้นผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา สาระสำคัญของข้อพิพาทจึงอยู่ที่การตีความหลักฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และการตีความสิทธิของผู้จัดการมรดกร่วมที่ยังมีชีวิตอยู่ภายหลังผู้จัดการมรดกร่วมอีกคนถึงแก่ความตาย ว่าจะดำเนินการโดยลำพังได้หรือไม่ และหากไม่ได้ จะมีสิทธิร้องขอเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมอย่างไร คำวินิจฉัยของศาลฎีกาแยกเป็นรายประเด็น ประเด็นแรก คำร้องของผู้คัดค้านที่ 2 เป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การจะถือว่าคำฟ้องหรือคำร้องใดเป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) นั้น มิใช่พิจารณาแต่เพียงว่าคู่ความเป็นบุคคลเดียวกันหรือไม่เท่านั้น หากต้องพิจารณาด้วยว่าคู่ความในคดีแรกและคดีหลังอยู่ใน “ฐานะ” เดียวกันหรือไม่ โดยหลักสำคัญคือ คู่ความฝ่ายที่ยื่นฟ้องหรือยื่นคำร้องในทั้งสองคดีต้องอยู่ในฐานะเป็นโจทก์ ในคดีนี้ แม้ผู้คัดค้านที่ 2 จะเคยยื่นคำคัดค้านขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดก และต่อมามายื่นคำร้องขอในคดีนี้ จนอาจมองได้ว่าในคดีปัจจุบันผู้คัดค้านที่ 2 อยู่ในฐานะผู้ร้องหรือมีลักษณะเป็นฝ่ายโจทก์ตามที่ผู้คัดค้านที่ 1 กล่าวอ้างก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาคดีหมายเลขดำที่ พ 6364/2563 ซึ่งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ฟ้องขอเพิกถอนพินัยกรรม เพิกถอนผู้จัดการมรดก และขอให้ตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกนั้น ผู้คัดค้านที่ 2 กลับอยู่ในฐานะจำเลย มิได้อยู่ในฐานะโจทก์ ดังนั้น แม้จะเป็นบุคคลเดียวกัน แต่ฐานะทางคดีต่างกัน กล่าวคือ คดีหนึ่งเป็นจำเลย อีกคดีหนึ่งเป็นผู้ร้องหรือเสมือนโจทก์ จึงไม่เข้าองค์ประกอบของฟ้องซ้อนตามมาตรา 173 วรรคสอง (1) ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ว่า คำร้องของผู้คัดค้านที่ 2 ไม่เป็นฟ้องซ้อน ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ประเด็นที่สอง ผู้คัดค้านที่ 2 มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกเพียงคนเดียวหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งบุคคลหลายคนเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน การทำหน้าที่ของผู้จัดการมรดกต้องกระทำร่วมกัน และถือเอาเสียงข้างมากตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 หลักดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ตำแหน่งผู้จัดการมรดกร่วมมิใช่ต่างคนต่างมีอำนาจเด็ดขาดแยกจากกัน แต่เป็นการใช้อำนาจร่วมกันตามกรอบที่กฎหมายวางไว้ เมื่อผู้จัดการมรดกร่วมคนหนึ่งถึงแก่ความตาย ความเป็นผู้จัดการมรดกของบุคคลนั้นย่อมสิ้นสุดลงโดยสภาพ แต่สำหรับผู้จัดการมรดกอีกคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ฐานะผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลเดิมยังไม่สิ้นสุดในทันที เพียงแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่จัดการมรดกต่อไปได้โดยลำพัง เพราะหากดำเนินการต่อไปคนเดียวจะขัดต่อหลักตามมาตรา 1726 ที่บัญญัติให้ต้องจัดการร่วมกัน เมื่อการจัดการมรดกไม่อาจดำเนินต่อไปได้เช่นนี้ จึงถือเป็นกรณีมี “เหตุขัดข้องในการจัดการมรดก” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 วรรคหนึ่ง (2) ส่งผลให้ผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรงและเป็นผู้จัดการมรดกที่ยังคงเหลืออยู่ มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดก เพื่อเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมและทำให้การจัดการกองมรดกสามารถดำเนินต่อไปได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว และพิพากษายืน ประเด็นที่สาม นัยสำคัญของคำวินิจฉัยต่อระบบกฎหมาย คำพิพากษานี้มีความสำคัญในเชิงหลักการ เพราะศาลฎีกาแยกให้ชัดระหว่าง “สถานะในทางสารบัญญัติ” กับ “ฐานะคู่ความในทางวิธีพิจารณา” กล่าวคือ แม้บุคคลคนเดียวกันจะมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทชุดเดียวกัน แต่หากฐานะทางคดีไม่ตรงกันในสองคดี ก็อาจไม่ถือเป็นฟ้องซ้อน นอกจากนี้ยังยืนยันว่าสถานะผู้จัดการมรดกร่วมที่เหลืออยู่ มิได้ทำให้มีอำนาจลำพังอัตโนมัติ แต่ต้องอาศัยคำสั่งศาลเพื่อปรับโครงสร้างการจัดการมรดกให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่เปลี่ยนไป วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักกฎหมายเรื่องฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันการดำเนินคดีซ้ำซ้อนในประเด็นเดียวกัน อันอาจก่อให้เกิดความสับสนในกระบวนพิจารณา สิ้นเปลืองเวลาและทรัพยากรของศาล และเสี่ยงต่อการมีคำพิพากษาขัดแย้งกัน อย่างไรก็ดี หลักฟ้องซ้อนไม่ได้มุ่งห้ามทุกกรณีที่มีข้อเท็จจริงใกล้เคียงกัน หากแต่ต้องตรวจสอบองค์ประกอบอย่างเคร่งครัดว่าคู่ความเป็นคนเดียวกันในฐานะเดียวกันหรือไม่ สาเหตุแห่งคดีและคำขอท้ายฟ้องเกี่ยวพันกันเพียงใด และมีความเสี่ยงต่อการพิจารณาซ้ำจริงหรือไม่ คดีนี้ศาลฎีกาเน้นองค์ประกอบเรื่อง “ฐานะเป็นโจทก์” อย่างชัดเจน ซึ่งมีผลในทางปฏิบัติอย่างมาก เพราะหลายคดีคู่ความมักเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า เพียงมีคู่ความบุคคลเดียวกันและเกี่ยวกับทรัพย์มรดกชุดเดียวกันก็ถือเป็นฟ้องซ้อนแล้ว แต่แท้จริงตามแนววินิจฉัยนี้ ต้องดูด้วยว่าในคดีแรกบุคคลนั้นเป็นฝ่ายฟ้องหรือถูกฟ้อง หากในคดีแรกเป็นจำเลย แต่ในคดีหลังเป็นผู้ร้องหรือโจทก์ ก็ยังไม่เข้าเงื่อนไขเดียวกันโดยอัตโนมัติ ส่วนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 มีเจตนารมณ์เพื่อควบคุมการใช้อำนาจของผู้จัดการมรดกร่วมไม่ให้ต่างฝ่ายต่างใช้อำนาจโดยพลการ การกำหนดให้จัดการร่วมกันและถือเอาเสียงข้างมาก เป็นกลไกสร้างดุลยภาพ ลดความเสี่ยงต่อการบริหารกองมรดกโดยไม่รอบคอบ และคุ้มครองทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียอื่นไม่ให้เสียหายจากการตัดสินใจของบุคคลคนเดียว เมื่อผู้จัดการมรดกร่วมคนหนึ่งถึงแก่ความตาย ปัญหาทางกฎหมายจึงเกิดขึ้นทันที เพราะโครงสร้างการใช้อำนาจแบบร่วมกันตามมาตรา 1726 ไม่อาจทำงานได้สมบูรณ์อีกต่อไป หากปล่อยให้ผู้จัดการมรดกที่เหลือดำเนินการลำพังโดยไม่ผ่านการปรับคำสั่งศาล ก็ย่อมเสี่ยงต่อการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเปิดช่องให้เกิดข้อโต้แย้งภายหลังว่าการกระทำต่าง ๆ ไม่มีอำนาจรองรับ ตรงนี้เองที่มาตรา 1713 วรรคหนึ่ง (2) เข้ามามีบทบาท โดยเจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้คือเปิดช่องให้ศาลเข้ามาแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก ไม่ว่าจะเป็นกรณีผู้จัดการมรดกไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ขาดคุณสมบัติ มีเหตุขัดแย้ง หรือเกิดอุปสรรคอันทำให้กองมรดกไม่อาจบริหารต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ คำพิพากษานี้จึงสะท้อนการใช้มาตรา 1713 อย่างสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง คือมุ่งรักษาความต่อเนื่องในการจัดการกองมรดก มากกว่ายึดติดอยู่กับรูปแบบคำสั่งเดิมที่ไม่อาจใช้งานได้แล้ว ในเชิงนิติวิธี ศาลฎีกายังแสดงให้เห็นการตีความกฎหมายแบบเป็นระบบ กล่าวคือ นำมาตรา 1726 มาอธิบายขอบเขตอำนาจของผู้จัดการมรดกร่วม และใช้มาตรา 1713 เป็นกลไกแก้ปัญหาเมื่อโครงสร้างดังกล่าวเกิดข้อขัดข้อง ผลคือทำให้ระบบกฎหมายมรดกมีความเชื่อมโยง ไม่ใช่ตีความแยกส่วน วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องและข้อคิดทางกฎหมาย แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับฟ้องซ้อนโดยทั่วไปวางหลักเคร่งครัดว่า ต้องพิจารณาจากองค์ประกอบของคดี ไม่ใช่พิจารณาเพียงความคล้ายคลึงของข้อเท็จจริงหรือความสัมพันธ์ของคู่ความ หากคดีใดมีลักษณะเพียงเกี่ยวเนื่องกัน แต่คู่ความอยู่กันคนละฐานะ หรือคำขอมีผลในทางกฎหมายต่างกัน ก็อาจไม่เป็นฟ้องซ้อน คำพิพากษานี้จึงสอดคล้องกับแนวตีความที่ให้ความสำคัญต่อ “ฐานะคู่ความ” และ “ลักษณะของสิทธิที่ใช้บังคับ” มากกว่ารูปคดีภายนอก ในส่วนของคดีมรดก แนวคำพิพากษาศาลฎีกามักถือว่าผู้จัดการมรดกเป็นผู้มีฐานะคล้ายผู้แทนกองมรดก ต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบอำนาจที่ศาลและกฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเมื่อมีผู้จัดการมรดกหลายคนร่วมกัน ย่อมต้องปฏิบัติตามระบบร่วมกัน มิใช่ต่างฝ่ายต่างกระทำตามความเห็นของตน การที่ผู้จัดการมรดกร่วมคนหนึ่งตาย จึงไม่ใช่เหตุให้คนที่เหลือมีอำนาจเต็มโดยอัตโนมัติ แต่เป็นเหตุให้ต้องกลับเข้าสู่การควบคุมของศาลเพื่อจัดระเบียบอำนาจใหม่ ข้อคิดทางกฎหมายจากคดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง กล่าวคือ ผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกต้องแยกให้ออกระหว่าง “คดีคัดค้านสิทธิ” กับ “คำร้องเพื่อแก้ไขกลไกการจัดการมรดก” แม้ทั้งสองเรื่องจะโยงถึงทรัพย์มรดกเดียวกัน แต่ในทางกฎหมายอาจมีฐานะและวัตถุประสงค์ต่างกันโดยสิ้นเชิง การอ้างฟ้องซ้อนจึงไม่อาจใช้ได้โดยกว้างหรือโดยสรุป ยิ่งกว่านั้น คำพิพากษานี้ยังสะท้อนหลักความต่อเนื่องในการบริหารกองมรดก กล่าวคือ กฎหมายไม่ประสงค์ให้กองมรดกหยุดชะงักเพียงเพราะบุคคลผู้ได้รับแต่งตั้งคนหนึ่งถึงแก่ความตาย แต่ก็ไม่ยอมให้ผู้ที่เหลือใช้อำนาจลำพังโดยปราศจากฐานทางกฎหมาย ทางออกที่ถูกต้องจึงเป็นการขอให้ศาลเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม เพื่อให้การจัดการมรดกดำเนินต่อไปภายใต้ความชอบด้วยกฎหมายและความตรวจสอบได้ ในเชิงปฏิบัติสำหรับทนายความและผู้เกี่ยวข้องกับคดีมรดก คำพิพากษานี้เตือนให้เห็นว่า เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวผู้จัดการมรดก ต้องประเมินทันทีว่าการใช้อำนาจตามคำสั่งเดิมยังทำได้หรือไม่ หากไม่ได้ ควรยื่นคำร้องต่อศาลให้ชัดเจนโดยอาศัยบทบัญญัติเรื่องเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก มิใช่ปล่อยให้เกิดการกระทำที่ภายหลังอาจถูกโต้แย้งว่าไม่มีอำนาจ ส่วนฝ่ายคัดค้านเอง หากจะยกเรื่องฟ้องซ้อนขึ้นต่อสู้ ก็ต้องพิจารณาองค์ประกอบตามมาตรา 173 อย่างแม่นยำ มิฉะนั้นข้อโต้แย้งจะไม่มีน้ำหนัก สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเพียงคนเดียว โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย เห็นว่าภายหลังผู้จัดการมรดกร่วมอีกคนถึงแก่ความตาย ย่อมเกิดเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก จึงสมควรเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมเพื่อให้การจัดการมรดกดำเนินต่อไปได้ 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าคำร้องของผู้คัดค้านที่ 2 ไม่เป็นฟ้องซ้อน และผู้คัดค้านที่ 2 มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกเพียงคนเดียวได้ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน วินิจฉัยว่าฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ต้องเป็นกรณีที่คู่ความในคดีแรกและคดีหลังอยู่ในฐานะโจทก์เหมือนกัน แต่คดีเดิมผู้คัดค้านที่ 2 อยู่ในฐานะจำเลย จึงไม่เป็นฟ้องซ้อน อีกทั้งเมื่อผู้จัดการมรดกร่วมคนหนึ่งถึงแก่ความตาย ผู้จัดการมรดกที่เหลือไม่อาจจัดการมรดกต่อไปได้โดยลำพัง จึงเป็นเหตุขัดข้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 วรรคหนึ่ง (2) และมีสิทธิยื่นคำร้องขอเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมได้ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ให้ข้อคิดทางกฎหมายที่สำคัญว่า การวินิจฉัยปัญหาฟ้องซ้อนต้องถือเอาองค์ประกอบแห่งบทบัญญัติเป็นเกณฑ์อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะฐานะของคู่ความในคดีทั้งสอง มิอาจอาศัยเพียงความเกี่ยวพันของข้อพิพาทหรือความเป็นบุคคลเดียวกันมาสรุปว่าเป็นฟ้องซ้อน การใช้สิทธิทางศาลของบุคคลหนึ่งในฐานะจำเลยในคดีหนึ่ง ย่อมไม่ตัดสิทธิที่จะยื่นคำร้องหรือใช้สิทธิในอีกคดีหนึ่งในฐานะผู้ร้อง หากข้อกฎหมายมิได้ห้ามไว้โดยชัดแจ้ง อีกประการหนึ่ง คำพิพากษานี้ยืนยันหลักว่าการเป็นผู้จัดการมรดกร่วมเป็นนิติสัมพันธ์ที่ต้องใช้อำนาจร่วมกันตามกฎหมาย เมื่อองค์ประกอบแห่งความร่วมกันสูญสิ้นไปเพราะผู้จัดการมรดกคนหนึ่งถึงแก่ความตาย ผู้ที่เหลือย่อมไม่อาจอ้างฐานะเดิมเพื่อใช้อำนาจได้อย่างสมบูรณ์โดยลำพัง การแก้ไขปัญหาต้องกระทำผ่านกระบวนการศาล เพื่อให้เกิดความชอบด้วยกฎหมาย ความโปร่งใส และความคุ้มครองต่อทายาทและผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ในเชิงหลักนิติธรรม คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นว่าศาลให้ความสำคัญกับ “ความถูกต้องของโครงสร้างอำนาจ” ไม่น้อยไปกว่าผลลัพธ์ของการจัดการมรดก กล่าวคือ แม้จะมีบุคคลที่พร้อมจะบริหารกองมรดกต่อไป แต่หากปราศจากฐานอำนาจตามกฎหมายแล้ว การดำเนินการย่อมไม่อาจรับรองความชอบธรรมได้ หลักการดังกล่าวเป็นแกนสำคัญของกฎหมายมรดกสมัยใหม่ที่มุ่งคุ้มครองทั้งประสิทธิภาพในการจัดการทรัพย์และความมั่นคงแน่นอนของสิทธิ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คำถาม 1. การยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกในอีกคดีหนึ่ง จะถือเป็นฟ้องซ้อนเสมอหรือไม่ คำตอบ ไม่ถือเป็นฟ้องซ้อนเสมอไป เพราะการพิจารณาว่าฟ้องหรือคำร้องใดเป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ต้องตรวจสอบองค์ประกอบหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ฐานะของคู่ความ” ในคดีแรกและคดีหลังว่าตรงกันหรือไม่ ศาลฎีกาในคดีนี้วางหลักชัดว่า คู่ความในคดีทั้งสองต้องมีฐานะเป็นโจทก์เหมือนกัน จึงจะเข้าเงื่อนไขฟ้องซ้อน หากคดีแรกบุคคลนั้นอยู่ในฐานะจำเลย แต่ในคดีหลังกลับมายื่นคำร้องในฐานะผู้ร้องหรือโจทก์ ย่อมยังไม่ใช่ฟ้องซ้อนโดยอัตโนมัติ แม้ข้อพิพาทจะเกี่ยวกับมรดกชุดเดียวกันหรือเกี่ยวเนื่องกับการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกก็ตาม หลักนี้สะท้อนว่ากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งคุ้มครองมิให้มีการฟ้องซ้ำโดยไม่จำเป็น แต่ก็ไม่ปิดกั้นสิทธิในการใช้กระบวนพิจารณาโดยชอบของบุคคลที่อยู่ต่างฐานะกันในแต่ละคดี คำถาม 2. เพราะเหตุใดศาลฎีกาจึงเห็นว่าคดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้อน ทั้งที่เกี่ยวกับผู้จัดการมรดกคนเดียวกัน คำตอบ เหตุผลสำคัญอยู่ที่ศาลมิได้ดูเพียงว่าบุคคลคู่ความเป็นคนเดียวกันหรือข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์มรดกเดียวกัน แต่พิจารณาลงไปถึงโครงสร้างทางวิธีพิจารณาว่าบุคคลนั้นอยู่ในฐานะใดในแต่ละคดี คดีเดิมที่ผู้คัดค้านที่ 1 ฟ้องขอเพิกถอนพินัยกรรม เพิกถอนผู้จัดการมรดก และขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกนั้น ผู้คัดค้านที่ 2 ถูกฟ้องในฐานะจำเลย ส่วนคดีปัจจุบันผู้คัดค้านที่ 2 กลับเป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกเพียงคนเดียว จึงมีฐานะแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ หลักฟ้องซ้อนมิได้มุ่งห้ามทุกการดำเนินคดีที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกัน แต่ห้ามเฉพาะกรณีที่คู่ความใช้สิทธิในฐานะโจทก์ซ้ำซ้อนกันในประเด็นเดียวกัน จนเสี่ยงต่อความซ้ำซ้อนของกระบวนพิจารณา คดีนี้จึงไม่เข้าเกณฑ์นั้น และศาลฎีกาจึงยืนตามศาลล่างว่าคำร้องดังกล่าวไม่เป็นฟ้องซ้อน คำถาม 3. หากศาลตั้งผู้จัดการมรดกไว้หลายคนร่วมกัน ผู้จัดการมรดกแต่ละคนมีอำนาจทำการแทนกันได้เองหรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้วทำไม่ได้ หากศาลตั้งผู้จัดการมรดกหลายคนร่วมกัน การใช้อำนาจของผู้จัดการมรดกต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 กล่าวคือ ต้องจัดการร่วมกันและถือเอาเสียงข้างมาก หลักการนี้มีความสำคัญมาก เพราะแสดงว่าผู้จัดการมรดกร่วมมิใช่ต่างคนต่างมีอำนาจเด็ดขาดแยกจากกัน แต่ต้องปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะองค์คณะหรือร่วมกันตามที่กฎหมายกำหนด เจตนารมณ์ก็เพื่อคุ้มครองกองมรดกและผู้มีส่วนได้เสียมิให้ผู้ใดผู้หนึ่งตัดสินใจฝ่ายเดียวโดยขาดการตรวจสอบถ่วงดุล ดังนั้น หากคำสั่งศาลตั้งไว้ร่วมกัน การโอนทรัพย์ การรวบรวมทรัพย์สิน การชำระหนี้ หรือการดำเนินคดีแทนกองมรดก ย่อมต้องพิจารณาว่าการกระทำนั้นสอดคล้องกับระบบอำนาจร่วมกันหรือไม่ หากผู้จัดการมรดกคนใดดำเนินการโดยลำพัง อาจถูกโต้แย้งภายหลังได้ว่าการกระทำนั้นขัดต่อกรอบอำนาจตามกฎหมาย คำถาม 4. เมื่อผู้จัดการมรดกร่วมคนหนึ่งถึงแก่ความตาย ผู้จัดการมรดกที่เหลือยังเป็นผู้จัดการมรดกอยู่หรือไม่ คำตอบ ยังคงมีฐานะเป็นผู้จัดการมรดกอยู่ตามคำสั่งศาลเดิม แต่ไม่อาจใช้อำนาจจัดการมรดกได้อย่างสมบูรณ์โดยลำพัง นี่คือจุดสำคัญของคำพิพากษานี้ ศาลฎีกาอธิบายว่า เมื่อผู้จัดการมรดกร่วมคนหนึ่งถึงแก่ความตาย ความเป็นผู้จัดการมรดกของบุคคลนั้นย่อมสิ้นสุดลงโดยสภาพ ส่วนผู้จัดการมรดกอีกคนที่ยังมีชีวิตอยู่ มิได้สิ้นสถานะตามคำสั่งเดิมทันที แต่ปัญหาคือระบบการใช้อำนาจที่กฎหมายกำหนดให้ต้องจัดการร่วมกันตามมาตรา 1726 ไม่อาจดำเนินต่อไปได้ครบถ้วนอีกแล้ว ผลทางกฎหมายจึงไม่ใช่ว่าผู้ที่เหลือมีอำนาจเต็มโดยอัตโนมัติ แต่เป็นภาวะที่ยังมีตำแหน่งอยู่ ทว่าไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ตามแบบเดิม จึงต้องอาศัยกระบวนการศาลเข้ามาแก้ไขโครงสร้างอำนาจเสียใหม่ เพื่อให้การจัดการกองมรดกดำเนินไปโดยชอบด้วยกฎหมายและตรวจสอบได้ คำถาม 5. เหตุใดศาลจึงถือว่าเป็น “เหตุขัดข้องในการจัดการมรดก” ตามมาตรา 1713 คำตอบ เพราะเมื่อคำสั่งศาลเดิมกำหนดให้มีผู้จัดการมรดกร่วมกันหลายคน การจัดการมรดกต้องกระทำร่วมกันตามมาตรา 1726 หากต่อมาผู้จัดการมรดกร่วมคนหนึ่งถึงแก่ความตาย โครงสร้างการใช้อำนาจที่กฎหมายวางไว้ก็เกิดความไม่สมบูรณ์ ผู้จัดการมรดกที่เหลือไม่อาจจัดการกองมรดกต่อไปได้อย่างถูกต้องโดยลำพัง กรณีเช่นนี้มิใช่เพียงปัญหาข้อเท็จจริงธรรมดา แต่เป็นอุปสรรคทางกฎหมายต่อการบริหารกองมรดกโดยตรง ศาลจึงถือว่าเป็นเหตุขัดข้องในการจัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 วรรคหนึ่ง (2) บทบัญญัตินี้มีเจตนารมณ์เพื่อให้ศาลสามารถแทรกแซงและปรับคำสั่งเดิมได้เมื่อเกิดเหตุที่ทำให้การจัดการมรดกติดขัด หากไม่มีบทบัญญัตินี้ กองมรดกอาจหยุดชะงัก ไม่สามารถรวบรวมทรัพย์ ชำระหนี้ หรือแบ่งปันทรัพย์สินให้ทายาทได้อย่างมีประสิทธิภาพ คำถาม 6. ผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่ควรดำเนินการอย่างไรเมื่อผู้จัดการมรดกร่วมอีกคนถึงแก่ความตาย คำตอบ แนวทางที่ถูกต้องตามหลักของคำพิพากษานี้คือ ควรยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม อาจเป็นการขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกเพียงคนเดียว หรือขอให้ตั้งบุคคลอื่นเพิ่มเติมแล้วแต่กรณี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงแห่งคดีและความเหมาะสมในการจัดการกองมรดก สิ่งที่ไม่ควรกระทำคือการสันนิษฐานว่าตนมีอำนาจเต็มโดยอัตโนมัติแล้วลงมือจัดการทรัพย์มรดกทันที เพราะอาจถูกทักท้วงได้ว่าการกระทำนั้นขัดต่อมาตรา 1726 และไม่มีอำนาจรองรับเพียงพอ การใช้ช่องทางศาลไม่เพียงทำให้เกิดความชอบด้วยกฎหมาย แต่ยังช่วยลดข้อพิพาทระหว่างทายาทและผู้มีส่วนได้เสียในอนาคตด้วย ในทางปฏิบัติ การยื่นคำร้องควรอธิบายให้ชัดว่าคำสั่งเดิมไม่อาจปฏิบัติได้เนื่องจากเกิดเหตุขัดข้อง และต้องแสดงให้เห็นว่าการแก้ไขคำสั่งเป็นประโยชน์ต่อการบริหารกองมรดกโดยรวม คำถาม 7. หากมีคดีเพิกถอนพินัยกรรมหรือเพิกถอนผู้จัดการมรดกค้างอยู่ก่อนแล้ว ยังยื่นคำร้องเกี่ยวกับผู้จัดการมรดกในอีกคดีได้หรือไม่ คำตอบ สามารถยื่นได้ในบางกรณี หากคำร้องใหม่มีวัตถุประสงค์ต่างจากคดีเดิมและไม่เข้าองค์ประกอบของฟ้องซ้อน โดยเฉพาะในคดีมรดกซึ่งมักมีหลายประเด็นซ้อนกัน เช่น ความชอบของพินัยกรรม ความเหมาะสมของผู้จัดการมรดก และปัญหาทางโครงสร้างในการจัดการกองมรดก คดีเดิมอาจมุ่งเพิกถอนสิทธิของผู้จัดการมรดกหรือขอให้แต่งตั้งบุคคลอื่นแทน แต่คำร้องใหม่อาจมุ่งแก้ไขสภาพขัดข้องชั่วคราวที่เกิดขึ้นภายหลังจากเหตุใหม่ เช่น ผู้จัดการมรดกร่วมถึงแก่ความตาย ศาลจึงต้องพิจารณาแยกกันว่าเป็นสิทธิคนละฐานหรือไม่ คดีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า แม้จะมีคดีเดิมค้างอยู่ แต่หากผู้ยื่นคำร้องในคดีใหม่มิได้อยู่ในฐานะโจทก์เดียวกันกับคดีเดิม และคำร้องใหม่มีลักษณะเป็นการขอให้ศาลแก้ไขกลไกการจัดการมรดกจากเหตุขัดข้องที่เกิดขึ้นภายหลัง ก็อาจยื่นได้โดยไม่เป็นฟ้องซ้อน คำถาม 8. หลักกฎหมายจากคำพิพากษานี้มีประโยชน์ต่อทนายความและทายาทอย่างไร คำตอบ ประโยชน์ของคำพิพากษานี้มีทั้งในเชิงยุทธศาสตร์คดีและเชิงบริหารกองมรดก สำหรับทนายความ คำพิพากษานี้เป็นแนวทางสำคัญในการวิเคราะห์ว่าควรต่อสู้เรื่องฟ้องซ้อนหรือไม่ เพราะศาลย้ำว่าต้องมองถึงฐานะของคู่ความ มิใช่ดูเพียงความเกี่ยวเนื่องของข้อพิพาทเท่านั้น จึงช่วยให้การวางรูปคดีแม่นยำขึ้น ลดความเสี่ยงในการยกข้อต่อสู้ที่ไม่เข้าองค์ประกอบตามกฎหมาย ส่วนสำหรับทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสีย คำพิพากษานี้ช่วยให้เข้าใจว่าหากผู้จัดการมรดกร่วมคนหนึ่งตาย การจัดการกองมรดกไม่ได้เดินต่อไปเองโดยสมบูรณ์ แต่ต้องให้ศาลปรับคำสั่งเพื่อสร้างความถูกต้องของอำนาจเสียก่อน หลักนี้คุ้มครองทุกฝ่าย เพราะทำให้การโอนทรัพย์ การจัดการหนี้ และการแบ่งมรดกในภายหลังมีความมั่นคงทางกฎหมายมากขึ้น ลดข้อพิพาทเรื่องอำนาจหน้าที่และลดความเสี่ยงที่การกระทำจะถูกเพิกถอนหรือโต้แย้งในอนาคต ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2629/2567 (ฉบับย่อ) ศาลอุทธรณ์เคยมีคำสั่งตั้งผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนางนงนาทร่วมกัน ต่อมาผู้คัดค้านที่ 1 ฟ้องขอเพิกถอนพินัยกรรม เพิกถอนผู้จัดการมรดก และขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกในอีกคดีหนึ่งซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณา ภายหลังผู้ร้องถึงแก่ความตาย ผู้คัดค้านที่ 2 จึงยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกเพียงคนเดียว ผู้คัดค้านที่ 1 คัดค้านว่าเป็นฟ้องซ้อนและควรไปดำเนินการในคดีเดิม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การเป็นฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) คู่ความในคดีแรกและคดีหลังต้องมีฐานะเป็นโจทก์เหมือนกัน แม้คดีนี้ผู้คัดค้านที่ 2 จะอยู่ในฐานะผู้ร้อง แต่ในคดีหมายเลขดำที่ พ 6364/2563 ผู้คัดค้านที่ 2 ถูกผู้คัดค้านที่ 1 ฟ้อง จึงมีฐานะเป็นจำเลย ไม่เข้าลักษณะฟ้องซ้อน คำร้องจึงไม่เป็นฟ้องซ้อน อีกประการหนึ่ง เมื่อศาลตั้งบุคคลหลายคนเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน การจัดการมรดกต้องกระทำร่วมกันโดยถือเสียงข้างมากตาม ป.พ.พ. มาตรา 1726 เมื่อผู้จัดการมรดกร่วมคนหนึ่งถึงแก่ความตาย ความเป็นผู้จัดการมรดกของผู้นั้นย่อมสิ้นสุดลง แต่ผู้จัดการมรดกที่เหลือยังคงมีฐานะตามคำสั่งศาล เพียงแต่ไม่อาจจัดการมรดกต่อไปได้โดยลำพัง เพราะจะขัดต่อมาตรา 1726 จึงถือเป็นเหตุขัดข้องในการจัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 วรรคหนึ่ง (2) ผู้คัดค้านที่ 2 จึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม โดยตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกเพียงคนเดียวได้ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชอบแล้ว ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ |



