
| สิทธิรับมรดกของบุตรนอกสมรสเมื่อบิดารับรองโดยพฤติการณ์ และหลักการแบ่งสินสมรสของคู่สมรสที่สมรสก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญในกฎหมายครอบครัวและกฎหมายมรดก คือ สิทธิรับมรดกของบุตรนอกสมรสที่บิดามิได้จดทะเบียนสมรสกับมารดา แต่ได้แสดงพฤติการณ์รับรองบุตรตามกฎหมาย รวมถึงปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับ การแบ่งสินสมรสของคู่สมรสที่สมรสกันก่อนการใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ตลอดจนข้อโต้แย้งเกี่ยวกับ อายุความในการฟ้องแบ่งมรดกจากผู้จัดการมรดก คดีนี้มีลักษณะซับซ้อนเนื่องจากเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายหลายประเด็น ได้แก่ การพิสูจน์ความเป็นบุตรโดยอาศัยพฤติการณ์ของบิดา การตีความบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้บังคับกับการสมรสที่เกิดขึ้นก่อนการใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ รวมถึงหลักการเกี่ยวกับฐานะของผู้จัดการมรดกในการครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาท ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการนำอายุความขึ้นต่อสู้ในคดีแบ่งมรดก ศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญว่า การที่บิดาแสดงพฤติการณ์เลี้ยงดู อุปการะ และแสดงตนต่อสาธารณะว่าเด็กเป็นบุตร เช่น การพาไปมอบตัวเข้าโรงเรียนในฐานะบิดา ถือเป็นการรับรองบุตรตามกฎหมาย ส่งผลให้บุตรนอกสมรสดังกล่าวมีสถานะเป็นทายาทโดยธรรม และมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งมรดกเช่นเดียวกับบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ ศาลฎีกายังได้วินิจฉัยประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ การแบ่งสินสมรสของคู่สมรสที่สมรสก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยต้องใช้กฎหมายลักษณะผัวเมียเดิม ซึ่งกำหนดให้แบ่งทรัพย์สินในลักษณะที่แตกต่างจากหลักการแบ่งคนละครึ่งตามกฎหมายปัจจุบัน คำพิพากษานี้จึงถือเป็นแนววินิจฉัยสำคัญที่ใช้เป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาคดีเกี่ยวกับ การรับรองบุตร สิทธิรับมรดก และการตีความบทเฉพาะกาลของกฎหมายครอบครัว ในระบบกฎหมายไทย ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ขอแบ่งทรัพย์มรดก โดยอ้างว่าตนเป็นบุตรของผู้ตาย แม้บิดามารดาจะมิได้จดทะเบียนสมรสกัน แต่บิดาได้แสดงพฤติการณ์รับรองตนเป็นบุตร เช่น การตั้งชื่อ การยินยอมให้ใช้นามสกุล การพาไปมอบตัวเข้าโรงเรียน และการเลี้ยงดูอุปการะในฐานะบุตร ผู้ตายมีทรัพย์สินสำคัญคือที่ดินจำนวนหลายแปลงซึ่งเป็นสินสมรสกับภริยา ต่อมาที่ดินบางส่วนถูกโอนให้บุคคลอื่น และภายหลังศาลได้มีคำพิพากษาเพิกถอนการโอนดังกล่าว ทำให้ทรัพย์สินดังกล่าวกลับคืนมาเป็นสินสมรสและมรดกของผู้ตาย โจทก์จึงเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกและส่วนแบ่งรายได้จากค่าเช่าทรัพย์สิน จำเลยต่อสู้ว่า 1. โจทก์มิใช่บุตรของผู้ตาย 2. โจทก์ไม่มีสิทธิรับมรดก 3. คดีขาดอายุความ ประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาวินิจฉัย (1) การรับรองบุตรนอกสมรสตามมาตรา 1627 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การรับรองบุตรอาจเกิดขึ้นได้จาก พฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าบิดายอมรับเด็กเป็นบุตรของตน พฤติการณ์ในคดีนี้ ได้แก่ • การให้ใช้นามสกุล • การพาไปมอบตัวเข้าโรงเรียนในฐานะบิดา • การอุปการะเลี้ยงดู จึงถือว่าเป็นการ รับรองบุตรตามกฎหมาย (2) หลักการแบ่งสินสมรสของการสมรสก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คู่สมรสของผู้ตายสมรสกันก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายจึงต้องใช้ กฎหมายลักษณะผัวเมียเดิม ซึ่งกำหนดให้ • สินสมรสแบ่ง 3 ส่วน • สามีได้ 2 ส่วน • ภริยาได้ 1 ส่วน ดังนั้น 2 ใน 3 ของทรัพย์สินจึงเป็นมรดกของผู้ตาย (3) สิทธิของทายาทในการรับมรดก เมื่อผู้ตายมีทายาท 7 คน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับ 1 ใน 7 ของกองมรดก (4) อายุความฟ้องแบ่งมรดก จำเลยยกข้อต่อสู้ว่า คดีขาดอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1754 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้จัดการมรดก ครอบครองทรัพย์แทนทายาท จึงไม่สามารถยกอายุความดังกล่าวขึ้นต่อสู้กับทายาทได้ วิเคราะห์หลักกฎหมาย คำพิพากษานี้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับ (1) การรับรองบุตรโดยพฤติการณ์ กฎหมายมิได้กำหนดว่าการรับรองบุตรต้องทำเป็นเอกสารเท่านั้น พฤติการณ์ที่ชัดเจนก็เพียงพอ เช่น • การแสดงตนเป็นบิดา • การเลี้ยงดู • การใช้นามสกุล (2) หลักบทเฉพาะกาลของกฎหมายครอบครัว การสมรสก่อนใช้กฎหมายใหม่ ต้องใช้กฎหมายเดิมในการแบ่งทรัพย์สิน (3) ฐานะของผู้จัดการมรดก ผู้จัดการมรดก มิใช่เจ้าของทรัพย์ แต่เป็นเพียงผู้ดูแลทรัพย์แทนทายาท แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาหลายคดีวางหลักว่า การรับรองบุตรอาจเกิดขึ้นได้จาก • พฤติการณ์การเลี้ยงดู • การแสดงตนต่อสังคม โดยไม่จำเป็นต้องมีการจดทะเบียนรับรองบุตรเสมอไป สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ในส่วนที่เป็นมรดกของผู้ตาย โดยกำหนดให้โจทก์ได้รับหนึ่งในเจ็ดส่วนของทรัพย์มรดก พร้อมสิทธิได้รับส่วนแบ่งค่าเช่าทรัพย์มรดกเป็นรายเดือน หากไม่สามารถแบ่งทรัพย์สินได้ให้ชำระเงินแทน 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าพยานหลักฐานรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นบุตรของผู้ตาย และมีสิทธิรับมรดก 3. ศาลฎีกา พิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ของผู้ตายถือเป็นการรับรองบุตรตามมาตรา 1627 และจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกไม่อาจยกอายุความตามมาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้กับโจทก์ได้ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักการสำคัญในกฎหมายครอบครัวและมรดกว่า สถานะของบุตรตามกฎหมายมิได้ขึ้นอยู่กับการจดทะเบียนสมรสของบิดามารดาเพียงอย่างเดียว หากบิดาได้แสดงพฤติการณ์รับรองบุตรอย่างชัดเจน ก็ย่อมทำให้เด็กมีฐานะเป็นบุตรโดยชอบตามกฎหมายและมีสิทธิรับมรดก นอกจากนี้ คดียังเน้นให้เห็นถึง ความสำคัญของบทเฉพาะกาลของกฎหมาย ซึ่งกำหนดให้การสมรสที่เกิดขึ้นก่อนการใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ยังคงต้องใช้กฎหมายเดิมในการแบ่งสินสมรส อีกประเด็นสำคัญคือ ฐานะของผู้จัดการมรดก ซึ่งมีหน้าที่เพียงดูแลและบริหารทรัพย์มรดกแทนทายาท ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์มรดก ดังนั้นจึงไม่อาจนำอายุความมาขัดขวางสิทธิของทายาทในการเรียกร้องส่วนแบ่งมรดกได้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า โจทก์ซึ่งเป็นบุตรนอกสมรสมีสถานะเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายหรือไม่ และการแบ่งสินสมรสของคู่สมรสที่สมรสกันก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ต้องใช้กฎหมายใด โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ที่บิดาเลี้ยงดูและแสดงตนต่อสังคมว่าเด็กเป็นบุตร เช่น การพาไปมอบตัวเข้าโรงเรียนในฐานะบิดา ถือเป็นการรับรองบุตรตามกฎหมาย ทำให้โจทก์มีสิทธิรับมรดก และเมื่อการสมรสเกิดขึ้นก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงต้องแบ่งสินสมรสตามกฎหมายลักษณะผัวเมียเดิม มิใช่แบ่งคนละครึ่งตามกฎหมายใหม่ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ 1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 (การรับรองบุตร) 2. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 (อายุความฟ้องเกี่ยวกับมรดก) สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. การรับรองบุตรโดยพฤติการณ์ (มาตรา 1627) ประเด็นสำคัญของคดีคือการพิสูจน์ว่าโจทก์เป็นบุตรของผู้ตายหรือไม่ ศาลฎีกาพิจารณาจากพฤติการณ์ของบิดา เช่น การตั้งชื่อ การยินยอมให้ใช้นามสกุล การเลี้ยงดูอุปการะ และการพาไปมอบตัวเข้าโรงเรียนในฐานะบิดา ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าบิดายอมรับเด็กเป็นบุตรของตน จึงถือเป็นการรับรองบุตรตามกฎหมาย ทำให้โจทก์มีฐานะเป็นบุตรตามกฎหมายและมีสิทธิรับมรดกจากบิดาได้ 2. การแบ่งสินสมรสของการสมรสก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความบทเฉพาะกาลของกฎหมายครอบครัว เนื่องจากผู้ตายกับคู่สมรสเดิมสมรสกันก่อนการใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าต้องใช้กฎหมายลักษณะผัวเมียเดิมในการแบ่งสินสมรส ซึ่งกำหนดให้ทรัพย์สินแบ่งเป็นสามส่วน โดยสามีได้สองส่วนและภริยาได้หนึ่งส่วน ส่งผลให้ส่วนของผู้ตายสองในสามกลายเป็นกองมรดกที่ทายาทมีสิทธิได้รับต่อไป 3. อายุความฟ้องแบ่งมรดกกับฐานะผู้จัดการมรดก (มาตรา 1754) ศาลฎีกาวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า แม้โจทก์จะฟ้องคดีภายหลังเจ้ามรดกถึงแก่กรรมเกินหนึ่งปี แต่จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกมีฐานะเพียงผู้ครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาท มิใช่ผู้ครอบครองเพื่อตนเอง จึงไม่อาจยกอายุความตามมาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้กับโจทก์ได้ ทายาทยังคงมีสิทธิฟ้องขอแบ่งมรดกจากผู้จัดการมรดกได้ตามกฎหมาย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คำถาม 1. บุตรนอกสมรสมีสิทธิรับมรดกจากบิดาหรือไม่ คำตอบ ตามกฎหมายไทย บุตรนอกสมรสสามารถมีสิทธิรับมรดกจากบิดาได้ หากปรากฏว่าบิดาได้กระทำการรับรองบุตรตามกฎหมาย ไม่ว่าจะโดยการจดทะเบียนรับรองบุตร หรือโดยพฤติการณ์ที่แสดงอย่างชัดเจนว่าบิดายอมรับเด็กเป็นบุตรของตน เช่น การเลี้ยงดู การแสดงตนเป็นบิดา หรือการใช้ชื่อสกุลของบิดา แนวคำพิพากษาศาลฎีกาหลายคดีวางหลักว่า หากพฤติการณ์ดังกล่าวปรากฏอย่างชัดแจ้ง ย่อมถือเป็นการรับรองบุตรตามมาตรา 1627 ส่งผลให้เด็กมีสถานะเป็นทายาทโดยธรรมและมีสิทธิรับมรดกเช่นเดียวกับบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย คำถาม 2. การพาเด็กไปมอบตัวเข้าโรงเรียนถือเป็นการรับรองบุตรหรือไม่ คำตอบ ศาลฎีกาวางหลักว่า การที่บุคคลหนึ่งแสดงตนต่อบุคคลทั่วไปหรือหน่วยงานของรัฐว่าเด็กเป็นบุตรของตน เช่น การลงชื่อเป็นผู้ปกครองในการมอบตัวเข้าโรงเรียน การแสดงตนว่าเป็นบิดา หรือการรับผิดชอบค่าเล่าเรียนและการเลี้ยงดู ถือเป็นพฤติการณ์ที่แสดงถึงการรับรองบุตรได้ หากพยานหลักฐานยืนยันว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกับข้อเท็จจริง ศาลอาจรับฟังได้ว่าบุคคลนั้นได้ยอมรับเด็กเป็นบุตรของตนตามกฎหมาย คำถาม 3. การสมรสก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ต้องแบ่งสินสมรสอย่างไร คำตอบ ในกรณีที่คู่สมรสได้สมรสกันก่อนวันที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 มีผลใช้บังคับ การแบ่งสินสมรสจะต้องใช้กฎหมายลักษณะผัวเมียเดิม ไม่ใช่หลักการแบ่งคนละครึ่งตามมาตรา 1533 ของกฎหมายปัจจุบัน โดยกฎหมายเดิมกำหนดให้สินสมรสแบ่งเป็นสามส่วน สามีมีสิทธิได้รับสองส่วน และภริยามีสิทธิได้รับหนึ่งส่วน หลักการนี้เป็นผลมาจากบทเฉพาะกาลของกฎหมายที่กำหนดให้ความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินของคู่สมรสที่เกิดขึ้นก่อนกฎหมายใหม่ยังคงต้องใช้กฎหมายเดิม คำถาม 4. ผู้จัดการมรดกสามารถยกอายุความต่อสู้ทายาทได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลัก ผู้จัดการมรดกมีฐานะเป็นผู้แทนของทายาทในการจัดการทรัพย์มรดก มิใช่เจ้าของทรัพย์มรดกเอง ดังนั้นการครอบครองทรัพย์มรดกของผู้จัดการมรดกจึงถือเป็นการครอบครองแทนทายาททั้งหมด การที่ทายาทฟ้องเรียกร้องให้แบ่งมรดกจากผู้จัดการมรดกจึงไม่ถือเป็นการฟ้องบุคคลภายนอก และผู้จัดการมรดกไม่อาจยกอายุความตามมาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้กับทายาทได้ เพราะการถือครองทรัพย์มรดกของผู้จัดการมรดกเป็นการถือครองเพื่อประโยชน์ของทายาททุกคน คำถาม 5. สูติบัตรสามารถใช้เป็นหลักฐานพิสูจน์ความเป็นบุตรได้หรือไม่ คำตอบ สูติบัตรถือเป็นพยานเอกสารสำคัญในการพิสูจน์ความเป็นบุตร เนื่องจากเป็นเอกสารทางราชการที่แสดงข้อมูลเกี่ยวกับการเกิดของบุคคล อย่างไรก็ตาม หากบิดามารดามิได้จดทะเบียนสมรส สูติบัตรเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในการพิสูจน์สถานะบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่สามารถใช้ประกอบกับพยานหลักฐานอื่น เช่น พฤติการณ์การเลี้ยงดู การใช้นามสกุล หรือการแสดงตนของบิดา เพื่อให้ศาลพิจารณาว่ามีการรับรองบุตรตามกฎหมายหรือไม่ คำถาม 6. หากทายาททราบว่ามีทรัพย์มรดกแต่ไม่ฟ้องภายในหนึ่งปีจะหมดสิทธิหรือไม่ คำตอบ มาตรา 1754 กำหนดอายุความหนึ่งปีสำหรับการฟ้องเพิกถอนการจัดการมรดกในบางกรณี แต่ในกรณีที่ทายาทฟ้องแบ่งมรดกจากผู้จัดการมรดกซึ่งถือครองทรัพย์แทนทายาท การฟ้องดังกล่าวมิได้อยู่ภายใต้ข้อจำกัดของอายุความดังกล่าวเสมอไป เพราะผู้จัดการมรดกมิใช่บุคคลภายนอกที่ครอบครองทรัพย์เพื่อประโยชน์ของตนเอง แต่เป็นผู้ถือครองแทนทายาททั้งหมด ดังนั้นศาลจึงมักไม่รับฟังข้อต่อสู้อายุความจากผู้จัดการมรดกในลักษณะนี้ คำถาม 7. หากบิดาเลี้ยงดูเด็กแต่ไม่จดทะเบียนรับรองบุตร เด็กจะมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ คำตอบ หากปรากฏพฤติการณ์ที่ชัดเจนว่าบิดาได้ยอมรับเด็กเป็นบุตร เช่น การเลี้ยงดู การให้ใช้นามสกุล การแสดงตนต่อสังคมว่าเด็กเป็นบุตรของตน หรือการลงชื่อในเอกสารต่าง ๆ ในฐานะบิดา ศาลอาจรับฟังว่ามีการรับรองบุตรตามกฎหมาย แม้จะไม่มีการจดทะเบียนรับรองบุตรก็ตาม เมื่อศาลรับฟังว่ามีการรับรองบุตรแล้ว เด็กย่อมมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมและมีสิทธิรับมรดกจากบิดาได้ คำถาม 8. การแบ่งมรดกต้องคำนวณจากสินสมรสอย่างไร คำตอบ ก่อนที่จะนำทรัพย์สินไปแบ่งเป็นมรดก จำเป็นต้องแยกก่อนว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสและทรัพย์สินใดเป็นสินส่วนตัว หากทรัพย์สินเป็นสินสมรสจะต้องแบ่งระหว่างคู่สมรสก่อน เมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งถึงแก่กรรม ส่วนที่เป็นของผู้ตายจึงจะกลายเป็นกองมรดกให้ทายาทแบ่งกันต่อไป หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีมรดก เพราะหากคำนวณสินสมรสผิดพลาด อาจส่งผลให้การแบ่งมรดกคลาดเคลื่อนจากสิทธิที่แท้จริงของทายาทแต่ละคน ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 740/2534 พฤติการณ์ที่ พ. พาโจทก์ไปมอบตัวตามโรงเรียนต่าง ๆ เหมือนบิดากับบุตรโดยทั่วไปได้ปฏิบัติกัน และปฏิบัติต่อโจทก์อย่างโจทก์เป็นบุตรของตนเช่นนี้ถือได้ว่า พ. ได้รับรองโจทก์ซึ่งเป็นบุตรนอกกฎหมายว่าเป็นบุตรของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1627 พ.ร.บ. ให้ใช้บทบัญญัติ บรรพ 5ฯ มาตรา 4 บัญญัติว่า บทบัญญัติบรรพ 5 แห่ง ป.พ.พ. ที่ได้ตรวจชำระใหม่ไม่กระทบกระเทือนถึงบทบัญญัติมาตรา 4 และ มาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. ให้ใช้บรรพ 5 แห่งป.พ.พ. พุทธศักราช 2477 ดังนั้นการแบ่งสินสมรสของ พ. กับนาง ฉ. ซึ่งสมรสกันก่อนวันใช้ ป.พ.พ. บรรพ 5 เดิมจึงต้องแบ่งตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย บทที่ 68 หาใช่แบ่งให้คนละส่วนเท่ากันตามมาตรา 1533 ไม่ ไม่ปรากฏว่า พ.กับนางฉ. มีสินเดิมจึงต้องฟังว่าทั้งสองฝ่ายต่างไม่มีสินเดิมด้วยกัน เมื่อ พ.ถึงแก่กรรม สินสมรสต้องแบ่งเป็นสามส่วนโดยเป็นของ พ. สองส่วนอีกส่วนหนึ่งเป็นของ นาง ฉ. โจทก์ฟ้องจำเลยขอแบ่งทรัพย์มรดกจากจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของ พ. จำเลยตกอยู่ ในฐานะผู้ครอบครองมรดกแทนทายาททั้งหลายดังนี้จำเลยไม่อาจจะยกอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องว่าเป็นบุตรนอกสมรสของนาวาเอกหลวงพินิจกลไกกับนางบุญชู แม้มิได้จดทะเบียนสมรสกัน แต่ผู้ตายได้รับรองโจทก์เป็นบุตร ต่อมาผู้ตายถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2521 มีทายาท 6 คน รวมทั้งโจทก์ด้วย ที่ดินโฉนดเลขที่ 2780 ซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับนางเฉลิม ถูกแบ่งเป็น 36 แปลงและบางส่วนโอนไปให้นางจำปีกับพวก ภายหลังศาลฎีกาพิพากษาเพิกถอนการโอนรวม 19 โฉนด คิดเป็นเงิน 3,638,000 บาท โจทก์อ้างว่านางเฉลิมมีสิทธิ 1 ใน 3 ส่วนที่เหลือเป็นมรดก 2,425,334 บาท โจทก์จึงขอแบ่งมรดก 1 ใน 6 พร้อมส่วนแบ่งค่าเช่ารายเดือน จำเลยให้การว่าโจทก์ไม่ใช่บุตรของผู้ตาย หลักฐานเรื่องการรับรองบุตรไม่ชัดเจน อีกทั้งทรัพย์ดังกล่าวเป็นสินสมรสที่นางเฉลิมควรได้ครึ่งหนึ่ง หากโจทก์มีสิทธิก็ได้เพียง 1 ใน 7 และค่าเช่าก็ไม่ถึงตามฟ้อง นอกจากนี้ยังอ้างว่าโจทก์สมคบโอนทรัพย์โดยทุจริต ใช้สิทธิไม่สุจริต และฟ้องเกิน 1 ปีจึงขาดอายุความ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งมรดกในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เป็นของผู้ตายให้โจทก์ 1 ใน 7 หากแบ่งไม่ได้ให้ใช้เงิน 346,476 บาท พร้อมดอกเบี้ย และแบ่งค่าเช่าเดือนละ 2,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ที่ผู้ตายตั้งชื่อ ยินยอมให้ใช้นามสกุล และพาโจทก์ไปมอบตัวเข้าโรงเรียนในฐานะบิดา ถือเป็นการรับรองบุตรตาม ป.พ.พ. มาตรา 1627 โจทก์จึงเป็นทายาทโดยธรรม ส่วนการแบ่งสินสมรสต้องใช้กฎหมายลักษณะผัวเมียเดิม เพราะสมรสกันก่อนใช้ ป.พ.พ. บรรพ 5 เดิม จึงต้องแบ่งสินสมรสเป็น 3 ส่วน ให้ผู้ตาย 2 ส่วน นางเฉลิม 1 ส่วน ทำให้โจทก์มีสิทธิได้ 1 ใน 7 ของทรัพย์มรดก และค่าเช่าเดือนละ 2,000 บาท ส่วนข้อต่อสู้อายุความตามมาตรา 1754 ฟังไม่ขึ้น เพราะจำเลยเป็นเพียงผู้จัดการมรดกซึ่งครอบครองทรัพย์แทนทายาท จึงยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ไม่ได้ ศาลฎีกาพิพากษายืน ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์มีชื่อว่า "ทักษิณ" เป็นบุตรของนาวาเอกหลวงพินิจกลไกกับนางบุญชู โดยคนทั้งสองมิได้จดทะเบียนสมรสกัน แต่นาวาเอกหลวงพินิจกลไกได้รับรองว่าโจทก์เป็นบุตรของนาวาเอกหลวงพินิจกลไก เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2521 นาวาเอกหลวงพินิจกลไกถึงแก่กรรมมีทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก 6 คนคือ จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดก นายสุรินทร์ นายอนุวัตร นายสาโรจน์ นางสุทธา (ไม่ได้ระบุนามสกุล) และโจทก์ เดมที่ดินโฉนดเลขที่ 2780 ตำบลสามเสนใน อำเภอดุสิต กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 96.7 ตารางวา เป็นสินสมรสระหว่างนาวาเอกหลวงพินิจกลไกกับนางเฉลิม ต่อมาที่ดินดังกล่าวได้แบ่งแยกเป็นแปลงย่อย 36 โฉนด บางแปลงได้ปลูกสร้างตึกแถวและสิ่งปลูกสร้างขึ้นก่อนนาวาเอกหลวงพินิจกลไกถึงแก่กรรมที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวได้โอนไปเป็นกรรมสิทธิ์ของนางจำปีกับพวก นางเฉลิม ได้ยื่นฟ้องนางจำปีกับพวกขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินตามโฉนดดังกล่าวคดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษาให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 66695 ถึง 66702, 66689, 66691 ถึง 66693 และ 2780 ที่โอนไปเป็นของนางจำปีทั้งหมดกับให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 91701, 91705, 91709, 61363, 61369 และ 91708 เฉพาะส่วนที่โอนไปเป็นของนางจำปีรวม 19 โฉนดคิดเป็นเงิน 3,638,000 บาท ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นส่วนของนางเฉลิมเสียหนึ่งในสาม คิดเป็นเงิน 1,212,666 บาท ส่วนที่เหลือคิดเป็นเงิน 2,425,334 บาทจึงเป็นกองมรดกของนาวาเอกหลวงพินิจกลไก ซึ่งโจทก์มีสิทธิจะได้รับหนึ่งในหกส่วน คิดเป็นเงิน 404,223.33 บาท ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอันเป็นมรดกรายนี้ได้ให้บุคคลอื่นเช่าสามารถเก็ค่าเช่าได้เดือนละ 20,000 บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเป็นรายเดือนหนึ่งในหกส่วนด้วย ขอให้บังคับจำเลยแบ่งโอนโฉนดที่ดินในกองมรดกของนาวาเอกหลวงพินิจกลไกให้แก่โจทก์หนึ่งในหกส่วน หากจำเลยไม่แบ่งให้โจทก์ก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากแบ่งไม่ได้ก็ให้จำเลยใช้เงินจำนวน 404,223.33 บาทกับแบ่งรายได้จากค่าเช่าทรัพย์มรดกของนาวาเอกหลวงพินิจกลไกให้แก่โจทก์ หนึ่งในหกส่วนของค่าเช่าทุก ๆ เดือน นับแต่วันฟัองเป็นต้นไป จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่บุตรของนาวาเอกหลวงพินิจกลไก หลักฐานที่โจทก์นำมาอ้างว่านาวาเอกหลวงพินิจกลไกได้รับรองโจทก์ว่าเป็นบุตรไม่ได้แสดงชัดแจ้งว่าโจทก์เป็นบุตร เพราะขณะนาวาเอกหลวงพินิจกลไกมีชีวิตอยู่ได้นำเด็กกำพร้ามาเลี้ยงดูให้การอุปการะหลายคน ที่ดินพิพาทตามฟ้องเป็นสินสมรสของนางเฉลิม และนาวาเอกหลวงพินิจกลไก ทรัพย์ที่ศาลฎีกาพิพากษาให้เพิกถอนการโอนนั้นตกเป็นกองมรดกของนาวาเอกหลวงพินิจกลไกและนางเฉลิมคนละกึ่งหนึ่ง สินสมรสของนางเฉลิมจึงมิใช่มีเพียงหนึ่งในสามส่วนตามฟ้อง ขณะนาวาเอกหลวงพินิจกลไกถึงแก่กรรมมีทายาททั้งหมด 6 คน หากโจทก์มีสิทธิได้รับก็เพียงหนึ่งในเจ็ดส่วนคิดเป็นเงินเพียง 259,857 บาทเศษ ส่วนทรัพย์สินอันเป็นมรดกที่ให้ผู้อื่นเช่าคงมีรายได้ประมาณเดือนละ 10,000 บาท หักค่าใช้จ่ายแล้วมีรายได้ไม่ถึงเดือนละ 20,000 บาทตามฟ้อง อย่างไรก็ตาม หากจะฟังว่าโจทก์เป็นทายาทของนาวาเอกหลวงพินิจกลไก โจทก์ก็ถูกกำจัดสิทธิในการรับมรดก เพราะโจทก์สมคบกับนางจำปี หรือพวกทุจริตโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นมรดกทั้งหมดให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนางจำปีกับพวก เป็นเหตุให้เสื่อมประโยชน์แก่จำเลยและทายาทอื่น โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เพราะโจทก์ทราบดีว่าทรัพย์มรดกรายพิพาทตกเป็นของนางจำปีก่อนที่นาวาเอกหลวงพินิจกลไกถึงแก่กรรม และโจทก์มิได้ฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกถึงแก่กรรม คดีขาดอายุความ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนาวาเอกหลวงพินิจกลไก แบ่งมรดกในที่ดินโฉนเลขที่ 66695 ถึง 66702, 66689, 66691 ถึง 66693, 2780, 91701, 91705, 91709, 61363, 61359 (ที่ถูกคือ 61369) และ 91708 ตำบลสามเสนใน อำเภอดุสิต กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ปลูกในที่ดินเฉพาะส่วนที่ตกเป็ยกองมรดกของนาวาเอกหลวงพินิจกลไกให้แก่โจทก์หนึ่งในเจ็ดส่วน หากแบ่งไม่ได้ก็ให้ใช้เงินจำนวน 346,476 บาท พร้อมกับดอกเบี้ยกับให้แบ่งเงินค่าเช่าทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะแบ่งมรดกเสร็จให้แก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า นาวาเอกหลวงพินิจกลไกเป็นสามีของนางฉลิม เมื่อ พ.ศ. 2465 ก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 มีบุตรด้วยกันและมีชีวิตอยู่ 5 คน ต่อมา พ.ศ. 2520 นาวาเอกหลวงพินิจกลไกได้จดทะเบียนสมรสกับนางจำปี แต่ไม่มีบุตรด้วยกัน นาวาเอกหลวงพินิจกลไกถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2521 ระหว่างนาวาเอกหลวงพินิจกลไกมีชีวิตอยู่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2780 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 96.7 ตารางวา ต่อมาได้แบ่งเป็นแปลงย่อมรวม 36 แปลง จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนาวาเอกหลวงพินิจกลไก ได้ตรวจพบว่าที่ดินจำนวน 19 แปลงได้โอนไปเป็นกรรมสิทธิ์ของนางจำปี คงเหลือที่ดินอยู่แปลงเดียวคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 66686 นางเฉลิมได้ฟ้องนางจำปีกับพวกขอเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินดังกล่าว ศาลฎีกาได้พิพากษาให้เพิกถอนการโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนที่โอนให้นางจำปีมาเป็นสินสมรสระหว่างนาวาเอกหลวงพินิจกลไกกับนางเฉลิม คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์เป็นทายาทมีสิทธิได้รับมรดกของนาวาเอกหลวงพินิจกลไกหรือไม่ ได้ความจากตัวโจทก์ว่า บิดาโจทก์ชื่อนาวาเอกหลวงพินิจกลไก มารดาชื่อนางบุญชู บิดามารดามิได้จดทะเบียนสมรสกัน โจทก์เกิดเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2498 บิดาใช้ให้ผู้อื่นไปแจ้งการเกิดแทนบิดาได้ตั้งชื่อให้โจทก์และยินยอมให้ใช้นามสกุลสุวรรณสโรช ต่อมาบิดาได้พาโจทก์ไปเข้าโรงเรียนได้แจ้งเป็นบุตร นางบุญชู มารดาโจทก์มาเบิกความยืนยันว่าโจทก์เป็นบุตรของพยานซึ่งเกิดกับนาวาเอกหลวงพินิจกลไก เมื่อโจทก์อายุได้ 3 ขวบพยานได้เลิกกับนาวาเอกหลวงพินิจกลไก และทิ้งให้โจทก์อยู่กับนาวาเอกหลวงพินิจกลไก ชาวบ้านละแวกนั้นทราบดีว่าโจทก์เป็นบุตรนาวาเอกหลวงพินิจกลไก เมื่อโจทก์อายุได้ 7 ขวบ นาวาเอกหลวงพินิจกลไกได้พาโจทก์ไปเข้าโรงเรียนเทศบางสุโขทัย เมื่อจบชั้นประถมปีที่ 4 แล้วได้ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนจำนงค์วิทยา จบชั้นมัธยมปีที่ 3 แล้วย้ายไปเรียนที่โรงเรียนผะดุงศิษย์พิทยา เห็นว่าโจทก์มีสำเนาสูติบัตรเอกสาร จ.8 มาแสดงว่าโจทก์เป็นบุตรนาวาเอกหลวงพินิจกลไกกับนางบุญชู แม้นาวาเอกหลวงพินิจกลไกจะไม่ใช่ผู้แจ้งการเกิดของโจทก์ก็ตาม แต่ได้มีการแจ้งนามสกุลของโจทก์ว่าสุวรรณสโรช และมีนาวาเอกหลวงพินิจกลไกเป็นบิดา ซึ่งเรื่องนี้นางสุนี ผู้ช่วยนายทะเบียนท้องถิ่นเขตยานนาวา ได้เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า พยานเป็นผู้รับรองสำเนาอันถูกต้องสูติบัตรของโจทก์ แสดงว่าได้มีการแจ้งการเกิดตามสำเนาสูติบัตรนี้จริง นางกุลธิดา ครูใหญ่โรงเรียนสตรีจำนงค์วิทยาเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า เดิมพยานเป็นครูที่โรงเรียนจำนงค์วิทยามาก่อน ต่อมาได้เป็นครูใหญ่โรงเรียนสตรีจำนงค์วิทยา เมื่อ พ.ศ. 2508 ตามระเบียนของโรงเรียน ผู้ปกครองจะต้องมอบตัวเด้กพร้อมกับลงลายมือชื่อในแบบมอบตัวและเอกสารหมาย จ.3 นี้ได้ถ่ายมาจากต้นฉบับจริงซึ่งปรากฏว่านาวาเอกหลวงพินิจกลไกได้แจ้งว่าโจทก์เป็นบุตร และอยู่อาศัยอยู่บ้านเดียวกัน และจะเป็นผู้อุปถัมภ์ค่าเล่าเรียนเครื่องแต่งตัว เครื่องเล่าเรียนให้พอใช้สอยถูกต้องตามระเบียบและข้อบังคับของโรงเรียน ได้ลงชื่อนาวาเอกหลวงพินิจกลไกไว้ด้วย นอกจากนี้นางสุนันทา ครูโรงเรียนผะดุงศิษย์พิทยาเบิกความเป็นพยานโจทก์ด้วยว่า โจทก์เคยเป็นนักเรียนโรงเรียนผะดุงศิษย์พิทยา นาวาเอกหลวงพินิจกลไกเป็นผู้ปกครองของโจทก์ได้ลงชื่อไว้ด้านหลังใบมอบตัว ซึ่งระบุว่าเป็นบิดาของโจทก์ เห็นว่าพฤติการณ์ที่นาวาเอกหลวงพินิจกลไกพาโจทก์ไปมอบตัวตามโรงเรียนต่าง ๆ เหมือนบิดากับบุตรโดยทั่วไปได้ปฏิบัติกัน และปฏิบัติต่อโจทก์อย่างโจทก์เป็นบุตรของตนเช่นนี้ ถือได้ว่านาวาเอกหลวงพินิจกลไกได้รับรองโจทก์ซึ่งเป็นบุตรนอกกฎหมายว่าเป็นบุตรของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 แล้ว มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิได้รับมรดกของนาวาเอกหลวงพินิจกลไกจำนวนเท่าไร เห็นว่า พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติ บรรพ 5 แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519 มาตรา 4 บัญญัติว่า บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ไม่กระทบกระเทือนถึงบทบัญญัติ มาตรา 4 และมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พุทธศักราช 2477 ดังนั้นการแบ่งสินสมรสของหลวงพินิจกลไกกับนางเฉลิมซึ่งสมรสกันก่อนวันใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิม จึงต้องแบ่งตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย บทที่ 68 หาใช่แบ่งให้คนละส่วนเท่ากัน ตามมาตรา 1533 ไม่ ไม่ปรากฏว่านาวาเอกหลวงพินิจกลไกและนางเฉลิมมีสินเดิม จึงต้องฟังว่าทั้งสองฝ่ายต่างไม่มีสินเดิมด้วยกัน เมื่อนาวาเอกหลวงพินิจกลไกถึงแก่กรรม สินสมรสต้องแบ่งเป็นสามส่วนเป็นของนาวาเอกหลวงพินิจกลไกสองส่วน อีกหนึ่งส่วนเป็นของนางเฉลิม ที่จำเลยอ้างว่าตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 566/2527 ได้พิพากษาให้นางเฉลิมมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินครึ่งหนึ่งแล้ว ที่ดินแปลงอื่นที่ได้มาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1221/2527 นางเฉลิมจึงมีกรรมสิทธิ์ครึ่งหนึ่งด้วย เพราะการได้มาของที่ดินดังกล่าวได้มาในลักษณะเดียวกันกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 566/2527 เห็นว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 566/2527 วินิจฉัยถึงสิทธิของคู่ความในคดีดังกล่าวโดยไม่มีประเด็นเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวไม่ใช่คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวไม่ใช่คำพิพากษาที่แสดงหรือวินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่านางเฉลิมมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพินพาทครึ่งหนึ่ง จึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 145 (2) ที่จะนำคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวมายันแก่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ ดังนั้นสองในสามส่วนของที่ดิน 19 แปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องจึงเป็นมรดกของนาวาเอกหลวงพินิจกลไก โจทก์มีสิทธิได้รับหนึ่งในเจ็ดส่วยของทรัพย์มรดกดังกล่าว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ควรได้ค่าเช่าหรือผลประโยชน์ซึ่งได้จากทรัยพ์มรดกพิพาทเดือนละ 218.28 บาทเท่านั้น เพราะนางจำปีได้จดทะเบียนการเช่ากับผู้เช่าเดิม เห็นว่า จำเลยมีแต่บัญชีรายรับและรายจ่ายตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2527 ถึงวันที่ 31 พฤษาคม 2528 ซึ่งตึกแถวบางห้องมีค่าเช่าเพียงเดือนละ 80 บาทเท่านั้น ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ ดังนั้นที่ศาลล่าวทั้งสองกำหนดให้เดือนละ 2,000 บาทนั้นนังว่าพอสมควรแล้ว จำเลยฎีกาประการสุดท้ายว่า โจทก์ทราบว่านาวาเอกหลวงพินิจกลไกถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2521 และมีทรัพย์มมรดก โจทก์ต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกถึงแก่กรรม แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องหลังจากเจ้ามรดกถึงแก่กรรมเป็นเวลาถึง 6 ปี จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยขอแบ่งทรัยพ์มรดกจากจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนาวาเอกหลวงพินิจกลไก จำเลยตกอยู่ในฐานะผู้ครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาททั้งหลายเท่านั้น จำเลยไม่อาจจะยกอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้โจทก์ได้..." พิพากษายืน. |



