
| สิทธิของคู่สมรสและผู้จัดการมรดกในการฟ้องแบ่งสินสมรสและทรัพย์มรดก เมื่อมีการโอนทรัพย์ให้ทายาทคนอื่นโดยมิชอบ พร้อมปัญหาอายุความมรดกและอำนาจฟ้อง
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิของคู่สมรสผู้ยังมีชีวิตอยู่และผู้จัดการมรดกในการฟ้องเรียกแบ่งสินสมรสและทรัพย์มรดกของผู้ตาย ในกรณีที่ทรัพย์ดังกล่าวถูกโอนให้แก่ทายาทอีกคนหนึ่งก่อนหรือภายหลังผู้ตายถึงแก่ความตาย โดยมีประเด็นสำคัญหลายชั้น ทั้งเรื่องคำฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ การฟ้องรวมหลายฐานะในคดีเดียวกันทำได้เพียงใด ผู้จัดการมรดกมีอำนาจฟ้องแทนประโยชน์ของทายาทผู้เยาว์หรือไม่ อายุความมรดกเริ่มนับเมื่อใด และการครอบครองทรัพย์ของผู้แทนโดยธรรมชาติซึ่งเดิมครอบครองแทนผู้เยาว์จะเปลี่ยนเป็นการครอบครองเพื่อตนเองได้ต่อเมื่อมีการแสดงเจตนาโดยแจ้งชัดเพียงใด คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เพราะสะท้อนหลักว่าในข้อพิพาทมรดก ศาลมิได้พิจารณาแต่เพียงตัวบทว่าผู้ใดมีชื่อในเอกสารสิทธิเท่านั้น แต่ยังพิจารณาความสัมพันธ์ทางครอบครัว ฐานะของคู่ความ เจตนาแห่งการครอบครอง และหน้าที่ของผู้จัดการมรดกประกอบกันด้วย อีกทั้งยังชี้ให้เห็นว่า หากคู่ความประสงค์จะยกข้อต่อสู้เรื่องใดขึ้นอ้าง เช่น ทรัพย์เป็นสินเดิม ก็ต้องยกขึ้นต่อสู้อย่างชัดเจนตั้งแต่ศาลชั้นต้น มิฉะนั้นย่อมไม่อาจนำมาอ้างเป็นประเด็นใหม่ในศาลฎีกาได้ คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับคดีแบ่งมรดก แบ่งสินสมรส และคดีที่มีทายาทผู้เยาว์เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ตายเคยมีสิทธิในทรัพย์ร่วมกับบุคคลในครอบครัว และภายหลังมีการโอนหรือยึดถือทรัพย์นั้นเสมือนเป็นของตนเองฝ่ายเดียว สรุปข้อเท็จจริง โจทก์เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของพันตำรวจโทยงยุทธ ผู้ตาย และมีบุตรด้วยกัน 2 คนซึ่งยังเป็นผู้เยาว์ หลังผู้ตายถึงแก่ความตาย โจทก์ได้รับแต่งตั้งจากศาลให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ต่อมาพบว่ามีข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 152 และตึกแถว 2 ห้องที่ปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าว โจทก์อ้างว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นสินสมรสระหว่างนายดำรัสกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาของผู้ตาย เมื่อ นายดำรัส ถึงแก่ความตาย ทรัพย์ส่วนที่เป็นมรดกจึงตกทอดแก่จำเลยทั้งสองและผู้ตาย แต่ยังมิได้มีการแบ่งปันกัน ส่วนตึกแถว 2 ห้องนั้น ผู้ตายมีกรรมสิทธิ์ร่วมด้วย จึงเป็นทั้งสินสมรสในส่วนที่ผู้ตายมีอยู่ร่วมกับโจทก์ และเป็นทรัพย์มรดกในส่วนของผู้ตายที่ตกทอดแก่ทายาทภายหลังการตาย ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนที่ดินและตึกแถวให้แก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์เห็นว่าเป็นการโอนโดยไม่ชอบ ทำให้ตนเองในฐานะคู่สมรส ทายาท และผู้จัดการมรดกเสียหาย จึงฟ้องขอให้แบ่งแยกทรัพย์หรือขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงินตามส่วน พร้อมเรียกค่าเสียหายจากการไม่ได้ใช้ประโยชน์ในตึกแถวพิพาท จำเลยทั้งสองต่อสู้หลายประเด็น ได้แก่ ฟ้องเคลือบคลุม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องแทนบุตรผู้เยาว์เป็นอุทลุม คดีขาดอายุความ ที่ดินไม่ใช่สินสมรส ตึกแถวเป็นของจำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียว และค่าเช่าตึกแถวมีมูลค่าไม่สูงดังที่โจทก์อ้าง คำวินิจฉัยของศาลฎีกาแยกเป็นประเด็น ประเด็นที่หนึ่ง ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม เพราะได้บรรยายชัดเจนแล้วว่าโจทก์ฟ้องในหลายฐานะ ได้แก่ ฐานะภรรยา ฐานะทายาท และฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย พร้อมระบุข้อเท็จจริงแห่งสิทธิ คำขอบังคับ และมูลเหตุแห่งการฟ้องไว้อย่างพอเพียงให้จำเลยเข้าใจข้อต่อสู้ได้ สาระสำคัญของคำวินิจฉัยข้อนี้คือ แม้มูลสิทธิของโจทก์จะมีหลายฐานะ แต่หากทั้งหมดเกี่ยวโยงกับทรัพย์ชุดเดียวกันและเป็นผลจากข้อเท็จจริงเดียวกัน การฟ้องรวมกันในคดีเดียวมิใช่สิ่งต้องห้ามตามกฎหมาย การที่จำเลยอ้างว่าต้องแยกฟ้องคนละฐานะจึงฟังไม่ขึ้น ประเด็นที่สอง โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และเป็นอุทลุมหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์มิได้ฟ้องแทนบุตรผู้เยาว์โดยตรงในลักษณะอุทลุม แต่ฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดกเพื่อรวบรวมและแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตามส่วน ซึ่งรวมถึงบุตรผู้เยาว์ด้วย จึงเป็นการใช้สิทธิตามตำแหน่งผู้จัดการมรดกอันชอบด้วยกฎหมาย หลักสำคัญคือ ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่รวบรวม จัดการ รักษา และแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท การฟ้องเอาทรัพย์มรดกคืน การขอแบ่งทรัพย์ หรือการเรียกค่าเสียหายอันเกี่ยวกับมรดก จึงอยู่ในขอบอำนาจของผู้จัดการมรดกได้ มิใช่การฟ้องแทนผู้เยาว์โดยตรงในลักษณะต้องห้าม ประเด็นที่สาม คดีขาดอายุความหรือไม่ จำเลยอ้างว่า นายดำรัสตายมานานหลายสิบปี ทรัพย์จึงควรขาดอายุความไปแล้ว แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ขณะบิดาของผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้ตายยังเป็นผู้เยาว์ การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาเข้าครอบครองที่ดินพิพาทต่อจากนั้น ย่อมเป็นการครอบครองแทนผู้ตาย มิใช่ครอบครองเพื่อตนเอง ภายหลังเมื่อผู้ตายบรรลุนิติภาวะแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ยังคงครอบครองต่อไปโดยไม่มีการแบ่งปัน และไม่ปรากฏว่าได้แสดงเจตนาโดยแจ้งชัดต่อผู้ตายว่าตนเปลี่ยนจากการครอบครองแทนมาเป็นการครอบครองเพื่อตนเอง ตามหลักมาตรา 1381 ดังนั้นสถานะการครอบครองแทนยังคงอยู่ตลอดมา อายุความจึงยังไม่เริ่มเดินในลักษณะที่ตัดสิทธิของผู้ตายหรือทายาทของผู้ตาย เมื่อผู้ตายเสียชีวิตวันที่ 29 มีนาคม 2527 และโจทก์ยื่นฟ้องวันที่ 7 กันยายน 2527 จึงเป็นการฟ้องภายในเวลาอันใกล้ชิด คดีไม่ขาดอายุความ ประเด็นที่สี่ ที่ดินพิพาทเป็นสินเดิมของจำเลยที่ 1 หรือไม่ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เพราะจำเลยทั้งสองให้การเพียงว่า “ที่ดินพิพาทไม่ใช่สินสมรส” แต่ไม่ได้ยกข้อเท็จจริงเฉพาะเจาะจงว่าที่ดินเป็นสินเดิมของจำเลยที่ 1 จึงถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันโดยชอบในศาลล่าง ไม่อาจนำมาเป็นประเด็นใหม่ในชั้นฎีกาได้ หลักนี้มีความสำคัญมากในทางวิธีพิจารณา กล่าวคือ ศาลฎีกาไม่ใช่ศาลค้นหาข้อเท็จจริงใหม่ แต่ทำหน้าที่วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายหรือข้อที่ได้ต่อสู้กันมาโดยชอบแล้วเท่านั้น ประเด็นที่ห้า ผู้ตายมีกรรมสิทธิ์ร่วมในตึกแถวหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ตายมีกรรมสิทธิ์ร่วมในตึกแถวพิพาทกับจำเลยที่ 2 คนละครึ่ง ทำให้ตึกแถวส่วนที่เป็นของผู้ตายเข้าองค์ประกอบทั้งในทางสินสมรสและทางมรดก กล่าวคือ ส่วนของผู้ตายครึ่งหนึ่งนั้น เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย โจทก์ย่อมมีสิทธิในฐานะคู่สมรสต่อทรัพย์สินที่เป็นสินสมรส และอีกส่วนหนึ่งตกเป็นมรดกของผู้ตายแก่ทายาท ประเด็นที่หก การประเมินค่าเสียหายจากการใช้ประโยชน์ในตึกแถว จำเลยอ้างเอกสารใบเสร็จค่าเช่าว่ามีค่าเช่าเพียงเดือนละ 500 บาทต่อห้อง แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาว่าทรัพย์พิพาทให้เช่าได้เท่าใด ไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องพิสูจน์ด้วยเอกสารเท่านั้น และใบเสร็จรับเงินค่าเช่าก็ไม่ใช่เอกสารที่ผูกมัดศาลให้ต้องรับฟังเป็นยุติแต่เพียงอย่างเดียว ศาลมีอำนาจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงแล้วกำหนดค่าเสียหายตามที่เห็นสมควรได้ ดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์รับฟังว่าค่าเสียหายรวมเดือนละ 3,500 บาท จึงเป็นการวินิจฉัยชอบแล้ว ประเด็นที่เจ็ด ศาลฎีกาแก้คำพิพากษาในเรื่องฐานะของสิทธิที่ได้รับแบ่ง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในประเด็นนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพราะถ้าศาลพิพากษาให้แบ่งทรัพย์แก่โจทก์โดยไม่ระบุว่ารับในฐานะใด อาจกระทบสิทธิของบุตรผู้เยาว์ผู้เป็นทายาทได้ จึงมีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้อง ศาลฎีกาจึงระบุให้ชัดว่า ที่ดินพิพาท 1 ใน 6 ส่วน ให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ตึกแถวเลขที่ 38 และ 40 ให้แก่โจทก์ในฐานะส่วนตัว 4 ใน 16 ส่วน และในฐานะผู้จัดการมรดก 3 ใน 16 ส่วน ค่าเสียหายเดือนละ 3,500 บาท ให้แก่โจทก์ในฐานะส่วนตัว 2,000 บาท และในฐานะผู้จัดการมรดก 1,500 บาท วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ หลักเรื่องคำฟ้องต้องชัดแจ้งแต่ไม่จำต้องแยกฟ้องเกินความจำเป็น เจตนารมณ์ของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในเรื่องคำฟ้อง คือให้คู่ความระบุสภาพแห่งข้อหา ข้อเท็จจริงอันเป็นมูลฟ้อง และคำขอบังคับให้พอที่จำเลยจะเข้าใจและต่อสู้คดีได้ ไม่ใช่บังคับให้ฟ้องต้องแยกออกเป็นหลายคดีเมื่อสิทธิทั้งหลายมีความเกี่ยวเนื่องกันโดยเนื้อหา คดีนี้ศาลฎีกาจึงยืนยันหลักเชิงสารัตถะเหนือรูปแบบ กล่าวคือ หากจำเลยเข้าใจข้อหาและต่อสู้ได้ คำฟ้องย่อมไม่เคลือบคลุม หลักเรื่องอำนาจของผู้จัดการมรดก ผู้จัดการมรดกมิใช่เพียงผู้ถือเอกสารแต่งตั้งจากศาล แต่เป็นตัวแทนทางกฎหมายของกองมรดก มีหน้าที่รวบรวม รักษา ติดตาม เอาคืน และแบ่งทรัพย์มรดกแก่ทายาทตามส่วน เจตนารมณ์ของกฎหมายมุ่งป้องกันมิให้ทรัพย์มรดกกระจัดกระจายหรือถูกยักย้ายระหว่างที่ทายาทยังไม่ได้รับการแบ่งปันอย่างถูกต้อง ดังนั้น เมื่อโจทก์เป็นผู้จัดการมรดก ย่อมมีอำนาจดำเนินคดีเพื่อให้ทรัพย์กลับเข้าสู่กองมรดกและเพื่อจัดสรรประโยชน์แก่ทายาทรวมถึงผู้เยาว์ได้ โดยไม่ต้องฟ้องในนามส่วนตัวแทนผู้เยาว์โดยตรง หลักเรื่องการครอบครองแทนและการเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือ ตามมาตรา 1381 มาตรา 1381 มีเจตนารมณ์สำคัญเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่เริ่มต้นถือทรัพย์แทนผู้อื่น เช่น ผู้ปกครอง ผู้แทน ผู้ดูแล หรือผู้ครอบครองแทนทายาท อาศัยเพียงการครอบครองต่อเนื่องแล้วกลับอ้างเป็นเจ้าของเพื่อตัดสิทธิผู้มีสิทธิเดิมโดยง่าย กฎหมายจึงกำหนดให้หากประสงค์จะเปลี่ยนจากการยึดถือแทนมาเป็นการยึดถือเพื่อตนเอง ต้องแสดงเจตนาโดยแจ้งชัด คำพิพากษานี้จึงวางหลักว่า มารดาที่ครอบครองทรัพย์แทนบุตรผู้เยาว์ จะยังถือว่าครอบครองแทนต่อไป แม้บุตรโตแล้ว ตราบใดที่ยังไม่มีการแสดงเจตนาเปลี่ยนฐานะการครอบครองอย่างชัดเจน หลักเรื่องข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้มาโดยชอบ แนววินิจฉัยที่ศาลฎีกาไม่รับประเด็น “สินเดิม” เพราะจำเลยไม่ได้ยกขึ้นแต่ต้น เป็นการตอกย้ำหลักว่าคู่ความต้องแสดงข้อต่อสู้ให้ครบถ้วนตั้งแต่ศาลชั้นต้น เพื่อให้มีการสืบพยานและวินิจฉัยข้อเท็จจริงอย่างเป็นธรรม หากปล่อยให้ยกขึ้นภายหลัง ย่อมกระทบสิทธิของอีกฝ่ายและทำให้กระบวนพิจารณาไม่มั่นคง หลักเรื่องการคุ้มครองทายาทผู้เยาว์และความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแก้คำพิพากษาโดยระบุฐานะของสิทธิแต่ละส่วน ทั้งที่ไม่มีฎีกาในประเด็นนี้ เพราะเห็นว่าเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน หลักการนี้สะท้อนว่าคดีมรดกมิใช่ข้อพิพาทเฉพาะตัวคู่ความเท่านั้น แต่มีผลต่อทายาทคนอื่น โดยเฉพาะผู้เยาว์ที่ยังไม่อาจปกป้องสิทธิของตนได้เต็มที่ ศาลจึงต้องตรวจสอบให้โครงสร้างของสิทธิในคำพิพากษาถูกต้องและไม่เปิดช่องให้เกิดความเสียหายภายหลัง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษานี้สอดคล้องกับบรรทัดฐานสำคัญของศาลฎีกาในคดีมรดกหลายเรื่อง คือ 1. ผู้จัดการมรดกมีอำนาจฟ้องเพื่อรวบรวมทรัพย์มรดกและปกป้องประโยชน์ของทายาททั้งหมด มิใช่เพียงของตนเอง 2. การครอบครองทรัพย์แทนผู้เยาว์หรือแทนเจ้าของเดิมจะไม่กลายเป็นการครอบครองเพื่อตนเองโดยปริยาย เว้นแต่มีการแสดงเจตนาเปลี่ยนฐานะอย่างแจ้งชัด 3. ศาลให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงเชิงความสัมพันธ์ในครอบครัว ไม่ยึดติดแต่เพียงชื่อในเอกสารสิทธิหรือการถือครองภายนอก 4. ในคดีที่มีผู้เยาว์เกี่ยวข้อง ศาลสามารถยกปัญหาความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขได้เอง แม้คู่ความไม่ฎีกา ข้อคิดในเชิงระบบจากคดีนี้คือ การจัดการทรัพย์มรดกในครอบครัวไทยมักมีลักษณะปะปนกันระหว่างทรัพย์ของบิดามารดา ทรัพย์สินสมรส ทรัพย์ร่วมของพี่น้อง และทรัพย์ที่ยังไม่ได้แบ่งปัน หากไม่มีการแยกฐานะสิทธิอย่างรอบคอบ ย่อมนำไปสู่การโอนทรัพย์โดยคลาดเคลื่อนและข้อพิพาทยืดเยื้อ การใช้สถาบันผู้จัดการมรดกอย่างถูกต้องจึงเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูความชัดเจนของสิทธิและคุ้มครองทายาททุกคน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยทั้งสองแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ 1 ใน 9 ส่วน หากแบ่งไม่ได้ให้นำออกขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงินตามส่วน และให้แบ่งตึกแถวพิพาทให้โจทก์ 7 ใน 16 ส่วน หากแบ่งไม่ได้ให้ออกขายทอดตลาดเช่นกัน พร้อมให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ให้โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาทเพิ่มเป็น 1 ใน 6 ส่วน และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 3,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะแบ่งทรัพย์สินดังกล่าว ส่วนตึกแถวและข้อความอื่นนอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้โดยระบุฐานะสิทธิให้ชัดเจนว่า ที่ดิน 1 ใน 6 ส่วนเป็นของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดก ตึกแถวเป็นของโจทก์ในฐานะส่วนตัว 4 ใน 16 ส่วน และในฐานะผู้จัดการมรดก 3 ใน 16 ส่วน ค่าเสียหายแบ่งเป็นส่วนตัวเดือนละ 2,000 บาท และในฐานะผู้จัดการมรดกเดือนละ 1,500 บาท นอกนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ให้บทเรียนทางกฎหมายอย่างลึกซึ้งว่า ในข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์มรดกและสินสมรส ศาลจะพิจารณาสิทธิจากฐานะทางกฎหมายของคู่ความอย่างเคร่งครัด แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ปล่อยให้รูปแบบทางถ้อยคำมาบดบังสาระของสิทธิที่แท้จริง หากคำฟ้องแสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่าผู้ฟ้องมีฐานะหลายสถานะอันสัมพันธ์กัน เช่น เป็นคู่สมรส เป็นทายาท และเป็นผู้จัดการมรดก การฟ้องรวมกันย่อมทำได้และเป็นประโยชน์แก่การระงับข้อพิพาทอย่างครบวงจร อีกประการหนึ่ง คดีนี้ตอกย้ำว่า ผู้จัดการมรดกมิใช่เพียงผู้มีชื่อในคำสั่งศาล แต่เป็นผู้ใช้อำนาจแทนกองมรดกและทำหน้าที่พิทักษ์ประโยชน์ของทายาททั้งหมด โดยเฉพาะทายาทผู้เยาว์ การดำเนินคดีเพื่อเรียกคืนหรือแบ่งทรัพย์มรดกจึงเป็นอำนาจโดยตรงของผู้จัดการมรดก มิใช่การฟ้องแทนผู้เยาว์แบบอุทลุม ในด้านทรัพย์สิน คำพิพากษานี้วางหลักชัดว่า การครอบครองทรัพย์แทนทายาทผู้เยาว์ไม่อาจกลับกลายเป็นการครอบครองเพื่อตนเองโดยปริยาย ผู้ครอบครองจะต้องแสดงเจตนาเปลี่ยนฐานะการยึดถืออย่างแจ้งชัดตามมาตรา 1381 มิฉะนั้นกฎหมายย่อมคุ้มครองสิทธิของทายาทเดิมต่อไป หลักนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อคดีที่คนในครอบครัวถือทรัพย์แทนกันเป็นเวลานาน สุดท้าย คดีนี้ยังยืนยันบทบาทเชิงรุกของศาลฎีกาในการคุ้มครองความถูกต้องของโครงสร้างสิทธิในคำพิพากษา เมื่อเห็นว่าการไม่ระบุฐานะของสิทธิแต่ละส่วนอาจกระทบผู้เยาว์ ศาลย่อมแก้ไขได้เองในฐานะปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แสดงให้เห็นว่าความยุติธรรมในคดีมรดกมิได้มุ่งเพียงระงับข้อพิพาทเฉพาะหน้า แต่ต้องวางผลแห่งคำพิพากษาให้ถูกต้องและปลอดภัยต่อสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายในระยะยาว ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับสิทธิในการฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกและสินสมรสของผู้ตาย และการพิจารณาว่าการครอบครองทรัพย์มรดกของญาติผู้ใหญ่เป็นการครอบครองแทนทายาทหรือครอบครองเพื่อตนเอง ซึ่งมีผลโดยตรงต่อปัญหาอายุความและสิทธิของทายาท ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการที่มารดาครอบครองทรัพย์มรดกของบุตรตั้งแต่บุตรยังเป็นผู้เยาว์ ถือเป็นการครอบครองแทนทายาท และจะเปลี่ยนเป็นการครอบครองเพื่อตนเองได้ก็ต่อเมื่อมีการแสดงเจตนาอย่างแจ้งชัดตามกฎหมาย จึงทำให้คดีไม่ขาดอายุความและผู้จัดการมรดกมีอำนาจฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกได้ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 เรื่องการเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือทรัพย์จากการถือแทนผู้อื่นเป็นการถือเพื่อตนเอง สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. การครอบครองแทนทายาท ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่การพิจารณาว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาของผู้ตายครอบครองที่ดินพิพาทในฐานะใด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อบิดาถึงแก่กรรม ผู้ตายยังเป็นผู้เยาว์ การที่มารดาครอบครองทรัพย์มรดกต่อมาจึงถือเป็นการครอบครองแทนทายาท มิใช่ครอบครองเพื่อตนเอง ดังนั้นสิทธิของผู้ตายและทายาทจึงยังคงอยู่ และไม่ทำให้สิทธิเรียกร้องในทรัพย์มรดกสิ้นไป 2. การเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือ (มาตรา 1381) กฎหมายกำหนดว่าผู้ที่เริ่มต้นถือครองทรัพย์แทนผู้อื่น เช่น ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลทรัพย์ จะเปลี่ยนสถานะมาเป็นผู้ครอบครองเพื่อตนเองไม่ได้โดยปริยาย เว้นแต่จะมีการแสดงเจตนาอย่างชัดแจ้งว่าตนจะยึดถือทรัพย์นั้นเป็นของตนเอง ในคดีนี้ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้แสดงเจตนาเช่นนั้น ศาลฎีกาจึงถือว่าการครอบครองยังคงเป็นการครอบครองแทนทายาท ทำให้คดีไม่ขาดอายุความและผู้จัดการมรดกสามารถฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกได้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คำถาม 1. ผู้เป็นภรรยาของผู้ตายสามารถฟ้องแบ่งสินสมรสและทรัพย์มรดกในคดีเดียวกันได้หรือไม่ คำตอบ ได้ หากข้อเท็จจริงและสิทธิที่อ้างมีความเกี่ยวเนื่องกันและผู้ฟ้องบรรยายคำฟ้องไว้อย่างชัดเจนว่าตนฟ้องในฐานะใดบ้าง เช่น ในฐานะคู่สมรสผู้มีสิทธิในสินสมรส ในฐานะทายาทผู้มีส่วนในกองมรดก และในฐานะผู้จัดการมรดกผู้มีหน้าที่รวบรวมและจัดการทรัพย์มรดก หลักสำคัญมิได้อยู่ที่จำนวนฐานะที่อ้าง แต่อยู่ที่คำฟ้องต้องแสดงสภาพแห่งข้อหา ข้อเท็จจริงอันเป็นมูลฟ้อง และคำขอบังคับอย่างเพียงพอให้จำเลยเข้าใจและสามารถต่อสู้คดีได้ คำพิพากษานี้ชี้ชัดว่า ไม่มีกฎหมายห้ามมิให้ฟ้องรวมหลายฐานะดังกล่าวในคดีเดียว เมื่อสิทธิเหล่านั้นผูกพันอยู่กับทรัพย์พิพาทชุดเดียวกันและมีมูลเหตุจากการโอนทรัพย์โดยไม่ชอบเดียวกัน การแยกฟ้องกลับอาจทำให้คดีซ้ำซ้อนและก่อภาระแก่กระบวนพิจารณาโดยไม่จำเป็น คำถาม 2. ผู้จัดการมรดกมีอำนาจฟ้องเรียกทรัพย์หรือแบ่งทรัพย์แทนประโยชน์ของบุตรผู้เยาว์ของผู้ตายได้หรือไม่ คำตอบ มีอำนาจได้ เพราะผู้จัดการมรดกเป็นผู้แทนของกองมรดกตามกฎหมาย มีหน้าที่รวบรวม รักษา ติดตาม เอาคืน และแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคนตามส่วน ไม่ว่าทายาทนั้นจะเป็นผู้บรรลุนิติภาวะหรือยังเป็นผู้เยาว์ก็ตาม การที่ผู้จัดการมรดกยื่นฟ้องเพื่อขอให้ทรัพย์ที่ถูกโอนไปโดยไม่ชอบกลับเข้าสู่กระบวนการแบ่งปันตามสิทธิ จึงเป็นการใช้สิทธิในตำแหน่งผู้จัดการมรดก ไม่ใช่การฟ้องแทนผู้เยาว์ในทางส่วนตัวแบบต้องห้าม คดีนี้ศาลฎีกายืนยันชัดว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดกเพื่อแบ่งทรัพย์มรดกแก่บุตรผู้เยาว์ต่อไปได้ และกรณีดังกล่าวไม่เป็นอุทลุม เพราะมิใช่การดำเนินคดีแทนผู้เยาว์นอกเหนือขอบอำนาจของตน แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยตรงตามกฎหมายมรดก คำถาม 3. ฟ้องลักษณะใดจึงจะถือว่า “เคลือบคลุม” และเหตุใดคดีนี้ศาลจึงเห็นว่าฟ้องไม่เคลือบคลุม คำตอบ ฟ้องจะถือว่าเคลือบคลุมเมื่อบรรยายไม่ชัดว่าอ้างสิทธิในฐานะใด สิทธิที่เรียกร้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงใด หรือคำขอบังคับต้องการให้ศาลบังคับอย่างไร จนจำเลยไม่อาจทราบประเด็นข้อพิพาทที่แท้จริงและไม่สามารถจัดทำคำให้การต่อสู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ดี การที่คำฟ้องมีหลายฐานะหรือหลายสิทธิ มิได้แปลว่าเคลือบคลุมเสมอไป คดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์บรรยายครบถ้วนแล้วว่าตนเป็นภรรยา เป็นทายาท และเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ทรัพย์ใดเป็นสินสมรส ทรัพย์ใดเป็นมรดก การโอนใดเกิดขึ้นโดยไม่ชอบ และขอให้ศาลบังคับแบ่งทรัพย์หรือขายทอดตลาดพร้อมชดใช้ค่าเสียหายอย่างไร เมื่อจำเลยสามารถเข้าใจเรื่องที่ถูกฟ้องและยกข้อต่อสู้ได้ละเอียดหลายประเด็น ศาลจึงถือว่าคำฟ้องไม่เคลือบคลุม คำถาม 4. หากทรัพย์มรดกอยู่ในความครอบครองของมารดาหรือญาติผู้ใหญ่ของผู้ตายเป็นเวลานาน จะถือว่าทายาทหมดสิทธิเรียกร้องเพราะขาดอายุความหรือไม่ คำตอบ ไม่เสมอไป เพราะต้องพิจารณาก่อนว่าการครอบครองนั้นเป็นการครอบครองเพื่อตนเอง หรือเป็นการครอบครองแทนทายาทโดยเฉพาะในช่วงที่ทายาทยังเป็นผู้เยาว์ หากผู้ครอบครองเริ่มต้นถือทรัพย์แทนผู้เยาว์ เช่น มารดาถือแทนบุตร เมื่อบุตรบรรลุนิติภาวะแล้ว ผู้ครอบครองจะอ้างภายหลังว่าตนถือเพื่อตนเองตลอดมาไม่ได้ เว้นแต่จะมีการแสดงเจตนาเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถืออย่างแจ้งชัดตามมาตรา 1381 คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินแทนผู้ตายมาตั้งแต่ผู้ตายยังเป็นผู้เยาว์ และไม่ปรากฏว่ามีการแจ้งเปลี่ยนเจตนาครอบครองเพื่อตนเอง จึงยังถือว่าครอบครองแทนอยู่ตลอด ส่งผลให้อายุความไม่ตัดสิทธิของผู้ตายหรือของโจทก์ผู้เป็นผู้จัดการมรดก คำถาม 5. มาตรา 1381 เรื่องการเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือ มีความสำคัญอย่างไรในคดีมรดก คำตอบ มาตรา 1381 มีบทบาทสำคัญมากในคดีมรดกและคดีทรัพย์สินระหว่างบุคคลในครอบครัว เพราะเป็นบทบัญญัติที่ป้องกันมิให้ผู้ที่เดิมถือทรัพย์แทนผู้อื่นกลับอาศัยเพียงความยาวนานของเวลามาอ้างสิทธิเป็นเจ้าของเสียเองโดยง่าย หลักของมาตรานี้คือ หากเริ่มต้นถือทรัพย์โดยฐานะผู้แทน ผู้ดูแล ผู้เก็บรักษา หรือผู้ครอบครองแทนเจ้าของเดิม ย่อมต้องถือว่าครอบครองแทนต่อไปจนกว่าจะมีการแสดงเจตนาเปลี่ยนฐานะอย่างเปิดเผยและแจ้งชัดแก่เจ้าของหรือผู้มีสิทธิ คดีนี้นำหลักดังกล่าวมาใช้โดยตรงกับมารดาที่ถือครองที่ดินมรดกแทนบุตรผู้เยาว์ ศาลจึงไม่ยอมให้การถือครองยาวนานกลายเป็นสิทธิของผู้ครอบครองโดยอัตโนมัติ หลักนี้มีผลเชิงคุ้มครองทายาทที่อ่อนแออย่างมาก คำถาม 6. หากจำเลยต้องการอ้างว่าทรัพย์พิพาทเป็น “สินเดิม” ต้องยกขึ้นต่อสู้ตั้งแต่เมื่อใด คำตอบ ต้องยกขึ้นต่อสู้อย่างชัดเจนตั้งแต่ชั้นต้น มิฉะนั้นอาจเสียสิทธิในการยกขึ้นเป็นประเด็นในชั้นฎีกาได้ คดีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจน เพราะจำเลยเพียงให้การว่าที่ดินพิพาท “ไม่ใช่สินสมรส” แต่ไม่ได้บรรยายข้อเท็จจริงเฉพาะว่าที่ดินดังกล่าวเป็นสินเดิมของจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ประเด็นเรื่องสินเดิมเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่อาจนำขึ้นมาพิจารณาใหม่ในชั้นฎีกาได้ หลักนี้สะท้อนความสำคัญของการวางแนวต่อสู้คดีให้ครบถ้วนตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะในคดีทรัพย์สินครอบครัวซึ่งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่มาของทรัพย์เป็นหัวใจของการวินิจฉัยสิทธิ คำถาม 7. ศาลสามารถกำหนดค่าเสียหายจากการไม่ได้ใช้ประโยชน์ในทรัพย์พิพาทโดยอาศัยพยานบุคคลหรือพฤติการณ์ได้หรือไม่ หรือจำต้องมีเอกสารเท่านั้น คำตอบ ศาลสามารถรับฟังพยานหลักฐานทุกชนิดโดยชั่งน้ำหนักรวมกันได้ ไม่จำเป็นต้องมีเอกสารเท่านั้น เพราะกฎหมายไม่ได้บัญญัติว่าการพิสูจน์มูลค่าการใช้ประโยชน์หรือค่าเช่าของทรัพย์ต้องอาศัยพยานเอกสารเป็นหลักเสมอไป ในคดีนี้จำเลยอ้างใบเสร็จค่าเช่าบางฉบับเพื่อชี้ว่าตึกแถวมีค่าเช่าเพียงเล็กน้อย แต่ศาลฎีกาเห็นว่าใบเสร็จดังกล่าวมิใช่พยานที่ผูกมัดศาลให้ต้องรับฟังเป็นที่สุดว่าทรัพย์ให้เช่าได้เดือนละเท่านั้น ศาลย่อมพิจารณาพยานบุคคล สภาพทรัพย์ ทำเล ลักษณะการใช้ประโยชน์ และข้อเท็จจริงแวดล้อมอื่นร่วมด้วยได้ แล้วกำหนดค่าเสียหายตามที่เห็นสมควร หลักนี้สำคัญต่อคดีทรัพย์สินที่เอกสารทางรายรับหรือค่าเช่าไม่ครบถ้วน คำถาม 8. เหตุใดศาลฎีกาจึงแก้คำพิพากษาเองเรื่องฐานะของสิทธิที่โจทก์ได้รับ ทั้งที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในประเด็นนี้ คำตอบ เพราะศาลฎีกาเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน และอาจกระทบสิทธิของทายาทผู้เยาว์โดยตรง หากปล่อยให้คำพิพากษาระบุเพียงว่า “ให้แบ่งทรัพย์แก่โจทก์” โดยไม่ชี้ว่าแบ่งในฐานะส่วนตัวหรือฐานะผู้จัดการมรดกเท่าใด อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าทรัพย์ทั้งหมดตกเป็นของโจทก์ส่วนตัว ทั้งที่บางส่วนเป็นของกองมรดกซึ่งต้องแบ่งต่อให้ทายาทผู้เยาว์ด้วย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจและหน้าที่แก้ไขให้ถูกต้อง เพื่อให้ผลแห่งคำพิพากษาชัดเจนและไม่เปิดช่องให้เกิดความเสียหายภายหลัง หลักนี้สะท้อนว่าศาลย่อมคำนึงถึงโครงสร้างสิทธิที่แท้จริง ไม่จำกัดตนเองเฉพาะประเด็นที่คู่ความยกขึ้นเท่านั้นเมื่อประโยชน์สาธารณะหรือสิทธิของผู้เยาว์อาจเสียหาย คำถาม 9. คดีนี้มีความสำคัญอย่างไรต่อการทำคดีมรดกและคดีทรัพย์สินครอบครัวในทางปฏิบัติ คำตอบ คดีนี้มีคุณค่าอย่างมากในทางปฏิบัติ เพราะรวมปัญหาหลักเกือบครบทุกมิติของคดีมรดกครอบครัวไว้ในคดีเดียว ไม่ว่าจะเป็นคำฟ้องเคลือบคลุม อำนาจฟ้องของผู้จัดการมรดก อายุความ การครอบครองแทนผู้เยาว์ การยกข้อต่อสู้เรื่องสินเดิม การพิสูจน์มูลค่าค่าเสียหาย และการคุ้มครองสิทธิของทายาทผู้เยาว์จากผลของคำพิพากษา ในเชิงยุทธศาสตร์คดี คำพิพากษานี้สอนว่าผู้ฟ้องต้องวางโครงคำฟ้องให้ชัดเจนว่าอ้างสิทธิในฐานะใดบ้าง ส่วนฝ่ายจำเลยต้องยกข้อต่อสู้ทุกประเด็นสำคัญตั้งแต่ต้น มิฉะนั้นอาจถูกตัดสิทธิในชั้นสูงขึ้นไปได้ สำหรับนักกฎหมาย คดีนี้จึงเป็นแม่บทที่ใช้ศึกษาได้ทั้งเรื่องกฎหมายแพ่ง มรดก ครอบครัว และวิธีพิจารณาความแพ่งในเวลาเดียวกัน ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4757/2533 โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย และเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาล ที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นมรดกของผู้ตาย โดยตึกแถวพิพาทเป็นสินสมรสของผู้ตายกับโจทก์ เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2527 จำเลยที่ 1จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ในฐานะทายาทและในฐานะผู้จัดการมรดกเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งสินสมรสและมรดกของผู้ตายแก่โจทก์ เช่นนี้โจทก์ได้บรรยายโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ อีกทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานั้นแล้วคำฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม และตามคำฟ้อง โจทก์ฟ้องแบ่งทรัพย์สินของผู้ตายทั้งในฐานะที่โจทก์เป็นภรรยามีส่วนแบ่งในสินสมรสของผู้ตาย ในฐานะที่โจทก์เป็นทายาทของผู้ตายและในฐานะที่โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ซึ่งไม่มีกฎหมายห้ามไม่ให้ฟ้องในฐานะต่าง ๆ ดังกล่าวรวมกันมาโจทก์ย่อมฟ้องรวมกันมาได้ โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นภรรยา เป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาล ขอให้จำเลยทั้งสองแบ่งสินสมรสและมรดกของผู้ตายแก่โจทก์ในฐานะคู่สมรสทายาทและผู้จัดการมรดก เพื่อแบ่งปันแก่บุตรผู้เยาว์ของผู้ตายต่อไป เช่นนี้ หาใช่ฟ้องในฐานะภรรยาหรือทายาทแต่อย่างเดียวไม่ และโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้แบ่งมรดกแก่บุตรผู้เยาว์ซึ่งเป็นทายาทได้ กรณีไม่เป็นการฟ้องคดีแทนบุตรอันจะเป็นอุทลุมแต่อย่างไร เมื่อบิดาของผู้ตายถึงแก่กรรม ผู้ตายยังเป็นผู้เยาว์ ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาของผู้ตายได้ครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นมรดกของบิดาผู้ตายต่อมา ย่อมเป็นการครอบครองที่ดินพิพาทแทนผู้ตาย และเมื่อผู้ตายบรรลุนิติภาวะแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ยังครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมาโดยมิได้แบ่งปันกัน ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้แสดงโดยแจ้งชัดต่อผู้ตายว่ามีเจตนาจะเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือเป็นการครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตนเองตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินพิพาทแทนผู้ตายตลอดมา ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2527 โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 7 กันยายน 2527 คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ จำเลยให้การเพียงว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่สินสมรส หาได้ต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นสินเดิมไม่ เช่นนี้ ปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นสินเดิมของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาว่าตึกแถวพิพาทจะให้เช่าได้เดือนละเท่าไรนั้น ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง และใบเสร็จรับเงินค่าเช่ามิใช่เอกสารที่จะต้องฟังเป็นยุติว่าทรัพย์สินนั้นให้เช่าได้เดือนละเท่าไร ศาลมีอำนาจวินิจฉัยพยานหลักฐานต่าง ๆ แล้วฟังว่าค่าเสียหายเป็นเงินเดือนเท่าไรได้ โจทก์ฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินพิพาทอันเป็นสินสมรสและมรดกของผู้ตายทั้งในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายเพื่อแบ่งปันแก่บุตรผู้เยาว์ของผู้ตายต่อไป แต่ศาลล่างพิพากษาให้จำเลยทั้งสองแบ่งทรัพย์สินพิพาทให้โจทก์โดยมิได้ระบุว่าแบ่งให้โจทก์ในฐานะอะไรบ้างเป็นการไม่ชอบ เพราะอาจเกิดความเสียหายแก่บุตรผู้เยาว์ของผู้ตายอันเป็นทายาทได้ ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขโดยระบุให้ถูกต้องได้ ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องว่าเป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของพันตำรวจโทยงยุทธ ผู้ตาย และเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล มีบุตรผู้เยาว์ 2 คน จำเลยที่ 1 เป็นมารดาของผู้ตาย และจำเลยที่ 2 เป็นพี่สาวร่วมบิดาเดียวกัน ทรัพย์พิพาทคือที่ดินโฉนดเลขที่ 152 และตึกแถว 2 ห้อง โดยโจทก์อ้างว่าที่ดินเป็นสินสมรสระหว่างนายดำรัสกับจำเลยที่ 1 และภายหลังนายดำรัสถึงแก่กรรม ส่วนมรดกตกแก่จำเลยทั้งสองและผู้ตาย แต่ยังไม่ได้แบ่งกัน ส่วนตึกแถวผู้ตายมีกรรมสิทธิ์ร่วม ต่อมาจำเลยที่ 1 โอนที่ดินและตึกแถวให้จำเลยที่ 2 โดยไม่ชอบ โจทก์จึงขอให้แบ่งทรัพย์ ขายทอดตลาด หรือชดใช้ราคาและค่าเสียหายรายเดือน จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินและตึกแถวเป็นของจำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียว ผู้ตายไม่มีกรรมสิทธิ์ร่วม ที่ดินไม่ใช่สินสมรสและไม่ใช่มรดก ผู้ตายได้รับแบ่งไปแล้ว คดีขาดอายุความ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องเคลือบคลุม และหากฟ้องแทนบุตรผู้เยาว์ก็เป็นอุทลุม ศาลชั้นต้นพิพากษาให้แบ่งที่ดินแก่โจทก์ 1 ใน 9 ส่วน และแบ่งตึกแถว 7 ใน 16 ส่วน พร้อมค่าเสียหายเดือนละ 3,500 บาท ศาลอุทธรณ์แก้ให้แบ่งที่ดินเป็น 1 ใน 6 ส่วนนอกจากนั้นคงเดิม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฟ้องไม่เคลือบคลุม เพราะโจทก์บรรยายชัดว่าฟ้องในฐานะภรรยา ทายาท และผู้จัดการมรดก ซึ่งกฎหมายไม่ห้ามฟ้องรวมกัน โจทก์มีอำนาจฟ้องเพื่อแบ่งมรดกแก่บุตรผู้เยาว์ได้ ไม่เป็นอุทลุม คดีก็ไม่ขาดอายุความ เพราะขณะนายดำรัสตาย ผู้ตายยังเป็นผู้เยาว์ การที่จำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินต่อมาเป็นการครอบครองแทนผู้ตาย และไม่ปรากฏว่าได้เปลี่ยนลักษณะการยึดถือเพื่อตนเองโดยแจ้งชัดตามมาตรา 1381 ส่วนข้อที่จำเลยอ้างว่าที่ดินเป็นสินเดิมของจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เพราะไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้โดยชอบในศาลล่าง และศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าผู้ตายมีกรรมสิทธิ์ร่วมในตึกแถวกับจำเลยที่ 2 คนละครึ่ง สำหรับค่าเสียหายเดือนละ 3,500 บาทนั้น ศาลเห็นว่าศาลอุทธรณ์รับฟังพยานหลักฐานโดยชอบแล้ว แม้ไม่มีเอกสารยืนยันค่าเช่าโดยตรง อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาเห็นว่าศาลล่างยังระบุไม่ชัดว่าโจทก์ได้รับแบ่งทรัพย์ในฐานะใดบ้าง ซึ่งอาจกระทบสิทธิของบุตรผู้เยาว์ จึงแก้ไขให้ชัดเจนว่า ที่ดิน 1 ใน 6 ส่วนเป็นของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดก ตึกแถวเป็นของโจทก์ในฐานะส่วนตัว 4 ใน 16 ส่วน และในฐานะผู้จัดการมรดก 3 ใน 16 ส่วน ส่วนค่าเสียหายให้โจทก์ในฐานะส่วนตัวเดือนละ 2,000 บาท และในฐานะผู้จัดการมรดกเดือนละ 1,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของพันตำรวจโทยงยุทธ มีบุตรด้วยกัน 2 คน ซึ่งเป็นผู้เยาว์และอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของโจทก์พันตำรวจโทยงยุทธ ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2527 โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาลจำเลยที่ 1 เป็นมารดาของผู้ตาย ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นพี่สาวของผู้ตายอันเกิดจากนายดำรัส ซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้ว ระหว่างที่นายดำรัส กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภรรยากันมีสินสมรสคือที่ดินโฉนดเลขที่ 152 ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรีเนื้อที่ 77.2 ตารางวา ราคา 3,000,000 บาท ส่วนห้องแถว 2 ห้องซึ่งปลูกอยู่บนที่ดิน ผู้ตายได้ร่วมกับทายาทคนอื่นของบิดาปลูกขึ้นผู้ตายจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในตึกแถว โดยมีส่วนอยู่เป็นเงิน 400,000 บาท หลังจากนายดำรัส ถึงแก่กรรม ที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของนายดำรัส ตกได้แก่จำเลยทั้งสองและผู้ตาย แต่ยังไม่ได้แบ่งปันกัน เนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดูแลแทน ผู้ตายเป็นทายาทชั้นบุตร เมื่อหักส่วนแบ่งเป็นสินสมรสให้แก่จำเลยที่ 1เฉพาะที่ดินดังกล่าวออกกึ่งหนึ่งแล้วที่ดินมรดกตกได้แก่ผู้ตาย คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 13 ตารางวา เป็นเงิน 500,000 บาท ส่วนตึกแถว2 ห้อง โจทก์ในฐานะคู่สมรสของผู้ตายได้รับส่วนแบ่งกึ่งหนึ่งเป็นเงิน200,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 200,000 บาท ตกได้แก่ทายาทของผู้ตายโดยจำเลยที่ 1 ได้ 1 ส่วน โจทก์และบุตรของผู้ตาย 2 คน ได้คนละ1 ส่วน รวมเป็น 3 ส่วน เป็นเงิน 150,000 บาท รวมทรัพย์มรดกที่ตกได้แก่โจทก์และบุตรเป็นเงิน 850,000 บาท เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์2527 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ชอบ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 152 ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรีให้แก่โจทก์ 1 ใน 6 ส่วน เป็นเนื้อที่ 13 ตารางวา หากจำเลยไม่สามารถแบ่งแยกที่ดินให้โจทก์ได้ ขอให้ศาลสั่งให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินที่ขายมาแบ่งกันตามส่วน หรือให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 500,000 บาท ให้แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งตึกแถวพิพาทซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ 7 ใน 8 ส่วน หรือให้ขายทรัพย์สินดังกล่าวเอาเงินมาแบ่งกันตามส่วน หรือให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 350,000 บาทให้แก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 7,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะปฏิบัติตามคำขอแล้วเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทและห้องแถว 2 ห้อง ซึ่งปลูกในที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ซึ่งปลูกสร้างด้วยทรัพย์ของตนเองแต่เพียงผู้เดียว ผู้ตายไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วม ที่ดินพิพาทไม่ใช่สินสมรสระหว่างนายดำรัส กับจำเลยที่ 1 อันจะเป็นมรดกของนายดำรัส และที่ดินพิพาทมีราคาเพียง 1,000,000 บาท นายดำรัส ได้ถึงแก่กรรมไป 35 ปีแล้วหากจะมีทรัพย์มรดก ผู้ตายก็ได้รับการแบ่งปันไปแล้ว ผู้ตายไม่เคยครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองร่วมกันครอบครองมาโดยตลอดและไม่เคยครอบครองแทนผู้ตายโจทก์ไม่เคยครอบครองที่ดินพิพาทอันจะก่อให้เกิดสิทธิในการฟ้องคดีนี้ ถ้าหากโจทก์จะมีสิทธิเมื่อคิดเป็นเงินแล้วก็ไม่เกิน 160,000 บาท ส่วนตึกแถว 2 ห้อง โจทก์ในฐานะคู่สมรสของผู้ตาย หากจะมีสิทธิก็ไม่เกิน 200,000 บาท ส่วนบุตรผู้เยาว์ของโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องใด ๆ เพราะโจทก์หาได้ฟ้องคดีแทนบุตรไม่ และถ้าจะถือว่าโจทก์ฟ้องแทนบุตรผู้เยาว์ด้วย ก็เป็นอุทลุม รวมทรัพย์สินที่โจทก์มีสิทธิได้รับไม่เกิน 360,000 บาท จำเลยที่ 2 ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1ได้ใช้สิทธิของตนโดยชอบในขอบข่ายแห่งกฎหมาย ที่ดินพิพาทจึงเป็นของจำเลยที่ 2 ส่วนตึกแถว 2 ห้อง เป็นของจำเลยที่ 2 ไม่ใช่ทรัพย์มรดกตึกแถวพิพาทหากให้เช่าจะได้ค่าเช่าไม่เกินห้องละ 1,000 บาทต่อเดือน ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความมรดก โจทก์ไม่ใช่ทายาททรัพย์สินที่ฟ้องไม่ใช่มรดก โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม ไม่ระบุให้แน่ชัดว่าโจทก์มีสิทธิอย่างไร ในฐานะใด และในทรัพย์ส่วนใด อันทำให้จำเลยทั้งสองหลงต่อสู้คดี ฟ้องของโจทก์เฉพาะที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เป็นอุทลุม ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 152ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรีให้โจทก์ 1 ใน 9 ส่วน หากจำเลยทั้งสองไม่สามารถแบ่งแยกให้ได้ให้นำทรัพย์ออกขายทอดตลาดนำเงินที่ขายได้แบ่งกันตามส่วนข้างต้น และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งตึกแถวพิพาทให้โจทก์ 7 ใน 16ส่วน หากไม่สามารถแบ่งได้ให้นำทรัพย์ออกขายทอดตลาดนำเงินที่ขายได้แบ่งกันตามส่วน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์เป็นค่าเสียหายเดือนละ 3,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทและห้องแถว 2 ห้อง ซึ่งปลูกในที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ซึ่งปลูกสร้างด้วยทรัพย์ของตนเองแต่เพียงผู้เดียว ผู้ตายไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วม ที่ดินพิพาทไม่ใช่สินสมรสระหว่างนายดำรัส กับจำเลยที่ 1 อันจะเป็นมรดกของนายดำรัส และที่ดินพิพาทมีราคาเพียง 1,000,000 บาท นายดำรัส ได้ถึงแก่กรรมไป 35 ปีแล้วหากจะมีทรัพย์มรดก ผู้ตายก็ได้รับการแบ่งปันไปแล้ว ผู้ตายไม่เคยครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองร่วมกันครอบครองมาโดยตลอดและไม่เคยครอบครองแทนผู้ตายโจทก์ไม่เคยครอบครองที่ดินพิพาทอันจะก่อให้เกิดสิทธิในการฟ้องคดีนี้ ถ้าหากโจทก์จะมีสิทธิเมื่อคิดเป็นเงินแล้วก็ไม่เกิน 160,000 บาท ส่วนตึกแถว 2 ห้อง โจทก์ในฐานะคู่สมรสของผู้ตาย หากจะมีสิทธิก็ไม่เกิน 200,000 บาท ส่วนบุตรผู้เยาว์ของโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องใด ๆ เพราะโจทก์หาได้ฟ้องคดีแทนบุตรไม่ และถ้าจะถือว่าโจทก์ฟ้องแทนบุตรผู้เยาว์ด้วย ก็เป็นอุทลุม รวมทรัพย์สินที่โจทก์มีสิทธิได้รับไม่เกิน 360,000 บาท จำเลยที่ 2 ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1ได้ใช้สิทธิของตนโดยชอบในขอบข่ายแห่งกฎหมาย ที่ดินพิพาทจึงเป็นของจำเลยที่ 2 ส่วนตึกแถว 2 ห้อง เป็นของจำเลยที่ 2 ไม่ใช่ทรัพย์มรดกตึกแถวพิพาทหากให้เช่าจะได้ค่าเช่าไม่เกินห้องละ 1,000 บาทต่อเดือน ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความมรดก โจทก์ไม่ใช่ทายาททรัพย์สินที่ฟ้องไม่ใช่มรดก โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม ไม่ระบุให้แน่ชัดว่าโจทก์มีสิทธิอย่างไร ในฐานะใด และในทรัพย์ส่วนใด อันทำให้จำเลยทั้งสองหลงต่อสู้คดี ฟ้องของโจทก์เฉพาะที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เป็นอุทลุม ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 152ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรีให้โจทก์ 1 ใน 9 ส่วน หากจำเลยทั้งสองไม่สามารถแบ่งแยกให้ได้ให้นำทรัพย์ออกขายทอดตลาดนำเงินที่ขายได้แบ่งกันตามส่วนข้างต้น และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งตึกแถวพิพาทให้โจทก์ 7 ใน 16ส่วน หากไม่สามารถแบ่งได้ให้นำทรัพย์ออกขายทอดตลาดนำเงินที่ขายได้แบ่งกันตามส่วน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์เป็นค่าเสียหายเดือนละ 3,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ โจทก์และจำเลยทั้งสองต่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 152 ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ออกให้โจทก์ 1 ใน 6 ส่วน พร้อมกับชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 3,500 บาทแก่โจทก์ นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวข้างต้นนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของพ้นตำรวจโท ยงยุทธ ผู้ตายมีบุตรด้วยกัน 2 คน ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ จำเลยที่ 1 เป็นมารดาของผู้ตาย จำเลยที่ 2 เป็นพี่ร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตายจำเลยที่ 1 กับนายดำรัส บิดาโจทก์และจำเลยที่ 2แต่งงานอยู่กินมาประมาณ 50 ปี ตั้งแต่ก่อนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ใช้บังคับ นายดำรัส ถึงแก่กรรมไปประมาณ 30 ปีแล้ว ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีโฉนดเดิมมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2527 จำเลยที่ 1โอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 ในที่ดินพิพาทมีตึกแถว 2 ห้องเลขที่ 38 และ 40 ปลูกอยู่ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองดังต่อไปนี้ ปัญหาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์เป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่ดินเป็นมรดกตกได้แก่ผู้ตาย และตกได้แก่โจทก์และบุตรผู้เยาว์2 คน จึงอาจแยกได้ว่าสำหรับที่ดินมรดกนั้น โจทก์ฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดกส่วนตึกแถวซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมตกได้แก่โจทก์และบุตร2 คน โจทก์ฟ้องในฐานะภรรยาและแทนบุตรผู้เยาว์อีก 2 คน ดังนั้นมูลคดีย่อมแยกกันออกไปอย่างชัดแจ้ง ไม่อาจจะรวมกันได้ เพราะจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ไม่อาจรับผิดร่วมกันหรือแทนกันได้อีกทั้งโจทก์ไม่บรรยายให้ชัดแจ้งว่าฟ้องในฐานะอะไร เท่าที่ปรากฏในฟ้องเป็นการฟ้องเรียกเอาทรัพย์มรดกอย่างชัดแจ้ง ไม่เกี่ยวกับผู้จัดการมรดก ถือได้ว่าฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องที่เคลือบคลุม และโจทก์ไม่ได้ฟ้องแทนบุตร แต่ฟ้องในนามของตนเองในฐานะภรรยาเท่านั้น พิเคราะห์แล้ว โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย และเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาล ที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นมรดกของผู้ตาย โดยตึกแถวพิพาทเป็นสินสมรสของผู้ตายกับโจทก์ เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2527จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ในฐานะทายาทและในฐานะผู้จัดการมรดกเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งสินสมรสและมรดกของผู้ตายแก่โจทก์ ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ได้บรรยายโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ อีกทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานั้นแล้วคำฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม และตามคำฟ้องโจทก์ฟ้องแบ่งทรัพย์สินของผู้ตายทั้งในฐานะที่โจทก์เป็นภรรยามีส่วนแบ่งในสินสมรสของผู้ตาย ในฐานะที่โจทก์เป็นทายาทของผู้ตายและในฐานะที่โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ซึ่งไม่มีกฎหมายห้ามไม่ให้ฟ้องในฐานะต่าง ๆ ดังกล่าวรวมกันมา โจทก์จึงฟ้องรวมกันมาได้ ปัญหาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ฟ้องในฐานะภรรยาเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น ไม่เป็นการฟ้องแทนบุตรหรืออ้างฐานะผู้จัดการมรดกเพราะโจทก์ฟ้องว่าโจทก์ในฐานะทายาท หาใช่เป็นการรวบรวมทรัพย์มรดกตามหน้าที่ผู้จัดการมรดกไม่ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับบุตร ถ้าถือว่าโจทก์ฟ้องแทนบุตรก็เป็นอุทลุมต้องห้ามตามกฎหมายนั้นเห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องมาแล้วว่า โจทก์เป็นภรรยาเป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาล ขอให้จำเลยทั้งสองแบ่งสินสมรสและมรดกของผู้ตายแก่โจทก์ในฐานะคู่สมรสทายาทและผู้จัดการมรดก เพื่อแบ่งปันแก่บุตรผู้เยาว์ของผู้ตายต่อไป หาใช่ฟ้องในฐานะภรรยาหรือทายาทอย่างเดียวดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่ และโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้แบ่งมรดกแก่บุตรผู้เยาว์ซึ่งเป็นทายาทได้ กรณีไม่เป็นการฟ้องคดีแทนบุตรอันจะเป็นอุทลุมแต่อย่างไร ปัญหาว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า นายดำรัส ถึงแก่กรรมไปนานกว่า 30 ปีแล้วจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของนายดำรัส มาตลอด และไม่ได้ครอบครองแทนผู้ตายผู้ตายไม่เคยครอบครองที่ดินพิพาท คดีโจทก์จึงขาดอายุความนั้นเห็นว่า ได้ความว่า เมื่อนายดำรัส ถึงแก่กรรมนั้น ผู้ตายยังเป็นผู้เยาว์ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาของผู้ตายได้ครอบครองที่ดินพิพาทต่อมา จึงเป็นการครอบครองที่ดินพิพาทแทนผู้ตาย และเมื่อผู้ตายบรรลุนิติภาวะแล้วจำเลยที่ 1 ก็ยังครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมาโดยมิได้แบ่งปันกัน ทั้งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้แสดงโดยแจ้งชัดต่อผู้ตายว่ามีเจตนาจะเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือเป็นการครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตนเองตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินพิพาทแทนผู้ตายตลอดมา ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2527 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 7 กันยายน 2527คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ได้ที่ดินพิพาทมาโดยนำเอาทรัพย์สินของตนเองไปซื้อมา ที่ดินพิพาทจึงเป็นสินเดิมของจำเลยที่ 1นั้น เห็นว่า จำเลยให้การเพียงว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่สินสมรส หาได้ต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นสินเดิมไม่ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ผู้ตายมิได้มีกรรมสิทธิ์ร่วมในตึกแถวพิพาทอันจะเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทได้ เพราะจำเลยที่ 1เป็นผู้ออกเงินสร้างตึกพิพาทนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าผู้ตายมีกรรมสิทธิ์ร่วมในตึกแถวพิพาทกับจำเลยที่ 2 คนละครึ่ง ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ค่าเช่าตึกแถวพิพาทมีการออกใบเสร็จตามเอกสารหมาย ล.11 และ ล.12 ว่าค่าเช่าเดือนละ 500 บาท การที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,500บาท จนกว่าจำเลยทั้งสองจะแบ่งตึกแถวพิพาทให้แก่โจทก์เป็นการรับฟังพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงพยานเอกสารจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่าปัญหาว่าตึกแถวพิพาทจะให้เช่าได้เดือนละเท่าไรนั้น ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง และใบเสร็จรับเงินค่าเช่ามิใช่เอกสารที่จะต้องรับฟังเป็นยุติว่าทรัพย์สินนั้นให้เช่าได้เดือนละเท่าไร การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยพยานหลักฐานต่าง ๆ แล้วฟังว่าค่าเสียหายเป็นเงินเดือนละ 3,500 บาท จึงชอบแล้วดุจกัน แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสองแบ่งทรัพย์สินพิพาทให้โจทก์โดยมิได้ระบุว่าแบ่งให้โจทก์ในฐานอะไรบ้างนั้น ยังไม่ชอบเพราะอาจเกิดความเสียหายแก่บุตรผู้เยาว์ทั้งสองคนของผู้ตายอันเป็นทายาทได้ ปัญหานี้เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็เห็นสมควรแก้ไข ได้ความว่าโจทก์มีสิทธิแบ่งที่ดินพิพาทในฐานะผู้จัดการมรดกสำหรับตึกแถวที่ปลูกในที่ดินพิพาทนั้น โจทก์มีสิทธิแบ่งในฐานะส่วนตัวเพราะเป็นสินสมรส 4 ใน 16ส่วนในฐานะผู้จัดการมรดก 3 ใน 16 ส่วน ส่วนค่าเสียหายสำหรับตึกแถวพิพาทที่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยทั้งสองใช้ให้แก่โจทก์เดือนละ3,500 บาทนั้น ก็เป็นของโจทก์ในฐานะส่วนตัวเพราะเป็นดอกผลของสินสมรสส่วนของโจทก์เพียงเดือนละ 2,000 บาท และในฐานะผู้จัดการมรดกเดือนละ 1,500 บาท พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 152ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ออกให้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของพันตำรวจโทยงยุทธ 1 ใน 6ส่วน ให้จำเลยทั้งสองแบ่งตึกแถวเลขที่ 38 และ 40 ซึ่งปลูกในที่ดินนี้ให้โจทก์ในฐานะส่วนตัว 4 ใน 16 ส่วน ในฐานะผู้จัดการมรดกของพันตำรวจโทยงยุทธ 3 ใน 16 ส่วน และให้จำเลยทั้งสองใช้เงินค่าเสียหายแก่โจทก์ในฐานะส่วนตัวเดือนละ 2,000 บาทในฐานะผู้จัดการมรดกดังกล่าวเดือนละ 1,500 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. |



