
| ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ตนเองได้หรือไม่: สิทธิทายาทในการเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดกและผลเพิกถอนเพียงส่วนแห่งสิทธิ
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับอำนาจและขอบเขตหน้าที่ของผู้จัดการมรดกในการจัดการทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกเมื่อไม่มีพินัยกรรม ตลอดจนสิทธิของทายาทโดยธรรมในการคัดค้านและฟ้องเพิกถอนนิติกรรมที่ผู้จัดการมรดกดำเนินการเกินกว่าขอบอำนาจของตนเอง ประเด็นสำคัญของคดีนี้มิได้อยู่เพียงว่า ผู้จัดการมรดกสามารถจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกเป็นชื่อตนเองแล้วโอนต่อให้บุคคลอื่นได้หรือไม่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงหลักกฎหมายเรื่องการแบ่งปันทรัพย์มรดก การสละมรดกซึ่งต้องทำโดยชัดแจ้งตามแบบที่กฎหมายกำหนด และผลของการใช้สิทธิฟ้องคดีโดยทายาทเพียงคนเดียวว่าอาจมีผลเพิกถอนได้เพียงส่วนแห่งสิทธิของตน มิใช่เพิกถอนเพื่อประโยชน์แก่ทายาททั้งหมดโดยอัตโนมัติ คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายมรดกที่สำคัญอย่างยิ่งว่า เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรม ทรัพย์มรดกทั้งหมดย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทุกคนทันทีตามกฎหมาย ผู้จัดการมรดกมีฐานะเป็นผู้จัดการแทนกองมรดก มิใช่เจ้าของทรัพย์มรดกแต่ผู้เดียว การโอนทรัพย์เข้าชื่อตนเองโดยอาศัยตำแหน่งผู้จัดการมรดก หากไม่ได้มีการแบ่งปันทรัพย์กันโดยชอบ หรือไม่ได้รับความยินยอมจากทายาทผู้มีสิทธิ ย่อมเป็นการกระทำที่เกินขอบอำนาจและไม่ผูกพันทายาทที่มิได้ยินยอม ศาลฎีกาจึงได้วางบรรทัดฐานสำคัญเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิของทายาทโดยธรรม หลักการแบ่งมรดกโดยสัญญา และผลทางกฎหมายของนิติกรรมที่ผู้ไม่มีอำนาจนำทรัพย์มรดกไปยกให้แก่บุคคลภายนอก สรุปข้อเท็จจริง โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายฮองและนางละออ ซึ่งจดทะเบียนสมรสกันโดยถูกต้อง ทั้งสองมีพี่น้องร่วมบิดามารดารวม 8 คน แต่หลายคนถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้ามรดก โดยมีบางรายไม่มีผู้สืบสันดาน และบางรายมีผู้สืบสันดานที่มีสิทธิรับมรดกแทนที่ ต่อมานางละออผู้เป็นมารดาถึงแก่ความตายก่อน และจำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของนางงุ่ย นางแช และนางละออ แล้วได้ดำเนินการจัดการมรดกของนางละออโดยโอนที่ดินบางแปลงให้แก่โจทก์ บางแปลงให้แก่นายประสาร และปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มิได้รับทรัพย์มรดกของนางละออ ภายหลังนายฮองถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2564 และศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายฮองเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2564 นายฮองมีทรัพย์มรดกสำคัญเป็นที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2121 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 100 และ 101 รวมทั้งที่ดินตามโฉนดเลขที่ 32704 และ 76750 โจทก์พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 100 ส่วนบ้านเลขที่ 101 เป็นบ้านของจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 8 ตุลาคม 2564 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮองได้จดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกทั้งหมดดังกล่าวให้แก่ตนเองในฐานะส่วนตัว แล้วจดทะเบียนยกที่ดินโฉนดเลขที่ 32704 ให้แก่จำเลยที่ 2 และยกที่ดินโฉนดเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งทั้งสองเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 โดยเสน่หา โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมอีกคนหนึ่งมิได้รู้เห็นหรือให้ความยินยอม จึงนำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์มรดกจากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกไปยังจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว ตลอดจนนิติกรรมการให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 และขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยทั้งสามต่อสู้ว่าให้ยกฟ้อง โดยอ้างข้อเท็จจริงในทำนองว่ามีการตกลงกันในหมู่ทายาทเกี่ยวกับการรับทรัพย์มรดกคนละส่วน ประกอบกับจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับมรดกจากฝ่ายมารดา จึงจะไปรับมรดกของฝ่ายบิดาแทน ทั้งยังมีคำสั่งเสียของนายฮองก่อนตายว่าจะยกทรัพย์มรดกดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนและนิติกรรมการให้ดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับเป็นยกฟ้อง โดยเห็นในทำนองว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง อย่างไรก็ดี ศาลฎีกากลับวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง แต่เพิกถอนนิติกรรมได้เพียงเฉพาะส่วนแห่งสิทธิของโจทก์ 1 ใน 5 ส่วนเท่านั้น คำวินิจฉัยทั้งหมดย่อยประเด็น ประเด็นแรก คือ คำสั่งเสียของเจ้ามรดกก่อนตายมีผลให้จำเลยที่ 1 ได้ทรัพย์มรดกแต่ผู้เดียวหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้นายฮองจะเคยสั่งเสียว่าจะยกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 1 แต่เมื่อไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้โดยชอบตามแบบที่กฎหมายกำหนด คำสั่งเสียดังกล่าวย่อมไม่ทำให้ทรัพย์มรดกตกแก่จำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียว เมื่อเจ้ามรดกตายโดยไม่มีพินัยกรรม ทรัพย์มรดกทั้งหมดย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทุกคนตามกฎหมายทันที ประเด็นที่สอง คือ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกมีอำนาจโอนทรัพย์มรดกเข้าชื่อตนเองได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่จัดการทรัพย์มรดกและแบ่งปันให้เป็นไปตามกฎหมาย มิใช่มีอำนาจถือเอาทรัพย์มรดกเป็นของตนเองแต่เพียงฝ่ายเดียว การที่จำเลยที่ 1 ครอบครองทรัพย์มรดกอยู่ก่อนโอน มิใช่การครอบครองในฐานะเจ้าของส่วนตัว แต่เป็นการครอบครองแทนทายาททุกคนในฐานะผู้จัดการมรดก ประเด็นที่สาม คือ ข้ออ้างว่ามีการตกลงแบ่งทรัพย์มรดกกันไว้แล้วรับฟังได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยสัญญาต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด จึงจะฟ้องร้องบังคับได้ หากไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ย่อมอ้างขึ้นบังคับไม่ได้ ในคดีนี้ไม่ปรากฏว่าทายาททุกคนของนายฮองทำสัญญาแบ่งมรดกกันไว้ตามกฎหมาย ประเด็นที่สี่ คือ โจทก์สละสิทธิรับมรดกหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ถูกตัดมิให้รับมรดก หรือได้สละมรดกโดยชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย การที่โจทก์เคยได้รับมรดกจากฝ่ายมารดา หรือมีการพูดคุยกันในครอบครัว ไม่ใช่การสละมรดกของบิดาตามแบบที่กฎหมายบัญญัติ ประเด็นที่ห้า คือ โจทก์มีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายฮอง ย่อมเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 และยังมีสิทธิในทรัพย์มรดกอยู่ การที่จำเลยที่ 1 โอนทรัพย์มรดกให้ตนเองและยกให้จำเลยที่ 2 และ 3 โดยที่โจทก์ไม่ยินยอม จึงเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจในส่วนที่กระทบสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ และไม่ถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ประเด็นที่หก คือ ผลของการเพิกถอนจะมีเพียงใด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะฟ้องได้ แต่การใช้สิทธินั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของโจทก์เพียงคนเดียว เพราะไม่ปรากฏว่าทายาทคนอื่นหรือผู้รับมรดกแทนที่ของทายาทที่ตายก่อนเจ้ามรดกเข้ามาฟ้องหรือแสดงเจตนาประสงค์ให้เพิกถอนด้วย ดังนั้น คำพิพากษาเพิกถอนจึงมีผลได้เพียงเฉพาะส่วนแห่งสิทธิของโจทก์ คือ 1 ใน 5 ส่วน มิใช่ทั้งทรัพย์ทั้งหมด วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักกฎหมายสำคัญข้อแรกอยู่ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 ซึ่งวางหลักว่า เมื่อบุคคลใดถึงแก่ความตาย มรดกของบุคคลนั้นย่อมตกทอดแก่ทายาททันที หลักนี้เป็นรากฐานของกฎหมายมรดกไทยและมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองความต่อเนื่องแห่งสิทธิในทรัพย์สินของผู้ตายไม่ให้ตกอยู่ในสภาพไร้เจ้าของ ทั้งยังรับรองฐานะของทายาทว่ามีสิทธิในกองมรดกนับแต่เวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย มิใช่รอให้มีการแบ่งมรดกก่อนจึงจะมีสิทธิ มาตรา 1629 กำหนดลำดับทายาทโดยธรรม โดยผู้สืบสันดานเป็นทายาทลำดับที่ 1 คดีนี้โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายฮอง จึงย่อมอยู่ในฐานะทายาทโดยธรรมโดยตรง เว้นแต่จะมีเหตุให้สิทธิสิ้นไป เช่น ถูกตัดมิให้รับมรดก หรือสละมรดกโดยชอบ แต่ข้อเท็จจริงในคดีไม่ปรากฏเหตุเช่นว่านั้น การที่มีคำพูดหรือความเข้าใจภายในครอบครัวว่าใครจะได้ทรัพย์ใด จึงไม่เพียงพอที่จะตัดสิทธิของทายาทโดยธรรมที่กฎหมายรับรองไว้ มาตรา 1719 เป็นบทบัญญัติที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่งในคดีนี้ เพราะกำหนดฐานะของผู้จัดการมรดกว่าเป็นผู้มีสิทธิและหน้าที่ทำการอันจำเป็นเพื่อให้เป็นไปตามพินัยกรรมหรือเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้จัดการมรดกเป็นเพียงผู้ใช้อำนาจแทนกองมรดกเพื่อประโยชน์ร่วมของทายาท มิใช่ผู้มีสิทธิพิเศษจะยักย้ายทรัพย์มรดกเข้าตนเองตามอำเภอใจ เจตนารมณ์ของมาตรานี้จึงมุ่งควบคุมไม่ให้ผู้จัดการมรดกใช้อำนาจเกินขอบเขตหรือขัดต่อสิทธิของทายาทอื่น ศาลฎีกาในคดีนี้ตีความมาตรา 1719 อย่างเคร่งครัดและสอดคล้องกับหลักความไว้วางใจในหน้าที่ของผู้จัดการมรดก กล่าวคือ แม้จำเลยที่ 1 จะได้รับแต่งตั้งจากศาลให้เป็นผู้จัดการมรดก แต่หน้าที่ดังกล่าวเป็นหน้าที่เชิงบริหารและแบ่งปัน มิใช่หน้าที่เพื่อโอนกรรมสิทธิ์จากกองมรดกมายังตนเองโดยลำพัง การจดทะเบียนโอนเข้าชื่อตนเองโดยไม่มีการแบ่งปันที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตและไม่อาจผูกพันทายาทผู้ไม่ได้ยินยอม มาตรา 1750 วรรคหนึ่งและวรรคสอง เป็นหัวใจอีกประการของคดีนี้ วรรคหนึ่งเปิดทางให้แบ่งปันทรัพย์มรดกได้ 2 วิธีหลัก คือ ทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์เป็นส่วนสัด หรือขายทรัพย์แล้วนำเงินมาแบ่ง ส่วนวรรคสองบัญญัติถึงกรณีแบ่งปันโดยสัญญา ซึ่งต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือผู้แทน จึงจะฟ้องบังคับได้ เจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้คือป้องกันข้อพิพาทจากการตกลงปากเปล่าในเรื่องทรัพย์มรดกซึ่งมักมีมูลค่าสูงและมีคู่กรณีหลายฝ่าย ศาลฎีกาจึงไม่รับฟังเพียงข้ออ้างเรื่องคำสั่งเสียหรือความเข้าใจกันภายในครอบครัว หากไม่ปรากฏสัญญาแบ่งมรดกเป็นหนังสือที่ครบองค์ประกอบตามกฎหมาย ประเด็นที่จำเลยอ้างว่าโจทก์เคยได้รับทรัพย์จากฝ่ายมารดาแล้ว ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับ จึงเท่ากับเป็นการชดเชยให้จำเลยที่ 1 รับทรัพย์จากฝ่ายบิดาแทน ศาลฎีกาไม่รับรองแนวคิดดังกล่าว เพราะกองมรดกของแต่ละเจ้ามรดกเป็นคนละกองสิทธิ การที่ทายาทคนหนึ่งได้รับทรัพย์จากกองมรดกของมารดา มิได้หมายความว่าเขาสละสิทธิในกองมรดกของบิดา เว้นแต่จะมีการสละมรดกตามแบบของมาตรา 1612 หรือมีการทำสัญญาแบ่งมรดกที่ชัดแจ้งตามมาตรา 1750 วรรคสอง ข้อวินิจฉัยนี้มีความสำคัญมากในทางปฏิบัติ เพราะครอบครัวไทยจำนวนมากมักบริหารทรัพย์ระหว่างพ่อแม่รวมกันอย่างไม่แยกกอง แต่ในทางกฎหมายมรดกต้องพิจารณาแยกเป็นรายเจ้ามรดก มาตรา 1612 ว่าด้วยการสละมรดกก็มีบทบาทชัดเจนในคดีนี้ ศาลฎีกาวางหลักว่า การสละมรดกต้องเป็นเจตนาชัดแจ้งและต้องทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด ไม่อาจสันนิษฐานเอาจากพฤติการณ์ทั่วไป เช่น การไม่โต้แย้งในช่วงแรก การพูดจาเชิงยอมให้ หรือการเคยได้รับทรัพย์จากกองมรดกอื่น เพราะการสละมรดกมีผลกระทบต่อสิทธิในทรัพย์สินโดยตรง กฎหมายจึงกำหนดแบบเคร่งครัดเพื่อป้องกันการกล่าวอ้างโดยไม่เป็นธรรม อีกจุดที่น่าสนใจมากคือ ศาลฎีกาแยกแยะระหว่าง “การครอบครองทรัพย์มรดก” กับ “การแบ่งมรดกโดยต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด” อย่างชัดเจน แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ครอบครองหรือดูแลทรัพย์มรดก แต่ศาลเห็นว่าเป็นการครอบครองในฐานะผู้จัดการมรดกแทนทายาททุกคน มิใช่การครอบครองในฐานะเจ้าของเฉพาะส่วนตน หลักนี้ช่วยยับยั้งไม่ให้ผู้จัดการมรดกอาศัยข้อเท็จจริงว่าตนเป็นผู้ดูแลทรัพย์มรดกอยู่ก่อน มาแปรสภาพเป็นกรรมสิทธิ์ของตนโดยอัตโนมัติ ในเชิงนิติกรรมต่อเนื่อง ศาลฎีกายังวินิจฉัยต่อไปว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจที่จะโอนทรัพย์มรดกเข้าตนเองในส่วนที่กระทบสิทธิของโจทก์ การยกให้ต่อแก่จำเลยที่ 2 และ 3 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 ก็ย่อมไม่ทำให้ผู้รับได้กรรมสิทธิ์ในส่วนนั้นเช่นกัน หลักนี้สอดคล้องกับหลักทั่วไปว่า ผู้รับโอนย่อมมีสิทธิได้ไม่เกินกว่าที่ผู้โอนมีอยู่ เว้นแต่กฎหมายจะคุ้มครองผู้รับโอนโดยสุจริตในกรณีพิเศษ แต่ในคดีนี้เป็นการยกให้โดยเสน่หา มิใช่นิติกรรมที่มีค่าตอบแทน และเกิดจากการโอนต่อทรัพย์มรดกซึ่งยังมีข้อจำกัดด้านสิทธิของทายาทอยู่เดิม แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องในทางหลักการ คดีนี้สอดคล้องกับบรรทัดฐานศาลฎีกาที่ถือมาโดยต่อเนื่องว่า ผู้จัดการมรดกมีฐานะเป็นผู้แทนจัดการกองมรดก มิใช่เจ้าของทรัพย์มรดกแต่ผู้เดียว การจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์มรดกต้องคำนึงถึงสิทธิของทายาททุกคน และหากมีการโอนเกินสิทธิหรือฝ่าฝืนขอบอำนาจ ทายาทผู้เสียหายย่อมมีสิทธิฟ้องเพิกถอนหรือฟ้องคุ้มครองส่วนแห่งสิทธิของตนได้ หลักอีกประการหนึ่งที่ศาลฎีกายึดถือสม่ำเสมอคือ การสละสิทธิในมรดกหรือการตกลงแบ่งมรดกต้องเคร่งครัดตามแบบ มิอาจรับฟังจากการคาดหมาย การบอกกล่าว หรือความสัมพันธ์ทางเครือญาติแต่เพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาก็มิได้ขยายผลคำพิพากษาเกินขอบเขตแห่งการใช้สิทธิของโจทก์ โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ฟ้องเพื่อประโยชน์ของตนเอง มิได้ฟ้องแทนทายาททั้งหมด และไม่ปรากฏว่าทายาทคนอื่นร่วมประสงค์ให้เพิกถอนด้วย ผลเพิกถอนจึงจำกัดเพียง 1 ใน 5 ส่วนตามสิทธิของโจทก์ ข้อวินิจฉัยนี้สะท้อนหลักความเป็นสัมพัทธ์ของการใช้สิทธิในคดีมรดก กล่าวคือ ศาลคุ้มครองสิทธิผู้ฟ้องเท่าที่ถูกละเมิดจริง แต่ไม่ล่วงไปกำหนดสิทธิแทนบุคคลอื่นที่มิได้เข้ามาใช้สิทธิในคดี สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ให้บทเรียนทางกฎหมายอย่างชัดเจนว่า ผู้จัดการมรดกมิใช่ผู้มีสถานะเหนือกว่าทายาทโดยธรรมคนอื่น หากแต่เป็นผู้ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต รอบคอบ และยึดประโยชน์ร่วมของกองมรดกเป็นสำคัญ การใช้อำนาจโดยถือโอกาสจากตำแหน่งไปโอนทรัพย์มรดกเข้าตนเองก่อนแบ่งปัน ย่อมสุ่มเสี่ยงต่อการถูกเพิกถอนนิติกรรมในภายหลัง และอาจก่อให้เกิดข้อพิพาทลุกลามถึงผู้รับโอนลำดับต่อไปด้วย ในทางปฏิบัติ หากครอบครัวใดมีความตกลงกันว่าใครจะได้รับทรัพย์ใด ควรจัดทำเป็นหนังสือแบ่งปันทรัพย์มรดกให้ชัดเจนและมีลายมือชื่อผู้เกี่ยวข้องครบถ้วน มิฉะนั้นข้อตกลงดังกล่าวยากจะฟ้องบังคับตามกฎหมายได้ โดยเฉพาะเมื่อมีอสังหาริมทรัพย์หลายแปลงและมีทายาทหลายสายเลือด การพึ่งพาเพียงคำสั่งเสียปากเปล่าหรือความเข้าใจในครอบครัวย่อมก่อความเสี่ยงสูงอย่างยิ่ง คดีนี้ยังยืนยันหลักว่า การสละมรดกเป็นนิติกรรมที่กฎหมายกำหนดรูปแบบไว้เคร่งครัด ผู้ที่จะอ้างว่าทายาทคนใดสละสิทธิแล้ว ต้องพิสูจน์ให้ได้ตามแบบแห่งกฎหมาย ไม่อาจอาศัยเพียงพฤติการณ์คลุมเครือหรือข้ออนุมานจากการได้รับทรัพย์สินจากกองมรดกอื่นมาแทนกัน และในกรณีที่ทายาทบางคนยังไม่ประสงค์เข้าดำเนินคดี ทายาทผู้เสียหายรายหนึ่งก็ยังมีสิทธิฟ้องคุ้มครองส่วนแห่งสิทธิของตนเองได้ แม้ผลคำพิพากษาจะจำกัดเฉพาะส่วนของตนก็ตาม สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2121, 32704 และ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกกับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว และเพิกถอนนิติกรรมการโอนให้ที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับเป็นยกฟ้องโจทก์ โดยเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องหรือใช้สิทธิโดยไม่ชอบ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ 3. ศาลฎีกา พิพากษากลับว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ เพราะเป็นทายาทโดยธรรมและมิได้สละมรดก การโอนทรัพย์มรดกเข้าชื่อตนเองและยกให้ผู้อื่นโดยไม่ยินยอมจากโจทก์เป็นการกระทำปราศจากอำนาจ แต่เนื่องจากโจทก์ใช้สิทธิเพื่อประโยชน์ของตนเองเพียงคนเดียว จึงให้เพิกถอนนิติกรรมเฉพาะส่วนของโจทก์ 1 ใน 5 ส่วน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักสำคัญว่า สิทธิของทายาทโดยธรรมเกิดขึ้นทันทีเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย และผู้จัดการมรดกมีเพียงอำนาจเพื่อบริหาร จัดการ และแบ่งปันกองมรดกตามกฎหมาย มิใช่อำนาจเพื่อถือเอาทรัพย์มรดกเป็นของตนเองโดยลำพัง การแบ่งมรดกโดยอาศัยเพียงข้อตกลงปากเปล่าหรือความเข้าใจภายในครอบครัวไม่อาจตัดสิทธิทายาทได้ เว้นแต่จะกระทำตามแบบแห่งกฎหมายโดยชัดแจ้ง ทั้งนี้ การสละมรดกก็เป็นเรื่องที่ต้องเคร่งครัดตามรูปแบบ มิอาจสันนิษฐานจากพฤติการณ์ทั่วไป ศาลฎีกายังแสดงให้เห็นถึงความละเอียดในเรื่องขอบเขตผลของคำพิพากษา กล่าวคือ ทายาทคนหนึ่งมีสิทธิฟ้องคุ้มครองส่วนแห่งสิทธิของตนได้ แต่หากมิได้มีทายาทคนอื่นเข้าร่วมใช้สิทธิ ผลเพิกถอนย่อมจำกัดอยู่เพียงส่วนของผู้ฟ้องเท่านั้น อันเป็นการรักษาดุลยภาพระหว่างการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลกับการไม่ล่วงละเมิดสิทธิของผู้ไม่ได้เข้ามาเป็นคู่ความในคดี ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับอำนาจของผู้จัดการมรดกในการจัดการทรัพย์มรดก และสิทธิของทายาทโดยธรรมในการฟ้องเพิกถอนนิติกรรมที่ผู้จัดการมรดกดำเนินการเกินขอบเขตอำนาจ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรม ทรัพย์มรดกย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทุกคนตามกฎหมาย ผู้จัดการมรดกมีเพียงหน้าที่จัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดก มิใช่มีสิทธิโอนทรัพย์มรดกเข้าชื่อตนเองแต่ผู้เดียว หากมีการโอนโดยไม่แบ่งปันตามกฎหมายและไม่ได้รับความยินยอมจากทายาทคนอื่น การโอนดังกล่าวย่อมไม่ผูกพันทายาทผู้เสียสิทธิ และทายาทย่อมมีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมได้ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599, มาตรา 1629, มาตรา 1719, มาตรา 1750 และมาตรา 1612 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตกทอดแห่งมรดก อำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดก และหลักการแบ่งปันทรัพย์มรดก สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ผู้จัดการมรดกไม่มีอำนาจโอนทรัพย์มรดกเข้าตนเองโดยลำพัง หลักกฎหมายตามมาตรา 1719 กำหนดให้ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่เพียงจัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท หากผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกเข้าชื่อตนเองก่อนแบ่งปันหรือไม่ได้รับความยินยอมจากทายาททุกคน ย่อมถือเป็นการกระทำเกินขอบเขตอำนาจ และนิติกรรมดังกล่าวไม่ผูกพันทายาทที่มิได้ยินยอม 2. ทายาทโดยธรรมมีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมได้ แต่เพิกถอนได้เฉพาะส่วนแห่งสิทธิของตน แม้ทายาทคนหนึ่งจะมีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมที่กระทบสิทธิในทรัพย์มรดกของตน แต่หากทายาทคนอื่นไม่ได้เข้าร่วมฟ้องหรือแสดงเจตนาขอเพิกถอนด้วย ศาลจะเพิกถอนนิติกรรมเฉพาะส่วนแห่งสิทธิของผู้ฟ้องเท่านั้น ในคดีนี้ศาลฎีกาจึงเพิกถอนการโอนที่ดินเฉพาะส่วนของโจทก์เพียง 1 ใน 5 ส่วน ไม่ได้เพิกถอนทั้งทรัพย์ทั้งหมด. คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คำถาม 1. ผู้จัดการมรดกสามารถโอนทรัพย์มรดกเข้าชื่อตนเองเพียงคนเดียวได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้ว ผู้จัดการมรดกไม่มีอำนาจโอนทรัพย์มรดกเข้าชื่อตนเองแต่เพียงผู้เดียว หากการโอนดังกล่าวยังมิได้เกิดจากการแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมิได้รับความยินยอมจากทายาทผู้มีสิทธิทุกฝ่าย บทบาทของผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 คือการจัดการกองมรดกเพื่อประโยชน์ร่วมของทายาท ไม่ใช่การใช้อำนาจแทนกองมรดกเพื่อทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเสียสิทธิและตนเองได้ประโยชน์แต่ผู้เดียว หากผู้จัดการมรดกดำเนินการโอนทรัพย์มรดกเข้าตนเองโดยไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับ การกระทำนั้นย่อมถูกเพิกถอนได้ในส่วนที่กระทบต่อสิทธิของทายาทผู้ไม่ได้ยินยอม และผู้รับโอนต่อจากผู้จัดการมรดกก็อาจไม่ได้กรรมสิทธิ์ในส่วนนั้นด้วย คำถาม 2. หากเจ้ามรดกเคยสั่งเสียปากเปล่าว่าจะยกทรัพย์ให้บุตรคนใดคนหนึ่ง คำสั่งเสียนั้นมีผลตามกฎหมายหรือไม่ คำตอบ คำสั่งเสียปากเปล่าของเจ้ามรดกโดยทั่วไปไม่อาจใช้แทนพินัยกรรมที่ชอบด้วยกฎหมายได้ เว้นแต่จะเข้าเงื่อนไขพิเศษตามแบบพินัยกรรมที่กฎหมายรับรอง ซึ่งต้องมีองค์ประกอบครบถ้วนตามกฎหมายมรดก หากเจ้ามรดกไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้โดยถูกต้อง เมื่อถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทุกคนตามมาตรา 1599 และมาตรา 1629 ทันที ดังนั้น แม้ในทางข้อเท็จจริงคนในครอบครัวจะเคยได้ยินว่าผู้ตายตั้งใจยกทรัพย์ให้ใคร แต่หากไม่มีพินัยกรรมตามแบบ กฎหมายก็ไม่ถือว่าทรัพย์นั้นตกเป็นของบุคคลนั้นแต่ผู้เดียว คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างชัดเจนว่า ความตั้งใจของเจ้ามรดกซึ่งมิได้แสดงออกตามแบบที่กฎหมายกำหนด ไม่เพียงพอที่จะตัดสิทธิของทายาทโดยธรรมคนอื่น คำถาม 3. การตกลงกันในครอบครัวว่าใครจะได้มรดกส่วนไหน มีผลผูกพันตามกฎหมายหรือไม่ คำตอบ การตกลงกันในครอบครัวเรื่องการแบ่งมรดกอาจมีความหมายในทางข้อเท็จจริง แต่ในทางกฎหมายจะฟ้องบังคับได้ต่อเมื่อเป็นไปตามมาตรา 1750 วรรคสอง กล่าวคือ หากการแบ่งปันทรัพย์มรดกมิได้เกิดจากการที่ทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัดโดยชัดเจน หรือไม่ได้ขายทรัพย์แล้วแบ่งเงินกัน แต่เป็นการแบ่งกันโดยสัญญา สัญญานั้นต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้เกี่ยวข้องอย่างเพียงพอ จึงจะนำมาฟ้องบังคับได้ การพูดคุยกันปากเปล่า การเข้าใจกันเอง หรือการยอมกันในเชิงมารยาทในครอบครัว จึงยังไม่มั่นคงพอในทางกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีที่มีอสังหาริมทรัพย์หลายแปลงและทายาทหลายคน หากไม่มีเอกสารชัดเจน ย่อมเกิดข้อพิพาทได้ง่ายและศาลมักไม่รับฟังว่ามีการแบ่งมรดกโดยสมบูรณ์แล้ว คำถาม 4. การได้รับทรัพย์มรดกจากบิดาหรือมารดาอีกฝ่ายหนึ่งก่อนหน้า ถือว่าเป็นการสละมรดกของอีกกองหนึ่งหรือไม่ คำตอบ ไม่ถือโดยอัตโนมัติ เพราะกฎหมายมองกองมรดกของแต่ละเจ้ามรดกเป็นคนละกองสิทธิ การที่บุตรคนหนึ่งได้รับทรัพย์จากมรดกของมารดา มิได้แปลว่าเขาสละสิทธิในมรดกของบิดา เว้นแต่จะมีการสละมรดกหรือทำข้อตกลงแบ่งมรดกไว้อย่างถูกต้องตามแบบแห่งกฎหมาย หลักนี้สำคัญมากในครอบครัวที่มีการจัดสรรทรัพย์ให้กันอย่างไม่เป็นทางการ โดยมักเข้าใจว่า เมื่อคนหนึ่งได้จากฝ่ายหนึ่งแล้วก็ไม่ควรได้จากอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ในทางกฎหมาย สิทธิของทายาทจะสิ้นไปได้ต้องมีฐานกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน เช่น การสละมรดกตามมาตรา 1612 หรือการตัดมิให้รับมรดกตามเหตุที่กฎหมายบัญญัติเท่านั้น ดังนั้น การรับมรดกจากอีกกองหนึ่งไม่ใช่เหตุให้สิทธิในกองมรดกอื่นหมดไปเอง คำถาม 5. การสละมรดกต้องทำอย่างไร จึงจะมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย คำตอบ การสละมรดกเป็นนิติกรรมที่มีผลทำให้ผู้มีสิทธิรับมรดกสูญเสียสิทธิในทรัพย์สินของเจ้ามรดก จึงต้องปฏิบัติตามแบบที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด โดยต้องแสดงเจตนาให้ชัดแจ้งเป็นหนังสือและดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายรับรอง ไม่อาจอ้างการสละมรดกจากคำพูดลอย ๆ การไม่ไปคัดค้าน การยินยอมโดยปริยาย หรือการยอมให้คนอื่นจัดการทรัพย์เพียงชั่วคราวได้ หลักการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันการกล่าวอ้างภายหลังว่าทายาทคนหนึ่งสละสิทธิแล้ว ทั้งที่ความจริงอาจไม่เคยมีเจตนาเช่นนั้น คดีนี้สะท้อนชัดว่า แม้จะมีการพูดคุยกันในครอบครัวหรือมีการรับทรัพย์จากกองมรดกอื่นมาแล้ว หากไม่มีเอกสารสละมรดกตามแบบแห่งกฎหมาย สิทธิของทายาทในกองมรดกเดิมก็ยังคงอยู่ คำถาม 6. หากผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ไปให้บุตรของตนโดยเสน่หา ผู้รับโอนจะได้กรรมสิทธิ์หรือไม่ คำตอบ ผู้รับโอนจะได้กรรมสิทธิ์เพียงเท่าที่ผู้โอนมีสิทธิจะโอนได้เท่านั้น หากผู้จัดการมรดกไม่มีอำนาจนำทรัพย์มรดกในส่วนที่เป็นสิทธิของทายาทคนอื่นไปโอนให้แก่บุคคลใด การโอนต่อโดยเสน่หาย่อมไม่ทำให้ผู้รับได้กรรมสิทธิ์ในส่วนนั้น หลักนี้สำคัญมาก เพราะหลายกรณีมีความเข้าใจผิดว่าเมื่อมีการจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดินแล้ว ผู้รับย่อมปลอดภัยเสมอ แต่ในความเป็นจริง หากต้นทางของสิทธิเป็นการได้มาที่เกินอำนาจหรือกระทบสิทธิผู้อื่นโดยตรง ผู้เสียหายย่อมฟ้องเพิกถอนนิติกรรมได้ คดีนี้จึงชี้ให้เห็นว่า การยกให้แก่บุตรของผู้จัดการมรดกมิได้ตัดสิทธิของทายาทผู้ถูกละเมิด และผู้รับให้โดยเสน่หาก็ไม่อาจยกเหตุสุจริตขึ้นป้องกันได้อย่างกว้างขวางเหมือนกรณีนิติกรรมมีค่าตอบแทนบางลักษณะ คำถาม 7. ทายาทคนหนึ่งมีอำนาจฟ้องเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดกได้เองหรือไม่ หรือจำเป็นต้องให้ทายาททุกคนฟ้องร่วมกัน คำตอบ ทายาทคนหนึ่งย่อมมีอำนาจฟ้องคดีได้ หากการโอนทรัพย์มรดกนั้นกระทบต่อส่วนแห่งสิทธิของตนโดยตรง เพราะสิทธิในมรดกของทายาทแต่ละคนเป็นสิทธิที่กฎหมายรับรองแยกจากกันในขอบเขตส่วนของตน อย่างไรก็ดี หากมีเพียงทายาทคนเดียวเป็นผู้ฟ้อง และทายาทคนอื่นมิได้เข้ามาร่วมคดีหรือแสดงเจตนาขอให้เพิกถอนด้วย ศาลมักจำกัดผลของคำพิพากษาไว้เพียงเพื่อประโยชน์ของผู้ฟ้องเท่านั้น มิได้ขยายผลไปถึงสิทธิของทายาททั้งหมดโดยอัตโนมัติ คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า แม้โจทก์จะชนะคดีในประเด็นอำนาจฟ้องและความไม่ชอบของนิติกรรม แต่ผลเพิกถอนก็มีเพียง 1 ใน 5 ส่วนตามสิทธิของโจทก์ เพราะเป็นการใช้สิทธิเพื่อคุ้มครองตนเอง ไม่ใช่การดำเนินคดีแทนทายาททุกคน คำถาม 8. เพราะเหตุใดศาลฎีกาจึงไม่เพิกถอนนิติกรรมทั้งหมด แต่เพิกถอนเพียง 1 ใน 5 ส่วน คำตอบ เหตุที่ศาลฎีกาเพิกถอนเพียง 1 ใน 5 ส่วน เพราะศาลพิจารณาว่าโจทก์ฟ้องคดีเพื่อคุ้มครองสิทธิของตนเองเท่านั้น และไม่ปรากฏว่าทายาทคนอื่นซึ่งยังมีสิทธิในกองมรดก รวมถึงผู้รับมรดกแทนที่ของทายาทที่ตายก่อนเจ้ามรดก ได้เข้ามาร่วมฟ้องหรือแสดงเจตนาให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวด้วย หลักนี้สะท้อนว่า แม้นิติกรรมต้นเรื่องจะมีปัญหาในเชิงขอบอำนาจของผู้จัดการมรดก แต่ศาลจะคุ้มครองสิทธิในขอบเขตที่คู่ความนำขึ้นสู่ศาลและในส่วนที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นสิทธิของผู้ฟ้องจริง การเพิกถอนทั้งฉบับเพื่อประโยชน์แก่บุคคลอื่นที่มิได้เข้ามาใช้สิทธิเอง อาจกระทบต่อหลักกระบวนพิจารณาและสิทธิของผู้ที่ไม่ได้เป็นคู่ความ จึงจำต้องจำกัดผลไว้เฉพาะส่วนแห่งสิทธิของโจทก์ คำถาม 9. คดีนี้ให้บทเรียนอะไรแก่ทายาทและผู้จัดการมรดกในทางปฏิบัติมากที่สุด คำตอบ บทเรียนที่สำคัญที่สุดคือ ทุกฝ่ายต้องแยกให้ออกระหว่าง “ความเข้าใจในครอบครัว” กับ “ผลทางกฎหมาย” เพราะในคดีมรดก ข้อตกลงที่ไม่ทำเป็นหนังสือ การยอมกันโดยปริยาย หรือคำสั่งเสียที่ไม่อยู่ในรูปแบบพินัยกรรม อาจไม่เพียงพอจะใช้บังคับได้เลยเมื่อเกิดข้อพิพาท ผู้จัดการมรดกต้องตระหนักว่าตนมีหน้าที่แบบผู้ไว้วางใจ มิใช่เจ้าของทรัพย์ ส่วนทายาทที่เห็นว่าตนถูกละเมิดสิทธิควรรีบตรวจสอบเอกสารสิทธิ การแต่งตั้งผู้จัดการมรดก และรายการทรัพย์สินที่มีการโอนเปลี่ยนแปลงโดยเร็ว หากจะตกลงแบ่งมรดกควรทำเป็นหนังสือให้ครบถ้วน และหากจะสละมรดกก็ควรทำตามแบบแห่งกฎหมายอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นย่อมเปิดช่องให้เกิดคดีความยืดเยื้อและความเสียหายแก่ทุกฝ่ายในภายหลัง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4273/2568 แม้ ฮ.ผู้เป็นบิดามีคำสั่งเสียก่อนถึงแก่ความตายยกทรัพย์มรดกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของ ฮ. ให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับทรัพย์มรดกของ ล. ผู้เป็นมารดา โดยเคยบอกแก่โจทก์ว่า จำเลยที่ 1 จะรอรับทรัพย์มรดกของ ฮ. ก็ตาม แต่ ฮ. ถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใด ดังนั้น ทรัพย์มรดกทั้งหมดย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทุกคนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 และมาตรา 1629 ประกอบกับมาตรา 1719 บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็น เพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก" ดังนั้น จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. มีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้น อาจทำได้โดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด หรือโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาท" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าการแบ่งปันมิได้เป็นไปตามวรรคก่อน แต่ได้ทำโดยสัญญา จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ เว้นแต่จะมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใด ลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญ ในกรณีเช่นนี้ให้นำมาตรา 850, 852 แห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยประนีประนอมยอมความมาใช้บังคับโดยอนุโลม" แม้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกเป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดก แต่โจทก์พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 100 ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินส่วนหนึ่งของโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงว่า ก่อนจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. จดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวนั้น จำเลยที่ 1 ครอบครองทรัพย์มรดกที่ดินทั้งแปลงของ ฮ.แทนทายาทโดยธรรมทุกคนของ ฮ. หาใช่เป็นการครอบครองทรัพย์มรดกของ ฮ. ในฐานะส่วนตัวแต่อย่างใดไม่ การครอบครองทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. ก่อนจดทะเบียนโอนเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว จึงไม่ใช่การแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด ส่วนการที่โจทก์ได้รับมรดกของ ล. ผู้เป็นมารดาไปแล้ว โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับมรดกของ ล. ก็เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทโดยธรรมของ ล. กับทายาทโดยธรรมคนอื่นของ ล. เมื่อทายาทโดยธรรมของ ฮ. ทุกคนไม่ได้มีการทำสัญญาแบ่งปันทรัพย์มรดกกันไว้ ตามมาตรา 1750 วรรคสอง และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ถูกตัดมิให้รับมรดก หรือโจทก์แสดงเจตนาสละมรดกไว้โดยชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1612 ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของ ฮ. จึงเป็นผู้สืบสันดานซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 ตามมาตรา 1629 (1) ย่อมมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของ ฮ. เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. จดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวแต่ผู้เดียวในฐานะทายาทโดยธรรมคนหนึ่ง แล้วจำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา และจดทะเบียนยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 3 โดยเสน่หา โดยโจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของ ฮ. มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย จึงเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจ ไม่มีผลผูกพันโจทก์ และเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจที่จะนำทรัพย์มรดกคือที่ดินพิพาทซึ่งจะต้องนำมาแบ่งปันให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของ ฮ. ด้วยไปยกให้แก่ผู้ใด ดังนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับการยกให้จากจำเลยที่ 1 ก็ไม่อาจได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดกที่ดินพิพาท โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ ไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทเป็นของ ฮ. ผู้ตายซึ่งมีทายาทโดยธรรมที่ยังมีชีวิตอยู่ 4 คน รวมทั้ง ด. ทายาทโดยธรรมของ ฮ. ซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อน ฮ. แต่ยังมีผู้สืบสันดานที่มีสิทธิรับมรดกแทนที่ ด. และโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. กับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว กับนิติกรรมการให้โดยเสน่หาที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ตามลำดับ โดยไม่ปรากฏว่าทายาทโดยธรรมที่ยังมีชีวิตอยู่ รวมทั้งผู้รับมรดกแทนที่ ด. ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมที่ถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้ามรดกประสงค์จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวด้วย การฟ้องคดีของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิเพื่อประโยชน์แก่โจทก์เพียงคนเดียวเท่านั้น ต้องเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดก และนิติกรรมการให้โดยเสน่หาเฉพาะส่วนของโจทก์เพียง 1 ใน 5 ส่วนเท่านั้น ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2121, 32704 และ 76750 ซึ่งจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮองได้โอนให้ตนเอง และต่อมาโอนให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยเสน่หา พร้อมขอให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติให้ถือคำพิพากษาศาลแทนการแสดงเจตนา จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์มรดกและนิติกรรมการให้ดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์จึงฎีกา ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายฮองและนางละออ ต่อมานายฮองถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรม จำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก และจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกทั้งสามแปลงให้แก่ตนเองก่อนจะยกให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรของตน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อเจ้ามรดกไม่ได้ทำพินัยกรรม ทรัพย์มรดกย่อมตกแก่ทายาทโดยธรรมทุกคนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 และ 1629 ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่จัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดก มิใช่โอนเข้าชื่อตนเองโดยลำพัง อีกทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้สละมรดกตามมาตรา 1612 หรือมีสัญญาแบ่งมรดกตามมาตรา 1750 การโอนทรัพย์มรดกดังกล่าวจึงเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจ ไม่ผูกพันโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโจทก์ใช้สิทธิฟ้องเพื่อประโยชน์ของตนเอง และทายาทคนอื่นมิได้ร่วมฟ้อง ศาลฎีกาจึงให้เพิกถอนนิติกรรมเฉพาะส่วนของโจทก์เพียง 1 ใน 5 ส่วน พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์มรดกและนิติกรรมการให้ที่ดินทั้งสามแปลงเฉพาะส่วนของโจทก์ 1 ใน 5 ส่วน คำขออื่นให้ยก และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ. ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 และเลขที่ 32704 ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮองกับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว เพิกถอนนิติกรรมการโอนให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และนิติกรรมการโอนให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 โดยให้จำเลยทั้งสามเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย และให้จำเลยทั้งสามส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 และเลขที่ 32704 และโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตาม ขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮอง กับจำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรม เพิกถอนนิติกรรมการโอนให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และเพิกถอนนิติกรรมการโอนให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายฮองกับนางละออ บิดามารดาจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2515 นางละออเป็นบุตรของนางแช นางแชเป็นบุตรของนางงุ่ย โจทก์และจำเลยที่ 1 มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 8 คน คือ นายประคอง นายแดง จำเลยที่ 1 นางสาววิรงรอง โจทก์ นายอโนทัย นายอาคม และนายประสาร แต่นายประคอง นายแดง นายอโนทัย และนายอาคมถึงแก่ความตายไปก่อนนายฮองและนางละออ โดยนายประคองถึงแก่ความตายเมื่อใดไม่ปรากฏชัด นายแดงถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2539 นายอโนทัยถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2537 และนายอาคมถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2534 นายประคอง นายอโนทัย และนายอาคมไม่มีผู้สืบสันดาน ส่วนนายแดงมีผู้สืบสันดาน 2 คน คือ นายสถาพร และนางสาวพรรณี จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2547 นางละออถึงแก่ความตาย วันที่ 4 ธันวาคม 2549 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางงุ่ย นางแช และนางละออ วันที่ 18 มกราคม 2550 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางละออจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 23863 และเลขที่ 25479 ให้แก่โจทก์ แล้วจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางละออยังจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 26362 และโฉนดที่ดินเลขที่ 65670 ให้แก่นายประสาร วันที่ 7 มิถุนายน 2564 โจทก์ขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 23863 ให้แก่นางสายหยุด วันที่ 3 มิถุนายน 2551 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางละออจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76236 ให้แก่โจทก์ วันที่ 6 กันยายน 2547 โจทก์รับโอนทรัพย์มรดกของนายอโนทัย เป็นที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32851 ต่อมาวันที่ 22 กันยายน 2551 โจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินแปลงดังกล่าวแก่นายประสาร วันที่ 11 มกราคม 2552 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางงุ่ยขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 80736 ให้แก่โจทก์ นอกจากนี้ นางสาววิรงรองได้รับทรัพย์มรดกของนางละออเป็นที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 79650 ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับทรัพย์มรดกของนางละออ วันที่ 18 พฤษภาคม 2564 นายฮองถึงแก่ความตาย วันที่ 20 กรกฎาคม 2564 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายฮองผู้ตาย นายฮองมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 100 และเลขที่ 101 หมู่ที่ 2 ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 โจทก์พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 100 หมู่ที่ 2 ส่วนบ้านเลขที่ 101 หมู่ที่ 2 เป็นบ้านของจำเลยที่ 1 วันที่ 8 ตุลาคม 2564 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮองจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว แล้วจำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา และจดทะเบียนยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 3 โดยเสน่หา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้นายฮองมีคำสั่งเสียก่อนถึงแก่ความตายยกทรัพย์มรดกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของนายฮองให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับทรัพย์มรดกของนางละออโดยเคยบอกแก่โจทก์ว่า จำเลยที่ 1 จะรอรับทรัพย์มรดกของนายฮองก็ตาม แต่นายฮองถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใด ดังนั้น ทรัพย์มรดกทั้งหมดของนายฮองย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทุกคนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 และมาตรา 1629 ประกอบกับมาตรา 1719 บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็น เพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก" ดังนั้น เมื่อนายฮองไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใด จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮองมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งมาตรา 1750 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้น อาจทำได้โดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด หรือโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาท" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าการแบ่งปันมิได้เป็นไปตามวรรคก่อน แต่ได้ทำโดยสัญญา จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ เว้นแต่จะมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใด ลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญ ในกรณีเช่นนี้ให้นำมาตรา 850, 852 แห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยประนีประนอมยอมความมาใช้บังคับโดยอนุโลม" แม้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮองเป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกของนายฮอง แต่โจทก์พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 100 ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินส่วนหนึ่งของโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 แล้วยังได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า นายฮองตั้งใจจะยกบ้านเลขที่ 100 ให้แก่นายประสาร บุตรคนที่ 8 แต่นายประสารพูดคุยกับโจทก์แล้วนายประสารตกลงยกบ้านหลังดังกล่าวให้แก่โจทก์ ส่วนนายประสารจะรับโอนที่ดินที่เป็นทรัพย์มรดกของนางละออแทนโจทก์ นอกจากนี้ ยังมีการพูดคุยกันระหว่างทายาทโดยธรรมว่า ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 นั้นจะเป็นทรัพย์มรดกส่วนที่จำเลยที่ 1 จะได้รับ แล้วจำเลยที่ 1 ยังเบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ตั้งใจจะใส่ชื่อโจทก์ จำเลยที่ 1 นางสาววิรงรอง และบุตรของนายแดงในโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 จำเลยที่ 1 ตั้งใจว่าหลังเดือนพฤษภาคม 2565 จำเลยที่ 1 จะจัดสรรสัดส่วนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 ให้แก่ทายาทดังที่กล่าวข้างต้น นางสาววิรงรอง ไม่ประสงค์จะรับมรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ส่วนนางสาววิรงรองเบิกความเป็นพยานจำเลยทั้งสามว่า พยานสละสิทธิในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 กับนายประสารเบิกความเป็นพยานจำเลยทั้งสามว่า พยานไม่คัดค้านที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินทรัพย์มรดกของนายฮองเป็นของจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 โอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ อีกทั้งจำเลยทั้งสามยังยื่นคำแก้ฎีการะบุว่า ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ยกให้แก่นายประสาร ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงว่า ก่อนจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮองจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวนั้น จำเลยที่ 1 ครอบครองทรัพย์มรดกที่ดินทั้งแปลงของนายฮองแทนทายาทโดยธรรมทุกคนของนายฮอง หาใช่เป็นการครอบครองทรัพย์มรดกของนายฮองในฐานะส่วนตัวแต่อย่างใดไม่ การครอบครองทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮองก่อนจดทะเบียนโอนเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว จึงไม่ใช่การแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด ส่วนการที่โจทก์ได้รับมรดกของนางละออผู้เป็นมารดาไปแล้ว โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับมรดกของนางละออ ก็เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทโดยธรรมของนางละออกับทายาทโดยธรรมคนอื่นของนางละออ เมื่อทายาทโดยธรรมของนายฮองทุกคนไม่ได้มีการทำสัญญาแบ่งปันทรัพย์มรดกกันไว้ตามมาตรา 1750 วรรคสอง และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ถูกตัดมิให้รับมรดก หรือโจทก์แสดงเจตนาสละมรดกไว้โดยชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1612 ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายฮอง จึงเป็นผู้สืบสันดานซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 ตามมาตรา 1629 (1) ย่อมมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของนายฮอง เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮองจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวแต่ผู้เดียวในฐานะทายาทโดยธรรมคนหนึ่ง แล้วจำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา และจดทะเบียนยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 3 โดยเสน่หา โดยโจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของนายฮองมิได้รู้เห็นยินยอมด้วย จึงเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจ ไม่มีผลผูกพันโจทก์ และเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจที่จะนำทรัพย์มรดกคือที่ดินพิพาทซึ่งจะต้องนำมาแบ่งปันให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของนายฮองด้วยไปยกให้แก่ผู้ใด ดังนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับการยกให้จากจำเลยที่ 1 ก็ไม่อาจได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดกที่ดินพิพาท โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ ไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น แต่เนื่องจากทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทเป็นของนายฮองผู้ตายซึ่งมีทายาทโดยธรรมที่ยังมีชีวิตอยู่ 4 คน รวมทั้งนายแดง ทายาทโดยธรรมของนายฮองซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนนายฮอง แต่ยังมีผู้สืบสันดานที่มีสิทธิรับมรดกแทนที่นายแดง และโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮองกับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว กับนิติกรรมการให้โดยเสน่หาที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ตามลำดับ โดยไม่ปรากฏว่าทายาทโดยธรรมที่ยังมีชีวิตอยู่ รวมทั้งผู้รับมรดกแทนที่นายแดงซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมที่ถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้ามรดกประสงค์จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวด้วย การฟ้องคดีของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิเพื่อประโยชน์แก่โจทก์เพียงคนเดียวเท่านั้น ต้องเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดก และนิติกรรมการให้โดยเสน่หาเฉพาะส่วนของโจทก์เพียง 1 ใน 5 ส่วนเท่านั้น ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษากลับว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮอง กับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว นิติกรรมการให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และนิติกรรมการให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 เฉพาะส่วนของโจทก์ 1 ใน 5 ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ |



