ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ตนเองได้หรือไม่: สิทธิทายาทในการเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดกและผลเพิกถอนเพียงส่วนแห่งสิทธิ

ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกให้ตนเองโดยไม่แบ่งแก่ทายาทคนอื่น, ทายาทโดยธรรมมีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมโอนทรัพย์มรดกได้หรือไม่, การแบ่งปันทรัพย์มรดกตาม มาตรา 1750, การสละมรดกต้องทำเป็นหนังสือตามมาตรา 1612, ทรัพย์มรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมเมื่อไม่มีพินัยกรรม, ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่จัดการและแบ่งทรัพย์มรดกตามมาตรา 1719, การโอนที่ดินมรดกให้บุตรโดยเสน่หาเมื่อยังไม่แบ่งมรดก, ฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินมรดกที่ทำโดยปราศจากอำนาจ, ผู้รับโอนจากผู้ไม่มีอำนาจ 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับอำนาจและขอบเขตหน้าที่ของผู้จัดการมรดกในการจัดการทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกเมื่อไม่มีพินัยกรรม ตลอดจนสิทธิของทายาทโดยธรรมในการคัดค้านและฟ้องเพิกถอนนิติกรรมที่ผู้จัดการมรดกดำเนินการเกินกว่าขอบอำนาจของตนเอง ประเด็นสำคัญของคดีนี้มิได้อยู่เพียงว่า ผู้จัดการมรดกสามารถจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกเป็นชื่อตนเองแล้วโอนต่อให้บุคคลอื่นได้หรือไม่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงหลักกฎหมายเรื่องการแบ่งปันทรัพย์มรดก การสละมรดกซึ่งต้องทำโดยชัดแจ้งตามแบบที่กฎหมายกำหนด และผลของการใช้สิทธิฟ้องคดีโดยทายาทเพียงคนเดียวว่าอาจมีผลเพิกถอนได้เพียงส่วนแห่งสิทธิของตน มิใช่เพิกถอนเพื่อประโยชน์แก่ทายาททั้งหมดโดยอัตโนมัติ

คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายมรดกที่สำคัญอย่างยิ่งว่า เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรม ทรัพย์มรดกทั้งหมดย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทุกคนทันทีตามกฎหมาย ผู้จัดการมรดกมีฐานะเป็นผู้จัดการแทนกองมรดก มิใช่เจ้าของทรัพย์มรดกแต่ผู้เดียว การโอนทรัพย์เข้าชื่อตนเองโดยอาศัยตำแหน่งผู้จัดการมรดก หากไม่ได้มีการแบ่งปันทรัพย์กันโดยชอบ หรือไม่ได้รับความยินยอมจากทายาทผู้มีสิทธิ ย่อมเป็นการกระทำที่เกินขอบอำนาจและไม่ผูกพันทายาทที่มิได้ยินยอม ศาลฎีกาจึงได้วางบรรทัดฐานสำคัญเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิของทายาทโดยธรรม หลักการแบ่งมรดกโดยสัญญา และผลทางกฎหมายของนิติกรรมที่ผู้ไม่มีอำนาจนำทรัพย์มรดกไปยกให้แก่บุคคลภายนอก

สรุปข้อเท็จจริง

โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายฮองและนางละออ ซึ่งจดทะเบียนสมรสกันโดยถูกต้อง ทั้งสองมีพี่น้องร่วมบิดามารดารวม 8 คน แต่หลายคนถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้ามรดก โดยมีบางรายไม่มีผู้สืบสันดาน และบางรายมีผู้สืบสันดานที่มีสิทธิรับมรดกแทนที่ ต่อมานางละออผู้เป็นมารดาถึงแก่ความตายก่อน และจำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของนางงุ่ย นางแช และนางละออ แล้วได้ดำเนินการจัดการมรดกของนางละออโดยโอนที่ดินบางแปลงให้แก่โจทก์ บางแปลงให้แก่นายประสาร และปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มิได้รับทรัพย์มรดกของนางละออ

ภายหลังนายฮองถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2564 และศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายฮองเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2564 นายฮองมีทรัพย์มรดกสำคัญเป็นที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2121 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 100 และ 101 รวมทั้งที่ดินตามโฉนดเลขที่ 32704 และ 76750 โจทก์พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 100 ส่วนบ้านเลขที่ 101 เป็นบ้านของจำเลยที่ 1

ต่อมาวันที่ 8 ตุลาคม 2564 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮองได้จดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกทั้งหมดดังกล่าวให้แก่ตนเองในฐานะส่วนตัว แล้วจดทะเบียนยกที่ดินโฉนดเลขที่ 32704 ให้แก่จำเลยที่ 2 และยกที่ดินโฉนดเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งทั้งสองเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 โดยเสน่หา โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมอีกคนหนึ่งมิได้รู้เห็นหรือให้ความยินยอม จึงนำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์มรดกจากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกไปยังจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว ตลอดจนนิติกรรมการให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 และขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสามต่อสู้ว่าให้ยกฟ้อง โดยอ้างข้อเท็จจริงในทำนองว่ามีการตกลงกันในหมู่ทายาทเกี่ยวกับการรับทรัพย์มรดกคนละส่วน ประกอบกับจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับมรดกจากฝ่ายมารดา จึงจะไปรับมรดกของฝ่ายบิดาแทน ทั้งยังมีคำสั่งเสียของนายฮองก่อนตายว่าจะยกทรัพย์มรดกดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนและนิติกรรมการให้ดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับเป็นยกฟ้อง โดยเห็นในทำนองว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง อย่างไรก็ดี ศาลฎีกากลับวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง แต่เพิกถอนนิติกรรมได้เพียงเฉพาะส่วนแห่งสิทธิของโจทก์ 1 ใน 5 ส่วนเท่านั้น

คำวินิจฉัยทั้งหมดย่อยประเด็น

ประเด็นแรก คือ คำสั่งเสียของเจ้ามรดกก่อนตายมีผลให้จำเลยที่ 1 ได้ทรัพย์มรดกแต่ผู้เดียวหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้นายฮองจะเคยสั่งเสียว่าจะยกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 1 แต่เมื่อไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้โดยชอบตามแบบที่กฎหมายกำหนด คำสั่งเสียดังกล่าวย่อมไม่ทำให้ทรัพย์มรดกตกแก่จำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียว เมื่อเจ้ามรดกตายโดยไม่มีพินัยกรรม ทรัพย์มรดกทั้งหมดย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทุกคนตามกฎหมายทันที

ประเด็นที่สอง คือ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกมีอำนาจโอนทรัพย์มรดกเข้าชื่อตนเองได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่จัดการทรัพย์มรดกและแบ่งปันให้เป็นไปตามกฎหมาย มิใช่มีอำนาจถือเอาทรัพย์มรดกเป็นของตนเองแต่เพียงฝ่ายเดียว การที่จำเลยที่ 1 ครอบครองทรัพย์มรดกอยู่ก่อนโอน มิใช่การครอบครองในฐานะเจ้าของส่วนตัว แต่เป็นการครอบครองแทนทายาททุกคนในฐานะผู้จัดการมรดก

ประเด็นที่สาม คือ ข้ออ้างว่ามีการตกลงแบ่งทรัพย์มรดกกันไว้แล้วรับฟังได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยสัญญาต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด จึงจะฟ้องร้องบังคับได้ หากไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ย่อมอ้างขึ้นบังคับไม่ได้ ในคดีนี้ไม่ปรากฏว่าทายาททุกคนของนายฮองทำสัญญาแบ่งมรดกกันไว้ตามกฎหมาย

ประเด็นที่สี่ คือ โจทก์สละสิทธิรับมรดกหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ถูกตัดมิให้รับมรดก หรือได้สละมรดกโดยชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย การที่โจทก์เคยได้รับมรดกจากฝ่ายมารดา หรือมีการพูดคุยกันในครอบครัว ไม่ใช่การสละมรดกของบิดาตามแบบที่กฎหมายบัญญัติ

ประเด็นที่ห้า คือ โจทก์มีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายฮอง ย่อมเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 และยังมีสิทธิในทรัพย์มรดกอยู่ การที่จำเลยที่ 1 โอนทรัพย์มรดกให้ตนเองและยกให้จำเลยที่ 2 และ 3 โดยที่โจทก์ไม่ยินยอม จึงเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจในส่วนที่กระทบสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ และไม่ถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

ประเด็นที่หก คือ ผลของการเพิกถอนจะมีเพียงใด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะฟ้องได้ แต่การใช้สิทธินั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของโจทก์เพียงคนเดียว เพราะไม่ปรากฏว่าทายาทคนอื่นหรือผู้รับมรดกแทนที่ของทายาทที่ตายก่อนเจ้ามรดกเข้ามาฟ้องหรือแสดงเจตนาประสงค์ให้เพิกถอนด้วย ดังนั้น คำพิพากษาเพิกถอนจึงมีผลได้เพียงเฉพาะส่วนแห่งสิทธิของโจทก์ คือ 1 ใน 5 ส่วน มิใช่ทั้งทรัพย์ทั้งหมด

วิเคราะห์หลักกฎหมาย 

หลักกฎหมายสำคัญข้อแรกอยู่ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 ซึ่งวางหลักว่า เมื่อบุคคลใดถึงแก่ความตาย มรดกของบุคคลนั้นย่อมตกทอดแก่ทายาททันที หลักนี้เป็นรากฐานของกฎหมายมรดกไทยและมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองความต่อเนื่องแห่งสิทธิในทรัพย์สินของผู้ตายไม่ให้ตกอยู่ในสภาพไร้เจ้าของ ทั้งยังรับรองฐานะของทายาทว่ามีสิทธิในกองมรดกนับแต่เวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย มิใช่รอให้มีการแบ่งมรดกก่อนจึงจะมีสิทธิ

มาตรา 1629 กำหนดลำดับทายาทโดยธรรม โดยผู้สืบสันดานเป็นทายาทลำดับที่ 1 คดีนี้โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายฮอง จึงย่อมอยู่ในฐานะทายาทโดยธรรมโดยตรง เว้นแต่จะมีเหตุให้สิทธิสิ้นไป เช่น ถูกตัดมิให้รับมรดก หรือสละมรดกโดยชอบ แต่ข้อเท็จจริงในคดีไม่ปรากฏเหตุเช่นว่านั้น การที่มีคำพูดหรือความเข้าใจภายในครอบครัวว่าใครจะได้ทรัพย์ใด จึงไม่เพียงพอที่จะตัดสิทธิของทายาทโดยธรรมที่กฎหมายรับรองไว้

มาตรา 1719 เป็นบทบัญญัติที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่งในคดีนี้ เพราะกำหนดฐานะของผู้จัดการมรดกว่าเป็นผู้มีสิทธิและหน้าที่ทำการอันจำเป็นเพื่อให้เป็นไปตามพินัยกรรมหรือเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้จัดการมรดกเป็นเพียงผู้ใช้อำนาจแทนกองมรดกเพื่อประโยชน์ร่วมของทายาท มิใช่ผู้มีสิทธิพิเศษจะยักย้ายทรัพย์มรดกเข้าตนเองตามอำเภอใจ เจตนารมณ์ของมาตรานี้จึงมุ่งควบคุมไม่ให้ผู้จัดการมรดกใช้อำนาจเกินขอบเขตหรือขัดต่อสิทธิของทายาทอื่น

ศาลฎีกาในคดีนี้ตีความมาตรา 1719 อย่างเคร่งครัดและสอดคล้องกับหลักความไว้วางใจในหน้าที่ของผู้จัดการมรดก กล่าวคือ แม้จำเลยที่ 1 จะได้รับแต่งตั้งจากศาลให้เป็นผู้จัดการมรดก แต่หน้าที่ดังกล่าวเป็นหน้าที่เชิงบริหารและแบ่งปัน มิใช่หน้าที่เพื่อโอนกรรมสิทธิ์จากกองมรดกมายังตนเองโดยลำพัง การจดทะเบียนโอนเข้าชื่อตนเองโดยไม่มีการแบ่งปันที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตและไม่อาจผูกพันทายาทผู้ไม่ได้ยินยอม

มาตรา 1750 วรรคหนึ่งและวรรคสอง เป็นหัวใจอีกประการของคดีนี้ วรรคหนึ่งเปิดทางให้แบ่งปันทรัพย์มรดกได้ 2 วิธีหลัก คือ ทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์เป็นส่วนสัด หรือขายทรัพย์แล้วนำเงินมาแบ่ง ส่วนวรรคสองบัญญัติถึงกรณีแบ่งปันโดยสัญญา ซึ่งต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือผู้แทน จึงจะฟ้องบังคับได้ เจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้คือป้องกันข้อพิพาทจากการตกลงปากเปล่าในเรื่องทรัพย์มรดกซึ่งมักมีมูลค่าสูงและมีคู่กรณีหลายฝ่าย ศาลฎีกาจึงไม่รับฟังเพียงข้ออ้างเรื่องคำสั่งเสียหรือความเข้าใจกันภายในครอบครัว หากไม่ปรากฏสัญญาแบ่งมรดกเป็นหนังสือที่ครบองค์ประกอบตามกฎหมาย

ประเด็นที่จำเลยอ้างว่าโจทก์เคยได้รับทรัพย์จากฝ่ายมารดาแล้ว ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับ จึงเท่ากับเป็นการชดเชยให้จำเลยที่ 1 รับทรัพย์จากฝ่ายบิดาแทน ศาลฎีกาไม่รับรองแนวคิดดังกล่าว เพราะกองมรดกของแต่ละเจ้ามรดกเป็นคนละกองสิทธิ การที่ทายาทคนหนึ่งได้รับทรัพย์จากกองมรดกของมารดา มิได้หมายความว่าเขาสละสิทธิในกองมรดกของบิดา เว้นแต่จะมีการสละมรดกตามแบบของมาตรา 1612 หรือมีการทำสัญญาแบ่งมรดกที่ชัดแจ้งตามมาตรา 1750 วรรคสอง ข้อวินิจฉัยนี้มีความสำคัญมากในทางปฏิบัติ เพราะครอบครัวไทยจำนวนมากมักบริหารทรัพย์ระหว่างพ่อแม่รวมกันอย่างไม่แยกกอง แต่ในทางกฎหมายมรดกต้องพิจารณาแยกเป็นรายเจ้ามรดก

มาตรา 1612 ว่าด้วยการสละมรดกก็มีบทบาทชัดเจนในคดีนี้ ศาลฎีกาวางหลักว่า การสละมรดกต้องเป็นเจตนาชัดแจ้งและต้องทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด ไม่อาจสันนิษฐานเอาจากพฤติการณ์ทั่วไป เช่น การไม่โต้แย้งในช่วงแรก การพูดจาเชิงยอมให้ หรือการเคยได้รับทรัพย์จากกองมรดกอื่น เพราะการสละมรดกมีผลกระทบต่อสิทธิในทรัพย์สินโดยตรง กฎหมายจึงกำหนดแบบเคร่งครัดเพื่อป้องกันการกล่าวอ้างโดยไม่เป็นธรรม

อีกจุดที่น่าสนใจมากคือ ศาลฎีกาแยกแยะระหว่าง “การครอบครองทรัพย์มรดก” กับ “การแบ่งมรดกโดยต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด” อย่างชัดเจน แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ครอบครองหรือดูแลทรัพย์มรดก แต่ศาลเห็นว่าเป็นการครอบครองในฐานะผู้จัดการมรดกแทนทายาททุกคน มิใช่การครอบครองในฐานะเจ้าของเฉพาะส่วนตน หลักนี้ช่วยยับยั้งไม่ให้ผู้จัดการมรดกอาศัยข้อเท็จจริงว่าตนเป็นผู้ดูแลทรัพย์มรดกอยู่ก่อน มาแปรสภาพเป็นกรรมสิทธิ์ของตนโดยอัตโนมัติ

ในเชิงนิติกรรมต่อเนื่อง ศาลฎีกายังวินิจฉัยต่อไปว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจที่จะโอนทรัพย์มรดกเข้าตนเองในส่วนที่กระทบสิทธิของโจทก์ การยกให้ต่อแก่จำเลยที่ 2 และ 3 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 ก็ย่อมไม่ทำให้ผู้รับได้กรรมสิทธิ์ในส่วนนั้นเช่นกัน หลักนี้สอดคล้องกับหลักทั่วไปว่า ผู้รับโอนย่อมมีสิทธิได้ไม่เกินกว่าที่ผู้โอนมีอยู่ เว้นแต่กฎหมายจะคุ้มครองผู้รับโอนโดยสุจริตในกรณีพิเศษ แต่ในคดีนี้เป็นการยกให้โดยเสน่หา มิใช่นิติกรรมที่มีค่าตอบแทน และเกิดจากการโอนต่อทรัพย์มรดกซึ่งยังมีข้อจำกัดด้านสิทธิของทายาทอยู่เดิม

แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องในทางหลักการ คดีนี้สอดคล้องกับบรรทัดฐานศาลฎีกาที่ถือมาโดยต่อเนื่องว่า ผู้จัดการมรดกมีฐานะเป็นผู้แทนจัดการกองมรดก มิใช่เจ้าของทรัพย์มรดกแต่ผู้เดียว การจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์มรดกต้องคำนึงถึงสิทธิของทายาททุกคน และหากมีการโอนเกินสิทธิหรือฝ่าฝืนขอบอำนาจ ทายาทผู้เสียหายย่อมมีสิทธิฟ้องเพิกถอนหรือฟ้องคุ้มครองส่วนแห่งสิทธิของตนได้ หลักอีกประการหนึ่งที่ศาลฎีกายึดถือสม่ำเสมอคือ การสละสิทธิในมรดกหรือการตกลงแบ่งมรดกต้องเคร่งครัดตามแบบ มิอาจรับฟังจากการคาดหมาย การบอกกล่าว หรือความสัมพันธ์ทางเครือญาติแต่เพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาก็มิได้ขยายผลคำพิพากษาเกินขอบเขตแห่งการใช้สิทธิของโจทก์ โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ฟ้องเพื่อประโยชน์ของตนเอง มิได้ฟ้องแทนทายาททั้งหมด และไม่ปรากฏว่าทายาทคนอื่นร่วมประสงค์ให้เพิกถอนด้วย ผลเพิกถอนจึงจำกัดเพียง 1 ใน 5 ส่วนตามสิทธิของโจทก์ ข้อวินิจฉัยนี้สะท้อนหลักความเป็นสัมพัทธ์ของการใช้สิทธิในคดีมรดก กล่าวคือ ศาลคุ้มครองสิทธิผู้ฟ้องเท่าที่ถูกละเมิดจริง แต่ไม่ล่วงไปกำหนดสิทธิแทนบุคคลอื่นที่มิได้เข้ามาใช้สิทธิในคดี

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้ให้บทเรียนทางกฎหมายอย่างชัดเจนว่า ผู้จัดการมรดกมิใช่ผู้มีสถานะเหนือกว่าทายาทโดยธรรมคนอื่น หากแต่เป็นผู้ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต รอบคอบ และยึดประโยชน์ร่วมของกองมรดกเป็นสำคัญ การใช้อำนาจโดยถือโอกาสจากตำแหน่งไปโอนทรัพย์มรดกเข้าตนเองก่อนแบ่งปัน ย่อมสุ่มเสี่ยงต่อการถูกเพิกถอนนิติกรรมในภายหลัง และอาจก่อให้เกิดข้อพิพาทลุกลามถึงผู้รับโอนลำดับต่อไปด้วย

ในทางปฏิบัติ หากครอบครัวใดมีความตกลงกันว่าใครจะได้รับทรัพย์ใด ควรจัดทำเป็นหนังสือแบ่งปันทรัพย์มรดกให้ชัดเจนและมีลายมือชื่อผู้เกี่ยวข้องครบถ้วน มิฉะนั้นข้อตกลงดังกล่าวยากจะฟ้องบังคับตามกฎหมายได้ โดยเฉพาะเมื่อมีอสังหาริมทรัพย์หลายแปลงและมีทายาทหลายสายเลือด การพึ่งพาเพียงคำสั่งเสียปากเปล่าหรือความเข้าใจในครอบครัวย่อมก่อความเสี่ยงสูงอย่างยิ่ง

คดีนี้ยังยืนยันหลักว่า การสละมรดกเป็นนิติกรรมที่กฎหมายกำหนดรูปแบบไว้เคร่งครัด ผู้ที่จะอ้างว่าทายาทคนใดสละสิทธิแล้ว ต้องพิสูจน์ให้ได้ตามแบบแห่งกฎหมาย ไม่อาจอาศัยเพียงพฤติการณ์คลุมเครือหรือข้ออนุมานจากการได้รับทรัพย์สินจากกองมรดกอื่นมาแทนกัน และในกรณีที่ทายาทบางคนยังไม่ประสงค์เข้าดำเนินคดี ทายาทผู้เสียหายรายหนึ่งก็ยังมีสิทธิฟ้องคุ้มครองส่วนแห่งสิทธิของตนเองได้ แม้ผลคำพิพากษาจะจำกัดเฉพาะส่วนของตนก็ตาม

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2121, 32704 และ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกกับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว และเพิกถอนนิติกรรมการโอนให้ที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

2. ศาลอุทธรณ์

พิพากษากลับเป็นยกฟ้องโจทก์ โดยเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องหรือใช้สิทธิโดยไม่ชอบ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

3. ศาลฎีกา

พิพากษากลับว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ เพราะเป็นทายาทโดยธรรมและมิได้สละมรดก การโอนทรัพย์มรดกเข้าชื่อตนเองและยกให้ผู้อื่นโดยไม่ยินยอมจากโจทก์เป็นการกระทำปราศจากอำนาจ แต่เนื่องจากโจทก์ใช้สิทธิเพื่อประโยชน์ของตนเองเพียงคนเดียว จึงให้เพิกถอนนิติกรรมเฉพาะส่วนของโจทก์ 1 ใน 5 ส่วน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักสำคัญว่า สิทธิของทายาทโดยธรรมเกิดขึ้นทันทีเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย และผู้จัดการมรดกมีเพียงอำนาจเพื่อบริหาร จัดการ และแบ่งปันกองมรดกตามกฎหมาย มิใช่อำนาจเพื่อถือเอาทรัพย์มรดกเป็นของตนเองโดยลำพัง การแบ่งมรดกโดยอาศัยเพียงข้อตกลงปากเปล่าหรือความเข้าใจภายในครอบครัวไม่อาจตัดสิทธิทายาทได้ เว้นแต่จะกระทำตามแบบแห่งกฎหมายโดยชัดแจ้ง ทั้งนี้ การสละมรดกก็เป็นเรื่องที่ต้องเคร่งครัดตามรูปแบบ มิอาจสันนิษฐานจากพฤติการณ์ทั่วไป ศาลฎีกายังแสดงให้เห็นถึงความละเอียดในเรื่องขอบเขตผลของคำพิพากษา กล่าวคือ ทายาทคนหนึ่งมีสิทธิฟ้องคุ้มครองส่วนแห่งสิทธิของตนได้ แต่หากมิได้มีทายาทคนอื่นเข้าร่วมใช้สิทธิ ผลเพิกถอนย่อมจำกัดอยู่เพียงส่วนของผู้ฟ้องเท่านั้น อันเป็นการรักษาดุลยภาพระหว่างการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลกับการไม่ล่วงละเมิดสิทธิของผู้ไม่ได้เข้ามาเป็นคู่ความในคดี

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับอำนาจของผู้จัดการมรดกในการจัดการทรัพย์มรดก และสิทธิของทายาทโดยธรรมในการฟ้องเพิกถอนนิติกรรมที่ผู้จัดการมรดกดำเนินการเกินขอบเขตอำนาจ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรม ทรัพย์มรดกย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทุกคนตามกฎหมาย ผู้จัดการมรดกมีเพียงหน้าที่จัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดก มิใช่มีสิทธิโอนทรัพย์มรดกเข้าชื่อตนเองแต่ผู้เดียว หากมีการโอนโดยไม่แบ่งปันตามกฎหมายและไม่ได้รับความยินยอมจากทายาทคนอื่น การโอนดังกล่าวย่อมไม่ผูกพันทายาทผู้เสียสิทธิ และทายาทย่อมมีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมได้

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599, มาตรา 1629, มาตรา 1719, มาตรา 1750 และมาตรา 1612 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตกทอดแห่งมรดก อำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดก และหลักการแบ่งปันทรัพย์มรดก

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. ผู้จัดการมรดกไม่มีอำนาจโอนทรัพย์มรดกเข้าตนเองโดยลำพัง

หลักกฎหมายตามมาตรา 1719 กำหนดให้ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่เพียงจัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท หากผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกเข้าชื่อตนเองก่อนแบ่งปันหรือไม่ได้รับความยินยอมจากทายาททุกคน ย่อมถือเป็นการกระทำเกินขอบเขตอำนาจ และนิติกรรมดังกล่าวไม่ผูกพันทายาทที่มิได้ยินยอม

2. ทายาทโดยธรรมมีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมได้ แต่เพิกถอนได้เฉพาะส่วนแห่งสิทธิของตน

แม้ทายาทคนหนึ่งจะมีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมที่กระทบสิทธิในทรัพย์มรดกของตน แต่หากทายาทคนอื่นไม่ได้เข้าร่วมฟ้องหรือแสดงเจตนาขอเพิกถอนด้วย ศาลจะเพิกถอนนิติกรรมเฉพาะส่วนแห่งสิทธิของผู้ฟ้องเท่านั้น ในคดีนี้ศาลฎีกาจึงเพิกถอนการโอนที่ดินเฉพาะส่วนของโจทก์เพียง 1 ใน 5 ส่วน ไม่ได้เพิกถอนทั้งทรัพย์ทั้งหมด.

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คำถาม

1. ผู้จัดการมรดกสามารถโอนทรัพย์มรดกเข้าชื่อตนเองเพียงคนเดียวได้หรือไม่

คำตอบ

โดยหลักแล้ว ผู้จัดการมรดกไม่มีอำนาจโอนทรัพย์มรดกเข้าชื่อตนเองแต่เพียงผู้เดียว หากการโอนดังกล่าวยังมิได้เกิดจากการแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมิได้รับความยินยอมจากทายาทผู้มีสิทธิทุกฝ่าย บทบาทของผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 คือการจัดการกองมรดกเพื่อประโยชน์ร่วมของทายาท ไม่ใช่การใช้อำนาจแทนกองมรดกเพื่อทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเสียสิทธิและตนเองได้ประโยชน์แต่ผู้เดียว หากผู้จัดการมรดกดำเนินการโอนทรัพย์มรดกเข้าตนเองโดยไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับ การกระทำนั้นย่อมถูกเพิกถอนได้ในส่วนที่กระทบต่อสิทธิของทายาทผู้ไม่ได้ยินยอม และผู้รับโอนต่อจากผู้จัดการมรดกก็อาจไม่ได้กรรมสิทธิ์ในส่วนนั้นด้วย

คำถาม

2. หากเจ้ามรดกเคยสั่งเสียปากเปล่าว่าจะยกทรัพย์ให้บุตรคนใดคนหนึ่ง คำสั่งเสียนั้นมีผลตามกฎหมายหรือไม่

คำตอบ

คำสั่งเสียปากเปล่าของเจ้ามรดกโดยทั่วไปไม่อาจใช้แทนพินัยกรรมที่ชอบด้วยกฎหมายได้ เว้นแต่จะเข้าเงื่อนไขพิเศษตามแบบพินัยกรรมที่กฎหมายรับรอง ซึ่งต้องมีองค์ประกอบครบถ้วนตามกฎหมายมรดก หากเจ้ามรดกไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้โดยถูกต้อง เมื่อถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทุกคนตามมาตรา 1599 และมาตรา 1629 ทันที ดังนั้น แม้ในทางข้อเท็จจริงคนในครอบครัวจะเคยได้ยินว่าผู้ตายตั้งใจยกทรัพย์ให้ใคร แต่หากไม่มีพินัยกรรมตามแบบ กฎหมายก็ไม่ถือว่าทรัพย์นั้นตกเป็นของบุคคลนั้นแต่ผู้เดียว คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างชัดเจนว่า ความตั้งใจของเจ้ามรดกซึ่งมิได้แสดงออกตามแบบที่กฎหมายกำหนด ไม่เพียงพอที่จะตัดสิทธิของทายาทโดยธรรมคนอื่น

คำถาม

3. การตกลงกันในครอบครัวว่าใครจะได้มรดกส่วนไหน มีผลผูกพันตามกฎหมายหรือไม่

คำตอบ

การตกลงกันในครอบครัวเรื่องการแบ่งมรดกอาจมีความหมายในทางข้อเท็จจริง แต่ในทางกฎหมายจะฟ้องบังคับได้ต่อเมื่อเป็นไปตามมาตรา 1750 วรรคสอง กล่าวคือ หากการแบ่งปันทรัพย์มรดกมิได้เกิดจากการที่ทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัดโดยชัดเจน หรือไม่ได้ขายทรัพย์แล้วแบ่งเงินกัน แต่เป็นการแบ่งกันโดยสัญญา สัญญานั้นต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้เกี่ยวข้องอย่างเพียงพอ จึงจะนำมาฟ้องบังคับได้ การพูดคุยกันปากเปล่า การเข้าใจกันเอง หรือการยอมกันในเชิงมารยาทในครอบครัว จึงยังไม่มั่นคงพอในทางกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีที่มีอสังหาริมทรัพย์หลายแปลงและทายาทหลายคน หากไม่มีเอกสารชัดเจน ย่อมเกิดข้อพิพาทได้ง่ายและศาลมักไม่รับฟังว่ามีการแบ่งมรดกโดยสมบูรณ์แล้ว

คำถาม

4. การได้รับทรัพย์มรดกจากบิดาหรือมารดาอีกฝ่ายหนึ่งก่อนหน้า ถือว่าเป็นการสละมรดกของอีกกองหนึ่งหรือไม่

คำตอบ

ไม่ถือโดยอัตโนมัติ เพราะกฎหมายมองกองมรดกของแต่ละเจ้ามรดกเป็นคนละกองสิทธิ การที่บุตรคนหนึ่งได้รับทรัพย์จากมรดกของมารดา มิได้แปลว่าเขาสละสิทธิในมรดกของบิดา เว้นแต่จะมีการสละมรดกหรือทำข้อตกลงแบ่งมรดกไว้อย่างถูกต้องตามแบบแห่งกฎหมาย หลักนี้สำคัญมากในครอบครัวที่มีการจัดสรรทรัพย์ให้กันอย่างไม่เป็นทางการ โดยมักเข้าใจว่า เมื่อคนหนึ่งได้จากฝ่ายหนึ่งแล้วก็ไม่ควรได้จากอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ในทางกฎหมาย สิทธิของทายาทจะสิ้นไปได้ต้องมีฐานกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน เช่น การสละมรดกตามมาตรา 1612 หรือการตัดมิให้รับมรดกตามเหตุที่กฎหมายบัญญัติเท่านั้น ดังนั้น การรับมรดกจากอีกกองหนึ่งไม่ใช่เหตุให้สิทธิในกองมรดกอื่นหมดไปเอง

คำถาม

5. การสละมรดกต้องทำอย่างไร จึงจะมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย

คำตอบ

การสละมรดกเป็นนิติกรรมที่มีผลทำให้ผู้มีสิทธิรับมรดกสูญเสียสิทธิในทรัพย์สินของเจ้ามรดก จึงต้องปฏิบัติตามแบบที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด โดยต้องแสดงเจตนาให้ชัดแจ้งเป็นหนังสือและดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายรับรอง ไม่อาจอ้างการสละมรดกจากคำพูดลอย ๆ การไม่ไปคัดค้าน การยินยอมโดยปริยาย หรือการยอมให้คนอื่นจัดการทรัพย์เพียงชั่วคราวได้ หลักการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันการกล่าวอ้างภายหลังว่าทายาทคนหนึ่งสละสิทธิแล้ว ทั้งที่ความจริงอาจไม่เคยมีเจตนาเช่นนั้น คดีนี้สะท้อนชัดว่า แม้จะมีการพูดคุยกันในครอบครัวหรือมีการรับทรัพย์จากกองมรดกอื่นมาแล้ว หากไม่มีเอกสารสละมรดกตามแบบแห่งกฎหมาย สิทธิของทายาทในกองมรดกเดิมก็ยังคงอยู่

คำถาม

6. หากผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ไปให้บุตรของตนโดยเสน่หา ผู้รับโอนจะได้กรรมสิทธิ์หรือไม่

คำตอบ

ผู้รับโอนจะได้กรรมสิทธิ์เพียงเท่าที่ผู้โอนมีสิทธิจะโอนได้เท่านั้น หากผู้จัดการมรดกไม่มีอำนาจนำทรัพย์มรดกในส่วนที่เป็นสิทธิของทายาทคนอื่นไปโอนให้แก่บุคคลใด การโอนต่อโดยเสน่หาย่อมไม่ทำให้ผู้รับได้กรรมสิทธิ์ในส่วนนั้น หลักนี้สำคัญมาก เพราะหลายกรณีมีความเข้าใจผิดว่าเมื่อมีการจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดินแล้ว ผู้รับย่อมปลอดภัยเสมอ แต่ในความเป็นจริง หากต้นทางของสิทธิเป็นการได้มาที่เกินอำนาจหรือกระทบสิทธิผู้อื่นโดยตรง ผู้เสียหายย่อมฟ้องเพิกถอนนิติกรรมได้ คดีนี้จึงชี้ให้เห็นว่า การยกให้แก่บุตรของผู้จัดการมรดกมิได้ตัดสิทธิของทายาทผู้ถูกละเมิด และผู้รับให้โดยเสน่หาก็ไม่อาจยกเหตุสุจริตขึ้นป้องกันได้อย่างกว้างขวางเหมือนกรณีนิติกรรมมีค่าตอบแทนบางลักษณะ

คำถาม

7. ทายาทคนหนึ่งมีอำนาจฟ้องเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดกได้เองหรือไม่ หรือจำเป็นต้องให้ทายาททุกคนฟ้องร่วมกัน

คำตอบ

ทายาทคนหนึ่งย่อมมีอำนาจฟ้องคดีได้ หากการโอนทรัพย์มรดกนั้นกระทบต่อส่วนแห่งสิทธิของตนโดยตรง เพราะสิทธิในมรดกของทายาทแต่ละคนเป็นสิทธิที่กฎหมายรับรองแยกจากกันในขอบเขตส่วนของตน อย่างไรก็ดี หากมีเพียงทายาทคนเดียวเป็นผู้ฟ้อง และทายาทคนอื่นมิได้เข้ามาร่วมคดีหรือแสดงเจตนาขอให้เพิกถอนด้วย ศาลมักจำกัดผลของคำพิพากษาไว้เพียงเพื่อประโยชน์ของผู้ฟ้องเท่านั้น มิได้ขยายผลไปถึงสิทธิของทายาททั้งหมดโดยอัตโนมัติ คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า แม้โจทก์จะชนะคดีในประเด็นอำนาจฟ้องและความไม่ชอบของนิติกรรม แต่ผลเพิกถอนก็มีเพียง 1 ใน 5 ส่วนตามสิทธิของโจทก์ เพราะเป็นการใช้สิทธิเพื่อคุ้มครองตนเอง ไม่ใช่การดำเนินคดีแทนทายาททุกคน

คำถาม

8. เพราะเหตุใดศาลฎีกาจึงไม่เพิกถอนนิติกรรมทั้งหมด แต่เพิกถอนเพียง 1 ใน 5 ส่วน

คำตอบ

เหตุที่ศาลฎีกาเพิกถอนเพียง 1 ใน 5 ส่วน เพราะศาลพิจารณาว่าโจทก์ฟ้องคดีเพื่อคุ้มครองสิทธิของตนเองเท่านั้น และไม่ปรากฏว่าทายาทคนอื่นซึ่งยังมีสิทธิในกองมรดก รวมถึงผู้รับมรดกแทนที่ของทายาทที่ตายก่อนเจ้ามรดก ได้เข้ามาร่วมฟ้องหรือแสดงเจตนาให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวด้วย หลักนี้สะท้อนว่า แม้นิติกรรมต้นเรื่องจะมีปัญหาในเชิงขอบอำนาจของผู้จัดการมรดก แต่ศาลจะคุ้มครองสิทธิในขอบเขตที่คู่ความนำขึ้นสู่ศาลและในส่วนที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นสิทธิของผู้ฟ้องจริง การเพิกถอนทั้งฉบับเพื่อประโยชน์แก่บุคคลอื่นที่มิได้เข้ามาใช้สิทธิเอง อาจกระทบต่อหลักกระบวนพิจารณาและสิทธิของผู้ที่ไม่ได้เป็นคู่ความ จึงจำต้องจำกัดผลไว้เฉพาะส่วนแห่งสิทธิของโจทก์

คำถาม

9. คดีนี้ให้บทเรียนอะไรแก่ทายาทและผู้จัดการมรดกในทางปฏิบัติมากที่สุด

คำตอบ

บทเรียนที่สำคัญที่สุดคือ ทุกฝ่ายต้องแยกให้ออกระหว่าง “ความเข้าใจในครอบครัว” กับ “ผลทางกฎหมาย” เพราะในคดีมรดก ข้อตกลงที่ไม่ทำเป็นหนังสือ การยอมกันโดยปริยาย หรือคำสั่งเสียที่ไม่อยู่ในรูปแบบพินัยกรรม อาจไม่เพียงพอจะใช้บังคับได้เลยเมื่อเกิดข้อพิพาท ผู้จัดการมรดกต้องตระหนักว่าตนมีหน้าที่แบบผู้ไว้วางใจ มิใช่เจ้าของทรัพย์ ส่วนทายาทที่เห็นว่าตนถูกละเมิดสิทธิควรรีบตรวจสอบเอกสารสิทธิ การแต่งตั้งผู้จัดการมรดก และรายการทรัพย์สินที่มีการโอนเปลี่ยนแปลงโดยเร็ว หากจะตกลงแบ่งมรดกควรทำเป็นหนังสือให้ครบถ้วน และหากจะสละมรดกก็ควรทำตามแบบแห่งกฎหมายอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นย่อมเปิดช่องให้เกิดคดีความยืดเยื้อและความเสียหายแก่ทุกฝ่ายในภายหลัง

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4273/2568

แม้ ฮ.ผู้เป็นบิดามีคำสั่งเสียก่อนถึงแก่ความตายยกทรัพย์มรดกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของ ฮ. ให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับทรัพย์มรดกของ ล. ผู้เป็นมารดา โดยเคยบอกแก่โจทก์ว่า จำเลยที่ 1 จะรอรับทรัพย์มรดกของ ฮ. ก็ตาม แต่ ฮ. ถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใด ดังนั้น ทรัพย์มรดกทั้งหมดย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทุกคนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 และมาตรา 1629 ประกอบกับมาตรา 1719 บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็น เพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก" ดังนั้น จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. มีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย

ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้น อาจทำได้โดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด หรือโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาท" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าการแบ่งปันมิได้เป็นไปตามวรรคก่อน แต่ได้ทำโดยสัญญา จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ เว้นแต่จะมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใด ลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญ ในกรณีเช่นนี้ให้นำมาตรา 850, 852 แห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยประนีประนอมยอมความมาใช้บังคับโดยอนุโลม" แม้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกเป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดก แต่โจทก์พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 100 ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินส่วนหนึ่งของโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงว่า ก่อนจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. จดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวนั้น จำเลยที่ 1 ครอบครองทรัพย์มรดกที่ดินทั้งแปลงของ ฮ.แทนทายาทโดยธรรมทุกคนของ ฮ. หาใช่เป็นการครอบครองทรัพย์มรดกของ ฮ. ในฐานะส่วนตัวแต่อย่างใดไม่ การครอบครองทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. ก่อนจดทะเบียนโอนเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว จึงไม่ใช่การแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด ส่วนการที่โจทก์ได้รับมรดกของ ล. ผู้เป็นมารดาไปแล้ว โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับมรดกของ ล. ก็เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทโดยธรรมของ ล. กับทายาทโดยธรรมคนอื่นของ ล. เมื่อทายาทโดยธรรมของ ฮ. ทุกคนไม่ได้มีการทำสัญญาแบ่งปันทรัพย์มรดกกันไว้ ตามมาตรา 1750 วรรคสอง และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ถูกตัดมิให้รับมรดก หรือโจทก์แสดงเจตนาสละมรดกไว้โดยชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1612 ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของ ฮ. จึงเป็นผู้สืบสันดานซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 ตามมาตรา 1629 (1) ย่อมมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของ ฮ. เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. จดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวแต่ผู้เดียวในฐานะทายาทโดยธรรมคนหนึ่ง แล้วจำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา และจดทะเบียนยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 3 โดยเสน่หา โดยโจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของ ฮ. มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย จึงเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจ ไม่มีผลผูกพันโจทก์ และเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจที่จะนำทรัพย์มรดกคือที่ดินพิพาทซึ่งจะต้องนำมาแบ่งปันให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของ ฮ. ด้วยไปยกให้แก่ผู้ใด ดังนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับการยกให้จากจำเลยที่ 1 ก็ไม่อาจได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดกที่ดินพิพาท โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ ไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

ทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทเป็นของ ฮ. ผู้ตายซึ่งมีทายาทโดยธรรมที่ยังมีชีวิตอยู่ 4 คน รวมทั้ง ด. ทายาทโดยธรรมของ ฮ. ซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อน ฮ. แต่ยังมีผู้สืบสันดานที่มีสิทธิรับมรดกแทนที่ ด. และโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. กับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว กับนิติกรรมการให้โดยเสน่หาที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ตามลำดับ โดยไม่ปรากฏว่าทายาทโดยธรรมที่ยังมีชีวิตอยู่ รวมทั้งผู้รับมรดกแทนที่ ด. ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมที่ถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้ามรดกประสงค์จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวด้วย การฟ้องคดีของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิเพื่อประโยชน์แก่โจทก์เพียงคนเดียวเท่านั้น ต้องเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดก และนิติกรรมการให้โดยเสน่หาเฉพาะส่วนของโจทก์เพียง 1 ใน 5 ส่วนเท่านั้น

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2121, 32704 และ 76750 ซึ่งจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮองได้โอนให้ตนเอง และต่อมาโอนให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยเสน่หา พร้อมขอให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติให้ถือคำพิพากษาศาลแทนการแสดงเจตนา จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์มรดกและนิติกรรมการให้ดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์จึงฎีกา

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายฮองและนางละออ ต่อมานายฮองถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรม จำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก และจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกทั้งสามแปลงให้แก่ตนเองก่อนจะยกให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรของตน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อเจ้ามรดกไม่ได้ทำพินัยกรรม ทรัพย์มรดกย่อมตกแก่ทายาทโดยธรรมทุกคนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 และ 1629 ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่จัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดก มิใช่โอนเข้าชื่อตนเองโดยลำพัง อีกทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้สละมรดกตามมาตรา 1612 หรือมีสัญญาแบ่งมรดกตามมาตรา 1750 การโอนทรัพย์มรดกดังกล่าวจึงเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจ ไม่ผูกพันโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมได้

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโจทก์ใช้สิทธิฟ้องเพื่อประโยชน์ของตนเอง และทายาทคนอื่นมิได้ร่วมฟ้อง ศาลฎีกาจึงให้เพิกถอนนิติกรรมเฉพาะส่วนของโจทก์เพียง 1 ใน 5 ส่วน

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์มรดกและนิติกรรมการให้ที่ดินทั้งสามแปลงเฉพาะส่วนของโจทก์ 1 ใน 5 ส่วน คำขออื่นให้ยก และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ.

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 และเลขที่ 32704 ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮองกับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว เพิกถอนนิติกรรมการโอนให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และนิติกรรมการโอนให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 โดยให้จำเลยทั้งสามเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย และให้จำเลยทั้งสามส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 และเลขที่ 32704 และโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตาม ขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮอง กับจำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรม เพิกถอนนิติกรรมการโอนให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และเพิกถอนนิติกรรมการโอนให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายฮองกับนางละออ บิดามารดาจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2515 นางละออเป็นบุตรของนางแช นางแชเป็นบุตรของนางงุ่ย โจทก์และจำเลยที่ 1 มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 8 คน คือ นายประคอง นายแดง จำเลยที่ 1 นางสาววิรงรอง โจทก์ นายอโนทัย นายอาคม และนายประสาร แต่นายประคอง นายแดง นายอโนทัย และนายอาคมถึงแก่ความตายไปก่อนนายฮองและนางละออ โดยนายประคองถึงแก่ความตายเมื่อใดไม่ปรากฏชัด นายแดงถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2539 นายอโนทัยถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2537 และนายอาคมถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2534 นายประคอง นายอโนทัย และนายอาคมไม่มีผู้สืบสันดาน ส่วนนายแดงมีผู้สืบสันดาน 2 คน คือ นายสถาพร และนางสาวพรรณี จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2547 นางละออถึงแก่ความตาย วันที่ 4 ธันวาคม 2549 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางงุ่ย นางแช และนางละออ วันที่ 18 มกราคม 2550 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางละออจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 23863 และเลขที่ 25479 ให้แก่โจทก์ แล้วจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางละออยังจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 26362 และโฉนดที่ดินเลขที่ 65670 ให้แก่นายประสาร วันที่ 7 มิถุนายน 2564 โจทก์ขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 23863 ให้แก่นางสายหยุด วันที่ 3 มิถุนายน 2551 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางละออจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76236 ให้แก่โจทก์ วันที่ 6 กันยายน 2547 โจทก์รับโอนทรัพย์มรดกของนายอโนทัย เป็นที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32851 ต่อมาวันที่ 22 กันยายน 2551 โจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินแปลงดังกล่าวแก่นายประสาร วันที่ 11 มกราคม 2552 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางงุ่ยขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 80736 ให้แก่โจทก์ นอกจากนี้ นางสาววิรงรองได้รับทรัพย์มรดกของนางละออเป็นที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 79650 ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับทรัพย์มรดกของนางละออ วันที่ 18 พฤษภาคม 2564 นายฮองถึงแก่ความตาย วันที่ 20 กรกฎาคม 2564 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายฮองผู้ตาย นายฮองมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 100 และเลขที่ 101 หมู่ที่ 2 ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 โจทก์พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 100 หมู่ที่ 2 ส่วนบ้านเลขที่ 101 หมู่ที่ 2 เป็นบ้านของจำเลยที่ 1 วันที่ 8 ตุลาคม 2564 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮองจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว แล้วจำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา และจดทะเบียนยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 3 โดยเสน่หา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้นายฮองมีคำสั่งเสียก่อนถึงแก่ความตายยกทรัพย์มรดกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของนายฮองให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับทรัพย์มรดกของนางละออโดยเคยบอกแก่โจทก์ว่า จำเลยที่ 1 จะรอรับทรัพย์มรดกของนายฮองก็ตาม แต่นายฮองถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใด ดังนั้น ทรัพย์มรดกทั้งหมดของนายฮองย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทุกคนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 และมาตรา 1629 ประกอบกับมาตรา 1719 บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็น เพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก" ดังนั้น เมื่อนายฮองไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใด จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮองมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งมาตรา 1750 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้น อาจทำได้โดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด หรือโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาท" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าการแบ่งปันมิได้เป็นไปตามวรรคก่อน แต่ได้ทำโดยสัญญา จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ เว้นแต่จะมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใด ลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญ ในกรณีเช่นนี้ให้นำมาตรา 850, 852 แห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยประนีประนอมยอมความมาใช้บังคับโดยอนุโลม" แม้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮองเป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกของนายฮอง แต่โจทก์พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 100 ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินส่วนหนึ่งของโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 แล้วยังได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า นายฮองตั้งใจจะยกบ้านเลขที่ 100 ให้แก่นายประสาร บุตรคนที่ 8 แต่นายประสารพูดคุยกับโจทก์แล้วนายประสารตกลงยกบ้านหลังดังกล่าวให้แก่โจทก์ ส่วนนายประสารจะรับโอนที่ดินที่เป็นทรัพย์มรดกของนางละออแทนโจทก์ นอกจากนี้ ยังมีการพูดคุยกันระหว่างทายาทโดยธรรมว่า ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 นั้นจะเป็นทรัพย์มรดกส่วนที่จำเลยที่ 1 จะได้รับ แล้วจำเลยที่ 1 ยังเบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ตั้งใจจะใส่ชื่อโจทก์ จำเลยที่ 1 นางสาววิรงรอง และบุตรของนายแดงในโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 จำเลยที่ 1 ตั้งใจว่าหลังเดือนพฤษภาคม 2565 จำเลยที่ 1 จะจัดสรรสัดส่วนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 ให้แก่ทายาทดังที่กล่าวข้างต้น นางสาววิรงรอง ไม่ประสงค์จะรับมรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ส่วนนางสาววิรงรองเบิกความเป็นพยานจำเลยทั้งสามว่า พยานสละสิทธิในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 กับนายประสารเบิกความเป็นพยานจำเลยทั้งสามว่า พยานไม่คัดค้านที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินทรัพย์มรดกของนายฮองเป็นของจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 โอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ อีกทั้งจำเลยทั้งสามยังยื่นคำแก้ฎีการะบุว่า ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ยกให้แก่นายประสาร ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงว่า ก่อนจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮองจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวนั้น จำเลยที่ 1 ครอบครองทรัพย์มรดกที่ดินทั้งแปลงของนายฮองแทนทายาทโดยธรรมทุกคนของนายฮอง หาใช่เป็นการครอบครองทรัพย์มรดกของนายฮองในฐานะส่วนตัวแต่อย่างใดไม่ การครอบครองทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮองก่อนจดทะเบียนโอนเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว จึงไม่ใช่การแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด ส่วนการที่โจทก์ได้รับมรดกของนางละออผู้เป็นมารดาไปแล้ว โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับมรดกของนางละออ ก็เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทโดยธรรมของนางละออกับทายาทโดยธรรมคนอื่นของนางละออ เมื่อทายาทโดยธรรมของนายฮองทุกคนไม่ได้มีการทำสัญญาแบ่งปันทรัพย์มรดกกันไว้ตามมาตรา 1750 วรรคสอง และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ถูกตัดมิให้รับมรดก หรือโจทก์แสดงเจตนาสละมรดกไว้โดยชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1612 ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายฮอง จึงเป็นผู้สืบสันดานซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 ตามมาตรา 1629 (1) ย่อมมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของนายฮอง เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮองจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวแต่ผู้เดียวในฐานะทายาทโดยธรรมคนหนึ่ง แล้วจำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา และจดทะเบียนยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 3 โดยเสน่หา โดยโจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของนายฮองมิได้รู้เห็นยินยอมด้วย จึงเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจ ไม่มีผลผูกพันโจทก์ และเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจที่จะนำทรัพย์มรดกคือที่ดินพิพาทซึ่งจะต้องนำมาแบ่งปันให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของนายฮองด้วยไปยกให้แก่ผู้ใด ดังนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับการยกให้จากจำเลยที่ 1 ก็ไม่อาจได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดกที่ดินพิพาท โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ ไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น แต่เนื่องจากทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทเป็นของนายฮองผู้ตายซึ่งมีทายาทโดยธรรมที่ยังมีชีวิตอยู่ 4 คน รวมทั้งนายแดง ทายาทโดยธรรมของนายฮองซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนนายฮอง แต่ยังมีผู้สืบสันดานที่มีสิทธิรับมรดกแทนที่นายแดง และโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮองกับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว กับนิติกรรมการให้โดยเสน่หาที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ตามลำดับ โดยไม่ปรากฏว่าทายาทโดยธรรมที่ยังมีชีวิตอยู่ รวมทั้งผู้รับมรดกแทนที่นายแดงซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมที่ถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้ามรดกประสงค์จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวด้วย การฟ้องคดีของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิเพื่อประโยชน์แก่โจทก์เพียงคนเดียวเท่านั้น ต้องเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดก และนิติกรรมการให้โดยเสน่หาเฉพาะส่วนของโจทก์เพียง 1 ใน 5 ส่วนเท่านั้น ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮอง กับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว นิติกรรมการให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และนิติกรรมการให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 เฉพาะส่วนของโจทก์ 1 ใน 5 ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ




คดีมรดก ร้องศาลตั้งผู้จัดการมรดก

สิทธิรับใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนเอกชนเป็นมรดกหรือไม่ ทายาทมีสิทธิรับโอนกิจการโรงเรียนและบังคับให้เจ้าของที่ดินทำสัญญาเช่าได้หรือไม่ article
ผู้จัดการมรดกให้ผู้เยาว์สละมรดกโดยไม่ขออนุญาตศาล มีผลเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดกและฟ้องได้แม้เกิน 5 ปีหรือไม่
สิทธิรับเงินฝากและหุ้นในสหกรณ์เมื่อเจ้ามรดกทำพินัยกรรมภายหลัง หนังสือแต่งตั้งผู้รับประโยชน์ยังมีผลอยู่หรือไม่ และฟ้องได้หรือไม่
พินัยกรรมไม่กำหนดผู้รับมรดกเป็นโมฆะหรือไม่ และผู้จัดการมรดกยังมีอำนาจหรือไม่
การจัดการมรดกโดยผู้จัดการมรดกมีอำนาจเพียงใด ต้องขออนุญาตศาลก่อนให้เช่าทรัพย์มรดกหรือไม่
การกำหนดห้ามโอนในพินัยกรรมมีผลเพียงใด ผู้รับพินัยกรรมขายทรัพย์ได้หรือไม่ตามหลักกฎหมายมรดกและสิทธิในทรัพย์สิน
การถอนผู้จัดการมรดกทำได้หรือไม่เมื่อปันมรดกเสร็จแล้ว และทรัพย์ของกุศลสถานถือเป็นมรดกได้หรือไม่
พินัยกรรมยกที่ดิน ส.ป.ก. ทำได้หรือไม่? ศาลฎีกาชี้ชัดเป็นโมฆะตามกฎหมาย แม้เป็นมรดกก็โอนไม่ได้
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ตนเองได้หรือไม่ และทายาทถูกกำจัดมิให้รับมรดกเมื่อใด วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาเชิงลึกเกี่ยวกับการแบ่งมรดกและการยักย้ายทรัพย์
พินัยกรรมร่วมแก้ไขภายหลังได้หรือไม่ และใครมีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก เมื่อผู้ทำพินัยกรรมคนหนึ่งถูกตัดมิให้รับมรดกตามพินัยกรรมฉบับหลัง
พินัยกรรมยกที่ดินนิคมสร้างตนเองใช้ได้เพียงใด ผู้รับโอนมีสิทธิขับไล่ผู้ครอบครองเดิมได้หรือไม่
บุตรที่เกิดก่อนการใช้บังคับกฎหมายครอบครัวมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ และใครสมควรเป็นผู้จัดการมรดก
พินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนฉบับแรก ผู้ไม่มีส่วนได้เสียไม่มีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก
สิทธิรับมรดกของบุตรนอกสมรสเมื่อบิดารับรองโดยพฤติการณ์ และหลักการแบ่งสินสมรสของคู่สมรสที่สมรสก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
พระภิกษุถึงแก่มรณภาพ ทรัพย์ตกเป็นของวัดใด? วิเคราะห์ภูมิลำเนาและสถานะวัดในต่างประเทศตามกฎหมายไทย
คำคัดค้านเพิกถอนพินัยกรรมต้องส่งถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกคนหรือไม่ หลักคดีมรดกและกระบวนพิจารณาที่เป็นธรรม
โจทก์ฟ้องให้แบ่งทรัพย์มรดกได้แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความหนึ่งปี
ผู้จัดการมรดกหลายคนฟ้องแทนกองมรดกได้เพียงลำพังหรือไม่ และทายาทมีสิทธิฟ้องบังคับตามสัญญาแบ่งมรดกได้เพียงใดเมื่อทรัพย์ยังอยู่ในชื่อทายาทบางคน
ผู้จัดการมรดกทำสัญญาค่านายหน้าแล้วไม่จ่าย หนี้ผูกพันกองมรดกหรือไม่ และทายาทต้องรับผิดเพียงใดตามกฎหมายมรดกและคำพิพากษาศาลฎีกา
สิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกต้องเป็นทายาทเสมอหรือไม่ วิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกและอำนาจร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก
พินัยกรรมเป็นโมฆะเพราะเจ้ามรดกไร้สติ ใครมีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก? วิเคราะห์เรื่องสิทธิทายาทและอำนาจร้องขอ
ฟ้องซ้อนหรือไม่เมื่อขอเป็นผู้จัดการมรดกซ้ำ และผู้จัดการมรดกร่วมตายแล้วใครมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาล
การแบ่งมรดกที่ดินเมื่อบุตรเกิดก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 และปัญหาอายุความมรดกในกรณีผู้จัดการมรดกครอบครองทรัพย์แทนทายาท
สิทธิของคู่สมรสและผู้จัดการมรดกในการฟ้องแบ่งสินสมรสและทรัพย์มรดก เมื่อมีการโอนทรัพย์ให้ทายาทคนอื่นโดยมิชอบ พร้อมปัญหาอายุความมรดกและอำนาจฟ้อง
การโอนขายทรัพย์มรดกโดยผู้จัดการมรดกด้วยเจตนาลวงเป็นโมฆะหรือไม่ : วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการขายที่ดินมรดกให้บุคคลใกล้ชิด
มรดกของครอบครัวมุสลิมกับพินัยกรรม: ทรัพย์ที่ได้ระหว่างสมรสถือเป็นสินสมรสหรือไม่ และต้องแบ่งตามกฎหมายอิสลามอย่างไร
ผู้จัดการมรดกยกอายุความสู้ทายาทไม่ได้ และเพิกถอนการโอนสินสมรสให้ภริยาคนที่สองได้
ทายาทมีสิทธิเข้าเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีได้หรือไม่ เมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย
บำเหน็จตกทอดไม่ใช่มรดก และสิทธิของคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย
การจัดการมรดกโดยผู้จัดการมรดกและผลแห่งความยินยอมของทายาทในการโอนทรัพย์มรดก
การฟ้องคดีจัดการมรดกเกินกำหนดอายุความ การเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดก
การจัดการมรดกเสร็จสิ้นเมื่อใด และอายุความฟ้องแบ่งมรดก
สิทธิทายาทของผู้ถูกอุปการะแต่ไม่ได้เป็นบุตรโดยกำเนิด และผลทางกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์มรดก
สิทธิทายาท & การแบ่งมรดกโดยจับฉลาก, ทายาทไม่เข้าร่วมประชุม (ฎีกา 2128/2567)
ภาษีการรับมรดกต้องคำนวณวันเจ้ามรดกตาย ดอกเบี้ย–เงินฝากหลังวันตายคิดภาษีหรือไม่ และศาลขยายเวลาฟ้องคดีภาษีได้หรือไม่
พินัยกรรมผิดแบบเอกสารลับ ใช้เป็นพินัยกรรมธรรมดาได้หรือไม่
การอยู่กินโดยไม่จดทะเบียนสมรสกับผลทางมรดกและพินัยกรรม(ฎีกา 2102/2551)
สิทธิทายาทเพิกถอนการโอนที่ดินมรดกและอายุความฟ้องคดี(ฎีกาที่ 5689/2552)
การตายพร้อมกันและผู้ไม่สมควรรับมรดก แนวคำพิพากษาศาลฎีกา(ฎีกา 358/2554)
บุตรบุญธรรมฟ้องแบ่งมรดก | ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์โดยมิชอบ(ฎีกา 1276/2558)
คำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกปิดบังทรัพย์มรดกมีผลอย่างไร
ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด(ฎีกา 6532/2562)
ผู้จัดการมรดกหลายคนทำงานไม่ได้ต้องทำอย่างไร ศาลมีอำนาจตั้งเพิ่มหรือไม่ และแก้ปัญหาความขัดแย้งในมรดกอย่างไรให้เดินหน้าต่อได้
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์เป็นของตนเองได้เพียงใด และผลต่อบุคคลภายนอกโดยสุจริต(ฎีกา 4887/2566)
เงินฌาปนกิจศพต้องหักกับค่าจัดการศพหรือไม่,หนี้กองมรดก, (ฎีกา 5043/2566)
ทายาทไม่คัดค้านการโอนมรดก ยังมีสิทธิหรือไม่? วิเคราะห์สิทธิขอกันเงินจากการขายทอดตลาดเมื่อยังไม่แบ่งมรดกเสร็จ
พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง & ความสามารถผู้ทำพินัยกรรม(ฎีกา 6522/2561)
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์เป็นของตนเอง ศาลชี้เป็นยักยอกทรัพย์มรดกหรือไม่
สัญญาประนีประนอม & สิทธิผู้จัดการมรดกเสียงข้างมาก (ฎีกา 3001/2568)
ผู้จัดการมรดกนำที่ดินมรดกไปจำนองโดยไม่ยินยอมจากทายาท มีความผิดหรือไม่? วิเคราะห์อำนาจผู้จัดการมรดกและความรับผิดทางอาญาเมื่อใช้ทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
อำนาจผู้จัดการมรดกร่วม & ฟ้องเรียกทรัพย์, มาตรา 1726, (ฎีกา 2628/2567)
สิทธิทายาทฟ้องแบ่งมรดกขาดอายุความหรือไม่ เมื่อปล่อยให้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเป็นเวลานานตามกฎหมายมรดกไทย
บังคับแบ่งมรดก & เพิกถอนโอน,ผู้จัดการมรดก, (ฎีกา 3886/2566)
ผู้จัดการมรดกมีอำนาจฟ้องเรียกทรัพย์มรดกคืนได้หรือไม่? วิเคราะห์กฎหมายกรณีทรัพย์สินที่ถือครองแทนผู้ตาย และหลักเสียงข้างมากของผู้จัดการมรดก
(ฎีกาที่ 8200/2567) เพิกถอนโฉนดที่ดินและการจัดการมรดก: การบังคับคดีและผลทางกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4043/2567 การตั้งผู้จัดการมรดกและการคัดค้านสิทธิของทายาท
พินัยกรรมมีข้อความพิมพ์ปนกับลายมือใช้ได้หรือไม่? วิเคราะห์กฎหมายพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับและสิทธิการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกร่วม
มรดกไม่มีทายาทตกเป็นของใคร? วิเคราะห์กฎหมายมรดกกรณีไม่มีทายาทโดยธรรม ไม่มีพินัยกรรม และข้อพิพาทเรื่องสิทธิในบัญชีเงินฝากของผู้ตาย
อุทธรณ์ต้องโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ชัด มิใช่คัดลอกคำให้การเดิม มิฉะนั้นถือเป็นอุทธรณ์ไม่ชอบตามกฎหมาย
โจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่เจ้ามรดกได้รับรองแล้ว(ฎีกา 7272/2562)
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกให้ตนเองได้หรือไม่ หากจัดการทรัพย์สินขัดต่อหน้าที่ เสี่ยงทั้งเพิกถอนนิติกรรมและความผิดยักยอก
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกให้ตนเองได้หรือไม่ และทายาทที่ยังไม่จดทะเบียนสิทธิจะฟ้องเพิกถอนการโอนแก่บุคคลภายนอกได้เพียงใด
สรุปคดีมรดก & เพิกถอนโอนที่ดิน,เพิกถอนนิติกรรม,(ฎีกา 1028/2564)
บุตรที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการตายของเจ้ามรดก ยังมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ และแบ่งทรัพย์มรดกอย่างไรเมื่อยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
การจัดการมรดกไม่ชอบไม่อาจถือว่าการจัดการมรดกสิ้นลงแล้ว
ฟ้องแบ่งมรดกเกิน 10 ปีได้หรือไม่ เมื่อทายาทยังครอบครองทรัพย์มรดกอยู่: อายุความแบ่งมรดก สิทธิครอบครอง และผลผูกพันคำพิพากษาเดิม
พินัยกรรมของผู้ตายที่ห้ามโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตกเป็นโมฆะ, ข้อห้ามในพินัยกรรมเป็นโมฆะ, ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม
ถอนผู้จัดการมรดก, การปันมรดกเสร็จสิ้นแล้ว, การจัดการศาลจ้าวไม่เป็นมรดก, ศาลจ้าวใต้เซียฮุดโจ๊วเป็นกุศลสถาน
ที่ดินของรัฐ มรดกของผู้ตาย, ที่ดินนิคมสหกรณ์, สิทธิทำประโยชน์ในที่ดิน, สิทธิเหนือพื้นดิน, การเพิกถอนโฉนดที่ดิน,
การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในกองมรดก, การเพิกถอนนิติกรรมในทรัพย์มรดก, การขายทรัพย์มรดกเพื่อชำระหนี้, ผู้จัดการมรดกกับสิทธิและหน้าที่
เจ้าหนี้ใช้สิทธิแทนลูกหนี้เรียกทรัพย์มรดกได้หรือไม่ ศาลวินิจฉัยว่าสิทธิในทรัพย์มรดกไม่ใช่สิทธิส่วนตัวตามกฎหมาย
สิทธิรับเงินค่าหุ้นสหกรณ์เป็นมรดกหรือไม่? วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับผู้รับโอนประโยชน์ เงินสงเคราะห์ และผลทางกฎหมายที่ทายาทควรรู้
นิติกรรมซื้อขายที่ดินซึ่งเป็นคนต่างด้าว, คดีมรดกที่ดินของคนต่างด้าว, อายุความคดีมรดก, การยักยอกทรัพย์มรดก
สิทธิรับมรดกของพี่น้องร่วมบิดามารดาและทายาทแทนที่ กรณีค่าเช่าทรัพย์มรดกต้องแบ่งอย่างไร ใครมีสิทธิเรียกคืนได้ตามกฎหมาย
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกเป็นของตนเองได้หรือไม่ และหากนำทรัพย์มรดกไปจำนองโดยทายาทไม่ยินยอมจะถูกกำจัดมิให้รับมรดกหรือไม่
เพิกถอนโอนมรดก & สิทธิทายาท (ฎีกา 1023/2566)
ที่ดิน น.ส.3 ก. ที่ผู้ตายยังไม่ส่งมอบให้ใครก่อนตาย เป็นมรดกหรือไม่ ผู้จัดการมรดกโอนเข้าชื่อตนเองได้เพียงใด และทายาทจะเรียกเพิกถอนคืนได้หรือไม่
สิทธิทายาทในมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง, ทายาทตายก่อนแบ่งมรดก, รับมรดกแทนที่ มาตรา 1639,
สิทธิการฟ้องขอแบ่งมรดกของทายาท, การเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินมรดก, สินสมรสหลังคู่สมรสเสียชีวิต
สัญญาประกันชีวิต, สัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก, ผู้ทำประกันชีวิตและผู้รับผลประโยชน์ตายพร้อมกัน
การจัดการหนี้สินในกองมรดก, สิทธิของเจ้าหนี้กองมรดก, ที่ดินมรดกและการบังคับคดี
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนมรดก
ผู้จัดการมรดกปฏิบัติผิดหน้าที่-ทายาทผู้มีสิทธิฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกได้
ผู้จัดการมรดกร่วมถึงแก่ความตายต้องทำอย่างไร, ฟ้องซ้อน คืออะไร, แต่งตั้งผู้จัดการมรดก
ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่เพียงทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป
การจัดการทรัพย์มรดกในฐานะผู้จัดการมรดกตามหน้าที่ที่จำเป็น
ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน ผู้มีส่วนได้เสีย
สามีไม่ได้จดทะเบียนเป็นผู้มีส่วนได้เสียเป็นผู้จัดการมรดกได้
ทรัพย์มรดกยังไม่ได้แบ่งให้แก่ทายาททุกคน-การจัดการทรัพย์มรดกยังไม่เสร็จสิ้น
ผู้จัดการมรดกไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มีผลอย่างไร?
ฟ้องผู้จัดการมรดกนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงเกินห้าปีขาดอายุความ
ผู้จัดการมรดกไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกยื่นต่อศาลถูกเพิกถอนได้
อายุความคดีมรดก เจ้าหนี้ฟ้องคดีมรดกเกินหนึ่งปี
ฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินมรดกต้องใช้กฎหมายมรดกหรือมาตรา 1336 และมีอายุความเพียงใดเมื่อผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ทายาทคนเดียว
บุตรนอกกฎหมายซึ่งผู้ตายรับรองแล้วเป็นผู้สืบสันดาน
มารดาขายที่ดินซึ่งผู้เยาว์มีส่วนแบ่งไม่ต้องขอศาล
นายอำเภอคือผู้มีอำนาจจัดทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง
พินัยกรรมมีลายมือชื่อและลายนิ้วมือถูกต้องหรือไม่ ทายาทโต้แย้งได้แค่ไหน และความรับผิดผู้จัดการมรดกตกทอดหรือไม่
ผู้จัดการมรดกนำทรัพย์มรดกไปให้เช่าราคาต่ำและเช่าช่วงเอากำไรสูง ทายาทหรือผู้จัดการมรดกร่วมฟ้องเรียกคืนค่าเช่าได้ภายในกี่ปี