
| ผู้จัดการมรดกทำสัญญาค่านายหน้าแล้วไม่จ่าย หนี้ผูกพันกองมรดกหรือไม่ และทายาทต้องรับผิดเพียงใดตามกฎหมายมรดกและคำพิพากษาศาลฎีกา
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญในทางกฎหมายมรดกว่า หนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย โดยเกิดจากการกระทำของผู้จัดการมรดกในระหว่างการบริหารจัดการทรัพย์มรดกนั้น จะถือเป็นหนี้ที่ผูกพันกองมรดกและทายาทหรือไม่ และบุคคลภายนอกซึ่งเป็นคู่สัญญากับผู้จัดการมรดกจะมีสิทธิฟ้องเรียกหนี้ดังกล่าวได้เพียงใด คดีนี้มีประเด็นเกี่ยวกับการว่าจ้างนายหน้าให้ขายที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดก โดยผู้จัดการมรดกร่วมได้ตกลงจ่ายค่านายหน้า แต่ภายหลังกลับไม่ชำระหนี้ จึงเกิดข้อพิพาทว่า หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ของกองมรดกหรือเป็นหนี้ส่วนตัวของผู้จัดการมรดก และโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยโดยอาศัยบทบัญญัติสำคัญในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หลายมาตรา โดยเฉพาะมาตรา 1600, 1601 และ 1724 ซึ่งเป็นหลักกฎหมายพื้นฐานเกี่ยวกับกองมรดกและอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดก ทำให้คดีนี้เป็นแนวคำพิพากษาที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการตีความ “หนี้ของกองมรดก” และ “ขอบเขตความรับผิดของผู้จัดการมรดก” ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกร่วม ได้ตกลงว่าจ้างโจทก์ให้เป็นนายหน้าขายที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย และตกลงจะชำระค่านายหน้าเมื่อขายได้สำเร็จ แต่จำเลยทั้งสองกลับไม่ชำระเงินตามที่ตกลงไว้ โจทก์จึงฟ้องเรียกค่านายหน้าพร้อมดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสอง โดยอ้างว่าหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นจากการจัดการมรดก และผูกพันกองมรดก จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และหนี้ดังกล่าวไม่ใช่หนี้ของกองมรดก ประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาวินิจฉัย ประเด็นสำคัญคือ (1) โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ (2) หนี้ค่านายหน้าที่เกิดจากผู้จัดการมรดกเป็นหนี้ของกองมรดกหรือไม่ (3) การกระทำของผู้จัดการมรดกผูกพันทายาทหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ผู้จัดการมรดกทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์มรดก ถือเป็นการกระทำภายในขอบอำนาจ หากเป็นไปเพื่อประโยชน์ของกองมรดก ย่อมก่อให้เกิดหนี้ที่ผูกพันกองมรดกได้ และเมื่อมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ตามกฎหมายแพ่ง โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 วิเคราะห์หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มาตรา 1600 กำหนดให้ “กองมรดก” รวมถึงสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดทั้งหมดของผู้ตาย ซึ่งหมายความว่าหนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของกองมรดก มาตรา 1601 กำหนดว่าทายาทไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดก มาตรา 1719 กำหนดหน้าที่ของผู้จัดการมรดกในการจัดการทรัพย์และหนี้ มาตรา 1724 เป็นหัวใจสำคัญ โดยกำหนดว่าหากผู้จัดการมรดกกระทำภายในขอบอำนาจ หนี้นั้นผูกพันทายาท หลักกฎหมายจึงสรุปได้ว่า “หนี้ที่เกิดขึ้นจากการจัดการมรดกโดยชอบ ย่อมเป็นหนี้ของกองมรดก” เจตนารมณ์ของกฎหมาย กฎหมายต้องการให้การจัดการมรดกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ผู้จัดการมรดกสามารถดำเนินการแทนกองมรดกได้อย่างคล่องตัว หากทุกการกระทำไม่ผูกพันกองมรดก จะทำให้การจัดการมรดกเป็นไปไม่ได้ ดังนั้น กฎหมายจึงรับรองผลของการกระทำที่อยู่ในขอบอำนาจ และคุ้มครองบุคคลภายนอกที่สุจริต แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวฎีกามีหลักสอดคล้องกันว่า * หนี้จากการจัดการมรดกสามารถเกิดขึ้นได้หลังเจ้ามรดกตาย * หากอยู่ในขอบอำนาจ ย่อมผูกพันกองมรดก * หากเกินขอบอำนาจ ผู้จัดการมรดกรับผิดเอง คดีนี้จึงยืนยันแนววินิจฉัยเดิม และขยายความชัดเจนเรื่อง “อำนาจฟ้องของบุคคลภายนอก” สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 3,065,397.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2560 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยดอกเบี้ยก่อนฟ้องต้องไม่เกิน 246,281.55 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ พร้อมกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับเป็นให้ยกฟ้อง โดยเห็นว่าโจทก์มิใช่เจ้าหนี้กองมรดก และไม่อาจฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกให้รับผิดชำระหนี้ค่านายหน้าตามฟ้องได้ ทั้งให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับ 3. ศาลฎีกา พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง เพราะเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ค่านายหน้าที่อ้างว่าเกิดจากการที่จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกตกลงว่าจ้างโจทก์ให้ขายทรัพย์มรดก อันเป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายแพ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 เมื่อศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยต่อว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดเพียงใด ศาลฎีกาจึงให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญว่า “กองมรดก” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1600 มิได้หมายถึงทรัพย์สินฝ่ายบวกของผู้ตายเท่านั้น หากยังครอบคลุมถึงสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการจัดการกองมรดกด้วย การตีความบทบัญญัติดังกล่าวจึงต้องพิจารณาควบคู่กับบทบัญญัติว่าด้วยผู้จัดการมรดกในมาตรา 1711 ถึงมาตรา 1724 โดยเฉพาะมาตรา 1719 ซึ่งให้อำนาจผู้จัดการมรดกดำเนินกิจการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป และมาตรา 1724 ซึ่งบัญญัติให้ทายาทผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการที่ผู้จัดการมรดกได้ทำไปภายในขอบอำนาจ สาระสำคัญของคำพิพากษานี้มิใช่อยู่เพียงที่ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องเท่านั้น หากแต่อยู่ที่การยืนยันหลักว่า หนี้ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตายก็อาจเป็นหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมายและผูกพันกองมรดกได้ หากเป็นหนี้ที่เกิดจากการจัดการมรดกโดยผู้จัดการมรดกภายในขอบอำนาจหรือโดยความยินยอมของทายาท หลักนี้มีผลในทางปฏิบัติอย่างยิ่ง เพราะในคดีมรดกจำนวนมากจำเป็นต้องมีการแต่งตั้งนายหน้า ทนายความ ผู้รับจ้าง ผู้ประเมินราคา หรือบุคคลภายนอกอื่นเข้ามาดำเนินการเพื่อให้การรวบรวม จำหน่าย หรือแบ่งปันทรัพย์มรดกสำเร็จลุล่วง อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งคือ การแบ่งแยกความรับผิดระหว่าง “กองมรดก” กับ “ผู้จัดการมรดกในฐานะส่วนตัว” ศาลฎีกาวางหลักไว้ชัดว่า หากผู้จัดการมรดกกระทำภายในขอบอำนาจ หนี้ย่อมผูกพันกองมรดกและทายาทในขอบทรัพย์มรดกที่ได้รับตกทอด แต่หากกระทำเกินขอบอำนาจและทายาทมิได้ยินยอม หนี้นั้นย่อมไม่ผูกพันกองมรดก ผู้จัดการมรดกจะต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว หลักนี้เป็นกลไกถ่วงดุลอำนาจของผู้จัดการมรดกมิให้ใช้สถานะไปก่อภาระแก่กองมรดกโดยปราศจากฐานอำนาจตามกฎหมาย คำพิพากษานี้ยังก่อให้เกิดผลในเชิงกระบวนพิจารณา กล่าวคือ เมื่อบุคคลภายนอกอ้างว่ามีสิทธิเรียกร้องจากผู้จัดการมรดกในฐานะที่เป็นผู้แทนกองมรดก ย่อมเป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายแพ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 จึงมีอำนาจฟ้องได้ ไม่จำต้องถูกจำกัดสิทธิฟ้องเพียงเพราะหนี้นั้นมิใช่หนี้เดิมของผู้ตายก่อนถึงแก่ความตาย ข้อนี้เป็นการตีความที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของการบริหารทรัพย์มรดก และทำให้ระบบกฎหมายมรดกสามารถใช้บังคับได้อย่างเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า หนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตายจากการที่ผู้จัดการมรดกทำสัญญากับบุคคลภายนอกเพื่อจัดการทรัพย์มรดกนั้น จะถือเป็นหนี้ที่ผูกพันกองมรดกได้หรือไม่ และบุคคลภายนอกดังกล่าวจะมีอำนาจฟ้องผู้จัดการมรดกในฐานะผู้แทนกองมรดกได้เพียงใด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หากหนี้นั้นเกิดจากการจัดการมรดกโดยชอบภายในขอบอำนาจของผู้จัดการมรดก หรือทายาทยินยอม หนี้ดังกล่าวย่อมผูกพันกองมรดกและทายาทในขอบแห่งทรัพย์มรดกได้ มิใช่ว่าหนี้ที่เกิดภายหลังความตายจะไม่อาจเป็นหนี้ของกองมรดกเสมอไป สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. หนี้ที่เกิดจากการจัดการมรดก หมายถึงหนี้ที่มิใช่หนี้เดิมของผู้ตาย แต่เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังการตาย อันเป็นผลจากการที่ผู้จัดการมรดกดำเนินกิจการอันจำเป็นเพื่อรวบรวม จำหน่าย สะสาง หรือแบ่งปันทรัพย์มรดก หากเกิดขึ้นภายในขอบอำนาจตามมาตรา 1719 และไม่ขัดต่อมาตรา 1722 ถึงมาตรา 1724 หนี้ดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันกองมรดกได้ 2. อำนาจฟ้องของบุคคลภายนอกต่อผู้จัดการมรดก หมายถึงสิทธิของคู่สัญญาหรือบุคคลภายนอกที่เข้าทำนิติกรรมกับผู้จัดการมรดกโดยสุจริต ในการใช้สิทธิทางศาลเพื่อบังคับตามหนี้หรือสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากกิจการเกี่ยวกับมรดก เมื่อมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายแพ่ง ย่อมฟ้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โดยไม่จำต้องรอให้มีการแบ่งมรดกเสร็จสิ้นก่อน คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-หนี้ที่เกิดขึ้นหลังเจ้ามรดกเสียชีวิตแล้ว สามารถเป็นหนี้ของกองมรดกได้หรือไม่ คำตอบ ได้ หากหนี้นั้นเกิดขึ้นจากการจัดการมรดกโดยชอบด้วยกฎหมาย คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า แม้หนี้ดังกล่าวจะมิใช่หนี้เดิมของผู้ตายก่อนถึงแก่ความตาย แต่ถ้าเป็นหนี้ที่เกิดจากการที่ผู้จัดการมรดกดำเนินกิจการเกี่ยวกับทรัพย์มรดกภายในขอบอำนาจ เช่น การว่าจ้างบุคคลภายนอกให้ช่วยขายทรัพย์มรดก การว่าจ้างดำเนินการด้านเอกสาร หรือการทำกิจการจำเป็นเพื่อสะสางและแบ่งปันมรดก หนี้นั้นย่อมเป็นหนี้ที่อาจผูกพันกองมรดกได้ หลักสำคัญอยู่ที่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าการกระทำนั้นอยู่ในขอบอำนาจของผู้จัดการมรดกตามกฎหมาย หรืออย่างน้อยทายาทได้ให้ความยินยอมไว้ หากเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย ผลย่อมตกแก่กองมรดก มิใช่เฉพาะตัวผู้จัดการมรดกแต่ฝ่ายเดียว 2. คำถาม-ผู้จัดการมรดกมีอำนาจทำสัญญากับนายหน้าขายที่ดินมรดกได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้วผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 การแต่งตั้งนายหน้าเพื่อขายทรัพย์มรดกจึงอาจเป็นกิจการที่อยู่ในขอบอำนาจได้ หากการขายทรัพย์นั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการรวบรวมทรัพย์ ชำระหนี้ หรือแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทต่อไป การทำสัญญากับนายหน้าจึงไม่ใช่เรื่องที่กฎหมายห้ามโดยสภาพ แต่ต้องพิจารณาประกอบด้วยว่าเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของกองมรดกจริงหรือไม่ มีลักษณะเป็นการจัดการมรดกโดยสุจริตหรือไม่ และมีเงื่อนไขใดที่ทำให้ผู้จัดการมรดกมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกหรือไม่ หากไม่ขัดต่อข้อห้ามตามมาตรา 1722 และเป็นกิจการที่เหมาะสมต่อการบริหารทรัพย์มรดก สัญญานั้นย่อมมีผลทางกฎหมายได้ 3. คำถาม-บุคคลภายนอกที่ทำสัญญากับผู้จัดการมรดก สามารถฟ้องผู้จัดการมรดกได้หรือไม่ คำตอบ สามารถฟ้องได้ หากมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายแพ่งเกิดขึ้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ดังที่ศาลฎีกาวินิจฉัยในคดีนี้ว่า โจทก์ซึ่งอ้างว่าตนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายหน้าขายทรัพย์มรดกและกองมรดกตกลงจ่ายค่านายหน้า เมื่อถูกผิดนัดไม่ชำระ ก็ย่อมมีสิทธิฟ้องผู้จัดการมรดกในฐานะคู่กรณีที่ทำสัญญาได้ ประเด็นสำคัญมิใช่อยู่ที่โจทก์เป็น “เจ้าหนี้เดิมของผู้ตาย” หรือไม่ แต่อยู่ที่มีข้อโต้แย้งเรื่องสิทธิเรียกร้องตามนิติสัมพันธ์ทางแพ่งซึ่งอ้างว่าผูกพันกองมรดกแล้วหรือไม่ ดังนั้น บุคคลภายนอกซึ่งทำสัญญากับผู้จัดการมรดกจึงมิได้ถูกตัดสิทธิฟ้องเพียงเพราะหนี้นั้นเกิดขึ้นภายหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย 4. คำถาม-ทายาทต้องรับผิดหนี้ที่ผู้จัดการมรดกก่อขึ้นทุกกรณีหรือไม่ คำตอบ ไม่ทุกกรณี เพราะกฎหมายมิได้ให้ผู้จัดการมรดกมีอำนาจก่อหนี้ผูกพันกองมรดกได้โดยไม่มีขอบเขต หลักตามมาตรา 1724 คือ ทายาทจะผูกพันต่อบุคคลภายนอกเฉพาะกิจการที่ผู้จัดการมรดกได้ทำไปภายในขอบอำนาจในฐานะผู้จัดการมรดกเท่านั้น หากการกระทำนั้นอยู่นอกเหนืออำนาจ ไม่ใช่กิจการเพื่อประโยชน์ของกองมรดก หรือผู้จัดการมรดกแสวงหาประโยชน์ส่วนตนโดยไม่มีความยินยอมของทายาท หนี้นั้นย่อมไม่ผูกพันทายาทหรือกองมรดก และผู้จัดการมรดกต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวต่อไป กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความรับผิดของทายาทขึ้นอยู่กับฐานอำนาจและลักษณะของการกระทำ มิใช่ขึ้นอยู่เพียงชื่อว่าเป็นการกระทำของผู้จัดการมรดกเท่านั้น 5. คำถาม-เหตุใดศาลฎีกาจึงไม่พิพากษาให้จำเลยชำระเงินไปเลย แต่กลับย้อนสำนวนไปศาลอุทธรณ์ คำตอบ เพราะศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเพียงประเด็นเบื้องต้นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และยกฟ้องเสียก่อน จึงยังมิได้วินิจฉัยประเด็นเนื้อหาสำคัญต่อไปว่า แท้จริงแล้วมีการตกลงค่านายหน้ากันหรือไม่ จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกต้องรับผิดหรือไม่ และต้องรับผิดเพียงใด เมื่อศาลฎีกากลับวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง ประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายส่วนที่เหลือยังมิได้ผ่านการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงจำเป็นต้องยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ทั้งนี้เพื่อให้การวินิจฉัยครบถ้วนตามลำดับชั้นศาล และเปิดโอกาสให้มีการพิจารณาประเด็นความรับผิดโดยละเอียดก่อน 6. คำถาม-มาตรา 1600 และมาตรา 1601 มีความสำคัญต่อคดีนี้อย่างไร คำตอบ มาตรา 1600 เป็นบทบัญญัติพื้นฐานที่กำหนดความหมายของ “กองมรดก” ว่าครอบคลุมทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของผู้ตาย เว้นแต่เรื่องที่เป็นการเฉพาะตัวโดยแท้ ส่วนมาตรา 1601 วางหลักว่าทายาทไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน แม้คดีนี้จะเป็นเรื่องหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังความตาย แต่ศาลฎีกานำสองมาตรานี้มาอธิบายเชื่อมโยงให้เห็นว่า ระบบกฎหมายมรดกมิได้ปิดกั้นการเกิดหนี้ใหม่จากการจัดการมรดก หากหนี้ดังกล่าวเกิดขึ้นโดยชอบเพื่อประโยชน์ของกองมรดก ก็อาจมีผลผูกพันกองมรดกและทายาทได้ เพียงแต่ทายาทจะรับผิดอยู่ในขอบทรัพย์มรดกที่ได้รับตกทอด ไม่ต้องเอาทรัพย์ส่วนตัวมารับผิดเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด 7. คำถาม-มาตรา 1724 ใช้คุ้มครองบุคคลภายนอกอย่างไร คำตอบ มาตรา 1724 มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการคุ้มครองความมั่นคงของนิติสัมพันธ์ระหว่างผู้จัดการมรดกกับบุคคลภายนอก เพราะหากผู้จัดการมรดกทำกิจการภายในขอบอำนาจ บุคคลภายนอกย่อมเชื่อถือได้ว่ากิจการนั้นมีผลผูกพันทายาทและกองมรดก ไม่เช่นนั้นบุคคลภายนอกคงไม่กล้าเข้าทำสัญญาหรือช่วยดำเนินกิจการใดเกี่ยวกับทรัพย์มรดกเลย อย่างไรก็ดี มาตรานี้ก็มิได้คุ้มครองโดยไร้ขอบเขต เพราะหากผู้จัดการมรดกเข้าทำนิติกรรมโดยแสวงหาลาภส่วนตัว หรือมีผลประโยชน์ขัดกันกับกองมรดกโดยทายาทมิได้ยินยอม ย่อมไม่ทำให้ทายาทต้องผูกพัน หลักนี้จึงเป็นการสร้างดุลยภาพระหว่างการคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้สุจริตกับการป้องกันการใช้อำนาจของผู้จัดการมรดกโดยมิชอบ 8. คำถาม-หากผู้จัดการมรดกกระทำเกินขอบอำนาจ ผลทางกฎหมายจะเป็นอย่างไร คำตอบ หากผู้จัดการมรดกกระทำเกินขอบอำนาจตามกฎหมาย หรือทำกิจการที่มิได้มุ่งประโยชน์แก่กองมรดก และทายาทมิได้ให้ความยินยอม การกระทำนั้นย่อมไม่ผูกพันกองมรดกและไม่ผูกพันทายาทตามมาตรา 1724 ผลที่ตามมาคือบุคคลภายนอกอาจไม่สามารถบังคับเอาจากกองมรดกได้ แต่ยังอาจมีสิทธิเรียกร้องจากผู้จัดการมรดกเป็นการส่วนตัวตามฐานนิติสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น ข้อพิจารณาสำคัญจึงอยู่ที่ว่าขณะทำนิติกรรมนั้น ผู้จัดการมรดกได้กระทำไปในฐานะผู้จัดการมรดกโดยแท้จริงหรือเพียงอ้างตำแหน่งเพื่อก่อหนี้ส่วนตัว อีกทั้งต้องตรวจสอบว่ากิจการนั้นมีความจำเป็นหรือสมควรแก่การจัดการมรดกหรือไม่ คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงเส้นแบ่งระหว่างหนี้ของกองมรดกกับหนี้ส่วนตัวของผู้จัดการมรดก ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4767/2565 ป.พ.พ. บรรพ 6 มรดก ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป หมวด 1 การตกทอดแห่งทรัพย์มรดก มาตรา 1600 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ กองมรดกของผู้ตายได้แก่ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ เว้นแต่ตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้วเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้" และมาตรา 1601 บัญญัติว่า "ทายาทไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน" ส่วนลักษณะ 4 วิธีจัดการและปันทรัพย์มรดก หมวด 1 ผู้จัดการมรดก มาตรา 1711 บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกนั้นรวมตลอดทั้งบุคคลที่ตั้งขึ้นโดยพินัยกรรมหรือโดยคำสั่งศาล" มาตรา 1719 บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็น เพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก" มาตรา 1721 บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกไม่มีสิทธิที่จะได้รับบำเหน็จจากกองมรดก เว้นแต่พินัยกรรม หรือทายาทโดยจำนวนข้างมากจะได้กำหนดให้ไว้" มาตรา 1722 บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกจะทำนิติกรรมใด ๆ ซึ่งตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกหาได้ไม่ เว้นแต่พินัยกรรมจะได้อนุญาตไว้ หรือได้รับอนุญาตจากศาล" มาตรา 1723 บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกต้องจัดการโดยตนเอง เว้นแต่จะทำการโดยตัวแทนได้ตามอำนาจที่ให้ไว้ชัดแจ้ง หรือโดยปริยายในพินัยกรรม หรือโดยคำสั่งศาล หรือในพฤติการณ์เพื่อประโยชน์แก่กองมรดก" และมาตรา 1724 บัญญัติว่า "ทายาทย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายอันผู้จัดการมรดกได้ทำไปภายในขอบอำนาจในฐานะที่เป็นผู้จัดการมรดก ถ้าผู้จัดการมรดกเข้าทำนิติกรรมกับบุคคลภายนอก โดยเห็นแก่ทรัพย์สินอย่างใด ๆ หรือประโยชน์อย่างอื่นใด อันบุคคลภายนอกได้ให้ หรือได้ให้คำมั่นว่าจะให้เป็นลาภส่วนตัว ทายาทหาต้องผูกพันไม่ เว้นแต่ทายาทจะได้ยินยอมด้วย" ย่อมเห็นได้ว่าในเรื่องเกี่ยวกับหนี้สินของผู้ตาย กฎหมายถือว่าเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายด้วย เพียงแต่ทายาทไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน ส่วนในเรื่องเกี่ยวกับวิธีจัดการมรดก กฎหมายกำหนดให้มีบุคคลหนึ่งเรียกว่า ผู้จัดการมรดกเป็นผู้รวบรวมทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ตายเพื่อสะสางหนี้สินและแบ่งปันทรัพย์สินของผู้ตายให้แก่ทายาทต่อไปจนเสร็จเรียบร้อย โดยระบุว่าผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ ตลอดทั้งความรับผิดอย่างใดบ้าง ดังนั้น หนี้ที่เกิดจากการจัดการมรดกของผู้จัดการมรดกจึงเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นได้โดยชอบตามกฎหมาย ซึ่งหากผู้จัดการมรดกกระทำภายในขอบอำนาจ หรือทายาทยินยอม หนี้นั้นย่อมผูกพันทายาทหรือกองมรดก มิใช่ว่าหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายไปแล้วจะเกิดขึ้นไม่ได้และไม่ผูกพันกองมรดกแต่อย่างใดไม่ แต่หากผู้จัดการมรดกกระทำเกินขอบอำนาจและทายาทไม่ยินยอมแล้ว หนี้นั้นย่อมไม่ผูกพันทายาทหรือกองมรดกแต่อย่างใด โดยผู้จัดการมรดกต้องรับผิดในฐานะส่วนตัวต่อไป เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่า จำเลยทั้งสอง ส. และ ว. ในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมของ พ. และ น. ตกลงให้โจทก์เป็นนายหน้าขายที่ดินทรัพย์มรดก และกองมรดกตกลงจ่ายค่านายหน้าให้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ค่านายหน้าจากจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 845 ประกอบมาตรา 1724 กรณีจึงมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่งแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ได้ ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่านายหน้า 3,311,678.77 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยอ้างว่าจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมของผู้ตาย ได้ตกลงให้โจทก์เป็นนายหน้าขายที่ดินทรัพย์มรดกและตกลงจ่ายค่านายหน้า แต่ภายหลังผิดนัดไม่ชำระ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 3,065,397.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี และค่าฤชาธรรมเนียม แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โดยเห็นว่าโจทก์มิใช่เจ้าหนี้กองมรดก จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1600, 1601, 1711, 1719 และ 1724 กองมรดกย่อมรวมถึงสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดต่าง ๆ ของผู้ตาย อีกทั้งผู้จัดการมรดกมีอำนาจจัดการทรัพย์และหนี้สินเพื่อสะสางและแบ่งปันมรดกได้ หนี้ที่เกิดจากการจัดการมรดกจึงอาจเกิดขึ้นได้โดยชอบภายหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย หากผู้จัดการมรดกกระทำภายในขอบอำนาจหรือทายาทยินยอม หนี้ดังกล่าวย่อมผูกพันกองมรดกหรือทายาทได้ แต่หากเกินขอบอำนาจและทายาทไม่ยินยอม ผู้จัดการมรดกต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่านายหน้าจากจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดก จึงเป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายแพ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาจึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นความรับผิดต่อไปตามรูปคดี ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 3,311,678.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,065,397.22 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดหรืออายัดเงินหรือทรัพย์สินหรือเงินได้อื่นที่จำเลยทั้งสองมีสิทธิได้รับมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 3,065,397.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2560 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (แต่ดอกเบี้ยก่อนฟ้องต้องไม่เกิน 246,281.55 บาท) ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท คำขออื่นให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 มรดก ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป หมวด 1 การตกทอดแห่งทรัพย์มรดกมาตรา 1600 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ กองมรดกของผู้ตายได้แก่ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ เว้นแต่ตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้ว เป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้" และมาตรา 1601 บัญญัติว่า "ทายาทไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน" ส่วนลักษณะ 4 วิธีจัดการและปันทรัพย์มรดก หมวด 1 ผู้จัดการมรดก มาตรา 1711 บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกนั้นรวมตลอดทั้งบุคคลที่ตั้งขึ้นโดยพินัยกรรมหรือโดยคำสั่งศาล" มาตรา 1719 บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก" มาตรา 1721 บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกไม่มีสิทธิที่จะได้รับบำเหน็จจากกองมรดก เว้นแต่พินัยกรรม หรือทายาทโดยจำนวนข้างมากจะได้กำหนดไว้" มาตรา 1722 บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกจะทำนิติกรรมใด ๆ ซึ่งตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกหาได้ไม่ เว้นแต่พินัยกรรมจะได้อนุญาตไว้ หรือได้รับอนุญาตจากศาล" มาตรา 1723 บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกต้องจัดการโดยตนเอง เว้นแต่จะทำการโดยตัวแทนได้ตามอำนาจที่ให้ไว้ชัดแจ้ง หรือโดยปริยายในพินัยกรรม หรือโดยคำสั่งศาล หรือในพฤติการณ์เพื่อประโยชน์แก่กองมรดก" และมาตรา 1724 บัญญัติว่า "ทายาทย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายอันผู้จัดการมรดกได้ทำไปภายในขอบอำนาจในฐานะที่เป็นผู้จัดการมรดก ถ้าผู้จัดการมรดกเข้าทำนิติกรรมกับบุคคลภายนอก โดยเห็นแก่ทรัพย์สินอย่างใด ๆ หรือประโยชน์อย่างอื่นใด อันบุคคลภายนอกได้ให้ หรือได้ให้คำมั่นว่าจะให้เป็นลาภส่วนตัว ทายาทหาต้องผูกพันไม่ เว้นแต่ทายาทจะได้ยินยอมด้วย" ย่อมเห็นได้ว่าในเรื่องเกี่ยวกับหนี้สินของผู้ตาย กฎหมายถือว่าเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายด้วย เพียงแต่ทายาทไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน ส่วนในเรื่องเกี่ยวกับวิธีจัดการมรดก กฎหมายกำหนดให้มีบุคคลหนึ่งเรียกว่า ผู้จัดการมรดกเป็นผู้รวบรวมทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ตายเพื่อสะสางหนี้สินและแบ่งปันทรัพย์สินของผู้ตายให้แก่ทายาทต่อไปจนเสร็จเรียบร้อย โดยระบุว่าผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ ตลอดทั้งความรับผิดอย่างใดบ้าง ดังนั้น หนี้ที่เกิดจากการจัดการมรดกของผู้จัดการมรดกจึงเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นได้โดยชอบตามกฎหมาย ซึ่งหากผู้จัดการมรดกกระทำภายในขอบอำนาจ หรือทายาทยินยอม หนี้นั้นย่อมผูกพันทายาทหรือกองมรดก มิใช่ว่าหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายไปแล้วจะเกิดขึ้นไม่ได้และไม่ผูกพันกองมรดกแต่อย่างใดไม่ แต่หากผู้จัดการมรดกกระทำเกินขอบอำนาจและทายาทไม่ยินยอมแล้ว หนี้นั้นย่อมไม่ผูกพันทายาทหรือกองมรดกแต่อย่างใด โดยผู้จัดการมรดกต้องรับผิดในฐานะส่วนตัวต่อไป เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่า จำเลยทั้งสอง นางสุมาลีและนางสุวรรณา ในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมของพันเอกพระพินิจเสนาการ (ศุข) และนางพินิจเสนาการ (ชุบ) ตกลงให้โจทก์เป็นนายหน้าขายที่ดินทรัพย์มรดก และกองมรดกตกลงจ่ายค่านายหน้าให้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ค่านายหน้าจากจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 845 ประกอบมาตรา 1724 กรณีจึงมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่งแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์มิใช่เจ้าหนี้กองมรดก โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายให้รับผิดชำระหนี้ค่านายหน้าตามฟ้องไม่ได้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น กรณีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เมื่อศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยในปัญหาดังกล่าว กรณีจึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ |



