
| การตั้งผู้จัดการมรดกร่วมเมื่อผู้จัดการมรดกถึงแก่ความตาย(ฎีกาที่ 4769/2566)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาการจัดการมรดกในกรณีที่มีผู้จัดการมรดกร่วมหลายคน และผู้จัดการมรดกคนหนึ่งถึงแก่ความตาย ส่งผลให้การจัดการมรดกไม่อาจดำเนินต่อไปได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยถึงการสิ้นสุดอำนาจผู้จัดการมรดกโดยผลของกฎหมาย เงื่อนไขการนำบทบัญญัติเกี่ยวกับผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่มาใช้บังคับ และอำนาจศาลในการตั้งผู้จัดการมรดกเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก โดยมุ่งคุ้มครองประโยชน์สูงสุดของกองมรดกเป็นสำคัญ คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1. เมื่อผู้จัดการมรดกคนหนึ่งถึงแก่ความตาย อำนาจในการจัดการมรดกสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติหรือไม่ 2. ผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่สามารถจัดการมรดกต่อไปได้ทันทีหรือจำต้องได้รับคำสั่งศาล 3. ศาลมีอำนาจตั้งผู้จัดการมรดกเพิ่มเติมได้เพียงใดเมื่อการจัดการมรดกเกิดเหตุขัดข้อง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการจัดการมรดกเมื่อมีผู้จัดการมรดกร่วมหลายคน และผู้จัดการมรดกคนหนึ่งถึงแก่ความตาย จนทำให้การจัดการมรดกเกิด “เหตุขัดข้อง” ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยว่า ผู้จัดการมรดกที่เหลือจะมีอำนาจจัดการต่อไปอย่างไร และศาลมีอำนาจตั้งผู้จัดการมรดกเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดเสียงข้างมากและคุ้มครองประโยชน์กองมรดกได้หรือไม่ มาตรากฎหมายสำคัญที่สุดที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ป.พ.พ. มาตรา 1713 วรรคหนึ่ง (2) และวรรคสอง, ป.พ.พ. มาตรา 1718, ป.พ.พ. มาตรา 1715 วรรคสอง (ประเด็นว่า “ใช้ไม่ได้” ในคดีนี้), ป.พ.พ. มาตรา 1726, และหลักเรื่องอำนาจผู้จัดการมรดกสิ้นสุดเมื่อถึงแก่ความตาย key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ป.พ.พ. มาตรา 1713 เหตุขัดข้องในการจัดการมรดก แก่นของคดีคือ “มีเหตุขัดข้อง” จริงหรือไม่ เพราะถ้ามีเหตุขัดข้อง ศาลย่อมมีอำนาจตั้งผู้จัดการมรดกเพิ่มเติมเพื่อให้การจัดการมรดกเดินหน้าต่อไปและเป็นประโยชน์ต่อกองมรดก 2. ผู้จัดการมรดกร่วมหลายคน ต้องอาศัยเสียงข้างมาก เมื่อมีผู้จัดการมรดกหลายคน การตัดสินใจต้องเดินด้วยกลไกเสียงข้างมาก ไม่เช่นนั้นการจัดการมรดกจะหยุดชะงัก และศาลต้องแก้โครงสร้างให้ “ตัดสินได้จริง” 3. ป.พ.พ. มาตรา 1726 ปัญหาเสียงเท่ากัน และศาลเป็นผู้ชี้ขาด เมื่อเหลือผู้จัดการมรดก 6 คน มีความเสี่ยงเกิดคะแนนเท่ากันทำให้ไม่มีเสียงชี้ขาด หากเกิดกรณีนี้ต้องใช้มาตรา 1726 ให้ผู้มีส่วนได้เสียร้องให้ศาลชี้ขาด จึงสะท้อนว่าเป็น “เหตุขัดข้อง” ทางกฎหมายที่สำคัญ 4. ป.พ.พ. มาตรา 1715 วรรคสอง ใช้ไม่ได้เพราะไม่ใช่ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม ศาลฎีกาชี้ว่า มาตรา 1715 วรรคสองที่ให้ผู้จัดการมรดกที่เหลือจัดการต่อไปนั้น ไม่อาจนำมาใช้กับคดีนี้ เพราะการตั้งผู้จัดการมรดกเป็นการตั้งโดยศาลในกรณีไม่มีพินัยกรรม และมีคำสั่งศาลกำหนดให้ร่วมกันจัดการตามโครงเดิม 5. ป.พ.พ. มาตรา 1718 คุณสมบัติผู้จัดการมรดก และสิทธิทายาทยื่นคำร้อง ผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกเพิ่มเติมต้องเป็นผู้มีสิทธิยื่นคำร้องตามกฎหมายและไม่เป็นบุคคลต้องห้าม ศาลฎีกาตรวจคุณสมบัติแล้วเห็นว่าผู้คัดค้านเป็นทายาทโดยธรรมและไม่ต้องห้าม จึงตั้งเป็นผู้จัดการมรดกเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดเสียงข้างมากและเป็นประโยชน์แก่กองมรดก ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านรวมเจ็ดคนเป็นผู้จัดการมรดกร่วมของเจ้ามรดกซึ่งถึงแก่ความตายโดยไม่มีพินัยกรรม ต่อมาผู้จัดการมรดกคนหนึ่งถึงแก่ความตาย ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้จัดการมรดกที่ถึงแก่ความตายออก และให้ผู้จัดการมรดกที่เหลือจัดการมรดกต่อไป ขณะที่บุตรของผู้จัดการมรดกที่ถึงแก่ความตายยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกร่วมแทน ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย ประเด็นสำคัญอยู่ที่การสิ้นสุดอำนาจผู้จัดการมรดกเมื่อถึงแก่ความตาย การใช้บทบัญญัติมาตรา 1715 วรรคสอง ในกรณีมิใช่การตั้งผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม และอำนาจศาลในการตั้งผู้จัดการมรดกเพิ่มเติมตามมาตรา 1713 เมื่อเกิดเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก หลักกฎหมายเรื่องการสิ้นสุดอำนาจผู้จัดการมรดก ศาลฎีกาวางหลักชัดเจนว่า เมื่อผู้จัดการมรดกถึงแก่ความตาย อำนาจในการจัดการมรดกของผู้นั้นย่อมสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมาย ไม่จำต้องมีคำสั่งถอนจากศาล แต่ศาลต้องมีคำสั่งกำหนดอำนาจของผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่ให้ชัดแจ้ง การไม่อาจนำมาตรา 1715 วรรคสอง มาใช้ คดีนี้มิใช่การตั้งผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม บทบัญญัติที่ให้ผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่จัดการมรดกต่อไปโดยลำพังจึงไม่อาจนำมาใช้บังคับได้ การปล่อยให้ผู้จัดการมรดกที่เหลือดำเนินการโดยไม่มีคำสั่งศาลจะเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งเดิมของศาล ปัญหาเสียงข้างมากและเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก เมื่อเหลือผู้จัดการมรดกเพียงหกคน ย่อมเกิดปัญหาการแบ่งเสียงเป็นสองฝ่ายโดยไม่มีเสียงชี้ขาด ศาลฎีกาเห็นว่านี่เป็นเหตุขัดข้องตามมาตรา 1713 และ 1726 ซึ่งทำให้ศาลมีอำนาจเข้ามาแก้ไขเพื่อให้การจัดการมรดกเดินหน้าต่อไปได้ อำนาจศาลในการตั้งผู้จัดการมรดกเพิ่มเติม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมและไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามมาตรา 1718 มีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้ และการตั้งเพิ่มเติมจะทำให้เกิดเสียงข้างมาก อันเป็นประโยชน์ต่อกองมรดกมากที่สุด แนวคำพิพากษาที่เป็นบรรทัดฐาน คำพิพากษานี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญว่า ศาลต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพในการจัดการมรดกเป็นหลัก ไม่ยึดติดกับจำนวนผู้จัดการมรดกเดิม หากพฤติการณ์เปลี่ยนไปจนก่อให้เกิดอุปสรรค ศาลสามารถใช้อำนาจแก้ไขได้เพื่อคุ้มครองกองมรดก สรุปข้อคิดทางกฎหมาย การจัดการมรดกต้องไม่หยุดชะงักเพราะเหตุทางเทคนิค ผู้จัดการมรดกถึงแก่ความตายย่อมสิ้นอำนาจทันที และศาลมีบทบาทสำคัญในการปรับโครงสร้างการจัดการมรดกให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อประโยชน์สูงสุดของกองมรดกและทายาททุกฝ่าย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4769/2566 เมื่อผู้คัดค้านที่ 5 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกคนหนึ่งของเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ทำให้ผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่ 6 คน ไม่อาจจัดการมรดกต่อไปได้ โดยที่ศาลยังไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่ทั้ง 6 คน เป็นผู้จัดการมรดก เพราะจะเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งศาลที่ให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งหกร่วมกันจัดการมรดกของผู้ตาย ทั้งกรณีไม่อาจนำ ป.พ.พ. มาตรา 1715 วรรคสอง ที่กำหนดให้ผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่จัดการมรดกต่อไปได้ แต่ไม่อาจจัดการมรดกโดยลำพังมาใช้บังคับกับกรณีการตั้งผู้จัดการมรดกในคดีนี้ได้ เพราะคดีนี้ไม่ใช่การตั้งผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม การที่ผู้จัดการมรดกคนหนึ่งถึงแก่ความตายย่อมทำให้อำนาจในการจัดการมรดกของผู้จัดการมรดกที่ถึงแก่ความตายสิ้นสุดลง โดยไม่จำต้องมีคำสั่งถอนผู้จัดการมรดกที่ถึงแก่ความตายออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก แต่จะต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับอำนาจในการจัดการมรดกของผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่ต่อไป การที่ผู้คัดค้านที่ 5 ถึงแก่ความตาย ทำให้คงเหลือผู้จัดการมรดกที่มีอำนาจในการจัดการมรดกเพียง 6 คน ซึ่งมิอาจหาเสียงชี้ขาดได้หากเกิดกรณีที่มีความเห็นแบ่งเป็นสองฝ่าย และแต่ละฝ่ายมีคะแนนเสียงเท่ากันดังนั้น จึงต้องใช้กระบวนการทางกฎหมายตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1726 โดยจะต้องให้ผู้มีส่วนได้เสียร้องขอต่อศาลให้เป็นผู้ชี้ขาดต่อไป ทั้งเมื่อบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1713 วรรคสอง กำหนดให้การตั้งผู้จัดการมรดกในกรณีที่ไม่มีข้อกำหนดพินัยกรรม ให้ศาลตั้งเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกตามพฤติการณ์ และโดยคำนึงถึงเจตนาของเจ้ามรดก แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร ซึ่งกรณีที่มีผู้จัดการมรดกหลายคน การทำหน้าที่ผู้จัดการมรดกต้องถือตามเสียงข้างมากตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1726 เมื่อคำนึงถึงเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก การตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายด้วยย่อมทำให้การจัดการมรดกมีเสียงข้างมากซึ่งน่าจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อกองมรดกของผู้ตาย สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ถอนผู้จัดการมรดกที่ถึงแก่ความตายออก และยกคำร้องขอแต่งตั้งบุตรของผู้ตายเป็นผู้จัดการมรดกร่วม 2. ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าไม่มีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก 3. ศาลฎีกาพิพากษาแก้ เห็นว่าการจัดการมรดกเกิดเหตุขัดข้องจริง จึงตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วมเพิ่มเติม เพื่อให้มีเสียงข้างมากและเป็นประโยชน์ต่อกองมรดก
เรื่อง เหตุขัดข้องในการจัดการมรดกและอำนาจศาลในการปรับโครงสร้างผู้จัดการมรดกเพื่อคุ้มครองประโยชน์กองมรดก บทความ คำพิพากษาศาลฎีกาที่วางหลักเกี่ยวกับการจัดการมรดกในกรณีมีผู้จัดการมรดกร่วมหลายคนและเกิดเหตุขัดข้องในการจัดการ เป็นแนวคำวินิจฉัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตีความบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ว่าด้วยมรดก โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่มีพินัยกรรมและศาลเป็นผู้ตั้งผู้จัดการมรดกขึ้นตามพฤติการณ์แห่งคดี บทความนี้มุ่งวิเคราะห์หลักกฎหมายดังกล่าวอย่างเป็นระบบ โดยเชื่อมโยงบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องและแนวคำพิพากษาศาลฎีกาอื่นมาอธิบายประกอบ ประการแรก ป.พ.พ. มาตรา 1713 วรรคหนึ่ง (2) บัญญัติให้ศาลมีอำนาจตั้งผู้จัดการมรดกเมื่อ “ผู้จัดการมรดกหรือทายาทไม่สามารถหรือไม่เต็มใจที่จะจัดการ หรือมีเหตุขัดข้องในการจัดการหรือในการแบ่งปันมรดก” แก่นของปัญหาทางกฎหมายจึงอยู่ที่การตีความคำว่า “เหตุขัดข้อง” ว่าครอบคลุมเพียงกรณีที่ไม่สามารถจัดการได้โดยทางกายภาพ หรือรวมถึงกรณีที่โครงสร้างการจัดการมรดกไม่อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่มีผลในทางปฏิบัติด้วย ศาลฎีกาได้ขยายความหมายของเหตุขัดข้องให้ครอบคลุมถึงกรณีที่ผู้จัดการมรดกร่วมมีความเห็นแตกต่างกันอย่างรุนแรงจนไม่สามารถเริ่มต้นจัดการหรือแบ่งปันทรัพย์มรดกได้จริง แม้ในทางนิตินัยจะยังคงมีผู้จัดการมรดกครบถ้วนก็ตาม แนวคิดนี้สอดคล้องกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาหลายคดีที่ถือว่าการคุ้มครองประโยชน์กองมรดกต้องพิจารณาจากสภาพความเป็นจริง มิใช่เพียงรูปแบบทางกฎหมายเท่านั้น ประการที่สอง เมื่อมีผู้จัดการมรดกร่วมหลายคน หลักทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1726 กำหนดให้การทำหน้าที่ของผู้จัดการมรดกต้องถือตามเสียงข้างมาก หลักเสียงข้างมากจึงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการจัดการมรดก หากโครงสร้างผู้จัดการมรดกไม่เอื้อให้เกิดเสียงข้างมากได้จริง การจัดการมรดกย่อมตกอยู่ในภาวะชะงักงัน ศาลฎีกาเคยวางแนวไว้ในหลายคดีว่า การจัดการมรดกที่ปล่อยให้ยืดเยื้อโดยไม่มีความคืบหน้า ย่อมกระทบต่อประโยชน์ของกองมรดกและทายาททุกฝ่าย ซึ่งศาลไม่อาจเพิกเฉยได้ ประการที่สาม ปัญหาเสียงเท่ากันตามมาตรา 1726 เป็นประเด็นที่มีนัยสำคัญในทางปฏิบัติ เมื่อจำนวนผู้จัดการมรดกเหลือเป็นเลขคู่ เช่น 6 คน ย่อมมีความเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะเกิดกรณีแบ่งเสียงออกเป็นสองฝ่ายโดยไม่มีเสียงข้างมากชี้ขาด แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้ผู้มีส่วนได้เสียร้องขอให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาดได้ แต่การต้องพึ่งพาศาลในทุกการตัดสินใจสะท้อนถึงความผิดปกติของโครงสร้างการจัดการมรดก และถือเป็นเหตุขัดข้องตามความหมายของมาตรา 1713 ศาลฎีกาจึงมองปัญหานี้ในเชิงโครงสร้าง มิใช่ปัญหาชั่วคราวเฉพาะกรณี ประการที่สี่ ป.พ.พ. มาตรา 1715 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติให้ผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่จัดการมรดกต่อไปได้ แต่ไม่อาจจัดการโดยลำพัง เป็นบทบัญญัติที่ใช้กับกรณีผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดเจนว่าไม่อาจนำมาใช้กับกรณีที่ศาลตั้งผู้จัดการมรดกขึ้นโดยไม่มีพินัยกรรม เพราะจะเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งศาลเดิมที่กำหนดให้จัดการมรดกร่วมกันตามโครงสร้างเฉพาะ แนววินิจฉัยนี้สอดคล้องกับหลักการตีความกฎหมายที่ต้องแยกบทบัญญัติที่มีที่มาและวัตถุประสงค์แตกต่างกันออกจากกันอย่างเคร่งครัด ประการที่ห้า ป.พ.พ. มาตรา 1718 ว่าด้วยบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดก เป็นบทบัญญัติที่ศาลต้องตรวจสอบควบคู่กับสิทธิในการยื่นคำร้องตามมาตรา 1713 ศาลฎีกาได้วางหลักว่า เมื่อผู้ร้องขอเป็นทายาทโดยธรรมและไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมายแล้ว ศาลต้องพิจารณาต่อไปว่าการตั้งผู้นั้นเป็นผู้จัดการมรดกจะเป็นประโยชน์ต่อกองมรดกหรือไม่ มิใช่ปฏิเสธเพียงเพราะมีผู้จัดการมรดกอยู่ก่อนแล้ว หากพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าการตั้งเพิ่มเติมจะทำให้เกิดเสียงข้างมากและแก้ไขเหตุขัดข้องได้ ศาลย่อมมีอำนาจและหน้าที่ที่จะกระทำเพื่อคุ้มครองประโยชน์กองมรดก โดยสรุป แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในประเด็นนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญว่า อำนาจศาลในการจัดการมรดกมิใช่อำนาจเชิงพิธีการ หากแต่เป็นอำนาจเชิงเนื้อหาที่ต้องใช้อย่างยืดหยุ่นและสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง การตีความบทบัญญัติเกี่ยวกับผู้จัดการมรดกต้องมุ่งให้การจัดการกองมรดกสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของกองมรดกและทายาทโดยรวมเป็นสำคัญ แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1. ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกร่วมหลายคนในคดีที่ไม่มีพินัยกรรม ต่อมาผู้จัดการมรดกคนหนึ่งถึงแก่ความตาย การถึงแก่ความตายดังกล่าวส่งผลต่ออำนาจในการจัดการมรดกของผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่เพียงใด ผู้จัดการมรดกที่เหลือสามารถอาศัยบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1715 วรรคสอง จัดการมรดกต่อไปได้โดยลำพังหรือไม่ และศาลจำต้องมีคำสั่งใดเพิ่มเติมเพื่อให้การจัดการมรดกเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ธงคำตอบ การที่ผู้จัดการมรดกคนหนึ่งถึงแก่ความตาย ย่อมทำให้อำนาจในการจัดการมรดกของผู้จัดการมรดกผู้นั้นสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมาย ไม่จำต้องมีคำสั่งถอนออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกก่อน ทั้งนี้เป็นหลักกฎหมายทั่วไปว่าด้วยการสิ้นสุดอำนาจหน้าที่ของบุคคลเมื่อถึงแก่ความตาย อย่างไรก็ดี การสิ้นสุดอำนาจของผู้จัดการมรดกคนหนึ่งไม่อาจทำให้ผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่มีอำนาจจัดการมรดกต่อไปโดยอัตโนมัติ หากการตั้งผู้จัดการมรดกเดิมเป็นการตั้งโดยศาลในกรณีไม่มีพินัยกรรม และศาลมีคำสั่งกำหนดให้ผู้จัดการมรดกร่วมกันจัดการมรดกตามโครงสร้างเดิม ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ไม่อาจนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1715 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติให้ผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่จัดการมรดกต่อไปได้แต่ไม่อาจจัดการโดยลำพัง มาใช้บังคับได้ เนื่องจากบทบัญญัติดังกล่าวมุ่งใช้กับกรณีการตั้งผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม มิใช่กรณีที่ศาลตั้งผู้จัดการมรดกขึ้นโดยไม่มีพินัยกรรม และมีคำสั่งศาลกำหนดให้จัดการมรดกร่วมกันโดยเฉพาะ ดังนั้น เมื่อผู้จัดการมรดกคนหนึ่งถึงแก่ความตาย ศาลจำต้องมีคำสั่งกำหนดอำนาจของผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่ให้ชัดแจ้ง มิฉะนั้น การปล่อยให้ผู้จัดการมรดกที่เหลือดำเนินการต่อไปโดยไม่มีคำสั่งศาล ย่อมเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งศาลเดิมและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาจึงใช้อำนาจพิจารณาและมีคำสั่งกำหนดอำนาจของผู้จัดการมรดกที่เหลือโดยตรงเพื่อให้การจัดการมรดกเป็นไปโดยถูกต้อง ข้อ 2. เมื่อการจัดการมรดกมีผู้จัดการมรดกร่วมหลายคน และปรากฏว่าการจัดการมรดกไม่อาจดำเนินไปได้เนื่องจากความเห็นแตกต่างกัน อีกทั้งเมื่อผู้จัดการมรดกคนหนึ่งถึงแก่ความตายทำให้จำนวนผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่ไม่อาจหาเสียงข้างมากชี้ขาดได้ กรณีดังกล่าวถือเป็น “เหตุขัดข้องในการจัดการมรดก” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 หรือไม่ และศาลมีอำนาจตั้งทายาทรายอื่นเป็นผู้จัดการมรดกเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวเพียงใด ธงคำตอบ ศาลฎีกาวางหลักว่า “เหตุขัดข้องในการจัดการมรดก” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 วรรคหนึ่ง (2) มิได้จำกัดเฉพาะกรณีที่ผู้จัดการมรดกไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ทางกายภาพเท่านั้น แต่รวมถึงกรณีที่โครงสร้างการจัดการมรดกไม่เอื้อให้การจัดการดำเนินไปได้จริง เช่น ความเห็นแตกแยกของผู้จัดการมรดกหลายฝ่ายจนไม่สามารถเริ่มจัดการหรือแบ่งปันทรัพย์มรดกได้ ในคดีนี้ แม้เดิมจะมีผู้จัดการมรดกร่วมกันถึง 7 คน และโดยหลักสามารถใช้เสียงข้างมากตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 เพื่อชี้ขาดได้ แต่ปรากฏว่าตลอดระยะเวลากว่า 1 ปี 3 เดือน นับแต่มีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดก ยังไม่อาจเริ่มจัดการหรือแบ่งปันทรัพย์มรดกได้ เนื่องจากความไม่ร่วมมือและความเห็นแตกต่างกัน เมื่อผู้จัดการมรดกคนหนึ่งถึงแก่ความตาย ทำให้เหลือผู้จัดการมรดกเพียง 6 คน ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดคะแนนเสียงเท่ากันโดยไม่มีเสียงชี้ขาด จนต้องพึ่งพาการร้องต่อศาลทุกครั้งตามมาตรา 1726 ศาลฎีกาเห็นว่า พฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นเหตุขัดข้องในการจัดการมรดกอย่างแท้จริง และเมื่อเป็นการตั้งผู้จัดการมรดกในกรณีไม่มีพินัยกรรม ศาลต้องใช้อำนาจตามมาตรา 1713 วรรคสอง ตั้งผู้จัดการมรดกเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกตามพฤติการณ์และโดยคำนึงถึงเจตนาของเจ้ามรดกเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกเพิ่มเติมต้องเป็นบุคคลมีสิทธิยื่นคำร้องและไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามมาตรา 1718 เมื่อผู้คัดค้านเป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก ไม่เป็นบุคคลต้องห้าม และการตั้งเพิ่มเติมจะทำให้การจัดการมรดกมีเสียงข้างมากซึ่งสามารถตัดสินใจได้จริง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วมเพิ่มเติม เพื่อแก้ไขเหตุขัดข้องและคุ้มครองประโยชน์สูงสุดของกองมรดกเป็นสำคัญ |




