ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกให้ตนเองได้หรือไม่ หากจัดการทรัพย์สินขัดต่อหน้าที่ เสี่ยงทั้งเพิกถอนนิติกรรมและความผิดยักยอก

คำพิพากษาศาลฎีกา 416/2563, ผู้จัดการมรดกไม่มีพินัยกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1716 และมาตรา 1728, การจัดการทรัพย์มรดกตามมาตรา 1729 และมาตรา 1732, ทรัพย์มรดกตกแก่ทายาท, สิทธิทายาทผู้มีส่วนได้เสีย, ยักยอกทรัพย์มรดกตาม ป.อ. มาตรา 352 และ 354, ห้ามผู้จัดการมรดกทำนิติกรรมมีส่วนได้เสียตามมาตรา 1722, ที่ดินมรดกที่อยู่ในข้อกำหนดห้ามโอนตาม ม.58 ทวิ แห่ง ป.ที่ดิน, กรณีผู้จัดการมรดกเป็นเจ้าหนี้กองมรดก, หลักเกณฑ์การแบ่งปันทรัพย์มรดกให้ทายาท

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกรณีที่ศาลตั้งให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกไม่มีพินัยกรรมของผู้ถึงแก่ความตาย 2 ราย แล้วจำเลยต้องปฏิบัติหน้าที่ตามหลักเกณฑ์ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) เช่น จัดทำบัญชีทรัพย์มรดก, รวบรวมทรัพย์มรดก, แบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิตามกฎหมาย แต่จำเลยกลับโอนที่ดินมรดกเป็นของตนเองและบุคคลอื่นโดยมิชอบในช่วงเวลาที่ห้ามโอนและมิได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมาย จึงถูกฟ้องยักยอกทรัพย์มรดกตาม ประมวลกฎหมายอาญา (ป.อ.) มาตรา 352 (วรรคแรก) และ มาตรา 354 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดในส่วนหนึ่ง แต่ไม่ทุกข้อ และกำหนดโทษลงโทษจำคุกและปรับโดยรอการลงโทษไว้

สรุปข้อเท็จจริง

•จำเลยได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของนายชาลีและนายประยูร

•จำเลยไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มรดก และไม่ได้เรียกประชุมทายาทเพื่อชี้แจงการจัดการมรดก

•จำเลยโอนที่ดินมรดกหลายแปลงเป็นชื่อของตนเองและญาติ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากทายาททั้งหมด

•การกระทำดังกล่าวฝ่าฝืนมาตรา 1722 และมาตรา 526 แห่ง ป.พ.พ. และเป็นความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และ 354

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การตีความและบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับ “หน้าที่และความรับผิดของผู้จัดการมรดก” รวมถึง “ข้อห้ามทางกฎหมายในการจัดการทรัพย์มรดกที่ตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์” โดยมีบทบัญญัติหลักที่ศาลฎีกาใช้วินิจฉัย ได้แก่

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1716, 1720, 1722, 1728, 1729, 1732

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และ 354

ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 58 ทวิ

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีพร้อมขยายประเด็นสำคัญสั้น ๆ ของคดีนี้

1. ผู้จัดการมรดก 

ศาลฎีกาเน้นว่าผู้จัดการมรดกเป็น “ผู้แทนโดยชอบ” ของทายาท ต้องจัดทำบัญชีทรัพย์มรดก รวบรวมทรัพย์สิน และแบ่งปันอย่างโปร่งใสตามมาตรา 1716, 1728, 1729, 1732 หากละเมิดหน้าที่โดยยักยอกทรัพย์มรดกจะมีความผิดทั้งทางแพ่งและอาญา

2. ข้อห้ามทำนิติกรรมมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก 

มาตรา 1722 เป็นหัวใจของคดีนี้ ศาลถือว่าผู้จัดการมรดกไม่อาจทำธุรกรรมที่ตนเองได้ประโยชน์ขัดกับกองมรดก เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล การที่จำเลยโอนที่ดินมรดกเป็นของตนเองจึงเป็นการฝ่าฝืนชัดเจน

3. ยักยอกทรัพย์มรดก 

การกระทำของจำเลยเข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และ 354 เพราะเป็นผู้มีหน้าที่จัดการทรัพย์ของผู้อื่นแต่กลับยักยอกเป็นของตนเอง

4. ข้อกำหนดห้ามโอนกรรมสิทธิ์ 

ที่ดินบางแปลงอยู่ในช่วงเวลาห้ามโอนสิบปี การโอนในระยะเวลาดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ศาลใช้บทนี้ประกอบการวินิจฉัยว่าการโอนที่ดินของจำเลยไม่มีผลโดยชอบ

5. ความซื่อสัตย์สุจริตของผู้จัดการมรดก 

ศาลเน้นหลักสำคัญว่าผู้จัดการมรดกต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต โปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อป้องกันความขัดแย้งระหว่างทายาท หากฝ่าฝืนย่อมรับผิดในทางแพ่งและอาญาได้

สรุปโดยรวม คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่ย้ำให้เห็นว่า ผู้จัดการมรดกต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ ไม่ใช้ตำแหน่งเพื่อประโยชน์ส่วนตน และหากมีผลประโยชน์ขัดแย้ง ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนเสมอ

คำวินิจฉัยของศาล

•ศาลเห็นว่าจำเลยกระทำผิดฐานยักยอกทรัพย์มรดกในส่วนที่ดินตามฟ้องข้อ 2.1 – 2.7

•ในส่วนที่ดินตามฟ้องข้อ 2.8 ศาลให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยแก่จำเลย

•ลงโทษจำคุกกระทงละ 4 เดือน และปรับกระทงละ 4,000 บาท รวม 7 กระทง พร้อมรอการลงโทษจำคุก 2 ปี

ประเด็นทางกฎหมายที่สำคัญ

1. หน้าที่ผู้จัดการมรดก

•ต้องจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกภายใน 15 วัน (มาตรา 1728)

•ต้องจัดทำบัญชีต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คน (มาตรา 1729)

•ต้องจัดแบ่งทรัพย์มรดกเสร็จสิ้นภายใน 1 ปี (มาตรา 1719, 1732)

2. ข้อห้ามในการกระทำนิติกรรม

•ผู้จัดการมรดกไม่สามารถทำธุรกรรมที่ตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์กับกองมรดก เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล (มาตรา 1722)

3. การให้ทรัพย์โดยไม่มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร

•คำมั่นสัญญาให้ทรัพย์ ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ (มาตรา 526)

4. ความผิดอาญา

•หากผู้จัดการมรดกยักยอกทรัพย์มรดก ถือเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 352 และ 354

ข้อคิดทางกฎหมาย

•ผู้จัดการมรดกต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทายาททุกคน

•การทำธุรกรรมที่ตนมีส่วนได้เสียกับกองมรดกต้องได้รับอนุญาตจากศาล มิฉะนั้นอาจมีความผิดอาญา

•การให้ทรัพย์สินควรมีหลักฐานเป็นหนังสือและจดทะเบียนเพื่อป้องกันข้อพิพาทภายหลัง

สรุปสาระสำคัญ

คำพิพากษานี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงถึงความรับผิดของผู้จัดการมรดก หากละเมิดหน้าที่หรือกระทำโดยทุจริต ไม่เพียงต้องรับผิดทางแพ่ง แต่ยังมีโทษทางอาญาด้วย ศาลจึงมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยในหลายกระทงและรอการลงโทษจำคุก เพื่อเน้นย้ำถึงหลักการบริหารจัดการมรดกที่โปร่งใสและเป็นธรรม

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 416/2563

เมื่อศาลตั้งให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกไม่มีพินัยกรรมของ ช. และ ป. ตามลำดับ แล้ว จำเลยจักต้องทำหน้าที่ผู้จัดการมรดกภายใต้กรอบและหลักเกณฑ์ตามที่ ป.พ.พ. กำหนดไว้หลายประการ เช่น ต้องลงมือจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกของ ช. และ ป. ภายใน 15 วัน นับแต่วันฟังคำสั่งศาลตามมาตรา 1728 (2) ประกอบมาตรา 1716 ทั้งต้องจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกต่อหน้าพยานที่มีส่วนได้เสียในกองมรดกอย่างน้อย 2 คน ให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน นับแต่วันฟังคำสั่งศาลตามมาตรา 1729 และประการสำคัญ จำเลยมีหน้าที่ต้องรวบรวมทรัพย์มรดกทั้งหลายของ ช. และ ป. แล้วนำมาจัดการมรดกโดยทั่วไป และจัดสรรแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิทุกคนให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี นับแต่วันฟังคำสั่งศาลตามมาตรา 1719 และมาตรา 1732 โดยการแบ่งปันทรัพย์มรดก จำเลยหามีอำนาจจัดการตามอำเภอใจไม่ แต่ต้องกระทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใสและตรงไปตรงมาอย่างเปิดเผยเพื่อไม่ให้เป็นที่คลางแคลงใจอันจะก่อให้เกิดความขัดแย้งกระทบกระทั่งต่อความสัมพันธ์อันดีงามในระหว่างทายาทผู้มีสิทธิทุกคนในครอบครัว มิฉะนั้นจำเลยจักต้องรับผิดในทางแพ่งต่อทายาทตามมาตรา 1720 หากกระทำการโดยทุจริต จำเลยจักต้องรับผิดในทางอาญาในความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352 และมาตรา 354 ได้ ฟ้อง ข้อ 2.1 ชื่อ ป. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และตามสารบัญจดทะเบียนด้านหลังโฉนดมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี ตามมาตรา 58 ทวิ แห่ง ป.ที่ดิน เมื่อ ป. ถึงแก่ความตายในขณะที่ดินยังอยู่ในข้อกำหนดห้ามโอนและยังมีชื่อ ป. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยมิได้ทำพินัยกรรม ที่ดินตามฟ้อง ข้อ 2.1 จึงเป็นทรัพย์มรดกของ ป. ที่ตกทอดแก่ทายาทของ ป. จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของ ป. ต้องแบ่งปันที่ดินมรดกแปลงนี้แก่ทายาทของ ป. ตามสิทธิของแต่ละคนให้เป็นไปตามกฎหมาย การที่จำเลยดำเนินการโอนที่ดินมรดกแปลงนี้มาเป็นชื่อของจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของ ป. ก่อน แล้วโอนไปเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยเป็นการส่วนตัวแต่เพียงผู้เดียวในวันเดียวกัน ซึ่งยังอยู่ในระยะเวลาห้ามโอน การกระทำของจำเลยนอกจากจะเป็นการโอนที่ดินมรดกที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายแล้ว ยังบ่งชี้ว่าจำเลยที่เป็นเพียงทายาทผู้มีสิทธิคนหนึ่งไม่ต้องการให้ทายาทของ ป. คนอื่นรวมทั้งโจทก์ร่วมเป็นผู้ได้รับที่ดินมรดกร่วมกับจำเลยโดยถือเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งศาล กระทำผิดหน้าที่ด้วยการจดทะเบียนโอนทรัพย์สินนั้นเป็นของตนโดยทุจริตจึงเป็นความผิดฐานยักยอกคำมั่นของ ป. ว่า จะให้ที่ดินแปลงนี้แก่จำเลยไม่ได้มีการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 526 จึงไม่อาจรับฟังให้มีผลใช้บังคับเป็นประโยชน์แก่จำเลยได้ ทั้งหากจำเลยต้องการได้ที่ดินมรดกแปลงนี้เป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว จำเลยก็สามารถประชุมตกลงกับทายาทผู้มีสิทธิทุกคนแล้วทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความให้ทายาทผู้มีสิทธิคนอื่นรับรู้และลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานตามมาตรา 1750 วรรคสองที่ดินตามฟ้อง ข้อ 2.2 ถึง ข้อ 2.7 เคยเป็นที่ดินของ ป. ที่ ป. นำไปจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ของ ช. ต่อเจ้าหนี้ เมื่อต่อมาเจ้าหนี้ฟ้อง ช. และ ป. ให้ชำระหนี้และขอบังคับจำนอง แต่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของ ช. ได้เจรจาขอลดยอดหนี้เหลือ 15,000,000 บาท และนำเงินส่วนตัวของจำเลยไปชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองจนเสร็จสิ้นครบถ้วน จำเลยจึงย่อมได้ชื่อว่าเป็นเจ้าหนี้กองมรดกของ ช. และ ป. โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินมรดกที่เคยเป็นทรัพย์จำนอง ขณะเดียวกันจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของ ป. และเป็นตัวแทนของทายาทที่มีสิทธิทุกคนก็มีหน้าที่เช่นเดียวกับลูกหนี้ที่จะต้องปฏิบัติการชำระหนี้ด้วยการแบ่งปันทรัพย์มรดกของ ป. ให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิให้ถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อจำเลยเป็นเจ้าหนี้กองมรดกของ ป. คิดเป็นเงินจำนวนมากและจำเลยมีสองสถานะคือเป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ การจัดการมรดกของจำเลยจึงอาจมีผลกระทบต่อผลประโยชน์ของทายาทอื่นโดยตรง ในเรื่องนี้ ป.พ.พ. ได้บัญญัติทางแก้ไขไว้ในมาตรา 1722 มีใจความว่า ผู้จัดการมรดกจะทำนิติกรรมใด ๆ ซึ่งตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกหาได้ไม่ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล ดังนั้น การที่จำเลยนำสืบต่อสู้โดยมี ว. ส. จ. เป็นพยานเบิกความสนับสนุนทำนองว่า เมื่อจำเลยชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองเสร็จสิ้นแล้ว ที่ดินมรดกของ ป. อันเคยเป็นทรัพย์จำนองต้องตกเป็นของจำเลย และจำเลยมีสิทธิที่จะโอนที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลยหรือบุคคลใดตามที่เห็นสมควรก็ได้ จึงเป็นเรื่องที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายโดยไม่ต้องพิจารณาว่าที่ดินมรดกอันเคยเป็นทรัพย์จำนองมีราคาเทียบเท่าหรือใกล้เคียงกับเงิน 15,000,000 บาท ที่จำเลยชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ไปหรือไม่ อีกทั้งการจัดสรรทรัพย์สินของเจ้ามรดกเพื่อชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้กองมรดกก็ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 1740 ด้วยการเอาทรัพย์สินของเจ้ามรดกออกขายทอดตลาดแล้ว นำเงินที่ได้ไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้กองมรดก แม้จะได้ความในตอนต่อมาว่า เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2553 จำเลยเคยยื่นคำร้อง ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของ ป. ขายที่ดินตามฟ้อง ข้อ 2.2 ถึง ข้อ 2.6 ให้แก่จำเลยในฐานะผู้ซื้อ แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยส่งสำเนาคำร้องแก่ทายาทของ ป. เพื่อให้มีโอกาสโต้แย้งคัดค้าน กลับปรากฏว่า วันที่ 1 ตุลาคม 2553 อันเป็นเวลาหลังจากจำเลยยื่นคำร้องดังกล่าวเพียง 4 วัน จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของ ป. ได้ดำเนินการโอนที่ดินตามฟ้อง ข้อ 2.2 ถึง ข้อ 2.6 ไปเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยกับโอนที่ดินตามฟ้อง ข้อ 2.7 ไปเป็นกรรมสิทธิ์ของ ว. พี่สาวของจำเลยโดยไม่นำพาต่อข้อห้ามตามมาตรา 1722 อีกทั้งเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2553 จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ขอถอนคำร้องฉบับลงวันที่ 27 กันยายน 2553 ซึ่งการกระทำของจำเลยดังกล่าวไม่เพียงเป็นการทำผิดหน้าที่ผู้จัดการมรดกในทางแพ่งแต่เป็นการกระทำที่มีเจตนาร้ายทางอาญา โดยหลักฐานบ่งชี้ว่าจำเลยต้องการปกปิดไม่ให้โจทก์ร่วมรับรู้การจัดการมรดกของจำเลย และไม่ต้องการให้โจทก์ร่วมมีส่วนได้รับทรัพย์มรดกของ ป. ตามกฎหมาย อันเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งศาล กระทำนิติกรรมเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกและแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น จึงเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์มรดกตามฟ้องข้อ 2.2 ถึง ข้อ 2.7 ที่ดินตามฟ้อง ข้อ 2.8 มีชื่อ ช. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์มาตั้งแต่ปี 2527 จนกระทั่ง ช. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2544 โดยไม่ได้ทำพินัยกรรม ที่ดินตามฟ้อง ข้อ 2.8 จึงเป็นทรัพย์มรดกของ ช. ที่ตกทอดแก่ทายาทของ ช. รวม 8 คน ได้แก่ ท. คู่สมรสของ ช. บุตรของ ช. 5 คน จ. มารดาของ ช. และ ป. บิดาของ ช. โดยในเบื้องต้น โจทก์ร่วมซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับ ช. และเป็นทายาทโดยธรรมลำดับ (3) ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 ไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของ ช. ตามมาตรา 1630 วรรคหนึ่ง แต่ต่อมาระหว่างที่การจัดการมรดกของ ช. ยังไม่เสร็จสิ้น ป. ได้ถึงแก่ความตาย ที่ดินมรดกของ ช. ตามฟ้อง ข้อ 2.8 เฉพาะส่วนที่จะตกได้แก่ ป. จึงตกทอดมายังโจทก์ร่วม จำเลยและทายาทคนอื่น ๆ ของ ป. โดยคำนวณหักส่วนแบ่งสินสมรสกึ่งหนึ่งให้แก่ ท. คู่สมรสของ ช. ตามมาตรา 1625 มาตรา 1532 และมาตรา 1533 แล้ว ที่ดินมรดกของ ช. ส่วนที่เหลือต้องแบ่งปันแก่ทายาทของ ช. รวม 8 คน คนละ 1 ใน 8 ส่วนตามมาตรา 1630 วรรคสอง มาตรา 1633 และมาตรา 1635 (1) สำหรับที่ดินมรดกของ ช. เฉพาะส่วนที่จะตกได้แก่ ป. เมื่อตกทอดมายังผู้สืบสันดานของ ป. ได้แก่โจทก์ร่วม จำเลย บุตรคนอื่นและผู้รับมรดกแทนที่รวม 6 ส่วน ซึ่งมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเท่ากันแล้วจะปรากฏว่าโจทก์ร่วมมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งที่ดินส่วนนี้ 1 ใน 6 ส่วน คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 3.95 ตารางวา ซึ่งนับว่าน้อยมาก รูปคดีจึงไม่มีเหตุผลสนับสนุนเพียงพอให้เชื่อได้ว่าจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของ ป. จะทำหน้าที่จัดการมรดกของ ป. เฉพาะส่วนนี้ด้วยเจตนาทุจริตประกอบกับการที่จำเลยดำเนินการโอนที่ดินมรดกของ ช. แปลงนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของ จ. มารดาของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว เป็นกรณีที่จำเลยกระทำการในฐานะผู้จัดการมรดกของ ช. มิใช่กระทำการในฐานะผู้จัดการมรดกของ ป. แม้การโอนที่ดินมรดกของ ช. ดังกล่าว จะเป็นการโอนรวมเอาส่วนที่จะตกได้แก่ ป. เข้าไปด้วย แต่ข้อเท็จจริงดังที่วินิจฉัยมาก็มีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกเกี่ยวกับที่ดินตามฟ้อง ข้อ 2.8 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ป. หรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสองอนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 352 วรรคแรก และมาตรา 354 ให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน ปรากฎว่าโทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน ส่วนโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ใหม่จะมีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยจึงต้องใช้กฎหมายเดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352, 354 ประกอบมาตรา 91 และให้คืนที่ดินหรือใช้ราคาแทน 37,593,982 บาท พร้อมดอกเบี้ย ฝ่ายจำเลยปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดหลายกรรม ลงโทษจำคุกกระทงละ 8 เดือน รวม 48 เดือน แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องทั้งหมด โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของนายชาลีและนายประยูร จึงต้องทำบัญชีทรัพย์มรดก รวบรวมและแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทโดยสุจริต โปร่งใส และภายในกรอบกฎหมาย แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยไม่เคยจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกและไม่เคยแจ้งแนวทางจัดการแก่ทายาท อีกทั้งยังโอนที่ดินมรดกบางแปลงเป็นของตนเองและพี่สาว ทั้งที่เป็นทรัพย์มรดกซึ่งต้องแบ่งแก่ทายาททุกคน การกระทำในส่วนที่ดินตามฟ้องข้อ 2.1 ถึง 2.7 จึงเป็นการกระทำโดยทุจริต เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก และเป็นความผิดฐานยักยอก ส่วนที่ดินตามฟ้องข้อ 2.8 ยังมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำผิดในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประยูรหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ว่า จำเลยมีความผิด 7 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 4 เดือน ปรับกระทงละ 4,000 บาท รวมจำคุก 28 เดือน ปรับ 28,000 บาท และรอการลงโทษจำคุก 2 ปี

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 352, 354 และให้จำเลยคืนที่ดินดังกล่าวหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 37,593,982 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางกรรภิรมย์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 37,593,982 บาท นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การในส่วนแพ่งว่าไม่ได้กระทำความผิดอาญา จึงไม่ต้องรับผิด

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ประกอบมาตรา 354 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงลงโทษจำคุกกระทงละ 8 เดือน รวม 6 กระทง เป็นจำคุก 48 เดือน ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เสียทั้งหมด

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามฟ้อง ข้อ 2.7 และ ข้อ 2.8 ได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ในเบื้องต้นว่า นายประยูร กับนางสุดใจ ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันมาก่อน แล้วจดทะเบียนสมรสกันภายหลังเมื่อปี 2523 โดยมีบุตรด้วยกันรวม 6 คน ได้แก่ โจทก์ร่วม นายชาลี นายสายัณห์ นางวรรณศรี จำเลยและนายวุฒิชัย ตามลำดับ เมื่อปี 2531 นายชาลีกู้ยืมเงินจากธนาคาร โดยนายชาลีนำที่ดินของตนโฉนดเลขที่ 11665 และนายประยูร นำที่ดินของตนโฉนดเลขที่ 15004 11723 14498 14499 14500 และ 14496 ไปจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ หลังจากนั้นนายชาลีไม่ชำระหนี้ ธนาคารจึงฟ้องนายชาลีและนายประยูรให้ร่วมกันชำระหนี้เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2544 แต่ต่อมาวันที่ 25 กรกฎาคม 2544 นายชาลีถึงแก่ความตาย โดยมีนางทิพย์ปราณี ภริยาของนายชาลีเป็นผู้จัดการมรดกของนายชาลี แต่เนื่องจากนางทิพย์ปราณีไม่ปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการมรดกของนายชาลีให้ถูกต้องตามกฎหมาย นายประยูรจึงร้องต่อศาล ขอถอนนางทิพย์ปราณีออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายชาลี แต่สามารถตกลงกันได้ และตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายชาลีแทน หลังจากนั้นวันที่ 16 ตุลาคม 2550 นายประยูรถึงแก่ความตาย โดยมีจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายประยูร ภายหลังจำเลยสามารถเจรจาประนอมหนี้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากธนาคาร จำนวนกว่า 51,000,000 บาท ได้เป็นผลสำเร็จ โดยได้รับการลดยอดหนี้เหลือ 15,000,000 บาท หลังจากนั้นจำเลยได้ชำระหนี้ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ จนครบถ้วน โดยจำเลยขายที่ดินของจำเลย ให้แก่บุคคลอื่นแล้วนำเงินที่ได้ไปชำระหนี้กับไถ่ถอนจำนองที่ดิน ซึ่งเป็นหลักประกันคืนมาคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 14498 14499 14500 14496 และ 11665 ต่อมาจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประยูรและนายชาลีได้ดำเนินการโอนที่ดินมรดกของนายประยูรและนายชาลีให้แก่ตนเองและบุคคลอื่น โดยเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2552 จำเลยโอนที่ดินมรดกของนายประยูร ไปเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย จากนั้นวันที่ 1 ตุลาคม 2553 จำเลยโอนที่ดินมรดกของนายประยูรรวม 5 แปลง ไปเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย กับโอนที่ดินมรดกของนายประยูร ไปเป็นกรรมสิทธิ์ของนางวรรณศรี พี่สาวของจำเลย และโอนที่ดินมรดกของนายชาลี ไปเป็นกรรมสิทธิ์ของนางสุดใจ มารดาของจำเลย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อศาลตั้งให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกไม่มีพินัยกรรมของนายชาลีและนายประยูรตามลำดับ แล้ว จำเลยจักต้องทำหน้าที่ผู้จัดการมรดกภายใต้กรอบและหลักเกณฑ์ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้หลายประการ เช่น ต้องลงมือจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกของนายชาลีและนายประยูรภายใน 15 วัน นับแต่วันฟังคำสั่งศาลตามมาตรา 1728 (2) ประกอบมาตรา 1716 ทั้งต้องจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกต่อหน้าพยานที่มีส่วนได้เสียในกองมรดกอย่างน้อย 2 คน ให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน นับแต่วันฟังคำสั่งศาลตามมาตรา 1729 และประการสำคัญ จำเลยมีหน้าที่ต้องรวบรวมทรัพย์มรดกทั้งหลายของนายชาลีและนายประยูรแล้วนำมาจัดการมรดกโดยทั่วไป และจัดสรรแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิทุกคนให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี นับแต่วันฟังคำสั่งศาลตามมาตรา 1719 และมาตรา 1732 โดยการแบ่งปันทรัพย์มรดก จำเลยหามีอำนาจจัดการตามอำเภอใจไม่ แต่ต้องกระทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใสและตรงไปตรงมาอย่างเปิดเผยเพื่อไม่ให้เป็นที่คลางแคลงใจอันจะก่อให้เกิดความขัดแย้งกระทบกระทั่งต่อความสัมพันธ์อันดีงามในระหว่างทายาทผู้มีสิทธิทุกคนในครอบครัว มิฉะนั้นจำเลยจักต้องรับผิดในทางแพ่งต่อทายาทตามมาตรา 1720 หากกระทำการโดยทุจริต จำเลยจักต้องรับผิดในทางอาญาในความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และมาตรา 354 ได้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า หลังจากศาลมีคำสั่งตั้งให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกไม่มีพินัยกรรมของนายชาลีและนายประยูรแล้ว ปรากฏว่าจำเลยไม่เคยจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกทั้งสองกับไม่เคยเรียกประชุมทายาทผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดกเพื่อชี้แจงแสดงแนวทางการจัดการมรดกทั้งในช่วงเวลาก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุ และด้วยเหตุที่โจทก์และโจทก์ร่วมกล่าวหาว่าจำเลยยักยอกที่ดินมรดกของนายประยูรตามฟ้อง ข้อ 2.1 ถึง ข้อ 2.8 รวม 8 แปลง กรณีจึงเห็นควรวินิจฉัยการกระทำของจำเลยในการแบ่งปันที่ดินมรดกตามฟ้องเป็นลำดับไปดังนี้

แปลงแรก ที่ดินตามฟ้อง ข้อ 2.1 ซึ่งเป็นที่ดินมีโฉนดเลขที่ 74899 นั้น เห็นว่า ที่ดินแปลงนี้มีชื่อนายประยูรเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์มาตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2542 และตามสารบัญจดทะเบียนด้านหลังโฉนดมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี ตามมาตรา 58 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน นับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2542 ซึ่งหมายถึงว่าที่ดินแปลงนี้จะมีการโอนเปลี่ยนมือได้ก็ต่อเมื่อพ้นวันที่ 5 ตุลาคม 2552 ไปแล้ว อย่างไรก็ตามในขณะที่นายประยูรถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2550 ที่ดินแปลงนี้ยังอยู่ในข้อกำหนดห้ามโอนและยังมีชื่อนายประยูรเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ดังนี้ เมื่อนายประยูรถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมที่ดินตามฟ้อง ข้อ 2.1 จึงเป็นทรัพย์มรดกของนายประยูรที่ตกทอดแก่ทายาทของนายประยูร จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประยูรต้องแบ่งปันที่ดินมรดกแปลงนี้แก่ทายาทของนายประยูรตามสิทธิของแต่ละคนให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่เมื่อตรวจสอบสารบัญจดทะเบียนด้านหลังสำเนาโฉนดที่ดินแล้ว ได้ความชัดว่า จำเลยดำเนินการโอนที่ดินมรดกแปลงนี้มาเป็นชื่อของจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประยูรก่อน แล้วโอนไปเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยเป็นการส่วนตัวแต่เพียงผู้เดียวในวันเดียวกันคือ วันที่ 5 ตุลาคม 2552 ซึ่งยังอยู่ในระยะเวลาห้ามโอน 10 ปี โดยการกระทำของจำเลยดังกล่าว นอกจากจะเป็นการโอนที่ดินมรดกที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายแล้ว ยังบ่งชี้ว่าจำเลยที่เป็นเพียงทายาทผู้มีสิทธิคนหนึ่งไม่ต้องการให้ทายาทของนายประยูรคนอื่นรวมทั้งโจทก์ร่วมเป็นผู้ได้รับที่ดินมรดกร่วมกับจำเลยโดยถือเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งศาล กระทำผิดหน้าที่ด้วยการจดทะเบียนโอนทรัพย์สินนั้นเป็นของตนโดยทุจริตจึงเป็นความผิดฐานยักยอก ส่วนที่จำเลยนำสืบทำนองว่า ขณะมีชีวิตอยู่นายประยูรมีความประสงค์จะยกที่ดินแปลงนี้ให้แก่จำเลย แต่ติดข้อกำหนดห้ามโอนนายประยูรจึงยกที่ดินแปลงอื่นอีกสองแปลงให้แก่จำเลยก่อน และเมื่อพ้นกำหนดห้ามโอน จำเลยจึงโอนที่ดินแปลงนี้เป็นของจำเลยให้เป็นไปตามความประสงค์ของนายประยูรนั้น เห็นว่า คำมั่นของนายประยูรว่า จะให้ที่ดินแปลงนี้แก่จำเลยไม่ได้มีการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 526 จึงไม่อาจรับฟังให้มีผลใช้บังคับเป็นประโยชน์แก่จำเลยได้ ทั้งหากจำเลยต้องการได้ที่ดินมรดกแปลงนี้เป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว จำเลยก็สามารถประชุมตกลงกับทายาทผู้มีสิทธิทุกคนแล้วทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความให้ทายาทผู้มีสิทธิคนอื่นรับรู้และลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานตามมาตรา 1750 วรรคสอง แต่จำเลยกลับไม่กระทำ ข้อนำสืบของจำเลยจึงง่ายแก่การกล่าวอ้างไม่มีน้ำหนักหักล้างข้อกล่าวหาของโจทก์และโจทก์ร่วมได้

ต่อไปที่ดินตามฟ้อง ข้อ 2.2 ถึง ข้อ 2.7 รวม 6 แปลงนั้น เป็นที่ดินที่นายประยูรนำไปจำนองเป็นประกันหนี้ของนายชาลีขณะที่นายประยูรยังมีชีวิตอยู่และเมื่อจำเลยสามารถเจรจาขอลดยอดหนี้กับเจ้าหนี้และชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองเสร็จสิ้นแล้ว จำเลยได้ดำเนินการโอนที่ดินตามฟ้องข้อ 2.2 ถึง ข้อ 2.6 ไปเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย กับโอนที่ดินตามฟ้อง ข้อ 2.7 ไปเป็นกรรมสิทธิ์ของนางวรรณศรี พี่สาวของจำเลยในคราวเดียวกัน กรณีจึงเห็นควรวินิจฉัยการกระทำของจำเลยเกี่ยวกับที่ดินตามฟ้อง ข้อ 2.2 ถึง ข้อ 2.7 ไปพร้อมกัน โดยที่ดินตามฟ้องข้อ 2.2 และ ข้อ 2.3 เป็นที่ดินมีโฉนดเลขที่ 15004 และ 11723 ส่วนที่ดินตามฟ้อง ข้อ 2.4 ถึง ข้อ 2.7 เป็นที่ดินมีโฉนดเลขที่ 14498 14499 14500 และ 14496 เห็นว่า ที่ดินรวม 6 แปลงข้างต้นเคยเป็นที่ดินของนายประยูรที่นายประยูรนำไปจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ของนายชาลีต่อเจ้าหนี้ เมื่อต่อมาเจ้าหนี้ฟ้องนายชาลีและนายประยูรให้ชำระหนี้และขอบังคับจำนอง แต่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายชาลีได้เจรจาขอลดยอดหนี้เหลือ 15,000,000 บาท และนำเงินส่วนตัวของจำเลยไปชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองจนเสร็จสิ้นครบถ้วน จำเลยจึงย่อมได้ชื่อว่าเป็นเจ้าหนี้กองมรดกของนายชาลีและนายประยูรโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินมรดกที่เคยเป็นทรัพย์จำนอง ขณะเดียวกันจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายประยูรและเป็นตัวแทนของทายาทที่มีสิทธิทุกคนก็มีหน้าที่เช่นเดียวกับลูกหนี้ที่จะต้องปฏิบัติการชำระหนี้ด้วยการแบ่งปันทรัพย์มรดกของนายประยูรให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิให้ถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อจำเลยเป็นเจ้าหนี้กองมรดกของนายประยูรคิดเป็นเงินจำนวนมากและจำเลยมีสองสถานะคือเป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ การจัดการมรดกของจำเลยจึงอาจมีผลกระทบต่อผลประโยชน์ของทายาทอื่นโดยตรง ซึ่งในเรื่องนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้บัญญัติทางแก้ไขไว้ในมาตรา 1722 มีใจความว่า ผู้จัดการมรดกจะทำนิติกรรมใด ๆ ซึ่งตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกหาได้ไม่ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล ดังนั้นการที่จำเลยนำสืบต่อสู้โดยมีนายวุฒิชัย นายสายัณห์ และนางสุดใจ เป็นพยานเบิกความสนับสนุนทำนองว่า เมื่อจำเลยชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองเสร็จสิ้นแล้ว ที่ดินมรดกของนายประยูรอันเคยเป็นทรัพย์จำนองต้องตกเป็นของจำเลย และจำเลยมีสิทธิที่จะโอนที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลยหรือบุคคลใดตามที่เห็นสมควรก็ได้ จึงเป็นเรื่องที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายโดยไม่ต้องพิจารณาว่าที่ดินมรดกอันเคยเป็นทรัพย์จำนองมีราคาเทียบเท่าหรือใกล้เคียงกับเงิน 15,000,000 บาท ที่จำเลยชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ไปหรือไม่ อีกทั้งการจัดสรรทรัพย์สินของเจ้ามรดกเพื่อชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้กองมรดกก็ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 1740 ด้วยการเอาทรัพย์สินของเจ้ามรดกออกขายทอดตลาดแล้ว นำเงินที่ได้ไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้กองมรดก และแม้ข้อเท็จจริงจะได้ความในตอนต่อมาว่า เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2553 จำเลยเคยยื่นคำร้อง ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประยูรขายที่ดินตามฟ้อง ข้อ 2.2 ถึง ข้อ 2.6 ให้แก่จำเลยในฐานะผู้ซื้อ แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยส่งสำเนาคำร้องแก่ทายาทของนายประยูรเพื่อให้มีโอกาสโต้แย้งคัดค้าน กรณีกลับปรากฏว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2553 อันเป็นเวลาหลังจากจำเลยยื่นคำร้องดังกล่าวเพียง 4 วัน จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประยูรได้ดำเนินการโอนที่ดินตามฟ้อง ข้อ 2.2 ถึง ข้อ 2.6 ไปเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยกับโอนที่ดินตามฟ้อง ข้อ 2.7 ไปเป็นกรรมสิทธิ์ของนางวรรณศรี พี่สาวของจำเลยโดยไม่นำพาต่อข้อห้ามตามมาตรา 1722 ข้างต้น อีกทั้งเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2553 จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ขอถอนคำร้องฉบับลงวันที่ 27 กันยายน 2553 ซึ่งการกระทำของจำเลยดังกล่าวไม่เพียงเป็นการทำผิดหน้าที่ผู้จัดการมรดกในทางแพ่ง แต่เป็นการกระทำที่มีเจตนาร้ายทางอาญา โดยหลักฐานบ่งชี้ว่าจำเลยต้องการปกปิดไม่ให้โจทก์ร่วมรับรู้การจัดการมรดกของจำเลย และไม่ต้องการให้โจทก์ร่วมมีส่วนได้รับทรัพย์มรดกของนายประยูรตามกฎหมาย อันเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งศาล กระทำนิติกรรมเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกและแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น จึงเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์มรดกตามฟ้องข้อ 2.2 ถึง ข้อ 2.7 ส่วนที่จำเลยนำสืบทำนองว่า ขณะมีชีวิตอยู่ นายประยูรมีความประสงค์จะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามฟ้อง ข้อ 2.7 ให้แก่นางวรรณศรีเพื่อเป็นของขวัญในโอกาสที่นางวรรณศรีแต่งงาน แต่เนื่องจากที่ดินติดจำนอง จำเลยจึงโอนที่ดินแปลงนี้ให้นางวรรณศรีหลังจากไถ่ถอนจำนองแล้ว เพื่อให้เป็นไปตามความประสงค์ของนายประยูรนั้น เห็นว่า คำมั่นของนายประยูรว่าจะให้ที่ดินแปลงนี้แก่นางวรรณศรีไม่ได้มีการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 526 จึงไม่อาจรับฟังให้มีผลใช้บังคับ ประกอบกับนายประยูรไม่ได้ทำพินัยกรรมและยังมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินแปลงนี้ขณะถึงแก่ความตาย ที่ดินดังกล่าวจึงตกทอดเป็นทรัพย์มรดกแก่ทายาท โดยจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายประยูรไม่อาจโอนที่ดินแปลงนี้ไปเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้หนึ่งผู้ใดตามอำเภอใจได้ ทั้งหากจำเลยต้องการโอนที่ดินมรดกแปลงนี้ให้เป็นของนางวรรณศรีแต่เพียงผู้เดียว จำเลยก็สามารถประชุมตกลงกับทายาทผู้มีสิทธิทุกคนแล้วทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความให้ทายาทผู้มีสิทธิได้รับรู้และลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานตามมาตรา 1750 วรรคสอง แต่จำเลยกลับไม่กระทำ ข้อนำสืบของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างข้อกล่าวหาของโจทก์ร่วมได้

ประการสุดท้าย ในส่วนของที่ดินตามฟ้อง ข้อ 2.8 ซึ่งเป็นที่ดินมีโฉนดเลขที่ 11665 นั้น เห็นว่า ที่ดินแปลงนี้ มีชื่อนายชาลีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์มาตั้งแต่ปี 2527 จนกระทั่งนายชาลีถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2544 เมื่อนายชาลีถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมที่ดินตามฟ้อง ข้อ 2.8 จึงเป็นทรัพย์มรดกของนายชาลีที่ตกทอดแก่ทายาทของนายชาลีรวม 8 คน ได้แก่นางทิพย์ปราณี คู่สมรสของนายชาลี บุตรของนายชาลี 5 คน นางสุดใจ มารดาของนายชาลีและนายประยูร บิดาของนายชาลี โดยในเบื้องต้น โจทก์ร่วมซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายชาลีและเป็นทายาทโดยธรรมลำดับ (3) ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 ไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของนายชาลีตามมาตรา 1630 วรรคหนึ่ง แต่ต่อมาระหว่างที่การจัดการมรดกของนายชาลียังไม่เสร็จสิ้น นายประยูรได้ถึงแก่ความตาย ที่ดินมรดกของนายชาลีตามฟ้อง ข้อ 2.8 เฉพาะส่วนที่จะตกได้แก่นายประยูรจึงตกทอดมายังโจทก์ร่วม จำเลยและทายาทคนอื่น ๆ ของนายประยูร ซึ่งเมื่อพิจารณาที่ดินตามฟ้อง ข้อ 2.8 แล้ว จะเห็นได้ว่าที่ดินแปลงนี้มีเนื้อที่ประมาณ 3 งาน 80 ตารางวา โดยเมื่อคำนวณหักส่วนแบ่งสินสมรสกึ่งหนึ่งให้แก่นางทิพย์ปราณี คู่สมรสของนายชาลีตามมาตรา 1625 มาตรา 1532 และมาตรา 1533 แล้ว คงเหลือที่ดินมรดกของนายชาลีที่ต้องแบ่งปันแก่ทายาทของนายชาลีรวม 8 คน เนื้อที่ประมาณ 190 ตารางวา ซึ่งทายาท 8 คนนี้ มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเท่ากันคนละ 1 ใน 8 ส่วนหรือคนละประมาณ 23.75 ตารางวา ตามมาตรา 1630 วรรคสอง มาตรา 1633 และมาตรา 1635 (1) สำหรับที่ดินมรดกของนายชาลี เฉพาะส่วนที่จะตกได้แก่ประยูรเนื้อที่ประมาณ 23.75 ตารางวา นั้น เมื่อตกทอดมายังผู้สืบสันดานของนายประยูรได้แก่โจทก์ร่วม จำเลย บุตรคนอื่นและผู้รับมรดกแทนที่รวม 6 ส่วน ซึ่งมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเท่ากันแล้วจะปรากฏว่าโจทก์ร่วมมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งที่ดินส่วนนี้ 1 ใน 6 ส่วน คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 3.95 ตารางวา ซึ่งนับว่าน้อยมาก รูปคดีจีงไม่มีเหตุผลสนับสนุนเพียงพอให้เชื่อได้ว่าจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประยูรจะทำหน้าที่จัดการมรดกของนายประยูรเฉพาะส่วนนี้ด้วยเจตนาทุจริตตามที่โจทก์ร่วมกล่าวหา ประกอบกับการที่จำเลยดำเนินการโอนที่ดินมรดกของนายชาลีแปลงนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของนางสุดใจมารดาของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว เป็นกรณีที่จำเลยกระทำการในฐานะผู้จัดการมรดกของนายชาลี มิใช่กระทำการในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประยูร แม้การโอนที่ดินมรดกของนายชาลีดังกล่าว จะเป็นการโอนรวมเอาส่วนที่จะตกได้แก่นายประยูรเข้าไปด้วย แต่ข้อเท็จจริงดังที่วินิจฉัยมาก็มีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกเกี่ยวกับที่ดินตามฟ้อง ข้อ 2.8 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประยูรหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์ ซึ่งรวมถึงโจทก์ร่วมเสียทั้งหมดมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วนว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ข้อ 2.1 ถึง ข้อ 2.7 โดยมิได้กระทำความผิดตามฟ้อง ข้อ 2.8 ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้นบางส่วน และเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยแล้ว เห็นว่า ในช่วงเวลาที่จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกทั้งสองรายเมื่อปี 2549 และปี 2551 นั้น เจ้ามรดกทั้งสองรายถูกเจ้าหนี้ฟ้องบังคับให้ชำระหนี้คิดเป็นเงินหลายสิบล้านบาท พร้อมบังคับจำนองที่ดินพิพาทในคดีนี้รวม 6 แปลง แต่จำเลยสามารถเจรจาลดยอดหนี้จากยอดหนี้กว่า 51 ล้านบาทเหลือเพียง 15 ล้านบาท และแก้ปัญหาด้วยการขายที่ดินมีโฉนดของตนเองนำเงินไปชำระหนี้ดังกล่าวจนครบถ้วน จนเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ถอนการยึดทรัพย์ มิเช่นนั้นทรัพย์มรดกอาจถูกบังคับชำระหนี้หมดไป กรณีมีผลทำให้โจทก์ร่วมและทายาททุกคนมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกตามส่วน เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำความผิดหรือได้รับโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับพฤติการณ์ที่จำเลยขวนขวายจนได้ทรัพย์มรดกคืนมา จึงมีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและสมควรรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 352 วรรคแรก และมาตรา 354 ให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน ปรากฎว่าโทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน ส่วนโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ใหม่จะมีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยจึงต้องใช้กฎหมายเดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 354 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 6 เดือน และปรับกระทงละ 6,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุกกระทงละ 4 เดือน และปรับกระทงละ 4,000 บาท รวม 7 กระทง เป็นจำคุกจำเลยมีกำหนด 28 เดือน และปรับ 28,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6

แนวคำถาม -ธงคำตอบ

ข้อ 1

เมื่อศาลตั้งให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายสองคน โดยมีหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่น ต้องจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกภายในกำหนดเวลา รวบรวมทรัพย์สินของเจ้ามรดก และแบ่งปันทรัพย์มรดกให้ทายาทตามกฎหมาย แต่จำเลยกลับโอนที่ดินมรดกเป็นของตนเองและบุคคลอื่นโดยมิได้จัดทำบัญชีและไม่ได้รับความยินยอมจากทายาท การกระทำดังกล่าวจะถือว่าเป็นการฝ่าฝืนหน้าที่ผู้จัดการมรดกตามกฎหมายหรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดทางใดบ้าง

ธงคำตอบ

จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ตามมาตรา 1716, 1728, 1729 และ 1732 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ต้องดำเนินการจัดการมรดกโดยสุจริต โปร่งใส และเพื่อประโยชน์ของทายาททั้งหมด การที่จำเลยโอนที่ดินมรดกเป็นของตนเองโดยไม่แจ้งทายาทและไม่จัดทำบัญชีตามกฎหมาย ถือเป็นการฝ่าฝืนหน้าที่ผู้จัดการมรดก เป็นการกระทำโดยทุจริต อันอาจต้องรับผิดในทางแพ่งตามมาตรา 1720 และในทางอาญาฐานยักยอกทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และมาตรา 354

ข้อ 2

จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกได้ใช้เงินส่วนตัวไถ่ถอนที่ดินมรดกซึ่งเคยถูกจำนองไว้ให้แก่เจ้าหนี้ โดยอ้างว่าเมื่อชำระหนี้ครบแล้ว ที่ดินดังกล่าวควรตกเป็นของตนเอง แต่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกกลับเป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ในเวลาเดียวกัน และไม่ได้รับอนุญาตจากศาลก่อนดำเนินการโอนที่ดิน การกระทำของจำเลยเช่นนี้จะถือว่าขัดต่อบทบัญญัติกฎหมายหรือไม่

ธงคำตอบ

ประเด็นนี้อยู่ที่มาตรา 1722 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งห้ามผู้จัดการมรดกทำนิติกรรมใด ๆ ที่ตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล การที่จำเลยเป็นทั้งเจ้าหนี้และผู้จัดการมรดก แล้วโอนที่ดินมรดกให้ตนเองโดยไม่ขออนุญาตศาล ถือว่าฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าว เป็นนิติกรรมต้องห้ามที่ขัดต่อกฎหมาย ไม่อาจอ้างสิทธิได้ และถือว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตเพราะแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้จากการจัดการมรดกของผู้อื่น

ข้อ 3

ที่ดินมรดกบางแปลงมีข้อกำหนดห้ามโอนภายในสิบปีตามมาตรา 58 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน แต่จำเลยกลับดำเนินการโอนที่ดินดังกล่าวเป็นชื่อของตนเองในระหว่างระยะเวลาห้ามโอน การโอนเช่นนี้มีผลอย่างไรตามกฎหมาย และจำเลยต้องรับผิดในลักษณะใด

ธงคำตอบ

การโอนที่ดินที่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดห้ามโอนตามมาตรา 58 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เป็นการโอนที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดทางกฎหมายโดยตรง ถือเป็นนิติกรรมที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและไม่มีผลใช้บังคับ การที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกซึ่งห้ามโอนในช่วงเวลาดังกล่าวมาเป็นของตนเอง แสดงให้เห็นเจตนาทุจริตและเป็นการยักยอกทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และมาตรา 354 ทั้งยังฝ่าฝืนหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1720 อันเป็นการละเมิดต่อทายาทผู้มีสิทธิ

ข้อ 4

จำเลยอ้างว่านายประยูร เจ้ามรดก ได้มีความประสงค์จะยกที่ดินมรดกให้จำเลยไว้ก่อนตาย แต่ไม่มีการทำเป็นหนังสือและไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การอ้างคำมั่นดังกล่าวจะมีผลตามกฎหมายหรือไม่ และจำเลยจะยกเป็นข้ออ้างเพื่อป้องกันความผิดได้หรือไม่

ธงคำตอบ

ตามมาตรา 526 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดว่า การให้ทรัพย์สินโดยเสน่หาต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงจะมีผลบังคับ การที่จำเลยอ้างคำมั่นของนายประยูรโดยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือและไม่ได้จดทะเบียน ย่อมไม่มีผลในทางกฎหมาย การโอนที่ดินมรดกดังกล่าวจึงไม่อาจอ้างคำมั่นเพื่อให้การโอนนั้นชอบด้วยกฎหมายได้ ศาลจึงวินิจฉัยว่าคำอ้างของจำเลยไม่มีน้ำหนัก และการกระทำของจำเลยเข้าลักษณะยักยอกทรัพย์มรดกโดยชัดแจ้ง

เป็นคดีตัวอย่างที่ชัดเจนเกี่ยวกับการจัดการมรดกโดยมิชอบและการตีความบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน




คดีมรดก ร้องศาลตั้งผู้จัดการมรดก

พินัยกรรมร่วมแก้ไขภายหลังได้หรือไม่ และใครมีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก เมื่อผู้ทำพินัยกรรมคนหนึ่งถูกตัดมิให้รับมรดกตามพินัยกรรมฉบับหลัง
พินัยกรรมยกที่ดินนิคมสร้างตนเองใช้ได้เพียงใด ผู้รับโอนมีสิทธิขับไล่ผู้ครอบครองเดิมได้หรือไม่
บุตรที่เกิดก่อนการใช้บังคับกฎหมายครอบครัวมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ และใครสมควรเป็นผู้จัดการมรดก
พินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนฉบับแรก ผู้ไม่มีส่วนได้เสียไม่มีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก
สิทธิรับมรดกของบุตรนอกสมรสเมื่อบิดารับรองโดยพฤติการณ์ และหลักการแบ่งสินสมรสของคู่สมรสที่สมรสก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
พระภิกษุถึงแก่มรณภาพ ทรัพย์ตกเป็นของวัดใด? วิเคราะห์ภูมิลำเนาและสถานะวัดในต่างประเทศตามกฎหมายไทย
คำคัดค้านเพิกถอนพินัยกรรมต้องส่งถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกคนหรือไม่ หลักคดีมรดกและกระบวนพิจารณาที่เป็นธรรม
โจทก์ฟ้องให้แบ่งทรัพย์มรดกได้แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความหนึ่งปี
ผู้จัดการมรดกหลายคนฟ้องแทนกองมรดกได้เพียงลำพังหรือไม่ และทายาทมีสิทธิฟ้องบังคับตามสัญญาแบ่งมรดกได้เพียงใดเมื่อทรัพย์ยังอยู่ในชื่อทายาทบางคน
ผู้จัดการมรดกทำสัญญาค่านายหน้าแล้วไม่จ่าย หนี้ผูกพันกองมรดกหรือไม่ และทายาทต้องรับผิดเพียงใดตามกฎหมายมรดกและคำพิพากษาศาลฎีกา
สิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกต้องเป็นทายาทเสมอหรือไม่ วิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกและอำนาจร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก
พินัยกรรมเป็นโมฆะเพราะเจ้ามรดกไร้สติ ใครมีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก? วิเคราะห์เรื่องสิทธิทายาทและอำนาจร้องขอ
ฟ้องซ้อนหรือไม่เมื่อขอเป็นผู้จัดการมรดกซ้ำ และผู้จัดการมรดกร่วมตายแล้วใครมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาล
การแบ่งมรดกที่ดินเมื่อบุตรเกิดก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 และปัญหาอายุความมรดกในกรณีผู้จัดการมรดกครอบครองทรัพย์แทนทายาท
สิทธิของคู่สมรสและผู้จัดการมรดกในการฟ้องแบ่งสินสมรสและทรัพย์มรดก เมื่อมีการโอนทรัพย์ให้ทายาทคนอื่นโดยมิชอบ พร้อมปัญหาอายุความมรดกและอำนาจฟ้อง
การโอนขายทรัพย์มรดกโดยผู้จัดการมรดกด้วยเจตนาลวงเป็นโมฆะหรือไม่ : วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการขายที่ดินมรดกให้บุคคลใกล้ชิด
มรดกของครอบครัวมุสลิมกับพินัยกรรม: ทรัพย์ที่ได้ระหว่างสมรสถือเป็นสินสมรสหรือไม่ และต้องแบ่งตามกฎหมายอิสลามอย่างไร
ผู้จัดการมรดกยกอายุความสู้ทายาทไม่ได้ และเพิกถอนการโอนสินสมรสให้ภริยาคนที่สองได้
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ตนเองได้หรือไม่: สิทธิทายาทในการเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดกและผลเพิกถอนเพียงส่วนแห่งสิทธิ
ทายาทมีสิทธิเข้าเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีได้หรือไม่ เมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย
บำเหน็จตกทอดไม่ใช่มรดก และสิทธิของคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย
การจัดการมรดกโดยผู้จัดการมรดกและผลแห่งความยินยอมของทายาทในการโอนทรัพย์มรดก
การฟ้องคดีจัดการมรดกเกินกำหนดอายุความ การเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดก
การจัดการมรดกเสร็จสิ้นเมื่อใด และอายุความฟ้องแบ่งมรดก
สิทธิทายาทของผู้ถูกอุปการะแต่ไม่ได้เป็นบุตรโดยกำเนิด และผลทางกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์มรดก
สิทธิทายาท & การแบ่งมรดกโดยจับฉลาก, ทายาทไม่เข้าร่วมประชุม (ฎีกา 2128/2567)
ภาษีการรับมรดกต้องคำนวณวันเจ้ามรดกตาย ดอกเบี้ย–เงินฝากหลังวันตายคิดภาษีหรือไม่ และศาลขยายเวลาฟ้องคดีภาษีได้หรือไม่
พินัยกรรมผิดแบบเอกสารลับ ใช้เป็นพินัยกรรมธรรมดาได้หรือไม่
การอยู่กินโดยไม่จดทะเบียนสมรสกับผลทางมรดกและพินัยกรรม(ฎีกา 2102/2551)
สิทธิทายาทเพิกถอนการโอนที่ดินมรดกและอายุความฟ้องคดี(ฎีกาที่ 5689/2552)
การตายพร้อมกันและผู้ไม่สมควรรับมรดก แนวคำพิพากษาศาลฎีกา(ฎีกา 358/2554)
บุตรบุญธรรมฟ้องแบ่งมรดก | ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์โดยมิชอบ(ฎีกา 1276/2558)
คำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกปิดบังทรัพย์มรดกมีผลอย่างไร
ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด(ฎีกา 6532/2562)
ผู้จัดการมรดกหลายคนทำงานไม่ได้ต้องทำอย่างไร ศาลมีอำนาจตั้งเพิ่มหรือไม่ และแก้ปัญหาความขัดแย้งในมรดกอย่างไรให้เดินหน้าต่อได้
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์เป็นของตนเองได้เพียงใด และผลต่อบุคคลภายนอกโดยสุจริต(ฎีกา 4887/2566)
เงินฌาปนกิจศพต้องหักกับค่าจัดการศพหรือไม่,หนี้กองมรดก, (ฎีกา 5043/2566)
สิทธิขอกันส่วนเงินขายทอดตลาด (ฎีกา 638/2567)
พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง & ความสามารถผู้ทำพินัยกรรม(ฎีกา 6522/2561)
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์เป็นของตนเอง ศาลชี้เป็นยักยอกทรัพย์มรดกหรือไม่
สัญญาประนีประนอม & สิทธิผู้จัดการมรดกเสียงข้างมาก (ฎีกา 3001/2568)
ผู้จัดการมรดกนำที่ดินมรดกไปจำนองโดยไม่ยินยอมจากทายาท มีความผิดหรือไม่? วิเคราะห์อำนาจผู้จัดการมรดกและความรับผิดทางอาญาเมื่อใช้ทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
อำนาจผู้จัดการมรดกร่วม & ฟ้องเรียกทรัพย์, มาตรา 1726, (ฎีกา 2628/2567)
สิทธิทายาทฟ้องแบ่งมรดกขาดอายุความหรือไม่ เมื่อปล่อยให้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเป็นเวลานานตามกฎหมายมรดกไทย
บังคับแบ่งมรดก & เพิกถอนโอน,ผู้จัดการมรดก, (ฎีกา 3886/2566)
ผู้จัดการมรดกมีอำนาจฟ้องเรียกทรัพย์มรดกคืนได้หรือไม่? วิเคราะห์กฎหมายกรณีทรัพย์สินที่ถือครองแทนผู้ตาย และหลักเสียงข้างมากของผู้จัดการมรดก
(ฎีกาที่ 8200/2567) เพิกถอนโฉนดที่ดินและการจัดการมรดก: การบังคับคดีและผลทางกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4043/2567 การตั้งผู้จัดการมรดกและการคัดค้านสิทธิของทายาท
พินัยกรรมมีข้อความพิมพ์ปนกับลายมือใช้ได้หรือไม่? วิเคราะห์กฎหมายพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับและสิทธิการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกร่วม
มรดกไม่มีทายาทตกเป็นของใคร? วิเคราะห์กฎหมายมรดกกรณีไม่มีทายาทโดยธรรม ไม่มีพินัยกรรม และข้อพิพาทเรื่องสิทธิในบัญชีเงินฝากของผู้ตาย article
อุทธรณ์ต้องโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ชัด มิใช่คัดลอกคำให้การเดิม มิฉะนั้นถือเป็นอุทธรณ์ไม่ชอบตามกฎหมาย
โจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่เจ้ามรดกได้รับรองแล้ว(ฎีกา 7272/2562)
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกให้ตนเองได้หรือไม่ และทายาทที่ยังไม่จดทะเบียนสิทธิจะฟ้องเพิกถอนการโอนแก่บุคคลภายนอกได้เพียงใด
สรุปคดีมรดก & เพิกถอนโอนที่ดิน,เพิกถอนนิติกรรม,(ฎีกา 1028/2564)
บุตรที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการตายของเจ้ามรดก ยังมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ และแบ่งทรัพย์มรดกอย่างไรเมื่อยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
การจัดการมรดกไม่ชอบไม่อาจถือว่าการจัดการมรดกสิ้นลงแล้ว
ฟ้องแบ่งมรดกเกิน 10 ปีได้หรือไม่ เมื่อทายาทยังครอบครองทรัพย์มรดกอยู่: อายุความแบ่งมรดก สิทธิครอบครอง และผลผูกพันคำพิพากษาเดิม
พินัยกรรมของผู้ตายที่ห้ามโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตกเป็นโมฆะ, ข้อห้ามในพินัยกรรมเป็นโมฆะ, ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม
ถอนผู้จัดการมรดก, การปันมรดกเสร็จสิ้นแล้ว, การจัดการศาลจ้าวไม่เป็นมรดก, ศาลจ้าวใต้เซียฮุดโจ๊วเป็นกุศลสถาน
ที่ดินของรัฐ มรดกของผู้ตาย, ที่ดินนิคมสหกรณ์, สิทธิทำประโยชน์ในที่ดิน, สิทธิเหนือพื้นดิน, การเพิกถอนโฉนดที่ดิน,
การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในกองมรดก, การเพิกถอนนิติกรรมในทรัพย์มรดก, การขายทรัพย์มรดกเพื่อชำระหนี้, ผู้จัดการมรดกกับสิทธิและหน้าที่
มรดกตกทอด, การเพิกถอนการสละมรดก, อายุความในการฟ้องคดีมรดก, สิทธิเรียกร้องแทนลูกหนี้
หนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ในเงินทุนเรือนหุ้นของสหกรณ์ไม่ถือเป็นพินัยกรรม, เงินสงเคราะห์สมาชิกสหกรณ์, สิทธิผู้รับโอนประโยชน์ในเงินสงเคราะห์
นิติกรรมซื้อขายที่ดินซึ่งเป็นคนต่างด้าว, คดีมรดกที่ดินของคนต่างด้าว, อายุความคดีมรดก, การยักยอกทรัพย์มรดก
สิทธิรับมรดกของพี่น้องร่วมบิดามารดาและทายาทแทนที่ กรณีค่าเช่าทรัพย์มรดกต้องแบ่งอย่างไร ใครมีสิทธิเรียกคืนได้ตามกฎหมาย
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกเป็นของตนเองได้หรือไม่ และหากนำทรัพย์มรดกไปจำนองโดยทายาทไม่ยินยอมจะถูกกำจัดมิให้รับมรดกหรือไม่
เพิกถอนโอนมรดก & สิทธิทายาท (ฎีกา 1023/2566)
ที่ดิน น.ส.3 ก. ที่ผู้ตายยังไม่ส่งมอบให้ใครก่อนตาย เป็นมรดกหรือไม่ ผู้จัดการมรดกโอนเข้าชื่อตนเองได้เพียงใด และทายาทจะเรียกเพิกถอนคืนได้หรือไม่
สิทธิทายาทในมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง, ทายาทตายก่อนแบ่งมรดก, รับมรดกแทนที่ มาตรา 1639,
สิทธิการฟ้องขอแบ่งมรดกของทายาท, การเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินมรดก, สินสมรสหลังคู่สมรสเสียชีวิต
สัญญาประกันชีวิต, สัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก, ผู้ทำประกันชีวิตและผู้รับผลประโยชน์ตายพร้อมกัน
การจัดการหนี้สินในกองมรดก, สิทธิของเจ้าหนี้กองมรดก, ที่ดินมรดกและการบังคับคดี
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนมรดก
ผู้จัดการมรดกปฏิบัติผิดหน้าที่-ทายาทผู้มีสิทธิฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกได้
ผู้จัดการมรดกร่วมถึงแก่ความตายต้องทำอย่างไร, ฟ้องซ้อน คืออะไร, แต่งตั้งผู้จัดการมรดก
ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่เพียงทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป
การจัดการทรัพย์มรดกในฐานะผู้จัดการมรดกตามหน้าที่ที่จำเป็น
ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน ผู้มีส่วนได้เสีย
สามีไม่ได้จดทะเบียนเป็นผู้มีส่วนได้เสียเป็นผู้จัดการมรดกได้
ทรัพย์มรดกยังไม่ได้แบ่งให้แก่ทายาททุกคน-การจัดการทรัพย์มรดกยังไม่เสร็จสิ้น
ผู้จัดการมรดกไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มีผลอย่างไร?
ฟ้องผู้จัดการมรดกนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงเกินห้าปีขาดอายุความ
ผู้จัดการมรดกไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกยื่นต่อศาลถูกเพิกถอนได้
อายุความคดีมรดก เจ้าหนี้ฟ้องคดีมรดกเกินหนึ่งปี
ฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินมรดกต้องใช้กฎหมายมรดกหรือมาตรา 1336 และมีอายุความเพียงใดเมื่อผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ทายาทคนเดียว article
บุตรนอกกฎหมายซึ่งผู้ตายรับรองแล้วเป็นผู้สืบสันดาน
มารดาขายที่ดินซึ่งผู้เยาว์มีส่วนแบ่งไม่ต้องขอศาล
นายอำเภอคือผู้มีอำนาจจัดทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง
ความรับผิดของผู้จัดการมดกภายหลังการเสียชีวิต
ผู้จัดการมรดกนำทรัพย์มรดกไปให้เช่าราคาต่ำและเช่าช่วงเอากำไรสูง ทายาทหรือผู้จัดการมรดกร่วมฟ้องเรียกคืนค่าเช่าได้ภายในกี่ปี
ผู้สืบสันดาน คือใคร? ต่างกับทายาท อย่างไร?
คู่สมรสและการแบ่งมรดกของคู่สมรส | การสมรสเป็นโมฆะ
อายุความคดีมรดก และอายุความเกี่ยวกับการจัดการมรดก
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ครบแล้ว ยังถอนออกจากตำแหน่งได้หรือไม่ พร้อมแนวทางฟ้องคดีเมื่อแบ่งมรดกไม่เป็นธรรมตามกฎหมาย
การปันมรดกเสร็จสิ้นลงแล้วการถอนผู้จัดการมรดกย่อมพ้นกำหนดเวลา
สามีมิได้จดทะเบียนสมรสไม่ถือเป็นทายาทของภริยาผู้ตาย
อำนาจหน้าที่จัดการศพพระภิกษุผู้มรณภาพไม่มีทรัพย์สิน
สามีไม่จดทะเบียนสมรสขอถอนผู้จัดการมรดก มีกรรมสิทธิ์รวม
ไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะทำหน้าที่ผู้จัดการมรดก