
| ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ครบแล้ว ยังถอนออกจากตำแหน่งได้หรือไม่ พร้อมแนวทางฟ้องคดีเมื่อแบ่งมรดกไม่เป็นธรรมตามกฎหมาย
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ สิทธิของผู้มีส่วนได้เสียในการ ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งถอนผู้จัดการมรดก ตามบทบัญญัติของ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง ซึ่งศาลได้วินิจฉัยชัดเจนว่า เมื่อข้อเท็จจริงพิสูจน์ได้ว่าผู้จัดการมรดกได้ทำการปันทรัพย์มรดกไปให้แล้วจนไม่มีทรัพย์มรดกหลงเหลือให้จัดการ ถือได้ว่าการจัดการมรดกได้ “เสร็จสิ้น” แล้ว ผู้มีส่วนได้เสียใดจะมายื่นร้องขอเพิกถอนผู้จัดการมรดกภายหลังนั้น ย่อมถูกห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ข้อเท็จจริง • ผู้ตาย (นายเล็ก) มีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินทั้งสิ้น 8 แปลง ได้แก่ เลขโฉนด 74621, 74622, 74623, 74624, 74625, 51895, 6808 และ 13180 อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา. • เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2555 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้อง (ซึ่งเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย) เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย. • ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกได้โอนที่ดินทรัพย์มรดกดังกล่าวให้แก่ตนเองและบุตรของตนและบุตรของผู้คัดค้าน ตามลำดับเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2555, 9 กรกฎาคม 2555, 23 กรกฎาคม 2555 และ 30 มีนาคม 2558. • ผู้คัดค้าน (ภริยาชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย) ยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดก และขอตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกแทน เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2558. • จากข้อเท็จจริงปรากฏว่า ไม่มีทรัพย์มรดกหลงเหลือให้จัดการอีกต่อไปหลังการโอนดังกล่าว (ผู้ร้องโอนที่ดินทั้ง 8 แปลง และผู้คัดค้านโอนขายที่ดินที่เป็นสินสมรสอีกแปลง) ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การตีความและการบังคับใช้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้จัดการมรดกได้ แต่ต้องร้องขอเสียก่อนที่การปันมรดกเสร็จสิ้นลง” โดยศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่า การร้องขอถอนผู้จัดการมรดกภายหลังการปันมรดกเสร็จสิ้นแล้ว ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้จะมีเหตุอ้างว่าผู้จัดการมรดกมีพฤติการณ์ทุจริตก็ตาม key words ที่สำคัญที่สุดของคดีนี้พร้อมขยายความประเด็นสั้น ๆ ดังนี้ 1. มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง เป็นบทกฎหมายหลักที่ใช้ตัดสินคดีนี้ กำหนดชัดว่าการร้องขอถอนผู้จัดการมรดกต้องกระทำก่อนการปันมรดกเสร็จสิ้น หากปันเสร็จแล้วจะไม่สามารถร้องได้อีก 2. การปันมรดกเสร็จสิ้น เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ศาลใช้พิจารณา โดยตีความว่าการโอนทรัพย์มรดกทั้งหมดจนไม่มีทรัพย์เหลือให้จัดการ ถือว่าการปันมรดกเสร็จสิ้นแล้ว 3. การถอนผู้จัดการมรดก เป็นประเด็นข้อพิพาทหลักของคดี ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอถอนผู้จัดการมรดกภายหลังการแบ่งทรัพย์มรดกเสร็จสิ้น ซึ่งศาลเห็นว่าถูกห้ามตามมาตรา 1727 4. ผู้มีส่วนได้เสีย เป็นผู้มีสิทธิร้องขอต่อศาลได้ แต่ต้องดำเนินการภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด มิฉะนั้นสิทธิร้องขอจะสิ้นสุดลง 5. การโอนทรัพย์มรดก เป็นข้อเท็จจริงสำคัญ ศาลวินิจฉัยว่าผู้จัดการมรดกได้โอนที่ดินทุกแปลงของผู้ตายแล้ว จึงไม่มีทรัพย์มรดกเหลือ การปันมรดกถือว่าเสร็จสิ้น และไม่อาจยื่นคำร้องถอนผู้จัดการมรดกภายหลังได้ คำวินิจฉัย ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่า ตามบทบัญญัติของ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง “ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้จัดการมรดก … ได้ แต่ต้องร้องขอก่อนที่การปันมรดกจะเสร็จสิ้นลง” (Legardy) ในคดีนี้ แม้ผู้คัดค้านจะอ้างเหตุว่า ผู้ร้องมีเจตนาทุจริตในการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก, ปกปิดผู้คัดค้านและบุตรซึ่งเป็นทายาทโดยธรรม, โอนทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ไม่มีสิทธิ, และไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกยื่นต่อศาลภายในกำหนดตามกฎหมาย — แต่ศาลเห็นว่า ข้อเท็จจริงแสดงชัดว่า ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกได้ดำเนินการโอนทรัพย์มรดกจนไม่มีทรัพย์เหลือให้จัดการอีกต่อไป การปันมรดกถือว่า “เสร็จสิ้น” เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2558. (Legardy) ดังนั้น การที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอเพิกถอนผู้ร้องในวันที่ 17 เมษายน 2558 ซึ่งอยู่ภายหลังการปันมรดกเสร็จสิ้นแล้ว ย่อมถูกห้ามตามบทบัญญัติ มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง. ด้วยเหตุดังกล่าว ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยให้ พิพากษายืน ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาเป็นพับ. วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย (1) เงื่อนไขการร้องขอถอนผู้จัดการมรดก ตามมาตรา 1727 วรรคหนึ่ง ของ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดสามารถร้องขอให้ศาลมีคำสั่งถอนผู้จัดการมรดกได้ กรณีที่ผู้จัดการมรดกละเลยไม่ทำการตามหน้าที่ หรือมีเหตุอื่นที่สมควร แต่ “ต้องร้องขอเสียก่อนที่การปันมรดกเสร็จสิ้นลง” (นพนภัส ทนายความเชียงใหม่) ดังนั้น จุดเน้นอยู่ที่ เวลา - คือ ต้องยื่นคำร้อง ก่อน ที่การแบ่ง (หรือปัน) ทรัพย์มรดกจะได้สิ้นสุดลง มิฉะนั้นจะถูกห้ามตามบทบัญญัติ (2) เมื่อใดถือว่าการปันมรดก “เสร็จสิ้น” ในทางปฏิบัติ ศาลในคดีนี้เห็นว่า เมื่อผู้จัดการมรดกได้โอนทรัพย์มรดกทั้งหมดออกไปและไม่มีทรัพย์เหลือให้จัดการอีกต่อไปแล้ว ถือว่า “การปันมรดกเสร็จสิ้น” แล้ว แม้ยังมีประเด็นโต้แย้งว่าอาจมีเจตนาทุจริต หรือไม่จัดบัญชีทรัพย์ถูกต้องก็ตาม ก็ไม่อาจนำมาใช้แปรว่า การปันมรดกยังไม่เสร็จสิ้นได้ในแง่ของห้ามยื่นคำร้องถอนผู้จัดการมรดก. การตีความนี้มีความสำคัญเพราะทำให้ผู้มีส่วนได้เสียต้อง รีบดำเนินการภายในเวลาที่เหมาะสม มิฉะนั้นจะเสียโอกาสที่จะร้องขอถอนผู้จัดการมรดก (3) ผลของการห้ามยื่นคำร้องภายหลังการปันมรดก เมื่อถูกห้ามตามมาตรา 1727 วรรคหนึ่งแล้ว ผู้คัดค้านไม่อาจใช้วิธีการร้องขอถอนผู้จัดการมรดกได้อีก แต่ ไม่ได้หมายความว่า ผู้จัดการมรดกจะไม่มีความรับผิดชอบ หรือข้อโต้แย้งอื่นเกี่ยวกับการจัดการมรดกจะหมดไป ตัวอย่างเช่น หากพบการโอนที่ดินไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้มีส่วนได้เสียยังสามารถฟ้องร้องดำเนินคดีแบ่งทรัพย์มรดก หรือเพิกถอนนิติกรรมได้ในฐานอื่น ดังนั้น สิทธิกรณีร้องขอถอนผู้จัดการมรดกเป็นเพียงวิธีการหนึ่ง ไม่ใช่วิธีเดียว และมีข้อจำกัดเรื่องเวลา (4) ประโยชน์ทางกฎหมายและการปฏิบัติ • ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียควร ตรวจสอบสถานะของทรัพย์มรดกว่า มีการโอนหรือแบ่งสมบูรณ์หรือไม่ หากยังไม่เสร็จสิ้นควรพิจารณายื่นคำร้องถอนผู้จัดการมรดกได้ทันเวลา • ผู้จัดการมรดกควร จัดทำบัญชีทรัพย์มรดก, ดำเนินการแบ่งและโอนทรัพย์มรดกให้แล้วเสร็จ โดยคำนึงถึงสิทธิทายาททุกคน เพื่อป้องกันข้อพิพาท • กรณีพบว่าหลังการแบ่งมรดกครบถ้วนแล้ว มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น เช่น โอนให้ผู้ไม่มีสิทธิ หรือมีเหตุทุจริต ผู้มีส่วนได้เสียควรพิจารณาฟ้องคดีแบ่งทรัพย์มรดกหรือเพิกถอนนิติกรรม ไม่ใช้ช่องทางร้องถอนผู้จัดการมรดก สรุปข้อคิดทางกฎหมาย • บทบัญญัติ มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง ของ ป.พ.พ. ให้ เงื่อนไขเวลา สำคัญต่อการร้องขอถอนผู้จัดการมรดก คือ “ก่อนที่การปันมรดกจะเสร็จสิ้น” • หากผู้จัดการมรดกได้ปันทรัพย์มรดกจนไม่มีเหลือแล้ว ถือว่า “การปันมรดกเสร็จสิ้น” และการร้องขอภายหลังถูกห้าม • การร้องขอถอนผู้จัดการมรดกเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือทางกฎหมาย ไม่อาจใช้แทนการฟ้องร้องแบ่งทรัพย์มรดกหรือเพิกถอนนิติกรรมในกรณีอื่นได้ • ทายาทและผู้มีส่วนได้เสียควรตรวจสอบสถานะการจัดการมรดกอย่างรอบด้าน และควรดำเนินการให้ทันเวลา เพื่อรักษาสิทธิของตน IRAC Issue (ประเด็น): ผู้คัดค้านจะมีสิทธิร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกแทนได้หรือไม่ ภายหลังจากที่ผู้จัดการมรดกได้โอนทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทจนไม่มีทรัพย์มรดกหลงเหลือให้จัดการแล้ว Rule (บทกฎหมาย): ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง “ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้จัดการมรดก เพราะเหตุผู้จัดการมรดกละเลยไม่ทำการตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุอย่างอื่นที่สมควรก็ได้ แต่ต้องร้องขอเสียก่อนที่การปันมรดกเสร็จสิ้นลง.” การตีความของศาลในคดีนี้ถือว่าการโอนทรัพย์มรดกจนไม่มีเหลือให้จัดการแล้ว ถือว่า “การปันมรดกเสร็จสิ้น” แล้ว และผู้ร้องถอนภายหลังย่อมถูกห้าม Application (การประยุกต์): ในคดีนี้ ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกได้โอนทรัพย์มรดกของผู้ตายทั้ง 8 แปลงให้แก่บุตรและทายาทต่าง ๆ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2555, 9 กรกฎาคม 2555, 23 กรกฎาคม 2555 และ 30 มีนาคม 2558 และปรากฏว่าไม่มีทรัพย์มรดกหลงเหลือให้จัดการอีกต่อไปเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2558. ผู้คัดค้านได้ยื่นคำร้องขอถอนผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2558 ซึ่งอยู่ภายหลังการปันมรดกเสร็จสิ้นแล้ว ดังนั้นเงื่อนไขของมาตรา 1727 คือ “ร้องก่อนการปันมรดกเสร็จสิ้น” มิได้เป็นไป ผู้คัดค้านจึงไม่สามารถอ้างบทยกเว้นนี้ได้ Conclusion (ข้อสรุป): ดังนั้นศาลฎีกาจึงเห็นว่า การร้องขอของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ยืน พร้อมให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาเป็นพับ สรุปว่า ผู้มีส่วนได้เสียจะร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้จัดการมรดกได้เฉพาะกรณีที่ยังไม่ถึง “ขั้นตอนการปันมรดกเสร็จสิ้น” เท่านั้น ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2150/2561 การร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดต้องร้องขอเสียก่อนที่การปันมรดกเสร็จสิ้นลง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ร้องได้ปันทรัพย์มรดกทั้งหมดแล้วโดยไม่มีทรัพย์มรดกของผู้ตายหลงเหลือให้จัดการอีกต่อไป จึงถือได้ว่าผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกได้จัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้ว แม้ผู้คัดค้านจะอ้างเหตุว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกโดยมีเจตนาทุจริตปกปิดผู้คัดค้านและบุตรซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตาย ทั้งได้โอนทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ไม่มีสิทธิ หรือมีเหตุอื่นตามกฎหมายอันอาจเป็นเหตุในการร้องขอถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกได้ก็ตาม ก็ไม่อาจถือได้ว่าการปันมรดกรายดังกล่าวยังไม่เสร็จสิ้น การที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกภายหลังการปันมรดกเสร็จสิ้นแล้วย่อมต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 3/2561) คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายเล็ก ผู้ตาย ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแทน ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้องของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า ผู้ร้องเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายของนายเล็ก ผู้ตาย ผู้คัดค้านเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ผู้ตายมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน 8 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 74621, 74622, 74623, 74624, 74625, 51895, 6808 และ 13180 อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2555 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินทรัพย์มรดกดังกล่าวให้แก่ตนเองในฐานะส่วนตัว ต่อมาเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2555 วันที่ 9 กรกฎาคม 2555 และวันที่ 30 มีนาคม 2558 ผู้ร้องโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 74621, 74623, 74624 และ 51895 ให้แก่นางณิชารีย์ บุตรของผู้ร้องซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันของผู้ตาย เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2555 ผู้ร้องโอนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 74625 และ 13180 ให้แก่นางสาวปภาวรินท์ บุตรของผู้คัดค้านกับผู้ตายตามสำเนาโฉนดที่ดิน และเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2558 ผู้ร้องโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 74622 และ 6806 ให้แก่นางอุไร บุตรของผู้ร้องซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันของผู้ตาย นอกจากนี้ผู้ตายมีที่ดินโฉนดเลขที่ 50477 อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นสินสมรสของผู้ตายกับผู้คัดค้านและมีชื่อผู้คัดค้านเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2554 ผู้คัดค้านโอนขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่ผู้มีชื่อตามสำเนาโฉนดที่ดิน นอกจากนี้ผู้ตายไม่มีทรัพย์มรดกอื่นใดอีก ต่อมาวันที่ 17 เมษายน 2558 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแทน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า มีเหตุที่จะถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ ตามข้อเท็จจริงอันยุติได้ความว่า เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2555 วันที่ 9 กรกฎาคม 2555 วันที่ 23 กรกฎาคม 2555 และวันที่ 30 มีนาคม 2558 ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาลได้โอนที่ดินรวม 8 แปลง ให้แก่นางณิชารีย์กับนางอุไร ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันของผู้ตาย และนางสาวปภาวรินท์ ซึ่งเป็นบุตรของผู้ตาย นอกจากนี้เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2554 ผู้คัดค้านโอนขายที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 50477 ซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับผู้คัดค้านให้แก่ผู้มีชื่อ นอกจากนี้ไม่มีทรัพย์มรดกของผู้ตายหลงเหลือให้จัดการอีกต่อไป จึงถือได้ว่าผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกได้จัดการมรดกเสร็จสิ้นตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2558 แม้ผู้คัดค้านจะอ้างเหตุว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกต่อศาลโดยมีเจตนาทุจริตปกปิดผู้คัดค้านและบุตรซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายทั้งได้โอนทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ไม่มีสิทธิและไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกยื่นต่อศาลภายในสิบห้าวันตามกฎหมายอันอาจเป็นเหตุให้ร้องขอถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกได้ก็ตาม แต่หากผู้ร้องจัดการมรดกไม่ถูกต้องตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้างก็เป็นเรื่องที่ผู้คัดค้านและทายาทผู้มีสิทธิแต่ได้รับการแบ่งปันไม่ชอบจะต้องไปฟ้องร้องเป็นคดีมีข้อพิพาทโดยตรงต่อไปเป็นคดีต่างหากจากการร้องขอให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก ไม่อาจถือได้ว่าการปันมรดกรายดังกล่าวยังไม่เสร็จสิ้น ไม่มีเหตุที่จะมาร้องขอถอนผู้จัดการมรดกและตั้งผู้จัดการมรดก การที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2558 อันเป็นเวลาภายหลังการปันมรดกเสร็จสิ้นแล้ว ย่อมต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ แนวคำถาม–ธงคำตอบ ข้อ 1 นายเล็กถึงแก่ความตาย มีบิดาคือผู้ร้อง และภริยาคือผู้คัดค้าน ผู้ตายมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน 8 แปลง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก ต่อมาผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกได้โอนที่ดินทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่ตนเองและบุตรของตนกับบุตรของผู้ตาย จนไม่เหลือทรัพย์มรดกให้จัดการอีก จากนั้นผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอถอนผู้ร้องออกจากตำแหน่งผู้จัดการมรดกและขอตั้งตนเองแทน คำถามคือ ผู้คัดค้านยังมีสิทธิยื่นคำร้องได้หรือไม่ และเหตุใดศาลจึงเห็นว่าคำร้องนั้นต้องห้าม ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง ผู้มีส่วนได้เสียจะร้องขอให้ศาลถอนผู้จัดการมรดกได้ แต่ต้องร้องก่อนที่การปันมรดกจะเสร็จสิ้น เมื่อผู้ร้องได้โอนที่ดินมรดกทั้งหมดไปแล้ว ถือว่าการปันมรดกเสร็จสิ้น การยื่นคำร้องของผู้คัดค้านภายหลังจึงต้องห้ามตามกฎหมาย แม้จะอ้างว่าผู้จัดการมรดกกระทำทุจริตก็ตาม ข้อ 2 ในคดีนี้ ผู้คัดค้านอ้างว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกโดยปกปิดข้อเท็จจริงบางประการ เช่น การไม่แจ้งต่อศาลว่ามีภริยาและบุตรของผู้ตายเป็นทายาทโดยธรรม และยังโอนทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ไม่มีสิทธิ การกระทำเช่นนี้เป็นเหตุเพียงพอให้ถอนผู้จัดการมรดกภายหลังได้หรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ผู้คัดค้านจะกล่าวอ้างถึงการปกปิดหรือการโอนทรัพย์โดยไม่ถูกต้อง แต่เมื่อปรากฏว่าผู้ร้องได้จัดการและโอนทรัพย์มรดกทั้งหมดไปแล้วจนไม่เหลือทรัพย์ให้จัดการ การปันมรดกถือว่าเสร็จสิ้นแล้ว การร้องขอถอนผู้จัดการมรดกภายหลังจึงต้องห้ามตามมาตรา 1727 วรรคหนึ่ง หากเห็นว่าการโอนทรัพย์มรดกไม่ชอบ ผู้คัดค้านต้องใช้สิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมหรือเรียกร้องส่วนแบ่งในคดีใหม่ต่างหาก ข้อ 3 หากผู้จัดการมรดกไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกและไม่ยื่นต่อศาลภายในสิบห้าวันตามที่กฎหมายกำหนด จะถือว่าการจัดการมรดกยังไม่เสร็จสิ้นและสามารถร้องขอถอนผู้จัดการมรดกภายหลังได้หรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาเห็นว่าการไม่ยื่นบัญชีทรัพย์มรดกเป็นความบกพร่องในหน้าที่ แต่ไม่ทำให้การปันมรดกถือว่ายังไม่เสร็จสิ้น หากผู้จัดการมรดกได้โอนทรัพย์มรดกทั้งหมดจนไม่เหลือให้จัดการ การจัดการมรดกถือว่าเสร็จสิ้นแล้ว การยื่นคำร้องขอถอนภายหลังจึงต้องห้ามตามมาตรา 1727 วรรคหนึ่ง ความบกพร่องดังกล่าวเป็นเพียงเหตุให้ฟ้องร้องในคดีแพ่งแยกต่างหากเพื่อเพิกถอนการกระทำหรือเรียกร้องค่าเสียหายได้ แต่ไม่ใช่เหตุให้ถอนผู้จัดการมรดกภายหลัง ข้อ 4 ในกรณีที่ผู้จัดการมรดกได้โอนทรัพย์มรดกให้แก่บุคคลที่ไม่มีสิทธิ เช่น โอนให้บุตรของตนเองแทนที่จะโอนให้ทายาทโดยธรรมของผู้ตาย การกระทำดังกล่าวถือว่าการปันมรดกยังไม่เสร็จสิ้นหรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาเห็นว่าแม้จะมีข้อกล่าวหาว่าผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้แก่ผู้ไม่มีสิทธิ แต่เมื่อมีการโอนออกไปทั้งหมดและไม่มีทรัพย์มรดกเหลือ การจัดการมรดกถือว่าเสร็จสิ้นแล้ว การร้องขอถอนผู้จัดการมรดกภายหลังย่อมต้องห้าม ผู้เสียหายต้องใช้สิทธิทางศาลโดยการฟ้องเพิกถอนนิติกรรมหรือฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกแทน ไม่อาจใช้ช่องทางการร้องถอนผู้จัดการมรดกได้อีก ข้อ 5 มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ผู้มีส่วนได้เสียต้องร้องก่อนที่การปันมรดกเสร็จสิ้น ศาลฎีกาในคดีนี้ได้ตีความคำว่า “การปันมรดกเสร็จสิ้น” อย่างไร และมีหลักเกณฑ์ใดใช้วัดว่าการปันมรดกสิ้นสุดแล้ว ธงคำตอบ ศาลฎีกาตีความคำว่า “การปันมรดกเสร็จสิ้น” ว่าหมายถึงกรณีที่ผู้จัดการมรดกได้จัดการโอนหรือแบ่งทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่ผู้มีสิทธิตามส่วนที่พึงได้จนไม่เหลือทรัพย์มรดกให้จัดการอีกต่อไป เมื่อถึงจุดนี้ถือว่าหน้าที่ผู้จัดการมรดกสิ้นสุดแล้ว แม้จะมีการกระทำผิดพลาดหรือทุจริตระหว่างทาง ก็ไม่อาจใช้เป็นเหตุร้องขอถอนผู้จัดการมรดกภายหลังได้ แต่ต้องดำเนินการในทางคดีอื่นแทน |




