
| เพิกถอนโอนมรดก & สิทธิทายาท (ฎีกา 1023/2566)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่องมรดก การเพิกถอนการโอนที่ดิน การพิสูจน์สถานะทายาท และการคำนวณส่วนแบ่งมรดกระหว่างคู่สมรสกับพี่น้องของผู้ตาย ศาลพิจารณาว่าที่ดินบางแปลงเป็นสินสมรส ส่วนบางแปลงเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย รวมถึงพิจารณาว่าจำเลยที่ 2 และ 3 ไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีสิทธิรับมรดก และวินิจฉัยให้เพิกถอนการโอนเฉพาะส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายตามมาตรา 142 (2) รวมทั้งยืนยันหลักว่าเมื่อคดีเป็นคดีมรดก อายุความไม่ตัดสิทธิทายาทในการฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดก ✅ สรุปข้อเท็จจริง ผู้ตายมีที่ดินหลายแปลง จำเลยที่ 1 เป็นภริยาตามกฎหมาย ผู้ตายเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 และ 3 เสมือนบุตรแต่ไม่ใช่บุตรโดยกำเนิดหรือโดยการรับรองตามกฎหมาย หลังผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 นำที่ดินทั้งหมดไปจดทะเบียนโอนให้ตนเองและจำเลยที่ 2–3 ต่อมาโจทก์และโจทก์ร่วม (พี่น้องแท้ของผู้ตาย) ฟ้องเพิกถอนการโอน อ้างว่าโอนโดยมิชอบ และจำเลยที่ 2–3 ไม่มีสิทธิรับมรดก ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้มีแก่นอยู่ที่กฎหมายว่าด้วย สิทธิทายาท การแบ่งมรดก สถานะบุตร การเพิกถอนการโอนมรดกเฉพาะส่วน และอายุความคดีมรดก โดยยึดหลักตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเป็นสำคัญ ด้านล่างนี้เป็น กฎหมายหลัก และ Key Words 5 ข้อความสำคัญที่สุดของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ กฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยคดีนี้ 1. มาตรา 1599 ป.พ.พ. (มรดกตกทอดแก่ทายาท) ใช้อธิบายหลักพื้นฐานว่าทรัพย์สินของผู้ตายตกทอดแก่ทายาทโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะมีการอ้างสิทธิหรือไม่ และเป็นจุดเริ่มพิจารณาสิทธิของคู่ความทุกฝ่ายในคดีมรดก 2. มาตรา 1629 และ 1635 ป.พ.พ. (ลำดับทายาทและสิทธิของคู่สมรส) ใช้พิจารณาว่าภริาโดยชอบด้วยกฎหมายเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทชั้นที่ 1 และมีสิทธิในทรัพย์สินสมรสด้วย จึงได้ส่วนในที่ดินมากกว่าทายาทอื่น 3. มาตรา 1546, 1547 และ 1555 ป.พ.พ. (สถานะบุตรโดยกฎหมาย) ใช้ตัดสินว่าจำเลยที่ 2 และ 3 ไม่ใช่บุตรตามกฎหมาย ไม่มีการรับรองบุตรตามรูปแบบ จึงไม่มีสิทธิรับมรดก แม้จะเลี้ยงดูร่วมครอบครัวมากว่า 30 ปี 4. มาตรา 1605 ป.พ.พ. (เหตุถูกกำจัดมิให้รับมรดก) ใช้พิจารณาว่าจำเลยที่ 1 แม้จะมีการโอนทรัพย์ผิดพลาด แต่กระทำโดยความเข้าใจผิดและสุจริต ไม่ได้ทุจริตหรือทำให้ผู้อื่นเสียประโยชน์โดยจงใจ จึงไม่ถูกตัดสิทธิรับมรดก 5. มาตรา 142 (2) ป.วิ.พ. (เพิกถอนเฉพาะส่วนที่เป็นมรดก) ใช้อธิบายอำนาจศาลในการพิพากษาเพิกถอนการโอนเฉพาะส่วนที่เป็นมรดก ไม่จำเป็นต้องเพิกถอนทั้งแปลง แม้โจทก์จะฟ้องเรียกทั้งแปลงก็ตาม คำสำคัญที่สุดของคดีนี้ 1. มรดกตกทอดโดยอัตโนมัติ แก่นของคดี คือ การยืนยันว่าทรัพย์ของผู้ตายตกเป็นของทายาทโดยทันทีตามกฎหมาย ทายาทมีสิทธิฟ้องคืนได้ 2. สถานะบุตรต้องถูกต้องตามกฎหมาย แม้เลี้ยงดูเหมือนบุตร แต่หากไม่มีการรับรองตามกฎหมาย ย่อมไม่มีสิทธิรับมรดก ศาลยึดรูปแบบทางกฎหมายเป็นหลัก 3. คู่สมรสได้ทั้งสินสมรสและส่วนแบ่งมรดก คู่สมรสได้รับส่วนของสินสมรสกึ่งหนึ่ง และรับมรดกอีกกึ่งหนึ่งของส่วนผู้ตายรวมเป็นสามในสี่ของทรัพย์สินสมรส 4. เพิกถอนเฉพาะส่วนที่เป็นมรดกได้ หากฟ้องเรียกคืนทรัพย์ทั้งแปลงแต่ศาลเห็นว่าควรได้เฉพาะส่วนแบ่ง ศาลมีอำนาจเพิกถอนเฉพาะส่วนมรดก ไม่ต้องคืนทั้งหมด 5. คดีมรดกไม่ขาดอายุความเมื่อยังไม่แบ่งมรดก เมื่อทรัพย์ยังเป็นมรดกไม่แบ่ง และผู้ถือครองถือแทนทายาทคนอื่น อายุความไม่ตัดสิทธิทายาทในการฟ้องเพิกถอน ✅ ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญ 1. จำเลยที่ 2–3 เป็นบุตรตามกฎหมายหรือไม่ 2. ทรัพย์พิพาทเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัว 3. ทายาทมีสิทธิฟ้องเพิกถอนโอนเฉพาะส่วนหรือทั้งแปลง 4. จำเลยที่ 1 จะถูกกำจัดมิให้รับมรดกหรือไม่ (มาตรา 1605) 5. คดีขาดอายุความหรือไม่ (คดีมรดก–ครอบครองแทน) ✅ คำวินิจฉัยสำคัญของศาลฎีกา • ที่ดินบางแปลงเป็นสินสมรส → จำเลยที่ 1 ได้ 3/4 ส่วน (สินสมรส 1/2 + มรดก 1/4) • ที่ดินบางแปลงเป็นสินส่วนตัว → จำเลยที่ 1 ได้ 1/2 • จำเลยที่ 2–3 ไม่ใช่บุตรตามกฎหมาย ไม่มีสิทธิรับมรดก • เพิกถอนโอนเฉพาะส่วนมรดก ไม่ใช่ทั้งแปลง (มาตรา 142 (2) ป.วิ.พ.) • จำเลยที่ 1 ทำโดยความเข้าใจผิด ไม่ใช่เจตนาทุจริต → ไม่ถูกกำจัดไม่ให้รับมรดก (มาตรา 1605) • คดีไม่ขาดอายุความ เพราะเป็นมรดก ยังไม่แบ่ง และถือว่าครอบครองแทนทายาทคนอื่น ✅ ประเด็นกฎหมาย สิทธิทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599, 1629, 1635 มรดกตกแก่ทายาทโดยธรรมโดยอัตโนมัติ คู่สมรสมีสิทธิทั้งฐานะ: • ผู้รับสินสมรสครึ่งหนึ่ง • ทายาทผู้รับมรดกอีกส่วนหนึ่ง ในคดีนี้ คู่สมรสได้ถึง 3/4 ของสินสมรส บุตรโดยพฤตินัยไม่ใช่ทายาทตามกฎหมาย ไม่พอเพียงที่ผู้ตายเลี้ยงดู หากไม่มีการจดทะเบียนรับรอง → ไม่มีสิทธิรับมรดก เพิกถอนเฉพาะส่วน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (2) ศาลสามารถพิพากษาเพิกถอนเฉพาะสัดส่วนที่เป็นมรดกได้ ไม่จำเป็นต้องคืนทั้งแปลง อายุความมรดก เมื่อยังไม่แบ่งมรดก → ถือว่าครอบครองแทนกัน → ไม่มีกำหนดอายุความฟ้อง ✅ IRAC Issue (ประเด็น) การโอนที่ดินของผู้ตายเป็นโมฆะหรือไม่ และใครมีสิทธิรับมรดก? บุตรที่เลี้ยงดูถือเป็นทายาทหรือไม่? อายุความขาดหรือไม่? Rule (กฎหมาย) • มาตรา 1599: มรดกตกแก่ทายาท • มาตรา 1629, 1635: สิทธิคู่สมรสและพี่น้อง • มาตรา 1546, 1547, 1555: สถานะบุตร • มาตรา 1605: เหตุตัดสิทธิรับมรดก • ป.วิ.พ. มาตรา 142 (2): เพิกถอนเฉพาะส่วน • หลักครอบครองแทน → อายุความไม่ตัดสิทธิ Application (การปรับใช้) จำเลยที่ 1 เข้าใจผิดว่าบุตรบุญธรรมคือทายาท → ไม่มีเจตนาฉ้อฉล → ไม่ถูกตัดมรดก จำเลยที่ 2–3 ไม่ใช่บุตรตามกฎหมาย → ไม่มีสิทธิรับมรดก ศาลเพิกถอนเฉพาะส่วนมรดกของผู้ตาย ไม่ใช่ทั้งแปลง Conclusion (ข้อสรุป) เพิกถอนโอนเฉพาะส่วนมรดก คืนสู่กองมรดก จำเลยที่ 1 ยังมีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย คดีไม่ขาดอายุความ ✅ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย • การรับบุตรต้องทำตามกฎหมายจึงเกิดสิทธิทายาท • คู่สมรสมีสิทธิทั้งสินสมรสและมรดก • ทายาทสามารถฟ้องเพิกถอนเฉพาะส่วนมรดกได้ • คดีมรดกไม่ขาดอายุความหากยังไม่ได้แบ่ง • การกระทำโดยสุจริตไม่ทำให้ถูกตัดสิทธิรับมรดก แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1 โจทก์และโจทก์ร่วมซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาของผู้ตาย ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายพร้อมจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยอ้างว่าหลังผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ได้ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินหลายแปลงซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่ตนเองและจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยไม่ชอบ ทั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิใช่ทายาทโดยชอบตามกฎหมายของผู้ตาย โจทก์และโจทก์ร่วมจึงขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินทั้งหมดกลับคืนสู่กองมรดกของผู้ตายเพื่อแบ่งปันแก่ทายาทตามกฎหมาย พึงวินิจฉัยว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมีสิทธิฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินดังกล่าวเพียงใด และศาลสามารถสั่งให้คืนเฉพาะส่วนหนึ่งได้หรือไม่ ธงคำตอบ เมื่อบุคคลใดถึงแก่ความตาย มรดกของบุคคลนั้นย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยอัตโนมัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 โจทก์และโจทก์ร่วมเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาของผู้ตายจึงเป็นทายาทโดยธรรม และมีสิทธิรักษาประโยชน์ในทรัพย์มรดกซึ่งยังไม่ได้แบ่งกันโดยชอบ เมื่อจำเลยที่ 1 จัดการโอนมรดกทั้งหมดให้แก่ตนและจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ใช่ทายาทตามกฎหมาย การกระทำดังกล่าวย่อมกระทบสิทธิของโจทก์และโจทก์ร่วม ศาลจึงอาจเพิกถอนนิติกรรมโอนดังกล่าวได้ อย่างไรก็ดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (2) แม้โจทก์จะฟ้องเรียกคืนทั้งแปลง แต่เมื่อพิสูจน์ได้ว่าโจทก์และโจทก์ร่วมมีสิทธิในส่วนแบ่งเพียงบางส่วน ศาลมีอำนาจพิพากษาให้เพิกถอนเฉพาะส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายกลับคืนกองมรดกเท่านั้น ไม่จำต้องเพิกถอนทั้งแปลง จึงชอบที่ศาลวินิจฉัยให้เพิกถอนการโอนเฉพาะในส่วนหนึ่งตามสิทธิของโจทก์และโจทก์ร่วม ข้อ 2 จำเลยที่ 1 อยู่กินและจดทะเบียนสมรสกับผู้ตาย และผู้ตายเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาเป็นเวลานานกว่า 30 ปี โดยแจ้งสูติบัตรว่าเป็นบุตรของผู้ตาย ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าเป็นบุตรผู้ตาย แต่เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายและมีข้อพิพาทเรื่องมรดก โจทก์และโจทก์ร่วมโต้แย้งว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ใช่บุตรชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีสิทธิรับมรดก พึงวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมถือเป็นบุตรตามกฎหมายของผู้ตายหรือไม่ และมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ ธงคำตอบ กฎหมายกำหนดเรื่องการเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายไว้อย่างชัดเจนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1546 และ 1547 ว่าเด็กจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาได้ต่อเมื่อบิดามารดาจดทะเบียนสมรสภายหลังการเกิด หรือบิดาได้จดทะเบียนรับรองบุตร หรือมีคำพิพากษาศาลว่าบุตรเป็นของบิดา แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะถูกเลี้ยงดูเยี่ยงบุตรของผู้ตายมาเป็นเวลานาน และสังคมรับรู้ว่าเป็นบุตร แต่ไม่ปรากฏพฤติกรรมหรือหลักฐานการรับรองตามแบบที่กฎหมายกำหนด พฤติการณ์เพียงเลี้ยงดูและยอมให้ใช้นามสกุลไม่เพียงพอให้ถือว่าเป็นการรับรองบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ศาลจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก การที่จำเลยที่ 1 โอนทรัพย์ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้นจึงไม่มีผลตามกฎหมายในส่วนมรดกของผู้ตาย ข้อ 3 หลังจากผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ได้ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาททั้งหมดให้แก่ตนเองและจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยเชื่อว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นทายาทของผู้ตายมาโดยตลอด และไม่มีทายาทคนใดคัดค้านในระยะเวลานาน ต่อมาเมื่อโจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องเพิกถอนการโอน จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้กระทำไปโดยสุจริตตามความเข้าใจและข้อมูลที่ได้รับจากเจ้าหน้าที่ที่ดิน พึงวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 จะถูกกำจัดสิทธิไม่ให้รับมรดกของผู้ตายหรือไม่ ธงคำตอบ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1605 บัญญัติให้ตัดสิทธิทายาทที่จะรับมรดก เมื่อพิสูจน์ได้ว่าทายาทนั้นจงใจปกปิด ยักย้าย หรือทำลายมรดกเพื่อให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในมรดกมากขึ้น และต้องเป็นพฤติการณ์แสดงเจตนาทุจริตอย่างชัดเจน ในคดีนี้ จำเลยที่ 1 อยู่กินกับผู้ตายและร่วมประกอบอาชีพกันมากว่า 30 ปี และเชื่อโดยสุจริตว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ทั้งยังไม่มีทายาทคนใดทักท้วงหรือดำเนินการใดเป็นเวลานาน จึงเข้าใจว่าตนมีสิทธิในการจัดแบ่งทรัพย์และโอนให้ทายาทตามที่เข้าใจ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำด้วยความเข้าใจผิดสุจริต ไม่ใช่การฉ้อฉลหรือยักย้ายทรัพย์โดยทุจริต จึงไม่เป็นเหตุให้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกตามมาตรา 1605 ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ยังคงมีสิทธิรับมรดกของผู้ตายต่อไป ข้อ 4 จำเลยทั้งสามต่อสู้ว่าเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ครอบครองที่ดินพิพาทมาเป็นเวลานาน และได้โอนให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นการครอบครองที่ดินโดยสุจริตและยึดถือกรรมสิทธิ์โดยไม่มีกฎหมายนำสืบว่ามีสิทธิอื่นเหนือกว่า เมื่อโจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องหลังจากเวลาผ่านไปหลายปี คดีจึงต้องขาดอายุความ พึงวินิจฉัยว่าคดีของโจทก์และโจทก์ร่วมขาดอายุความหรือไม่ ธงคำตอบ เมื่อบุคคลถึงแก่ความตาย มรดกตกทอดแก่ทายาทตามมาตรา 1599 และเมื่อทรัพย์มรดกยังมิได้แบ่งกันโดยชอบ การครอบครองทรัพย์โดยผู้หนึ่งผู้ใดย่อมถือเป็นการครอบครองแทนทายาทคนอื่นด้วย ไม่อาจอ้างครอบครองปรปักษ์หรืออายุความต่อสู้ได้ การที่จำเลยที่ 1 มีชื่อในโฉนดที่ดินหลังผู้ตายถึงแก่ความตายจึงเป็นเพียงการครอบครองแทนทายาทคนอื่น ๆ มิใช่การครอบครองโดยตนเองเพื่อหวงกันสิทธิของทายาท เพราะทรัพย์ยังเป็นมรดกมิได้แบ่งอย่างถูกต้อง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็เป็นเพียงบุคคลภายนอกและไม่ใช่ทายาทโดยชอบ จึงไม่อาจอ้างสิทธิครอบครองแทนได้ด้วย การฟ้องเพิกถอนของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงไม่ขาดอายุความ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1023/2566 การฟ้องเรียกทรัพย์ใด ๆ เป็นของตนทั้งหมด หากพิจารณาได้ความว่าโจทก์ควรได้แต่ส่วนแบ่ง เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ได้รับแต่ส่วนแบ่งนั้นก็ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (2) เมื่อส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายมีเพียงกึ่งหนึ่งในที่ดินโฉนดเลขที่ 22874 และ 60 ศาลย่อมพิพากษาเพิกถอนเฉพาะส่วนที่ดินกึ่งหนึ่งกลับคืนสู่กองมรดกของผู้ตายได้ เมื่อบุคคลใดตาย มรดกของบุคคลนั้นย่อมตกทอดแก่ทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 จำเลยที่ 1 จัดการโอนมรดกทั้งหมดให้ตนเอง รวมทั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย แต่เป็นบุคคลภายนอก จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่อาจยกอายุความมรดกขึ้นต่อสู้ได้ โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการรับโอนมรดกของผู้ตายที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แสดงว่าโจทก์มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทรัพย์มรดกของผู้ตายกลับคืนกองมรดกเพื่อแบ่งปันระหว่างทายาท จึงเป็นคดีมรดก ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ยังมิได้แบ่งปันกันโดยชอบ การที่จำเลยที่ 1 มีชื่อในโฉนดที่ดินเลขที่ 24990 ถือว่าจำเลยที่ 1 ครอบครองแทนทายาทคนอื่นด้วย จึงไม่อาจอ้างการครอบครองขึ้นต่อสู้โจทก์และโจทก์ร่วมได้ คดีของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ขาดอายุความ จำเลยที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดกผู้ตาย อยู่ในฐานะทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1635 (2) ที่ดินโฉนดเลขที่ 22874 และ 60 เป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในฐานะสินสมรสกึ่งหนึ่ง และในฐานะทายาทผู้รับมรดกอีกกึ่งหนึ่งรวมเป็นสามในสี่ส่วนของที่ดินดังกล่าว สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 24990 และ 123 เป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งกึ่งหนึ่งของที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 24990 และ 123 ซึ่งเป็นสินส่วนตัวของผู้ตายทั้งแปลง และเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 22874 และ 60 ซึ่งเป็นสินสมรสของผู้ตายกับจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 225 และมาตรา 252 โจทก์ฟ้องขอบังคับให้กำจัดจำเลยที่ 1 จากการรับมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 22874, 24990, 60 และ 123 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 4 ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินทั้งสี่แปลงและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสาม หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณา นางยุพา พี่ร่วมบิดามารดาของผู้ตายยื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม โจทก์และจำเลยทั้งสามไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้กำจัดจำเลยที่ 1 มิให้รับมรดกของผู้ตายในที่ดินโฉนดเลขที่ 22874, 24990, 60 และ 123 พร้อมบ้านเลขที่ 4 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันไปจดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 22874, 24990, 60 และ 123 พร้อมบ้านเลขที่ 4 รวม 4 แปลง โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสาม หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์และโจทก์ร่วม โดยกำหนดค่าทนายความแก่โจทก์และโจทก์ร่วมคนละ 20,000 บาท จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 22874 และ 60 ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งทำเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2560 และวันที่ 9 มีนาคม 2561 ตามลำดับ กึ่งหนึ่ง กลับคืนสู่กองมรดกของผู้ตาย ให้ยกคำขอของโจทก์และโจทก์ร่วมที่ให้กำจัดจำเลยที่ 1 ไม่ให้รับมรดกของผู้ตาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ที่เสียเกินมาแก่จำเลยทั้งสาม 200 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า โจทก์ โจทก์ร่วม และนายธนโชค ผู้ตายเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ซึ่งผู้ตายจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 วันที่ 27 มกราคม 2520 โดยรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาเลี้ยงดูในฐานะบุตรและได้แจ้งเกิด เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 ผู้ตายถึงความตาย จากนั้นวันที่ 30 สิงหาคม 2560 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 22874 ให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้งยังจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 24990 ให้แก่จำเลยทั้งสามถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันทางมรดก ต่อมาวันที่ 9 มีนาคม 2561 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 60 และ 123 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 2 ทางมรดก รายงานผลการตรวจวิเคราะห์ความสัมพันธ์ทางสายเลือดของหน่วยนิติเวชศาสตร์และพิษวิทยา ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่มารดาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 123 บ้านเลขที่ 4 และที่ดินโฉนดเลขที่ 24990 เป็นทรัพย์สินส่วนตัวของผู้ตายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีหนังสือสัญญาให้ที่ดินระบุว่า โจทก์ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 123 ดังกล่าวให้แก่ผู้ตายโดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทนแต่อย่างใด และโจทก์เบิกความยืนยันว่า ยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่ผู้ตายเพื่อตอบแทนที่ผู้ตายดูแลมารดา แม้ว่าผู้ตายจะได้ที่ดินดังกล่าวมาในระหว่างสมรส แต่ไม่ปรากฏว่าหนังสือยกให้ระบุเป็นสินสมรส จึงต้องฟังว่า ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 123 เป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย สำหรับบ้านเลขที่ 4 ในที่ดินดังกล่าว โจทก์เบิกความว่า ก่อนหน้าที่นายดำรงจะรื้อถอนบ้านเลขที่ 6 ซึ่งอยู่ติดกับบ้านเลขที่ 4 จำเลยที่ 1 ได้ก่อสร้างอาคารขึ้นใหม่เป็นการก่อสร้างชิดแนวเขตทำให้ผนังด้านที่ติดกับบ้านนายดำรงไม่มีการฉาบด้านนอก ภายหลังจากที่นายดำรงรื้อถอนอาคารยังไม่แล้วเสร็จ จำเลยที่ 1 ต้องการให้ช่างฉาบปูนด้านนอกอาคารดังกล่าว เหตุที่นายดำรงรื้อถอนอาคารไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากเกิดปัญหาการรื้อเสาตอม่อของอาคารจำเลยที่ 1 รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของนายดำรง การรื้อถอนจึงยากลำบากเพราะอาคารของจำเลยที่ 1 จะทรุดตัวได้ แต่ตกลงกันไม่ได้ทางฝ่ายจำเลยที่ 1 จึงยื่นฟ้องเมื่อปี 2561 ให้นายดำรงยอมให้ช่างของจำเลยที่ 1 เข้าไปในที่ดิน และเรียกค่าเสียหาย แสดงว่าบ้านเลขที่ 4 หลังดังกล่าวได้ถูกรื้อไปและจำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารใหม่แล้วในระยะเวลาที่ไม่นานภายหลังจากที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายไปแล้วเมื่อปี 2559 ทั้งยังไม่ปรากฏว่าโจทก์ โจทก์ร่วมหรือทายาทอื่นทักท้วงถือว่าเป็นการให้ความยินยอม และไม่ได้ความว่าโจทก์หรือทายาทอื่นออกค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างอาคารหลังใหม่ ประกอบกับแบบบันทึกการสอบสวนขอจดทะเบียนโอนมรดก ข้อ 4 ระบุว่า โอนมรดกเฉพาะที่ดิน ไม่เกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้าง เมื่ออาคารปลูกขึ้นใหม่ ดังนี้บ้านเลขที่ 4 เดิมที่จะต้องถูกบังคับให้เพิกถอนการโอนมรดกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงไม่มีอยู่แล้ว ดังนั้น จึงต้องฟังว่า บ้านเลขที่ 4 ที่ปลูกสร้างขึ้นมาใหม่ มิใช่สินส่วนตัวของผู้ตาย แต่เป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ที่ปลูกสร้างขึ้นมาเองในภายหลัง สำหรับที่ดินตามโฉนดเลขที่ 24990 ปรากฏตามใบไต่สวนว่าผู้ตายได้รับการให้ที่ดินมาจากบิดาเมื่อประมาณปี 2499 ก่อนสมรสกับจำเลยที่ 1 ส่วนการที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้ที่ดินมาในระหว่างสมรสโดยผู้ตายไม่ได้บอกว่าได้มาจากบิดามารดา เพียงแต่บอกให้ช่วยกันทำเพื่อใช้หนี้ธนาคาร เมื่อพิจารณาสารบัญจดทะเบียนโฉนดที่ดินด้านหลังได้ความว่า ผู้ตายได้ทำสัญญาจำนองที่ดินดังกล่าวกับธนาคารกรุงเทพ จำกัด เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2531 จึงเป็นหนี้ที่ก่อขึ้นภายหลังจากที่ผู้ตายได้รับการให้ที่ดินดังกล่าว เพียงแต่เพิ่งได้รับเอกสารสิทธิ์เป็นโฉนดภายหลังจากสมรสแล้วเท่านั้น ดังนั้น จึงต้องฟังว่าที่ดินตามโฉนดเลขที่ 24990 เป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามต่อไปว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1546 บัญญัติ "เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้มีการสมรสกับชาย ให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น" มาตรา 1547 บัญญัติว่า "เด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกัน จะเป็นบุตรชอบด้วยต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลังหรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร" และมาตรา 1555 บัญญัติว่า "ในคดีฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชาย เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้... (7) เมื่อมีพฤติการณ์ที่รู้กันทั่วไปตลอดมาว่าเป็นบุตรพฤติการณ์ที่รู้กันทั่วไปตลอดมาว่าเป็นบุตรนั้น ให้พิจารณาข้อเท็จจริงที่แสดงความเกี่ยวข้องฉันบิดากับบุตรซึ่งปรากฏในระหว่างตัวเด็กกับครอบครัวที่เด็กอ้างว่าตนสังกัดอยู่ เช่น บิดาให้การศึกษา ให้ความอุปการะเลี้ยงดู หรือยอมให้เด็กนั้นใช้ชื่อสกุลของตนหรือโดยเหตุประการอื่น..." ทั้งนี้การที่จะเป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว ประการแรก จะต้องเป็นบุตรนอกกฎหมาย ซึ่งหมายถึง เด็กที่เกิดจากบิดามารดาที่มิได้จดทะเบียนสมรสกัน แต่ทางนำสืบจำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า การไปแจ้งสูติบัตร ผู้ตายเป็นผู้ไปแจ้งเพียงลำพัง และนำเด็กมามอบให้แก่จำเลยที่ 1 โดยบอกว่าเป็นบุตรของผู้ตาย ทั้งตามเอกสารดังกล่าวช่องหมายเลข 2 ปรากฏชื่อมารดาว่าวราพร (จำเลยที่ 1) ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะหากฟังข้อเท็จจริงดังที่จำเลยที่ 1 เบิกความย่อมรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่มารดาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 และผู้ตายมีหญิงอื่นจนเกิดบุตรทั้งสองคนย่อมเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตครอบครัวที่จำเลยที่ 1 ผู้เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายจะยอมรับบุตรของภริยาน้อยอย่างง่ายดายดังที่เบิกความ ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะเป็นบุตรของผู้ตายกับหญิงอื่นที่มิได้จดทะเบียนสมรสกับผู้ตายอันจะเป็นกรณีที่ผู้ตายรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสาม คดีฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรหรือบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่าที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 22874 และ 60 เป็นสินสมรสที่โจทก์และโจทก์ร่วมจะสามารถขอให้เพิกถอนได้เฉพาะส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายให้กลับคืนสู่กองมรดกได้หรือไม่ เห็นว่า การฟ้องเรียกทรัพย์ใด ๆ เป็นของตนทั้งหมด หากพิจารณาได้ความว่าโจทก์ควรได้แต่ส่วนแบ่ง เมื่อศาลเห็นสมควรศาลจะพิพากษาให้โจทก์ได้รับแต่ส่วนแบ่งนั้นก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (2) ทั้งนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่า ส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายมีเพียงกึ่งหนึ่งในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว ศาลย่อมพิพากษาเพิกถอนเฉพาะส่วนที่ดินกึ่งหนึ่งกลับคืนสู่กองมรดกของผู้ตายนั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 ต้องถูกกำจัดไม่ให้รับมรดกของผู้ตายหรือไม่ พิจารณาจากข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับผู้ตายตั้งแต่ปี 2520 ร่วมทำมาหากินประกอบอาชีพทำสวนครอบครองที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงตลอดมา ผู้ตายแจ้งการเกิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่าผู้ตายเป็นบิดา จำเลยที่ 1 เป็นมารดา เลี้ยงดูให้ความรักใคร่เอ็นดูอย่างมาก โดยมีฐานะทางทะเบียนราษฎรว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตร จนกระทั่งผู้ตายถึงแก่ความตายนานกว่า 30 ปี โจทก์ โจทก์ร่วม และญาติทุกคนให้การยอมรับ ทั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกิจกรรมของครอบครัวตลอดมา ดูแลมารดาของโจทก์ และโจทก์ร่วมในช่วงชราและเจ็บป่วย เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายก็ไม่ปรากฏว่าทายาทคนใดติดตามสอบถามถึงทรัพย์มรดกของผู้ตายเป็นเวลานาน ทำให้จำเลยที่ 1 เข้าใจว่าทรัพย์มรดกของผู้ตายควรตกแก่บุคคลในครอบครัวของผู้ตาย จึงได้ดำเนินการโอนที่ดินพิพาทต่อเจ้าพนักงานที่ดินโดยแสดงเอกสารหลักฐานตามที่ได้รับทราบจากเจ้าพนักงานที่ดิน มีการประกาศให้โต้แย้ง เจ้าพนักงานที่ดินไม่ได้สอบถามว่าเป็นแม่ลูกกันหรือไม่ จึงไม่ได้บอก และไม่เคยมีผู้ใดกล่าวอ้างว่า ใบสูติบัตรเป็นเอกสารที่ไม่ถูกต้องแต่อย่างใด ฟังว่าจำเลยที่ 1 เข้าใจคลาดเคลื่อนไปว่าทรัพย์มรดกเป็นของผู้ตายซึ่งให้การยอมรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรตลอดมา 30 กว่าปี จึงเป็นการดำเนินการต่อเจ้าหน้าที่ที่ดิน และขั้นตอนทางราชการแล้วสามารถโอนมรดกได้โดยชอบ จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ไปดำเนินการโอนที่ดินพิพาทตามความเข้าใจของตน เป็นการจัดการแบ่งทรัพย์ของผู้ตาย โดยเข้าใจว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยชอบ และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินของผู้ตายต่อให้แก่บุคคลอื่น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 จงใจยักย้ายทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยฉ้อฉล หรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์แก่โจทก์ โจทก์ร่วมและทายาทอื่นอันจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ถูกกำจัดมิให้รับมรดกของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1605 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยนั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อสุดท้ายว่า คดีโจทก์และโจทก์ร่วมขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อบุคคลใดตาย มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 เมื่อจำเลยที่ 1 ได้จัดการโอนมรดกทั้งหมดให้ตนเองรวมทั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย แต่เป็นเพียงบุคคลภายนอก จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่อาจยกอายุความมรดกขึ้นต่อสู้ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการรับโอนมรดกของผู้ตายที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แสดงว่าโจทก์มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทรัพย์มรดกของผู้ตาย กลับคืนกองมรดกเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายระหว่างทายาท จึงเป็นคดีมรดก เมื่อได้ความว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ยังมิได้แบ่งปันกันโดยชอบ การที่จำเลยที่ 1 มีชื่อในโฉนดที่ดินเลขที่ 24990 ดังกล่าว จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ได้ครอบครองแทนทายาทคนอื่นด้วย ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งมีชื่อถือในโฉนดที่ดินเลขที่ 22874, 24990, 60 และเลขที่ 123 ซึ่งจำเลยที่ 2 รับโอนมาจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 มีชื่อถือในโฉนดที่ดินเลขที่ 24990 ซึ่งรับโอนมาจากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุคคลภายนอก จึงเป็นการครอบครองแทนเช่นกัน ไม่อาจอ้างการครอบครองขึ้นต่อสู้โจทก์และโจทก์ร่วมได้ คดีของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น อนึ่ง จำเลยที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดกผู้ตาย จึงอยู่ในฐานะทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1635 (2) ที่ดินโฉนดเลขที่ 22874 และ 60 ซึ่งฟังว่าเป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในฐานะสินสมรสกึ่งหนึ่ง และในฐานะทายาทผู้รับมรดกอีกกึ่งหนึ่งของกองมรดกผู้ตาย ดังนั้น จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับสามในสี่ส่วนของที่ดินดังกล่าว สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 24990 และ 123 ซึ่งฟังว่าเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งกึ่งหนึ่งของที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 24990 และ 123 ซึ่งเป็นสินส่วนตัวของผู้ตายทั้งแปลง และเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 22874 และ 60 เป็นสินสมรสของผู้ตายกับจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 225 และมาตรา 252 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 22874 และ 60 ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งทำเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2560 และวันที่ 9 มีนาคม 2561 ตามลำดับ หนึ่งในสี่ส่วน และเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 24990 และ 123 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยทั้งสามซึ่งทำเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2560 และระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ซึ่งทำเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2561 ตามลำดับ กึ่งหนึ่งกลับคืนสู่กองมรดกของผู้ตาย ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้เพิกถอนการโอนสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง 1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1480/2563 – อำนาจผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์และผลต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริต คดีนี้ผู้ตายเสียชีวิตโดยไม่มีพินัยกรรม ต่อมาศาลตั้งจำเลยที่ 1 เป็น “ผู้จัดการมรดก” แล้วจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของตนเอง จากนั้นยกให้จำเลยที่ 2 และมีการขายฝากต่อไปจนถึงจำเลยที่ 3 และยกให้จำเลยที่ 4 โจทก์ซึ่งเป็นทายาทฟ้องเพิกถอนนิติกรรมทั้งหมด เห็นว่าเมื่อที่ดินออกโฉนดก่อนตายไม่นานและอยู่ในช่วงสมรส ให้สันนิษฐานเป็นสินสมรส ทำให้คู่สมรสมีกรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่ง ส่วนอีกกึ่งหนึ่งเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1599, 1629 และส่วนของคู่สมรสในฐานะทายาทเป็นไปตามมาตรา 1635 ประเด็นสำคัญคือ “อำนาจทั่วไปของผู้จัดการมรดก” ตามมาตรา 1719 และ 1722 ที่ให้จัดการทรัพย์มรดกได้โดยไม่ต้องขอความยินยอมจากทายาททุกคน และเมื่อบุคคลภายนอกได้สิทธิโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนสิทธิแล้ว ย่อมได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 1299 วรรคสอง, 1300 โจทก์จึงไม่มีอำนาจเพิกถอนนิติกรรมภายหลังได้ ศาลฎีกาพิพากษากลับให้ยกฟ้องตามแนวคิดเรื่องความสุจริตและความชอบด้วยอำนาจของผู้จัดการมรดก ประเด็นนี้สอดคล้องกับคดี 1023/2566 ในแง่โครงสร้างสิทธิของทายาทและบทบาทของผู้จัดการมรดก ตลอดจนผลของการโอนต่อบุคคลภายนอก แต่แตกต่างกันตรงผลลัพธ์ข้อเท็จจริงเรื่องความสุจริตและรูปแบบนิติกรรมต่อเนื่อง ทำให้ผู้อ่านเห็นเส้นแบ่งระหว่าง “อำนาจจัดการมรดก” กับ “ขอบเขตการคุ้มครองผู้รับโอนสุจริต” ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น. 2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5660/2559 – บิดานอกสมรสไม่สามารถขอศาลรับรองตนเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายย้อนหลังเพื่อรับมรดก คดีนี้คู่ความฝ่ายชายเป็น “บิดานอกสมรส” ประสงค์ให้ศาลมีคำสั่งว่าเป็นบิดาตามกฎหมายของผู้ตายเพื่อจะมีสิทธิในมรดก ประเด็นกฎหมายสำคัญอยู่ที่หมวดความเป็นบิดามารดา มาตรา 1547, 1548, 1555 ซึ่งกำหนดช่องทางให้เด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดา เช่น การแต่งงานภายหลัง การจดทะเบียนรับรองบุตร หรือคำพิพากษารับรองเป็นบุตร (โดยคำฟ้องต้องเป็นคดี “ให้รับเด็กเป็นบุตร”) ไม่ได้เปิดช่องให้ “บิดา” ใช้สิทธิฝ่ายเดียวเพื่อยกระดับสถานะของตนย้อนหลังเพื่อรับมรดกของผู้ตาย กรณีนี้ศาลยืนยันหลักว่า สิทธิและกระบวนวิธีต้องเป็นไปตามตัวบทโดยเคร่งครัด เมื่อไม่เข้าช่องตามกฎหมาย จึงไม่อาจเกิดสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทได้ คดีนี้เชื่อมโยงใกล้ชิดกับ 1023/2566 ในประเด็น “สถานะบุตรและสิทธิรับมรดก” เพราะใน 1023/2566 ศาลพิเคราะห์อย่างละเอียดว่า จำเลยซึ่งอ้างเป็นบุตรไม่เข้าเกณฑ์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตาม 1547, 1555 จึงไม่มีสิทธิอ้างฐานะทายาทมาขัดสิทธิทายาทที่แท้จริงได้ ผู้อ่านจึงเห็นภาพว่า “สถานะตามทะเบียน” หรือ “พฤติการณ์เลี้ยงดู” เพียงอย่างเดียวไม่ทำให้เกิดสิทธิทายาท ต้องผ่านกลไกที่กฎหมายรับรองเท่านั้น ทำให้การเพิกถอนนิติกรรมโอนมรดกหรือการคุ้มครองทรัพย์มรดกดำเนินไปบนฐานสถานะที่ถูกต้อง. 3. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 452/2553 – พฤติการณ์เลี้ยงดูหรือใช้สกุลไม่เพียงพอให้เป็น “บุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย” คดีนี้ศาลฎีกาย้ำหลักมาตรา 1547 อย่างชัดเจนว่า เด็กที่เกิดจากหญิงและชายที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน จะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายได้ต่อเมื่อเกิดเหตุทางกฎหมายที่กำหนดไว้เท่านั้น เช่น บิดาจดทะเบียนรับรอง, ศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร หรือบิดามารดาจดทะเบียนสมรสภายหลัง กรณีที่มีเพียงพฤติการณ์ทั่วไป เช่น ให้เด็กใช้สกุลของตนหรือเลี้ยงดูอย่างต่อเนื่อง แม้สังคมจะรับรู้ว่าเป็นบุตร ก็ไม่เพียงพอให้เกิดฐานะ “บุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย” ตามตัวบท เมื่อไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ย่อมไม่มีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมและไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดก คดีนี้จึงช่วยตอกย้ำแกนกฎหมายด้าน “สถานะบุตร” ที่ปรากฏใน 1023/2566 ว่า การจะอาศัยสถานะบุตรเพื่ออ้างสิทธิในมรดก ต้องยืนอยู่บนกระบวนการที่กฎหมายบัญญัติ มิฉะนั้นทายาทจริงย่อมมีอำนาจเรียกทรัพย์กลับเข้ากองมรดกได้ และบุคคลภายนอกที่อ้างตนเป็นทายาทโดยพฤติการณ์ไม่อาจยกสถานะดังกล่าวขึ้นต่อสู้สิทธิของทายาทที่แท้จริงหรือกองมรดกได้. 4. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9992/2560 – อายุความคดีมรดกและแนวคิด “ครอบครองแทน” ระหว่างทายาท คดีนี้เน้นสองประเด็นหลักที่สัมพันธ์กับ 1023/2566 คือ “อายุความฟ้องแบ่งมรดก” และ “การครอบครองทรัพย์มรดกโดยทายาทคนหนึ่ง” หลักทั่วไปคือการฟ้องแบ่งมรดกมีกรอบเวลา แต่ในทางปฏิบัติหากทรัพย์ยังเป็น “ทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งปันโดยชอบ” และทายาทคนหนึ่งเพียงถือครองแทนกองมรดกและทายาทอื่น (ครอบครองในฐานะเจ้าของรวม) มิใช่ครอบครองโดยเด็ดขาดเพื่อตนเพียงผู้เดียว ก็ยากที่ผู้อื่นจะยกอายุความมาตัดสิทธิของทายาทร่วมได้ คดีนี้ช่วยทำให้เข้าใจเหตุผลใน 1023/2566 ซึ่งศาลเห็นว่าจำเลยบางรายถือครอง “แทนกองมรดก” จึงไม่อาจอ้างอายุความมาตัดสิทธิทายาทอื่นได้โดยง่าย แนวคิดดังกล่าวทำให้การฟื้นทรัพย์คืนกองมรดกและการเพิกถอนการโอนที่ไม่ชอบสามารถทำได้ แม้เวลาจะล่วงเลยพอสมควร ทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อการวางกลยุทธ์คดีมรดกเมื่อมีผู้ถือครองทรัพย์เดิมอยู่โดยอาศัยชื่อในเอกสารสิทธิของตนเอง แต่เนื้อแท้คือการครอบครองแทนกองมรดก. 5. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 44/2568 – เพิกถอนการโอนที่ดินมรดกและการประเมิน “ความสุจริต” ของผู้รับโอนภายหลัง
คดีนี้สะท้อนประเด็นเพิกถอนนิติกรรมโอนที่ดินมรดกโดยผู้จัดการมรดกที่ภายหลังนำไปขายต่อให้บุคคลภายนอก ศาลพิจารณาสถานะผู้รับโอนปลายทางว่ามี “ความสุจริต” จริงหรือไม่ หากหลักฐานบ่งชี้ว่าผู้รับโอนทราบพฤติการณ์ที่ไม่ชอบหรือควรสงสัย แต่ยังรับโอนต่อ ก็ย่อม “ไม่สุจริต” และไม่อาจอ้างความคุ้มครองของผู้รับโอนสุจริตตามมาตรา 1299 วรรคสองได้ ทำให้กองมรดกหรือทายาทสามารถเพิกถอนการโอนและเรียกคืนทรัพย์เข้าสู่กองมรดกได้ ประเด็นนี้วางคู่เปรียบกับ 1023/2566 ที่ศาลชี้ให้เห็นเงื่อนไขการเพิกถอนเฉพาะส่วนตามมาตรา 142 (2) ป.วิ.พ. และการจัดส่วนแบ่งตามสถานะ “สินสมรส/สินส่วนตัว” ของเจ้ามรดกกับคู่สมรส แนวคำพิพากษา 44/2568 จึงช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจ “เส้นแบ่งระหว่างความสุจริตกับไม่สุจริตของผู้รับโอนปลายทาง” อันเป็นตัวชี้ขาดความเป็นไปได้ของการเพิกถอนและการเรียกคืนที่ดินมรดกในทางปฏิบัติ. |




