ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกให้ตนเองได้หรือไม่ และทายาทที่ยังไม่จดทะเบียนสิทธิจะฟ้องเพิกถอนการโอนแก่บุคคลภายนอกได้เพียงใด

ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินให้ตนเองได้หรือไม่, ทายาทยังไม่จดทะเบียนสิทธิฟ้องเพิกถอนการโอนได้หรือไม่, การคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้รับโอนโดยสุจริต, ผู้จัดการมรดกมีอำนาจโอนทรัพย์มรดกแก่ตนเองหรือไม่, ทายาทโดยธรรมฟ้องเพิกถอนการขายฝากที่ดินได้หรือไม่, สิทธิในอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาทางมรดกต้องจดทะเบียนหรือไม่, ผู้รับซื้อฝากโดยสุจริตได้รับความคุ้มครองเพียงใด, การโอนที่ดินมรดกระหว่างผู้จัดการมรดกกับตนเองเป็นโมฆะหรือไม่, เมื่อยังไม่จดทะเบียนสิทธิจะต่อสู้บุคคลภายนอกได้หรือไม่

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับขอบเขตอำนาจของผู้จัดการมรดกในการจัดการทรัพย์มรดกที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ สิทธิของทายาทโดยธรรมในที่ดินมรดก และการคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้รับโอนโดยสุจริตภายหลังมีการจดทะเบียนสิทธิในที่ดินแล้ว ประเด็นสำคัญของคดีมิได้อยู่เพียงว่าทายาทเสียประโยชน์จากการที่ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์แก่ตนเองหรือไม่ แต่ยังอยู่ที่ว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่เกินอำนาจหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกจนตกเป็นโมฆะหรือไม่ อีกทั้งยังต้องวินิจฉัยต่อไปด้วยว่า เมื่อทายาทยังไม่ได้จดทะเบียนสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยทางมรดก จะยกสิทธิดังกล่าวขึ้นต่อสู้บุคคลภายนอกผู้รับโอนโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนได้เพียงใด คำพิพากษานี้จึงเป็นแนววินิจฉัยสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคดีมรดกที่เกี่ยวข้องกับการโอนที่ดิน การขายฝาก และการเพิกถอนนิติกรรมที่จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

สรุปข้อเท็จจริงของคดี

ผู้ตายจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 โดยชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์ทั้งสี่เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายกับจำเลยที่ 1 ต่อมาผู้ตายถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใด ศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ทรัพย์พิพาทในคดีเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 1600 เนื้อที่ 30 ไร่ 3 งาน 53 ตารางวา ซึ่งได้มาระหว่างสมรสก่อนผู้ตายถึงแก่ความตายไม่ถึง 5 ปี จึงเกิดข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่าเป็นสินสมรส เมื่อผู้ตายเสียชีวิต จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิในฐานะเจ้าของสินสมรสอยู่แล้วกึ่งหนึ่ง ส่วนอีกกึ่งหนึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายซึ่งตกทอดแก่ทายาทโดยธรรม ได้แก่ จำเลยที่ 1 และโจทก์ทั้งสี่

ภายหลังจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้ดำเนินการไถ่ถอนจำนองที่ดินดังกล่าว แล้วต่อมาในวันที่ 22 มกราคม 2557 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของตนเองในฐานะส่วนตัวเพียงผู้เดียว ในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ยังจดทะเบียนยกที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 จากนั้นจำเลยที่ 2 จดทะเบียนขายฝากที่ดินแก่จำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 เดือน และเมื่อครบกำหนดจำเลยที่ 2 ไม่ไถ่ถอน จึงมีผลให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินตกแก่จำเลยที่ 3 โดยเด็ดขาด ต่อมาจำเลยที่ 3 จดทะเบียนยกที่ดินให้แก่จำเลยที่ 4

โจทก์ทั้งสี่จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เพิกถอนการขายฝากระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และเพิกถอนการโอนให้ระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 รวมทั้งขอให้ส่งมอบโฉนดคืนแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้เพิกถอนนิติกรรมทุกทอด จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงฎีกา

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

1 ประเด็นเรื่องสภาพของที่ดินพิพาทว่าเป็นสินสมรสและทรัพย์มรดกอย่างไร

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทได้มาในระหว่างสมรสก่อนผู้ตายถึงแก่ความตายไม่ถึง 5 ปี จึงต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 เมื่อการสมรสสิ้นสุดลงเพราะความตายตามมาตรา 1501 ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาจึงต้องแบ่งกันคนละครึ่งตามหลักเดียวกับการแบ่งทรัพย์สินเมื่อหย่าโดยความยินยอมตามมาตรา 1533

ผลคือ จำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่งในฐานะส่วนของตน ส่วนอีกกึ่งหนึ่งเป็นมรดกของผู้ตาย ทายาทโดยธรรมชั้นบุตรคือโจทก์ทั้งสี่ และคู่สมรสคือจำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิรับมรดกในส่วนของผู้ตายร่วมกัน โดยจำเลยที่ 1 ได้ส่วนในฐานะทายาทอีก 1 ใน 5 ของครึ่งมรดกนั้น ส่วนโจทก์แต่ละคนมีสิทธิคนละ 1 ใน 5 ของครึ่งมรดกเช่นกัน ศาลฎีกาคำนวณออกมาได้ว่าโจทก์แต่ละคนมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทั้งแปลงคนละ 1 ใน 10 ส่วน และจำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์รวมทั้งสิ้น 6 ใน 10 ส่วน

2 ประเด็นเรื่องผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกให้ตนเองได้หรือไม่

นี่คือประเด็นสำคัญที่สุดของคดี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ และศาลได้ตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกแล้ว การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของตนเองในฐานะส่วนตัว โดยอาศัยฐานะที่ตนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมอยู่เดิมและเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วยนั้น เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่โดยทั่วไปของผู้จัดการมรดก ไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากทายาททุกคนก่อน

ศาลฎีกายังวินิจฉัยต่อไปว่า การกระทำดังกล่าวไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกตามมาตรา 1719 และมาตรา 1722 และไม่ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ แม้ผลของการกระทำจะทำให้โจทก์ทั้งสี่เสียหายหรือไม่ได้รับส่วนแบ่งมรดกในทางข้อเท็จจริง แต่ความเสียหายนั้นเป็นเรื่องที่ทายาทจะต้องไปว่ากล่าวเรียกร้องสิทธิหรือความรับผิดจากผู้จัดการมรดกเป็นอีกเรื่องหนึ่ง มิใช่เหตุที่ทำให้นิติกรรมโอนทรัพย์ดังกล่าวเป็นโมฆะโดยตัวของมันเอง

แนวคิดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ศาลแยกอย่างชัดเจนระหว่าง “อำนาจในการจัดการทรัพย์มรดก” กับ “ความรับผิดชอบต่อทายาทผู้เสียหาย” การมีข้อโต้แย้งระหว่างทายาทกับผู้จัดการมรดกไม่จำเป็นต้องทำลายความสมบูรณ์ของนิติกรรมที่ได้จดทะเบียนไปแล้วเสมอไป

3 ประเด็นเรื่องจำเลยที่ 1 จะยกที่ดินให้จำเลยที่ 2 ได้หรือไม่

เมื่อศาลถือว่าการโอนจากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกมาเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวมีผลสมบูรณ์ ไม่เป็นโมฆะ และยังไม่ถูกเพิกถอนในทางกฎหมาย จำเลยที่ 1 จึงมีฐานะเป็นผู้มีชื่อในทะเบียนในฐานะเจ้าของที่ดิน และย่อมมีสิทธิจดทะเบียนยกที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ต่อไปได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับแนวคิดที่ว่าหากต้นทางมีข้อพิรุธแล้วปลายทางย่อมเสียไปทั้งหมดโดยอัตโนมัติ

4 ประเด็นเรื่องความสุจริตของจำเลยที่ 3 และข้อจำกัดของประเด็นพิพาท

โจทก์ทั้งสี่มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 3 รับซื้อฝากโดยไม่สุจริต ตรงกันข้าม โจทก์กลับบรรยายไว้เองว่า “แม้จำเลยที่ 3 รับโอนมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต ก็ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทตามหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน” ข้อความนี้มีผลสำคัญมาก เพราะเท่ากับโจทก์ยอมรับฐานข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับสิทธิโดยสุจริต

ดังนั้น คดีจึงไม่มีประเด็นพิพาทให้ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 3 สุจริตหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นเปิดโอกาสให้โจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 3 ไม่สุจริต จึงเป็นการนำสืบนอกเหนือคำฟ้องและคำให้การ อันเป็นการนำสืบไม่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสอง และรับฟังไม่ได้ตามมาตรา 87 (1)

ส่วนนี้เป็นบทเรียนทางคดีความที่สำคัญมาก เพราะศาลฎีกาเน้นให้เห็นว่า ประเด็นข้อพิพาทถูกกำหนดโดยคำฟ้องและคำให้การ มิใช่โดยพยานหลักฐานที่คู่ความพยายามจะนำเข้ามาเพิ่มเติมภายหลัง หากข้อเท็จจริงสำคัญมิได้ยกขึ้นเป็นประเด็นตั้งแต่ต้น ย่อมยากที่จะใช้เป็นฐานเอาชนะคดีได้

5 ประเด็นเรื่องทายาทที่ยังไม่จดทะเบียนสิทธิจะต่อสู้บุคคลภายนอกผู้สุจริตได้หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิได้รับมรดกในที่ดินพิพาทนั้น เป็นการได้มาซึ่งทรัพยสิทธิในอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม แต่เมื่อโจทก์ยังมิได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งสิทธิดังกล่าว จึงไม่อาจยกสิทธิของตนขึ้นต่อสู้บุคคลภายนอกซึ่งได้สิทธิในอสังหาริมทรัพย์มาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนโดยสุจริตได้ ตามมาตรา 1299 วรรคสอง และมาตรา 1300

หลักกฎหมายส่วนนี้เป็นแกนกลางสำคัญของคดี เพราะแม้โจทก์จะมีสิทธิในทางมรดกจริง แต่สิทธินั้นยังไม่อาจใช้ยันบุคคลภายนอกผู้สุจริตได้ในทางทะเบียน เมื่อจำเลยที่ 3 รับซื้อฝากไว้โดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนสิทธิแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3

เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ไถ่ถอนภายในกำหนด กรรมสิทธิ์ในที่ดินย่อมตกแก่จำเลยที่ 3 โดยเด็ดขาด และจำเลยที่ 3 ย่อมมีสิทธิโอนให้จำเลยที่ 4 ได้อีกทอดหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 ด้วยเช่นกัน

6 ประเด็นเรื่องเหตุใดศาลจึงไม่เพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะขาดนัด

ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 แล้ว การเพิกถอนนิติกรรมก่อนหน้านั้นระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ก็ไม่ก่อประโยชน์ในทางปฏิบัติอีกต่อไป

แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะขาดนัดยื่นคำให้การและมิได้ฎีกาขึ้นมาเอง แต่เพราะมูลความแห่งคดีเกี่ยวเนื่องกันในลักษณะหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกาจึงให้ผลแห่งคำพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 252

วิเคราะห์หลักกฎหมาย 

คดีนี้สัมพันธ์กับบทบัญญัติหลายกลุ่ม ซึ่งต้องอ่านเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ มิใช่อ่านเฉพาะเรื่องมรดกอย่างเดียว

ประการแรก มาตรา 1474 มาตรา 1501 และมาตรา 1533 ใช้เพื่อกำหนดฐานะของทรัพย์ว่าเป็นสินสมรสและกำหนดวิธีแบ่งทรัพย์ระหว่างคู่สมรสเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงเพราะความตาย เจตนารมณ์ของกฎหมายส่วนนี้คือคุ้มครองความเสมอภาคทางทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส มิให้ถือว่าทรัพย์ที่ได้มาในระหว่างสมรสเป็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่เพียงผู้เดียว เว้นแต่พิสูจน์ได้เป็นอย่างอื่น

ประการที่สอง มาตรา 1599 มาตรา 1629 และมาตรา 1635 ใช้กำหนดสิทธิรับมรดกของทายาทโดยธรรมและคู่สมรส เจตนารมณ์สำคัญคือให้ทรัพย์มรดกตกทอดโดยอัตโนมัติแก่ผู้มีสิทธิตามกฎหมายทันทีที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย แต่แม้สิทธิจะเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมาย การใช้สิทธิต่อบุคคลภายนอกในกรณีอสังหาริมทรัพย์ยังต้องสัมพันธ์กับหลักเรื่องทะเบียนทรัพย์สินด้วย

ประการที่สาม มาตรา 1719 และมาตรา 1722 ว่าด้วยผู้จัดการมรดก เป็นหัวใจของข้อพิพาทเรื่องอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดก เจตนารมณ์ของกฎหมายคือให้มีบุคคลหนึ่งทำหน้าที่รวบรวม รักษา จัดการ และแบ่งปันทรัพย์มรดกแทนกองมรดกอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้อำนาจของผู้จัดการมรดกจึงต้องมองในเชิงการบริหารจัดการทรัพย์ มิใช่จำกัดจนทำให้การจัดการมรดกเป็นไปไม่ได้ อย่างไรก็ตาม การมีอำนาจจัดการมิได้หมายความว่าผู้จัดการมรดกจะพ้นจากความรับผิดหากใช้สิทธิไปในทางทำให้ทายาทเสียหาย

ประการที่สี่ มาตรา 1299 วรรคสอง และมาตรา 1300 เป็นบทบัญญัติสำคัญที่สุดในชั้นต่อสู้กับบุคคลภายนอก เจตนารมณ์ของกฎหมายส่วนนี้คือคุ้มครองความมั่นคงแน่นอนของระบบทะเบียนอสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้บุคคลภายนอกที่อาศัยทะเบียนโดยสุจริตสามารถเชื่อถือและทำธุรกรรมได้อย่างมั่นคง หากเปิดโอกาสให้สิทธิที่ยังไม่จดทะเบียนสามารถล้มการจดทะเบียนของบุคคลภายนอกผู้สุจริตได้โดยง่าย ระบบทะเบียนย่อมขาดความแน่นอนอย่างร้ายแรง

ประการที่ห้า มาตรา 86 วรรคสอง และมาตรา 87 (1) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แสดงหลักพื้นฐานว่าศาลต้องตัดสินตามประเด็นข้อพิพาทที่คู่ความยกขึ้น ไม่รับฟังพยานหลักฐานนอกประเด็น เจตนารมณ์คือเพื่อความเป็นธรรมในการต่อสู้คดีและเพื่อไม่ให้ฝ่ายหนึ่งถูกซุ่มโจมตีด้วยข้อเท็จจริงที่อีกฝ่ายไม่ได้มีโอกาสโต้แย้งอย่างเต็มที่

ในเชิงแนวคำพิพากษา คดีนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญของศาลฎีกาหลายประการ คือ

หนึ่ง ศาลให้ความสำคัญแก่สถานะและอำนาจของผู้จัดการมรดกในฐานะผู้แทนกองมรดก

สอง ศาลคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้สุจริตที่ได้สิทธิในอสังหาริมทรัพย์โดยอาศัยทะเบียน

สาม ศาลถือเคร่งครัดต่อหลักประเด็นข้อพิพาทและข้อจำกัดของการนำสืบ

สี่ ศาลแยกระหว่างสิทธิภายในระหว่างทายาทกับผู้จัดการมรดก ออกจากสิทธิภายนอกที่มีผลกระทบต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริต

ดังนั้น แม้ในมุมของทายาทอาจเห็นว่าตนถูกตัดสิทธิจากมรดก แต่ในมุมของกฎหมายทรัพย์สินและกฎหมายทะเบียน ศาลกลับให้ความสำคัญสูงมากต่อความมั่นคงของการจดทะเบียนและการคุ้มครองผู้รับโอนภายนอกที่สุจริตแล้ว

บทสรุป

คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ในคดีมรดกที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ การมีสิทธิในทางมรดกเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอที่จะล้มสิทธิของผู้รับโอนภายนอกได้ โดยเฉพาะเมื่อผู้รับโอนเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ทายาทผู้ยังไม่จดทะเบียนสิทธิของตนย่อมเสียเปรียบในทางกฎหมายอย่างมาก

ในเวลาเดียวกัน คดีนี้ยังยืนยันว่า การที่ผู้จัดการมรดกซึ่งเป็นทายาทอยู่ด้วยโอนทรัพย์มรดกมาเป็นชื่อตนเอง ไม่ได้เป็นโมฆะโดยอัตโนมัติ หากการกระทำนั้นอยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่โดยทั่วไปของผู้จัดการมรดกและไม่เข้าลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายโดยตรง ความเสียหายที่เกิดแก่ทายาทรายอื่นจึงต้องไปว่ากล่าวกันในฐานความรับผิดหรือสิทธิเรียกร้องอีกชั้นหนึ่ง ไม่ใช่ใช้การเพิกถอนนิติกรรมต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตเป็นคำตอบในทุกกรณี

สำหรับการทำคดีในทางปฏิบัติ คำพิพากษานี้เตือนให้เห็น 3 เรื่องสำคัญ คือ ต้องกำหนดประเด็นในคำฟ้องให้แม่นยำ ต้องระมัดระวังเรื่องการจดทะเบียนสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ให้ทันท่วงที และต้องแยกให้ออกว่าข้อพิพาทใดเป็นข้อพิพาทภายในระหว่างทายาทกับผู้จัดการมรดก และข้อพิพาทใดเป็นข้อพิพาทภายนอกกับบุคคลภายนอกผู้สุจริต เพราะแนวทางแก้ไขย่อมแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

   พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสี่ โดยเห็นว่าโจทก์ไม่มีเหตุเพียงพอที่จะเพิกถอนนิติกรรมการโอน การขายฝาก และการโอนให้ที่ดินพิพาทตามที่ฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

2. ศาลอุทธรณ์

   พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนให้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และเพิกถอนการจดทะเบียนโอนให้ระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 พร้อมให้จำเลยที่ 4 ส่งมอบโฉนดแก่โจทก์ทั้งสี่ และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

3. ศาลฎีกา

   พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมต่อบุคคลภายนอกผู้รับสิทธิโดยสุจริต และการโอนที่ดินจากผู้จัดการมรดกให้ตนเองไม่เป็นโมฆะ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้ให้ข้อคิดทางกฎหมายที่สำคัญว่า สิทธิของทายาทในทรัพย์มรดกมิใช่หลักที่จะใช้คัดง้างสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ได้ทรัพยสิทธิในอสังหาริมทรัพย์โดยสุจริตและโดยอาศัยการจดทะเบียนได้เสมอไป แม้ทายาทจะได้สิทธิมาโดยผลของกฎหมายทันทีเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย แต่หากยังมิได้จดทะเบียนสิทธิของตนในอสังหาริมทรัพย์ ย่อมตกอยู่ภายใต้ข้อจำกัดในการยกสิทธิดังกล่าวขึ้นต่อสู้บุคคลภายนอกตามระบบทะเบียน

อีกประการหนึ่ง อำนาจของผู้จัดการมรดกเป็นอำนาจทางกฎหมายที่มีขึ้นเพื่อให้การจัดการกองมรดกดำเนินไปได้จริง มิใช่อำนาจเชิงนามธรรมที่ใช้ไม่ได้ในทางปฏิบัติ การกระทำของผู้จัดการมรดกจึงต้องพิจารณาแยกจากประเด็นความเป็นธรรมระหว่างทายาท หากการกระทำนั้นไม่เป็นนิติกรรมต้องห้ามโดยชัดแจ้ง กฎหมายย่อมไม่ทำลายนิติกรรมเสียทั้งหมดเพียงเพราะมีทายาทบางรายเสียประโยชน์

นอกจากนี้ คดียังสะท้อนหลักวิธีพิจารณาที่สำคัญว่า คดีแพ่งชี้ขาดกันที่ประเด็นข้อพิพาทซึ่งคู่ความกำหนดไว้ในคำฟ้องและคำให้การ ฝ่ายใดละเลยไม่ยกข้อเท็จจริงสำคัญขึ้นตั้งแต่ต้น ย่อมไม่อาจแก้ไขความบกพร่องนั้นได้ด้วยการนำสืบภายหลัง หลักนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อการร่างฟ้องและการวางรูปคดีในคดีทรัพย์สินและมรดก

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า ผู้จัดการมรดกซึ่งเป็นทายาทด้วยจะจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกมาเป็นชื่อตนเองได้หรือไม่ และทายาทที่ยังไม่ได้จดทะเบียนสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยทางมรดก จะมีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมที่บุคคลภายนอกผู้รับโอนโดยสุจริตได้จดทะเบียนไว้แล้วเพียงใด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การโอนของผู้จัดการมรดกแก่ตนเองในกรณีนี้ไม่เป็นโมฆะ และทายาทผู้ยังไม่จดทะเบียนสิทธิไม่อาจยกสิทธิมรดกขึ้นต่อสู้บุคคลภายนอกผู้สุจริตที่เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตได้

กฎหมายสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกให้ตนเอง

   แก่นของประเด็นนี้อยู่ที่ ป.พ.พ. มาตรา 1719 และมาตรา 1722 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หากผู้จัดการมรดกเป็นทายาทและเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมอยู่เดิม การโอนทรัพย์มรดกมาเป็นชื่อตนเองอาจเป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่โดยทั่วไปได้ และไม่เป็นโมฆะตามมาตรา 150 โดยอัตโนมัติ แม้ทายาทอื่นจะเสียหายก็ตาม แต่ทายาทย่อมมีสิทธิไปว่ากล่าวเรียกสิทธิต่อผู้จัดการมรดกเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

2. ทายาทยังไม่จดทะเบียนสิทธิ ต่อสู้บุคคลภายนอกผู้สุจริตไม่ได้

   แก่นของประเด็นนี้อยู่ที่ ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง และมาตรา 1300 แม้ทายาทจะได้สิทธิในที่ดินมรดกโดยผลของกฎหมาย แต่หากยังไม่จดทะเบียนสิทธิ ย่อมไม่อาจใช้สิทธิดังกล่าวไปเพิกถอนหรือยกขึ้นต่อสู้บุคคลภายนอกที่รับสิทธิไว้โดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วได้ หลักนี้เป็นหัวใจที่ทำให้โจทก์แพ้คดี

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม-ผู้จัดการมรดกที่เป็นทายาทด้วย สามารถโอนที่ดินมรดกมาเป็นชื่อตนเองได้หรือไม่

   คำตอบ

   ตามแนวคำพิพากษานี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หากผู้จัดการมรดกเป็นทายาทและมีฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์พิพาทอยู่เดิม การโอนที่ดินมรดกมาเป็นชื่อตนเองอาจเป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่โดยทั่วไปของผู้จัดการมรดกได้ โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากทายาททุกรายก่อนเสมอไป และไม่ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 โดยอัตโนมัติ อย่างไรก็ดี มิได้หมายความว่าผู้จัดการมรดกจะพ้นจากความรับผิดต่อทายาทรายอื่น หากการกระทำดังกล่าวทำให้ทายาทเสียหายหรือไม่ได้รับส่วนแบ่งมรดก ทายาทย่อมมีสิทธิว่ากล่าวเรียกร้องกันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ไม่ใช่เหตุให้การโอนนั้นไร้ผลโดยตรงทันที

2. คำถาม-เหตุใดทายาทจึงมีสิทธิในมรดก แต่กลับไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินแก่บุคคลภายนอก

   คำตอบ

   เพราะสิทธิของทายาทในอสังหาริมทรัพย์แม้จะเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย แต่หากยังมิได้จดทะเบียนสิทธิในที่ดินดังกล่าว การได้มานั้นย่อมไม่อาจใช้ยันบุคคลภายนอกที่รับสิทธิไว้โดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตได้ ตามมาตรา 1299 วรรคสอง และมาตรา 1300 หลักกฎหมายนี้มุ่งคุ้มครองความมั่นคงของระบบทะเบียนอสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้ผู้ทำธุรกรรมสามารถเชื่อถือรายการในทะเบียนได้ ดังนั้น แม้ทายาทจะมีสิทธิจริงในทางมรดก แต่หากปล่อยให้มีการจดทะเบียนโอนแก่บุคคลภายนอกโดยสุจริตก่อน โดยตนยังไม่ได้จดทะเบียนสิทธิ ก็อาจไม่สามารถฟ้องเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้

3. คำถาม-ถ้าผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรม ทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสจะต้องแบ่งอย่างไรก่อนแบ่งมรดก

   คำตอบ

   ในกรณีที่ทรัพย์พิพาทเป็นสินสมรส ต้องแยกส่วนของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ก่อน แล้วจึงนำเฉพาะส่วนของผู้ตายมาแบ่งเป็นมรดกต่อไป ตามหลักในมาตรา 1474 มาตรา 1501 และมาตรา 1533 กล่าวคือ หากทรัพย์ได้มาในระหว่างสมรสและไม่ปรากฏข้อยกเว้นตามกฎหมาย ย่อมสันนิษฐานว่าเป็นสินสมรส เมื่อการสมรสสิ้นสุดลงเพราะความตาย คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ย่อมมีสิทธิในทรัพย์สินกึ่งหนึ่งก่อนในฐานะส่วนของตน ส่วนอีกกึ่งหนึ่งเท่านั้นที่ตกเป็นมรดกของผู้ตาย แล้วจึงแบ่งแก่ทายาทโดยธรรมต่อไป หลักนี้สำคัญมากเพราะหากคำนวณผิดตั้งแต่ต้น ก็จะทำให้เข้าใจผิดทั้งเรื่องสัดส่วนสิทธิและอำนาจในการฟ้องคดี

4. คำถาม-หากโจทก์ไม่ได้บรรยายในคำฟ้องว่าผู้รับโอนกระทำโดยไม่สุจริต จะนำสืบภายหลังได้หรือไม่

   คำตอบ

   โดยหลักแล้วทำไม่ได้ หากข้อเท็จจริงเรื่องความไม่สุจริตมิได้ถูกยกขึ้นเป็นประเด็นไว้ในคำฟ้องหรือคำให้การ การนำสืบภายหลังในประเด็นดังกล่าวย่อมเป็นการนำสืบนอกประเด็นข้อพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสอง และอาจรับฟังไม่ได้ตามมาตรา 87 (1) คดีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า การร่างคำฟ้องต้องแม่นยำอย่างยิ่ง เพราะโจทก์กลับบรรยายฟ้องในลักษณะยอมรับเองว่าจำเลยที่ 3 รับโอนโดยสุจริต ศาลฎีกาจึงถือว่าไม่มีประเด็นต้องวินิจฉัยเรื่องความไม่สุจริตอีกต่อไป บทเรียนสำคัญคือทนายความต้องกำหนดข้อเท็จจริงหลักที่เป็นหัวใจของคดีไว้ในคำฟ้องอย่างครบถ้วนตั้งแต่ต้น

5. คำถาม-หลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ใช้ได้ทุกกรณีหรือไม่

   คำตอบ

   ไม่ใช่ทุกกรณี เพราะในเรื่องอสังหาริมทรัพย์ที่มีกฎหมายกำหนดเรื่องการจดทะเบียนสิทธิไว้โดยเฉพาะ หลักดังกล่าวต้องพิจารณาประกอบกับบทบัญญัติเรื่องการคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้สุจริตด้วย โดยเฉพาะมาตรา 1299 วรรคสอง และมาตรา 1300 หากบุคคลภายนอกได้รับสิทธิมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนโดยสุจริต เขาอาจได้รับความคุ้มครอง แม้ผู้มีสิทธิเดิมจะอ้างว่าตนมีสิทธิดีกว่าในทางมรดกก็ตาม ดังนั้น การอ้างหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนจึงไม่อาจใช้ตัดบทระบบทะเบียนอสังหาริมทรัพย์ได้เสมอไป คดีนี้จึงเป็นคำพิพากษาที่แสดงให้เห็นถึงขอบเขตของหลักดังกล่าวอย่างชัดเจน

6. คำถาม-เมื่อผู้รับซื้อฝากรับสิทธิไว้โดยสุจริตและลูกหนี้ไม่ไถ่ถอนภายในกำหนด จะมีผลอย่างไร

   คำตอบ

   เมื่อการขายฝากได้จดทะเบียนถูกต้อง และผู้รับซื้อฝากได้สิทธิไว้โดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนสิทธิแล้ว หากผู้ขายฝากไม่ไถ่ถอนภายในกำหนดระยะเวลาตามสัญญา กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ย่อมตกแก่ผู้รับซื้อฝากโดยเด็ดขาด ผลทางกฎหมายย่อมเกิดขึ้นเต็มรูป และผู้รับซื้อฝากย่อมมีสิทธินำทรัพย์นั้นไปโอนต่อให้บุคคลอื่นได้ คดีนี้ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ไถ่ถอนภายในกำหนด จำเลยที่ 3 ย่อมได้กรรมสิทธิ์โดยเด็ดขาด และสามารถจดทะเบียนยกที่ดินให้จำเลยที่ 4 ได้ต่อไป ดังนั้น การติดตามทรัพย์กลับคืนภายหลังย่อมทำได้ยากมาก หากผู้รับสิทธิอยู่ในฐานะบุคคลภายนอกผู้สุจริต

7. คำถาม-ถ้าจำเลยบางคนขาดนัดยื่นคำให้การ แต่จำเลยอีกฝ่ายหนึ่งฎีกาชนะ ผลคำพิพากษาจะไปถึงจำเลยที่ขาดนัดด้วยหรือไม่

   คำตอบ

   อาจไปถึงได้ หากมูลความแห่งคดีเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ หรือมีลักษณะผูกพันกันจนไม่อาจวินิจฉัยแยกจากกันได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 252 คดีนี้แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดและมิได้ฎีกาขึ้นมาเอง แต่เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมในทอดหลัง ๆ แล้ว การเพิกถอนนิติกรรมในทอดก่อนก็ไม่เป็นประโยชน์อีกต่อไป ศาลจึงให้ผลแห่งคำพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วย หลักนี้ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดคำพิพากษาที่ขัดกันเองในห่วงโซ่นิติกรรมเดียวกัน

8. คำถาม-หากทายาทเห็นว่าผู้จัดการมรดกจัดการทรัพย์ไม่เป็นธรรม ควรดำเนินการอย่างไร

   คำตอบ

   ทายาทควรรีบตรวจสอบฐานะทรัพย์มรดก สิทธิของตน และรายการจดทะเบียนที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว พร้อมรวบรวมเอกสารหลักฐานเพื่อใช้ดำเนินคดีให้ถูกฐาน เช่น ฟ้องเรียกส่วนแบ่งมรดก ฟ้องให้ผู้จัดการมรดกบัญชีทรัพย์หรือรับผิดชดใช้ความเสียหาย หรือยื่นคำร้องเกี่ยวกับการจัดการมรดกตามที่กฎหมายเปิดช่องไว้ ทั้งนี้ต้องวางรูปคดีให้ถูกต้อง เพราะหากไปฟ้องเพิกถอนนิติกรรมต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริต ทั้งที่ตนยังมิได้จดทะเบียนสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ โอกาสแพ้คดีย่อมสูงมาก คดีนี้จึงเตือนให้เห็นว่า ในคดีมรดกไม่เพียงต้องมีสิทธิ แต่ต้องใช้สิทธิให้ถูกทาง ถูกเวลา และถูกฐานกฎหมายด้วย

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1480/2563

เมื่อผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใดแล้วต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะที่ตนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมและทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วย เป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่โดยทั่วไปของผู้จัดการมรดกไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากทายาท และการกระทำเช่นนี้ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 และมาตรา 1722 จำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจที่จะกระทำได้ นิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวไม่ตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา 150 แม้จะทำให้โจทก์ทั้งสี่ผู้เป็นทายาทโดยธรรมได้รับความเสียหายไม่ได้รับมรดกที่ดินพิพาทก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์ทั้งสี่และจำเลยที่ 1 จะว่ากล่าวกันต่างหาก ภายหลังจากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวแล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิจดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ได้

โจทก์ทั้งสี่ไม่ได้บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 3 กระทำการโดยไม่สุจริต แต่กลับบรรยายฟ้องว่าแม้จำเลยที่ 3 รับโอนมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต ก็ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทตามหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน เท่ากับโจทก์ทั้งสี่ยอมรับว่า จำเลยที่ 3 รับซื้อฝากโดยสุจริต คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยที่ 3 รับซื้อฝากโดยสุจริตและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตหรือไม่ แม้ศาลชั้นต้นยินยอมให้โจทก์ทั้งสี่นำสืบพยานหลักฐานกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 3 รับซื้อฝากโดยไม่สุจริต ซึ่งเป็นการนำสืบพยานหลักฐานนอกเหนือไปจากคำฟ้อง คำให้การ อันเป็นการนำสืบไม่เกี่ยวแก่ประเด็นข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 86 วรรคสอง ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตามมาตรา 87 (1)

การที่โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิได้รับมรดกที่ดินพิพาทส่วนของผู้ตายเป็นการได้ทรัพยสิทธิในอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม ซึ่งโจทก์ทั้งสี่ยังไม่ได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งที่ดินพิพาท จึงไม่อาจยกสิทธิการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง และมาตรา 1300 โจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ได้ เมื่อจำเลยที่ 3 รับซื้อฝากที่ดินไว้โดยสุจริตแล้วจำเลยที่ 2 ไม่ไถ่ถอนการขายฝาก กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทย่อมตกแก่จำเลยที่ 3 โดยเด็ดขาด จำเลยที่ 3 ย่อมมีสิทธิจดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 4 ได้ โจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 ได้เช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 แล้ว การที่จะเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นประโยชน์อีกต่อไป แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและมิได้ฎีกาขึ้นมาด้วยแต่มูลความแห่งคดีระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 เกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 252

ฎีกาย่อ

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 1600 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 การขายฝากระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และการโอนให้ระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 พร้อมขอให้ส่งมอบโฉนดคืนแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้เพิกถอนนิติกรรมทั้งสามทอด ต่อมาจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส จำเลยที่ 1 จึงมีกรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่ง อีกกึ่งหนึ่งเป็นมรดกของผู้ตายตกแก่จำเลยที่ 1 และโจทก์ทั้งสี่ การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมาเป็นของตนเอง แม้ทำให้ทายาทอื่นเสียหาย ก็เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ทั่วไปของผู้จัดการมรดก ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกและไม่เป็นโมฆะ จากนั้นจำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิยกที่ดินให้จำเลยที่ 2 ได้ อีกทั้งโจทก์มิได้กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 3 ไม่สุจริต และโจทก์ยังไม่ได้จดทะเบียนสิทธิในมรดก จึงไม่อาจยกสิทธิดังกล่าวต่อสู้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับสิทธิโดยสุจริตได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนการขายฝากและการโอนให้ในทอดต่อมา ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยกฟ้องโจทก์ทั้งสี่

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1600 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมประเภทขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนให้ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 โดยให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมต่อเจ้าพนักงานที่ดินภายใน 7 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา หากจำเลยทั้งสี่หรือคนใดคนหนึ่งเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตาม ขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ในการจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนดังกล่าว โดยให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าธรรมเนียม ค่าภาษีอากรในการจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนแทนโจทก์ทั้งสี่ ให้จำเลยที่ 4 ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสี่หรือคนใดคนหนึ่งภายใน 7 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา หากจำเลยที่ 4 เพิกเฉย ไม่ปฏิบัติตามหรือไม่กระทำการ ขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 4 เพื่อขอออกใบแทนโฉนดที่ดินฉบับใหม่

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 1600 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2557 เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 1600 ระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2557 เพิกถอนการจดทะเบียนโอนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 1600 ระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2558 ให้จำเลยที่ 4 ส่งมอบโฉนดเลขที่ 1600 แก่โจทก์ทั้งสี่ภายใน 7 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความศาลละ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้น 200 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสี่

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า นายพิม ผู้ตาย จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสี่เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายกับจำเลยที่ 1 ตามคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1473/2549 จำเลยที่ 2 เป็นบุตรของโจทก์ที่ 4 เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2549 ผู้ตายถึงแก่ความตาย วันที่ 10 พฤศจิกายน 2549 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย วันที่ 13 พฤศจิกายน 2552 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร วันที่ 22 มกราคม 2557 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1600 เนื้อที่ 30 ไร่ 3 งาน 53 ตารางวา ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวเพียงผู้เดียว วันเดียวกันนั้น จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 2 จดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 เดือน เมื่อครบกำหนดระยะเวลาวันที่ 22 กรกฎาคม 2557 จำเลยที่ 2 ไม่ได้ไถ่ถอนการขายฝาก วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2558 จำเลยที่ 3 จดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 4

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และสัญญาการยกให้ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ เห็นว่า ผู้ตายกับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2544 ก่อนที่ผู้ตายถึงแก่ความตายไม่ถึง 5 ปี กรณีเป็นที่สงสัยว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 จำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่ง เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย การสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 1 ย่อมสิ้นสุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 การคิดส่วนแบ่งและการปันทรัพย์สินระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 1 ในเรื่องส่วนแบ่งในทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาต้องอยู่ในบังคับของบทบัญญัติว่าด้วยการหย่าโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย โดยต้องแบ่งที่ดินพิพาทให้ผู้ตายและจำเลยที่ 1 ได้ส่วนเท่ากัน ตามมาตรา 1533 จำเลยที่ 1 จึงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่ง ส่วนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทอีกกึ่งหนึ่งซึ่งเป็นส่วนผู้ตาย ย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรม คือ โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 ตามมาตรา 1599 มาตรา 1629 (1) และจำเลยที่ 1 คู่สมรสซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเสมือนเป็นทายาทชั้นบุตร ตามมาตรา 1599 มาตรา 1629 (1) และวรรคสอง ประกอบมาตรา 1635 (1) โดยโจทก์ทั้งสี่มีสิทธิได้รับมรดกที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของผู้ตายคนละ 1 ใน 5 ส่วน จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับมรดกที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของผู้ตาย 1 ใน 5 ส่วน ทำให้โจทก์ทั้งสี่มีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาททั้งแปลงคนละ 1 ใน 10 ส่วน จำเลยที่ 1 มีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมทั้งหมด 6 ใน 10 ส่วน เมื่อผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใดแล้วต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะที่ตนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมและทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วย เป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่โดยทั่วไปของผู้จัดการมรดกไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากทายาท และการกระทำเช่นนี้ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 และมาตรา 1722 จำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจที่จะกระทำได้ นิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว ไม่ตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา 150 แม้จะทำให้โจทก์ทั้งสี่ผู้เป็นทายาทโดยธรรมได้รับความเสียหายไม่ได้รับมรดกที่ดินพิพาทก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์ทั้งสี่และจำเลยที่ 1 จะว่ากล่าวกันต่างหาก ภายหลังจากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวแล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิจดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ได้ ส่วนการที่จำเลยที่ 2 ขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 มีกำหนดเวลา 6 เดือนนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 บัญญัติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลกระทำการโดยสุจริต ประกอบกับโจทก์ทั้งสี่ไม่ได้บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 3 กระทำการโดยไม่สุจริต แต่กลับบรรยายฟ้องว่า แม้จำเลยที่ 3 รับโอนมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต ก็ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทตามหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน เท่ากับโจทก์ทั้งสี่ยอมรับว่า จำเลยที่ 3 รับซื้อฝากโดยสุจริต คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยที่ 3 รับซื้อฝากโดยสุจริตและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตหรือไม่ แม้ศาลชั้นต้นยินยอมให้โจทก์ทั้งสี่นำสืบพยานหลักฐานกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 3 รับซื้อฝากโดยไม่สุจริต ซึ่งเป็นการนำสืบพยานหลักฐานนอกเหนือไปจากคำฟ้อง คำให้การ อันเป็นการนำสืบไม่เกี่ยวแก่ประเด็นข้อพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสอง ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตามมาตรา 87 (1) อีกทั้งการที่โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิได้รับมรดกที่ดินพิพาทส่วนของผู้ตายเป็นการได้ทรัพยสิทธิในอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม ซึ่งโจทก์ทั้งสี่ยังไม่ได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งที่ดินพิพาท จึงไม่อาจยกสิทธิการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง และมาตรา 1300 โจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ได้ เมื่อจำเลยที่ 3 รับซื้อฝากที่ดินไว้โดยสุจริตแล้วจำเลยที่ 2 ไม่ไถ่ถอนการขายฝาก กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทย่อมตกแก่จำเลยที่ 3 โดยเด็ดขาด จำเลยที่ 3 ย่อมมีสิทธิจดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 4 ได้ โจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 ได้เช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 แล้ว การที่จะเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นประโยชน์อีกต่อไป แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและมิได้ฎีกาขึ้นมาด้วย แต่มูลความแห่งคดีระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 เกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 252 และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 3 และที่ 4 อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรม การจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 นิติกรรมการจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และนิติกรรมการจดทะเบียนการให้ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ




คดีมรดก ร้องศาลตั้งผู้จัดการมรดก

ผู้จัดการมรดกให้ผู้เยาว์สละมรดกโดยไม่ขออนุญาตศาล มีผลเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดกและฟ้องได้แม้เกิน 5 ปีหรือไม่
สิทธิรับเงินฝากและหุ้นในสหกรณ์เมื่อเจ้ามรดกทำพินัยกรรมภายหลัง หนังสือแต่งตั้งผู้รับประโยชน์ยังมีผลอยู่หรือไม่ และฟ้องได้หรือไม่
พินัยกรรมไม่กำหนดผู้รับมรดกเป็นโมฆะหรือไม่ และผู้จัดการมรดกยังมีอำนาจหรือไม่
การจัดการมรดกโดยผู้จัดการมรดกมีอำนาจเพียงใด ต้องขออนุญาตศาลก่อนให้เช่าทรัพย์มรดกหรือไม่
การกำหนดห้ามโอนในพินัยกรรมมีผลเพียงใด ผู้รับพินัยกรรมขายทรัพย์ได้หรือไม่ตามหลักกฎหมายมรดกและสิทธิในทรัพย์สิน
การถอนผู้จัดการมรดกทำได้หรือไม่เมื่อปันมรดกเสร็จแล้ว และทรัพย์ของกุศลสถานถือเป็นมรดกได้หรือไม่
พินัยกรรมยกที่ดิน ส.ป.ก. ทำได้หรือไม่? ศาลฎีกาชี้ชัดเป็นโมฆะตามกฎหมาย แม้เป็นมรดกก็โอนไม่ได้
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ตนเองได้หรือไม่ และทายาทถูกกำจัดมิให้รับมรดกเมื่อใด วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาเชิงลึกเกี่ยวกับการแบ่งมรดกและการยักย้ายทรัพย์
พินัยกรรมร่วมแก้ไขภายหลังได้หรือไม่ และใครมีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก เมื่อผู้ทำพินัยกรรมคนหนึ่งถูกตัดมิให้รับมรดกตามพินัยกรรมฉบับหลัง
พินัยกรรมยกที่ดินนิคมสร้างตนเองใช้ได้เพียงใด ผู้รับโอนมีสิทธิขับไล่ผู้ครอบครองเดิมได้หรือไม่
บุตรที่เกิดก่อนการใช้บังคับกฎหมายครอบครัวมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ และใครสมควรเป็นผู้จัดการมรดก
พินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนฉบับแรก ผู้ไม่มีส่วนได้เสียไม่มีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก
สิทธิรับมรดกของบุตรนอกสมรสเมื่อบิดารับรองโดยพฤติการณ์ และหลักการแบ่งสินสมรสของคู่สมรสที่สมรสก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
พระภิกษุถึงแก่มรณภาพ ทรัพย์ตกเป็นของวัดใด? วิเคราะห์ภูมิลำเนาและสถานะวัดในต่างประเทศตามกฎหมายไทย
คำคัดค้านเพิกถอนพินัยกรรมต้องส่งถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกคนหรือไม่ หลักคดีมรดกและกระบวนพิจารณาที่เป็นธรรม
โจทก์ฟ้องให้แบ่งทรัพย์มรดกได้แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความหนึ่งปี
ผู้จัดการมรดกหลายคนฟ้องแทนกองมรดกได้เพียงลำพังหรือไม่ และทายาทมีสิทธิฟ้องบังคับตามสัญญาแบ่งมรดกได้เพียงใดเมื่อทรัพย์ยังอยู่ในชื่อทายาทบางคน
ผู้จัดการมรดกทำสัญญาค่านายหน้าแล้วไม่จ่าย หนี้ผูกพันกองมรดกหรือไม่ และทายาทต้องรับผิดเพียงใดตามกฎหมายมรดกและคำพิพากษาศาลฎีกา
สิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกต้องเป็นทายาทเสมอหรือไม่ วิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกและอำนาจร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก
พินัยกรรมเป็นโมฆะเพราะเจ้ามรดกไร้สติ ใครมีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก? วิเคราะห์เรื่องสิทธิทายาทและอำนาจร้องขอ
ฟ้องซ้อนหรือไม่เมื่อขอเป็นผู้จัดการมรดกซ้ำ และผู้จัดการมรดกร่วมตายแล้วใครมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาล
การแบ่งมรดกที่ดินเมื่อบุตรเกิดก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 และปัญหาอายุความมรดกในกรณีผู้จัดการมรดกครอบครองทรัพย์แทนทายาท
สิทธิของคู่สมรสและผู้จัดการมรดกในการฟ้องแบ่งสินสมรสและทรัพย์มรดก เมื่อมีการโอนทรัพย์ให้ทายาทคนอื่นโดยมิชอบ พร้อมปัญหาอายุความมรดกและอำนาจฟ้อง
การโอนขายทรัพย์มรดกโดยผู้จัดการมรดกด้วยเจตนาลวงเป็นโมฆะหรือไม่ : วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการขายที่ดินมรดกให้บุคคลใกล้ชิด
มรดกของครอบครัวมุสลิมกับพินัยกรรม: ทรัพย์ที่ได้ระหว่างสมรสถือเป็นสินสมรสหรือไม่ และต้องแบ่งตามกฎหมายอิสลามอย่างไร
ผู้จัดการมรดกยกอายุความสู้ทายาทไม่ได้ และเพิกถอนการโอนสินสมรสให้ภริยาคนที่สองได้
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ตนเองได้หรือไม่: สิทธิทายาทในการเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดกและผลเพิกถอนเพียงส่วนแห่งสิทธิ
ทายาทมีสิทธิเข้าเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีได้หรือไม่ เมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย
บำเหน็จตกทอดไม่ใช่มรดก และสิทธิของคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย
การจัดการมรดกโดยผู้จัดการมรดกและผลแห่งความยินยอมของทายาทในการโอนทรัพย์มรดก
การฟ้องคดีจัดการมรดกเกินกำหนดอายุความ การเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดก
การจัดการมรดกเสร็จสิ้นเมื่อใด และอายุความฟ้องแบ่งมรดก
สิทธิทายาทของผู้ถูกอุปการะแต่ไม่ได้เป็นบุตรโดยกำเนิด และผลทางกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์มรดก
สิทธิทายาท & การแบ่งมรดกโดยจับฉลาก, ทายาทไม่เข้าร่วมประชุม (ฎีกา 2128/2567)
ภาษีการรับมรดกต้องคำนวณวันเจ้ามรดกตาย ดอกเบี้ย–เงินฝากหลังวันตายคิดภาษีหรือไม่ และศาลขยายเวลาฟ้องคดีภาษีได้หรือไม่
พินัยกรรมผิดแบบเอกสารลับ ใช้เป็นพินัยกรรมธรรมดาได้หรือไม่
การอยู่กินโดยไม่จดทะเบียนสมรสกับผลทางมรดกและพินัยกรรม(ฎีกา 2102/2551)
สิทธิทายาทเพิกถอนการโอนที่ดินมรดกและอายุความฟ้องคดี(ฎีกาที่ 5689/2552)
การตายพร้อมกันและผู้ไม่สมควรรับมรดก แนวคำพิพากษาศาลฎีกา(ฎีกา 358/2554)
บุตรบุญธรรมฟ้องแบ่งมรดก | ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์โดยมิชอบ(ฎีกา 1276/2558)
คำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกปิดบังทรัพย์มรดกมีผลอย่างไร
ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด(ฎีกา 6532/2562)
ผู้จัดการมรดกหลายคนทำงานไม่ได้ต้องทำอย่างไร ศาลมีอำนาจตั้งเพิ่มหรือไม่ และแก้ปัญหาความขัดแย้งในมรดกอย่างไรให้เดินหน้าต่อได้
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์เป็นของตนเองได้เพียงใด และผลต่อบุคคลภายนอกโดยสุจริต(ฎีกา 4887/2566)
เงินฌาปนกิจศพต้องหักกับค่าจัดการศพหรือไม่,หนี้กองมรดก, (ฎีกา 5043/2566)
ทายาทไม่คัดค้านการโอนมรดก ยังมีสิทธิหรือไม่? วิเคราะห์สิทธิขอกันเงินจากการขายทอดตลาดเมื่อยังไม่แบ่งมรดกเสร็จ
พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง & ความสามารถผู้ทำพินัยกรรม(ฎีกา 6522/2561)
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์เป็นของตนเอง ศาลชี้เป็นยักยอกทรัพย์มรดกหรือไม่
สัญญาประนีประนอม & สิทธิผู้จัดการมรดกเสียงข้างมาก (ฎีกา 3001/2568)
ผู้จัดการมรดกนำที่ดินมรดกไปจำนองโดยไม่ยินยอมจากทายาท มีความผิดหรือไม่? วิเคราะห์อำนาจผู้จัดการมรดกและความรับผิดทางอาญาเมื่อใช้ทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
อำนาจผู้จัดการมรดกร่วม & ฟ้องเรียกทรัพย์, มาตรา 1726, (ฎีกา 2628/2567)
สิทธิทายาทฟ้องแบ่งมรดกขาดอายุความหรือไม่ เมื่อปล่อยให้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเป็นเวลานานตามกฎหมายมรดกไทย
บังคับแบ่งมรดก & เพิกถอนโอน,ผู้จัดการมรดก, (ฎีกา 3886/2566)
ผู้จัดการมรดกมีอำนาจฟ้องเรียกทรัพย์มรดกคืนได้หรือไม่? วิเคราะห์กฎหมายกรณีทรัพย์สินที่ถือครองแทนผู้ตาย และหลักเสียงข้างมากของผู้จัดการมรดก
(ฎีกาที่ 8200/2567) เพิกถอนโฉนดที่ดินและการจัดการมรดก: การบังคับคดีและผลทางกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4043/2567 การตั้งผู้จัดการมรดกและการคัดค้านสิทธิของทายาท
พินัยกรรมมีข้อความพิมพ์ปนกับลายมือใช้ได้หรือไม่? วิเคราะห์กฎหมายพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับและสิทธิการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกร่วม
มรดกไม่มีทายาทตกเป็นของใคร? วิเคราะห์กฎหมายมรดกกรณีไม่มีทายาทโดยธรรม ไม่มีพินัยกรรม และข้อพิพาทเรื่องสิทธิในบัญชีเงินฝากของผู้ตาย
อุทธรณ์ต้องโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ชัด มิใช่คัดลอกคำให้การเดิม มิฉะนั้นถือเป็นอุทธรณ์ไม่ชอบตามกฎหมาย
โจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่เจ้ามรดกได้รับรองแล้ว(ฎีกา 7272/2562)
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกให้ตนเองได้หรือไม่ หากจัดการทรัพย์สินขัดต่อหน้าที่ เสี่ยงทั้งเพิกถอนนิติกรรมและความผิดยักยอก
สรุปคดีมรดก & เพิกถอนโอนที่ดิน,เพิกถอนนิติกรรม,(ฎีกา 1028/2564)
บุตรที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการตายของเจ้ามรดก ยังมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ และแบ่งทรัพย์มรดกอย่างไรเมื่อยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
การจัดการมรดกไม่ชอบไม่อาจถือว่าการจัดการมรดกสิ้นลงแล้ว
ฟ้องแบ่งมรดกเกิน 10 ปีได้หรือไม่ เมื่อทายาทยังครอบครองทรัพย์มรดกอยู่: อายุความแบ่งมรดก สิทธิครอบครอง และผลผูกพันคำพิพากษาเดิม
พินัยกรรมของผู้ตายที่ห้ามโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตกเป็นโมฆะ, ข้อห้ามในพินัยกรรมเป็นโมฆะ, ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม
ถอนผู้จัดการมรดก, การปันมรดกเสร็จสิ้นแล้ว, การจัดการศาลจ้าวไม่เป็นมรดก, ศาลจ้าวใต้เซียฮุดโจ๊วเป็นกุศลสถาน
ที่ดินของรัฐ มรดกของผู้ตาย, ที่ดินนิคมสหกรณ์, สิทธิทำประโยชน์ในที่ดิน, สิทธิเหนือพื้นดิน, การเพิกถอนโฉนดที่ดิน,
การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในกองมรดก, การเพิกถอนนิติกรรมในทรัพย์มรดก, การขายทรัพย์มรดกเพื่อชำระหนี้, ผู้จัดการมรดกกับสิทธิและหน้าที่
เจ้าหนี้ใช้สิทธิแทนลูกหนี้เรียกทรัพย์มรดกได้หรือไม่ ศาลวินิจฉัยว่าสิทธิในทรัพย์มรดกไม่ใช่สิทธิส่วนตัวตามกฎหมาย
สิทธิรับเงินค่าหุ้นสหกรณ์เป็นมรดกหรือไม่? วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับผู้รับโอนประโยชน์ เงินสงเคราะห์ และผลทางกฎหมายที่ทายาทควรรู้
นิติกรรมซื้อขายที่ดินซึ่งเป็นคนต่างด้าว, คดีมรดกที่ดินของคนต่างด้าว, อายุความคดีมรดก, การยักยอกทรัพย์มรดก
สิทธิรับมรดกของพี่น้องร่วมบิดามารดาและทายาทแทนที่ กรณีค่าเช่าทรัพย์มรดกต้องแบ่งอย่างไร ใครมีสิทธิเรียกคืนได้ตามกฎหมาย
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกเป็นของตนเองได้หรือไม่ และหากนำทรัพย์มรดกไปจำนองโดยทายาทไม่ยินยอมจะถูกกำจัดมิให้รับมรดกหรือไม่
เพิกถอนโอนมรดก & สิทธิทายาท (ฎีกา 1023/2566)
ที่ดิน น.ส.3 ก. ที่ผู้ตายยังไม่ส่งมอบให้ใครก่อนตาย เป็นมรดกหรือไม่ ผู้จัดการมรดกโอนเข้าชื่อตนเองได้เพียงใด และทายาทจะเรียกเพิกถอนคืนได้หรือไม่
สิทธิทายาทในมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง, ทายาทตายก่อนแบ่งมรดก, รับมรดกแทนที่ มาตรา 1639,
สิทธิการฟ้องขอแบ่งมรดกของทายาท, การเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินมรดก, สินสมรสหลังคู่สมรสเสียชีวิต
สัญญาประกันชีวิต, สัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก, ผู้ทำประกันชีวิตและผู้รับผลประโยชน์ตายพร้อมกัน
การจัดการหนี้สินในกองมรดก, สิทธิของเจ้าหนี้กองมรดก, ที่ดินมรดกและการบังคับคดี
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนมรดก
ผู้จัดการมรดกปฏิบัติผิดหน้าที่-ทายาทผู้มีสิทธิฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกได้
ผู้จัดการมรดกร่วมถึงแก่ความตายต้องทำอย่างไร, ฟ้องซ้อน คืออะไร, แต่งตั้งผู้จัดการมรดก
ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่เพียงทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป
การจัดการทรัพย์มรดกในฐานะผู้จัดการมรดกตามหน้าที่ที่จำเป็น
ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน ผู้มีส่วนได้เสีย
สามีไม่ได้จดทะเบียนเป็นผู้มีส่วนได้เสียเป็นผู้จัดการมรดกได้
ทรัพย์มรดกยังไม่ได้แบ่งให้แก่ทายาททุกคน-การจัดการทรัพย์มรดกยังไม่เสร็จสิ้น
ผู้จัดการมรดกไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มีผลอย่างไร?
ฟ้องผู้จัดการมรดกนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงเกินห้าปีขาดอายุความ
ผู้จัดการมรดกไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกยื่นต่อศาลถูกเพิกถอนได้
อายุความคดีมรดก เจ้าหนี้ฟ้องคดีมรดกเกินหนึ่งปี
ฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินมรดกต้องใช้กฎหมายมรดกหรือมาตรา 1336 และมีอายุความเพียงใดเมื่อผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ทายาทคนเดียว
บุตรนอกกฎหมายซึ่งผู้ตายรับรองแล้วเป็นผู้สืบสันดาน
มารดาขายที่ดินซึ่งผู้เยาว์มีส่วนแบ่งไม่ต้องขอศาล
นายอำเภอคือผู้มีอำนาจจัดทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง
พินัยกรรมมีลายมือชื่อและลายนิ้วมือถูกต้องหรือไม่ ทายาทโต้แย้งได้แค่ไหน และความรับผิดผู้จัดการมรดกตกทอดหรือไม่
ผู้จัดการมรดกนำทรัพย์มรดกไปให้เช่าราคาต่ำและเช่าช่วงเอากำไรสูง ทายาทหรือผู้จัดการมรดกร่วมฟ้องเรียกคืนค่าเช่าได้ภายในกี่ปี
ผู้สืบสันดาน คือใคร? ต่างกับทายาท อย่างไร? ฟ้องแบ่งมรดก ศาลตัดสินเกินคำขอได้หรือไม่ และสิทธิทายาทโดยธรรมยังคงอยู่หรือไม่เมื่อมีคำสั่งเดิมผูกพันคดี