
| ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด(ฎีกา 6532/2562)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการนับอายุความในคดีอาญาฐานยักยอกทรัพย์ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ โดยศาลวินิจฉัยประเด็นสำคัญว่าการเริ่มนับระยะเวลาสามเดือนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ต้องนับตั้งแต่วันที่ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดอย่างแท้จริง มิใช่เพียงการทราบข้อเท็จจริงบางส่วนหรือการมีข้อพิพาททางแพ่งมาก่อน ทั้งนี้ แม้ผู้เสียหายจะทราบถึงการเวนคืนที่ดินและการได้รับเงินของจำเลยจากคดีแพ่งก่อนหน้า แต่หากยังไม่ปรากฏการปฏิเสธส่งมอบเงินคืนแก่กองมรดก ก็ยังไม่อาจถือว่าเป็นวันที่รู้เรื่องความผิดได้ คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญเกี่ยวกับการตีความอายุความคดียักยอกทรัพย์มรดกในทางเคร่งครัดและเป็นธรรมแก่ผู้เสียหาย คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ การรู้เรื่องการเวนคืนทรัพย์มรดก ถือเป็นการรู้เรื่องความผิดทางอาญาแล้วหรือไม่ วันใดจึงถือว่าผู้เสียหายรู้ตัวผู้กระทำความผิดตามความหมายของกฎหมายอาญา การปฏิเสธส่งมอบทรัพย์มรดกมีผลต่อการเริ่มนับอายุความคดียักยอกเพียงใด ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้โจทก์ทั้งห้าและจำเลยเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตาย โดยศาลได้มีคำสั่งตั้งโจทก์ที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก ต่อมามีข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินหลายแปลงซึ่งศาลฎีกาในคดีแพ่งได้วินิจฉัยถึงที่สุดว่าเป็นทรัพย์มรดกและให้จำเลยโอนคืนแก่ผู้จัดการมรดก ภายหลังจากนั้น จำเลยได้รับเงินค่าเวนคืนที่ดินและค่าเช่าที่ดินบางแปลง แต่ไม่ได้นำส่งเงินดังกล่าวคืนแก่กองมรดก ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย ประเด็นสำคัญคือ คดีอาญาฐานยักยอกทรัพย์ของโจทก์ทั้งห้าขาดอายุความตามกฎหมายหรือไม่ โดยเฉพาะการตีความว่าโจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตั้งแต่เมื่อใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ซึ่งกำหนดให้ความผิดอันยอมความได้ต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือน หลักกฎหมายเรื่องความผิดอันยอมความได้และอายุความ ศาลฎีกายืนยันหลักกฎหมายว่า ความผิดฐานยักยอกเป็นความผิดอันยอมความได้ อายุความมิได้เริ่มนับตั้งแต่วันที่เกิดการกระทำเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มนับจากวันที่ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดโดยชัดแจ้ง การรู้เพียงข้อเท็จจริงทางแพ่ง หรือการมีข้อพิพาทกันมาก่อน ยังไม่เพียงพอหากยังไม่ปรากฏพฤติการณ์ที่แสดงถึงการกระทำความผิดทางอาญาอย่างชัดเจน การรู้เรื่องความผิดตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะทราบเรื่องการเวนคืนที่ดินและการได้รับเงินของจำเลยมาก่อน แต่โจทก์ยังไม่อาจทราบได้ว่าจำเลยมีเจตนายักยอกเงินดังกล่าว จนกระทั่งจำเลยมีหนังสือตอบปฏิเสธไม่ส่งมอบเงินคืนแก่กองมรดก การปฏิเสธดังกล่าวจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดอย่างแท้จริง การยกปัญหาอายุความในชั้นฎีกา แม้จำเลยมิได้ยกเรื่องอายุความขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงมีสิทธิยกขึ้นฎีกาได้ อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาเนื้อหาสาระแล้ว ศาลเห็นว่าคดีไม่ขาดอายุความ แนวคิดและบรรทัดฐานทางกฎหมาย คำพิพากษานี้วางบรรทัดฐานสำคัญว่า การตีความคำว่า “รู้เรื่องความผิด” ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์ที่ผู้เสียหายสามารถรับรู้ได้ว่ามีการกระทำอันเป็นความผิดทางอาญา ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งหรือข้อพิพาทในทางแพ่ง หลักดังกล่าวช่วยคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายในคดีมรดกซึ่งมักมีความซับซ้อนและใช้เวลายาวนาน สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า อายุความในคดีอันยอมความได้ต้องตีความอย่างเคร่งครัดและเป็นธรรม การรู้ข้อเท็จจริงบางส่วนยังไม่เพียงพอหากยังไม่ปรากฏเจตนาทุจริตหรือการปฏิเสธสิทธิของผู้เสียหายอย่างชัดแจ้ง หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคดีอาญาที่เกี่ยวเนื่องกับทรัพย์มรดก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6532/2562 ความผิดฐานยักยอกเป็นความผิดอันยอมความได้ กรณีจะขาดอายุความได้หากผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 96 ถึงแม้ว่าโจทก์ทั้งห้าจะทราบเรื่องเวนคืนของที่ดินแปลงอื่นในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1379/2553 และจากคำให้การที่จำเลยให้การต่อสู้คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 201/2551 ว่าที่ดินพิพาท ค่าเวนคืนและค่าเช่าของจำเลยตามที่จำเลยฎีกาอันจะส่อว่ารู้ตัวผู้กระทำความผิดก็ตาม แต่โจทก์ทั้งห้ายังไม่รู้เรื่องความผิด จนกระทั่งได้รับหนังสือตอบปฏิเสธจากจำเลยเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2560 ว่าจำเลยไม่ส่งมอบเงินคืนให้กองมรดก การที่โจทก์ทั้งห้าไปร้องทุกข์ในวันที่ 20 เมษายน 2560 ว่าจำเลยไม่ส่งมอบเงินคืนให้กองมรดก และนำคดีมาฟ้องหลังจากวันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีของโจทก์ทั้งห้าจึงไม่ขาดอายุความ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอรับฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ เห็นว่าจำเลยมีความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง ลงโทษจำคุก 3 ปี 3. ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยว่าคดีไม่ขาดอายุความ เนื่องจากโจทก์ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดอย่างแท้จริง โจทก์ทั้งห้าฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352วรรคหนึ่ง ลงโทษจำคุก 3 ปี จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งห้าและจำเลยเป็นบุตรของนายฮ้วนซิน กับนางฉุ่น วันที่ 16 ธันวาคม 2543 นางฉุ่นถึงแก่กรรม วันที่ 8 มิถุนายน 2544 ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์ที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางฉุ่น โจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 201/2551 ให้โอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส. 3 ก. เลขที่ 705 และ 2891 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส. 3 ข. เลขที่ 208, 537, 538, 539 และ 540 และโฉนดที่ดินเลขที่ 62999 รวม 8 แปลง แก่โจทก์ที่ 1 เพื่อแบ่งปันแก่ทายาท วันที่ 7 ตุลาคม 2558 ศาลฎีกามีคำพิพากษาว่าที่ดินทั้ง 8 แปลง เป็นทรัพย์มรดกของนางฉุ่นให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 วันที่ 4 เมษายน 2559 จำเลยได้รับเงินค่าเวนคืนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชยน์ น.ส. 3 ข. เลขที่ 208, 539 และ 540 เป็นเงิน 10,130,610 บาท วันที่ 1 กันยายน 2559 จำเลยได้รับค่าเช่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส. 3 ก. เลขที่ 2891 จำนวน 55,000 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คดีโจทก์ทั้งห้าขาดอายุความหรือไม่ แม้จำเลยจะมิได้ยกเรื่องอายุความขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงยกปัญหานี้ขึ้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 ซึ่งโจทก์ที่ 1 เบิกความว่าโจทก์ที่ 1 มีหนังสือให้จำเลยส่งมอบเงินค่าเวนคืนที่ดินและค่าเช่าที่ดินแก่กองมรดกตามหนังสือลงวันที่ 7 เมษายน 2560 จำเลยได้รับหนังสือแล้วตอบปฏิเสธไม่มอบเงินให้อ้างว่าเป็นที่ดินของจำเลยตามหนังสือลงวันที่ 12 เมษายน 2560 หลังจากโจทก์ที่ 1 ได้รับหนังสือของจำเลยเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2560 จึงไปร้องทุกข์ว่าจำเลยยักยอกค่าเช่าและนำคดีนี้มาฟ้อง เห็นว่า ความผิดฐานยักยอกเป็นความผิดอันยอมความได้ กรณีจะขาดอายุความได้หากผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ถึงแม้โจทก์ทั้งห้าจะทราบเรื่องการเวนคืนที่ดินตั้งแต่ถูกจำเลยฟ้องเรียกค่าเวนคืนของที่ดินแปลงอื่นในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1379/2553 และจากคำให้การที่จำเลยให้การต่อสู้ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 201/2551 ว่าที่ดินพิพาท ค่าเวนคืนที่ดินและค่าเช่าของจำเลยตามที่จำเลยฎีกา อันจะถือได้ว่ารู้ตัวผู้กระทำความผิดก็ตาม แต่โจทก์ทั้งห้าก็ยังไม่รู้เรื่องความผิด จนกระทั่งได้รับหนังสือตอบปฏิเสธจากจำเลยเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2560 ว่าจำเลยไม่ส่งมอบเงินคืนให้กองมรดก การที่โจทก์ทั้งห้าไปร้องทุกข์เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2560 และนำคดีมาฟ้องหลังจากวันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดในวันที่ 7 กรกฎาคม 2560 จึงอยู่ภายใต้กำหนดเวลาสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีของโจทก์ทั้งห้าไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน
|




