
| สิทธิรับเงินค่าหุ้นสหกรณ์เป็นมรดกหรือไม่? วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับผู้รับโอนประโยชน์ เงินสงเคราะห์ และผลทางกฎหมายที่ทายาทควรรู้
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า เงินค่าหุ้นและเงินสงเคราะห์จากสหกรณ์ซึ่งสมาชิกได้สะสมไว้ระหว่างการเป็นสมาชิกนั้น จะถือเป็น “ทรัพย์มรดก” ที่ทายาทมีสิทธิเรียกร้องได้หรือไม่ หรือเป็นทรัพย์ที่อยู่ภายใต้ระบบกฎหมายเฉพาะตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ที่กำหนดให้สมาชิกสามารถตั้ง “ผู้รับโอนประโยชน์” ได้โดยตรง ซึ่งมีผลบังคับแตกต่างจากพินัยกรรม ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายแพ่งว่าด้วยมรดก กับกฎหมายสหกรณ์ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษ โดยศาลฎีกาได้วินิจฉัยอย่างชัดเจนว่า เมื่อกฎหมายสหกรณ์กำหนดกลไกการโอนสิทธิในเงินค่าหุ้นและเงินสงเคราะห์ไว้โดยเฉพาะ การตั้งผู้รับโอนประโยชน์ย่อมมีผลบังคับโดยไม่ต้องทำเป็นพินัยกรรม และทำให้ทรัพย์ดังกล่าวไม่ตกเป็นมรดกของผู้ตาย ข้อเท็จจริง ผู้ตายเป็นสมาชิกสหกรณ์และได้ทำหนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ไว้ตามข้อบังคับของสหกรณ์ ต่อมาผู้ตายถึงแก่ความตาย โดยมีเงินค่าหุ้นและเงินสงเคราะห์จากสหกรณ์ โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกเห็นว่าเงินดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดก และการแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์มีลักษณะเป็นพินัยกรรมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงฟ้องเรียกเงินคืน ประเด็นข้อกฎหมาย 1. หนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์เป็นพินัยกรรมหรือไม่ 2. เงินค่าหุ้นและเงินสงเคราะห์เป็นทรัพย์มรดกหรือไม่ 3. กฎหมายสหกรณ์มีผลเหนือกฎหมายมรดกหรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เงินค่าหุ้นและเงินสงเคราะห์มีลักษณะพิเศษ ไม่ใช่ทรัพย์ที่สมาชิกสามารถถอนใช้ได้โดยเสรี และอยู่ภายใต้ข้อบังคับสหกรณ์ การตั้งผู้รับโอนประโยชน์เป็นไปตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ มาตรา 42/2 จึงเป็นระบบกฎหมายเฉพาะ หนังสือดังกล่าวไม่ใช่พินัยกรรม และไม่ต้องทำตามแบบพินัยกรรม เมื่อมีการตั้งผู้รับโอนประโยชน์แล้ว เงินดังกล่าวไม่ตกเป็นมรดก วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักสำคัญคือ “กฎหมายพิเศษย่อมมีผลเหนือกฎหมายทั่วไป” พระราชบัญญัติสหกรณ์กำหนดวิธีจัดการทรัพย์ของสมาชิกไว้โดยเฉพาะ จึงตัดบทการใช้กฎหมายมรดกในส่วนนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 วรรคสอง หากมีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ทรัพย์นั้นไม่ตกเป็นมรดก เจตนารมณ์ของกฎหมาย เพื่อให้การบริหารเงินของสหกรณ์มีความแน่นอน ลดข้อพิพาทระหว่างทายาท คุ้มครองสิทธิของผู้รับโอนประโยชน์ตามที่สมาชิกตั้งไว้ แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง แนวฎีกานี้ยืนยันหลักว่า ทรัพย์ที่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดการโอนสิทธิไว้ จะไม่เข้าสู่กองมรดก เช่น เงินประกันชีวิต เงินสหกรณ์ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง เห็นว่าหนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์มีผลใช้บังคับได้ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ เห็นว่ามีลักษณะเป็นพินัยกรรมและตกเป็นโมฆะ ให้จำเลยคืนเงินบางส่วนแก่โจทก์ 3. ศาลฎีกา พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าหนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ไม่ใช่พินัยกรรม และเงินค่าหุ้นไม่เป็นมรดก สรุปข้อคิดทางกฎหมาย การจัดการทรัพย์สินของสมาชิกสหกรณ์เป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงต้องยึดหลักตามพระราชบัญญัติสหกรณ์เป็นสำคัญ มิอาจนำหลักกฎหมายมรดกทั่วไปมาใช้บังคับได้โดยตรง การตั้งผู้รับโอนประโยชน์เป็นกลไกทางกฎหมายที่มีผลผูกพันโดยอัตโนมัติเมื่อสมาชิกถึงแก่ความตาย และมีลักษณะเป็นการโอนสิทธิทางกฎหมายเฉพาะ มิใช่การแสดงเจตนาแบบพินัยกรรม ทายาทจึงไม่อาจอ้างสิทธิในทรัพย์ดังกล่าว เว้นแต่ไม่มีการตั้งผู้รับโอนประโยชน์ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า “เงินค่าหุ้นและเงินสงเคราะห์ของสหกรณ์เป็นทรัพย์มรดกหรือไม่” และ “หนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์เป็นพินัยกรรมหรือไม่” โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นทรัพย์ตามกฎหมายพิเศษ ไม่ใช่มรดก สาระสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ 1. พระราชบัญญัติสหกรณ์ มาตรา 42/2 กำหนดให้สมาชิกสามารถตั้งผู้รับโอนประโยชน์ได้โดยตรง ทำให้สิทธิในเงินโอนไปยังบุคคลดังกล่าวโดยไม่ผ่านกระบวนการมรดก 2. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคสอง กำหนดว่า หากมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ทรัพย์นั้นไม่ตกเป็นมรดก เงินค่าหุ้นสหกรณ์ตกเป็นมรดกหรือไม่? ทำไมทายาทบางคน “ไม่ได้อะไรเลย” แม้เป็นผู้จัดการมรดก? คำตอบอยู่ที่ “ผู้รับโอนประโยชน์” และกฎหมายสหกรณ์ที่มีผลเหนือพินัยกรรม คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-หนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ในสหกรณ์มีผลเหนือพินัยกรรมหรือไม่ คำตอบ หนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ในสหกรณ์มีผลบังคับตามกฎหมายเฉพาะ คือพระราชบัญญัติสหกรณ์ ซึ่งกำหนดระบบการจัดการเงินของสมาชิกไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเงินทุนเรือนหุ้น เงินฝาก หรือเงินสงเคราะห์ เมื่อสมาชิกถึงแก่ความตาย เงินดังกล่าวจะตกเป็นของผู้รับโอนประโยชน์ตามที่ระบุไว้ในหนังสือ ไม่ต้องปฏิบัติตามรูปแบบของพินัยกรรม และไม่ตกเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ดังนั้น แม้ผู้ตายจะทำพินัยกรรมยกทรัพย์ให้บุคคลอื่น ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสิทธิในเงินส่วนนี้ได้ เพราะกฎหมายบัญญัติไว้เป็นกรณีพิเศษตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคสอง 2. คำถาม-เงินทุนเรือนหุ้นของสหกรณ์ถือเป็นทรัพย์สินของสมาชิกโดยสมบูรณ์หรือไม่ คำตอบ เงินทุนเรือนหุ้นของสหกรณ์มีลักษณะพิเศษ ไม่ใช่ทรัพย์ที่สมาชิกสามารถเบิกถอนหรือโอนได้โดยอิสระในระหว่างที่ยังเป็นสมาชิก เนื่องจากเป็นเงินสะสมที่อยู่ภายใต้ข้อบังคับของสหกรณ์ สมาชิกจะไม่สามารถขาย โอน หรือถอนคืนหุ้นได้ เว้นแต่จะพ้นสภาพจากการเป็นสมาชิก และแม้จะออกจากสมาชิกก็ยังอาจไม่ได้รับเงินเต็มจำนวน เนื่องจากสหกรณ์มีสิทธิหักหนี้หรือความเสียหายได้ ดังนั้น เงินทุนเรือนหุ้นจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่สมาชิกมีสิทธิเต็มที่เหมือนทรัพย์ทั่วไป 3. คำถาม-ผู้รับโอนประโยชน์ต้องยื่นคำขอรับเงินภายในระยะเวลาเท่าใด คำตอบ ผู้รับโอนประโยชน์ต้องยื่นคำขอรับเงินภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่สมาชิกถึงแก่ความตาย หรือวันที่ได้รับแจ้งจากสหกรณ์ โดยต้องแนบเอกสารสำคัญ เช่น มรณบัตร เพื่อประกอบการพิจารณา หากคณะกรรมการสหกรณ์อนุมัติแล้ว สหกรณ์จะจ่ายเงินภายในระยะเวลาที่กำหนด เช่น ภายใน 45 วัน อย่างไรก็ตาม หากไม่ยื่นคำขอภายในกำหนด อาจทำให้สิทธิขาดไป และเงินดังกล่าวอาจถูกโอนไปเป็นทุนสำรองของสหกรณ์ 4. คำถาม-หากไม่มีผู้รับโอนประโยชน์ เงินจะตกเป็นของใคร คำตอบ ในกรณีที่สมาชิกไม่ได้แต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ สหกรณ์จะพิจารณาจ่ายเงินให้แก่ผู้จัดการมรดก หรือทายาทตามลำดับ เช่น คู่สมรส บุตร บิดามารดา โดยต้องมีหลักฐานแสดงสิทธิอย่างชัดเจนต่อคณะกรรมการสหกรณ์ อย่างไรก็ตาม หากไม่มีผู้มีสิทธิหรือไม่มีการยื่นคำขอภายในระยะเวลาที่กำหนด เงินดังกล่าวอาจถูกนำไปสมทบเป็นทุนสำรองของสหกรณ์ตามข้อบังคับ 5. คำถาม-สมาชิกต้องทำอย่างไรหากต้องการเปลี่ยนผู้รับโอนประโยชน์ คำตอบ สมาชิกสามารถเปลี่ยนหรือเพิกถอนผู้รับโอนประโยชน์ได้โดยต้องทำเป็นหนังสือใหม่ และมอบให้สหกรณ์เก็บไว้เป็นหลักฐานเช่นเดียวกับการแต่งตั้งครั้งแรก การเปลี่ยนแปลงจะมีผลเมื่อสหกรณ์ได้รับหนังสือแล้วเท่านั้น หากสมาชิกไม่ได้ดำเนินการดังกล่าว การแต่งตั้งเดิมจะยังคงมีผลบังคับอยู่ แม้ว่าสมาชิกจะมีเจตนาเปลี่ยนแปลงก็ตาม 6. คำถาม-เงินสงเคราะห์ของสหกรณ์มีเงื่อนไขอย่างไร คำตอบ เงินสงเคราะห์เป็นสวัสดิการที่สหกรณ์จ่ายให้เมื่อสมาชิกถึงแก่ความตาย โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือสมาชิกต้องยังคงสถานะสมาชิกอยู่จนถึงวันเสียชีวิต และต้องเป็นสมาชิกครบระยะเวลาที่กำหนด เช่น เกิน 24 เดือน จึงจะมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ตามอัตราที่กำหนด หากสมาชิกออกจากการเป็นสมาชิกก่อนเสียชีวิต จะไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว 7. คำถาม-สหกรณ์มีสิทธิหักเงินของสมาชิกก่อนจ่ายให้ผู้รับโอนประโยชน์หรือไม่ คำตอบ สหกรณ์มีสิทธิหักเงินที่สมาชิกค้างชำระหรือความเสียหายที่สมาชิกมีต่อสหกรณ์ก่อนจ่ายเงินให้แก่ผู้รับโอนประโยชน์ เช่น หนี้เงินกู้ หรือภาระผูกพันอื่น ๆ ตามข้อบังคับของสหกรณ์ ดังนั้น ผู้รับโอนประโยชน์อาจไม่ได้รับเงินเต็มจำนวนตามที่ปรากฏในบัญชีของสมาชิก 8. คำถาม-คำพิพากษาศาลฎีกามีแนววินิจฉัยอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ในเงินทุนเรือนหุ้นของสหกรณ์เป็นการดำเนินการตามกฎหมายสหกรณ์ ซึ่งมีผลบังคับเป็นพิเศษ ไม่ต้องอยู่ภายใต้หลักพินัยกรรม และไม่ตกเป็นโมฆะ การจ่ายเงินให้ผู้รับโอนประโยชน์ตามหนังสือดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นการละเมิดสิทธิของทายาทหรือผู้จัดการมรดก ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8873/2561 เงินสงเคราะห์เป็นเงินที่พึงจะได้รับเมื่อสมาชิกถึงแก่ความตายไปแล้ว โดยจ่ายให้แก่ผู้รับโอนประโยชน์ตามข้อบังคับสหกรณ์ ถ้าสมาชิกผู้ใดออกจากการเป็นสมาชิกของสหกรณ์ก็ไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินสงเคราะห์จากสหกรณ์ ดังนี้ หากสมาชิกประสงค์จะให้ผู้รับโอนประโยชน์มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์จากสหกรณ์ก็จะต้องคงความเป็นสมาชิกไว้จนตายจะถอนเงินค่าหุ้นหรือออกจากการเป็นสมาชิกไม่ได้ และเงินทุนเรือนหุ้นหรือเงินค่าหุ้นที่สมาชิกมีอยู่กับสหกรณ์ก็มิใช่เงินที่สมาชิกสามารถที่จะเบิกถอนไปใช้ได้ก่อน เว้นแต่จะออกจากการเป็นสมาชิกแล้วซึ่งก็ยังมีเงื่อนไขที่อาจจะไม่ได้รับเต็มจำนวนก็ได้ เงินค่าหุ้นจึงมีลักษณะพิเศษที่มิใช่เป็นทรัพย์ของสมาชิกโดยแท้ เมื่อพระราชบัญญัติสหกรณ์บัญญัติให้สมาชิกสหกรณ์สามารถทำหนังสือตั้งบุคคลหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้รับโอนประโยชน์ในเงินค่าหุ้นหรือเงินอื่นใดจากสหกรณ์เมื่อสมาชิกถึงแก่ความตาย โดยมอบไว้แก่สหกรณ์เป็นหลักฐาน การจะเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงผู้รับประโยชน์ก็ต้องทำเป็นหนังสือในลักษณะเดียวกันมอบให้สหกรณ์ถือไว้ และถ้าในที่สุดไม่มีผู้รับเงิน เงินนั้นก็จะนำไปสมทบเป็นเงินทุนสำรองของสหกรณ์ เมื่อเงินค่าหุ้นและเงินสงเคราะห์มีลักษณะพิเศษตามข้อบังคับและระเบียบของจำเลยเพื่อให้การบริหารเงินของสหกรณ์เป็นไปโดยสะดวกเพื่อประโยชน์ของสมาชิกและออกตามบทบัญญัติของกฎหมาย จึงเป็นกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติการจัดการเงินของสมาชิกสหกรณ์ไว้โดยเฉพาะ ย่อมมีผลบังคับได้นอกเหนือจากการทำพินัยกรรม การทำหนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ของผู้ตายจึงมีผลบังคับได้ ไม่จำเป็นต้องทำตามแบบพินัยกรรมและไม่ถือว่าเป็นพินัยกรรม โดยมีผลบังคับแตกต่างจากการทำพินัยกรรม เมื่อผู้ตายทำหนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ในทุนเรือนหุ้นไว้แก่สหกรณ์จำเลยแล้ว ทุนเรือนหุ้นจึงไม่เป็นมรดกของผู้ตายที่ผู้ตายจะทำพินัยกรรมยกทุนเรือนหุ้นนั้นให้แก่ผู้อื่นอีก โดยเป็นกรณีที่มีกฎหมายพระราชบัญญัติสหกรณ์บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นที่ทำให้ทายาทต้องเสียไปซึ่งสิทธิในมรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 วรรคสอง หนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ในส่วนเงินทุนเรือนหุ้นจึงไม่เป็นพินัยกรรมของผู้ตายและไม่ตกเป็นโมฆะ (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 25/2561) ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนพินัยกรรมหรือหนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ที่ผู้ตายทำไว้กับจำเลยว่าเป็นโมฆะ และให้จำเลยชำระเงิน 149,690 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2526 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต แต่จำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ เห็นว่าหนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ในส่วนที่เป็นพินัยกรรมตกเป็นโมฆะ ให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ตายเป็นสมาชิกสหกรณ์และได้ทำหนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ตามข้อบังคับสหกรณ์ ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ เงินค่าหุ้นและเงินสงเคราะห์มีลักษณะพิเศษ ไม่ใช่ทรัพย์ที่สมาชิกถอนใช้ได้โดยเสรี และอยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะ การตั้งผู้รับโอนประโยชน์จึงมีผลบังคับโดยไม่ต้องทำตามแบบพินัยกรรม และไม่ถือเป็นพินัยกรรม เมื่อผู้ตายได้แต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ไว้แล้ว เงินดังกล่าวจึงไม่ตกเป็นมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคสอง การที่จำเลยจ่ายเงินให้ผู้รับโอนประโยชน์จึงเป็นการชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นละเมิดแก่โจทก์ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้มีคำสั่งว่าพินัยกรรมหรือหนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ที่นายทวีศักดิ์ทำไว้กับจำเลยเป็นโมฆะ และให้จำเลยชำระเงิน 149,690 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2526 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกนางสาวนงนุช เข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า หนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ในส่วนที่เป็นพินัยกรรมตกเป็นโมฆะ ให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงิน 94,690 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 เมษายน 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาล 7,000 บาท จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 เดิมใช้ชื่อว่า สหกรณ์ออมทรัพย์บริษัททศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น สหกรณ์ออมทรัพย์บริษัททีโอที จำกัด นายทวีศักดิ์ ผู้ตายเป็นสมาชิกของสหกรณ์จำเลยเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2526 เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2548 นายทวีศักดิ์ได้ทำหนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ให้ไว้แก่จำเลย โดยหนังสือดังกล่าวระบุจำเลยร่วมและโจทก์เป็นผู้รับโอนประโยชน์ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามข้อบังคับของจำเลย ข้อ 37 เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2557 นายทวีศักดิ์ถึงแก่ความตายและศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์ให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย เมื่อนายทวีศักดิ์ถึงแก่ความตายมีผลประโยชน์ที่จะได้รับจากจำเลย 299,400 บาท เป็นทุนเรือนหุ้น 189,400 บาท เงินสงเคราะห์ 150,000 บาท แต่นายทวีศักดิ์รับเงินสงเคราะห์ไปแล้ว 40,000 บาท และระเบียบของจำเลย ว่าด้วยการให้สวัสดิการสมาชิกและการใช้ทุนเพื่อสาธารณประโยชน์ พ.ศ.2557 โจทก์และจำเลยร่วมได้ยื่นคำขอรับเงินผลประโยชน์ดังกล่าวจากจำเลย และจำเลยได้โอนเงินผลประโยชน์ของผู้ตายให้แก่โจทก์ 149,695 บาท ให้แก่จำเลยร่วม 149,690 บาท โดยหักค่าธรรมเนียมการโอนของธนาคารออกจากเงินที่มีสิทธิได้รับ 5 บาท และ 10 บาท ตามลำดับ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า หนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ในส่วนเงินทุนเรือนหุ้นเป็นพินัยกรรมของผู้ตายและตกเป็นโมฆะหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ตามข้อบังคับของจำเลย ข้อ 6 ทุนเรือนหุ้นนั้นเป็นเงินสะสมที่สมาชิกของจำเลยจะต้องชำระให้แก่จำเลยเป็นรายเดือนทุกเดือน แต่สมาชิกจะขายหรือโอน หรือถอนคืนหุ้นในระหว่างที่ตนยังเป็นสมาชิกอยู่ไม่ได้ ข้อ 37 "การตั้งผู้รับโอนประโยชน์ สมาชิกสามารถทำเป็นหนังสือตั้งบุคคลหนึ่งหรือหลายคน เพื่อให้เป็นผู้รับโอนประโยชน์ซึ่งตนมีอยู่ในสหกรณ์ในเมื่อตนตายและมอบให้สหกรณ์ถือไว้ ถ้าสมาชิกประสงค์จะเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงการตั้งผู้รับโอนประโยชน์ที่ได้ทำไว้แล้ว ก็ต้องทำเป็นหนังสือตามลักษณะดังกล่าวในวรรคก่อนมอบให้สหกรณ์ถือไว้ เมื่อสมาชิกตาย ให้สหกรณ์แจ้งให้ผู้รับโอนประโยชน์ตามความในวรรคก่อนทราบ และสหกรณ์จะจ่ายเงินค่าหุ้น เงินรับฝาก เงินปันผล เงินเฉลี่ยคืน และเงินผลประโยชน์หรือเงินอื่นใดบรรดาที่สมาชิกผู้ตายมีอยู่ในสหกรณ์ หรือมีสิทธิได้รับจากสหกรณ์ให้แก่ผู้รับโอนประโยชน์ที่ได้ตั้งไว้ หรือถ้ามิได้ตั้งไว้ก็มอบให้แก่ผู้จัดการมรดกหรือบุคคลที่นำหลักฐานมาแสดงให้เป็นที่พอใจคณะกรรมการดำเนินการว่าเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับเงินจำนวนดังกล่าวนั้น ทั้งนี้ให้อยู่ภายใต้ข้อบังคับของสหกรณ์ข้อ 42 และข้อ 43 ให้ผู้รับโอนประโยชน์ตามความในวรรคแรก ยื่นคำขอรับเงินผลประโยชน์ต่อสหกรณ์ภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่สมาชิกตายหรือได้รับแจ้งจากสหกรณ์ โดยให้แนบสำเนามรณบัตรที่ทางราชการออกให้แสดงว่าสมาชิกนั้น ๆ ได้ถึงแก่ความตายไปประกอบการพิจารณาด้วย เมื่อคณะกรรมการดำเนินการได้พิจารณาและอนุมัติแล้ว สหกรณ์จะจ่ายเงินผลประโยชน์ดังกล่าวภายในสี่สิบห้าวัน ในกรณีผู้มีสิทธิรับเงินผลประโยชน์ไม่ยื่นคำร้องขอรับเงินผลประโยชน์หรือผู้ที่มีชื่อเป็นผู้รับโอนประโยชน์ที่สมาชิกได้จัดทำให้สหกรณ์ถือไว้ไม่มีตัวตนอยู่ก็ดี เมื่อพ้นกำหนดอายุความฟ้องคดี ให้สหกรณ์โอนจำนวนเงินดังกล่าวไปสมทบเป็นทุนสำรองของสหกรณ์ทั้งสิ้น" ข้อบังคับของจำเลยข้อ 37 นี้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2553 มาตรา 8 ที่ให้เพิ่มความมาตรา 42/2 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 โดยบัญญัติว่า "สมาชิกอาจทำหนังสือตั้งบุคคลหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้รับโอนประโยชน์ในเงินค่าหุ้น เงินฝาก หรือเงินอื่นใดจากสหกรณ์เมื่อตนถึงแก่ความตาย โดยมอบไว้แก่สหกรณ์เป็นหลักฐาน" และตามข้อบังคับของจำเลยดังกล่าวข้อ 42 และข้อ 43 ยังกำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายคืนเงินค่าหุ้นให้แก่สมาชิกที่พ้นสภาพจากการเป็นสมาชิกสหกรณ์ โดยอาจจะต้องหักการขาดทุนของสหกรณ์ออกก่อน หรือสหกรณ์มีอำนาจหักจำนวนเงินซึ่งสมาชิกต้องรับผิดต่อสหกรณ์ออกก่อนก็ได้ นอกจากนี้ตามระเบียบของจำเลย ว่าด้วยการให้สวัสดิการสมาชิกและการใช้ทุนเพื่อสาธารณประโยชน์ ข้อ 6 กำหนดว่า สมาชิกผู้ใดถึงแก่กรรมให้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ตามหลักเกณฑ์ดังนี้ "...6.2 เป็นสมาชิกเกินกว่า 24 เดือน จะรับเงินสงเคราะห์...20,000 บาท บวกจำนวนเดือนที่เป็นสมาชิกเกินกว่า 24 เดือน รับเงินสงเคราะห์เพิ่มเดือนละ 500 บาท รวมแล้วไม่เกิน 150,000 บาท..." ข้อ 12 "สหกรณ์ (จำเลย) จ่ายเงินสงเคราะห์ให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับดังต่อไปนี้ 12.1 กรณีสมาชิกถึงแก่กรรมจ่ายเงินให้แก่บุคคลที่สมาชิกแต่งตั้งให้เป็นผู้รับโอนประโยชน์ตามข้อบังคับสหกรณ์ฯ แต่ถ้าสมาชิกไม่ได้แต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ สหกรณ์จะจ่ายเงินให้แก่ผู้จัดการมรดกหรือคู่สมรสหรือบุตรหรือบิดาหรือมารดาของผู้ถึงแก่กรรมตามลำดับ" จากระเบียบของจำเลยดังกล่าวจะเห็นได้ว่าเงินสงเคราะห์เป็นเงินที่พึงจะได้รับเมื่อสมาชิกถึงแก่ความตายไปแล้ว โดยจ่ายให้แก่ผู้รับโอนประโยชน์ตามข้อบังคับสหกรณ์ ถ้าสมาชิกผู้ใดออกจากการเป็นสมาชิกของสหกรณ์ก็ไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินสงเคราะห์จากสหกรณ์ ดังนี้ หากสมาชิกประสงค์จะให้ผู้รับโอนประโยชน์มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์จากสหกรณ์ก็จะต้องคงความเป็นสมาชิกไว้จนตายจะถอนเงินค่าหุ้นหรือออกจากการเป็นสมาชิกไม่ได้ และเงินทุนเรือนหุ้นหรือเงินค่าหุ้นที่สมาชิกมีอยู่กับสหกรณ์ก็มิใช่เงินที่สมาชิกสามารถที่จะเบิกถอนไปใช้ได้ก่อนเว้นแต่จะออกจากการเป็นสมาชิกแล้วซึ่งก็ยังมีเงื่อนไขที่อาจจะไม่ได้รับเต็มจำนวนก็ได้ เงินค่าหุ้นจึงมีลักษณะพิเศษที่มิใช่เป็นทรัพย์ของสมาชิกโดยแท้ เมื่อพระราชบัญญัติสหกรณ์บัญญัติให้สมาชิกสหกรณ์สามารถทำหนังสือตั้งบุคคลหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้รับโอนประโยชน์ในเงินค่าหุ้นหรือเงินอื่นใดจากสหกรณ์เมื่อสมาชิกถึงแก่ความตาย โดยมอบไว้แก่สหกรณ์เป็นหลักฐาน การจะเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงผู้รับประโยชน์ก็ต้องทำเป็นหนังสือในลักษณะเดียวกันมอบให้สหกรณ์ถือไว้ และถ้าในที่สุดไม่มีผู้รับเงิน เงินนั้นก็จะนำไปสมทบเป็นเงินทุนสำรองของสหกรณ์ เมื่อเงินค่าหุ้นและเงินสงเคราะห์มีลักษณะพิเศษตามข้อบังคับและระเบียบของจำเลยดังกล่าวเพื่อให้การบริหารเงินของสหกรณ์เป็นไปโดยสะดวกเพื่อประโยชน์ของสมาชิกและออกตามบทบัญญัติของกฎหมาย จึงเป็นกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติการจัดการเงินของสมาชิกสหกรณ์ไว้โดยเฉพาะ ย่อมมีผลบังคับได้นอกเหนือจากการทำพินัยกรรม การทำหนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ของผู้ตายจึงมีผลบังคับได้ ไม่จำเป็นต้องทำตามแบบพินัยกรรมและไม่ถือว่าเป็นพินัยกรรม โดยมีผลบังคับแตกต่างจากการทำพินัยกรรม เมื่อผู้ตายทำหนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ในทุนเรือนหุ้นไว้แก่สหกรณ์จำเลยแล้ว ทุนเรือนหุ้นจึงไม่เป็นมรดกของผู้ตายที่ผู้ตายจะทำพินัยกรรมยกทุนเรือนหุ้นนั้นให้แก่ผู้อื่นอีก โดยเป็นกรณีที่มีกฎหมายพระราชบัญญัติสหกรณ์บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นที่ทำให้ทายาทต้องเสียไปซึ่งสิทธิในมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคสอง หนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ในส่วนเงินทุนเรือนหุ้นจึงไม่เป็นพินัยกรรมของผู้ตายและไม่ตกเป็นโมฆะ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น ดังนี้ การที่จำเลยชำระเงินค่าหุ้นของผู้ตายให้แก่จำเลยร่วมตามหนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์จึงเป็นการกระทำไปโดยมีสิทธิที่จะทำได้ ไม่เป็นการกระทำละเมิดแก่โจทก์ตามฟ้อง จำเลยและจำเลยร่วมจึงไม่ต้องคืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์ แม้จำเลยร่วมไม่ได้ฎีกา แต่เป็นกรณีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยร่วมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247 (เดิม) พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
หนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ในเงินทุนเรือนหุ้นของสหกรณ์ บทนำ หนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ในเงินทุนเรือนหุ้นของสหกรณ์เป็นเอกสารที่มีความสำคัญในการบริหารจัดการเงินทุนเรือนหุ้นของสมาชิกเมื่อถึงแก่ความตาย หลักเกณฑ์และผลทางกฎหมายของเอกสารนี้อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติสหกรณ์และข้อบังคับของสหกรณ์แต่ละแห่ง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของสมาชิกและผู้รับโอนประโยชน์ 1. ความหมายของหนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ หนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์เป็นเอกสารที่สมาชิกสหกรณ์จัดทำเพื่อกำหนดบุคคลหรือหลายบุคคลเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทุนเรือนหุ้น เงินปันผล หรือผลประโยชน์อื่น ๆ ที่สมาชิกมีอยู่ในสหกรณ์ในกรณีที่สมาชิกถึงแก่ความตาย หนังสือดังกล่าวจะต้องมอบให้สหกรณ์เก็บรักษาไว้เป็นหลักฐาน 2. หลักเกณฑ์การจัดทำและการเปลี่ยนแปลง สมาชิกสหกรณ์สามารถทำหนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ได้ตามข้อบังคับของสหกรณ์และพระราชบัญญัติสหกรณ์ โดยการจัดทำหนังสือต้องระบุข้อมูลของผู้รับโอนประโยชน์อย่างชัดเจน หากต้องการเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงผู้รับโอนประโยชน์ สมาชิกจะต้องจัดทำหนังสือฉบับใหม่และมอบให้สหกรณ์แทนฉบับเดิม 3. ผลบังคับของหนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ หนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์มีผลบังคับใช้ตามกฎหมายสหกรณ์ โดยไม่จำเป็นต้องดำเนินการตามรูปแบบของพินัยกรรม ทั้งนี้ เงินทุนเรือนหุ้นและผลประโยชน์ที่กำหนดไว้ในหนังสือดังกล่าวจะไม่ตกเป็นมรดกของสมาชิกผู้ตาย แต่จะจ่ายให้แก่ผู้รับโอนประโยชน์ตามที่ระบุไว้ 4. กรณีไม่มีผู้รับโอนประโยชน์ หากสมาชิกไม่ได้ทำหนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ หรือผู้รับโอนประโยชน์ที่ระบุไว้ไม่มีตัวตนหรือไม่สามารถติดต่อได้ เงินดังกล่าวจะถูกส่งมอบให้แก่ผู้จัดการมรดกหรือทายาทที่มีสิทธิได้รับตามลำดับที่ข้อบังคับสหกรณ์กำหนด หรืออาจนำไปสมทบเป็นทุนสำรองของสหกรณ์ตามที่กำหนดไว้ 5. ประโยชน์และความสำคัญ •ช่วยให้สมาชิกสามารถกำหนดผู้รับผลประโยชน์ได้อย่างชัดเจน •ลดข้อขัดแย้งเกี่ยวกับการจัดสรรเงินทุนเรือนหุ้นหลังจากสมาชิกถึงแก่ความตาย •ช่วยสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพย์สินของสหกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพ สรุป หนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ในเงินทุนเรือนหุ้นของสหกรณ์เป็นเอกสารที่มีผลทางกฎหมายและบทบาทสำคัญในการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของสมาชิกและครอบครัว เพื่อให้การจัดการเงินทุนเรือนหุ้นสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของสมาชิก การจัดทำหนังสือดังกล่าวจึงควรปฏิบัติตามข้อบังคับและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด |




