ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่เพียงทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป

ผู้จัดการมรดกมีอำนาจขายที่ดินมรดกได้แค่ไหน, ขายที่ดินมรดกโดยทายาทไม่ยินยอม, เพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินมรดก, ผู้ซื้อสุจริตซื้อจากผู้จัดการมรดกคุ้มครองหรือไม่, การจัดการมรดกโดยทั่วไปตามมาตรา 1719, สิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์สินตามมาตรา 1336, ข้อจำกัดอำนาจผู้จัดการมรดกที่ไม่มีพินัยกรรม, โอนขายทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ส่วนตนเป็นโมฆะหรือไม่, ทายาทโดยธรรมฟ้องเพิกถอนการขายที่ดินได้หรือไม่, ผู้จัดการมรดกเบียดบังเงินค่าขายทรัพย์มรดก, คุ้มครองผู้ซื้อโดยสุจริต มาตรา 1299

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับขอบเขตอำนาจของผู้จัดการมรดกในการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตาย โดยเฉพาะกรณีที่ผู้จัดการมรดกซึ่งได้รับแต่งตั้งจากศาลในคดีที่ผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรม กลับนำที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกไปจดทะเบียนขายให้บุคคลภายนอกโดยปราศจากความยินยอมของทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดก และมิได้กระทำไปเพื่อประโยชน์แห่งการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามกฎหมาย หากแต่เป็นการโอนขายเพื่อประโยชน์ของตนเองและผู้รับมอบอำนาจ คดีนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในทางกฎหมายมรดกและกฎหมายทรัพย์ เพราะศาลฎีกาได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้จัดการมรดกมีอำนาจเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันมรดกแก่ทายาทเท่านั้น มิใช่มีอำนาจเด็ดขาดที่จะจำหน่ายทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ส่วนตนได้ และแม้บุคคลภายนอกผู้ซื้อจะรับโอนโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว ก็หาได้รับความคุ้มครองเสมอไปไม่ หากผู้โอนไม่มีสิทธิจำหน่ายทรัพย์นั้นในลักษณะที่กฎหมายยอมรับ คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับผู้จัดการมรดก ทายาทโดยธรรม ผู้ซื้อทรัพย์จากกองมรดก ตลอดจนผู้ปฏิบัติงานด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเพิกถอนนิติกรรมและการติดตามทรัพย์มรดกคืนสู่กองมรดก

ข้อเท็จจริงของคดี

   คดีนี้เกิดจากนางมยุเรศถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้ จำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาล ทรัพย์มรดกสำคัญในคดีคือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1151 ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย โจทก์เป็นสามีของผู้ตาย และเด็กชายอเล็กซานเดอร์เป็นบุตรของโจทก์กับผู้ตาย โดยโจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรดังกล่าว ทั้งโจทก์และบุตรจึงเป็นทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย

ต่อมาเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2558 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 ในราคา 1,000,000 บาท แต่ปรากฏข้อเท็จจริงตามที่ศาลฎีการับฟังว่า เงินที่ได้จากการขายมิได้นำไปใช้เพื่อการแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาท หากกลับถูกเบียดบังไปเป็นประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เอง โจทก์ฟ้องว่าตนและทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกไม่เคยรู้เห็นหรือยินยอมให้มีการขายที่ดินพิพาทดังกล่าวเลย

โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาท และให้จำเลยที่ 3 ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์คืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 3 ต่อสู้ว่าเป็นผู้ซื้อโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว

ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ผู้จัดการมรดกมีอำนาจโอนขายทรัพย์มรดกได้เพียงใด และหากการขายนั้นมิได้ทำไปเพื่อการจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อการแบ่งปันมรดก แต่ทำไปเพื่อประโยชน์ส่วนตน จะมีผลให้ผู้ซื้อซึ่งสุจริตได้สิทธิในทรัพย์นั้นหรือไม่

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยแยกสาระสำคัญได้หลายประเด็น ดังนี้

ประเด็นแรก เรื่องขอบเขตอำนาจของผู้จัดการมรดก

ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยอาศัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 ว่า ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ทำการอันจำเป็นเพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมไว้ ผู้จัดการมรดกจึงมีอำนาจเพียงทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการทรัพย์มรดกโดยทั่วไป และเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทโดยธรรมทุกคนเท่านั้น

ศาลฎีกายอมรับหลักทั่วไปว่า ในบางกรณีผู้จัดการมรดกอาจทำนิติกรรมขายทรัพย์มรดกได้โดยไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากทายาททุกคนก่อน แต่เงื่อนไขสำคัญคือ การขายนั้นต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งการจัดการมรดกหรือการแบ่งปันทรัพย์มรดก มิใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของผู้จัดการมรดกเอง

ประเด็นที่สอง เรื่องการขายทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ส่วนตน

เมื่อรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ไปขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 3 แล้วเบียดบังเงินค่าขายไปเป็นประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 การกระทำดังกล่าวย่อมมิใช่การจัดการมรดกโดยทั่วไปเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท แต่เป็นการนำทรัพย์มรดกไปแสวงหาประโยชน์ส่วนตนโดยทุจริต การกระทำเช่นนี้จึงอยู่นอกขอบเขตอำนาจของผู้จัดการมรดก แม้ผู้จัดการมรดกจะอาศัยฐานะและอำนาจตามคำสั่งศาลก็ตาม ก็ไม่อาจใช้สิทธินั้นไปในทางที่ผิดและขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมายได้

ประเด็นที่สาม เรื่องผลของการที่ทายาทไม่ยินยอม

ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงว่า โจทก์และทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกไม่เคยทราบและไม่เคยยินยอมให้มีการขายที่ดินพิพาท โดยจำเลยที่ 3 เองก็มิได้ให้การปฏิเสธข้อเท็จจริงดังกล่าวโดยชัดแจ้ง และมิได้นำสืบหักล้างด้วย ศาลจึงรับฟังได้ว่าเป็นการขายโดยพลการ การที่ทายาทไม่ยินยอมย่อมตอกย้ำว่า การขายครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์แห่งกองมรดกอย่างแท้จริง

ประเด็นที่สี่ เรื่องสิทธิของผู้ซื้อโดยสุจริต

แม้ศาลจะรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่ศาลฎีกากลับวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เพราะจำเลยที่ 3 ซื้อจากจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่มีอำนาจขายทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ส่วนตน การซื้อจากผู้ที่ไม่มีสิทธิจำหน่ายในลักษณะที่กฎหมายรับรอง ย่อมไม่ทำให้ผู้ซื้อมีสิทธิดีกว่าผู้ขาย หลัก “ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน” จึงถูกนำมาใช้โดยตรงในคดีนี้

ประเด็นที่ห้า เรื่องมาตรา 1336 กับมาตรา 1299 วรรคสอง

ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดว่า การที่โจทก์และบุตรซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทนั้น เป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ตามมาตรา 1336 ไม่ใช่กรณีที่ทายาทได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมแล้วจะไปต่อสู้ผู้รับโอนโดยสุจริตตามมาตรา 1299 วรรคสอง กล่าวอีกนัยหนึ่ง คดีนี้มิใช่คดีแย่งสิทธิระหว่างผู้ได้มาทางมรดกที่ยังไม่จดทะเบียน กับผู้ซื้อโดยสุจริต หากแต่เป็นคดีที่ผู้มีสิทธิตามกฎหมายมรดกติดตามเอาทรัพย์คืนจากผู้ที่รับโอนไปจากผู้ซึ่งไม่มีอำนาจขายโดยแท้จริง

ประเด็นที่หก เรื่องความรับผิดของจำเลยที่ 2

แม้ศาลฎีการับฟังว่าเงินค่าขายถูกเบียดบังไปเป็นประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามข้อเท็จจริงเบื้องต้น แต่เมื่อพิจารณาในส่วนความรับผิดตามคำฟ้อง ศาลเห็นว่าไม่ได้ความจากทางพิจารณาอย่างเพียงพอว่าจำเลยที่ 2 ได้รับผลประโยชน์จากการขายที่ดินพิพาทโดยตรงในลักษณะที่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 จึงพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2

วิเคราะห์หลักกฎหมาย เจตนารมณ์ของกฎหมาย และแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

   หลักกฎหมายสำคัญที่สุดในคดีนี้คือมาตรา 1719 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งกำหนดอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกไว้ในลักษณะ “เพื่อประโยชน์ของกองมรดก” ไม่ใช่ “เพื่อประโยชน์ของผู้จัดการมรดก” เจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้มีขึ้นเพื่อให้มีบุคคลซึ่งสามารถเข้ามาดำเนินการแทนกองมรดกได้ในระหว่างที่ยังมิได้แบ่งทรัพย์มรดกเสร็จสิ้น เช่น การรวบรวมทรัพย์สิน ชำระหนี้มรดก ป้องกันทรัพย์สินมิให้สูญหาย หรือจัดการจำหน่ายทรัพย์บางส่วนเท่าที่จำเป็นเพื่อแบ่งปันแก่ทายาท การที่กฎหมายให้อำนาจแก่ผู้จัดการมรดกจึงเป็นเพียง “อำนาจในทางผู้แทนของกองมรดก” มิใช่อำนาจในฐานะเจ้าของทรัพย์โดยเด็ดขาด

เจตนารมณ์ของกฎหมายมรดกในส่วนนี้มุ่งคุ้มครองทายาททุกคนให้ได้รับทรัพย์มรดกอย่างเป็นธรรม หากเปิดโอกาสให้ผู้จัดการมรดกจำหน่ายทรัพย์ได้ตามอำเภอใจโดยไม่ต้องรับผิดหรือไม่ต้องพิสูจน์ว่าทำไปเพื่อประโยชน์ของกองมรดก ก็ย่อมเป็นช่องให้เกิดการทุจริต เบียดบัง หรือโอนทรัพย์ออกจากกองมรดกโดยมิชอบ ซึ่งขัดต่อระบบความเป็นธรรมในกฎหมายมรดกโดยตรง

สำหรับมาตรา 1336 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิของเจ้าของทรัพย์ในการติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ หลักการนี้สะท้อนความคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของผู้มีสิทธิแท้จริง และเมื่อโยงเข้ากับกฎหมายมรดก ย่อมหมายความว่า ทายาทหรือผู้มีสิทธิแทนกองมรดกสามารถดำเนินคดีเพื่อติดตามทรัพย์มรดกกลับคืนได้ หากทรัพย์นั้นหลุดออกไปจากกองมรดกโดยผู้ไม่มีอำนาจจำหน่ายอย่างแท้จริง

ส่วนมาตรา 1299 วรรคสอง มีเจตนารมณ์คุ้มครองความมั่นคงแห่งการจดทะเบียนสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะกรณีที่มีผู้รับโอนโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนแล้วได้จดทะเบียนถูกต้อง แต่ศาลฎีกาในคดีนี้ได้จำแนกประเด็นอย่างมีนัยสำคัญว่า บทบัญญัติดังกล่าวไม่อาจขยายไปคุ้มครองผู้ซื้อที่รับโอนมาจากผู้ซึ่งไม่มีอำนาจขายทรัพย์นั้นเพื่อประโยชน์ส่วนตัวอยู่แต่แรก เพราะกรณีนี้ไม่ใช่เพียงข้อพิพาทเรื่องการจดทะเบียนแข่งสิทธิกัน หากเป็นเรื่องความไม่ชอบด้วยอำนาจของผู้โอนเอง

ในเชิงแนวคำพิพากษาศาลฎีกา คดีนี้สะท้อนแนวคิดสม่ำเสมอของศาลฎีกาในเรื่องผู้จัดการมรดกว่า แม้กฎหมายจะให้อำนาจผู้จัดการมรดกอย่างกว้างในทางปฏิบัติ แต่ขอบเขตการใช้อำนาจต้องผูกพันกับวัตถุประสงค์ของการจัดการมรดกเสมอ กล่าวคือ ต้องทำเพื่อกองมรดก เพื่อทายาท หรือเพื่อการแบ่งปันทรัพย์อย่างชอบ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของผู้จัดการมรดกเอง เมื่อใดที่ปรากฏพฤติการณ์ทุจริต เบียดบัง หรือใช้อำนาจเกินขอบเขต ศาลย่อมพร้อมเพิกถอนนิติกรรมที่เกิดขึ้นและฟื้นคืนทรัพย์เข้าสู่กองมรดก

นอกจากนี้ คดียังมีนัยสำคัญต่อการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์จากผู้จัดการมรดกด้วย เพราะแสดงให้เห็นว่า “ความสุจริตของผู้ซื้อ” แม้เป็นปัจจัยสำคัญ แต่ไม่ใช่เกราะคุ้มกันในทุกกรณี ผู้ซื้อทรัพย์จากกองมรดกจึงควรตรวจสอบอย่างเคร่งครัดว่า การขายนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งกองมรดกจริงหรือไม่ มีข้อพิพาทจากทายาทหรือไม่ และมีพฤติการณ์ใดบ่งชี้ว่าผู้จัดการมรดกกำลังใช้สิทธิเกินขอบเขตหรือโดยทุจริตหรือไม่

ข้อวิเคราะห์คดี

   คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในเชิงปฏิบัติ เพราะเป็นกรณีที่ศาลฎีกาวางเส้นแบ่งระหว่าง “การขายทรัพย์มรดกที่ทำได้” กับ “การขายทรัพย์มรดกที่ทำไม่ได้” ไว้อย่างชัดเจน การขายที่ทำได้คือการขายเพื่อประโยชน์ของกองมรดก เช่น เพื่อแบ่งปันทรัพย์ให้ทายาท ชำระหนี้มรดก หรือบริหารจัดการทรัพย์ที่จำเป็นต้องจำหน่าย แต่การขายที่ทำไม่ได้คือการขายเพื่อเบียดบังทรัพย์หรือเงินของกองมรดกไปเป็นของตนเองหรือผู้อื่น

ในทางคดีความ คำพิพากษานี้ยังยืนยันว่า ทายาทโดยธรรมมีสิทธิฟ้องคดีเพื่อเพิกถอนการโอนขายทรัพย์มรดกที่กระทำโดยมิชอบได้ โดยไม่จำต้องถูกจำกัดสิทธิด้วยข้ออ้างเรื่องผู้ซื้อสุจริตในทุกกรณี หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้จัดการมรดกมิได้ใช้อำนาจเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป แต่ใช้อำนาจนั้นเป็นเครื่องมือทุจริต

ในทางเอกชน ผู้ที่ประสงค์จะซื้อทรัพย์มรดกจากผู้จัดการมรดกจึงต้องใช้ความระมัดระวังสูงเป็นพิเศษ ควรตรวจสอบคำสั่งแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ฐานะของทรัพย์ในกองมรดก รายชื่อทายาท และวัตถุประสงค์ของการขาย หากเป็นไปได้ควรมีหลักฐานเกี่ยวกับความจำเป็นในการขายหรือความเห็นชอบจากทายาท เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่ภายหลังทายาทจะฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรม

ในเชิงนโยบายกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำแนวคิดสำคัญว่า กฎหมายมิได้คุ้มครองเพียงความแน่นอนของการจดทะเบียนเท่านั้น แต่ยังคุ้มครองความสุจริตและความชอบด้วยอำนาจของผู้กระทำการด้วย หากปล่อยให้การจดทะเบียนกลายเป็นเครื่องมือรับรองการทุจริต ระบบทะเบียนทรัพย์สินย่อมสูญเสียความชอบธรรมในระยะยาว

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

   พิพากษาว่านิติกรรมขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1151 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ที่จดทะเบียนเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2558 เป็นโมฆะ ให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว และให้จำเลยที่ 3 ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์คืนแก่โจทก์ตามฟ้อง พร้อมให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

2. ศาลอุทธรณ์

   พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โดยเห็นว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ซื้อโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

3. ศาลฎีกา

   พิพากษาแก้ ให้บังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพราะการขายที่ดินพิพาทมิใช่การจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก แต่เป็นการกระทำโดยทุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนตน จึงมีเหตุให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายได้ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจและไม่ปรากฏชัดว่าได้รับผลประโยชน์ จึงยกฟ้องจำเลยที่ 2

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้แสดงหลักกฎหมายอย่างชัดแจ้งว่า ตำแหน่งผู้จัดการมรดกมิใช่ฐานะเจ้าของทรัพย์มรดก หากเป็นเพียงผู้ใช้อำนาจแทนกองมรดกภายในกรอบที่กฎหมายอนุญาตเท่านั้น การจำหน่ายทรัพย์มรดกแม้กระทำในนามผู้จัดการมรดกก็จะชอบด้วยกฎหมายได้ต่อเมื่อเป็นการกระทำอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทโดยธรรม การนำทรัพย์มรดกไปโอนขายเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือเพื่อบุคคลอื่นโดยมิได้มุ่งประโยชน์แห่งกองมรดก ถือเป็นการใช้อำนาจนอกขอบเขตและเป็นการกระทำโดยทุจริต ทายาทผู้มีสิทธิจึงอาจใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์จากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ได้ตามมาตรา 1336 แม้ผู้รับโอนจะอ้างความสุจริตและมีการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วก็ตาม หากผู้โอนไม่มีสิทธิจำหน่ายทรัพย์นั้นในทางกฎหมายโดยแท้จริง ผู้รับโอนย่อมไม่ได้สิทธิดีกว่าผู้โอน หลักคำพิพากษานี้จึงมีนัยสำคัญต่อทั้งการบริหารกองมรดก การทำนิติกรรมอสังหาริมทรัพย์ และการคุ้มครองสิทธิของทายาทโดยธรรมอย่างลึกซึ้ง

ประเด็นสำคัญที่เป็นแก่นของคดี

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับขอบเขตอำนาจของผู้จัดการมรดกในการขายทรัพย์มรดก และสิทธิของทายาทโดยธรรมในการติดตามเอาทรัพย์มรดกคืนเมื่อผู้จัดการมรดกใช้อำนาจโดยมิชอบ แม้ผู้ซื้อจะเป็นผู้ซื้อโดยสุจริตและจดทะเบียนรับโอนแล้วก็ตาม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การขายทรัพย์มรดกที่มิได้ทำไปเพื่อการจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาท แต่ทำไปเพื่อประโยชน์ของผู้จัดการมรดกเอง ย่อมเป็นการกระทำเกินขอบเขตอำนาจตามกฎหมาย ผู้ซื้อจึงไม่มีสิทธิดีกว่าผู้ขาย และทายาทมีสิทธิฟ้องขอเพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายได้

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719, มาตรา 1336, มาตรา 1299 วรรคสอง และมาตรา 1629

1. อำนาจผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1719

   ขยายความสั้น ๆ

   ผู้จัดการมรดกมีสิทธิทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกเท่านั้น มิใช่มีอำนาจจำหน่ายทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ส่วนตน หากขายทรัพย์มรดกแล้วเบียดบังเงินเป็นของตน ย่อมเป็นการใช้สิทธิเกินขอบเขตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย

2. สิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์สินตามมาตรา 1336

   ขยายความสั้น ๆ

   เมื่อทรัพย์มรดกถูกโอนออกไปโดยผู้ไม่มีสิทธิจำหน่ายในทางกฎหมาย ทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกย่อมมีสิทธิติดตามเอาทรัพย์นั้นคืนจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ได้ คดีนี้จึงไม่ตกอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของผู้รับโอนโดยสุจริตตามมาตรา 1299 วรรคสองอย่างที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม-ผู้จัดการมรดกมีอำนาจขายที่ดินมรดกได้ทุกกรณีหรือไม่

   คำตอบ

   ผู้จัดการมรดกไม่มีอำนาจขายที่ดินมรดกได้ทุกกรณี แม้กฎหมายจะให้อำนาจผู้จัดการมรดกในการจัดการมรดกโดยทั่วไป แต่ต้องเป็นการกระทำที่มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษา จัดการ หรือแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย หากการขายเกิดขึ้นเพื่อความจำเป็นของกองมรดก เช่น เพื่อชำระหนี้มรดกหรือเพื่อเปลี่ยนทรัพย์เป็นเงินสำหรับแบ่งแก่ทายาท การขายดังกล่าวอาจชอบด้วยกฎหมายได้ แต่ถ้าการขายนั้นมิได้มุ่งประโยชน์แก่กองมรดก หากกลับเป็นการจำหน่ายทรัพย์เพื่อประโยชน์ของผู้จัดการมรดกเอง หรือเพื่อบุคคลอื่นโดยทุจริต การกระทำนั้นย่อมอยู่นอกขอบเขตอำนาจของผู้จัดการมรดก และอาจถูกเพิกถอนภายหลังได้ คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่ยืนยันว่าอำนาจของผู้จัดการมรดกเป็นอำนาจที่มีวัตถุประสงค์จำกัด ไม่ใช่อำนาจเสมือนเจ้าของทรัพย์โดยเด็ดขาด

2. คำถาม-หากผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ผู้จัดการมรดกมีขอบเขตอำนาจอย่างไร

   คำตอบ

   เมื่อผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ผู้จัดการมรดกจะไม่มีอำนาจตามเจตนาของผู้ตายเป็นพิเศษ แต่มีเพียงอำนาจตามที่กฎหมายกำหนดไว้โดยตรง กล่าวคือ มีสิทธิและหน้าที่ทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปและเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทโดยธรรมเท่านั้น การใช้อำนาจต้องสัมพันธ์กับประโยชน์ของกองมรดกทั้งหมด ไม่ใช่ประโยชน์เฉพาะของตนเองหรือของทายาทบางคน การขายทรัพย์มรดกจึงจะชอบด้วยกฎหมายได้ก็ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่าจำเป็นและเกี่ยวข้องกับการจัดการหรือแบ่งปันมรดกอย่างแท้จริง หากผู้จัดการมรดกนำทรัพย์ออกจำหน่ายโดยพลการและนำเงินไปใช้เอง ย่อมถือว่าใช้สิทธิผิดวัตถุประสงค์และอาจต้องรับผิดทางแพ่งหรือทางอาญาได้ตามพฤติการณ์แห่งคดี

3. คำถาม-ผู้ซื้อที่ดินจากผู้จัดการมรดกโดยสุจริตยังเสี่ยงถูกเพิกถอนการโอนหรือไม่

   คำตอบ

   ยังเสี่ยงอยู่ หากภายหลังปรากฏว่าผู้จัดการมรดกไม่มีอำนาจขายทรัพย์นั้นในลักษณะที่กฎหมายรับรอง คดีนี้ชี้ให้เห็นว่าความสุจริตของผู้ซื้อแม้มีน้ำหนักสำคัญ แต่ไม่ใช่เงื่อนไขเพียงพอที่จะทำให้ได้สิทธิสมบูรณ์ในทุกกรณี โดยเฉพาะเมื่อผู้ขายใช้อำนาจในฐานะผู้จัดการมรดกไปในทางที่ผิด เช่น ขายทรัพย์มรดกโดยมิได้ทำเพื่อประโยชน์ของกองมรดกและเบียดบังเงินไปเป็นของตนเอง ผู้ซื้อย่อมไม่ได้สิทธิดีกว่าผู้ขาย เพราะต้นทางของการโอนมีปัญหาเรื่องอำนาจจำหน่ายทรัพย์ ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์จากผู้จัดการมรดกจึงควรตรวจสอบเอกสารแต่งตั้งผู้จัดการมรดก เหตุผลของการขาย สถานะของทายาท และความเสี่ยงของข้อพิพาทก่อนเข้าทำนิติกรรมเสมอ

4. คำถาม-เหตุใดคดีนี้จึงไม่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองตามมาตรา 1299 วรรคสอง

   คำตอบ

   เพราะคดีนี้มิใช่เพียงข้อพิพาทเรื่องผู้ใดมีสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์จากการได้มาทางนิติกรรมหรือทางอื่นโดยยังไม่จดทะเบียน แต่เป็นกรณีที่ทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกใช้สิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์สินจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ ตามมาตรา 1336 ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าปัญหาอยู่ที่ความไม่ชอบด้วยอำนาจของผู้จัดการมรดกผู้โอน มิใช่ปัญหาการแข่งสิทธิแบบมาตรา 1299 วรรคสอง เมื่อผู้จัดการมรดกขายทรัพย์มรดกไปเพื่อประโยชน์ตนเอง จึงถือว่าเป็นการใช้อำนาจนอกกรอบกฎหมาย ผู้ซื้อแม้จะจดทะเบียนแล้วก็ไม่อาจอ้างความคุ้มครองของระบบทะเบียนมาลบล้างสิทธิของทายาทผู้มีสิทธิตามกฎหมายมรดกได้

5. คำถาม-ทายาทโดยธรรมสามารถฟ้องเพิกถอนการขายทรัพย์มรดกได้ในฐานะใด

   คำตอบ

   ทายาทโดยธรรมสามารถฟ้องได้ในฐานะผู้มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย และในบางกรณีอาจฟ้องในลักษณะเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของกองมรดกจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ ตามมาตรา 1336 หากทรัพย์มรดกถูกจำหน่ายไปโดยผู้จัดการมรดกที่ใช้อำนาจเกินขอบเขตหรือโดยทุจริต ทายาทย่อมมีฐานะเป็นผู้เสียหายโดยตรงจากการที่กองมรดกลดน้อยลงโดยมิชอบ คดีนี้จึงยืนยันว่า ทายาทไม่จำเป็นต้องยอมรับผลของการขายเพียงเพราะมีการจดทะเบียนเกิดขึ้นแล้ว หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้จัดการมรดกมิได้ทำไปเพื่อประโยชน์ของกองมรดกและทายาทไม่เคยยินยอม ก็มีสิทธิใช้กระบวนการศาลเพื่อนำทรัพย์กลับคืนสู่กองมรดกได้

6. คำถาม-หากผู้จัดการมรดกขายทรัพย์มรดกแล้วนำเงินเข้ากองมรดกครบถ้วน ผลคดีจะต่างออกไปหรือไม่

   คำตอบ

   มีโอกาสแตกต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ เพราะหัวใจของคดีนี้มิได้อยู่ที่การมีการขายทรัพย์มรดกเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่วัตถุประสงค์และผลของการขายนั้นด้วย หากผู้จัดการมรดกขายทรัพย์มรดกไปโดยสุจริต มีเหตุผลอันจำเป็น และนำเงินทั้งหมดเข้ากองมรดกเพื่อแบ่งแก่ทายาทหรือใช้ชำระหนี้มรดก การกระทำอาจอยู่ภายในขอบเขตมาตรา 1719 และได้รับการรับรองว่าชอบด้วยกฎหมายได้ แต่ในคดีนี้ศาลรับฟังว่าผู้จัดการมรดกและผู้รับมอบอำนาจเบียดบังเงินค่าขายไปเป็นของตนเอง การขายจึงสูญเสียฐานะของการจัดการมรดกโดยทั่วไปและกลายเป็นการใช้สิทธิทุจริต เมื่อข้อเท็จจริงต่างกัน ผลทางกฎหมายย่อมเปลี่ยนไปด้วย

7. คำถาม-ผู้จัดการมรดกจำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากทายาททุกครั้งก่อนขายทรัพย์มรดกหรือไม่

   คำตอบ

   ไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากทายาททุกครั้งในทุกกรณี หากการขายนั้นเป็นการกระทำอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกอย่างแท้จริง กฎหมายมิได้กำหนดให้ต้องมีความยินยอมจากทายาททุกคนเป็นเงื่อนไขเสมอไป อย่างไรก็ตาม หากข้อเท็จจริงชี้ว่าการขายมิได้ทำเพื่อประโยชน์ของกองมรดก หรือมีลักษณะเป็นการเบียดบังทรัพย์ ย่อมถือว่าผู้จัดการมรดกกระทำเกินขอบเขตอำนาจ และการไม่มีความยินยอมของทายาทจะยิ่งเป็นข้อพิสูจน์สำคัญว่าการขายครั้งนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นในทางปฏิบัติ แม้กฎหมายไม่บังคับให้ต้องขอความยินยอมทุกครั้ง แต่การมีความยินยอมหรือรับทราบจากทายาทย่อมช่วยลดข้อพิพาทและความเสี่ยงของคดีได้อย่างมาก

8. คำถาม-ผู้รับมอบอำนาจของผู้จัดการมรดกต้องรับผิดร่วมด้วยเสมอหรือไม่

   คำตอบ

   ไม่เสมอไป ความรับผิดของผู้รับมอบอำนาจต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงว่ามีส่วนร่วมในการทุจริต ได้รับประโยชน์จากการขาย หรือมีเจตนาร่วมในการกระทำที่มิชอบเพียงใด คดีนี้แม้ศาลรับฟังว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับมอบอำนาจไปดำเนินการจดทะเบียนขายที่ดิน แต่เมื่อพิจารณาทางคดีแล้วไม่ปรากฏชัดว่าจำเลยที่ 2 ได้รับผลประโยชน์จากการขายที่ดินพิพาทจนต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว ศาลฎีกาจึงยกฟ้องจำเลยที่ 2 หลักนี้แสดงให้เห็นว่าศาลจะไม่ผูกความรับผิดเพียงเพราะเป็นผู้รับมอบอำนาจเท่านั้น แต่ต้องมีข้อเท็จจริงรองรับถึงบทบาท ความเกี่ยวข้อง และประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำที่มิชอบนั้นด้วย

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2295/2565

จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของ ม. ผู้ตาย ซึ่งมิได้ทำพินัยกรรมไว้ จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิและหน้าที่เพียงทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการทรัพย์มรดกโดยทั่วไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ อันได้แก่การแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทโดยธรรมทุกคนเท่านั้น แม้ในการจัดการมรดกทั่วไปเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้ทายาท จำเลยที่ 1 อาจทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนขายมรดกได้โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากทายาท แต่ต้องเป็นการกระทำเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท จำเลยที่ 1 ไม่อาจกระทำการใด ๆ ต่อทรัพย์มรดกโดยประการอื่นได้ การที่จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 แล้วเบียดบังเอาเงินที่ขายได้เป็นประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถือไม่ได้ว่าเป็นการจัดการมรดกโดยทั่วไปเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตามอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ หากแต่เป็นการกระทำใด ๆ กับที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยทุจริต แม้จำเลยที่ 1 จะกระทำโดยอาศัยสิทธิการเป็นผู้จัดการมรดกก็ไม่อาจกระทำได้ หากปราศจากความยินยอมของทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย ส่วนจำเลยที่ 3 แม้จะรับฟังว่าซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่จำเลยที่ 3 ก็ไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เพราะจำเลยที่ 3 ซื้อจากจำเลยที่ 1 ซึ่งขายที่ดินพิพาทแล้วเบียดบังเอาเงินที่ขายได้ไปเป็นประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น อันมิใช่เป็นการทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปตามที่กฎหมายให้อำนาจผู้จัดการมรดกให้กระทำได้ จำเลยที่ 3 จึงไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 ผู้ขาย การที่โจทก์และ อ. ซึ่งเป็นคู่สมรสและบุตรของผู้ตายในฐานะทายาทโดยธรรม ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ถือเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 หาใช่เป็นกรณีที่โจทก์และทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกได้มาซึ่งที่ดินพิพาทโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมไม่อาจอ้างการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทที่ยังไม่ได้จดทะเบียนขึ้นต่อสู้จำเลยที่ 3 ซึ่งซื้อที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง จึงมีเหตุให้เพิกถอนการจดทะเบียนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมจดทะเบียนโอนขายที่ดินตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 1151 และให้จำเลยที่ 3 ส่งมอบเอกสารสิทธิคืน หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การต่อสู้และฟ้องแย้ง แต่ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องแย้งเพราะไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ระหว่างพิจารณาศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินพิพาท ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินดังกล่าวและให้จำเลยที่ 3 คืนเอกสารสิทธิแก่โจทก์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับยกฟ้อง

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1151 ให้จำเลยที่ 3 ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1151 แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชำระเงิน 2,000,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 3

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับเฉพาะคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมจึงมีคำสั่งไม่รับ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่ง ห้ามจำเลยทั้งสามจำหน่าย จ่าย โอนหรือทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทในระหว่างพิจารณา แจ้งคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินทราบ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า นิติกรรมการขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1151 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ที่จดทะเบียนเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2558 ตกเป็นโมฆะและให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว และให้จำเลยที่ 3 ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1151 คืนแก่โจทก์ตามฟ้อง กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้คำสั่งศาลเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปจนกว่าจะมีการบังคับตามคำพิพากษาเสร็จสิ้น

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์เป็นสามีของนางมยุเรศผู้ตาย เด็กชายอเล็กซานเดอร์เป็นบุตรของโจทก์กับผู้ตาย โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชายอเล็กซานเดอร์ จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2558จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1151 ทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่จำเลยที่ 3 ในราคา 1,000,000 บาท แล้วเบียดบังเอาเงินที่ได้เป็นประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุเพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกไม่เคยทราบและไม่เคยยินยอมให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพาทให้แก่จำเลยที่ 3 และนำสืบข้อเท็จจริงโดยนำนายจตุพรผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความเป็นพยานว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 โดยโจทก์และทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายไม่ทราบและมิได้รู้เห็นยินยอม ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 3 มิได้ให้การปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าวของโจทก์และมิได้นำสืบหักล้างข้อเท็จจริงดังกล่าว ย่อมรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 3 โดยพลการ โจทก์และทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายมิได้รู้เห็นยินยอมในการขายที่ดินพิพาทด้วย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 บัญญัติว่า ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก ได้ความจากสำเนาคำสั่งศาลแต่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางมยุเรศผู้ตาย ว่า ผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมไว้ จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิและหน้าที่เพียงทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ อันได้แก่การแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทโดยธรรมทุกคนเท่านั้น แม้ในการจัดการมรดกทั่วไปเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท จำเลยที่ 1 อาจทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนขายมรดกได้โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากทายาท แต่ต้องเป็นการกระทำเพื่อแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท จำเลยที่ 1 ไม่อาจกระทำการใด ๆ ต่อทรัพย์มรดกโดยประการอื่นได้ การที่จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 แล้วเบียดบังเอาเงินที่ขายได้เป็นประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถือไม่ได้ว่าเป็นการจัดการมรดกโดยทั่วไปเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตามอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ หากแต่เป็นการกระทำใด ๆ กับที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยทุจริต แม้จำเลยที่ 1 จะกระทำโดยอาศัยสิทธิการเป็นผู้จัดการมรดกก็ไม่อาจกระทำได้ หากปราศจากความยินยอมของทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย ส่วนจำเลยที่ 3 แม้จะรับฟังว่าซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่จำเลยที่ 3 ก็ไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เพราะจำเลยที่ 3 ซื้อจากจำเลยที่ 1 ซึ่งขายที่ดินพิพาทแล้วเบียดบังเอาเงินที่ขายได้ไปเป็นประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น อันมิใช่เป็นการทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปตามที่กฎหมายให้อำนาจผู้จัดการมรดกให้กระทำได้ จำเลยที่ 3 จึงไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 ผู้ขาย การที่โจทก์และเด็กชายอเล็กซานเดอร์ซึ่งเป็นคู่สมรสและบุตรของผู้ตายที่ยังมีชีวิตและมีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตายในฐานะทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ถือเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 หาใช่เป็นกรณีที่โจทก์และทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกได้มาซึ่งที่ดินพิพาทโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมไม่อาจอ้างการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทที่ยังไม่ได้จดทะเบียนขึ้นต่อสู้จำเลยที่ 3 ซึ่งซื้อที่ดินพิพาทมาโดยสุจริต และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง ตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 โดยมิชอบดังกล่าว จึงมีเหตุเพิกถอนการจดทะเบียนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้อง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ 1 และไม่ได้ความจากทางพิจารณาว่าจำเลยที่ 2 ได้รับผลประโยชน์จากการขายที่ดินพิพาท จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว

พิพากษาแก้ ให้บังคับคดีจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความสองศาลรวม 15,000 บาท เพิ่มเติมจากความรับผิดค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ




คดีมรดก ร้องศาลตั้งผู้จัดการมรดก

พินัยกรรมร่วมแก้ไขภายหลังได้หรือไม่ และใครมีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก เมื่อผู้ทำพินัยกรรมคนหนึ่งถูกตัดมิให้รับมรดกตามพินัยกรรมฉบับหลัง
พินัยกรรมยกที่ดินนิคมสร้างตนเองใช้ได้เพียงใด ผู้รับโอนมีสิทธิขับไล่ผู้ครอบครองเดิมได้หรือไม่
บุตรที่เกิดก่อนการใช้บังคับกฎหมายครอบครัวมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ และใครสมควรเป็นผู้จัดการมรดก
พินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนฉบับแรก ผู้ไม่มีส่วนได้เสียไม่มีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก
สิทธิรับมรดกของบุตรนอกสมรสเมื่อบิดารับรองโดยพฤติการณ์ และหลักการแบ่งสินสมรสของคู่สมรสที่สมรสก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
พระภิกษุถึงแก่มรณภาพ ทรัพย์ตกเป็นของวัดใด? วิเคราะห์ภูมิลำเนาและสถานะวัดในต่างประเทศตามกฎหมายไทย
คำคัดค้านเพิกถอนพินัยกรรมต้องส่งถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกคนหรือไม่ หลักคดีมรดกและกระบวนพิจารณาที่เป็นธรรม
โจทก์ฟ้องให้แบ่งทรัพย์มรดกได้แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความหนึ่งปี
ผู้จัดการมรดกหลายคนฟ้องแทนกองมรดกได้เพียงลำพังหรือไม่ และทายาทมีสิทธิฟ้องบังคับตามสัญญาแบ่งมรดกได้เพียงใดเมื่อทรัพย์ยังอยู่ในชื่อทายาทบางคน
ผู้จัดการมรดกทำสัญญาค่านายหน้าแล้วไม่จ่าย หนี้ผูกพันกองมรดกหรือไม่ และทายาทต้องรับผิดเพียงใดตามกฎหมายมรดกและคำพิพากษาศาลฎีกา
สิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกต้องเป็นทายาทเสมอหรือไม่ วิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกและอำนาจร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก
พินัยกรรมเป็นโมฆะเพราะเจ้ามรดกไร้สติ ใครมีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก? วิเคราะห์เรื่องสิทธิทายาทและอำนาจร้องขอ
ฟ้องซ้อนหรือไม่เมื่อขอเป็นผู้จัดการมรดกซ้ำ และผู้จัดการมรดกร่วมตายแล้วใครมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาล
การแบ่งมรดกที่ดินเมื่อบุตรเกิดก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 และปัญหาอายุความมรดกในกรณีผู้จัดการมรดกครอบครองทรัพย์แทนทายาท
สิทธิของคู่สมรสและผู้จัดการมรดกในการฟ้องแบ่งสินสมรสและทรัพย์มรดก เมื่อมีการโอนทรัพย์ให้ทายาทคนอื่นโดยมิชอบ พร้อมปัญหาอายุความมรดกและอำนาจฟ้อง
การโอนขายทรัพย์มรดกโดยผู้จัดการมรดกด้วยเจตนาลวงเป็นโมฆะหรือไม่ : วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการขายที่ดินมรดกให้บุคคลใกล้ชิด
มรดกของครอบครัวมุสลิมกับพินัยกรรม: ทรัพย์ที่ได้ระหว่างสมรสถือเป็นสินสมรสหรือไม่ และต้องแบ่งตามกฎหมายอิสลามอย่างไร
ผู้จัดการมรดกยกอายุความสู้ทายาทไม่ได้ และเพิกถอนการโอนสินสมรสให้ภริยาคนที่สองได้
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ตนเองได้หรือไม่: สิทธิทายาทในการเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดกและผลเพิกถอนเพียงส่วนแห่งสิทธิ
ทายาทมีสิทธิเข้าเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีได้หรือไม่ เมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย
บำเหน็จตกทอดไม่ใช่มรดก และสิทธิของคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย
การจัดการมรดกโดยผู้จัดการมรดกและผลแห่งความยินยอมของทายาทในการโอนทรัพย์มรดก
การฟ้องคดีจัดการมรดกเกินกำหนดอายุความ การเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดก
การจัดการมรดกเสร็จสิ้นเมื่อใด และอายุความฟ้องแบ่งมรดก
สิทธิทายาทของผู้ถูกอุปการะแต่ไม่ได้เป็นบุตรโดยกำเนิด และผลทางกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์มรดก
สิทธิทายาท & การแบ่งมรดกโดยจับฉลาก, ทายาทไม่เข้าร่วมประชุม (ฎีกา 2128/2567)
ภาษีการรับมรดกต้องคำนวณวันเจ้ามรดกตาย ดอกเบี้ย–เงินฝากหลังวันตายคิดภาษีหรือไม่ และศาลขยายเวลาฟ้องคดีภาษีได้หรือไม่
พินัยกรรมผิดแบบเอกสารลับ ใช้เป็นพินัยกรรมธรรมดาได้หรือไม่
การอยู่กินโดยไม่จดทะเบียนสมรสกับผลทางมรดกและพินัยกรรม(ฎีกา 2102/2551)
สิทธิทายาทเพิกถอนการโอนที่ดินมรดกและอายุความฟ้องคดี(ฎีกาที่ 5689/2552)
การตายพร้อมกันและผู้ไม่สมควรรับมรดก แนวคำพิพากษาศาลฎีกา(ฎีกา 358/2554)
บุตรบุญธรรมฟ้องแบ่งมรดก | ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์โดยมิชอบ(ฎีกา 1276/2558)
คำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกปิดบังทรัพย์มรดกมีผลอย่างไร
ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด(ฎีกา 6532/2562)
ผู้จัดการมรดกหลายคนทำงานไม่ได้ต้องทำอย่างไร ศาลมีอำนาจตั้งเพิ่มหรือไม่ และแก้ปัญหาความขัดแย้งในมรดกอย่างไรให้เดินหน้าต่อได้
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์เป็นของตนเองได้เพียงใด และผลต่อบุคคลภายนอกโดยสุจริต(ฎีกา 4887/2566)
เงินฌาปนกิจศพต้องหักกับค่าจัดการศพหรือไม่,หนี้กองมรดก, (ฎีกา 5043/2566)
สิทธิขอกันส่วนเงินขายทอดตลาด (ฎีกา 638/2567)
พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง & ความสามารถผู้ทำพินัยกรรม(ฎีกา 6522/2561)
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์เป็นของตนเอง ศาลชี้เป็นยักยอกทรัพย์มรดกหรือไม่
สัญญาประนีประนอม & สิทธิผู้จัดการมรดกเสียงข้างมาก (ฎีกา 3001/2568)
ผู้จัดการมรดกนำที่ดินมรดกไปจำนองโดยไม่ยินยอมจากทายาท มีความผิดหรือไม่? วิเคราะห์อำนาจผู้จัดการมรดกและความรับผิดทางอาญาเมื่อใช้ทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
อำนาจผู้จัดการมรดกร่วม & ฟ้องเรียกทรัพย์, มาตรา 1726, (ฎีกา 2628/2567)
สิทธิทายาทฟ้องแบ่งมรดกขาดอายุความหรือไม่ เมื่อปล่อยให้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเป็นเวลานานตามกฎหมายมรดกไทย
บังคับแบ่งมรดก & เพิกถอนโอน,ผู้จัดการมรดก, (ฎีกา 3886/2566)
ผู้จัดการมรดกมีอำนาจฟ้องเรียกทรัพย์มรดกคืนได้หรือไม่? วิเคราะห์กฎหมายกรณีทรัพย์สินที่ถือครองแทนผู้ตาย และหลักเสียงข้างมากของผู้จัดการมรดก
(ฎีกาที่ 8200/2567) เพิกถอนโฉนดที่ดินและการจัดการมรดก: การบังคับคดีและผลทางกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4043/2567 การตั้งผู้จัดการมรดกและการคัดค้านสิทธิของทายาท
พินัยกรรมมีข้อความพิมพ์ปนกับลายมือใช้ได้หรือไม่? วิเคราะห์กฎหมายพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับและสิทธิการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกร่วม
มรดกไม่มีทายาทตกเป็นของใคร? วิเคราะห์กฎหมายมรดกกรณีไม่มีทายาทโดยธรรม ไม่มีพินัยกรรม และข้อพิพาทเรื่องสิทธิในบัญชีเงินฝากของผู้ตาย article
อุทธรณ์ต้องโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ชัด มิใช่คัดลอกคำให้การเดิม มิฉะนั้นถือเป็นอุทธรณ์ไม่ชอบตามกฎหมาย
โจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่เจ้ามรดกได้รับรองแล้ว(ฎีกา 7272/2562)
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกให้ตนเองได้หรือไม่ หากจัดการทรัพย์สินขัดต่อหน้าที่ เสี่ยงทั้งเพิกถอนนิติกรรมและความผิดยักยอก
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกให้ตนเองได้หรือไม่ และทายาทที่ยังไม่จดทะเบียนสิทธิจะฟ้องเพิกถอนการโอนแก่บุคคลภายนอกได้เพียงใด
สรุปคดีมรดก & เพิกถอนโอนที่ดิน,เพิกถอนนิติกรรม,(ฎีกา 1028/2564)
บุตรที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการตายของเจ้ามรดก ยังมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ และแบ่งทรัพย์มรดกอย่างไรเมื่อยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
การจัดการมรดกไม่ชอบไม่อาจถือว่าการจัดการมรดกสิ้นลงแล้ว
ฟ้องแบ่งมรดกเกิน 10 ปีได้หรือไม่ เมื่อทายาทยังครอบครองทรัพย์มรดกอยู่: อายุความแบ่งมรดก สิทธิครอบครอง และผลผูกพันคำพิพากษาเดิม
พินัยกรรมของผู้ตายที่ห้ามโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตกเป็นโมฆะ, ข้อห้ามในพินัยกรรมเป็นโมฆะ, ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม
ถอนผู้จัดการมรดก, การปันมรดกเสร็จสิ้นแล้ว, การจัดการศาลจ้าวไม่เป็นมรดก, ศาลจ้าวใต้เซียฮุดโจ๊วเป็นกุศลสถาน
ที่ดินของรัฐ มรดกของผู้ตาย, ที่ดินนิคมสหกรณ์, สิทธิทำประโยชน์ในที่ดิน, สิทธิเหนือพื้นดิน, การเพิกถอนโฉนดที่ดิน,
การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในกองมรดก, การเพิกถอนนิติกรรมในทรัพย์มรดก, การขายทรัพย์มรดกเพื่อชำระหนี้, ผู้จัดการมรดกกับสิทธิและหน้าที่
มรดกตกทอด, การเพิกถอนการสละมรดก, อายุความในการฟ้องคดีมรดก, สิทธิเรียกร้องแทนลูกหนี้
หนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ในเงินทุนเรือนหุ้นของสหกรณ์ไม่ถือเป็นพินัยกรรม, เงินสงเคราะห์สมาชิกสหกรณ์, สิทธิผู้รับโอนประโยชน์ในเงินสงเคราะห์
นิติกรรมซื้อขายที่ดินซึ่งเป็นคนต่างด้าว, คดีมรดกที่ดินของคนต่างด้าว, อายุความคดีมรดก, การยักยอกทรัพย์มรดก
สิทธิรับมรดกของพี่น้องร่วมบิดามารดาและทายาทแทนที่ กรณีค่าเช่าทรัพย์มรดกต้องแบ่งอย่างไร ใครมีสิทธิเรียกคืนได้ตามกฎหมาย
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกเป็นของตนเองได้หรือไม่ และหากนำทรัพย์มรดกไปจำนองโดยทายาทไม่ยินยอมจะถูกกำจัดมิให้รับมรดกหรือไม่
เพิกถอนโอนมรดก & สิทธิทายาท (ฎีกา 1023/2566)
ที่ดิน น.ส.3 ก. ที่ผู้ตายยังไม่ส่งมอบให้ใครก่อนตาย เป็นมรดกหรือไม่ ผู้จัดการมรดกโอนเข้าชื่อตนเองได้เพียงใด และทายาทจะเรียกเพิกถอนคืนได้หรือไม่
สิทธิทายาทในมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง, ทายาทตายก่อนแบ่งมรดก, รับมรดกแทนที่ มาตรา 1639,
สิทธิการฟ้องขอแบ่งมรดกของทายาท, การเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินมรดก, สินสมรสหลังคู่สมรสเสียชีวิต
สัญญาประกันชีวิต, สัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก, ผู้ทำประกันชีวิตและผู้รับผลประโยชน์ตายพร้อมกัน
การจัดการหนี้สินในกองมรดก, สิทธิของเจ้าหนี้กองมรดก, ที่ดินมรดกและการบังคับคดี
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนมรดก
ผู้จัดการมรดกปฏิบัติผิดหน้าที่-ทายาทผู้มีสิทธิฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกได้
ผู้จัดการมรดกร่วมถึงแก่ความตายต้องทำอย่างไร, ฟ้องซ้อน คืออะไร, แต่งตั้งผู้จัดการมรดก
การจัดการทรัพย์มรดกในฐานะผู้จัดการมรดกตามหน้าที่ที่จำเป็น
ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน ผู้มีส่วนได้เสีย
สามีไม่ได้จดทะเบียนเป็นผู้มีส่วนได้เสียเป็นผู้จัดการมรดกได้
ทรัพย์มรดกยังไม่ได้แบ่งให้แก่ทายาททุกคน-การจัดการทรัพย์มรดกยังไม่เสร็จสิ้น
ผู้จัดการมรดกไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มีผลอย่างไร?
ฟ้องผู้จัดการมรดกนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงเกินห้าปีขาดอายุความ
ผู้จัดการมรดกไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกยื่นต่อศาลถูกเพิกถอนได้
อายุความคดีมรดก เจ้าหนี้ฟ้องคดีมรดกเกินหนึ่งปี
ฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินมรดกต้องใช้กฎหมายมรดกหรือมาตรา 1336 และมีอายุความเพียงใดเมื่อผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ทายาทคนเดียว article
บุตรนอกกฎหมายซึ่งผู้ตายรับรองแล้วเป็นผู้สืบสันดาน
มารดาขายที่ดินซึ่งผู้เยาว์มีส่วนแบ่งไม่ต้องขอศาล
นายอำเภอคือผู้มีอำนาจจัดทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง
ความรับผิดของผู้จัดการมดกภายหลังการเสียชีวิต
ผู้จัดการมรดกนำทรัพย์มรดกไปให้เช่าราคาต่ำและเช่าช่วงเอากำไรสูง ทายาทหรือผู้จัดการมรดกร่วมฟ้องเรียกคืนค่าเช่าได้ภายในกี่ปี
ผู้สืบสันดาน คือใคร? ต่างกับทายาท อย่างไร?
คู่สมรสและการแบ่งมรดกของคู่สมรส | การสมรสเป็นโมฆะ
อายุความคดีมรดก และอายุความเกี่ยวกับการจัดการมรดก
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ครบแล้ว ยังถอนออกจากตำแหน่งได้หรือไม่ พร้อมแนวทางฟ้องคดีเมื่อแบ่งมรดกไม่เป็นธรรมตามกฎหมาย
การปันมรดกเสร็จสิ้นลงแล้วการถอนผู้จัดการมรดกย่อมพ้นกำหนดเวลา
สามีมิได้จดทะเบียนสมรสไม่ถือเป็นทายาทของภริยาผู้ตาย
อำนาจหน้าที่จัดการศพพระภิกษุผู้มรณภาพไม่มีทรัพย์สิน
สามีไม่จดทะเบียนสมรสขอถอนผู้จัดการมรดก มีกรรมสิทธิ์รวม
ไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะทำหน้าที่ผู้จัดการมรดก