
| ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่เพียงทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับขอบเขตอำนาจของผู้จัดการมรดกในการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตาย โดยเฉพาะกรณีที่ผู้จัดการมรดกซึ่งได้รับแต่งตั้งจากศาลในคดีที่ผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรม กลับนำที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกไปจดทะเบียนขายให้บุคคลภายนอกโดยปราศจากความยินยอมของทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดก และมิได้กระทำไปเพื่อประโยชน์แห่งการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามกฎหมาย หากแต่เป็นการโอนขายเพื่อประโยชน์ของตนเองและผู้รับมอบอำนาจ คดีนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในทางกฎหมายมรดกและกฎหมายทรัพย์ เพราะศาลฎีกาได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้จัดการมรดกมีอำนาจเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันมรดกแก่ทายาทเท่านั้น มิใช่มีอำนาจเด็ดขาดที่จะจำหน่ายทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ส่วนตนได้ และแม้บุคคลภายนอกผู้ซื้อจะรับโอนโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว ก็หาได้รับความคุ้มครองเสมอไปไม่ หากผู้โอนไม่มีสิทธิจำหน่ายทรัพย์นั้นในลักษณะที่กฎหมายยอมรับ คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับผู้จัดการมรดก ทายาทโดยธรรม ผู้ซื้อทรัพย์จากกองมรดก ตลอดจนผู้ปฏิบัติงานด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเพิกถอนนิติกรรมและการติดตามทรัพย์มรดกคืนสู่กองมรดก ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้เกิดจากนางมยุเรศถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้ จำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาล ทรัพย์มรดกสำคัญในคดีคือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1151 ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย โจทก์เป็นสามีของผู้ตาย และเด็กชายอเล็กซานเดอร์เป็นบุตรของโจทก์กับผู้ตาย โดยโจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรดังกล่าว ทั้งโจทก์และบุตรจึงเป็นทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย ต่อมาเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2558 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 ในราคา 1,000,000 บาท แต่ปรากฏข้อเท็จจริงตามที่ศาลฎีการับฟังว่า เงินที่ได้จากการขายมิได้นำไปใช้เพื่อการแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาท หากกลับถูกเบียดบังไปเป็นประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เอง โจทก์ฟ้องว่าตนและทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกไม่เคยรู้เห็นหรือยินยอมให้มีการขายที่ดินพิพาทดังกล่าวเลย โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาท และให้จำเลยที่ 3 ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์คืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 3 ต่อสู้ว่าเป็นผู้ซื้อโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ผู้จัดการมรดกมีอำนาจโอนขายทรัพย์มรดกได้เพียงใด และหากการขายนั้นมิได้ทำไปเพื่อการจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อการแบ่งปันมรดก แต่ทำไปเพื่อประโยชน์ส่วนตน จะมีผลให้ผู้ซื้อซึ่งสุจริตได้สิทธิในทรัพย์นั้นหรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยแยกสาระสำคัญได้หลายประเด็น ดังนี้ ประเด็นแรก เรื่องขอบเขตอำนาจของผู้จัดการมรดก ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยอาศัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 ว่า ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ทำการอันจำเป็นเพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมไว้ ผู้จัดการมรดกจึงมีอำนาจเพียงทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการทรัพย์มรดกโดยทั่วไป และเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทโดยธรรมทุกคนเท่านั้น ศาลฎีกายอมรับหลักทั่วไปว่า ในบางกรณีผู้จัดการมรดกอาจทำนิติกรรมขายทรัพย์มรดกได้โดยไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากทายาททุกคนก่อน แต่เงื่อนไขสำคัญคือ การขายนั้นต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งการจัดการมรดกหรือการแบ่งปันทรัพย์มรดก มิใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของผู้จัดการมรดกเอง ประเด็นที่สอง เรื่องการขายทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ส่วนตน เมื่อรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ไปขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 3 แล้วเบียดบังเงินค่าขายไปเป็นประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 การกระทำดังกล่าวย่อมมิใช่การจัดการมรดกโดยทั่วไปเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท แต่เป็นการนำทรัพย์มรดกไปแสวงหาประโยชน์ส่วนตนโดยทุจริต การกระทำเช่นนี้จึงอยู่นอกขอบเขตอำนาจของผู้จัดการมรดก แม้ผู้จัดการมรดกจะอาศัยฐานะและอำนาจตามคำสั่งศาลก็ตาม ก็ไม่อาจใช้สิทธินั้นไปในทางที่ผิดและขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมายได้ ประเด็นที่สาม เรื่องผลของการที่ทายาทไม่ยินยอม ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงว่า โจทก์และทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกไม่เคยทราบและไม่เคยยินยอมให้มีการขายที่ดินพิพาท โดยจำเลยที่ 3 เองก็มิได้ให้การปฏิเสธข้อเท็จจริงดังกล่าวโดยชัดแจ้ง และมิได้นำสืบหักล้างด้วย ศาลจึงรับฟังได้ว่าเป็นการขายโดยพลการ การที่ทายาทไม่ยินยอมย่อมตอกย้ำว่า การขายครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์แห่งกองมรดกอย่างแท้จริง ประเด็นที่สี่ เรื่องสิทธิของผู้ซื้อโดยสุจริต แม้ศาลจะรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่ศาลฎีกากลับวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เพราะจำเลยที่ 3 ซื้อจากจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่มีอำนาจขายทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ส่วนตน การซื้อจากผู้ที่ไม่มีสิทธิจำหน่ายในลักษณะที่กฎหมายรับรอง ย่อมไม่ทำให้ผู้ซื้อมีสิทธิดีกว่าผู้ขาย หลัก “ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน” จึงถูกนำมาใช้โดยตรงในคดีนี้ ประเด็นที่ห้า เรื่องมาตรา 1336 กับมาตรา 1299 วรรคสอง ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดว่า การที่โจทก์และบุตรซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทนั้น เป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ตามมาตรา 1336 ไม่ใช่กรณีที่ทายาทได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมแล้วจะไปต่อสู้ผู้รับโอนโดยสุจริตตามมาตรา 1299 วรรคสอง กล่าวอีกนัยหนึ่ง คดีนี้มิใช่คดีแย่งสิทธิระหว่างผู้ได้มาทางมรดกที่ยังไม่จดทะเบียน กับผู้ซื้อโดยสุจริต หากแต่เป็นคดีที่ผู้มีสิทธิตามกฎหมายมรดกติดตามเอาทรัพย์คืนจากผู้ที่รับโอนไปจากผู้ซึ่งไม่มีอำนาจขายโดยแท้จริง ประเด็นที่หก เรื่องความรับผิดของจำเลยที่ 2 แม้ศาลฎีการับฟังว่าเงินค่าขายถูกเบียดบังไปเป็นประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามข้อเท็จจริงเบื้องต้น แต่เมื่อพิจารณาในส่วนความรับผิดตามคำฟ้อง ศาลเห็นว่าไม่ได้ความจากทางพิจารณาอย่างเพียงพอว่าจำเลยที่ 2 ได้รับผลประโยชน์จากการขายที่ดินพิพาทโดยตรงในลักษณะที่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 จึงพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 วิเคราะห์หลักกฎหมาย เจตนารมณ์ของกฎหมาย และแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง หลักกฎหมายสำคัญที่สุดในคดีนี้คือมาตรา 1719 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งกำหนดอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกไว้ในลักษณะ “เพื่อประโยชน์ของกองมรดก” ไม่ใช่ “เพื่อประโยชน์ของผู้จัดการมรดก” เจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้มีขึ้นเพื่อให้มีบุคคลซึ่งสามารถเข้ามาดำเนินการแทนกองมรดกได้ในระหว่างที่ยังมิได้แบ่งทรัพย์มรดกเสร็จสิ้น เช่น การรวบรวมทรัพย์สิน ชำระหนี้มรดก ป้องกันทรัพย์สินมิให้สูญหาย หรือจัดการจำหน่ายทรัพย์บางส่วนเท่าที่จำเป็นเพื่อแบ่งปันแก่ทายาท การที่กฎหมายให้อำนาจแก่ผู้จัดการมรดกจึงเป็นเพียง “อำนาจในทางผู้แทนของกองมรดก” มิใช่อำนาจในฐานะเจ้าของทรัพย์โดยเด็ดขาด เจตนารมณ์ของกฎหมายมรดกในส่วนนี้มุ่งคุ้มครองทายาททุกคนให้ได้รับทรัพย์มรดกอย่างเป็นธรรม หากเปิดโอกาสให้ผู้จัดการมรดกจำหน่ายทรัพย์ได้ตามอำเภอใจโดยไม่ต้องรับผิดหรือไม่ต้องพิสูจน์ว่าทำไปเพื่อประโยชน์ของกองมรดก ก็ย่อมเป็นช่องให้เกิดการทุจริต เบียดบัง หรือโอนทรัพย์ออกจากกองมรดกโดยมิชอบ ซึ่งขัดต่อระบบความเป็นธรรมในกฎหมายมรดกโดยตรง สำหรับมาตรา 1336 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิของเจ้าของทรัพย์ในการติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ หลักการนี้สะท้อนความคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของผู้มีสิทธิแท้จริง และเมื่อโยงเข้ากับกฎหมายมรดก ย่อมหมายความว่า ทายาทหรือผู้มีสิทธิแทนกองมรดกสามารถดำเนินคดีเพื่อติดตามทรัพย์มรดกกลับคืนได้ หากทรัพย์นั้นหลุดออกไปจากกองมรดกโดยผู้ไม่มีอำนาจจำหน่ายอย่างแท้จริง ส่วนมาตรา 1299 วรรคสอง มีเจตนารมณ์คุ้มครองความมั่นคงแห่งการจดทะเบียนสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะกรณีที่มีผู้รับโอนโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนแล้วได้จดทะเบียนถูกต้อง แต่ศาลฎีกาในคดีนี้ได้จำแนกประเด็นอย่างมีนัยสำคัญว่า บทบัญญัติดังกล่าวไม่อาจขยายไปคุ้มครองผู้ซื้อที่รับโอนมาจากผู้ซึ่งไม่มีอำนาจขายทรัพย์นั้นเพื่อประโยชน์ส่วนตัวอยู่แต่แรก เพราะกรณีนี้ไม่ใช่เพียงข้อพิพาทเรื่องการจดทะเบียนแข่งสิทธิกัน หากเป็นเรื่องความไม่ชอบด้วยอำนาจของผู้โอนเอง ในเชิงแนวคำพิพากษาศาลฎีกา คดีนี้สะท้อนแนวคิดสม่ำเสมอของศาลฎีกาในเรื่องผู้จัดการมรดกว่า แม้กฎหมายจะให้อำนาจผู้จัดการมรดกอย่างกว้างในทางปฏิบัติ แต่ขอบเขตการใช้อำนาจต้องผูกพันกับวัตถุประสงค์ของการจัดการมรดกเสมอ กล่าวคือ ต้องทำเพื่อกองมรดก เพื่อทายาท หรือเพื่อการแบ่งปันทรัพย์อย่างชอบ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของผู้จัดการมรดกเอง เมื่อใดที่ปรากฏพฤติการณ์ทุจริต เบียดบัง หรือใช้อำนาจเกินขอบเขต ศาลย่อมพร้อมเพิกถอนนิติกรรมที่เกิดขึ้นและฟื้นคืนทรัพย์เข้าสู่กองมรดก นอกจากนี้ คดียังมีนัยสำคัญต่อการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์จากผู้จัดการมรดกด้วย เพราะแสดงให้เห็นว่า “ความสุจริตของผู้ซื้อ” แม้เป็นปัจจัยสำคัญ แต่ไม่ใช่เกราะคุ้มกันในทุกกรณี ผู้ซื้อทรัพย์จากกองมรดกจึงควรตรวจสอบอย่างเคร่งครัดว่า การขายนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งกองมรดกจริงหรือไม่ มีข้อพิพาทจากทายาทหรือไม่ และมีพฤติการณ์ใดบ่งชี้ว่าผู้จัดการมรดกกำลังใช้สิทธิเกินขอบเขตหรือโดยทุจริตหรือไม่ ข้อวิเคราะห์คดี คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในเชิงปฏิบัติ เพราะเป็นกรณีที่ศาลฎีกาวางเส้นแบ่งระหว่าง “การขายทรัพย์มรดกที่ทำได้” กับ “การขายทรัพย์มรดกที่ทำไม่ได้” ไว้อย่างชัดเจน การขายที่ทำได้คือการขายเพื่อประโยชน์ของกองมรดก เช่น เพื่อแบ่งปันทรัพย์ให้ทายาท ชำระหนี้มรดก หรือบริหารจัดการทรัพย์ที่จำเป็นต้องจำหน่าย แต่การขายที่ทำไม่ได้คือการขายเพื่อเบียดบังทรัพย์หรือเงินของกองมรดกไปเป็นของตนเองหรือผู้อื่น ในทางคดีความ คำพิพากษานี้ยังยืนยันว่า ทายาทโดยธรรมมีสิทธิฟ้องคดีเพื่อเพิกถอนการโอนขายทรัพย์มรดกที่กระทำโดยมิชอบได้ โดยไม่จำต้องถูกจำกัดสิทธิด้วยข้ออ้างเรื่องผู้ซื้อสุจริตในทุกกรณี หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้จัดการมรดกมิได้ใช้อำนาจเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป แต่ใช้อำนาจนั้นเป็นเครื่องมือทุจริต ในทางเอกชน ผู้ที่ประสงค์จะซื้อทรัพย์มรดกจากผู้จัดการมรดกจึงต้องใช้ความระมัดระวังสูงเป็นพิเศษ ควรตรวจสอบคำสั่งแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ฐานะของทรัพย์ในกองมรดก รายชื่อทายาท และวัตถุประสงค์ของการขาย หากเป็นไปได้ควรมีหลักฐานเกี่ยวกับความจำเป็นในการขายหรือความเห็นชอบจากทายาท เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่ภายหลังทายาทจะฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรม ในเชิงนโยบายกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำแนวคิดสำคัญว่า กฎหมายมิได้คุ้มครองเพียงความแน่นอนของการจดทะเบียนเท่านั้น แต่ยังคุ้มครองความสุจริตและความชอบด้วยอำนาจของผู้กระทำการด้วย หากปล่อยให้การจดทะเบียนกลายเป็นเครื่องมือรับรองการทุจริต ระบบทะเบียนทรัพย์สินย่อมสูญเสียความชอบธรรมในระยะยาว สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่านิติกรรมขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1151 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ที่จดทะเบียนเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2558 เป็นโมฆะ ให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว และให้จำเลยที่ 3 ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์คืนแก่โจทก์ตามฟ้อง พร้อมให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โดยเห็นว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ซื้อโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ 3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้ ให้บังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพราะการขายที่ดินพิพาทมิใช่การจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก แต่เป็นการกระทำโดยทุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนตน จึงมีเหตุให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายได้ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจและไม่ปรากฏชัดว่าได้รับผลประโยชน์ จึงยกฟ้องจำเลยที่ 2 สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงหลักกฎหมายอย่างชัดแจ้งว่า ตำแหน่งผู้จัดการมรดกมิใช่ฐานะเจ้าของทรัพย์มรดก หากเป็นเพียงผู้ใช้อำนาจแทนกองมรดกภายในกรอบที่กฎหมายอนุญาตเท่านั้น การจำหน่ายทรัพย์มรดกแม้กระทำในนามผู้จัดการมรดกก็จะชอบด้วยกฎหมายได้ต่อเมื่อเป็นการกระทำอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทโดยธรรม การนำทรัพย์มรดกไปโอนขายเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือเพื่อบุคคลอื่นโดยมิได้มุ่งประโยชน์แห่งกองมรดก ถือเป็นการใช้อำนาจนอกขอบเขตและเป็นการกระทำโดยทุจริต ทายาทผู้มีสิทธิจึงอาจใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์จากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ได้ตามมาตรา 1336 แม้ผู้รับโอนจะอ้างความสุจริตและมีการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วก็ตาม หากผู้โอนไม่มีสิทธิจำหน่ายทรัพย์นั้นในทางกฎหมายโดยแท้จริง ผู้รับโอนย่อมไม่ได้สิทธิดีกว่าผู้โอน หลักคำพิพากษานี้จึงมีนัยสำคัญต่อทั้งการบริหารกองมรดก การทำนิติกรรมอสังหาริมทรัพย์ และการคุ้มครองสิทธิของทายาทโดยธรรมอย่างลึกซึ้ง ประเด็นสำคัญที่เป็นแก่นของคดี ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับขอบเขตอำนาจของผู้จัดการมรดกในการขายทรัพย์มรดก และสิทธิของทายาทโดยธรรมในการติดตามเอาทรัพย์มรดกคืนเมื่อผู้จัดการมรดกใช้อำนาจโดยมิชอบ แม้ผู้ซื้อจะเป็นผู้ซื้อโดยสุจริตและจดทะเบียนรับโอนแล้วก็ตาม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การขายทรัพย์มรดกที่มิได้ทำไปเพื่อการจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาท แต่ทำไปเพื่อประโยชน์ของผู้จัดการมรดกเอง ย่อมเป็นการกระทำเกินขอบเขตอำนาจตามกฎหมาย ผู้ซื้อจึงไม่มีสิทธิดีกว่าผู้ขาย และทายาทมีสิทธิฟ้องขอเพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายได้ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719, มาตรา 1336, มาตรา 1299 วรรคสอง และมาตรา 1629 1. อำนาจผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1719 ขยายความสั้น ๆ ผู้จัดการมรดกมีสิทธิทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกเท่านั้น มิใช่มีอำนาจจำหน่ายทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ส่วนตน หากขายทรัพย์มรดกแล้วเบียดบังเงินเป็นของตน ย่อมเป็นการใช้สิทธิเกินขอบเขตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย 2. สิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์สินตามมาตรา 1336 ขยายความสั้น ๆ เมื่อทรัพย์มรดกถูกโอนออกไปโดยผู้ไม่มีสิทธิจำหน่ายในทางกฎหมาย ทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกย่อมมีสิทธิติดตามเอาทรัพย์นั้นคืนจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ได้ คดีนี้จึงไม่ตกอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของผู้รับโอนโดยสุจริตตามมาตรา 1299 วรรคสองอย่างที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-ผู้จัดการมรดกมีอำนาจขายที่ดินมรดกได้ทุกกรณีหรือไม่ คำตอบ ผู้จัดการมรดกไม่มีอำนาจขายที่ดินมรดกได้ทุกกรณี แม้กฎหมายจะให้อำนาจผู้จัดการมรดกในการจัดการมรดกโดยทั่วไป แต่ต้องเป็นการกระทำที่มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษา จัดการ หรือแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย หากการขายเกิดขึ้นเพื่อความจำเป็นของกองมรดก เช่น เพื่อชำระหนี้มรดกหรือเพื่อเปลี่ยนทรัพย์เป็นเงินสำหรับแบ่งแก่ทายาท การขายดังกล่าวอาจชอบด้วยกฎหมายได้ แต่ถ้าการขายนั้นมิได้มุ่งประโยชน์แก่กองมรดก หากกลับเป็นการจำหน่ายทรัพย์เพื่อประโยชน์ของผู้จัดการมรดกเอง หรือเพื่อบุคคลอื่นโดยทุจริต การกระทำนั้นย่อมอยู่นอกขอบเขตอำนาจของผู้จัดการมรดก และอาจถูกเพิกถอนภายหลังได้ คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่ยืนยันว่าอำนาจของผู้จัดการมรดกเป็นอำนาจที่มีวัตถุประสงค์จำกัด ไม่ใช่อำนาจเสมือนเจ้าของทรัพย์โดยเด็ดขาด 2. คำถาม-หากผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ผู้จัดการมรดกมีขอบเขตอำนาจอย่างไร คำตอบ เมื่อผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ผู้จัดการมรดกจะไม่มีอำนาจตามเจตนาของผู้ตายเป็นพิเศษ แต่มีเพียงอำนาจตามที่กฎหมายกำหนดไว้โดยตรง กล่าวคือ มีสิทธิและหน้าที่ทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปและเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทโดยธรรมเท่านั้น การใช้อำนาจต้องสัมพันธ์กับประโยชน์ของกองมรดกทั้งหมด ไม่ใช่ประโยชน์เฉพาะของตนเองหรือของทายาทบางคน การขายทรัพย์มรดกจึงจะชอบด้วยกฎหมายได้ก็ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่าจำเป็นและเกี่ยวข้องกับการจัดการหรือแบ่งปันมรดกอย่างแท้จริง หากผู้จัดการมรดกนำทรัพย์ออกจำหน่ายโดยพลการและนำเงินไปใช้เอง ย่อมถือว่าใช้สิทธิผิดวัตถุประสงค์และอาจต้องรับผิดทางแพ่งหรือทางอาญาได้ตามพฤติการณ์แห่งคดี 3. คำถาม-ผู้ซื้อที่ดินจากผู้จัดการมรดกโดยสุจริตยังเสี่ยงถูกเพิกถอนการโอนหรือไม่ คำตอบ ยังเสี่ยงอยู่ หากภายหลังปรากฏว่าผู้จัดการมรดกไม่มีอำนาจขายทรัพย์นั้นในลักษณะที่กฎหมายรับรอง คดีนี้ชี้ให้เห็นว่าความสุจริตของผู้ซื้อแม้มีน้ำหนักสำคัญ แต่ไม่ใช่เงื่อนไขเพียงพอที่จะทำให้ได้สิทธิสมบูรณ์ในทุกกรณี โดยเฉพาะเมื่อผู้ขายใช้อำนาจในฐานะผู้จัดการมรดกไปในทางที่ผิด เช่น ขายทรัพย์มรดกโดยมิได้ทำเพื่อประโยชน์ของกองมรดกและเบียดบังเงินไปเป็นของตนเอง ผู้ซื้อย่อมไม่ได้สิทธิดีกว่าผู้ขาย เพราะต้นทางของการโอนมีปัญหาเรื่องอำนาจจำหน่ายทรัพย์ ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์จากผู้จัดการมรดกจึงควรตรวจสอบเอกสารแต่งตั้งผู้จัดการมรดก เหตุผลของการขาย สถานะของทายาท และความเสี่ยงของข้อพิพาทก่อนเข้าทำนิติกรรมเสมอ 4. คำถาม-เหตุใดคดีนี้จึงไม่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองตามมาตรา 1299 วรรคสอง คำตอบ เพราะคดีนี้มิใช่เพียงข้อพิพาทเรื่องผู้ใดมีสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์จากการได้มาทางนิติกรรมหรือทางอื่นโดยยังไม่จดทะเบียน แต่เป็นกรณีที่ทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกใช้สิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์สินจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ ตามมาตรา 1336 ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าปัญหาอยู่ที่ความไม่ชอบด้วยอำนาจของผู้จัดการมรดกผู้โอน มิใช่ปัญหาการแข่งสิทธิแบบมาตรา 1299 วรรคสอง เมื่อผู้จัดการมรดกขายทรัพย์มรดกไปเพื่อประโยชน์ตนเอง จึงถือว่าเป็นการใช้อำนาจนอกกรอบกฎหมาย ผู้ซื้อแม้จะจดทะเบียนแล้วก็ไม่อาจอ้างความคุ้มครองของระบบทะเบียนมาลบล้างสิทธิของทายาทผู้มีสิทธิตามกฎหมายมรดกได้ 5. คำถาม-ทายาทโดยธรรมสามารถฟ้องเพิกถอนการขายทรัพย์มรดกได้ในฐานะใด คำตอบ ทายาทโดยธรรมสามารถฟ้องได้ในฐานะผู้มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย และในบางกรณีอาจฟ้องในลักษณะเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของกองมรดกจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ ตามมาตรา 1336 หากทรัพย์มรดกถูกจำหน่ายไปโดยผู้จัดการมรดกที่ใช้อำนาจเกินขอบเขตหรือโดยทุจริต ทายาทย่อมมีฐานะเป็นผู้เสียหายโดยตรงจากการที่กองมรดกลดน้อยลงโดยมิชอบ คดีนี้จึงยืนยันว่า ทายาทไม่จำเป็นต้องยอมรับผลของการขายเพียงเพราะมีการจดทะเบียนเกิดขึ้นแล้ว หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้จัดการมรดกมิได้ทำไปเพื่อประโยชน์ของกองมรดกและทายาทไม่เคยยินยอม ก็มีสิทธิใช้กระบวนการศาลเพื่อนำทรัพย์กลับคืนสู่กองมรดกได้ 6. คำถาม-หากผู้จัดการมรดกขายทรัพย์มรดกแล้วนำเงินเข้ากองมรดกครบถ้วน ผลคดีจะต่างออกไปหรือไม่ คำตอบ มีโอกาสแตกต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ เพราะหัวใจของคดีนี้มิได้อยู่ที่การมีการขายทรัพย์มรดกเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่วัตถุประสงค์และผลของการขายนั้นด้วย หากผู้จัดการมรดกขายทรัพย์มรดกไปโดยสุจริต มีเหตุผลอันจำเป็น และนำเงินทั้งหมดเข้ากองมรดกเพื่อแบ่งแก่ทายาทหรือใช้ชำระหนี้มรดก การกระทำอาจอยู่ภายในขอบเขตมาตรา 1719 และได้รับการรับรองว่าชอบด้วยกฎหมายได้ แต่ในคดีนี้ศาลรับฟังว่าผู้จัดการมรดกและผู้รับมอบอำนาจเบียดบังเงินค่าขายไปเป็นของตนเอง การขายจึงสูญเสียฐานะของการจัดการมรดกโดยทั่วไปและกลายเป็นการใช้สิทธิทุจริต เมื่อข้อเท็จจริงต่างกัน ผลทางกฎหมายย่อมเปลี่ยนไปด้วย 7. คำถาม-ผู้จัดการมรดกจำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากทายาททุกครั้งก่อนขายทรัพย์มรดกหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากทายาททุกครั้งในทุกกรณี หากการขายนั้นเป็นการกระทำอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกอย่างแท้จริง กฎหมายมิได้กำหนดให้ต้องมีความยินยอมจากทายาททุกคนเป็นเงื่อนไขเสมอไป อย่างไรก็ตาม หากข้อเท็จจริงชี้ว่าการขายมิได้ทำเพื่อประโยชน์ของกองมรดก หรือมีลักษณะเป็นการเบียดบังทรัพย์ ย่อมถือว่าผู้จัดการมรดกกระทำเกินขอบเขตอำนาจ และการไม่มีความยินยอมของทายาทจะยิ่งเป็นข้อพิสูจน์สำคัญว่าการขายครั้งนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นในทางปฏิบัติ แม้กฎหมายไม่บังคับให้ต้องขอความยินยอมทุกครั้ง แต่การมีความยินยอมหรือรับทราบจากทายาทย่อมช่วยลดข้อพิพาทและความเสี่ยงของคดีได้อย่างมาก 8. คำถาม-ผู้รับมอบอำนาจของผู้จัดการมรดกต้องรับผิดร่วมด้วยเสมอหรือไม่ คำตอบ ไม่เสมอไป ความรับผิดของผู้รับมอบอำนาจต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงว่ามีส่วนร่วมในการทุจริต ได้รับประโยชน์จากการขาย หรือมีเจตนาร่วมในการกระทำที่มิชอบเพียงใด คดีนี้แม้ศาลรับฟังว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับมอบอำนาจไปดำเนินการจดทะเบียนขายที่ดิน แต่เมื่อพิจารณาทางคดีแล้วไม่ปรากฏชัดว่าจำเลยที่ 2 ได้รับผลประโยชน์จากการขายที่ดินพิพาทจนต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว ศาลฎีกาจึงยกฟ้องจำเลยที่ 2 หลักนี้แสดงให้เห็นว่าศาลจะไม่ผูกความรับผิดเพียงเพราะเป็นผู้รับมอบอำนาจเท่านั้น แต่ต้องมีข้อเท็จจริงรองรับถึงบทบาท ความเกี่ยวข้อง และประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำที่มิชอบนั้นด้วย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2295/2565 จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของ ม. ผู้ตาย ซึ่งมิได้ทำพินัยกรรมไว้ จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิและหน้าที่เพียงทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการทรัพย์มรดกโดยทั่วไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ อันได้แก่การแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทโดยธรรมทุกคนเท่านั้น แม้ในการจัดการมรดกทั่วไปเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้ทายาท จำเลยที่ 1 อาจทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนขายมรดกได้โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากทายาท แต่ต้องเป็นการกระทำเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท จำเลยที่ 1 ไม่อาจกระทำการใด ๆ ต่อทรัพย์มรดกโดยประการอื่นได้ การที่จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 แล้วเบียดบังเอาเงินที่ขายได้เป็นประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถือไม่ได้ว่าเป็นการจัดการมรดกโดยทั่วไปเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตามอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ หากแต่เป็นการกระทำใด ๆ กับที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยทุจริต แม้จำเลยที่ 1 จะกระทำโดยอาศัยสิทธิการเป็นผู้จัดการมรดกก็ไม่อาจกระทำได้ หากปราศจากความยินยอมของทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย ส่วนจำเลยที่ 3 แม้จะรับฟังว่าซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่จำเลยที่ 3 ก็ไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เพราะจำเลยที่ 3 ซื้อจากจำเลยที่ 1 ซึ่งขายที่ดินพิพาทแล้วเบียดบังเอาเงินที่ขายได้ไปเป็นประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น อันมิใช่เป็นการทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปตามที่กฎหมายให้อำนาจผู้จัดการมรดกให้กระทำได้ จำเลยที่ 3 จึงไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 ผู้ขาย การที่โจทก์และ อ. ซึ่งเป็นคู่สมรสและบุตรของผู้ตายในฐานะทายาทโดยธรรม ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ถือเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 หาใช่เป็นกรณีที่โจทก์และทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกได้มาซึ่งที่ดินพิพาทโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมไม่อาจอ้างการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทที่ยังไม่ได้จดทะเบียนขึ้นต่อสู้จำเลยที่ 3 ซึ่งซื้อที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง จึงมีเหตุให้เพิกถอนการจดทะเบียนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมจดทะเบียนโอนขายที่ดินตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 1151 และให้จำเลยที่ 3 ส่งมอบเอกสารสิทธิคืน หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การต่อสู้และฟ้องแย้ง แต่ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องแย้งเพราะไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ระหว่างพิจารณาศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินพิพาท ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินดังกล่าวและให้จำเลยที่ 3 คืนเอกสารสิทธิแก่โจทก์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับยกฟ้อง ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1151 ให้จำเลยที่ 3 ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1151 แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 3 ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชำระเงิน 2,000,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับเฉพาะคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมจึงมีคำสั่งไม่รับ ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่ง ห้ามจำเลยทั้งสามจำหน่าย จ่าย โอนหรือทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทในระหว่างพิจารณา แจ้งคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินทราบ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า นิติกรรมการขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1151 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ที่จดทะเบียนเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2558 ตกเป็นโมฆะและให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว และให้จำเลยที่ 3 ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1151 คืนแก่โจทก์ตามฟ้อง กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้คำสั่งศาลเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปจนกว่าจะมีการบังคับตามคำพิพากษาเสร็จสิ้น จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์เป็นสามีของนางมยุเรศผู้ตาย เด็กชายอเล็กซานเดอร์เป็นบุตรของโจทก์กับผู้ตาย โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชายอเล็กซานเดอร์ จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2558จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1151 ทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่จำเลยที่ 3 ในราคา 1,000,000 บาท แล้วเบียดบังเอาเงินที่ได้เป็นประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุเพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกไม่เคยทราบและไม่เคยยินยอมให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพาทให้แก่จำเลยที่ 3 และนำสืบข้อเท็จจริงโดยนำนายจตุพรผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความเป็นพยานว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 โดยโจทก์และทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายไม่ทราบและมิได้รู้เห็นยินยอม ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 3 มิได้ให้การปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าวของโจทก์และมิได้นำสืบหักล้างข้อเท็จจริงดังกล่าว ย่อมรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 3 โดยพลการ โจทก์และทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายมิได้รู้เห็นยินยอมในการขายที่ดินพิพาทด้วย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 บัญญัติว่า ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก ได้ความจากสำเนาคำสั่งศาลแต่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางมยุเรศผู้ตาย ว่า ผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมไว้ จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิและหน้าที่เพียงทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ อันได้แก่การแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทโดยธรรมทุกคนเท่านั้น แม้ในการจัดการมรดกทั่วไปเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท จำเลยที่ 1 อาจทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนขายมรดกได้โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากทายาท แต่ต้องเป็นการกระทำเพื่อแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท จำเลยที่ 1 ไม่อาจกระทำการใด ๆ ต่อทรัพย์มรดกโดยประการอื่นได้ การที่จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 แล้วเบียดบังเอาเงินที่ขายได้เป็นประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถือไม่ได้ว่าเป็นการจัดการมรดกโดยทั่วไปเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตามอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ หากแต่เป็นการกระทำใด ๆ กับที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยทุจริต แม้จำเลยที่ 1 จะกระทำโดยอาศัยสิทธิการเป็นผู้จัดการมรดกก็ไม่อาจกระทำได้ หากปราศจากความยินยอมของทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย ส่วนจำเลยที่ 3 แม้จะรับฟังว่าซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่จำเลยที่ 3 ก็ไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เพราะจำเลยที่ 3 ซื้อจากจำเลยที่ 1 ซึ่งขายที่ดินพิพาทแล้วเบียดบังเอาเงินที่ขายได้ไปเป็นประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น อันมิใช่เป็นการทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปตามที่กฎหมายให้อำนาจผู้จัดการมรดกให้กระทำได้ จำเลยที่ 3 จึงไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 ผู้ขาย การที่โจทก์และเด็กชายอเล็กซานเดอร์ซึ่งเป็นคู่สมรสและบุตรของผู้ตายที่ยังมีชีวิตและมีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตายในฐานะทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ถือเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 หาใช่เป็นกรณีที่โจทก์และทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกได้มาซึ่งที่ดินพิพาทโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมไม่อาจอ้างการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทที่ยังไม่ได้จดทะเบียนขึ้นต่อสู้จำเลยที่ 3 ซึ่งซื้อที่ดินพิพาทมาโดยสุจริต และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง ตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 โดยมิชอบดังกล่าว จึงมีเหตุเพิกถอนการจดทะเบียนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้อง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ 1 และไม่ได้ความจากทางพิจารณาว่าจำเลยที่ 2 ได้รับผลประโยชน์จากการขายที่ดินพิพาท จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว พิพากษาแก้ ให้บังคับคดีจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความสองศาลรวม 15,000 บาท เพิ่มเติมจากความรับผิดค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ |




