
| สิทธิรับมรดกของพี่น้องร่วมบิดามารดาและทายาทแทนที่ กรณีค่าเช่าทรัพย์มรดกต้องแบ่งอย่างไร ใครมีสิทธิเรียกคืนได้ตามกฎหมาย
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตกทอดแห่งมรดกของผู้รับพินัยกรรมซึ่งถึงแก่ความตายภายหลังโดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้ และปัญหาว่าทรัพย์สินรวมทั้งดอกผลนิตินัยของทรัพย์ดังกล่าวจะตกแก่ผู้ใด ระหว่างพี่น้องร่วมบิดามารดาของผู้ตายกับผู้สืบสันดานของพี่น้องที่ตายไปก่อน คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตีความเรื่องสิทธิในค่าเช่าทรัพย์มรดก เพราะแม้ผู้ใดจะเป็นผู้เก็บค่าเช่าไว้ในทางข้อเท็จจริง แต่ในทางกฎหมายค่าเช่าดังกล่าวย่อมเป็นดอกผลนิตินัยอันตกทอดไปพร้อมกับทรัพย์มรดกแก่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกตามส่วนของตน นอกจากนี้ ศาลฎีกายังวินิจฉัยต่อไปถึงขอบเขตสิทธิของโจทก์ว่าไม่อาจเรียกทรัพย์ทั้งหมดหรือบังคับโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมดมาเป็นของตนเพียงผู้เดียวได้ เมื่อยังมีทายาทแทนที่อีกสายหนึ่งซึ่งมีสิทธิร่วมอยู่ด้วย คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญทั้งในเรื่องมาตรา 1599 วรรคหนึ่ง มาตรา 1629 (3) มาตรา 1639 และอำนาจศาลในการยกข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยเองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 252 สรุปข้อเท็จจริง นางบุญเยี่ยมเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 28653 พร้อมห้องแถวเลขที่ 96/1 ถึง 96/3 ต่อมานางบุญเยี่ยมทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินและห้องแถวดังกล่าวให้แก่นายหยุด ภายหลังนางบุญเยี่ยมถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีของนางบุญเยี่ยมได้รับแต่งตั้งหรือปฏิบัติในฐานะผู้จัดการมรดกของนางบุญเยี่ยม ต่อมานายหยุดถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรม มิได้สมรส และไม่มีบุตร บิดามารดาของนายหยุดก็ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว โจทก์เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายหยุด ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นบุตรของนางบุญเยี่ยมซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายหยุดเช่นกัน ภายหลังนายหยุดถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสองร่วมกันเก็บค่าเช่าบ้านเลขที่ 52 และค่าเช่าห้องแถวเลขที่ 96/1 ถึง 96/3 ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2548 ถึงเดือนกันยายน 2559 รวมเป็นเงิน 1,435,000 บาท ต่อมาโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 28653 รวมถึงส่งมอบสำเนาทะเบียนบ้านหรือจดแจ้งชื่อโจทก์ในสำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ 52 หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ข้อพิพาทสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เมื่อทรัพย์ที่นางบุญเยี่ยมยกให้แก่นายหยุดตกทอดแก่นายหยุดแล้ว และนายหยุดถึงแก่ความตายโดยไม่มีทายาทชั้นผู้สืบสันดาน บิดามารดา หรือคู่สมรส ทรัพย์ดังกล่าวรวมทั้งค่าเช่าที่เกิดขึ้นภายหลังนายหยุดตายจะตกแก่ผู้ใด และโจทก์มีสิทธิเรียกร้องได้ทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน คำวินิจฉัยของศาลฎีกาแยกเป็นประเด็น ประเด็นแรก ทรัพย์ที่นางบุญเยี่ยมทำพินัยกรรมยกให้แก่นายหยุดตกเป็นของนายหยุดหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามพินัยกรรมของนางบุญเยี่ยม ที่ดินโฉนดเลขที่ 28653 และห้องแถวดังกล่าวตกเป็นของนายหยุดโดยสมบูรณ์ เมื่อนายหยุดถึงแก่ความตาย ทรัพย์ดังกล่าวย่อมตกแก่ทายาทของนายหยุดทันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง ประเด็นที่สอง ค่าเช่าที่เกิดขึ้นภายหลังนายหยุดถึงแก่ความตายเป็นของใคร ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ค่าเช่าที่ดินและห้องแถวจำนวน 1,435,000 บาท ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังนายหยุดถึงแก่ความตาย เป็นดอกผลนิตินัยของทรัพย์มรดก จึงตกแก่ทายาทของนายหยุดด้วย แม้จำเลยทั้งสองจะเป็นผู้เก็บค่าเช่า หรือแม้สมมุติว่านายหยุดเคยมอบหมายให้เก็บค่าเช่า ก็ไม่ทำให้จำเลยทั้งสองมีสิทธิเป็นเจ้าของเงินค่าเช่านั้น ประเด็นที่สาม ใครบ้างเป็นทายาทของนายหยุด และรับมรดกในสัดส่วนเท่าใด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายหยุด จึงเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 (3) ส่วนนางบุญเยี่ยมซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายหยุด หากยังมีชีวิตอยู่ก็ย่อมเป็นทายาทโดยธรรมในลำดับเดียวกันเช่นกัน แต่เมื่อนางบุญเยี่ยมถึงแก่ความตายไปก่อนนายหยุด จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของนางบุญเยี่ยมและเป็นผู้สืบสันดานของนางบุญเยี่ยม จึงมีสิทธิรับมรดกแทนที่ตามมาตรา 1639 ด้วยเหตุนี้ มรดกของนายหยุดจึงตกแก่โจทก์และจำเลยที่ 2 คนละครึ่ง ประเด็นที่สี่ โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเช่าทั้งหมดหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์มีสิทธิในมรดกเพียง 1 ใน 2 ส่วน โจทก์จึงมีสิทธิในเงินค่าเช่าเพียง 717,500 บาท ไม่อาจฟ้องเรียกเงินค่าเช่าทั้งหมด 1,435,000 บาท ได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินทั้งหมดแก่โจทก์จึงไม่ถูกต้อง ประเด็นที่ห้า โจทก์มีสิทธิบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งหมดเพียงผู้เดียวหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์มีสิทธิในที่ดินเพียง 1 ใน 2 ส่วน โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ที่ดินทั้งแปลงเป็นของตนเพียงผู้เดียว แต่มีสิทธิให้จดทะเบียนใส่ชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในส่วน 1 ใน 2 เท่านั้น ประเด็นที่หก โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบสมุดสำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ 52 หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่สมุดสำเนาทะเบียนบ้านอยู่กับจำเลยที่ 1 ยังไม่อาจถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยลำพัง เพราะโจทก์มีสิทธิในทรัพย์เพียงครึ่งเดียว จึงไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบสมุดสำเนาทะเบียนบ้านแก่โจทก์เพียงผู้เดียวได้ ประเด็นที่เจ็ด อำนาจของศาลฎีกาในการยกข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยเอง แม้ไม่มีคู่ความอุทธรณ์หรือฎีกาในปัญหาที่ว่าการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งแปลงและการส่งมอบทะเบียนบ้านแก่โจทก์เพียงคนเดียวไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 252 วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักกฎหมายสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่ “การตกทอดแห่งมรดก” และ “การรับมรดกแทนที่” โดยมาตรา 1599 วรรคหนึ่ง วางหลักว่าเมื่อบุคคลถึงแก่ความตาย มรดกของผู้นั้นตกทอดแก่ทายาททันที หลักนี้มีผลสำคัญมาก เพราะแสดงให้เห็นว่าทันทีที่นายหยุดถึงแก่ความตาย ทรัพย์สินที่นายหยุดได้รับจากพินัยกรรม รวมทั้งสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากทรัพย์ดังกล่าว ย่อมตกแก่ทายาทโดยผลของกฎหมายทันที ไม่จำต้องรอการแบ่งมรดก การตั้งผู้จัดการมรดก หรือการจดทะเบียนใดเป็นเงื่อนไขแห่งการได้สิทธิ สำหรับมาตรา 1629 (3) เป็นบทบัญญัติกำหนดลำดับทายาทโดยธรรมประเภทพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ซึ่งมีความสำคัญในคดีนี้อย่างยิ่ง เพราะนายหยุดไม่มีทายาทลำดับก่อนหน้าเหลืออยู่ สิทธิรับมรดกจึงตกมาถึงกลุ่มพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ส่วนมาตรา 1639 เป็นบทกฎหมายว่าด้วยการรับมรดกแทนที่ ซึ่งเป็นกลไกทางกฎหมายที่ทำให้ผู้สืบสันดานของทายาทคนหนึ่งซึ่งตายก่อนเจ้ามรดกสามารถเข้ารับมรดกแทนที่บุคคลนั้นได้ หลักนี้ทำให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของนางบุญเยี่ยมเข้ามามีฐานะเป็นทายาทของนายหยุดร่วมกับโจทก์ อีกประเด็นสำคัญคือเรื่อง “ดอกผลนิตินัย” ค่าเช่าทรัพย์เป็นดอกผลนิตินัยของทรัพย์ตามลักษณะของกฎหมายทรัพย์สินและนิติกรรม การที่ค่าเช่าเกิดขึ้นหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย มิได้ตัดขาดจากฐานะมรดก แต่กลับเป็นผลประโยชน์ที่เนื่องมาจากทรัพย์มรดก และต้องตกแก่ผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดกตามส่วนของตนด้วย ดังนั้น ผู้ใดเป็นผู้เก็บค่าเช่าไว้ในทางข้อเท็จจริงย่อมไม่มีผลเปลี่ยนแปลงเจ้าของในทางกฎหมาย หากเก็บไว้เกินกว่าส่วนที่ตนมีสิทธิ ก็ต้องคืนแก่ทายาทอื่นตามสัดส่วน แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง เจตนารมณ์ของมาตรา 1599 คือการทำให้การตกทอดแห่งสิทธิในทรัพย์สินของผู้ตายเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติทันที เพื่อป้องกันมิให้ทรัพย์มรดกอยู่ในสภาพไร้เจ้าของหรือเกิดความคลุมเครือเรื่องสิทธิเป็นเวลานาน ขณะที่มาตรา 1629 มุ่งกำหนดลำดับผู้มีสิทธิรับมรดกโดยอาศัยความใกล้ชิดแห่งสายโลหิต ส่วนมาตรา 1639 มุ่งรักษาผลประโยชน์ของสายตระกูลของทายาทที่ตายก่อนเจ้ามรดก มิให้สิทธิดังกล่าวสูญไปเพียงเพราะบุคคลนั้นถึงแก่ความตายก่อน แนวคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีนี้สะท้อนหลักเดิมที่ศาลสูงยึดถืออย่างต่อเนื่องว่า การได้สิทธิในมรดกเป็นผลโดยตรงของกฎหมาย ไม่จำต้องอาศัยการจดทะเบียนโอนก่อนจึงจะถือว่าเป็นเจ้าของ และดอกผลของทรัพย์มรดกย่อมตกแก่ทายาทตามส่วนสิทธิ ไม่ใช่เป็นของผู้ครอบครองหรือผู้จัดการมรดกโดยลำพัง นอกจากนี้ ยังสะท้อนแนวคิดสำคัญทางวิธีพิจารณาว่า หากคำพิพากษาของศาลล่างให้สิทธิเกินกว่าส่วนที่คู่ความมีอยู่จริง ศาลฎีกาย่อมแก้ไขได้ แม้ไม่มีคู่ความยกประเด็นขึ้นก็ตาม หากเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยที่ 1 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 28653 ไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และส่งมอบสมุดสำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ 52 แก่โจทก์ ส่วนคำขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและให้จำเลยจดแจ้งชื่อโจทก์ในทะเบียนบ้านนั้น ศาลเห็นว่าโจทก์สามารถใช้คำพิพากษาไปดำเนินการได้เองจึงไม่บังคับ ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะส่วนที่โจทก์ชนะคดี 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,435,000 บาท คืนให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ 3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์มีสิทธิในมรดกและค่าเช่าเพียง 1 ใน 2 ส่วน ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 28653 โดยให้โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน 1 ใน 2 ส่วน ไม่ต้องส่งมอบสมุดสำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ 52 แก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 717,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ให้ข้อคิดทางกฎหมายที่สำคัญอย่างน้อยสี่ประการ ประการแรก สิทธิในทรัพย์มรดกย่อมเกิดขึ้นแก่ทายาททันทีเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย มิใช่เกิดขึ้นภายหลังจากการแบ่งมรดกหรือการจดทะเบียนโอน ดังนั้น ในทางปฏิบัติเมื่อมีทรัพย์ก่อให้เกิดรายได้ เช่น ค่าเช่า ค่าเช่าดังกล่าวย่อมตกเป็นของทายาทตั้งแต่ต้นตามส่วนแห่งสิทธิ ประการที่สอง การที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งครอบครองทรัพย์มรดกหรือเก็บค่าเช่าไว้ มิได้แปลว่าบุคคลนั้นมีสิทธิเป็นเจ้าของรายได้ทั้งหมด หากปรากฏว่ามีทายาทคนอื่นร่วมอยู่ด้วย ผู้ครอบครองย่อมมีหน้าที่คืนหรือแบ่งให้ตามส่วน การถือทรัพย์ไว้แทนกองมรดกไม่ก่อสิทธิส่วนตัวเกินกว่าสิทธิที่ตนมี ประการที่สาม การรับมรดกแทนที่เป็นสถาบันกฎหมายที่มีความสำคัญมากในคดีมรดก เพราะทำให้สายของทายาทที่ตายก่อนเจ้ามรดกยังคงมีสิทธิในกองมรดกต่อไป ผู้ปฏิบัติงานด้านกฎหมายจึงต้องตรวจสอบลำดับทายาทและโครงสร้างเครือญาติอย่างรอบคอบ มิฉะนั้นอาจเรียกร้องสิทธิเกินส่วนและนำไปสู่คำพิพากษาที่ต้องถูกแก้ไขในภายหลัง ประการที่สี่ ในการฟ้องคดีมรดก โจทก์ต้องกำหนดคำขอให้สอดคล้องกับส่วนสิทธิที่แท้จริงของตน หากขอเกินกว่าสิทธิ เช่น ขอให้โอนที่ดินทั้งแปลงมาเป็นของตนคนเดียว ทั้งที่ตนมีสิทธิเพียงครึ่งเดียว คำขอนั้นย่อมไม่อาจรับฟังได้ และแม้คู่ความจะไม่ยกขึ้นโต้แย้ง ศาลก็อาจยกปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยแก้ไขได้เอง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความว่า ค่าเช่าซึ่งเกิดจากทรัพย์มรดกภายหลังผู้รับพินัยกรรมถึงแก่ความตาย เป็นดอกผลนิตินัยที่ตกแก่ทายาททุกคนตามส่วนแห่งสิทธิ มิใช่ตกแก่ผู้ที่ครอบครองหรือเป็นผู้เก็บค่าเช่าไว้แต่เพียงผู้เดียว อีกทั้งยังต้องพิจารณาควบคู่กับหลักการรับมรดกแทนที่ ซึ่งทำให้บุตรของพี่น้องร่วมบิดามารดาที่ตายก่อนเจ้ามรดกมีสิทธิเข้ารับมรดกแทนที่ได้ กฎหมายสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ดอกผลนิตินัยของทรัพย์มรดก ค่าเช่าที่เกิดจากที่ดินและห้องแถวหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ย่อมเป็นดอกผลนิตินัยที่ติดตามทรัพย์มรดกไป และตกแก่ทายาทตามสัดส่วนแห่งสิทธิของแต่ละคน ผู้ที่เป็นผู้เก็บค่าเช่ามิได้มีสิทธิยึดถือเงินดังกล่าวเกินกว่าส่วนของตน 2. การรับมรดกแทนที่ เมื่อพี่น้องร่วมบิดามารดาของเจ้ามรดกคนหนึ่งตายไปก่อนเจ้ามรดก บุตรของบุคคลนั้นย่อมมีสิทธิรับมรดกแทนที่ตามมาตรา 1639 ส่งผลให้ทายาทอีกฝ่ายหนึ่งไม่อาจเรียกร้องทรัพย์หรือดอกผลทั้งหมดเพียงคนเดียวได้ แต่ต้องแบ่งตามส่วนระหว่างตนกับทายาทแทนที่ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-ค่าเช่าที่เกิดจากทรัพย์มรดกภายหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย เป็นของผู้ที่เก็บค่าเช่าหรือเป็นของทายาท คำตอบ ค่าเช่าที่เกิดจากทรัพย์มรดกภายหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตายย่อมเป็นดอกผลนิตินัยของทรัพย์มรดก และตกแก่ทายาทตามส่วนแห่งสิทธิของแต่ละคน ไม่ใช่เป็นของผู้ที่เก็บค่าเช่าไว้ในทางข้อเท็จจริงแต่เพียงผู้เดียว หลักนี้สอดคล้องกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง ซึ่งวางหลักว่ามรดกตกทอดแก่ทายาททันทีเมื่อเจ้ามรดกตาย เมื่อทรัพย์หลักตกทอดแก่ทายาทแล้ว ดอกผลที่เกิดจากทรัพย์นั้นย่อมต้องติดตามไปด้วย ผู้เก็บค่าเช่าจึงมีฐานะเพียงผู้ครอบครองหรือผู้รับเงินไว้แทนกองมรดก หากเก็บไว้เกินกว่าส่วนสิทธิของตน ก็ย่อมมีหน้าที่ต้องคืนแก่ทายาทคนอื่นตามสัดส่วน มิอาจอ้างว่าการที่ตนเป็นผู้ดูแลทรัพย์หรือเป็นผู้จัดการมรดกทำให้เงินค่าเช่าทั้งหมดตกเป็นของตนได้ 2. คำถาม-พี่น้องร่วมบิดามารดาของผู้ตายมีสิทธิรับมรดกเมื่อใด และในกรณีใดจึงจะเข้ามารับมรดกได้ คำตอบ พี่น้องร่วมบิดามารดาของผู้ตายเป็นทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (3) แต่จะเข้ามารับมรดกได้ต่อเมื่อไม่มีทายาทในลำดับก่อนหน้าที่ตัดสิทธิอยู่ เช่น ผู้สืบสันดาน บิดามารดา หรือคู่สมรสในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแบ่งมรดกของผู้ตาย คดีนี้นายหยุดไม่มีบุตร ไม่มีคู่สมรส และบิดามารดาถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว สิทธิรับมรดกจึงตกมายังกลุ่มพี่น้องร่วมบิดามารดา หลักนี้มีความสำคัญในทางปฏิบัติมาก เพราะหลายคดีคู่ความมักเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าหากมีความใกล้ชิดกับผู้ตายก็ย่อมรับมรดกได้ทันที ทั้งที่กฎหมายกำหนดลำดับไว้ชัดเจน การตรวจสอบลำดับทายาทจึงเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนกำหนดสิทธิฟ้องหรือคำนวณส่วนแบ่งมรดก 3. คำถาม-บุตรของพี่น้องร่วมบิดามารดาที่ตายไปก่อนเจ้ามรดก มีสิทธิรับมรดกแทนที่ได้หรือไม่ คำตอบ ได้ หากเข้าเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1639 กล่าวคือ เมื่อบุคคลซึ่งจะเป็นทายาทโดยธรรมถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้ามรดก ผู้สืบสันดานของบุคคลนั้นย่อมเข้ารับมรดกแทนที่ได้ตามสายของตน ในคดีนี้นางบุญเยี่ยมซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายหยุดถึงแก่ความตายไปก่อนนายหยุด จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของนางบุญเยี่ยมจึงเข้ารับมรดกแทนที่มารดาได้ หลักการนี้มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองสายเลือดของทายาทที่ตายก่อน มิให้สิทธิในกองมรดกสูญหายไปเพียงเพราะบุคคลหนึ่งเสียชีวิตก่อนเจ้ามรดก ดังนั้น ในคดีมรดกทุกคดีต้องตรวจสอบด้วยว่าในสายของทายาทที่ตายไปก่อนนั้นยังมีผู้สืบสันดานอยู่หรือไม่ 4. คำถาม-ทายาทคนหนึ่งสามารถฟ้องเรียกค่าเช่าทรัพย์มรดกทั้งหมดได้หรือไม่ หากตนเป็นผู้ยื่นฟ้องเพียงคนเดียว คำตอบ โดยหลักแล้วทายาทคนหนึ่งไม่อาจเรียกเอาค่าเช่าหรือทรัพย์มรดกทั้งหมดมาเป็นของตนได้ หากในความเป็นจริงยังมีทายาทคนอื่นซึ่งมีสิทธิร่วมอยู่ด้วย การฟ้องย่อมทำได้เพียงเท่าที่เป็นส่วนแห่งสิทธิของตน เว้นแต่จะฟ้องในฐานะผู้แทนของกองมรดกหรือมีอำนาจจากทายาทคนอื่นอย่างชัดแจ้ง คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องเรียกค่าเช่าทั้งจำนวน 1,435,000 บาท แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิจริงเพียงครึ่งเดียว เพราะจำเลยที่ 2 มีสิทธิรับมรดกแทนที่ร่วมอยู่ด้วย จึงให้ชำระเพียง 717,500 บาท หลักนี้สะท้อนว่าศาลจะคุ้มครองสิทธิของโจทก์ตามที่มีอยู่จริง ไม่ใช่ตามจำนวนที่ฟ้องขอ หากคำขอเกินกว่าสิทธิ ศาลย่อมมีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ 5. คำถาม-ในคดีมรดก ผู้จัดการมรดกมีสิทธิยึดถือทรัพย์หรือผลประโยชน์จากทรัพย์มรดกเป็นของตนเองหรือไม่ คำตอบ ผู้จัดการมรดกไม่มีสิทธิถือเอาทรัพย์หรือผลประโยชน์จากทรัพย์มรดกเป็นของตนเอง เว้นแต่ในส่วนที่ตนมีสิทธิในฐานะทายาทโดยธรรม หรือมีสิทธิตามพินัยกรรมหรือฐานกฎหมายอื่น ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่จัดการกองมรดก รวบรวม ดูแล และแบ่งปันทรัพย์สินให้แก่ผู้มีสิทธิตามกฎหมาย มิใช่มีสถานะเป็นเจ้าของทรัพย์มรดกทั้งหมดโดยเหตุที่ตนเป็นผู้จัดการมรดก ในคดีนี้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางบุญเยี่ยม แต่เมื่อทรัพย์ตามพินัยกรรมตกเป็นของนายหยุดแล้ว และต่อมานายหยุดถึงแก่ความตาย สิทธิในทรัพย์และค่าเช่าจึงตกแก่ทายาทของนายหยุด มิใช่ตกอยู่กับจำเลยที่ 1 โดยอัตโนมัติ ผู้จัดการมรดกจึงต้องใช้สิทธิภายในขอบเขตของหน้าที่ ไม่อาจนำทรัพย์กองมรดกมาอ้างเป็นสิทธิส่วนตัวเกินขอบเขตที่กฎหมายรับรอง 6. คำถาม-เหตุใดศาลฎีกาจึงไม่ให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งแปลง แม้โจทก์จะเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาของผู้ตาย คำตอบ เพราะโจทก์มิใช่ทายาทเพียงคนเดียวของนายหยุด แต่ยังมีจำเลยที่ 2 ซึ่งเข้ารับมรดกแทนที่มารดาของตนตามมาตรา 1639 ด้วย เมื่อมีทายาทสองฝ่ายร่วมกัน มรดกย่อมต้องแบ่งตามส่วนที่กฎหมายกำหนด ไม่อาจให้ฝ่ายหนึ่งได้กรรมสิทธิ์ทั้งหมดแต่ผู้เดียว แม้โจทก์จะเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาของผู้ตายโดยตรงก็ตาม ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในที่ดินเพียง 1 ใน 2 ส่วน หลักนี้แสดงให้เห็นว่าการวินิจฉัยสิทธิในทรัพย์มรดกมิได้ดูเพียงฐานะความสัมพันธ์ของโจทก์กับผู้ตายเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาด้วยว่ายังมีทายาทคนอื่นซึ่งมีสิทธิร่วมอยู่หรือไม่ การจะขอให้ทรัพย์ทั้งแปลงเป็นของตนเพียงผู้เดียวจึงต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าไม่มีผู้มีสิทธิร่วมรายอื่นเลย 7. คำถาม-การที่สมุดสำเนาทะเบียนบ้านอยู่ในความครอบครองของบุคคลหนึ่ง ถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิในทรัพย์มรดกหรือไม่ คำตอบ ไม่เสมอไป การครอบครองสมุดสำเนาทะเบียนบ้านเป็นเพียงข้อเท็จจริงอย่างหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าผู้ครอบครองมีสิทธิในทรัพย์หรือกำลังโต้แย้งสิทธิของทายาทคนอื่น ทั้งนี้ต้องพิจารณาประกอบกับสถานะทางกฎหมายของทรัพย์และขอบเขตสิทธิของคู่ความแต่ละฝ่าย ในคดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์มีสิทธิในที่ดินเพียง 1 ใน 2 ส่วน และไม่อาจถือว่าการที่สมุดสำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ 52 อยู่กับจำเลยที่ 1 เป็นการขัดต่อสิทธิของโจทก์จนถึงขนาดต้องบังคับส่งมอบแก่โจทก์เพียงคนเดียว หลักนี้ชี้ให้เห็นว่า การฟ้องขอส่งมอบเอกสารที่เกี่ยวกับทรัพย์มรดกต้องมีฐานสิทธิชัดเจน และต้องไม่เกินกว่าสิทธิที่ตนมีอยู่จริง มิฉะนั้นคำขออาจไม่อาจรับฟังได้ 8. คำถาม-ศาลฎีกามีอำนาจยกข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่ แม้คู่ความจะไม่ได้อุทธรณ์หรือฎีกาในประเด็นนั้น คำตอบ ได้ หากเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 252 ศาลฎีกามีอำนาจยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้เอง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นเป็นประเด็นก็ตาม ในคดีนี้ แม้จะไม่มีการอุทธรณ์หรือฎีกาโดยตรงในประเด็นที่ว่าศาลชั้นต้นให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ทั้งแปลงและให้ส่งมอบทะเบียนบ้านแก่โจทก์เพียงคนเดียวไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาก็ยังยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยเอง เพราะคำพิพากษาดังกล่าวกระทบต่อสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียและขัดต่อโครงสร้างสิทธิในมรดกที่กฎหมายกำหนดไว้ หลักนี้มีประโยชน์มากในทางคดี เพราะทำให้ศาลสามารถรักษาความถูกต้องของกฎหมายได้แม้คู่ความจะละเลยไม่ยกประเด็นขึ้นก็ตาม ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1483/2563 บ. ห. และโจทก์ เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน บ. ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินพร้อมบ้านและตึกแถวให้แก่ ห. เมื่อ บ. ถึงแก่ความตายทรัพย์สินดังกล่าวจึงตกทอดแก่ ห. ต่อมา ห. ถึงแก่ความตายโดยไม่มีภริยาและบุตร ทรัพย์สินดังกล่าวจึงตกแก่ทายาทโดยธรรม คือ พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน คือ โจทก์ และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของ บ. ที่รับมรดกแทนที่ บ. แม้จะเป็นทรัพย์สินเดียวกันก็ตาม โจทก์จึงมีสิทธิในที่ดินและเงินค่าเช่า 1 ใน 2 ส่วน ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าเช่า 1,435,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 28653 รวมทั้งส่งมอบสำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ 52 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในที่ดินและส่งมอบทะเบียนบ้าน แต่ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ส่วนศาลอุทธรณ์ภาค 1 แก้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,435,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นางบุญเยี่ยมทำพินัยกรรมยกที่ดินและห้องแถวให้นายหยุด เมื่อนายหยุดถึงแก่ความตายโดยไม่มีคู่สมรสและบุตร ทรัพย์ดังกล่าวรวมทั้งค่าเช่าซึ่งเป็นดอกผลนิตินัย ย่อมตกแก่ทายาทตามมาตรา 1599 วรรคหนึ่ง โดยโจทก์เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายหยุด มีสิทธิรับมรดกตามมาตรา 1629 (3) ขณะเดียวกันจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของนางบุญเยี่ยม ผู้เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายหยุดและถึงแก่ความตายก่อนนายหยุด ย่อมมีสิทธิรับมรดกแทนที่ตามมาตรา 1639 ด้วย ดังนั้น มรดกของนายหยุดจึงตกแก่โจทก์และจำเลยที่ 2 ฝ่ายละกึ่งหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าเช่าได้เพียง 717,500 บาท และมีสิทธิในที่ดินเพียง 1 ใน 2 ส่วน ไม่อาจขอให้โอนกรรมสิทธิ์ทั้งแปลงหรือขอรับทะเบียนบ้านแต่ผู้เดียวได้ ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในที่ดินในฐานะเจ้าของรวม 1 ใน 2 ส่วน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 717,500 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยไม่ต้องส่งมอบสำเนาทะเบียนบ้านแก่โจทก์แต่ผู้เดียว ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 1,435,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 28653 และให้ส่งมอบสำเนาทะเบียนบ้านหรือจดแจ้งชื่อโจทก์ในสำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ 52 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 28653 ไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ (สาขาพระประแดง) และส่งมอบสมุดสำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ 52 แก่โจทก์ สำหรับคำขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยจดแจ้งชื่อโจทก์ในทะเบียนนั้น โจทก์สามารถขอคัดสำเนาคำพิพากษาที่รับรองถูกต้องไปดำเนินการได้อยู่แล้ว จึงไม่บังคับให้ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องจำเลยที่ 2 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,435,000 บาท คืนให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561) (ที่ถูก 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ นายหยุด และนางบุญเยี่ยม เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน จำเลยที่ 1 เป็นสามีนางบุญเยี่ยม มีบุตรด้วยกันคือจำเลยที่ 2 เดิมนางบุญเยี่ยมเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 28653 กับห้องแถวเลขที่ 96/1 ถึง 96/3 เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2535 นางบุญเยี่ยมทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินและห้องแถวดังกล่าวให้แก่นายหยุด ต่อมาวันที่ 15 กันยายน 2541 นางบุญเยี่ยมถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางบุญเยี่ยม หลังจากนั้นวันที่ 14 พฤศจิกายน 2548 นายหยุดถึงแก่ความตาย โดยนายหยุดไม่ได้ทำพินัยกรรม นายหยุดไม่ได้สมรสและไม่มีบุตร บิดามารดาของนายหยุดได้ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายหยุด เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2548 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาพระประแดง ออกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 28653 พร้อมกับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงสารบัญจดทะเบียนระบุชื่อจำเลยที่ 1 ในช่องผู้รับสัญญาในฐานะผู้จัดการมรดกของนางบุญเยี่ยม หลังนายหยุดถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสองร่วมกันเก็บค่าเช่าบ้านเลขที่ 52 ดังกล่าว จากผู้เช่าตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2548 ถึงเดือนกันยายน 2559 เป็นเงิน 1,048,000 บาท และค่าเช่าห้องแถวเลขที่ 96/1 ถึง 96/3 ดังกล่าวจากผู้เช่าตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2548 ถึงเดือนกรกฎาคม 2559 รวมเป็นเงิน 387,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,435,000 บาท ต่อมาวันที่ 22 กันยายน 2559 นายอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เปิดพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองของนางบุญเยี่ยม คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองต้องคืนเงินค่าเช่า 1,435,000 บาท ให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามพินัยกรรมของนางบุญเยี่ยม ที่ดินโฉนดเลขที่ 28653 กับห้องแถวเลขที่ 96/1 ถึง 96/3 ตกเป็นของนายหยุด เมื่อนายหยุดถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2548 โดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้ ที่ดินและห้องแถวดังกล่าวจึงตกแก่ทายาทของนายหยุดทันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง ค่าเช่าที่ดินและห้องแถวดังกล่าว 1,435,000 บาท นับแต่นายหยุดถึงแก่ความตายเป็นดอกผลนิตินัย ย่อมตกแก่ทายาทของนายหยุดด้วย แม้หากว่านายหยุดจะมอบหมายให้จำเลยทั้งสองเก็บค่าเช่า แต่จำเลยทั้งสองก็ไม่อาจนำมาอ้างเป็นเหตุให้มีสิทธิในเงินค่าเช่าดังกล่าว ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 เป็นทายาทของนายหยุดด้วยนั้น เห็นว่า ข้อนี้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ แต่อย่างไรก็ตามคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าเช่าดังกล่าวในฐานะทายาทประเภทพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายหยุด ทั้งโจทก์บรรยายฟ้องด้วยว่านางบุญเยี่ยมเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับโจทก์และนายหยุด นางบุญเยี่ยมถึงแก่ความตายก่อนนายหยุด โดยจำเลยที่ 2 เป็นบุตรของนางบุญเยี่ยม ดังนี้ ตามฟ้องโจทก์จึงเป็นกรณีที่โจทก์ นายหยุด และนางบุญเยี่ยม เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน โดยโจทก์เป็นทายาทมีสิทธิรับมรดกประเภทพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายหยุดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (3) และเมื่อนางบุญเยี่ยมเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายหยุดด้วย ซึ่งหากมีชีวิตอยู่ก็เป็นทายาทมีสิทธิรับมรดกของนายหยุดเช่นเดียวกับโจทก์ แต่เมื่อนางบุญเยี่ยมถึงแก่ความตายไปก่อนนายหยุด จำเลยที่ 2 เป็นบุตรของนางบุญเยี่ยมและเป็นผู้สืบสันดานของนางบุญเยี่ยม ย่อมมีสิทธิรับมรดกแทนที่นางบุญเยี่ยมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1639 ดังนี้ มรดกของนายหยุดจึงตกแก่โจทก์และทายาทของนางบุญเยี่ยม โจทก์จึงมีสิทธิในเงินค่าเช่า 1 ใน 2 ส่วน จำนวน 717,500 บาท เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางบุญเยี่ยมและจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นทายาทของนางบุญเยี่ยมร่วมกันชำระเงินค่าเช่าทั้งหมดแก่โจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าเช่าดังกล่าวและที่ดินโฉนดเลขที่ 28653 ในฐานะทายาทประเภทพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายหยุด แต่นางบุญเยี่ยมซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายหยุดมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้สืบสันดานมีสิทธิรับมรดกแทนที่ด้วยดังวินิจฉัยข้างต้น โจทก์จึงไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางบุญเยี่ยมนำที่ดินโฉนดเลขที่ 28653 ไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินเพียงผู้เดียว และไม่อาจถือได้ว่าการที่สมุดสำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ 52 อยู่ที่จำเลยที่ 1 เป็นการขัดต่อสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบสมุดสำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ 52 แก่โจทก์เพียงผู้เดียวได้ เพราะโจทก์มีสิทธิในที่ดิน 1 ใน 2 ส่วน เท่านั้น ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความอุทธรณ์และฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 252 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 28653 โดยให้โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน 1 ใน 2 ส่วน จำเลยที่ 1 ไม่ต้องส่งมอบสมุดสำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ 52 แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 717,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ |



.jpg)
