
| ฟ้องแบ่งมรดกเกิน 10 ปีขาดอายุความหรือไม่ หากทายาทอื่นครอบครองทรัพย์มรดกแทน? วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับอายุความคดีมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1748 และ 1754
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ ปัญหาทางกฎหมายเรื่องอายุความฟ้องคดีมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ว่าทายาทที่ไม่ได้ครอบครองทรัพย์มรดกจะต้องฟ้องเรียกเอาทรัพย์มรดกภายในกำหนดเวลา 1 ปีหรือไม่ และหากปล่อยเวลาให้ผ่านไปเป็นเวลานานเกิน 10 ปี จะถือว่าคดีขาดอายุความหรือไม่ โดยเฉพาะในกรณีที่ทรัพย์มรดกยังไม่ได้มีการแบ่งกัน และมีทายาทบางคนครอบครองทรัพย์มรดกดังกล่าวไว้แทนทายาทอื่น คดีนี้ศาลฎีกาได้วินิจฉัยหลักสำคัญเกี่ยวกับ ความแตกต่างระหว่างการฟ้องเรียกทรัพย์มรดกตามมาตรา 1754 กับการฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกตามมาตรา 1748 ซึ่งมีผลโดยตรงต่อสิทธิของทายาทในการเรียกร้องทรัพย์มรดกภายหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเป็นเวลานาน โดยศาลฎีกาวางหลักว่า หากทรัพย์มรดกยังไม่ได้แบ่ง และทายาทบางคนครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาทอื่นโดยยังไม่ได้เปลี่ยนเจตนาการครอบครอง การฟ้องแบ่งมรดกในภายหลังย่อมไม่อยู่ในบังคับของอายุความตามมาตรา 1754 แม้เวลาจะผ่านไปนานเกินสิบปีก็ตาม แนวคำพิพากษานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตีความกฎหมายมรดก และเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการพิจารณาคดีแบ่งทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งในทางปฏิบัติ ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์เป็นทายาทของเจ้ามรดก ซึ่งมีทรัพย์มรดกเป็น สิทธิในกิจการโรงเรียน ต่อมาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ครอบครองและดำเนินกิจการดังกล่าวต่อไป โดยโจทก์มิได้มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นหรือผู้จัดการกิจการ โจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสาม 1. เพิ่มชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นในกิจการโดยใช้ทรัพย์มรดกของโจทก์แทนเงินลงทุน 2. เพิ่มชื่อโจทก์เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ 3. แก้ไขจำนวนเงินลงทุนของจำเลยบางราย 4. หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยต่อสู้ว่า คดีขาดอายุความ เพราะโจทก์ไม่ได้ครอบครองทรัพย์มรดก และฟ้องคดีหลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเกินกว่า 10 ปีแล้ว ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย ปัญหาสำคัญของคดีคือ การฟ้องเรียกทรัพย์มรดกหลังจากเจ้ามรดกตายเกิน 10 ปี จะขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 หรือไม่ หลักกฎหมายเกี่ยวกับอายุความคดีมรดก ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดหลักเกี่ยวกับมรดกไว้สองลักษณะสำคัญ (1) มาตรา 1754 กำหนดอายุความสำหรับ ทายาทที่ไม่ได้ครอบครองทรัพย์มรดก ที่จะฟ้องเรียกทรัพย์มรดก ต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่รู้หรือควรรู้ถึงความตายของเจ้ามรดก และไม่เกิน 10 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย (2) มาตรา 1748 กำหนดหลักว่า ทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมของทายาททุกคน ทายาทย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้แบ่งมรดกได้ การตีความของศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า มาตรา 1754 ใช้กับกรณี “ทายาทที่ไม่ได้ครอบครองทรัพย์มรดก ฟ้องเรียกทรัพย์มรดกจากผู้ครอบครอง” แต่หาก ทรัพย์มรดกยังไม่ได้แบ่ง และมีทายาทบางคนครอบครองทรัพย์แทนทายาทอื่น กรณีดังกล่าวเป็น การครอบครองแทนทายาทร่วม จึงเป็นกรณีที่อยู่ในบังคับของ มาตรา 1748 ไม่ใช่มาตรา 1754 หลักเรื่องการครอบครองแทนทายาท ศาลฎีกาวางหลักว่า แม้ทายาทบางคนจะครอบครองทรัพย์มรดกเป็นเวลานาน แต่หาก ยังไม่ได้แสดงเจตนาเปลี่ยนการยึดถือครอบครอง ก็ยังถือว่า ครอบครอง แทนทายาทร่วม การประยุกต์ใช้กับคดีนี้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ครอบครองสิทธิในกิจการโรงเรียน แทนทายาทอื่น และไม่ปรากฏว่าได้แสดงเจตนาเปลี่ยนการครอบครอง ดังนั้น แม้โจทก์จะฟ้องคดี หลังจากเจ้ามรดกตายเกินกว่า 10 ปี คดีก็ ไม่ขาดอายุความ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยทั้งสามแบ่งหุ้นในกิจการของจำเลยที่ 1 และให้จดทะเบียนเพิ่มชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นตามส่วนแห่งทรัพย์มรดก 1 ส่วนใน 12 ส่วน หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3. ศาลฎีกา พิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่าคดีไม่ขาดอายุความ เนื่องจากจำเลยครอบครองทรัพย์มรดกแทนโจทก์ จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 1754 และไม่อาจยกอายุความดังกล่าวขึ้นต่อสู้ได้ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย แนวคำพิพากษานี้วางหลักกฎหมายสำคัญว่า การครอบครองทรัพย์มรดกของทายาทบางคนโดยยังไม่ได้แบ่งมรดก ถือเป็นการครอบครองแทนทายาทร่วม มิใช่การครอบครองเพื่อตนเอง เว้นแต่จะปรากฏการแสดงเจตนาเปลี่ยนการยึดถือครอบครองอย่างชัดแจ้ง ดังนั้น การฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกในกรณีดังกล่าวจึงอยู่ภายใต้หลักกรรมสิทธิ์รวมของทายาทตามมาตรา 1748 ไม่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดอายุความตามมาตรา 1754 แม้เวลาจะผ่านไปเป็นระยะเวลานานก็ตาม หลักกฎหมายดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการคุ้มครองสิทธิของทายาท และป้องกันมิให้ทายาทบางคนใช้ประโยชน์จากการครอบครองทรัพย์มรดกเป็นเวลานานเพื่ออ้างอายุความตัดสิทธิของทายาทคนอื่นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความเรื่อง อายุความฟ้องคดีมรดก ว่าการที่ทายาทบางคนไม่ได้ครอบครองทรัพย์มรดกด้วยตนเอง แต่มีทายาทอื่นครอบครองทรัพย์มรดกไว้แทน จะต้องฟ้องเรียกทรัพย์มรดกภายในกำหนดเวลา 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หากทรัพย์มรดกยังไม่ได้แบ่งและมีทายาทบางคนครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาทอื่น การฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกย่อมอยู่ภายใต้หลักกรรมสิทธิ์รวมของทายาทตามมาตรา 1748 ไม่อยู่ในบังคับของอายุความตามมาตรา 1754 แม้เวลาจะผ่านไปเกิน 10 ปี นับแต่เจ้ามรดกตายก็ตาม มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1748 และมาตรา 1754 สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. การครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาทร่วม หมายถึงกรณีที่ทายาทบางคนเข้าครอบครองหรือดูแลทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง โดยการครอบครองนั้นมิได้มีเจตนาจะยึดถือเป็นของตนแต่เพียงผู้เดียว แต่เป็นการครอบครองแทนทายาททุกคน หากยังไม่ได้แสดงเจตนาเปลี่ยนการยึดถือครอบครอง การครอบครองดังกล่าวยังคงถือว่าเป็นการครอบครองแทนทายาทร่วมอยู่ แม้เวลาจะผ่านไปเป็นเวลานานเพียงใดก็ตาม 2. อายุความฟ้องคดีมรดกตามมาตรา 1754 บทบัญญัติมาตรา 1754 ใช้บังคับเฉพาะกรณีที่ทายาทซึ่งไม่ได้ครอบครองทรัพย์มรดกฟ้องเรียกทรัพย์มรดกจากผู้ครอบครองเพื่อตนเองเท่านั้น ซึ่งต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก และไม่เกิน 10 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย แต่หากทรัพย์มรดกยังไม่ได้แบ่งและมีทายาทอื่นครอบครองแทน การฟ้องแบ่งมรดกย่อมอยู่ในบังคับของมาตรา 1748 จึงไม่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดอายุความดังกล่าว คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คำถาม 1. ฟ้องแบ่งมรดกเกิน 10 ปีจะขาดอายุความเสมอหรือไม่ คำตอบ การฟ้องแบ่งมรดกเกิน 10 ปีไม่ได้หมายความว่าจะขาดอายุความเสมอไป ทั้งนี้ต้องพิจารณาลักษณะของการครอบครองทรัพย์มรดกเป็นสำคัญ หากเป็นกรณีที่ทรัพย์มรดกยังไม่ได้แบ่ง และมีทายาทบางคนครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาทอื่น การครอบครองดังกล่าวถือเป็นการครอบครองแทนทายาทร่วม มิใช่การครอบครองเพื่อตนเอง ดังนั้นการฟ้องแบ่งมรดกในภายหลังจึงอยู่ภายใต้หลักกรรมสิทธิ์รวมตามมาตรา 1748 มิใช่การฟ้องเรียกทรัพย์มรดกตามมาตรา 1754 จึงไม่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดอายุความ 1 ปี หรือ 10 ปี ตามที่กฎหมายกำหนด คำถาม 2. การครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาทอื่นหมายความว่าอย่างไร คำตอบ การครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาทอื่น หมายถึงกรณีที่ทายาทบางคนเข้าครอบครองหรือดูแลทรัพย์มรดกซึ่งยังไม่ได้แบ่ง โดยการครอบครองนั้นไม่ได้มีเจตนาจะยึดถือเป็นของตนเพียงผู้เดียว แต่เป็นการครอบครองแทนทายาทร่วมทุกคน เช่น การบริหารกิจการครอบครัว การดูแลที่ดินมรดก หรือการดำเนินกิจการที่เป็นทรัพย์มรดก การครอบครองลักษณะนี้ไม่ถือว่าเป็นการครอบครองเพื่อตัดสิทธิทายาทอื่น เว้นแต่จะมีการแสดงเจตนาเปลี่ยนการยึดถือครอบครองอย่างชัดแจ้ง คำถาม 3. ทายาทที่ไม่ได้ครอบครองทรัพย์มรดกต้องฟ้องภายใน 1 ปีจริงหรือไม่ คำตอบ หลักอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1754 ใช้เฉพาะกรณีที่ทายาทไม่ได้ครอบครองทรัพย์มรดกและต้องการฟ้องเรียกทรัพย์มรดกจากผู้ที่ครอบครองทรัพย์นั้นในฐานะของตนเอง อย่างไรก็ตาม หากผู้ครอบครองเป็นทายาทร่วมและครอบครองแทนทายาทอื่น การฟ้องแบ่งมรดกในกรณีดังกล่าวจะไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 1754 แต่จะอยู่ภายใต้หลักกรรมสิทธิ์รวมของทายาทตามมาตรา 1748 ซึ่งเปิดโอกาสให้ทายาทสามารถเรียกร้องให้แบ่งมรดกได้ แม้เวลาจะผ่านไปนานก็ตาม คำถาม 4. การครอบครองทรัพย์มรดกนานหลายสิบปีทำให้เป็นเจ้าของได้หรือไม่ คำตอบ การครอบครองทรัพย์มรดกเป็นเวลานานไม่ได้ทำให้ผู้ครอบครองกลายเป็นเจ้าของโดยอัตโนมัติ หากการครอบครองนั้นเป็นการครอบครองแทนทายาทร่วม การครอบครองดังกล่าวยังคงถือว่าเป็นการครอบครองในฐานะผู้แทนทายาทอื่นอยู่เสมอ เว้นแต่จะมีพฤติการณ์ที่แสดงอย่างชัดเจนว่าผู้ครอบครองได้เปลี่ยนเจตนาเป็นการครอบครองเพื่อตนเอง เช่น การปฏิเสธสิทธิของทายาทอื่นหรือการแสดงเจตนาเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว คำถาม 5. ทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งถือเป็นกรรมสิทธิ์ของใคร คำตอบ ตามหลักกฎหมายมรดก ทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งถือเป็นกรรมสิทธิ์รวมของทายาททุกคน กล่าวคือ ทายาทแต่ละคนมีสิทธิในทรัพย์มรดกตามส่วนของตน แต่ยังไม่มีการกำหนดทรัพย์เฉพาะส่วนจนกว่าจะมีการแบ่งมรดก ดังนั้นทายาทแต่ละคนจึงมีสิทธิเรียกร้องให้มีการแบ่งทรัพย์มรดกได้ตลอดเวลา เว้นแต่จะมีเหตุทางกฎหมายที่ทำให้สิทธิดังกล่าวระงับไป คำถาม 6. หากทายาทคนหนึ่งบริหารกิจการของครอบครัวจะถือว่าเป็นเจ้าของหรือไม่ คำตอบ การที่ทายาทคนหนึ่งบริหารกิจการของครอบครัว เช่น ธุรกิจหรือกิจการโรงเรียน ซึ่งเป็นทรัพย์มรดก มิได้ทำให้ทายาทคนนั้นกลายเป็นเจ้าของทรัพย์มรดกแต่เพียงผู้เดียวโดยอัตโนมัติ การบริหารกิจการดังกล่าวอาจถือเป็นการบริหารทรัพย์มรดกแทนทายาทร่วม หากไม่ปรากฏว่ามีการตกลงแบ่งมรดกหรือมีการเปลี่ยนเจตนาการครอบครองอย่างชัดเจน คำถาม 7. ทายาทสามารถฟ้องให้เพิ่มชื่อเป็นหุ้นส่วนในกิจการมรดกได้หรือไม่ คำตอบ หากกิจการดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก ทายาทย่อมมีสิทธิในทรัพย์สินนั้นตามส่วนของตน การฟ้องเพื่อให้เพิ่มชื่อเป็นผู้ถือหุ้นหรือหุ้นส่วนในกิจการมรดกจึงเป็นการใช้สิทธิในทรัพย์มรดกของตนเอง หากพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินหรือกิจการนั้นเป็นมรดก ศาลอาจมีคำพิพากษาให้แก้ไขทะเบียนหุ้นหรือทะเบียนกิจการเพื่อให้สอดคล้องกับสิทธิของทายาทได้ คำถาม 8. แนวคำพิพากษานี้มีความสำคัญอย่างไรต่อคดีมรดก คำตอบ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตีความเรื่องอายุความคดีมรดก เพราะวางหลักว่า การครอบครองทรัพย์มรดกของทายาทบางคนโดยยังไม่ได้แบ่งมรดกเป็นการครอบครองแทนทายาทร่วม มิใช่การครอบครองเพื่อตนเอง หลักดังกล่าวช่วยป้องกันไม่ให้ทายาทบางคนใช้การครอบครองทรัพย์เป็นเวลานานเพื่ออ้างอายุความตัดสิทธิของทายาทคนอื่นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1533/2557 อายุความฟ้องคดีมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 เป็นกรณีที่ทายาทที่ไม่ได้ครอบครองทรัพย์มรดกฟ้องขอแบ่งมรดกในฐานะที่มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย แต่หากเป็นกรณีที่ทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งและทายาทผู้นั้นยังครอบครองทรัพย์มรดกอยู่หรือมีทายาทอื่นครอบครองทรัพย์มรดกไว้แทนแล้ว กรณีนี้ทายาทผู้นั้นย่อมสามารถฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกได้ตามมาตรา 1748 ไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 1754 ทั้งนี้เพราะไม่มีกฎหมายใดบังคับให้ทายาทที่มิได้ครอบครองทรัพย์มรดกด้วยตนเองแต่มีทายาทอื่นครอบครองแทนต้องฟ้องเรียกเอาทรัพย์มรดกจากทายาทอื่นที่ครอบครองแทนใน 1 ปี และการที่ทายาทบางคนได้ครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาทอื่นแล้วแม้ครอบครองแทนนานเพียงใด หากยังไม่ได้เปลี่ยนเจตนาการยึดถือครอบครอง ยังถือว่าเป็นการครอบครองแทนอยู่นั่นเอง เมื่อได้ความว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ครอบครองสิทธิในกิจการโรงเรียนอันเป็นทรัพย์มรดกแทนโจทก์ และมิได้แสดงเจตนาเปลี่ยนการยึดถือครอบครอง แม้โจทก์จะฟ้องเอาทรัพย์มรดกดังกล่าวเกิน 10 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย คดีย่อมไม่ขาดอายุความ และไม่อาจยกเอาอายุความมรดกตามมาตรา 1754 มาใช้บังคับได้ ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้เพิ่มชื่อเป็นผู้ถือหุ้นและผู้จัดการในกิจการของจำเลยที่ 1 โดยอาศัยสิทธิในทรัพย์มรดกแทนการลงเงิน พร้อมขอให้แก้ไขจำนวนเงินลงทุนของจำเลยที่ 2 หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยทั้งสามขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้แบ่งหุ้นและเพิ่มชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นตามส่วนมรดก 1 ใน 12 ส่วน คำขออื่นให้ยก ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นมีเพียงว่าฟ้องขาดอายุความหรือไม่ แม้มาตรา 1754 กำหนดให้ทายาทที่ไม่ได้ครอบครองทรัพย์มรดกต้องฟ้องภายใน 1 ปี และไม่เกิน 10 ปี แต่ใช้เฉพาะกรณีฟ้องเรียกทรัพย์มรดกจากผู้ครอบครองเพื่อตนเองเท่านั้น หากทรัพย์มรดกยังไม่ได้แบ่งและมีทายาทอื่นครอบครองแทน ย่อมฟ้องแบ่งมรดกได้ตามมาตรา 1748 ไม่อยู่ในบังคับมาตรา 1754 เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ครอบครองสิทธิในกิจการโรงเรียนแทนโจทก์ และไม่เคยเปลี่ยนเจตนาครอบครอง คดีจึงไม่ขาดอายุความ แม้ฟ้องเกิน 10 ปี ศาลฎีกาพิพากษายืน ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามเพิ่มชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นลงหุ้นด้วยเงิน 4,000,000 บาท ลงในหนังสือรับรองของจำเลยที่ 1 โดยอาศัยทรัพย์มรดกส่วนของโจทก์ที่มีอยู่แล้วแทนการลงเงิน ให้จำเลยทั้งสามเพิ่มชื่อโจทก์เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เปลี่ยนจำนวนเงินที่จำเลยที่ 2 ลงหุ้นด้วยเงิน 6,000,000 บาท เป็น 4,000,000 บาท และให้จำเลยทั้งสามแต่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 หากจำเลยทั้งสามไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามแบ่งจำนวนหุ้นในกิจการของจำเลยที่ 1 และให้จดทะเบียนเพิ่มชื่อโจทก์เป็นหุ้นส่วนผู้ถือหุ้นในหนังสือรับรองของจำเลยที่ 1 ตามส่วนแห่งทรัพย์มรดกโจทก์ที่มีสิทธิอยู่ 1 ส่วน ใน 12 ส่วน แทนการลงเงิน หากจำเลยทั้งสามไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย นางสาวภัทรพร บุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพียงประการเดียวว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า ทายาทที่ไม่ได้ครอบครองทรัพย์มรดกจะต้องฟ้องเรียกเอาทรัพย์มรดกเสียภายใน 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 เมื่อพ้น 1 ปีแล้ว จะถือว่าทายาทอื่นครอบครองทรัพย์มรดกแทนไม่ได้ เมื่อโจทก์ซึ่งไม่ได้ครอบครองสิทธิในทรัพย์มรดกพิพาทมาฟ้องคดีนี้ภายหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตายกว่า 10 ปี แล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า อายุความฟ้องคดีมรดกตามมาตรา 1754 เป็นกรณีทายาทที่ไม่ได้ครอบครองทรัพย์มรดกฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกในฐานะที่มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย ซึ่งจะต้องฟ้องเสียภายในกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทรู้หรือควรรู้ถึงความตายของเจ้ามรดก แต่ทั้งนี้มิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้น 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หากเป็นกรณีที่ทรัพย์มรดกนั้นยังไม่ได้แบ่งปัน และทายาทผู้นั้นครอบครองทรัพย์มรดกอยู่หรือมีทายาทอื่นครอบครองทรัพย์มรดกไว้แทน ย่อมสามารถฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้ตามมาตรา 1748 โดยไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 1754 ทั้งไม่มีบทกฎหมายใดที่บังคับให้ทายาทที่มิได้ครอบครองทรัพย์มรดกด้วยตนเองแต่มีทายาทอื่นครอบครองแทนจะต้องฟ้องเรียกเอาทรัพย์มรดกจากทายาทที่ครอบครองแทนภายใน 1 ปี ดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้าง การที่ทายาทบางคนครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาทอื่น แม้เป็นเวลาช้านานเพียงใดหากยังไม่ได้แสดงเจตนาเปลี่ยนการยึดถือครอบครอง ก็ยังคงเป็นการครอบครองแทนทายาทอื่นอยู่นั่นเอง ดังนี้เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ครอบครองสิทธิในกิจการโรงเรียนอันเป็นทรัพย์มรดกของนายเคี๋ยงน้ำแทนโจทก์ และจำเลยที่ 2 มิได้แสดงเจตนาเปลี่ยนการยึดถือครอบครอง แม้โจทก์จะฟ้องเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกดังกล่าวเมื่อเกิน 10 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย คดีก็ไม่ขาดอายุความ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่อาจยกเอาอายุความตามมาตรา 1754 มาใช้บังคับ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ |



.jpg)
