
| ที่ดิน น.ส.3 ก. ที่ผู้ตายยังไม่ส่งมอบให้ใครก่อนตาย เป็นมรดกหรือไม่ ผู้จัดการมรดกโอนเข้าชื่อตนเองได้เพียงใด และทายาทจะเรียกเพิกถอนคืนได้หรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญในคดีมรดกและสิทธิครอบครองที่ดินว่า การที่เจ้ามรดกเคยพูดหรือสั่งเสียต่อหน้าทายาทว่าจะยกที่ดินให้แก่ทายาทคนหนึ่งนั้น เพียงพอหรือไม่ที่จะทำให้ที่ดินหลุดพ้นจากการเป็นทรัพย์มรดก อีกทั้งยังเกี่ยวพันถึงอำนาจและขอบเขตหน้าที่ของผู้จัดการมรดกว่า ผู้จัดการมรดกซึ่งเข้าครอบครองหรือจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกมาเป็นชื่อของตนเอง จะถือว่ากลายเป็นเจ้าของโดยลำพังได้หรือไม่ หากไม่มีการแสดงเจตนาเปลี่ยนลักษณะการครอบครองให้ชัดแจ้งต่อทายาทคนอื่น คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับข้อพิพาทที่พบได้บ่อยในทางปฏิบัติ คือกรณีทายาทบางคนอ้างคำพูดของผู้ตายเป็นเหตุยึดถือทรัพย์ไว้แต่ผู้เดียว และใช้อำนาจในฐานะผู้จัดการมรดกดำเนินการทางทะเบียนเพื่อประโยชน์ของตนเอง ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า การยกทรัพย์มรดก การทำพินัยกรรมด้วยวาจา การครอบครองแทนทายาท และการเรียกร้องเฉพาะส่วนของตนตามกฎหมายมรดก เป็นคนละประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างเคร่งครัดตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สรุปข้อเท็จจริงและประเด็นข้อพิพาท โจทก์และจำเลยเป็นบุตรของนายเพาะและนางหย่อน มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม 11 คน นายเพาะถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2531 โดยไม่ได้ทำพินัยกรรมเป็นหนังสือไว้ ขณะถึงแก่ความตาย นายเพาะยังมีชื่อเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1 เนื้อที่ประมาณ 18 ไร่ 2 งาน ซึ่งเป็นที่ดินพิพาท เดิมที่ดินแปลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงใหญ่ของนายเพาะที่ได้แบ่งให้บุตรไปแล้วหลายส่วน เหลือเฉพาะแปลงพิพาทนี้ ต่อมา ศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายเพาะ และเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2538 จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกได้จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทมาเป็นของตนเองในฐานะส่วนตัว ภายหลังในปี 2562 ยังได้มีการดำเนินการรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยอีกด้วย โจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกของนายเพาะ ให้เพิกถอนการโอนกลับมาเป็นทรัพย์มรดก ให้จำเลยแบ่งปันแก่ทายาทโดยธรรม และให้เพิกถอนคำขอรังวัดออกโฉนด ประเด็นพิพาทสำคัญของคดีจึงมีอย่างน้อย 4 ประเด็น คือ ประเด็นแรก คำสั่งเสียของนายเพาะที่บอกว่าจะยกที่ดินให้จำเลย มีผลเป็นการยกให้หรือเป็นพินัยกรรมด้วยวาจาหรือไม่ ประเด็นที่สอง หากระหว่างมีชีวิตนายเพาะยังไม่ส่งมอบการครอบครอง ที่ดินพิพาทยังคงเป็นทรัพย์มรดกหรือไม่ ประเด็นที่สาม การที่จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกและโอนสิทธิครอบครองเข้าชื่อตนเอง จะทำให้จำเลยกลายเป็นผู้ครอบครองในฐานะเจ้าของแต่ผู้เดียวหรือไม่ ประเด็นที่สี่ โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้เพิกถอนการโอนและแบ่งทรัพย์ได้เพียงใด โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิของทายาทคนอื่นซึ่งมิได้เข้ามาเป็นคู่ความในคดี คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยเริ่มจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางทะเบียนและคำเบิกความพยานว่า ขณะนายเพาะยังมีชีวิตอยู่ นายเพาะยังคงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและยังคงได้รับผลประโยชน์จากการทำนาในที่ดินดังกล่าว โดยมีบุคคลอื่นเข้าไปทำนาและมอบผลตอบแทนให้แก่เจ้ามรดก ข้อเท็จจริงเช่นนี้แสดงให้เห็นชัดว่า นายเพาะยังมิได้ยกหรือส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่จำเลยในระหว่างมีชีวิต การที่จำเลยนำสืบว่า ผู้ตายเคยสั่งเสียว่าจะยกที่ดินให้แก่ตนนั้น แม้จะรับฟังได้ในระดับหนึ่งว่าเคยมีคำกล่าวเช่นนั้น แต่ก็ยังไม่ทำให้เกิดผลเป็นการโอนทรัพย์หรือยกกรรมสิทธิ์ เพราะที่ดินพิพาทยังอยู่ในความครอบครองของผู้ตายจนถึงวันตาย ในส่วนของพินัยกรรมด้วยวาจา ศาลฎีกาวางหลักเคร่งครัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1663 ว่า การทำพินัยกรรมด้วยวาจาจะกระทำได้เฉพาะเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษเท่านั้น เช่น ตกอยู่ในอันตรายใกล้ความตาย มีโรคระบาด หรืออยู่ในภาวะสงคราม ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไม่สามารถทำพินัยกรรมตามแบบปกติได้ คดีนี้ไม่ปรากฏว่ามีเหตุพิเศษดังกล่าว คำสั่งเสียของนายเพาะจึงไม่อาจยกขึ้นเป็นพินัยกรรมด้วยวาจาที่สมบูรณ์ตามกฎหมายได้ เจตนารมณ์ของมาตรา 1663 คือการคุ้มครองความแน่นอนในการแสดงเจตนาจัดการทรัพย์สินหลังความตาย และป้องกันการอ้างถ้อยคำลอย ๆ ภายหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตายโดยไม่มีหลักฐานอันมั่นคงรองรับ เมื่อการยกให้ยังไม่เสร็จและคำสั่งเสียก็ไม่เป็นพินัยกรรมที่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นทรัพย์มรดกของนายเพาะทันทีเมื่อถึงแก่ความตาย ตามมาตรา 1599 และมาตรา 1600 ซึ่งวางหลักว่ามรดกของผู้ตายย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทันทีที่เจ้ามรดกตาย เว้นแต่จะมีพินัยกรรมกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น บทบัญญัตินี้มีเจตนารมณ์เพื่อกำหนดจุดเริ่มต้นแห่งสิทธิของทายาทให้แน่นอน และเพื่อให้ทรัพย์ทั้งหมดของผู้ตายเข้าสู่ระบบมรดกโดยอัตโนมัติ ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใดถือเอาทรัพย์ของผู้ตายโดยอาศัยพฤติการณ์คลุมเครือ ในประเด็นสถานะของจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดก ศาลฎีกาถือว่า การที่จำเลยโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทในฐานะผู้จัดการมรดก ย่อมเป็นการเข้าครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาททุกคน ไม่ใช่แทนตนเองแต่ผู้เดียว ผู้จัดการมรดกเป็นผู้มีหน้าที่รวบรวม ดูแล รักษา และแบ่งปันทรัพย์มรดกให้เป็นไปตามกฎหมายหรือพินัยกรรม มิใช่ผู้มีสิทธินำทรัพย์มรดกมาแปลงฐานะเป็นทรัพย์ส่วนตนได้โดยลำพัง หลักนี้สอดคล้องกับธรรมชาติของตำแหน่งผู้จัดการมรดกซึ่งมีลักษณะเป็นผู้แทนกองมรดกและผู้แทนทายาทในกระบวนการจัดการมรดก ศาลฎีกายังวินิจฉัยต่อไปในประเด็นสำคัญเรื่อง “การเปลี่ยนลักษณะการครอบครอง” ตามมาตรา 1381 ว่า แม้จำเลยจะจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองจากฐานะผู้จัดการมรดกมาเป็นชื่อตนเองในฐานะส่วนตัวแล้วก็ตาม แต่หากยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงโดยชัดแจ้งว่า จำเลยได้บอกกล่าวแก่ทายาททุกคนว่าตนไม่ประสงค์ครอบครองแทนทายาทอีกต่อไป และประสงค์จะยึดถือเพื่อตนเองแต่ผู้เดียว ย่อมยังไม่อาจถือได้ว่าจำเลยเปลี่ยนการครอบครองจากการครอบครองแทนไปเป็นการครอบครองในฐานะเจ้าของ เจตนารมณ์ของมาตรา 1381 คือป้องกันไม่ให้บุคคลซึ่งครอบครองทรัพย์ในฐานะผู้แทน ผู้ดูแล หรือผู้ครอบครองแทนบุคคลอื่น พลิกสถานะตนเองเป็นเจ้าของโดยอาศัยเจตนาเฉพาะภายในโดยไม่เปิดเผยต่อผู้มีสิทธิที่แท้จริง อีกประเด็นหนึ่งที่ศาลฎีกาตัดไว้อย่างชัดคือ การที่จำเลยเป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่ มิได้เป็นข้อสันนิษฐานหรือหลักฐานชี้ขาดว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองหรือมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน การเสียภาษีเป็นเพียงภาระทางปกครองอย่างหนึ่ง มิใช่ข้อเท็จจริงที่ทำให้สิทธิในทรัพย์เกิดขึ้นหรือเปลี่ยนมือได้ หลักนี้มีความสำคัญในทางปฏิบัติ เพราะข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินจำนวนมากมักมีการอ้างใบเสร็จภาษีเป็นหลักฐานแห่งสิทธิ ซึ่งศาลฎีกายืนยันว่าต้องพิจารณาร่วมกับพฤติการณ์แห่งการครอบครองและฐานสิทธิที่แท้จริง มิใช่ถือเอาการชำระภาษีเป็นสาระสำคัญแทนเอกสารสิทธิหรือพฤติการณ์การได้มาซึ่งสิทธิ อย่างไรก็ดี ศาลฎีกามิได้พิพากษาให้แบ่งที่ดินแก่ทายาทคนอื่นทั้งหมดตามที่โจทก์ร้องขอ เนื่องจากทายาทคนอื่นมิได้ร้องสอดเข้ามาในคดี และมิได้มอบอำนาจให้โจทก์เรียกทรัพย์มรดกแทน การขอให้ศาลกันส่วนไว้เพื่อทายาทอื่นจึงต้องห้ามตามมาตรา 1749 ศาลฎีกาจึงให้ความคุ้มครองแก่โจทก์ได้เฉพาะส่วนของตน คือ 1 ใน 11 ส่วน พร้อมให้เพิกถอนการโอนเฉพาะในส่วนดังกล่าว และให้จำเลยดำเนินการแบ่งแยกให้โจทก์ ในแง่แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แม้คดีนี้จะมีข้อเท็จจริงเฉพาะของตนเอง แต่หลักกฎหมายที่สะท้อนออกมาสอดคล้องกับแนววินิจฉัยที่ศาลฎีกายึดถือมาโดยต่อเนื่องใน 3 เรื่องสำคัญ คือ เรื่องแรก การอ้างว่าผู้ตายเคยพูดจะยกทรัพย์ให้ใคร ย่อมไม่เพียงพอหากไม่ทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด เรื่องที่สอง ผู้จัดการมรดกหรือทายาทคนหนึ่งซึ่งถือครองทรัพย์มรดกอยู่ก่อน ย่อมถือครองแทนทายาทอื่นด้วย เว้นแต่จะมีการเปลี่ยนเจตนาครอบครองโดยชัดแจ้ง และเรื่องที่สาม ผู้มีสิทธิฟ้องเรียกมรดกหรือขอแบ่งทรัพย์ย่อมเรียกร้องได้เฉพาะสิทธิของตน หากจะดำเนินการแทนทายาทอื่นต้องมีฐานะทางกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน หลักทั้งสามประการนี้ช่วยสร้างความแน่นอนแก่การจัดการมรดก และลดการใช้อำนาจของผู้จัดการมรดกเกินขอบเขตหน้าที่ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ให้ข้อคิดทางกฎหมายอย่างเข้มข้นว่า การจัดการทรัพย์สินก่อนตายของเจ้ามรดกต้องกระทำตามแบบที่กฎหมายบัญญัติ มิฉะนั้นแม้จะมีการพูดหรือสั่งเสียต่อหน้าญาติพี่น้อง ก็ไม่อาจทำให้สิทธิในทรัพย์เปลี่ยนแปลงได้ตามกฎหมาย โดยเฉพาะทรัพย์ประเภทที่ดินซึ่งต้องพิจารณาทั้งฐานสิทธิและพฤติการณ์การส่งมอบการครอบครองประกอบกันอย่างเคร่งครัด ในมิติของกฎหมายมรดก คำพิพากษานี้ยืนยันว่า ผู้จัดการมรดกมีฐานะเป็นผู้จัดการทรัพย์เพื่อประโยชน์ของกองมรดกและทายาท มิใช่ผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์มรดกโดยอิสระ การโอนทรัพย์มรดกเข้าชื่อตนเองโดยไม่มีฐานกฎหมายรองรับ ย่อมถูกเพิกถอนได้ และหากจะอ้างว่าตนเปลี่ยนมาครอบครองเพื่อตนเอง ก็ต้องมีการแสดงเจตนาอย่างชัดแจ้งต่อบรรดาทายาทตามมาตรา 1381 ไม่อาจใช้เพียงการดำเนินการทางทะเบียนหรือการชำระภาษีมาเป็นข้อพิสูจน์แทนเจตนาและฐานสิทธิได้ ในมิติของกระบวนพิจารณา คดียังชี้ให้เห็นว่า ทายาทแต่ละคนมีสิทธิเรียกร้องมรดกเฉพาะส่วนของตน การขอให้ศาลพิพากษาเพื่อประโยชน์แก่ทายาทอื่นโดยไม่มีการเข้ามาเป็นคู่ความหรือมอบอำนาจ อาจติดข้อห้ามตามมาตรา 1749 ได้ ผู้ดำเนินคดีมรดกจึงต้องกำหนดคำขอท้ายฟ้องให้เหมาะสมกับฐานสิทธิของผู้ฟ้อง เพื่อไม่ให้คดีเสียหายเพราะขอเกินสิทธิ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินระหว่างจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกกับจำเลยในฐานะส่วนตัว เฉพาะส่วนของทายาทอื่น 10 ใน 11 ส่วน ให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินแก่ทายาทของนายเพาะตามส่วน และให้เพิกถอนคำขอออกโฉนด หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องทั้งหมด และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยเห็นไม่พ้องกับแนววินิจฉัยของศาลชั้นต้นในประเด็นการเป็นทรัพย์มรดกและสิทธิของโจทก์ในการเรียกร้อง 3. ศาลฎีกา พิพากษากลับว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายเพาะ คำสั่งเสียไม่เป็นพินัยกรรมด้วยวาจา จำเลยยังครอบครองแทนทายาท จึงให้เพิกถอนการโอนเฉพาะส่วนของโจทก์ 1 ใน 11 ส่วน ให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินให้โจทก์ และเพิกถอนคำขอออกโฉนด คำขอเกินกว่าส่วนของโจทก์ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การสั่งเสียของเจ้ามรดกที่ไม่เข้าเงื่อนไข “พินัยกรรมด้วยวาจา” และการที่ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์เข้าชื่อตนเอง จะทำให้สิทธิในทรัพย์มรดกตกเป็นของบุคคลนั้นโดยลำพังได้หรือไม่ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ 1. มาตรา 1663 (พินัยกรรมด้วยวาจา) – ศาลวินิจฉัยว่าคำสั่งเสียของผู้ตายไม่เข้าเงื่อนไขพฤติการณ์พิเศษ จึงไม่เป็นพินัยกรรม ที่ดินยังคงเป็นมรดก 2. มาตรา 1381 (การเปลี่ยนลักษณะการครอบครอง) – ผู้จัดการมรดกต้องแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งต่อทายาท หากไม่มี ย่อมยังถือว่าครอบครองแทนทายาท ไม่ใช่เจ้าของ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ 1. “พินัยกรรมด้วยวาจาไม่สมบูรณ์” – คำสั่งเสียไม่เพียงพอ ต้องมีเงื่อนไขพิเศษตามกฎหมาย 2. “ครอบครองแทนทายาท” – ผู้จัดการมรดกแม้โอนเข้าชื่อตนเอง ก็ยังไม่เป็นเจ้าของ หากไม่เปลี่ยนเจตนาโดยชัดแจ้ง คำถามที่พบบ่อย (FAQ) ก้อนที่ 1 1. คำถาม-ผู้ตายเพียงพูดต่อหน้าทายาทว่าจะยกที่ดินให้บุตรคนหนึ่ง ถือว่าเป็นการยกให้ที่สมบูรณ์หรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้ว การที่เจ้ามรดกเพียงพูดหรือสั่งเสียว่าจะยกที่ดินให้แก่บุตรคนหนึ่ง ยังไม่เพียงพอให้ถือว่าเป็นการยกให้ที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย หากข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏว่ามีการส่งมอบการครอบครอง หรือมีการดำเนินการตามแบบทางกฎหมายที่จำเป็นสำหรับทรัพย์นั้นอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะเมื่อผู้ตายยังคงยึดถือครอบครองทรัพย์ รับผลประโยชน์จากที่ดิน และมิได้แสดงออกถึงการสละการครอบครองอย่างแท้จริง ที่ดินย่อมยังคงเป็นทรัพย์ของผู้ตายอยู่ เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย ทรัพย์ดังกล่าวจึงตกเป็นมรดกแก่ทายาทโดยธรรมทันที คดีนี้ศาลฎีกาให้ความสำคัญอย่างมากกับพฤติการณ์ก่อนตายของเจ้ามรดก และเห็นว่าการสั่งเสียเพียงลำพังไม่อาจแทนการโอนหรือการยกให้ที่ชอบด้วยกฎหมายได้ การอ้างคำพูดของผู้ตายภายหลังจึงต้องถูกพิจารณาอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันมิให้มีการอ้างสิทธิโดยไม่มีหลักฐานแน่นอน 2. คำถาม-คำสั่งเสียของผู้ตายจะถือเป็นพินัยกรรมด้วยวาจาได้ในกรณีใด คำตอบ พินัยกรรมด้วยวาจาเป็นข้อยกเว้นที่กฎหมายยอมรับในกรณีจำกัดมาก และต้องมี “พฤติการณ์พิเศษ” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1663 เช่น ผู้ทำพินัยกรรมตกอยู่ในอันตรายใกล้ความตาย อยู่ในภาวะสงคราม หรือมีโรคระบาดจนไม่อาจทำพินัยกรรมในรูปแบบปกติได้ หากไม่มีเหตุพิเศษเช่นว่านั้น การพูดสั่งเสียทั่วไป แม้จะกระทำต่อหน้าญาติพี่น้องหลายคน ก็ยังไม่เป็นพินัยกรรมด้วยวาจาที่สมบูรณ์ ผลของกฎหมายจึงยังถือว่าผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักอย่างชัดเจนว่า แม้นายเพาะเคยสั่งเสียต่อหน้าทายาทว่าจะยกที่ดินให้จำเลย แต่เมื่อไม่ปรากฏเหตุฉุกเฉินหรือเงื่อนไขพิเศษตามมาตรา 1663 ย่อมไม่อาจรับฟังเป็นพินัยกรรมด้วยวาจาได้ หลักนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้การจัดการทรัพย์หลังความตายมีความแน่นอน ลดปัญหาการโต้แย้งภายหลัง และคุ้มครองสิทธิของทายาทโดยธรรมโดยรวม 3. คำถาม-เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายโดยไม่มีพินัยกรรมเป็นหนังสือ ทรัพย์จะตกแก่ทายาทเมื่อใด คำตอบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 และมาตรา 1600 ทรัพย์มรดกของผู้ตายย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทันทีในขณะที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย เว้นแต่มีพินัยกรรมกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ความสำคัญของหลักนี้คือทำให้จุดเริ่มต้นแห่งสิทธิของทายาทเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องรอการแบ่งทรัพย์หรือรอให้ผู้จัดการมรดกดำเนินการเสียก่อน ผู้จัดการมรดกเป็นเพียงผู้เข้ามาจัดการ ดูแล รักษา และแบ่งปันทรัพย์เพื่อประโยชน์ของกองมรดก มิได้ทำให้สิทธิของทายาทเกิดขึ้นใหม่ คดีนี้ศาลฎีกาจึงถือว่า เมื่อคำสั่งเสียไม่เป็นพินัยกรรม และไม่มีการยกให้เสร็จสมบูรณ์ก่อนตาย ที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นทรัพย์มรดกทันที และจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ต้องจัดการทรัพย์ดังกล่าวเพื่อทายาททุกคน ไม่ใช่เพื่อตนเองฝ่ายเดียว 4. คำถาม-ผู้จัดการมรดกสามารถโอนทรัพย์มรดกเข้าชื่อตนเองในฐานะส่วนตัวได้หรือไม่ คำตอบ ผู้จัดการมรดกมิใช่เจ้าของทรัพย์มรดกโดยลำพัง แต่เป็นบุคคลที่ศาลตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการทรัพย์ของผู้ตายแทนกองมรดกและเพื่อประโยชน์ของทายาททุกคน ดังนั้น การโอนทรัพย์มรดกเข้าชื่อตนเองในฐานะส่วนตัวจะกระทำได้ต่อเมื่อมีฐานสิทธิที่ชอบด้วยกฎหมายรองรับอย่างชัดแจ้ง เช่น มีพินัยกรรมที่สมบูรณ์ หรือมีการแบ่งปันมรดกโดยชอบแล้ว มิฉะนั้นการโอนดังกล่าวย่อมสุ่มเสี่ยงต่อการถูกเพิกถอน คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เดิมจำเลยครอบครองในฐานะผู้จัดการมรดกแทนทายาททุกคน การนำที่ดินไปจดทะเบียนโอนเป็นชื่อตนเองมิได้ทำให้ตนมีสิทธิเหนือทรัพย์โดยอัตโนมัติ เพราะยังไม่มีเหตุให้ทรัพย์นั้นหลุดจากกองมรดก การใช้อำนาจในฐานะผู้จัดการมรดกเพื่อประโยชน์ส่วนตนจึงขัดต่อฐานะหน้าที่ตามกฎหมาย และศาลมีอำนาจเพิกถอนการโอนที่ไม่ชอบนั้นได้ 5. คำถาม-การครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาทต่างจากการครอบครองเพื่อตนเองอย่างไร คำตอบ การครอบครองแทนทายาทมีลักษณะเป็นการยึดถือทรัพย์ไว้ในฐานะผู้ดูแล ผู้จัดการ หรือผู้แทนของผู้มีสิทธิหลายคน แม้ผู้ครอบครองจะเป็นผู้ทำประโยชน์จากทรัพย์หรือดูแลทรัพย์อยู่เพียงคนเดียว ก็ยังไม่อาจถือว่าเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียวได้ หากฐานะเดิมแห่งการครอบครองเป็นไปเพื่อกองมรดกหรือแทนทายาทคนอื่น ในทางกลับกัน การครอบครองเพื่อตนเองต้องมีการยึดถือโดยเจตนาเป็นเจ้าของ และในกรณีที่เดิมครอบครองแทนบุคคลอื่นอยู่ก่อน การจะเปลี่ยนฐานะมาเป็นครอบครองเพื่อตนเองต้องมีพฤติการณ์ชัดแจ้งตามกฎหมาย คดีนี้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกมาก่อน จึงต้องถือว่าการเข้าครอบครองที่ดินพิพาทเป็นการครอบครองแทนทายาททุกคน เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่ามีการเปลี่ยนเจตนาโดยชัดแจ้งแล้ว ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าไม่มี การจดทะเบียนโอนเข้าชื่อตนเองอย่างเดียวจึงยังไม่พอทำให้สถานะการครอบครองเปลี่ยนเป็นของส่วนตัวได้ 6. คำถาม-การเปลี่ยนเจตนาครอบครองตามมาตรา 1381 ต้องทำอย่างไรจึงจะมีผล คำตอบ มาตรา 1381 วางหลักว่า บุคคลซึ่งเดิมยึดถือทรัพย์แทนผู้อื่น เช่น ผู้เช่า ผู้ฝาก ผู้จัดการ หรือผู้ครอบครองแทนทายาท จะกลับอ้างว่าตนยึดถือเพื่อตนเองไม่ได้ เว้นแต่จะได้บอกกล่าวเปลี่ยนเจตนาไปยังผู้มีสิทธิเดิมโดยชัดแจ้ง หรือมีพฤติการณ์ภายนอกที่แน่นอนพอจะถือว่าอีกฝ่ายทราบแล้วว่าตนไม่ครอบครองแทนต่อไป หลักนี้มีความสำคัญมากในคดีมรดก เพราะทายาทคนหนึ่งมักเป็นผู้ดูแลทรัพย์อยู่จริง หากปล่อยให้เปลี่ยนสถานะการครอบครองได้เพียงด้วยความคิดภายในหรือการจัดการเอกสารฝ่ายเดียว ย่อมกระทบสิทธิของทายาทอื่นอย่างร้ายแรง คดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จำเลยจะโอนสิทธิครอบครองเข้าชื่อตนเอง แต่ไม่ปรากฏว่าได้บอกกล่าวทายาททุกคนอย่างชัดแจ้งว่าตนเลิกครอบครองแทนและจะถือเอาเป็นของตนแต่ผู้เดียว จึงยังถือว่าครอบครองแทนทายาทอยู่เช่นเดิม 7. คำถาม-การเสียภาษีบำรุงท้องที่หรือภาษีเกี่ยวกับที่ดิน ใช้พิสูจน์สิทธิครอบครองได้หรือไม่ คำตอบ การเสียภาษีเกี่ยวกับที่ดินอาจเป็นเพียงพฤติการณ์ประกอบอย่างหนึ่ง แต่ไม่ใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาดว่าผู้เสียภาษีนั้นเป็นเจ้าของหรือมีสิทธิครอบครองที่ดินตามกฎหมาย เหตุผลเพราะภาษีเป็นหน้าที่ทางปกครองหรือทางรายได้ของรัฐ มิใช่กลไกก่อสิทธิในทรัพย์โดยตรง บุคคลหลายประเภทอาจเป็นผู้ชำระภาษีได้ ทั้งผู้ครอบครอง ผู้ดูแล ผู้แทน หรือแม้แต่ผู้ซึ่งอ้างสิทธิอยู่ฝ่ายเดียวโดยข้อเท็จจริงยังพิพาทกันอยู่ ดังนั้น ศาลจึงต้องพิจารณาหลักฐานอื่นประกอบ เช่น เอกสารสิทธิ สารบัญจดทะเบียน พฤติการณ์การใช้ประโยชน์ การส่งมอบการครอบครอง และฐานะทางกฎหมายของผู้ถือทรัพย์ คดีนี้ศาลฎีการะบุชัดว่า การที่จำเลยเสียภาษีบำรุงท้องที่มิได้เป็นหลักฐานแสดงว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองในฐานะเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว จึงไม่อาจใช้อ้างหักล้างฐานะการครอบครองแทนทายาทคนอื่นได้ 8. คำถาม-ทายาทคนหนึ่งฟ้องเรียกทรัพย์มรดกหรือขอแบ่งทรัพย์แทนทายาทคนอื่นได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้ว ทายาทแต่ละคนย่อมมีสิทธิฟ้องเพื่อคุ้มครองส่วนแห่งมรดกของตนเองได้ แต่หากจะเรียกร้องแทนทายาทคนอื่น หรือขอให้ศาลพิพากษากันส่วนไว้เพื่อประโยชน์แก่ทายาทคนอื่นด้วย จะต้องมีฐานทางกฎหมายรองรับ เช่น ทายาทเหล่านั้นเข้ามาเป็นคู่ความ ร้องสอด หรือมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแทนโดยชัดแจ้ง มิฉะนั้นอาจเป็นคำขอเกินสิทธิของผู้ฟ้องและต้องห้ามตามมาตรา 1749 ได้ คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญมาก เพราะแม้ศาลฎีกาจะเห็นว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกจริง และจำเลยต้องแบ่งปันแก่ทายาท แต่เมื่อทายาทคนอื่นมิได้เข้ามาในคดี ศาลจึงให้ความคุ้มครองได้เพียงส่วนของโจทก์ 1 ใน 11 ส่วนเท่านั้น หลักนี้เตือนให้ผู้ดำเนินคดีมรดกต้องวางคำขอและกำหนดตัวคู่ความอย่างรอบคอบ มิฉะนั้นอาจชนะคดีในหลักการ แต่ได้รับผลคุ้มครองไม่ครบถ้วนตามที่ต้องการ 9. คำถาม-คดีนี้ให้บทเรียนสำคัญอะไรแก่ผู้จัดการมรดกและทายาทในทางปฏิบัติ คำตอบ บทเรียนสำคัญของคดีนี้คือ การจัดการมรดกต้องแยกให้ชัดระหว่าง “สิทธิของทายาท” กับ “อำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดก” ผู้จัดการมรดกไม่มีอำนาจตีความคำสั่งเสียของผู้ตายไปในทางให้ตนเองได้ประโยชน์ หากคำสั่งเสียนั้นไม่เป็นพินัยกรรมที่สมบูรณ์ และไม่มีการส่งมอบทรัพย์อย่างถูกต้องก่อนตาย ก็ต้องถือว่าทรัพย์นั้นยังอยู่ในกองมรดกเพื่อแบ่งแก่ทายาทตามกฎหมาย นอกจากนี้ ทายาทที่เห็นว่าทรัพย์มรดกถูกยึดถือหรือโอนโดยมิชอบไม่ควรปล่อยปละละเลย แต่ควรตรวจสอบฐานสิทธิ พฤติการณ์การครอบครอง และคำขอในคดีอย่างรอบด้าน เพราะแม้การโอนจะทำมานาน หากฐานะการครอบครองเดิมยังเป็นการครอบครองแทนทายาท และไม่เคยมีการเปลี่ยนเจตนาโดยชัดแจ้ง สิทธิของทายาทในการเรียกร้องส่วนของตนยังอาจได้รับความคุ้มครองจากศาลได้ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1323/2566 ระหว่างมีชีวิต พ. ยังไม่ได้ยกหรือส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย แม้ พ. เคยสั่งเสียให้ทายาททุกคนทราบว่า พ. จะยกที่ดินพิพาทให้จำเลย แต่ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการทำพินัยกรรมด้วยวาจาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1663 เมื่อ พ. ถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทย่อมเป็นทรัพย์มรดกของ พ. ตกแก่ทายาทโดยธรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 และมาตรา 1600 การที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทมาเป็นของจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดก จำเลยจึงเป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกดังกล่าวแทนทายาท แม้ต่อมาจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกได้จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทมาเป็นของจำเลยในฐานะส่วนตัว แต่ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้บอกกล่าวไปยังทายาททุกคนว่า จำเลยไม่มีเจตนายึดถือที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกแทนทายาทต่อไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381 ย่อมไม่อาจถือได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของ การเสียภาษีบำรุงท้องที่มิได้เป็นข้อสันนิษฐานหรือหลักฐานที่แสดงว่าผู้เสียภาษีมีสิทธิครอบครองที่ดิน ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของ พ. จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกต้องแบ่งปันแก่บรรดาทายาท ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 1 เนื้อที่ประมาณ 18 ไร่ 2 งาน เป็นทรัพย์มรดกของนายเพาะ ให้เพิกถอนการโอนที่ดินกลับคืนเป็นมรดก ให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งปันแก่ทายาท และเพิกถอนคำขอรังวัดออกโฉนด จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการโอนระหว่างจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกกับจำเลยในฐานะส่วนตัวเฉพาะส่วนของทายาทอื่น 10 ใน 11 ส่วน และให้ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินกับเพิกถอนคำขอออกโฉนด แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นายเพาะถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมเป็นหนังสือ และขณะตายยังมีชื่อเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท พยานหลักฐานรับฟังได้ว่า ระหว่างมีชีวิตนายเพาะยังคงได้รับผลประโยชน์จากที่ดิน จึงถือว่ายังไม่ได้ยกหรือส่งมอบการครอบครองให้จำเลย แม้นายเพาะเคยสั่งเสียจะยกที่ดินให้จำเลย ก็ไม่เป็นพินัยกรรมด้วยวาจาตามมาตรา 1663 เพราะไม่มีพฤติการณ์พิเศษ ที่ดินจึงตกเป็นมรดกแก่ทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1599 และ 1600 การที่จำเลยโอนสิทธิครอบครองมาเป็นชื่อตนเองในฐานะผู้จัดการมรดกและต่อมาเป็นส่วนตัว ไม่ทำให้เป็นเจ้าของแต่ผู้เดียว เพราะไม่ปรากฏว่ามีการบอกกล่าวแก่ทายาทอื่นตามมาตรา 1381 อีกทั้งการเสียภาษีบำรุงท้องที่ไม่ใช่หลักฐานแสดงสิทธิครอบครอง ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ให้เพิกถอนการโอนเฉพาะส่วนของโจทก์ 1 ใน 11 ส่วน ให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินให้โจทก์และเพิกถอนคำขอออกโฉนด คำขอส่วนของทายาทอื่นให้ยกตามมาตรา 1749 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1 เนื้อที่ประมาณ 18 ไร่ 2 งาน เป็นมรดกของนายเพาะ ให้เพิกถอนการโอนที่ดินดังกล่าวกลับมาเป็นมรดกของนายเพาะ ให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งปันที่ดินดังกล่าวให้แก่ทายาทโดยธรรมของนายเพาะตามส่วน โดยให้ตัดสิทธิจำเลยในการได้รับส่วนแบ่งในฐานะทายาท และให้จำเลยดำเนินการเพิกถอนคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1 ระหว่างจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพาะกับจำเลยในฐานะส่วนตัวเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2538 เฉพาะส่วนของทายาทอื่น 10 ใน 11 ส่วน ให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1 ให้แก่ทายาทของนายเพาะตามส่วน และให้จำเลยดำเนินการเพิกถอนคำขอออกโฉนดสำหรับที่ดินดังกล่าว หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยต่างเป็นบุตรของนายเพาะ กับนางหย่อน โดยมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันอีก 9 คน คือ นางก้อนทอง นางเพลินพิศ นางทองยูร ร้อยตรีสมพอง นางพยอม นางสมมาตร นางนวลละออง นายกู้เกียรติ และนางกรองแก้ว เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2531 นายเพาะถึงแก่ความตายโดยไม่ได้จัดทำพินัยกรรมเป็นหนังสือไว้ ขณะถึงแก่ความตายนายเพาะมีชื่อเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1 เนื้อที่ประมาณ 18 ไร่ 2 งาน ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทในคดีนี้ เดิมที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงใหญ่ของนายเพาะ ซึ่งระบุว่ามีเนื้อที่ประมาณ 75 ไร่ 1 งาน 20 ตารางวา แต่เมื่อรังวัดสอบเขตใหม่ในปี 2526 แล้ว คงมีเนื้อที่ประมาณ 56 ไร่ 3 งาน 20 ตารางวา นายเพาะดำเนินการแบ่งที่ดินให้แก่บุตร 11 คน แล้วคงเหลือที่ดินพิพาท ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายเพาะซึ่งศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2538 ต่อมาวันที่ 6 ธันวาคม 2538 จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่ตนเอง จากนั้นวันที่ 11 มกราคม 2562 เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการรังวัดที่ดินพิพาทเพื่อออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายเพาะที่จำเลยจะต้องแบ่งปันแก่ทายาทหรือไม่ เห็นว่า สารบัญจดทะเบียนในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของที่ดินพิพาทระบุได้ความว่า ขณะนายเพาะถึงแก่ความตายยังมีชื่อนายเพาะเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ที่ตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายเพาะก็มีข้อความระบุว่า จำเลยเบิกความในคดีดังกล่าวประกอบเอกสารความว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายเพาะที่จะนำไปแบ่งปันระหว่างทายาท อันเจือสมกับคำเบิกความพยานฝ่ายจำเลยที่จำเลยเบิกความว่า หลังจากนางยอนและนายเพาะถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยก็ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นเจ้าของด้วยตนเอง และเบิกความตอบทนายจำเลยถามติงว่า ที่จำเลยเบิกความว่าก่อนหน้านี้นายพินิจ และนางกรองแก้ว เป็นผู้ทำประโยชน์โดยทำนาในที่ดินพิพาทนั้นเป็นการทำนาให้แก่นายเพาะ โดยมอบผลประโยชน์ให้แก่นายเพาะเป็นข้าวเปลือก 1 เกวียน ภายหลังนายเพาะและนางยอนถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยเป็นผู้รับผลประโยชน์จากการทำนาในที่ดินพิพาทต่อมาด้วยตนเอง และที่นางพยอมพยานจำเลยเบิกความว่า ขณะนายเพาะยังมีชีวิตอยู่ มีนางกรองแก้วกับสามีชื่อนายพินิจทำนาในที่ดินพิพาท และมอบผลผลิตเป็นข้าวเปลือกให้แก่นายเพาะ หลังจากนายเพาะถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยเข้าไปดูแลที่ดินโดยให้นายพินิจทำนาเช่นเดิม รวมทั้งนางกรองแก้วพยานจำเลยเบิกความว่า พยานและนายพินิจทำนาในที่ดินพิพาท ลักษณะเป็นการเช่าทำนาของนายเพาะ โดยแบ่งผลผลิตให้นายเพาะในช่วงเวลาที่นายเพาะยังมีชีวิตอยู่ เมื่อนายเพาะและนางยอนถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยก็เข้ามาดูแลที่ดินพิพาท โดยให้พยานและนายพินิจทำนาตามเดิม พยานให้ผลตอบแทนจากการทำนาแก่จำเลยในอัตราที่เคยให้แก่นายเพาะ ยิ่งกว่านั้นจำเลยยังเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า การทำนาของนายพินิจในที่ดินพิพาทนั้น นายพินิจน่าจะได้มอบผลผลิตหรือผลประโยชน์ทำนาให้แก่นายเพาะซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินด้วย ซึ่งคำเบิกความพยานฝ่ายจำเลยข้างต้นบ่งชี้ได้ว่า ก่อนนายเพาะถึงแก่ความตายนั้น นายเพาะยังคงเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทด้วยการถือสิทธิครอบครองในที่ดิน โดยยอมให้บุคคลอื่นเข้ามาทำนาในที่ดินพิพาทและเก็บผลประโยชน์จากการทำนาดังกล่าว ถือว่าระหว่างมีชีวิตอยู่นายเพาะยังไม่ได้ยกหรือส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย ฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายเพาะ ที่จำเลยนำสืบว่านายเพาะเคยสั่งเสียให้ทายาททุกคนทราบว่าผู้ตายจะยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยนั้น แม้ฟังว่านายเพาะเคยสั่งเสียดังกล่าวไว้ แต่การสั่งเสียของนายเพาะนั้นก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการทำพินัยกรรมด้วยวาจาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1663 ที่บัญญัติว่า"เมื่อมีพฤติการณ์พิเศษซึ่งบุคคลใดไม่สามารถจะทำพินัยกรรมตามแบบอื่นที่กำหนดไว้ได้เช่น ตกอยู่ในอันตรายใกล้ความตาย หรือเวลามีโรคระบาด หรือสงคราม บุคคลนั้นจะทำพินัยกรรมด้วยวาจาก็ได้..." เนื่องจากไม่มีพฤติการณ์พิเศษอันเป็นเงื่อนไขของบทกฎหมายดังกล่าว เมื่อนายเพาะถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทย่อมเป็นทรัพย์มรดกของนายเพาะตกแก่ทายาทโดยธรรมของนายเพาะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 และมาตรา 1600 ดังนั้น การที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของนายเพาะเจ้ามรดกเป็นของจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดก จำเลยจึงเป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกนั้นในฐานะผู้จัดการมรดกแทนทายาทอื่นรวมถึงโจทก์ด้วย แม้หลังจากนั้นจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกได้จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทมาเป็นของจำเลยในฐานะส่วนตัว ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงโดยชัดแจ้งว่าจำเลยได้บอกกล่าวไปยังทายาทอื่นทุกคนรวมทั้งโจทก์ด้วยว่า จำเลยไม่มีเจตนายึดถือที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกแทนทายาททุกคนต่อไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 ด้วยเหตุนี้ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยในฐานะส่วนตัวได้เปลี่ยนเจตนาการครอบครองที่ดินพิพาทจากการครอบครองแทนทายาททุกคนมาเป็นการครอบครองในฐานะส่วนตัวเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว และที่จำเลยนำสืบอีกว่า จำเลยได้เสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่า การเสียภาษีบำรุงท้องที่มิได้เป็นข้อสันนิษฐานหรือหลักฐานที่แสดงว่าผู้เสียมีสิทธิครอบครองในที่ดินแต่อย่างใดฟังได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทอื่นทุกคนรวมทั้งโจทก์ด้วยตลอดมา ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์มรดกของนายเพาะที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกจะต้องแบ่งปันแก่บรรดาทายาทต่อไปจำเลยจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ที่โจทก์ขอให้แบ่งที่ดินให้แก่ทายาทคนอื่นของเจ้ามรดก โดยทายาทดังกล่าวมิได้ร้องสอดเข้ามาในคดีหรือได้มอบอำนาจให้โจทก์เรียกทรัพย์มรดกแทน จึงเป็นการกันส่วนแบ่งทรัพย์มรดกไว้เพื่อทายาทอื่นต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1749 ศาลฎีกาไม่อาจพิพากษาให้ได้ พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1 ระหว่างจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพาะกับจำเลยในฐานะส่วนตัว เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2538 เฉพาะส่วนของโจทก์ 1 ใน 11 ส่วน ให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1 ให้แก่โจทก์ และให้จำเลยดำเนินการเพิกถอนคำขอออกโฉนดสำหรับที่ดินดังกล่าว หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ |




