ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ผู้สืบสันดาน คือใคร? ต่างกับทายาท อย่างไร? ฟ้องแบ่งมรดก ศาลตัดสินเกินคำขอได้หรือไม่ และสิทธิทายาทโดยธรรมยังคงอยู่หรือไม่เมื่อมีคำสั่งเดิมผูกพันคดี

ฟ้องแบ่งมรดกโดยทายาทโดยธรรม, ศาลพิพากษาเกินคำขอผิดกฎหมาย, สิทธิทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย, ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่แบ่งทรัพย์, หุ้นบริษัทเป็นทรัพย์มรดกหรือไม่, การแบ่งมรดกเมื่อมีเจ้าหนี้, คำพิพากษาผูกพันคู่ความเดิม, การห้ามวินิจฉัยซ้ำในคดี, อำนาจฟ้องแบ่งมรดกของทายาท, กรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์มรดก, ดอกผลของมรดกต้องพิสูจน์อย่างไร, การตั้งผู้จัดการมรดกร่วม, สิทธิของบุตรนอกกฎหมายที่รับรองแล้ว, การคำนวณส่วนแบ่งมรดก, การโอนหุ้นแทนผู้ตายเป็นมรดก, แบ่งมรดก,

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยประเด็นสำคัญในคดีมรดก ทั้งในเรื่องขอบเขตอำนาจศาลในการพิพากษา การผูกพันของคำสั่งศาลในคดีก่อน สิทธิของทายาทโดยธรรมในการฟ้องแบ่งมรดก และลักษณะของทรัพย์สินที่ถือว่าเป็นทรัพย์มรดก โดยเฉพาะกรณีหุ้นบริษัทที่มีชื่อบุคคลอื่นถือแทนผู้ตาย คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญว่า ศาลไม่อาจพิพากษาเกินคำขอของคู่ความ และสิทธิในการรับมรดกเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมาย มิได้ขึ้นอยู่กับคำพิพากษารับรอง นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นถึงหลักเรื่องคำพิพากษาผูกพัน การห้ามวินิจฉัยซ้ำในประเด็นเดิม และสิทธิของทายาทในการเรียกร้องส่วนแบ่งมรดกแม้จะมีผู้จัดการมรดกหรือเจ้าหนี้อยู่ก็ตาม

ข้อเท็จจริงของคดี

ผู้ตายถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรม มีทรัพย์สินจำนวนมาก เช่น รถยนต์ ที่ดิน หุ้นในบริษัทหลายแห่ง และห้างหุ้นส่วน โดยมีบุตรหลายคนเป็นทายาทโดยธรรม ต่อมาเกิดข้อพิพาทระหว่างทายาทเกี่ยวกับการแบ่งมรดก โดยโจทก์ฟ้องเรียกให้โอนหุ้นที่อ้างว่าจำเลยถือแทนผู้ตาย และขอแบ่งทรัพย์มรดก รวมทั้งเรียกร้องผลประโยชน์จากทรัพย์มรดก จำเลยโต้แย้งว่าหุ้นดังกล่าวมิใช่ของผู้ตาย และโจทก์ไม่มีสิทธิเป็นทายาท

ในคดีเดิมเกี่ยวกับการตั้งผู้จัดการมรดก ศาลได้มีคำสั่งวินิจฉัยแล้วว่าโจทก์และบุคคลอื่นเป็นทายาทโดยธรรม และตั้งผู้จัดการมรดกร่วมกัน

คำวินิจฉัยของศาลในประเด็นสำคัญ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หุ้นของบริษัทที่มีชื่อจำเลยถืออยู่นั้น จากพฤติการณ์แสดงว่าผู้ตายเพียงให้ถือแทน มิใช่ให้โดยเด็ดขาด จึงถือเป็นทรัพย์มรดก

ส่วนประเด็นเรื่องเงินผลประโยชน์หรือเงินปันผล ศาลเห็นว่าโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีผลกำไรจริง จึงไม่อาจเรียกร้องได้

ในประเด็นคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าโจทก์เป็นทายาท ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอ เนื่องจากโจทก์มิได้ขอให้ศาลรับรองสถานะดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม สิทธิการเป็นทายาทเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมาย แม้ไม่มีคำพิพากษารับรองก็ยังคงมีอยู่

ในประเด็นคำพิพากษาผูกพัน ศาลวินิจฉัยว่าคำสั่งในคดีเดิมที่วินิจฉัยเรื่องสถานะทายาท ยังคงมีผลผูกพันคู่ความ จึงไม่อาจนำประเด็นเดิมมาพิจารณาซ้ำได้

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

หลักสำคัญคือศาลต้องยึดตามคำขอท้ายฟ้องตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หากพิพากษาเกินคำขอถือว่าไม่ชอบ

สิทธิทายาทโดยธรรมเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นทันทีเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย ไม่ต้องรอคำพิพากษารับรอง

หลักคำพิพากษาผูกพันมีผลให้ข้อเท็จจริงหรือสถานะที่ศาลเคยวินิจฉัยแล้วไม่อาจนำมาพิจารณาซ้ำ

ในส่วนของทรัพย์มรดก ต้องพิจารณาจากเจตนาแท้จริงของผู้ตาย มิใช่เพียงรูปแบบการถือครอง

เจตนารมณ์ของกฎหมายและแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

กฎหมายมุ่งคุ้มครองความแน่นอนของกระบวนการยุติธรรม โดยห้ามศาลพิพากษาเกินคำขอ และห้ามวินิจฉัยซ้ำในประเด็นเดิม

ในด้านมรดก กฎหมายมุ่งให้ทายาทได้รับสิทธิอย่างเป็นธรรม และให้ผู้จัดการมรดกดำเนินการแบ่งทรัพย์ตามส่วน

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาสอดคล้องกันว่า การถือทรัพย์แทนผู้ตายต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง มิใช่ชื่อในทะเบียน และสิทธิทายาทไม่เสื่อมเพราะมีผู้จัดการมรดกหรือเจ้าหนี้

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1 ศาลชั้นต้น

พิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้สืบสันดานและมีสิทธิรับมรดก แต่ยกคำขออื่น

2 ศาลอุทธรณ์

แก้ให้แบ่งทรัพย์มรดกแก่โจทก์ในสัดส่วนหนึ่ง และยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่รับรองสถานะทายาท

3 ศาลฎีกา

วินิจฉัยว่าหุ้นเป็นทรัพย์มรดก แก้สัดส่วนแบ่งให้ถูกต้อง เห็นว่าศาลชั้นต้นพิพากษาเกินคำขอ และยืนยันหลักคำพิพากษาผูกพัน พร้อมให้แบ่งทรัพย์ตามสิทธิที่แท้จริง

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญหลายประการ ได้แก่ หลักห้ามศาลพิพากษาเกินคำขอซึ่งเป็นข้อจำกัดเชิงกระบวนพิจารณาที่มีลักษณะบังคับเด็ดขาด ศาลต้องวินิจฉัยภายในกรอบข้อเท็จจริงและคำขอท้ายฟ้องเท่านั้น หากก้าวล่วงไปถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ แม้จะมีข้อเท็จจริงรองรับก็ตาม นอกจากนี้ สิทธิของทายาทโดยธรรมเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายทันทีที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย มิใช่สิทธิที่ต้องรอการรับรองจากศาล จึงไม่อาจถูกลบล้างเพียงเพราะคำพิพากษาที่ไม่ชอบหรือถูกยกเลิกในส่วนหนึ่งได้ อีกทั้งหลักคำพิพากษาผูกพันมีบทบาทสำคัญในการป้องกันการดำเนินคดีซ้ำในประเด็นเดิม อันเป็นการรักษาความมั่นคงแห่งนิติสัมพันธ์ และในด้านทรัพย์มรดก ศาลให้ความสำคัญกับเจตนาแท้จริงของผู้ตายมากกว่ารูปแบบภายนอกของการถือครองทรัพย์ จึงถือว่าทรัพย์ที่ผู้อื่นถือไว้แทนยังคงเป็นทรัพย์มรดก

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการจำกัดอำนาจศาลตามคำขอท้ายฟ้อง และผลผูกพันของคำพิพากษาเดิมในคดีมรดก โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าศาลไม่อาจพิพากษาเกินคำขอได้ และเมื่อมีคำสั่งในคดีเดิมที่วินิจฉัยสถานะทายาทไว้แล้ว ย่อมมีผลผูกพันไม่อาจนำมาพิจารณาซ้ำ

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

คำพิพากษาเกินคำขอ

หมายถึงการที่ศาลวินิจฉัยหรือมีคำสั่งเกินกว่าที่คู่ความร้องขอไว้ในคำฟ้องหรือคำขอท้ายฟ้อง ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ทำให้คำพิพากษาในส่วนนั้นไม่ชอบ

คำพิพากษาผูกพัน

หมายถึงผลของคำวินิจฉัยของศาลในคดีหนึ่งที่มีผลผูกพันคู่ความและบุคคลที่เกี่ยวข้อง ไม่อาจนำประเด็นเดิมมาฟ้องหรือวินิจฉัยใหม่ได้อีก เพื่อรักษาความแน่นอนแห่งสิทธิ

คำถามที่พบบ่อย FAQ

1 คำถาม ศาลสามารถพิพากษาเกินคำขอท้ายฟ้องของคู่ความได้หรือไม่

คำตอบ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีแพ่งนั้น ต้องอยู่ภายใต้กรอบของคำขอท้ายฟ้องที่คู่ความได้ยื่นต่อศาลเท่านั้น ตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่มุ่งคุ้มครองสิทธิของคู่ความในการกำหนดขอบเขตข้อพิพาท หากศาลวินิจฉัยหรือพิพากษาในเรื่องที่คู่ความมิได้ร้องขอ ย่อมถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ข้อเท็จจริงในคดีจะสนับสนุนให้ศาลสามารถวินิจฉัยในประเด็นนั้นได้ก็ตาม หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้ศาลใช้อำนาจเกินกว่าที่คู่ความเสนอ และเพื่อให้กระบวนพิจารณาเป็นไปโดยยุติธรรมและโปร่งใส โดยคู่ความต้องมีโอกาสนำสืบและโต้แย้งในประเด็นที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน การพิพากษาเกินคำขอจึงอาจถูกแก้ไขหรือเพิกถอนในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาได้ 

2 คำถาม สิทธิของทายาทโดยธรรมต้องมีคำพิพากษารับรองก่อนหรือไม่

คำตอบ สิทธิของทายาทโดยธรรมเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายทันทีที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ตามหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เกี่ยวกับมรดก มิใช่สิทธิที่ต้องรอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองก่อนจึงจะเกิดขึ้น ดังนั้น แม้ศาลจะมิได้มีคำพิพากษารับรองสถานะของบุคคลว่าเป็นทายาทโดยธรรม หรือแม้มีคำพิพากษาที่ไม่ชอบในส่วนดังกล่าว สิทธิของทายาทก็ยังคงมีอยู่ตามกฎหมาย การฟ้องคดีเพื่อขอแบ่งมรดกจึงมิใช่การขอให้ศาลสร้างสิทธิใหม่ แต่เป็นการขอให้ศาลบังคับสิทธิที่มีอยู่แล้วให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ทั้งนี้ การพิสูจน์สถานะความเป็นทายาทยังคงต้องอาศัยพยานหลักฐานประกอบตามสมควรเพื่อให้ศาลรับฟังได้ 

3 คำถาม คำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีก่อนมีผลผูกพันในคดีใหม่หรือไม่

คำตอบ หลักคำพิพากษาผูกพันเป็นหลักสำคัญในกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยกำหนดว่าคำวินิจฉัยของศาลในคดีหนึ่งที่ถึงที่สุดแล้ว ย่อมมีผลผูกพันคู่ความในคดีนั้น รวมถึงบุคคลที่มีฐานะเกี่ยวข้องกับสิทธิในประเด็นเดียวกัน ไม่อาจนำประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยแล้วมาฟ้องหรือให้ศาลวินิจฉัยซ้ำอีกในคดีใหม่ได้ หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการดำเนินคดีซ้ำซ้อน ลดภาระของศาล และสร้างความมั่นคงแน่นอนในนิติสัมพันธ์ อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าคำพิพากษาจะมีผลผูกพันหรือไม่ ต้องพิจารณาว่าประเด็นข้อพิพาทและคู่ความมีความเกี่ยวข้องกันเพียงใด และคำวินิจฉัยนั้นได้มีผลถึงที่สุดหรือยัง 

4 คำถาม การถือหุ้นแทนผู้ตายถือเป็นทรัพย์มรดกหรือไม่

คำตอบ การพิจารณาว่าทรัพย์สินใดเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและเจตนาที่แท้จริงของผู้ตาย มิใช่พิจารณาเพียงรูปแบบภายนอก เช่น ชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในทะเบียนหุ้น หากปรากฏว่าบุคคลใดถือหุ้นไว้แทนผู้ตายโดยมิได้มีเจตนาให้เป็นกรรมสิทธิ์โดยเด็ดขาด หุ้นดังกล่าวย่อมถือเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย ทายาทโดยธรรมย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้โอนหรือแบ่งทรัพย์ดังกล่าวได้ การพิจารณาในลักษณะนี้ต้องอาศัยพยานหลักฐาน เช่น พฤติการณ์การบริหารงาน การควบคุมกิจการ และการโอนหุ้นย้อนหลัง เพื่อให้เห็นถึงความเป็นเจ้าของที่แท้จริง

5 คำถาม ทายาทสามารถฟ้องแบ่งมรดกได้แม้มีผู้จัดการมรดกหรือไม่

คำตอบ แม้จะมีการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกแล้ว ทายาทโดยธรรมยังคงมีสิทธิในการฟ้องร้องเพื่อขอแบ่งทรัพย์มรดกได้ หากปรากฏว่าตนไม่ได้รับส่วนแบ่งตามสิทธิหรือไม่ได้รับการจัดการทรัพย์อย่างถูกต้อง ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่เพียงบริหารจัดการและแบ่งทรัพย์ให้เป็นไปตามกฎหมาย มิได้มีอำนาจตัดสิทธิของทายาท การมีผู้จัดการมรดกจึงไม่เป็นเหตุให้สิทธิของทายาทเสื่อมเสียไป การฟ้องร้องดังกล่าวอาจมุ่งบังคับให้ผู้จัดการมรดกหรือทายาทอื่นดำเนินการแบ่งทรัพย์ให้ถูกต้องตามส่วน ทั้งนี้ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์ของแต่ละกรณีว่ามีการละเมิดสิทธิหรือไม่

6 คำถาม เจ้าหนี้ของผู้ตายมีสิทธิเรียกร้องจากทายาทหรือไม่

คำตอบ เจ้าหนี้ของผู้ตายมีสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้จากกองมรดกได้ และหากทรัพย์มรดกได้ถูกแบ่งไปแล้ว เจ้าหนี้ยังสามารถใช้สิทธิเรียกร้องจากทายาทหรือผู้จัดการมรดกได้ตามส่วนที่แต่ละคนได้รับ ทั้งนี้เป็นไปตามหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่กำหนดให้หนี้ของผู้ตายยังคงผูกพันกองมรดก การแบ่งมรดกจึงต้องคำนึงถึงหนี้สินของผู้ตายด้วย อย่างไรก็ตาม สิทธิของเจ้าหนี้ไม่ทำให้สิทธิของทายาทในการฟ้องแบ่งมรดกหมดไป เพียงแต่ต้องจัดการหนี้สินให้เรียบร้อยก่อนหรือควบคู่กันไป 

7 คำถาม ศาลสามารถแก้ไขคำพิพากษาที่ไม่ถูกต้องได้หรือไม่

คำตอบ ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขคำพิพากษาของศาลล่างได้ หากเห็นว่าคำพิพากษานั้นไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือข้อเท็จจริง โดยเฉพาะในกรณีที่มีการพิพากษาเกินคำขอ หรือคำนวณสิทธิส่วนแบ่งของคู่ความไม่ถูกต้อง อำนาจดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่ความ และเพื่อให้คำพิพากษาสอดคล้องกับกฎหมายที่ถูกต้อง การแก้ไขคำพิพากษาอาจทำได้โดยไม่จำเป็นต้องส่งคดีกลับไปพิจารณาใหม่ หากข้อเท็จจริงเพียงพอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยได้เอง 

8 คำถาม การแบ่งมรดกต้องแบ่งตามจำนวนทายาททั้งหมดหรือเฉพาะคู่ความในคดี

คำตอบ การแบ่งมรดกต้องคำนึงถึงจำนวนทายาทโดยธรรมทั้งหมดที่มีสิทธิในกองมรดก มิใช่เฉพาะผู้ที่เป็นคู่ความในคดีเท่านั้น แม้ทายาทบางคนจะมิได้เข้ามาเป็นคู่ความหรือมิได้ร้องสอดในคดี การแบ่งทรัพย์ก็ยังต้องคำนวณตามจำนวนทายาททั้งหมดเพื่อให้เป็นธรรมและถูกต้องตามกฎหมาย มิฉะนั้นจะทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างทายาท และอาจนำไปสู่ข้อพิพาทเพิ่มเติมในภายหลัง อย่างไรก็ตาม ศาลจะพิจารณาข้อเท็จจริงประกอบว่าทายาทแต่ละคนมีสิทธิในส่วนใด และต้องแบ่งทรัพย์ให้สอดคล้องกับสิทธิดังกล่าว 

หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ข้อ 1 ป.พ.พ. ม. 1737 ม. 1738 ม. 1749

มาตรา 1737 และมาตรา 1738 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นบทบัญญัติสำคัญที่กำหนดความรับผิดของทายาทต่อหนี้ของผู้ตายและขอบเขตแห่งสิทธิของเจ้าหนี้กองมรดก โดยหลักแล้วเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ทรัพย์สินทั้งหมดรวมถึงหนี้สินจะตกทอดไปยังทายาทโดยธรรม ทายาทจึงมิได้เพียงรับทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังต้องรับภาระหนี้สินของผู้ตายด้วยตามส่วนที่ตนได้รับ ทั้งนี้ มาตรา 1737 วางหลักว่าเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้จากกองมรดกได้ ส่วนมาตรา 1738 กำหนดต่อไปว่า แม้มีการแบ่งมรดกแล้ว เจ้าหนี้ยังสามารถใช้สิทธิเรียกร้องจากทายาทแต่ละคนได้ตามส่วนแห่งทรัพย์มรดกที่ได้รับ หลักการดังกล่าวสะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการคุ้มครองเจ้าหนี้มิให้เสียสิทธิจากการแบ่งทรัพย์มรดกก่อนการชำระหนี้

ในขณะเดียวกัน มาตรา 1749 มีบทบาทในการคุ้มครองความเป็นธรรมระหว่างทายาท โดยกำหนดห้ามมิให้มีการกันส่วนแบ่งทรัพย์มรดกไว้เพื่อทายาทที่มิได้เข้ามาเป็นคู่ความหรือมิได้ร้องสอดในคดี อันจะทำให้เกิดความไม่ชัดเจนในการแบ่งทรัพย์และอาจก่อให้เกิดข้อพิพาทซ้ำซ้อนในภายหลัง หลักการนี้มิได้หมายความว่าทายาทที่มิได้เข้ามาในคดีจะหมดสิทธิ แต่เป็นการกำหนดให้ศาลต้องพิจารณาแบ่งทรัพย์โดยยึดจำนวนทายาททั้งหมดเป็นเกณฑ์ และให้สิทธิของทายาทแต่ละคนเป็นไปตามส่วนที่กฎหมายกำหนดโดยไม่สร้างส่วนเผื่อไว้โดยไม่มีเหตุ ทั้งนี้เพื่อให้การแบ่งมรดกมีความแน่นอนและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย และสอดคล้องกับหลักความมั่นคงแห่งนิติสัมพันธ์ในระบบกฎหมาย

ข้อ 2 ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 144 ม. 145 ม. 246 ม. 247 เดิม

มาตรา 142 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเป็นหลักพื้นฐานที่กำหนดขอบเขตอำนาจของศาลในการพิพากษาคดี โดยบัญญัติว่าศาลต้องพิพากษาภายในขอบเขตแห่งคำขอของคู่ความเท่านั้น ห้ามมิให้พิพากษาเกินไปกว่าหรือแตกต่างจากที่ร้องขอ หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการคุ้มครองสิทธิของคู่ความ เพราะทำให้คู่ความสามารถคาดหมายผลแห่งคดีและเตรียมการนำสืบพยานได้อย่างเหมาะสม

มาตรา 144 เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับหลักห้ามดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยไปแล้ว โดยมุ่งป้องกันไม่ให้เกิดการพิจารณาคดีในประเด็นเดียวกันซ้ำซ้อน อันจะก่อให้เกิดความไม่แน่นอนในกฎหมายและภาระแก่ศาล

มาตรา 145 วรรคหนึ่ง กำหนดผลผูกพันของคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล โดยให้มีผลผูกพันคู่ความในคดีและบุคคลที่มีฐานะเกี่ยวข้องกับสิทธิในเรื่องนั้น ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการสร้างความมั่นคงแน่นอนในนิติสัมพันธ์และป้องกันข้อพิพาทซ้ำ

ส่วนมาตรา 246 และมาตรา 247 เดิม เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลฎีกาในการแก้ไขคำพิพากษาของศาลล่างได้เมื่อเห็นว่าคำพิพากษานั้นไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือข้อเท็จจริง โดยไม่จำเป็นต้องส่งคดีกลับไปพิจารณาใหม่ หากข้อเท็จจริงเพียงพอให้วินิจฉัยได้เอง อำนาจดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมมีประสิทธิภาพ ลดความล่าช้า และทำให้ข้อพิพาทสิ้นสุดลงโดยเร็ว ทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมให้คำพิพากษาของศาลล่างเป็นไปตามหลักกฎหมายอย่างถูกต้องครบถ้วน

ผู้สืบสันดาน คือใคร? ต่างกับทายาท อย่างไร?

ในทางกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 บัญญัติว่า "ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรค 2 แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดั่งต่อไปนี้ คือ
(1)  ผู้สืบสันดาน
(2)  บิดามารดา
(3)  พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
(4)  พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน
(5)  ปู่ ย่า ตา ยาย
(6)  ลุง ป้า น้า อา
คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635"

คำว่า "ทายาท" กับทายาทโดยธรรม มีความหมายเหมือนกัน แต่ทายาทแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ทายาทโดยธรรม และทายาทตามพินัยกรรม ซึ่งตามมาตรา 1629 ข้างต้นเริ่มด้วย ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น ซึ่งบัญญัติลำดับในการรับมรดกก่อนหลังไว้ตามอนุมาตรา (1) ถึง อนุมาตรา (6) และในอนุมาตรา (1) คือ ผู้สืบสันดาน ดังนั้นจึงพอทราบกันว่าทายาทโดยธรรมคือใครบ้างจะเป็นคนอื่นนอกเหนือจากบุคคล 6 ลำดับข้างต้นไม่ได้

สำหรับทายาทตามพินัยกรรม ก็คือบุคคลที่เจ้ามรดกระบุชื่อให้มีสิทธิรับมรดกตามพินัยกรรมซึ่งผู้ตายทำไว้ก่อนเสียชีวิต ทายาทตามพินัยกรรมอาจเป็นบุคคลที่ไม่มีความเกี่ยวข้องตามสายเลือดก็ได้ไม่จำเป็นต้องเป็นบุคคล 6 ลำดับตามมาตรา 1629 ก็ได้    

มาตรา 1631  ในระหว่างผู้สืบสันดานต่างชั้นกันนั้น บุตรของเจ้ามรดกอันอยู่ในชั้นสนิทที่สุดเท่านั้นมีสิทธิรับมรดก ผู้สืบสันดานที่อยู่ในชั้นถัดลงไปจะรับมรดกได้ก็แต่โดยอาศัยสิทธิในการรับมรดกแทนที่

ตามมาตรา 1631 กล่าวถึง ผู้สืบสันดานต่างชั้นกัน หมายความว่าอย่างไร? เมื่อพิจารณาข้อความถัดไปที่ระบุว่า บุตรของเจ้ามรดกอันอยู่ในชั้นสนิทที่สุด หรือพูดอีกแบบหนึ่งว่า ผู้สืบสันดานของเจ้ามรดกอันอยู่ในชั้นสนิทที่สุด ก็จะเข้าใจความหมายของคำว่า ผู้สืบสันดานได้ดียิ่งขึ้น กล่าวคือ ผู้สืบสันดานก็คือ บุตรของผู้ตาย หรือบุตรของบุตรของผู้ตาย (ลูกของลูก) และถัดลงไปเรื่อย ๆ จนไม่ขาดสาย ดังนั้นคำว่าผู้สืบสันดานต่างชั้นกันคือ ชั้นบุตร กับชั้นบุตรของบุตร ซึ่งต่างก็เป็นผู้สืบสันดานด้วยกันทั้งนั้น แต่กฎหมายกำหนดลำดับชั้นไว้ให้ชั้นผู้สืบสันดานชั้นสนิทที่สุดกับผู้ตายมีสิทธิรับมรดกก่อน ถ้าผู้สืบสันดานชั้นสนิทที่สุดเสียชีวิตก่อนเจ้ามรดกก็ให้ผู้สืบสันดานชั้นถัดลงไป (บุตรของบุตร) เป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายได้ซึ่งกฎหมายเรียกว่า การรับมรดกแทนที่ 

การฟ้องเรียกทรัพย์เป็นของตน หากศาลเห็นว่าโจทก์ควรได้เพียงส่วนแบ่ง ศาลสามารถพิพากษาให้โจทก์ได้รับแต่ส่วนแบ่งนั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (2) ทรัพย์มรดกที่เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 22874 และ 60 มีเพียงกึ่งหนึ่งที่ถือเป็นมรดกของผู้ตาย จึงสามารถเพิกถอนเฉพาะส่วนกลับคืนสู่กองมรดกได้

เมื่อผู้ตายเสียชีวิต มรดกตกทอดแก่ทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 แต่จำเลยที่ 1 โอนมรดกทั้งหมดให้ตนเอง รวมถึงให้จำเลยที่ 2 และ 3 ซึ่งไม่ใช่ทายาทผู้มีสิทธิ์ มรดกที่ดินดังกล่าวจึงยังไม่แบ่งปันตามกฎหมาย และจำเลยที่ 1 ถือว่าครอบครองแทนทายาทคนอื่น ไม่สามารถอ้างการครอบครองต่อสู้ได้

จำเลยที่ 1 ในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย มีสิทธิในมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 และมาตรา 1635 โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 22874 และ 60 เป็นสินสมรส จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งรวมสามในสี่ส่วน ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 24990 และ 123 ซึ่งเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับเพียงกึ่งหนึ่ง

ศาลล่างพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมโอนที่ดินทั้งหมดไม่ถูกต้อง เนื่องจากปัญหานี้เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) และมาตรา 252

คำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีก่อนย่อมผูกพันโจทก์และจำเลย
 
สิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยชอบธรรมเป็นสิทธิที่ได้มาโดยผลของกฎหมาย คู่ความในคดีก่อนต่างกล่าวอ้างความเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายเช่นเดียวกัน เมื่อไม่ปรากฏว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีก่อนได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสีย คำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีก่อนย่อมผูกพันโจทก์และจำเลย
 

ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1886/2559 
โจทก์มิได้ฟ้องโดยขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้สืบสันดานและเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายอันเป็นคำฟ้องเพื่อขอให้รับรองสิทธิ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้สืบสันดานและเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายจึงถือได้ว่าเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งที่เกินไปกว่าคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 ซึ่งสิทธิการรับมรดกของผู้ตายในฐานะทายาทโดยชอบธรรมเป็นสิทธิที่ได้มาโดยผลของกฎหมาย แม้ศาลอุทธรณ์จะยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้ แต่ก็มิได้ทำให้สิทธิในการรับมรดกของผู้ตายในฐานะทายาทโดยธรรมที่ได้มาโดยผลของกฎหมายหมดสิ้นไป

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โจทก์โดยนาวาตรีหญิง ร. ผู้แทนโดยชอบธรรมเป็นผู้คัดค้านที่ 1 เด็กหญิง ม. และเด็กหญิง ฐ. โดย ข. ผู้แทนโดยชอบธรรมเป็นผู้คัดค้านที่ 2 จำเลยที่ 3 เป็นผู้คัดค้านที่ 3 ส. เป็นผู้คัดค้านที่ 4 จำเลยที่ 2 เป็นผู้คัดค้านที่ 5 จำเลยที่ 4 เป็นผู้คัดค้านที่ 6 จำเลยที่ 6 เป็นผู้คัดค้านที่ 7 และจำเลยที่ 7 เป็นผู้คัดค้านที่ 8 ยื่นคำคัดค้านและขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายด้วย ซึ่งโจทก์โดยนาวาตรีหญิง ร. ผู้แทนโดยชอบธรรมซึ่งเป็นผู้คัดค้านที่ 1 และเด็กหญิง ม. กับเด็กหญิง ฐ. โดย ข. ผู้แทนโดยชอบธรรมเป็นผู้คัดค้านที่ 2 ต่างกล่าวอ้างในคำร้องคัดค้านว่า โจทก์ เด็กหญิง ม. และเด็กหญิง ฐ. ต่างเป็นบุตรนอกกฎหมายที่ผู้ตายรับรองแล้วและต่างเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีว่า โจทก์ เด็กหญิง ม. เด็กหญิง ฐ. จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 เป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตาย ส. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันกับผู้ตายและเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงมีคำสั่งแต่งตั้งให้จำเลยที่ 1 นาวาตรีหญิง ร. ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ ข. ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรม เด็กหญิง ม. กับเด็กหญิง ฐ. จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และ ส. เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกัน แม้คดีนี้จะมิได้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีดังกล่าวเพราะโจทก์ในคดีนี้มิใช่โจทก์คนเดียวกันกับคดีดังกล่าวก็ตาม แต่โจทก์ เด็กหญิง ม. เด็กหญิง ฐ. จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าว ต่างกล่าวอ้างความเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายเช่นเดียวกัน ส่วนจำเลยที่ 5 แม้จะมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว แต่คำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีดังกล่าวก็เกี่ยวด้วยฐานะความเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของผู้ตายที่มีต่อกองมรดกเช่นเดียวกับคดีนี้ เมื่อไม่ปรากฏว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสีย คำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยทั้งเจ็ดนับตั้งแต่วันที่ได้มีคำสั่ง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่อาจวินิจฉัยประเด็นเกี่ยวกับความเป็นทายาทโดยธรรมของโจทก์ในคดีนี้ได้อีก เพราะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับประเด็นที่ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวได้วินิจฉัยไว้แล้ว ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144

ผู้ตายมีบุตรเป็นทายาทโดยธรรมรวม 10 คน คือ โจทก์ เด็กหญิง ม. เด็กหญิง ฐ. จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และ ส. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์มรดกของผู้ตายกึ่งหนึ่ง ซึ่งแม้ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวจะมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 กับนาวาตรีหญิง ร.ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ ข. ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิง ม. กับเด็กหญิง ฐ. จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และ ส. เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกันแล้วก็ตาม แต่ผู้จัดการมรดกทั้งหลายก็ยังคงมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้เป็นไปตามสิทธิของทายาทโดยธรรมแต่ละคน หากทายาทโดยธรรมคนใดไม่ได้รับหรือได้รับส่วนแบ่งไม่ครบตามสิทธิย่อมมีสิทธิเรียกร้องหรือฟ้องผู้จัดการมรดกหรือทายาทอื่นที่ครอบครองทรัพย์มรดกให้แบ่งแก่ตนได้ และแม้ว่าจะมีเจ้าหนี้ของผู้ตายที่ยังมิได้รับชำระหนี้อยู่ก็ตามเจ้าหนี้นั้นก็ชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้จากทายาทโดยธรรมคนใดหรือผู้จัดการมรดกของผู้ตายก็ได้ แม้ทรัพย์มรดกจะได้แบ่งไปแล้วก็ตาม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1737 และ 1738 การมีผู้จัดการมรดกหรือเจ้าหนี้กองมรดกที่ยังมิได้รับชำระหนี้ จึงมิได้ทำให้สิทธิในการเรียกร้องขอแบ่งทรัพย์มรดกของโจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมเสื่อมเสียไป โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดขอแบ่งมรดกของผู้ตายได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น และเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในคดีหมายเลขดำที่ 8795/2544 หมายเลขแดงที่ 3707/2547 ของศาลชั้นต้นว่า ส. เป็นเจ้าของรวมในทรัพย์มรดกของผู้ตายอยู่ด้วยกึ่งหนึ่งในฐานะเจ้าของรวมที่ทำมาหาได้ร่วมกัน โดยในคดีดังกล่าว โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ต่างใช้สิทธิร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ตายยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับ ส. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมิใช่คู่ความในคดีนี้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์มรดกของผู้ตายกึ่งหนึ่ง คำวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีดังกล่าวจึงผูกพันทายาทโดยธรรมทุกคนของผู้ตายรวมทั้งโจทก์ที่มีต่อ ส. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ดังนั้น โจทก์ เด็กหญิง ม. เด็กหญิง ฐ. และจำเลยทั้งเจ็ด ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายจึงมีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายกึ่งหนึ่ง ส่วนอีกกึ่งหนึ่งย่อมเป็นของ ส. ในฐานะเจ้าของรวมและแม้ทายาทอื่นจะมิได้เข้ามาเป็นคู่ความหรือมิได้ร้องสอดเข้ามาในคดีนี้ก็ไม่เป็นเหตุให้โจทก์และจำเลยทั้งเจ็ดมีสิทธิได้รับมรดกทั้งหมดเพียง 8 คน แต่โจทก์และจำเลยทั้งเจ็ดคงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายเพียงคนละ 1 ใน 10 ส่วน กรณีเช่นนี้มิใช่เป็นการกันส่วนแบ่งทรัพย์มรดกไว้เพื่อทายาทอื่นที่มิได้เป็นคู่ความหรือร้องสอดเข้ามาในคดีอันจะเป็นการต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1749 สิทธิของโจทก์ที่จะได้รับทรัพย์สินตามฟ้องจึงมีอยู่ 1 ใน 20 ส่วนที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้แบ่งมรดกให้แก่โจทก์ 1 ใน 8 ส่วน ซึ่งเกินไปกว่าส่วนแห่งสิทธิที่โจทก์จะพึงได้จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (2) ประกอบมาตรา 246, 247 (เดิม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ส่งมอบและโอนหุ้นของบริษัทแอมเทล กรุ๊ป กรุงเทพ จำกัด บริษัทแอมเทล โฮลดิ้งส์ จำกัด กับให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบและโอนหุ้นของบริษัทแอมเทล โฮลดิ้งส์ จำกัด ซึ่งถือแทนผู้ตายคืนแก่กองมรดกของผู้ตาย หากไม่โอนคืนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายตามฟ้องให้แก่โจทก์ 1 ส่วนของทายาททั้งหมดที่มีสิทธิจะได้รับ หากแบ่งไม่ได้ให้นำทรัพย์มรดกออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงินอันเป็นผลประโยชน์ กำไร เงินปันผล ของกองมรดกของผู้ตายนับแต่วันที่ผู้ตายถึงแก่ความตายจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 2,016,000,000 บาท และนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะนำเงินผลประโยชน์และผลกำไรดังกล่าวชำระแก่โจทก์ 1 ส่วนของทายาททั้งหมดที่มีสิทธิได้รับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ผู้ตายถึงแก่ความตายเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์ของจำเลยทั้งเจ็ดออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์จนครบถ้วน
จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้สืบสันดานมีสิทธิได้รับมรดกของนายชวลิต ผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (1) กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 กับโจทก์ให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก
โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันแบ่งรถยนต์ 18 คัน ที่ดิน 3 แปลง หุ้นที่มีชื่อผู้ตายถือหุ้นอยู่ในบริษัท 28 บริษัท และห้างหุ้นส่วนจำกัด 3 ห้างหุ้นส่วน ให้แก่โจทก์ 1 ใน 8 ส่วน ถ้าแบ่งไม่ได้ให้นำรถยนต์ ที่ดินและหุ้นนั้น ออกขายทอดตลาดแบ่งเงินสุทธิให้แก่โจทก์ 1 ใน 8 ส่วน ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่พิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้สืบสันดานมีสิทธิได้รับมรดกของนายชวลิต ผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (1) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา
ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ซึ่งเป็นผู้เยาว์ได้บรรลุนิติภาวะแล้ว ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีด้วยตนเอง ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งเจ็ดเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายกับนางสุนีย์ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2544 ผู้ตายถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ผู้ตายมีทรัพย์มรดกคือรถยนต์ 18 คัน ที่ดิน 3 แปลง หุ้นของบริษัทที่มีชื่อผู้ตายเป็น ผู้ถือหุ้น 28 บริษัท และห้างหุ้นส่วนจำกัด 3 ห้างหุ้นส่วน โดยจำเลยที่ 1 มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทแอมเทล กรุ๊ป กรุงเทพ จำกัด และบริษัทแอมเทล โฮลดิ้งส์ จำกัด ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทแอมเทล โฮลดิ้งส์ จำกัด จำเลยที่ 1 เคยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและโจทก์เป็น ผู้คัดค้านโดยขอให้ตั้งนาวาตรีหญิงเรณู ผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ในขณะนั้นเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ตามคดีหมายเลขดำที่ 8795/2544 ของศาลชั้นต้น โจทก์เรียกร้องส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกของผู้ตายจากจำเลยทั้งเจ็ด แต่ไม่สามารถตกลงกันได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ก่อนว่า หุ้นของบริษัทแอมเทล กรุ๊ป กรุงเทพ จำกัด และบริษัทแอมเทล โฮลดิ้งส์ จำกัด ที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้นเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือไม่ และจำเลยทั้งเจ็ดต้องร่วมรับผิดชำระเงินผลประโยชน์ ผลกำไรหรือเงินปันผลของกองมรดกแก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ถือหุ้นของบริษัทแอมเทล กรุ๊ป กรุงเทพ จำกัด และบริษัทแอมเทล โฮลดิ้งส์ จำกัด ไว้แทนผู้ตายและเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย จำเลยทั้งเจ็ดจึงต้องแบ่งทรัพย์มรดกดังกล่าวและเงินผลประโยชน์ กำไร เงินปันผล ของกองมรดกนับแต่วันที่ผู้ตายถึงแก่ความตายถึงวันฟ้องจำนวน 2,016,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ และที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้สืบสันดานจึงเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายไม่เกินคำขอของโจทก์นั้น โจทก์มีนาวาตรีหญิงเรณู เบิกความว่า ผู้ตายมีทรัพย์สินเป็นหุ้นของบริษัทจำนวน 28 บริษัท และห้างหุ้นส่วน 3 ห้างหุ้นส่วน โดยหุ้นของบริษัทแอมเทล กรุ๊ป กรุงเทพ จำกัด และบริษัทแอมเทล โฮลดิ้งส์ จำกัด ผู้ตายให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้นแทนกับได้ความตามคำเบิกความของนายอนุศักดิ์ พยานจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศเป็นเวลานาน ไม่มีสังคมในประเทศไทยและจำเลยที่ 1 เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของผู้ตาย ผู้ตายจะโอนหุ้นของบริษัทให้บุคคลใดเป็นอำนาจการตัดสินใจของผู้ตายเพียงลำพัง นายพงษ์ศักดิ์ พยานจำเลยที่ 1 เบิกความว่า ในบางครั้งหลังจากที่ผู้ตายโอนหุ้นให้แก่บุคคลอื่นแล้ว ก็สามารถที่จะโอนกลับคืนมาได้ หากผู้รับโอนหุ้นประพฤติตนไม่เหมาะสม ในการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นนั้น ผู้ตายจะสั่งให้นายภูษิต เป็นผู้ดำเนินการ และพนักงานในบริษัทจะเรียกผู้ตายว่าท่านประธานเนื่องจากผู้ตายจะเป็นผู้มีอำนาจสั่งการในบริษัทแต่เพียงผู้เดียว แม้ว่าบริษัทดังกล่าวผู้ตายจะถือหุ้นมากหรือน้อยก็ตาม และนายภูษิตพยานจำเลยที่ 1 เบิกความว่า บุตรทุกคนของผู้ตาย หากเข้าช่วยทำงานที่บริษัทแอมเทล กรุ๊ป กรุงเทพ จำกัด ผู้ตายก็จะโอนหุ้นให้บุตรคนนั้น แต่หากมีความประพฤติที่ไม่เหมาะสมผู้ตายก็จะถอนโอนหุ้นกลับคืนมา ในส่วนของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ซึ่งเคยมาช่วยงานและสร้างปัญหาให้แก่ผู้ตาย ผู้ตายได้มอบหมายให้พยานไปถอนโอนหุ้นของบริษัทแอมเทล กรุ๊ป กรุงเทพ จำกัด กลับคืนมาทั้งหมดตั้งแต่ปลายปี 2543 เหลือเพียงจำเลยที่ 1 ที่เข้าช่วยงานผู้ตายเท่านั้น ผู้ตายจึงให้พยานดำเนินการโอนหุ้นให้แก่จำเลยที่ 1 และถึงแม้ว่าในขณะที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นร่วมกับผู้ตายและมีอำนาจสั่งการร่วมกับผู้ตายในบริษัท แต่ในการสั่งการในบริษัทส่วนใหญ่ผู้ตายจะเป็นผู้สั่งการเองทั้งหมด เห็นว่า จากคำเบิกความพยานจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมา แสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์ของผู้ตายที่จะดำเนินการโอนหุ้นของบริษัทให้แก่บุตรที่มาช่วยทำงานในบริษัทเท่านั้น และแม้ผู้ตายจะโอนหุ้นไปให้บุตรคนอื่นแล้ว แต่ผู้ตายก็ยังคงมีอำนาจที่จะโอนหุ้นกลับคืนมาได้หากพบว่าบุตรคนใดมีความประพฤติไม่เหมาะสม และอาจดำเนินการโอนหุ้นไปให้บุตรคนอื่นอีกก็ได้ ดังนั้น หากจำเลยที่ 1 ที่เพิ่งจะเข้ามาช่วยงานผู้ตายได้เพียงประมาณ 1 ปี มีความประพฤติไม่เหมาะสมเช่นเดียวกับบุตรคนอื่นและผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ ผู้ตายก็สามารถที่จะดำเนินการโอนหุ้นกลับคืนมาเป็นของผู้ตายได้เช่นเดียวกันกับที่เคยดำเนินการมาแล้วกับบุตรคนอื่น ประกอบกับพฤติการณ์ของผู้ตายที่ถึงแม้จะโอนหุ้นไปให้บุตรคนใดที่มาช่วยงานแล้ว ผู้ตายก็ยังคงมีอำนาจในการสั่งการหรือบริหารงานของบริษัทดังเดิม คำเบิกความพยานจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเจือสมทางนำสืบของโจทก์ และทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า ผู้ตายมิได้โอนหุ้นหรือยกหุ้นให้เป็นสิทธิเด็ดขาดแก่จำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ผู้ตายเพียงแต่โอนหุ้นของบริษัทแอมเทล กรุ๊ป กรุงเทพ จำกัด และบริษัทแอมเทล โฮลดิ้งส์ จำกัด ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้นไว้แทนผู้ตายในระหว่างมาช่วยงานบริษัทเท่านั้น ดังนั้น เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย หุ้นของทั้งสองบริษัทจึงเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า เงินผลประโยชน์ กำไร เงินปันผล ของกองมรดกนับแต่วันที่ผู้ตายถึงแก่ความตายถึงวันฟ้องมีจำนวน 2,016,000,000 บาท นั้น เงินผลประโยชน์ กำไร หรือเงินปันผลดังกล่าว เป็นดอกผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย ซึ่งนาวาตรีหญิงเรณูผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 4 และที่ 5 ถามค้านว่า พยานไม่ทราบว่าบริษัททั้งหมดตามฟ้องมีผลกำไรหรือขาดทุนอย่างไร ซึ่งนายพงษ์ศักดิ์พยานจำเลยที่ 1 ก็เบิกความในส่วนนี้ว่า พยานได้ตรวจสอบเอกสารที่บริษัทต่าง ๆ ยื่นต่อกรมสรรพากรแล้วพบว่า บริษัทดำเนินกิจการขาดทุนไม่มีผลกำไร จึงถือได้ว่าโจทก์ไม่สามารถนำสืบให้เห็นได้ว่า ทรัพย์มรดกของผู้ตายมีผลประโยชน์ กำไร หรือเงินปันผลตามที่โจทก์กล่าวอ้าง จำเลยทั้งเจ็ดจึงไม่จำต้องรับผิดต่อโจทก์ในส่วนนี้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้สืบสันดานจึงเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายทั้งที่โจทก์มิได้มีคำขอในส่วนนี้ชอบแล้วนั้น เห็นว่า โจทก์มิได้ฟ้องโดยขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้สืบสันดานและเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายอันเป็นคำฟ้องเพื่อขอให้รับรองสิทธิ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้สืบสันดานและเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายจึงถือได้ว่าเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งที่เกินไปกว่าคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ซึ่งสิทธิการรับมรดกของผู้ตายในฐานะทายาทโดยชอบธรรมเป็นสิทธิที่ได้มาโดยผลของกฎหมาย แม้ศาลอุทธรณ์จะยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้ แต่ก็มิได้ทำให้สิทธิในการรับมรดกของผู้ตายในฐานะทายาทโดยธรรมที่ได้มาโดยผลของกฎหมายหมดสิ้นไป ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์เป็นทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายและมีอำนาจฟ้องขอแบ่งมรดกของผู้ตายหรือไม่ ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ไม่ยอมไปตรวจพิสูจน์เพื่อยืนยันความเป็นบุตรโดยสายเลือดของผู้ตาย ไม่มีพยานเอกสารหรือภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์เป็นบุตรผู้ตาย พยานบุคคลก็เบิกความลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ผู้ตายไม่ได้รับรองว่าโจทก์เป็นบุตร โจทก์จึงไม่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย และโจทก์บรรยายฟ้องว่า ผู้ตายมีทายาทโดยธรรมอีก 2 คน คือ เด็กหญิง ม. และเด็กหญิง ฐ. ซึ่งบุคคลทั้งสองได้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายด้วย คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำนวนทายาทโดยธรรมจึงอาจเปลี่ยนแปลงได้และผู้ตายมีหนี้สินจำนวนมากที่ยังไม่ได้ชำระจึงเป็นการยุ่งยากและยังไม่สมควรในการแบ่งทรัพย์มรดกนั้น เห็นว่า โจทก์จะมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของผู้ตายตามฟ้องได้ก็ต่อเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตาย เมื่อปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยทั้งเจ็ดว่า จำเลยที่ 1 เคยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเป็นคดีหมายเลขดำที่ 8795/2544 ของศาลชั้นต้นและในคดีนี้ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2548 จำเลยที่ 1 ยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีในชั้นอุทธรณ์ยอมรับว่า คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตายตามประเด็นที่ได้ตั้งเอาไว้ และเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2552 จำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 ยื่นคำร้องขอให้นำคดีดังกล่าว มารวมการพิจารณาเข้าด้วยกันกับคดีนี้ แม้ศาลอุทธรณ์จะมีคำสั่งไม่อนุญาตก็ตาม แต่ก็ปรากฏตามสำเนาคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ 8795/2544 หมายเลขแดงที่ 3707/2547 ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โจทก์โดยนาวาตรีหญิงเรณู ผู้แทนโดยชอบธรรมเป็นผู้คัดค้านที่ 1 เด็กหญิง ม. และเด็กหญิง ฐ. โดยนางเขมิกา ผู้แทนโดยชอบธรรมเป็นผู้คัดค้านที่ 2 จำเลยที่ 3 เป็นผู้คัดค้านที่ 3 นางสุนีย์ เป็นผู้คัดค้านที่ 4 จำเลยที่ 2 เป็นผู้คัดค้านที่ 5 จำเลยที่ 4 เป็นผู้คัดค้านที่ 6 จำเลยที่ 6 เป็นผู้คัดค้านที่ 7 และจำเลยที่ 7 เป็นผู้คัดค้านที่ 8 ยื่นคำคัดค้านและขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายด้วย ซึ่งโจทก์โดยนาวาตรีหญิงเรณู ผู้แทนโดยชอบธรรมซึ่งเป็นผู้คัดค้านที่ 1 และเด็กหญิง ม. กับเด็กหญิง ฐ. โดยนางเขมิกา ผู้แทนโดยชอบธรรมเป็นผู้คัดค้านที่ 2 ต่างกล่าวอ้างในคำร้องคัดค้านว่า โจทก์ เด็กหญิง ม. และเด็กหญิง ฐ. ต่างเป็นบุตรนอกกฎหมายที่ผู้ตายรับรองแล้วและต่างเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2547 ว่า โจทก์ เด็กหญิง ม. เด็กหญิง ฐ. จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 เป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตาย นางสุนีย์ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันกับผู้ตายและเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงมีคำสั่งแต่งตั้งให้จำเลยที่ 1 นาวาตรีหญิงเรณูในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ นางเขมิกาในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรม เด็กหญิง ม. กับเด็กหญิง ฐ. จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และนางสุนีย์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกัน แม้คดีนี้จะมิได้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีดังกล่าวเพราะโจทก์ในคดีนี้มิใช่โจทก์คนเดียวกันกับคดีดังกล่าวดังที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้แล้วก็ตาม แต่โจทก์ เด็กหญิง ม. เด็กหญิง ฐ. จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวต่างกล่าวอ้างความเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายเช่นเดียวกัน ส่วนจำเลยที่ 5 แม้จะมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว แต่คำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีดังกล่าวก็เกี่ยวด้วยฐานะความเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของผู้ตายที่มีต่อกองมรดกเช่นเดียวกับคดีนี้ เมื่อไม่ปรากฏว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสีย คำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยทั้งเจ็ดนับตั้งแต่วันที่ได้มีคำสั่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่อาจวินิจฉัยประเด็นเกี่ยวกับความเป็นทายาทโดยธรรมของโจทก์ในคดีนี้ได้อีก เพราะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับประเด็นที่ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวได้วินิจฉัยไว้แล้ว ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 และแม้ว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยตามประเด็นในคำให้การของจำเลยทั้งเจ็ดไปโดยไม่ชอบ แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็มิได้รับฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น จึงไม่มีเหตุให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่จำเลยที่ 1 จะฎีกาได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่า ผู้ตายไม่ได้รับรองโจทก์เป็นบุตรและโจทก์ไม่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์และที่ปรากฏในคดีดังกล่าวจึงรับฟังได้ว่า ผู้ตายมีบุตรเป็นทายาทโดยธรรมรวม 10 คน คือ โจทก์ เด็กหญิง ม. เด็กหญิง ฐ. จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และนางสุนีย์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์มรดกของผู้ตายกึ่งหนึ่ง ซึ่งแม้ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวจะมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 นาวาตรีหญิงเรณูในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ นางเขมิกาในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิง ม. กับเด็กหญิง ฐ. จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และนางสุนีย์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกันแล้วก็ตาม แต่ผู้จัดการมรดกทั้งหลายก็ยังคงมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้เป็นไปตามสิทธิของทายาทโดยธรรมแต่ละคน หากทายาทโดยธรรมคนใดไม่ได้รับหรือได้รับส่วนแบ่งไม่ครบตามสิทธิย่อมมีสิทธิเรียกร้องหรือฟ้องผู้จัดการมรดกหรือทายาทอื่นที่ครอบครองทรัพย์มรดกให้แบ่งแก่ตนได้ และแม้ว่าจะมีเจ้าหนี้ของผู้ตายที่ยังมิได้รับชำระหนี้อยู่ก็ตามเจ้าหนี้นั้นก็ชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้จากทายาทโดยธรรมคนใดหรือผู้จัดการมรดกของผู้ตายก็ได้ แม้ทรัพย์มรดกจะได้แบ่งไปแล้วก็ตาม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1737 และ 1738 ดังนั้น การมีผู้จัดการมรดกหรือเจ้าหนี้กองมรดกที่ยังมิได้รับชำระหนี้ จึงมิได้ทำให้สิทธิในการเรียกร้องขอแบ่งทรัพย์มรดกของโจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมเสื่อมเสียไป โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดขอแบ่งมรดกของผู้ตายได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น และเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในคดีหมายเลขดำที่ 8795/2544 หมายเลขแดงที่ 3707/2547 ของศาลชั้นต้นว่า นางสุนีย์เป็นเจ้าของรวมในทรัพย์มรดกของผู้ตายอยู่ด้วยกึ่งหนึ่งในฐานะเจ้าของรวมที่ทำมาหาได้ร่วมกัน โดยในคดีดังกล่าว โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ต่างใช้สิทธิร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ตายยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับนางสุนีย์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมิใช่คู่ความในคดีนี้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์มรดกของผู้ตายกึ่งหนึ่ง คำวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีดังกล่าวจึงผูกพันทายาทโดยธรรมทุกคนของผู้ตายรวมทั้งโจทก์ที่มีต่อนางสุนีย์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ดังนั้น โจทก์ เด็กหญิง ม. เด็กหญิง ฐ. และจำเลยทั้งเจ็ด ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายจึงมีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายกึ่งหนึ่ง ส่วนอีกกึ่งหนึ่งย่อมเป็นของนางสุนีย์ในฐานะเจ้าของรวมและแม้ทายาทอื่นจะมิได้เข้ามาเป็นคู่ความหรือมิได้ร้องสอดเข้ามาในคดีนี้ก็ไม่เป็นเหตุให้โจทก์และจำเลยทั้งเจ็ดมีสิทธิได้รับมรดกทั้งหมดเพียง 8 คน แต่โจทก์และจำเลยทั้งเจ็ดคงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายเพียงคนละ 1 ใน 10 ส่วน กรณีเช่นนี้มิใช่เป็นการกันส่วนแบ่งทรัพย์มรดกไว้เพื่อทายาทอื่นที่มิได้เป็นคู่ความหรือร้องสอดเข้ามาในคดีอันจะเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1749 สิทธิของโจทก์ที่จะได้รับทรัพย์สินตามฟ้องจึงมีอยู่ 1 ใน 20 ส่วน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้แบ่งมรดกให้แก่โจทก์ 1 ใน 8 ส่วน ซึ่งเกินไปกว่าส่วนแห่งสิทธิที่โจทก์จะพึงได้จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (2) ประกอบมาตรา 246, 247 (เดิม)
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันโอนหรือแบ่งรถยนต์ 18 คัน ที่ดิน 3 แปลง หุ้นของบริษัทที่มีชื่อผู้ตายถือหุ้นอยู่ 28 บริษัท และห้างหุ้นส่วนจำกัด 3 ห้างหุ้นส่วน กับให้จำเลยที่ 1 โอนหรือแบ่งหุ้นของบริษัทแอมเทล กรุ๊ป กรุงเทพ จำกัด และบริษัทแอมเทล โฮลดิ้งส์ จำกัด ที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้น ให้แก่โจทก์ 1 ใน 20 ส่วน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
ศาลพิพากษาเกินคำขอได้หรือไม่ และทายาทยังมีสิทธิฟ้องแบ่งมรดกอยู่หรือไม่ หลายคนเข้าใจผิดว่า ถ้าศาลเคยมีคำพิพากษาเกี่ยวกับสถานะทายาทแล้ว สิทธิจะสิ้นสุดทันที แต่ความจริงตามกฎหมายไม่ใช่เช่นนั้น คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดว่า ศาลไม่อาจพิพากษาเกินคำขอท้ายฟ้องได้ และสิทธิการเป็นทายาทโดยธรรมเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมาย แม้ไม่มีคำพิพากษารับรองก็ยังคงมีอยู่ นอกจากนี้ หากมีคำสั่งในคดีก่อนที่วินิจฉัยเรื่องสถานะทายาทแล้ว ย่อมมีผลผูกพัน ไม่สามารถนำมาพิจารณาซ้ำได้อีก รวมถึงกรณีหุ้นที่ถือแทนผู้ตายก็อาจถือเป็นทรัพย์มรดกได้ หากพยานหลักฐานชี้ให้เห็นว่าไม่ได้โอนให้โดยเด็ดขาด



คดีมรดก ร้องศาลตั้งผู้จัดการมรดก

ผู้จัดการมรดกให้ผู้เยาว์สละมรดกโดยไม่ขออนุญาตศาล มีผลเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดกและฟ้องได้แม้เกิน 5 ปีหรือไม่ article
สิทธิรับเงินฝากและหุ้นในสหกรณ์เมื่อเจ้ามรดกทำพินัยกรรมภายหลัง หนังสือแต่งตั้งผู้รับประโยชน์ยังมีผลอยู่หรือไม่ และฟ้องได้หรือไม่
พินัยกรรมไม่กำหนดผู้รับมรดกเป็นโมฆะหรือไม่ และผู้จัดการมรดกยังมีอำนาจหรือไม่
การจัดการมรดกโดยผู้จัดการมรดกมีอำนาจเพียงใด ต้องขออนุญาตศาลก่อนให้เช่าทรัพย์มรดกหรือไม่
การกำหนดห้ามโอนในพินัยกรรมมีผลเพียงใด ผู้รับพินัยกรรมขายทรัพย์ได้หรือไม่ตามหลักกฎหมายมรดกและสิทธิในทรัพย์สิน
การถอนผู้จัดการมรดกทำได้หรือไม่เมื่อปันมรดกเสร็จแล้ว และทรัพย์ของกุศลสถานถือเป็นมรดกได้หรือไม่
พินัยกรรมยกที่ดิน ส.ป.ก. ทำได้หรือไม่? ศาลฎีกาชี้ชัดเป็นโมฆะตามกฎหมาย แม้เป็นมรดกก็โอนไม่ได้
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ตนเองได้หรือไม่ และทายาทถูกกำจัดมิให้รับมรดกเมื่อใด วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาเชิงลึกเกี่ยวกับการแบ่งมรดกและการยักย้ายทรัพย์
พินัยกรรมร่วมแก้ไขภายหลังได้หรือไม่ และใครมีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก เมื่อผู้ทำพินัยกรรมคนหนึ่งถูกตัดมิให้รับมรดกตามพินัยกรรมฉบับหลัง
พินัยกรรมยกที่ดินนิคมสร้างตนเองใช้ได้เพียงใด ผู้รับโอนมีสิทธิขับไล่ผู้ครอบครองเดิมได้หรือไม่
บุตรที่เกิดก่อนการใช้บังคับกฎหมายครอบครัวมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ และใครสมควรเป็นผู้จัดการมรดก
พินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนฉบับแรก ผู้ไม่มีส่วนได้เสียไม่มีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก
สิทธิรับมรดกของบุตรนอกสมรสเมื่อบิดารับรองโดยพฤติการณ์ และหลักการแบ่งสินสมรสของคู่สมรสที่สมรสก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
พระภิกษุถึงแก่มรณภาพ ทรัพย์ตกเป็นของวัดใด? วิเคราะห์ภูมิลำเนาและสถานะวัดในต่างประเทศตามกฎหมายไทย
คำคัดค้านเพิกถอนพินัยกรรมต้องส่งถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกคนหรือไม่ หลักคดีมรดกและกระบวนพิจารณาที่เป็นธรรม
โจทก์ฟ้องให้แบ่งทรัพย์มรดกได้แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความหนึ่งปี
ผู้จัดการมรดกหลายคนฟ้องแทนกองมรดกได้เพียงลำพังหรือไม่ และทายาทมีสิทธิฟ้องบังคับตามสัญญาแบ่งมรดกได้เพียงใดเมื่อทรัพย์ยังอยู่ในชื่อทายาทบางคน article
ผู้จัดการมรดกทำสัญญาค่านายหน้าแล้วไม่จ่าย หนี้ผูกพันกองมรดกหรือไม่ และทายาทต้องรับผิดเพียงใดตามกฎหมายมรดกและคำพิพากษาศาลฎีกา
สิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกต้องเป็นทายาทเสมอหรือไม่ วิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกและอำนาจร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก
พินัยกรรมเป็นโมฆะเพราะเจ้ามรดกไร้สติ ใครมีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก? วิเคราะห์เรื่องสิทธิทายาทและอำนาจร้องขอ
ฟ้องซ้อนหรือไม่เมื่อขอเป็นผู้จัดการมรดกซ้ำ และผู้จัดการมรดกร่วมตายแล้วใครมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาล
การแบ่งมรดกที่ดินเมื่อบุตรเกิดก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 และปัญหาอายุความมรดกในกรณีผู้จัดการมรดกครอบครองทรัพย์แทนทายาท
สิทธิของคู่สมรสและผู้จัดการมรดกในการฟ้องแบ่งสินสมรสและทรัพย์มรดก เมื่อมีการโอนทรัพย์ให้ทายาทคนอื่นโดยมิชอบ พร้อมปัญหาอายุความมรดกและอำนาจฟ้อง
การโอนขายทรัพย์มรดกโดยผู้จัดการมรดกด้วยเจตนาลวงเป็นโมฆะหรือไม่ : วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการขายที่ดินมรดกให้บุคคลใกล้ชิด
มรดกของครอบครัวมุสลิมกับพินัยกรรม: ทรัพย์ที่ได้ระหว่างสมรสถือเป็นสินสมรสหรือไม่ และต้องแบ่งตามกฎหมายอิสลามอย่างไร
ผู้จัดการมรดกยกอายุความสู้ทายาทไม่ได้ และเพิกถอนการโอนสินสมรสให้ภริยาคนที่สองได้
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ตนเองได้หรือไม่: สิทธิทายาทในการเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดกและผลเพิกถอนเพียงส่วนแห่งสิทธิ
ทายาทมีสิทธิเข้าเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีได้หรือไม่ เมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย
บำเหน็จตกทอดไม่ใช่มรดก และสิทธิของคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย
การจัดการมรดกโดยผู้จัดการมรดกและผลแห่งความยินยอมของทายาทในการโอนทรัพย์มรดก
การฟ้องคดีจัดการมรดกเกินกำหนดอายุความ การเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดก
การจัดการมรดกเสร็จสิ้นเมื่อใด และอายุความฟ้องแบ่งมรดก
สิทธิทายาทของผู้ถูกอุปการะแต่ไม่ได้เป็นบุตรโดยกำเนิด และผลทางกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์มรดก
สิทธิทายาท & การแบ่งมรดกโดยจับฉลาก, ทายาทไม่เข้าร่วมประชุม (ฎีกา 2128/2567)
ภาษีการรับมรดกต้องคำนวณวันเจ้ามรดกตาย ดอกเบี้ย–เงินฝากหลังวันตายคิดภาษีหรือไม่ และศาลขยายเวลาฟ้องคดีภาษีได้หรือไม่
พินัยกรรมผิดแบบเอกสารลับ ใช้เป็นพินัยกรรมธรรมดาได้หรือไม่
การอยู่กินโดยไม่จดทะเบียนสมรสกับผลทางมรดกและพินัยกรรม(ฎีกา 2102/2551)
สิทธิทายาทเพิกถอนการโอนที่ดินมรดกและอายุความฟ้องคดี(ฎีกาที่ 5689/2552)
การตายพร้อมกันและผู้ไม่สมควรรับมรดก แนวคำพิพากษาศาลฎีกา(ฎีกา 358/2554)
บุตรบุญธรรมฟ้องแบ่งมรดก | ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์โดยมิชอบ(ฎีกา 1276/2558)
คำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกปิดบังทรัพย์มรดกมีผลอย่างไร
ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด(ฎีกา 6532/2562)
ผู้จัดการมรดกหลายคนทำงานไม่ได้ต้องทำอย่างไร ศาลมีอำนาจตั้งเพิ่มหรือไม่ และแก้ปัญหาความขัดแย้งในมรดกอย่างไรให้เดินหน้าต่อได้
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์เป็นของตนเองได้เพียงใด และผลต่อบุคคลภายนอกโดยสุจริต(ฎีกา 4887/2566) article
เงินฌาปนกิจศพต้องหักกับค่าจัดการศพหรือไม่,หนี้กองมรดก, (ฎีกา 5043/2566)
ทายาทไม่คัดค้านการโอนมรดก ยังมีสิทธิหรือไม่? วิเคราะห์สิทธิขอกันเงินจากการขายทอดตลาดเมื่อยังไม่แบ่งมรดกเสร็จ
พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง & ความสามารถผู้ทำพินัยกรรม(ฎีกา 6522/2561)
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์เป็นของตนเอง ศาลชี้เป็นยักยอกทรัพย์มรดกหรือไม่
สัญญาประนีประนอม & สิทธิผู้จัดการมรดกเสียงข้างมาก (ฎีกา 3001/2568)
ผู้จัดการมรดกนำที่ดินมรดกไปจำนองโดยไม่ยินยอมจากทายาท มีความผิดหรือไม่? วิเคราะห์อำนาจผู้จัดการมรดกและความรับผิดทางอาญาเมื่อใช้ทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
อำนาจผู้จัดการมรดกร่วม & ฟ้องเรียกทรัพย์, มาตรา 1726, (ฎีกา 2628/2567)
สิทธิทายาทฟ้องแบ่งมรดกขาดอายุความหรือไม่ เมื่อปล่อยให้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเป็นเวลานานตามกฎหมายมรดกไทย
บังคับแบ่งมรดก & เพิกถอนโอน,ผู้จัดการมรดก, (ฎีกา 3886/2566)
ผู้จัดการมรดกมีอำนาจฟ้องเรียกทรัพย์มรดกคืนได้หรือไม่? วิเคราะห์กฎหมายกรณีทรัพย์สินที่ถือครองแทนผู้ตาย และหลักเสียงข้างมากของผู้จัดการมรดก
(ฎีกาที่ 8200/2567) เพิกถอนโฉนดที่ดินและการจัดการมรดก: การบังคับคดีและผลทางกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4043/2567 การตั้งผู้จัดการมรดกและการคัดค้านสิทธิของทายาท
พินัยกรรมมีข้อความพิมพ์ปนกับลายมือใช้ได้หรือไม่? วิเคราะห์กฎหมายพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับและสิทธิการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกร่วม
มรดกไม่มีทายาทตกเป็นของใคร? วิเคราะห์กฎหมายมรดกกรณีไม่มีทายาทโดยธรรม ไม่มีพินัยกรรม และข้อพิพาทเรื่องสิทธิในบัญชีเงินฝากของผู้ตาย
อุทธรณ์ต้องโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ชัด มิใช่คัดลอกคำให้การเดิม มิฉะนั้นถือเป็นอุทธรณ์ไม่ชอบตามกฎหมาย
โจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่เจ้ามรดกได้รับรองแล้ว(ฎีกา 7272/2562)
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกให้ตนเองได้หรือไม่ หากจัดการทรัพย์สินขัดต่อหน้าที่ เสี่ยงทั้งเพิกถอนนิติกรรมและความผิดยักยอก
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกให้ตนเองได้หรือไม่ และทายาทที่ยังไม่จดทะเบียนสิทธิจะฟ้องเพิกถอนการโอนแก่บุคคลภายนอกได้เพียงใด
สรุปคดีมรดก & เพิกถอนโอนที่ดิน,เพิกถอนนิติกรรม,(ฎีกา 1028/2564)
บุตรที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการตายของเจ้ามรดก ยังมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ และแบ่งทรัพย์มรดกอย่างไรเมื่อยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
การจัดการมรดกไม่ชอบไม่อาจถือว่าการจัดการมรดกสิ้นลงแล้ว
ฟ้องแบ่งมรดกเกิน 10 ปีได้หรือไม่ เมื่อทายาทยังครอบครองทรัพย์มรดกอยู่: อายุความแบ่งมรดก สิทธิครอบครอง และผลผูกพันคำพิพากษาเดิม article
พินัยกรรมของผู้ตายที่ห้ามโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตกเป็นโมฆะ, ข้อห้ามในพินัยกรรมเป็นโมฆะ, ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม
ถอนผู้จัดการมรดก, การปันมรดกเสร็จสิ้นแล้ว, การจัดการศาลจ้าวไม่เป็นมรดก, ศาลจ้าวใต้เซียฮุดโจ๊วเป็นกุศลสถาน
ที่ดินของรัฐ มรดกของผู้ตาย, ที่ดินนิคมสหกรณ์, สิทธิทำประโยชน์ในที่ดิน, สิทธิเหนือพื้นดิน, การเพิกถอนโฉนดที่ดิน,
การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในกองมรดก, การเพิกถอนนิติกรรมในทรัพย์มรดก, การขายทรัพย์มรดกเพื่อชำระหนี้, ผู้จัดการมรดกกับสิทธิและหน้าที่
เจ้าหนี้ใช้สิทธิแทนลูกหนี้เรียกทรัพย์มรดกได้หรือไม่ ศาลวินิจฉัยว่าสิทธิในทรัพย์มรดกไม่ใช่สิทธิส่วนตัวตามกฎหมาย
สิทธิรับเงินค่าหุ้นสหกรณ์เป็นมรดกหรือไม่? วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับผู้รับโอนประโยชน์ เงินสงเคราะห์ และผลทางกฎหมายที่ทายาทควรรู้
นิติกรรมซื้อขายที่ดินซึ่งเป็นคนต่างด้าว, คดีมรดกที่ดินของคนต่างด้าว, อายุความคดีมรดก, การยักยอกทรัพย์มรดก
สิทธิรับมรดกของพี่น้องร่วมบิดามารดาและทายาทแทนที่ กรณีค่าเช่าทรัพย์มรดกต้องแบ่งอย่างไร ใครมีสิทธิเรียกคืนได้ตามกฎหมาย
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกเป็นของตนเองได้หรือไม่ และหากนำทรัพย์มรดกไปจำนองโดยทายาทไม่ยินยอมจะถูกกำจัดมิให้รับมรดกหรือไม่
เพิกถอนโอนมรดก & สิทธิทายาท (ฎีกา 1023/2566) article
ที่ดิน น.ส.3 ก. ที่ผู้ตายยังไม่ส่งมอบให้ใครก่อนตาย เป็นมรดกหรือไม่ ผู้จัดการมรดกโอนเข้าชื่อตนเองได้เพียงใด และทายาทจะเรียกเพิกถอนคืนได้หรือไม่
สิทธิทายาทในมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง, ทายาทตายก่อนแบ่งมรดก, รับมรดกแทนที่ มาตรา 1639,
สิทธิการฟ้องขอแบ่งมรดกของทายาท, การเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินมรดก, สินสมรสหลังคู่สมรสเสียชีวิต
สัญญาประกันชีวิต, สัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก, ผู้ทำประกันชีวิตและผู้รับผลประโยชน์ตายพร้อมกัน
การจัดการหนี้สินในกองมรดก, สิทธิของเจ้าหนี้กองมรดก, ที่ดินมรดกและการบังคับคดี
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนมรดก
ผู้จัดการมรดกปฏิบัติผิดหน้าที่-ทายาทผู้มีสิทธิฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกได้
ผู้จัดการมรดกร่วมถึงแก่ความตายต้องทำอย่างไร, ฟ้องซ้อน คืออะไร, แต่งตั้งผู้จัดการมรดก
ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่เพียงทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป
การจัดการทรัพย์มรดกในฐานะผู้จัดการมรดกตามหน้าที่ที่จำเป็น
ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน ผู้มีส่วนได้เสีย
สามีไม่ได้จดทะเบียนเป็นผู้มีส่วนได้เสียเป็นผู้จัดการมรดกได้
ทรัพย์มรดกยังไม่ได้แบ่งให้แก่ทายาททุกคน-การจัดการทรัพย์มรดกยังไม่เสร็จสิ้น
ผู้จัดการมรดกไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มีผลอย่างไร?
ฟ้องผู้จัดการมรดกนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงเกินห้าปีขาดอายุความ
ผู้จัดการมรดกไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกยื่นต่อศาลถูกเพิกถอนได้
อายุความคดีมรดก เจ้าหนี้ฟ้องคดีมรดกเกินหนึ่งปี
ฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินมรดกต้องใช้กฎหมายมรดกหรือมาตรา 1336 และมีอายุความเพียงใดเมื่อผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ทายาทคนเดียว
บุตรนอกกฎหมายซึ่งผู้ตายรับรองแล้วเป็นผู้สืบสันดาน
มารดาขายที่ดินซึ่งผู้เยาว์มีส่วนแบ่งไม่ต้องขอศาล
นายอำเภอคือผู้มีอำนาจจัดทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง
พินัยกรรมมีลายมือชื่อและลายนิ้วมือถูกต้องหรือไม่ ทายาทโต้แย้งได้แค่ไหน และความรับผิดผู้จัดการมรดกตกทอดหรือไม่
ผู้จัดการมรดกนำทรัพย์มรดกไปให้เช่าราคาต่ำและเช่าช่วงเอากำไรสูง ทายาทหรือผู้จัดการมรดกร่วมฟ้องเรียกคืนค่าเช่าได้ภายในกี่ปี