
| บุตรบุญธรรมฟ้องแบ่งมรดก | ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์โดยมิชอบ(ฎีกา 1276/2558)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิของบุตรบุญธรรมในการรับมรดกจากบิดาบุญธรรมซึ่งเป็นคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดก แม้บิดาบุญธรรมจะไม่เคยได้รับการแบ่งทรัพย์มรดกมาก่อนก็ตาม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการที่ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกเป็นของตนเองโดยไม่แบ่งให้ทายาทรายอื่น เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ก่อให้เกิดกรรมสิทธิ์ และไม่อาจยกอายุความมรดกขึ้นต่อสู้ได้ ทั้งยังยืนยันหลักว่าบุตรบุญธรรมมีฐานะเป็นผู้สืบสันดานเช่นเดียวกับบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์เป็นบุตรบุญธรรมที่จดทะเบียนรับรองโดยชอบด้วยกฎหมายของนายประเสริฐ โดยภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายประเสริฐคือ นางพิสมร ได้ให้ความยินยอมในการรับบุตรบุญธรรมดังกล่าว ต่อมานางพิสมรถึงแก่ความตายก่อนนายประเสริฐ โดยมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินหลายแปลงซึ่งเป็นสินส่วนตัว นางพิสมรไม่มีบุตร แต่มีพี่น้องร่วมบิดามารดาหลายคน จำเลยซึ่งเป็นพี่ชายของนางพิสมรได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก ภายหลังได้รับแต่งตั้ง จำเลยมิได้แบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท แต่กลับโอนทรัพย์มรดกทั้งหมดเป็นของตนเอง นายประเสริฐซึ่งเป็นคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายมิได้แสดงเจตนาสละมรดก และถึงแก่ความตายก่อนจะได้รับการแบ่งมรดก โจทก์ในฐานะบุตรบุญธรรมจึงฟ้องขอให้แบ่งทรัพย์มรดกในส่วนที่ตกแก่บิดาบุญธรรม ประเด็นข้อกฎหมายที่สำคัญ ประเด็นสำคัญในคดีนี้ ได้แก่ 1. สถานะของบุตรบุญธรรมในฐานะผู้สืบสันดานตามกฎหมายมรดก 2. สิทธิของคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายในการรับมรดก 3. หน้าที่และความรับผิดของผู้จัดการมรดก 4. การยกอายุความมรดกขึ้นต่อสู้ และขอบเขตการพิจารณาของศาล การวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การรับบุตรบุญธรรมโดยมีความยินยอมจากคู่สมรส ทำให้โจทก์มีสถานะเป็นผู้สืบสันดานเช่นเดียวกับบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1627 เมื่อบิดาบุญธรรมถึงแก่ความตาย โจทก์จึงมีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม แม้ทรัพย์มรดกจะเป็นสินส่วนตัวของภริยา แต่คู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายยังคงมีสิทธิรับมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 และ 1635 และเมื่อไม่มีการสละมรดก สิทธิดังกล่าวยังคงอยู่ การที่ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกเป็นของตนเองเพียงผู้เดียว ถือเป็นการแบ่งทรัพย์มรดกโดยไม่ชอบ ไม่ก่อให้เกิดกรรมสิทธิ์ และเป็นเพียงการครอบครองแทนทายาทรายอื่น ประเด็นเรื่องอายุความ ศาลฎีกาวางหลักว่า เมื่อจำเลยมิได้ยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความตามมาตรา 1733 วรรคสอง แต่ยกอายุความตามมาตรา 1754 เท่านั้น ศาลจึงต้องวินิจฉัยตามประเด็นที่คู่ความยกขึ้น และเมื่อผู้จัดการมรดกครอบครองทรัพย์แทนทายาท การยกอายุความมรดกขึ้นต่อสู้ย่อมทำไม่ได้ คดีจึงยังไม่ขาดอายุความ แนวคำพิพากษาที่ควรศึกษา คำพิพากษานี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญว่า การโอนทรัพย์มรดกโดยผู้จัดการมรดกโดยไม่แบ่งให้ทายาท ไม่ก่อให้เกิดสิทธิในกรรมสิทธิ์ และไม่อาจอ้างอายุความได้ อีกทั้งยืนยันหลักความเสมอภาคของบุตรบุญธรรมในระบบกฎหมายมรดกไทย สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำหลักว่าบุตรบุญธรรมมีสถานะทางกฎหมายเสมือนบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้จัดการมรดกต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต หากฝ่าฝืน ย่อมไม่อาจอ้างสิทธิหรืออายุความเพื่อปิดกั้นสิทธิของทายาทได้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งทรัพย์มรดกที่ดินให้แก่โจทก์ตามส่วน พร้อมสั่งให้ขายทอดตลาดหากไม่สามารถแบ่งได้ 2. ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขรายละเอียดเนื้อที่ที่โจทก์มีสิทธิได้รับ แต่คงหลักให้จำเลยต้องแบ่งมรดก 3. ศาลฎีกาพิพากษายืนหลักสิทธิของบุตรบุญธรรมและวินิจฉัยว่าการโอนทรัพย์ของผู้จัดการมรดกไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมแก้ไขจำนวนเนื้อที่ให้ถูกต้องตามสิทธิในกรรมสิทธิ์รวม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1276/2558 โจทก์มีสิทธิได้รับมรดกของ ป. เนื่องจาก ป. จดทะเบียนรับโจทก์เป็นบุตรบุญธรรม โดย ส. ผู้ตายซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ป. ให้ความยินยอมด้วย โจทก์จึงถือเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของ ป. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1627 เมื่อ ส. ถึงแก่ความตายก่อน ป. โดยมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินส่วนตัวรวม 3 แปลง ป. คู่สมรสย่อมเป็นทายาทโดยธรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 วรรคสอง และมีสิทธิรับมรดกของ ส. ด้วยส่วนหนึ่งตามมาตรา 1635 แม้ ป. ยินยอมให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกและไม่ได้เข้ายุ่งเกี่ยวกับทรัพย์มรดก แต่เมื่อไม่ปรากฏว่า ป. แสดงเจตนาสละมรดกดังกล่าวตามมาตรา 1612 ป. จึงยังคงเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของ ส. ตามกฎหมาย เมื่อ ป. ถึงแก่ความตายโดยยังไม่ได้รับการแบ่งปันทรัพย์มรดกของ ส. โจทก์ซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของ ป. ในฐานะเป็นผู้สืบสันดานเหมือนบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงมีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. แบ่งที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของ ส. ในส่วนที่ตกแก่ ป. ได้ เมื่อจำเลยไม่ได้ให้การไว้ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความเพราะเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกซึ่งจะต้องฟ้องภายในห้าปีนับแต่การจัดการมรดกเสร็จสิ้นลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง โดยจำเลยให้การเพียงว่า ป. กับโจทก์ต่างมิได้ครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดก โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่า 1 ปี นับแต่ ป. ถึงแก่ความตายและนับแต่โจทก์บรรลุ นิติภาวะจึงขาดอายุความ อายุความที่จำเลยอ้างถึงคืออายุความหนึ่งปีตามมาตรา 1754 มิใช่อายุความห้าปีตามมาตรา 1733 วรรคสอง คดีจึงมีประเด็นเพียงว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหนึ่งปีตามมาตรา 1754 หรือไม่เท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความตามมาตรา 1733 วรรคสอง จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ กรณีจึงไม่มีเหตุให้ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ฟ้องจำเลยเกินห้าปีนับแต่การจัดการมรดกของ ส. เสร็จสิ้นแล้วหรือไม่ จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของ ส. ซึ่งมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคนซึ่งรวมถึง ป. คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ในขณะที่ ส. เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย การที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกทั้ง 3 แปลง ให้แก่ตนเองเพียงผู้เดียวจึงเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว และถือได้ว่าการมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนในที่ดินดังกล่าวเป็นเพียงการครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทอื่นของ ส. ทุกคนเท่านั้น จำเลยจึงไม่อาจยกอายุความมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของ ส. ในส่วนที่ตกได้แก่ ป. บิดาบุญธรรมของโจทก์ คดีของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งทรัพย์มรดกที่ดิน 3 แปลง ได้แก่ โฉนดเลขที่ 7815 และ 1087 ตำบลคลองสิบ อำเภอหนองจอก และโฉนดเลขที่ 15117 ตำบลจรเข้บัว อำเภอบางกะปิ โดยขอรับส่วนแบ่งตามเนื้อที่และมูลค่าที่ระบุ หากตกลงแบ่งกันไม่ได้ให้ประมูลขายหรือขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งปัน และหากจำเลยไม่สามารถแบ่งหรือขายได้ให้ใช้ราคาแทน จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 7815 เนื้อที่ 3 งาน 24.5 ตารางวา และโฉนดเลขที่ 1087 เนื้อที่ 11 ไร่ 2 งาน ให้แก่โจทก์ หากแบ่งไม่ได้ให้ประมูลขายหรือขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงินให้โจทก์กึ่งหนึ่ง และให้จำเลยชำระเงินจากค่าขายที่ดินโฉนดเลขที่ 15117 แก่โจทก์ 310,000 บาท พร้อมให้จำเลยรับผิดค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความ 30,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 1087 เป็นให้แบ่งแก่โจทก์เนื้อที่ 11 ไร่ 2.38 ตารางวา นอกนั้นให้เป็นไปตามศาลชั้นต้น และให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์พร้อมค่าทนายความ 15,000 บาท จำเลยฎีกา ระหว่างพิจารณาศาลฎีกา จำเลยถึงแก่ความตาย ผู้จัดการมรดกของจำเลยเข้ามาเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาวินิจฉัยรับฟังว่าโจทก์เป็นบุตรบุญธรรมของนายประเสริฐโดยชอบ และนายประเสริฐเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางพิสมรผู้ตาย จึงมีสิทธิเป็นทายาทตามกฎหมาย และโจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกแบ่งมรดกแทนบิดาบุญธรรมได้ เรื่องอายุความ ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยยกข้อต่อสู้เพียงอายุความ 1 ปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 มิใช่อายุความ 5 ปีตามมาตรา 1733 วรรคสอง จึงมีประเด็นเฉพาะมาตรา 1754 อีกทั้งการที่ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกเป็นของตนเองโดยไม่แบ่งให้ทายาทอื่น เป็นการแบ่งทรัพย์มรดกที่ไม่ชอบ ทำให้จำเลยยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ และการครอบครองตามทะเบียนเป็นเพียงครอบครองแทนทายาทอื่น จึงไม่อาจยกอายุความมรดกขึ้นต่อสู้ได้ คดีไม่ขาดอายุความ ส่วนปริมาณสิทธิในที่ดินโฉนดเลขที่ 1087 ศาลฎีกาเห็นว่าที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์รวมหลายคนโดยไม่ระบุส่วน จึงต้องถือว่าแต่ละคนมีสิทธิเท่ากัน นางพิสมรมี 1 ใน 4 ส่วน และนายประเสริฐมีสิทธิรับมรดกเพียงกึ่งหนึ่งของส่วนดังกล่าว ศาลฎีกาจึงแก้ไขให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 1087 แก่โจทก์เนื้อที่ 11 ไร่ 2.375 ตารางวา นอกนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ บุตรบุญธรรมกับสถานะผู้สืบสันดานตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในทางกฎหมายครอบครัวและกฎหมายมรดกของไทย แนวคิดเรื่อง “บุตรบุญธรรม” มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับสถานะของ “ผู้สืบสันดาน” ซึ่งเป็นฐานะทางกฎหมายที่มีผลอย่างสำคัญต่อสิทธิและหน้าที่ในครอบครัว ตลอดจนสิทธิในการรับมรดก การทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสองแนวคิดนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในคดีพิพาทเกี่ยวกับมรดกหรือการสืบสิทธิของทายาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การรับบุตรบุญธรรมเป็นการสร้างความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างผู้รับบุตรบุญธรรมกับผู้ถูกรับเสมือนความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดากับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อการรับบุตรบุญธรรมได้จดทะเบียนโดยชอบด้วยกฎหมาย และเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ความสัมพันธ์ดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันในทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์ ไม่ใช่เพียงความผูกพันทางสังคมหรือศีลธรรมเท่านั้น สาระสำคัญประการหนึ่งของการรับบุตรบุญธรรม คือ การที่กฎหมายรับรองให้บุตรบุญธรรมมีสถานะเป็น “ผู้สืบสันดาน” ของผู้รับบุตรบุญธรรม โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายมุ่งคุ้มครองบุตรบุญธรรมให้ได้รับสิทธิและความคุ้มครองในลักษณะเดียวกับบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในครอบครัว สิทธิในการอุปการะเลี้ยงดู หรือสิทธิในทางมรดก คำว่า “ผู้สืบสันดาน” ในทางกฎหมาย หมายถึงบุคคลที่สืบเชื้อสายลงมาจากบุคคลหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นโดยกำเนิดหรือโดยผลของกฎหมาย เมื่อกฎหมายกำหนดให้บุตรบุญธรรมมีฐานะเป็นผู้สืบสันดาน ความเป็นผู้สืบสันดานดังกล่าวจึงมิได้จำกัดเฉพาะความสัมพันธ์ทางสายโลหิต แต่รวมถึงความสัมพันธ์ที่กฎหมายรับรองให้มีผลเช่นเดียวกัน ในบริบทของกฎหมายมรดก สถานะผู้สืบสันดานมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นลำดับทายาทโดยธรรมลำดับต้น เมื่อผู้รับบุตรบุญธรรมถึงแก่ความตาย บุตรบุญธรรมย่อมมีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมเช่นเดียวกับบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย และมีสิทธิในกองมรดกตามส่วนที่กฎหมายกำหนด เว้นแต่จะมีพินัยกรรมหรือเหตุอื่นตามกฎหมายที่ตัดสิทธิดังกล่าว นอกจากนี้ สถานะผู้สืบสันดานของบุตรบุญธรรมยังมีผลในกรณีที่สิทธิในมรดกยังมิได้มีการแบ่งปันในขณะที่ผู้รับบุตรบุญธรรมมีชีวิตอยู่ หากผู้รับบุตรบุญธรรมมีสิทธิในกองมรดกของบุคคลอื่น เช่น คู่สมรส หรือญาติ และถึงแก่ความตายก่อนการแบ่งมรดกเสร็จสิ้น สิทธิในกองมรดกนั้นย่อมตกทอดมายังบุตรบุญธรรมในฐานะผู้สืบสันดานได้ตามหลักการสืบสิทธิในทางมรดก อย่างไรก็ดี การที่บุตรบุญธรรมจะมีสถานะเป็นผู้สืบสันดานตามกฎหมายได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยการรับบุตรบุญธรรมที่ชอบด้วยกฎหมาย การรับบุตรบุญธรรมโดยมิได้จดทะเบียน หรือเป็นเพียงการเลี้ยงดูในทางพฤตินัย ย่อมไม่ก่อให้เกิดสถานะผู้สืบสันดานในทางกฎหมาย และไม่อาจอ้างสิทธิในฐานะทายาทโดยธรรมได้ กล่าวโดยสรุป บุตรบุญธรรมมิใช่เพียงบุตรในทางสังคมหรือจริยธรรมเท่านั้น หากแต่เป็นบุตรในทางกฎหมายซึ่งมีสถานะเป็นผู้สืบสันดานของผู้รับบุตรบุญธรรมอย่างสมบูรณ์ ความเชื่อมโยงระหว่างบุตรบุญธรรมกับผู้สืบสันดานจึงเป็นหลักการสำคัญที่สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายในการคุ้มครองสิทธิของบุตรบุญธรรมให้ได้รับความเสมอภาคและความเป็นธรรมในครอบครัวและในระบบกฎหมายมรดกของไทย คำถามที่พบบ่อย 1. คำถาม: บุตรบุญธรรมมีสิทธิรับมรดกในฐานะผู้สืบสันดานเช่นเดียวกับบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คำตอบ: มีสิทธิ หากการรับบุตรบุญธรรมจดทะเบียนโดยชอบด้วยกฎหมาย และคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรมให้ความยินยอมครบถ้วน บุตรบุญธรรมย่อมมีฐานะเป็นผู้สืบสันดานเสมือนบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย และมีสิทธิรับมรดกของผู้รับบุตรบุญธรรมได้ตามกฎหมาย 2. คำถาม: เมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตายก่อน และมีทรัพย์มรดกเป็นสินส่วนตัว คู่สมรสที่ยังมีชีวิตเป็นทายาทโดยธรรมและมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ คำตอบ: เป็นทายาทโดยธรรมและมีสิทธิรับมรดก แม้ทรัพย์มรดกจะเป็นสินส่วนตัวของผู้ตายก็ตาม หากเป็นคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายในขณะถึงแก่ความตาย ย่อมมีสิทธิรับมรดกตามฐานะทายาทคู่สมรสตามกฎหมายมรดก 3. คำถาม: การที่คู่สมรสยินยอมให้บุคคลอื่นเป็นผู้จัดการมรดกและไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์มรดก ถือว่าเป็นการสละมรดกหรือไม่ คำตอบ: ไม่ถือว่าเป็นการสละมรดก เว้นแต่จะปรากฏการแสดงเจตนาสละมรดกโดยชัดแจ้งตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด การยินยอมให้ตั้งผู้จัดการมรดกหรือการไม่เข้าจัดการทรัพย์มรดกเพียงอย่างเดียว ไม่ทำให้สิทธิรับมรดกสิ้นไป 4. คำถาม: หากคู่สมรสผู้มีสิทธิรับมรดกถึงแก่ความตายก่อนที่จะมีการแบ่งมรดก สิทธิในส่วนมรดกที่ยังไม่ได้แบ่งตกทอดแก่ทายาทของคู่สมรสนั้นหรือไม่ คำตอบ: ตกทอดแก่ทายาทของคู่สมรสนั้นได้ เมื่อคู่สมรสมีสิทธิรับมรดกของผู้ตายตามกฎหมายและยังมิได้สละมรดก สิทธิในส่วนแบ่งมรดกย่อมเป็นสิทธิในกองมรดกที่สามารถตกทอดแก่ทายาทของคู่สมรสเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตาย 5. คำถาม: ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคนหรือไม่ และการโอนทรัพย์มรดกเป็นของตนเองโดยไม่แบ่งให้ทายาทอื่นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คำตอบ: ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ต้องจัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคนตามส่วน การโอนทรัพย์มรดกเป็นของตนเองเพียงผู้เดียวโดยไม่แบ่งให้ทายาทอื่น เป็นการแบ่งปันที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ทำให้ได้กรรมสิทธิ์โดยชอบ 6. คำถาม: หากผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกเป็นชื่อของตนเองในทางทะเบียน จะถือว่าได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดกโดยสมบูรณ์หรือไม่ คำตอบ: ไม่เสมอไป หากการโอนเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะไม่แบ่งให้ทายาทอื่น การมีชื่อเป็นเจ้าของทางทะเบียนอาจเป็นเพียงการถือครองแทนทายาทรายอื่นของเจ้ามรดก มิใช่การได้กรรมสิทธิ์โดยชอบ 7. คำถาม: ผู้จัดการมรดกที่โอนทรัพย์มรดกเป็นของตนเองโดยมิชอบ สามารถยกอายุความมรดกขึ้นต่อสู้ทายาทที่มาฟ้องเรียกแบ่งมรดกได้หรือไม่ คำตอบ: โดยหลักไม่อาจยกได้ เมื่อการถือครองทรัพย์มรดกเป็นการถือครองแทนทายาทอื่น การอ้างอายุความมรดกเพื่อให้สิทธิของทายาทสิ้นไปย่อมไม่สอดคล้องกับสภาพการครอบครองและหน้าที่ของผู้จัดการมรดก 8. คำถาม: ในคดีมรดก หากจำเลยให้การอ้างอายุความตามบทกฎหมายหนึ่ง แต่ศาลล่างไปวินิจฉัยอายุความอีกบทหนึ่งที่คู่ความไม่ได้ยกขึ้น ถือว่าเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นหรือไม่ คำตอบ: ถือว่าเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นได้ หากคู่ความมิได้ยกข้อต่อสู้ตามบทนั้นเป็นประเด็นในคดี ศาลต้องวินิจฉัยภายในกรอบประเด็นที่คู่ความยกขึ้น เว้นแต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งศาลอาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ 9. คำถาม: ศาลฎีกามีอำนาจยกปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในประเด็นนั้น คำตอบ: มีอำนาจ หากเป็นปัญหากฎหมายที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาสามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองเพื่อแก้ไขให้ถูกต้องตามกฎหมายได้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา 10. คำถาม: กรณีที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์รวมหลายคนและไม่มีการจดแจ้งสัดส่วนในทะเบียน ศาลใช้หลักใดในการคำนวณส่วนแบ่งเพื่อแบ่งมรดก คำตอบ: โดยหลักให้ถือว่าเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมมีสิทธิเท่ากันทุกคน หากไม่มีหลักฐานหรือการจดแจ้งส่วนในทะเบียนว่าใครมีสิทธิเท่าใด ศาลจึงอาจคำนวณโดยถือว่าแต่ละคนมีส่วนเท่ากัน และให้ทายาทรับช่วงสิทธิตามสัดส่วนที่คำนวณได้
|





