ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ผู้จัดการมรดกนำทรัพย์มรดกไปให้เช่าราคาต่ำและเช่าช่วงเอากำไรสูง ทายาทหรือผู้จัดการมรดกร่วมฟ้องเรียกคืนค่าเช่าได้ภายในกี่ปี

ผู้จัดการมรดกนำทรัพย์มรดกไปให้เช่าราคาต่ำ, อายุความฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก 5 ปี, ฟ้องเรียกคืนค่าเช่าทรัพย์มรดกจากผู้จัดการมรดก, ดอกผลของทรัพย์มรดกเรียกคืนได้หรือไม่, ผู้จัดการมรดกร่วมมีอำนาจฟ้องเรียกทรัพย์มรดกคืน, ฟ้องเพิกถอนสัญญาเช่าทรัพย์มรดก, เช่าช่วงทรัพย์มรดกโดยไม่มีสิทธิ, ผู้จัดการมรดกกระทำผิดหน้าที่ต้องรับผิดอย่างไร, ฟ้องคดีมรดกไม่ใช่คดีละเมิดอายุความ 1 ปี, ทรัพย์มรดกถูกนำไปหาประโยชน์โดยทุจริต, ค่าเช่าคลังสินค้าซึ่งเป็นทรัพย์มรดก, อำนาจฟ้อง

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจของผู้จัดการมรดกในการคุ้มครองทรัพย์มรดกและเรียกคืนดอกผลที่เกิดจากทรัพย์มรดก เมื่อผู้จัดการมรดกร่วมคนหนึ่งถูกกล่าวหาว่านำทรัพย์มรดกออกหาประโยชน์แก่ตนและพวกโดยมิชอบ ผ่านการให้เช่าทรัพย์ในราคาต่ำผิดปกติ แล้วมีการเช่าช่วงต่อในอัตราที่สูงกว่าหลายเท่า ประเด็นสำคัญของคดีนี้จึงไม่ได้อยู่เพียงเรื่องสัญญาเช่าจะเป็นโมฆะหรือเป็นกลฉ้อฉลเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงอำนาจฟ้องของผู้จัดการมรดกร่วม ลักษณะของคดีว่าเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกหรือเป็นคดีละเมิด อายุความที่ใช้บังคับ การเรียกคืนดอกผลของทรัพย์มรดก ตลอดจนขอบเขตความรับผิดที่ไม่อาจซ้ำซ้อนกันในมูลหนี้เดียวกันได้ คดีนี้จึงเป็นแนวคำพิพากษาสำคัญสำหรับการตีความมาตรา 1733 วรรคสอง และหลักการคุ้มครองกองมรดกจากการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

ข้อเท็จจริงและลำดับแห่งคดี

ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2550 ต่อมามีข้อพิพาทระหว่างญาติพี่น้องเกี่ยวกับการจัดการมรดก โดยโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันตามคำสั่งศาลในคดีร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก ภายหลังยังมีคดีอีกสำนวนหนึ่งซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทรัพย์บางรายการของผู้ตายรวมถึงคลังสินค้าพิพาท 2 หลัง เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง

ระหว่างที่ข้อพิพาทเรื่องสิทธิในทรัพย์ยังไม่ยุติเด็ดขาด จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาให้จำเลยที่ 2 เช่าคลังสินค้าพิพาท 2 หลัง ในอัตราเหมาเดือนละ 20,000 บาท ทั้งที่คลังสินค้าทั้งสองหลังมีขนาดใหญ่และมีศักยภาพในการทำรายได้จากการเก็บข้าวสารได้สูงกว่านั้นอย่างมาก ต่อมาจำเลยที่ 2 นำคลังสินค้าดังกล่าวไปให้จำเลยที่ 3 เช่าช่วงในอัตรากระสอบละ 2 บาทต่อเดือน เมื่อคำนวณจากปริมาณข้าวสารที่นำเข้าฝากเก็บจริง พบว่ามีรายได้จากการเช่าช่วงรวมเป็นจำนวนสูงมากและแตกต่างจากค่าเช่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมกระทำผิดหน้าที่ โดยร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 หาประโยชน์จากทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยทุจริต ขอให้เพิกถอนสัญญาเช่าระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และสัญญาเช่าช่วงระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ให้ขับไล่จำเลยทั้งสามออกจากคลังสินค้า ส่งมอบการครอบครองคืนแก่โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดก และให้ร่วมกันชำระเงินค่าเช่าและค่าเสียหายรวม 21,250,320 บาท พร้อมค่าเสียหายรายเดือนจนกว่าจะส่งมอบทรัพย์คืน

ฝ่ายจำเลยต่อสู้หลายประเด็น ทั้งเรื่องโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คดีขาดอายุความแล้ว และจำนวนเงินที่ควรต้องรับผิดไม่เป็นไปตามที่โจทก์กล่าวอ้าง

คำวินิจฉัยของศาลฎีกาแยกตามประเด็นสำคัญ

ประเด็นที่หนึ่ง อำนาจฟ้องของโจทก์ทั้งสอง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ภายหลังจะมีคำพิพากษาอีกคดีหนึ่งรับรองว่าจำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ในคลังสินค้าพิพาทกึ่งหนึ่ง แต่เมื่อพิจารณาสภาพแห่งข้อหาในคดีนี้ โจทก์ทั้งสองฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดกร่วม กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมอีกคนหนึ่ง นำทรัพย์มรดกไปหาประโยชน์แก่ตนและพวกโดยไม่มีสิทธิ พร้อมเรียกคืนดอกผลที่เกิดจากทรัพย์มรดกและขอขับไล่ผู้ครอบครองออกจากทรัพย์มรดก คดีจึงมีลักษณะเป็นการเรียกทรัพย์มรดกและดอกผลคืนเข้าสู่กองมรดก ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของผู้จัดการมรดก โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้อง

นอกจากนี้ สิทธิของจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาอีกคดีหนึ่งเพิ่งเกิดขึ้นภายหลังการฟ้องคดีนี้ และเป็นสิทธิเพียงบางส่วน จึงไม่ทำให้สิทธิฟ้องของโจทก์ทั้งสองหมดไป ส่วนประเด็นขับไล่จำเลยที่ 1 นั้น โจทก์แถลงสละประเด็นไปแล้ว จึงไม่เป็นสาระแก่คดี

ประเด็นที่สอง อายุความของคดี

ศาลฎีกาเห็นว่า แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องพาดพิงถึงการทำสัญญาโดยกลฉ้อฉลและละเมิด แต่สภาพแห่งข้อหาที่แท้จริงคือการฟ้องเกี่ยวกับการจัดการมรดก กล่าวคือ ผู้จัดการมรดกร่วมคนหนึ่งนำทรัพย์มรดกออกหาประโยชน์โดยมิชอบ แล้วผู้จัดการมรดกอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องเรียกคืนค่าเช่าและขอขับไล่ผู้ครอบครองทรัพย์มรดก ดังนั้น อายุความที่ใช้บังคับย่อมเป็นอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง ไม่ใช่อายุความ 1 ปีตามมูลละเมิดหรือกลฉ้อฉล

เมื่อจำเลยรับว่าโจทก์ทราบเรื่องก่อนวันที่ 11 เมษายน 2554 และโจทก์ยื่นฟ้องวันที่ 30 กรกฎาคม 2555 จึงยังอยู่ภายในกำหนด 5 ปี คดีไม่ขาดอายุความ

ประเด็นที่สาม จำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมกันรับผิด

ศาลฎีกาแยกวินิจฉัยอย่างละเอียดว่า เงินที่โจทก์มีสิทธิเรียกคืนได้มิใช่ค่าเสียหายในเชิงสมมติที่คำนวณจากอัตราค่าเช่าตลาดแบบคงที่ทุกเดือน หากแต่เป็นดอกผลหรือค่าเช่าที่เกิดขึ้นจริงจากการนำทรัพย์มรดกไปหาประโยชน์โดยมิชอบ ดังนั้น จึงต้องยึดจำนวนค่าเช่าที่จำเลยที่ 3 ชำระแก่จำเลยที่ 2 ตามข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้

จากพยานหลักฐานพบว่า จำเลยที่ 3 ชำระค่าเช่าแก่จำเลยที่ 2 ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2552 ถึงเดือนมีนาคม 2556 รวม 21,216,534 บาท อย่างไรก็ดี เนื่องจากมีคำพิพากษาอีกคดีหนึ่งผูกพันคู่ความว่า คลังสินค้าพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกจึงเรียกคืนได้เพียงกึ่งหนึ่งของค่าเช่าดังกล่าว เท่ากับ 10,608,267 บาท

จากนั้นศาลยังพิจารณาเรื่องภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย โดยข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 3 หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 ไม่ใช่ร้อยละ 10 ดังที่ศาลอุทธรณ์เข้าใจคลาดเคลื่อน เมื่อคำนวณภาษีที่หักไว้เป็นเงิน 106,082.67 บาท แล้วนำมาหักออกจากยอดที่จำเลยต้องคืน จึงเหลือจำนวนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมกันชำระแก่โจทก์ทั้งสอง 10,502,184.33 บาท

ประเด็นที่สี่ ข้ออ้างใหม่ในชั้นฎีกา

โจทก์ทั้งสองพยายามยกข้ออ้างในชั้นฎีกาว่า จำเลยที่ 1 นำทรัพย์ไปให้เช่าในฐานะผู้รับพินัยกรรม เงินค่าเช่าทั้งหมดจึงต้องกลับเข้าสู่กองมรดก และจำเลยที่ 2 ไม่อาจอ้างสิทธิจากความเป็นหุ้นส่วนได้ แต่ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เพราะเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากันมาโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)

ประเด็นที่ห้า การบังคับหนี้ซ้ำซ้อน

ศาลฎีกาวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า โจทก์ไม่อาจเรียกให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดซ้ำสองส่วน คือทั้งค่าเช่าที่จำเลยที่ 2 ได้จากจำเลยที่ 3 และค่าเช่าตามสัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 อีก เพราะหากบังคับทั้งสองส่วนจะกลายเป็นการให้จำเลยรับผิดซ้ำซ้อนในมูลหนี้เดียวกัน อันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะไม่ได้ยกเป็นข้อต่อสู้ ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 (เดิม)

วิเคราะห์หลักกฎหมาย 

หลักแรก สภาพแห่งข้อหาเป็นตัวกำหนดอายุความ ไม่ใช่ถ้อยคำที่ผู้ฟ้องเลือกใช้

คดีนี้ยืนยันหลักสำคัญว่า การพิจารณาอายุความต้องดูที่ “สภาพแห่งข้อหา” หรือเนื้อแท้ของสิทธิที่ฟ้องร้อง ไม่ใช่ดูเพียงคำบรรยายที่พาดพิงถึงกลฉ้อฉลหรือละเมิด หากข้อเท็จจริงโดยรวมชี้ว่าเป็นการใช้อำนาจผู้จัดการมรดกฟ้องเรียกทรัพย์หรือดอกผลคืนเข้าสู่กองมรดก ก็ต้องใช้มาตรา 1733 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทเฉพาะเกี่ยวกับการจัดการมรดก

เจตนารมณ์ของมาตรา 1733 วรรคสอง มุ่งให้มีกรอบเวลาที่แน่นอนสำหรับการตรวจสอบและฟ้องร้องกรณีที่เกี่ยวข้องกับการจัดการมรดก เพราะคดีมรดกมักมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย มีข้อพิพาทต่อเนื่อง และต้องใช้เวลาในการตรวจสอบทรัพย์ รายได้ ดอกผล และการกระทำของผู้จัดการมรดก หากใช้กรอบเวลาแคบเพียง 1 ปีแบบละเมิดทั่วไป ย่อมไม่สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของคดีมรดก

หลักที่สอง ผู้จัดการมรดกร่วมมีหน้าที่คุ้มครองทรัพย์มรดกและดอกผล

ผู้จัดการมรดกไม่ได้มีหน้าที่เฉพาะรวบรวมทรัพย์สินเท่านั้น แต่รวมถึงการติดตามเรียกคืนทรัพย์และดอกผลที่สูญหายหรือถูกบุคคลอื่นนำไปหาประโยชน์โดยมิชอบด้วย ดอกผลของทรัพย์มรดก เช่น ค่าเช่า ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของผลประโยชน์ที่ควรกลับเข้าสู่กองมรดกเพื่อประโยชน์แก่ทายาททุกคน การที่ผู้จัดการมรดกร่วมอีกคนหนึ่งนำทรัพย์ไปให้เช่าต่ำผิดปกติแล้วมีการเช่าช่วงต่อในราคาสูง จึงเป็นพฤติการณ์ที่เข้าข่ายการกระทำผิดหน้าที่ได้

หลักที่สาม สิทธิของคู่ความจากคดีอื่นมีผลผูกพันต่อขอบเขตการเรียกคืน

แม้โจทก์จะมีอำนาจฟ้อง แต่คดีนี้แสดงให้เห็นว่าการฟ้องเรียกคืนต้องไม่เกินกว่าสิทธิที่กองมรดกมีอยู่จริง เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดในอีกคดีหนึ่งว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรวมกึ่งหนึ่งของคลังสินค้าพิพาท ผลย่อมผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงเรียกคืนดอกผลได้เพียงครึ่งเดียวของค่าเช่าที่เกิดขึ้นจริง ไม่อาจเรียกทั้งหมดเสมือนว่าทรัพย์เป็นของกองมรดกทั้งหมด

หลักที่สี่ การเรียกคืนดอกผลต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้จริง

ศาลฎีกาไม่คำนวณจากศักยภาพเชิงทฤษฎีของคลังสินค้าว่า “ควรจะ” ได้เดือนละ 524,880 บาท ทุกเดือน แต่ใช้จำนวนค่าเช่าที่จำเลยที่ 3 ชำระจริงแก่จำเลยที่ 2 เพราะมูลคดีตามฟ้องคือการเรียกคืนเงินค่าเช่าที่ได้รับจากทรัพย์มรดก ไม่ใช่การฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเสียโอกาสเชิงนามธรรม คำวินิจฉัยนี้มีนัยสำคัญในทางปฏิบัติ เพราะผู้ฟ้องต้องกำหนดฐานสิทธิให้ชัด หากจะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเสียโอกาสก็ต้องบรรยายฟ้องและพิสูจน์อีกแบบหนึ่ง

หลักที่ห้า ข้อใหม่ในชั้นฎีกาต้องห้าม

คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักวิธีพิจารณาว่า ข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลล่าง จะนำมาหยิบยกใหม่ในชั้นฎีกาไม่ได้ เว้นแต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน หลักนี้มีความสำคัญต่อการทำสำนวนอย่างยิ่ง เพราะหากประเด็นสำคัญตกหล่นในชั้นต้นหรืออุทธรณ์ ต่อให้มีน้ำหนักทางกฎหมายเพียงใด ศาลฎีกาก็อาจไม่รับวินิจฉัย

หลักที่หก ศาลมีอำนาจยกปัญหาความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเอง

การที่ศาลฎีกายกประเด็นเรื่องความรับผิดซ้ำซ้อนขึ้นพิจารณาเอง แม้จำเลยไม่ได้อ้าง แสดงให้เห็นว่า ในคดีแพ่งบางกรณีศาลต้องดูให้รอบว่าคำบังคับจะทำให้เกิดการชำระหนี้ซ้ำในมูลเดียวกันหรือไม่ หลักนี้คุ้มครองทั้งความเป็นธรรมระหว่างคู่ความและความเรียบร้อยของกระบวนยุติธรรม

แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ยังเชื่อมโยงกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8834/2556 ซึ่งรับรองฐานะผู้จัดการมรดกร่วมของคู่ความ และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 579/2559 ซึ่งวินิจฉัยเรื่องกรรมสิทธิ์ในคลังสินค้าพิพาทกึ่งหนึ่งของจำเลยที่ 1 ทั้งสองคดีส่งผลโดยตรงต่อการกำหนดอำนาจฟ้องและขอบเขตสิทธิเรียกคืนดอกผลในคดีนี้ จึงสะท้อนว่า คดีมรดกจำนวนมากต้องอ่านประกอบกันทั้งสายคดี ไม่อาจตัดวิเคราะห์เฉพาะคดีเดียวโดยโดดขาดจากกันได้

บทสรุป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2026/2563 เป็นบรรทัดฐานสำคัญในเรื่องการจำแนกฐานสิทธิฟ้องคดีเกี่ยวกับทรัพย์มรดก โดยเฉพาะกรณีผู้จัดการมรดกหรือบุคคลใกล้ชิดนำทรัพย์มรดกไปแสวงหาประโยชน์โดยอาศัยตำแหน่งหรือความได้เปรียบจากการครอบครองทรัพย์ คดีนี้สอนอย่างชัดเจนว่า การฟ้องเรียกคืนผลประโยชน์ดังกล่าวเป็น “คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก” และใช้มาตรา 1733 วรรคสอง อายุความ 5 ปี มิใช่คดีละเมิดทั่วไป

ในเชิงปฏิบัติ ผู้ทำคดีมรดกต้องระวังอย่างน้อย 4 เรื่อง คือ หนึ่ง ต้องกำหนดฐานสิทธิฟ้องให้ชัดว่าจะเรียกทรัพย์ ดอกผล หรือค่าเสียหายจากการเสียโอกาส สอง ต้องตรวจสอบคดีเดิมที่อาจมีผลผูกพันต่อสิทธิในทรัพย์มรดก สาม ต้องยกทุกประเด็นสำคัญตั้งแต่ชั้นต้นและอุทธรณ์เพื่อไม่ให้ติดข้อห้ามในชั้นฎีกา และสี่ ต้องระวังไม่กำหนดคำขอให้จำเลยรับผิดซ้ำซ้อนในหนี้ก้อนเดียวกัน

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

   พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 11,078,267 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 28 เมษายน 2552 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดก ยกฟ้องจำเลยที่ 3 และยกคำขออื่น

2. ศาลอุทธรณ์

   พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 10,017,440.30 บาท โดยไม่ต้องชำระดอกเบี้ย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกนั้นคงตามศาลชั้นต้น

3. ศาลฎีกา

   พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 10,502,184.33 บาท แก่โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดก เห็นว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง คดีไม่ขาดอายุความ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้ให้ข้อคิดทางกฎหมายที่สำคัญอย่างยิ่งว่า ในคดีมรดก ศาลจะวินิจฉัยจากสภาพแห่งข้อหาและฐานสิทธิที่แท้จริง มิใช่ถ้อยคำที่คู่ความเลือกบรรยายเพียงผิวเผิน หากข้อเท็จจริงเป็นเรื่องผู้จัดการมรดกหรือผู้เกี่ยวข้องนำทรัพย์มรดกไปหาประโยชน์โดยมิชอบ การฟ้องเรียกคืนทรัพย์หรือดอกผลย่อมเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบอายุความเฉพาะตามมาตรา 1733 วรรคสอง

อีกประการหนึ่ง ผู้จัดการมรดกเป็นผู้มีฐานะในทางไว้วางใจตามกฎหมาย การใช้สิทธิหรือจัดการทรัพย์ต้องยึดประโยชน์ของกองมรดกและทายาทโดยรวมเป็นสำคัญ หากนำทรัพย์ไปให้เช่าหรือแสวงหาประโยชน์แก่ตนหรือพวกโดยมิชอบ ย่อมถูกฟ้องเรียกคืนดอกผลได้ แม้ผู้กระทำจะอ้างสิทธิส่วนตนบางส่วนในทรัพย์นั้นก็ตาม แต่สิทธิเรียกคืนจะจำกัดอยู่เพียงส่วนที่เป็นของกองมรดกจริงตามผลแห่งคำพิพากษาที่ผูกพัน

นอกจากนี้ คดีนี้ยังเตือนนักกฎหมายว่า การทำคำฟ้องและกำหนดคำขอต้องรอบคอบอย่างสูง ต้องไม่ปล่อยให้ฐานสิทธิฟ้องคลุมเครือ และต้องไม่นำไปสู่คำบังคับซ้ำซ้อนในมูลหนี้เดียวกัน เพราะแม้จำเลยไม่ยกขึ้นต่อสู้ ศาลก็มีอำนาจหยิบยกปัญหาความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยได้เอง สุดท้าย การละเลยไม่ยกประเด็นสำคัญในศาลล่าง ย่อมทำให้เสียโอกาสในชั้นฎีกาอย่างถาวร

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การที่ผู้จัดการมรดกร่วมฟ้องเรียกคืนค่าเช่าและดอกผลจากทรัพย์มรดกซึ่งผู้จัดการมรดกอีกคนหนึ่งนำไปหาประโยชน์โดยมิชอบนั้น เป็น “คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง มิใช่คดีละเมิดหรือกลฉ้อฉลทั่วไปที่มีอายุความ 1 ปี ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าคดีนี้อยู่ในอายุความ 5 ปี และโจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมมีอำนาจฟ้องเรียกคืนดอกผลของทรัพย์มรดกได้

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง เป็นหลัก และเกี่ยวเนื่องกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง, มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม), มาตรา 142 (5), มาตรา 246 และมาตรา 247 (เดิม)

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. การจัดการมรดก

   แก่นแท้ของคดีมิใช่เพียงข้อพิพาทเรื่องสัญญาเช่าหรือกลฉ้อฉล แต่เป็นการตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้จัดการมรดกว่ากระทำเพื่อประโยชน์ของกองมรดกหรือไม่ เมื่อผู้จัดการมรดกนำทรัพย์มรดกไปหาประโยชน์โดยมิชอบ ผู้จัดการมรดกร่วมย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกทรัพย์และดอกผลคืนเข้ากองมรดก

2. อายุความ 5 ปีตามมาตรา 1733 วรรคสอง

   แม้คำฟ้องจะมีถ้อยคำเกี่ยวกับละเมิดหรือกลฉ้อฉล แต่หากสภาพแห่งข้อหาเป็นการเรียกคืนทรัพย์มรดกหรือดอกผลจากการจัดการมรดกโดยมิชอบ ต้องใช้อายุความเฉพาะ 5 ปี ไม่ใช่อายุความ 1 ปีของคดีละเมิดทั่วไป หลักนี้เป็นหัวใจสำคัญที่สุดของคำพิพากษานี้

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม-หากผู้จัดการมรดกนำทรัพย์มรดกไปให้เช่าราคาต่ำผิดปกติ ผู้จัดการมรดกร่วมมีสิทธิฟ้องเรียกคืนค่าเช่าหรือไม่

   คำตอบ

   มีสิทธิฟ้องได้ หากข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่าผู้จัดการมรดกคนหนึ่งนำทรัพย์มรดกไปแสวงหาประโยชน์แก่ตนเองหรือพวกโดยไม่ชอบและทำให้กองมรดกเสียหาย เพราะหน้าที่ของผู้จัดการมรดกมิใช่เพียงการดูแลทรัพย์ให้คงอยู่ แต่รวมถึงการรักษาดอกผลและผลประโยชน์ที่ควรเกิดจากทรัพย์มรดกด้วย เมื่อทรัพย์มรดกถูกนำไปให้เช่าในราคาต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมีนัยสำคัญ และต่อมามีการเช่าช่วงในราคาสูงกว่าหลายเท่า จึงเป็นพฤติการณ์ที่อาจสะท้อนการจัดการทรัพย์โดยไม่สุจริต ผู้จัดการมรดกร่วมจึงมีอำนาจฟ้องเพื่อเรียกค่าเช่าหรือดอกผลคืนเข้าสู่กองมรดกได้ ทั้งนี้ศาลจะพิจารณาจากสภาพแห่งข้อหา ข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานว่าการเรียกเงินดังกล่าวเป็นการเรียกคืนดอกผลของทรัพย์มรดกหรือเป็นเพียงข้อเรียกร้องค่าเสียหายทั่วไป

2. คำถาม-คดีลักษณะนี้เป็นคดีละเมิดอายุความ 1 ปี หรือเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกอายุความ 5 ปี

   คำตอบ

   หลักสำคัญอยู่ที่ศาลจะพิจารณาจาก “สภาพแห่งข้อหา” ไม่ใช่ถ้อยคำที่ผู้ฟ้องเลือกใช้ในคำฟ้องแต่เพียงอย่างเดียว หากข้อเท็จจริงตามฟ้องมีสาระว่า ผู้จัดการมรดกหรือผู้เกี่ยวข้องนำทรัพย์มรดกไปหาประโยชน์โดยไม่มีสิทธิ และมีการฟ้องเรียกคืนทรัพย์หรือดอกผลคืนเข้าสู่กองมรดก คดีย่อมเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง ซึ่งมีอายุความ 5 ปี แม้ผู้ฟ้องจะพาดพิงถึงพฤติการณ์กลฉ้อฉลหรือละเมิดด้วยก็ตาม ตรงกันข้าม หากข้อหามุ่งเรียกค่าสินไหมทดแทนจากละเมิดโดยตรง โดยไม่เกี่ยวกับการจัดการมรดกหรือการเรียกคืนทรัพย์และดอกผล อายุความจึงอาจเป็นไปตามบทละเมิดทั่วไปได้ ดังนั้น การจำแนกฐานสิทธิฟ้องจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

3. คำถาม-หากมีคำพิพากษาอีกคดีหนึ่งภายหลังว่าจำเลยเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์มรดกกึ่งหนึ่ง จะทำให้ผู้จัดการมรดกไม่มีอำนาจฟ้องเลยหรือไม่

   คำตอบ

   ไม่ถึงขนาดนั้น เพราะต้องแยกพิจารณาระหว่าง “อำนาจฟ้อง” กับ “ขอบเขตสิทธิเรียกคืน” ออกจากกันก่อน อำนาจฟ้องของผู้จัดการมรดกยังคงมีอยู่ หากสภาพแห่งข้อหาเป็นการติดตามทรัพย์หรือดอกผลคืนเข้าสู่กองมรดกจากการจัดการที่ไม่ชอบ แต่เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดในอีกคดีหนึ่งรับรองว่าจำเลยมีกรรมสิทธิ์หรือเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์บางส่วน ผลแห่งคำพิพากษานั้นย่อมผูกพันคู่ความตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ทำให้ผู้จัดการมรดกเรียกคืนได้เพียงส่วนที่เป็นของกองมรดกจริง ไม่อาจเรียกคืนทั้งหมดเสมือนว่าทรัพย์เป็นของกองมรดกทั้งหมดได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้จัดการมรดกยังฟ้องได้ แต่ศาลจะจำกัดจำนวนเงินหรือผลประโยชน์ที่เรียกคืนให้สอดคล้องกับสิทธิในทรัพย์ตามคำพิพากษาที่มีผลผูกพันอยู่ก่อนแล้ว

4. คำถาม-การเรียกเงินคืนในคดีลักษณะนี้ ศาลจะคำนวณจากค่าเช่าตลาดที่ควรได้รับ หรือจากจำนวนค่าเช่าที่ผู้เช่าช่วงจ่ายจริง

   คำตอบ

   ต้องดูฐานสิทธิที่ผู้ฟ้องยกขึ้นอ้างเป็นสำคัญ หากฟ้องในลักษณะเรียกคืนดอกผลหรือค่าเช่าที่เกิดจากการนำทรัพย์มรดกไปหาประโยชน์โดยไม่มีสิทธิ ศาลย่อมมุ่งวินิจฉัยจากจำนวนเงินที่เกิดขึ้นจริงและพิสูจน์ได้จริง เช่น ค่าเช่าที่ผู้เช่าช่วงชำระให้จำเลยตามเอกสารรับเงิน ใบสำคัญจ่าย หรือพยานทางบัญชี ไม่ใช่คำนวณจากสมมติฐานว่าทรัพย์นั้น “น่าจะ” ให้เช่าได้เท่าใดในตลาด เว้นแต่ผู้ฟ้องจะกำหนดมูลคดีเป็นการเรียกค่าเสียหายจากการเสียโอกาสหรือจากการไม่ได้ใช้ประโยชน์จากทรัพย์โดยตรง และมีการบรรยายฟ้องรวมถึงพิสูจน์ค่าเสียหายในลักษณะนั้นไว้โดยชัดแจ้ง คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญว่าการเขียนคำฟ้องและกำหนดฐานสิทธิที่ถูกต้องส่งผลต่อจำนวนเงินที่ศาลจะพิพากษาโดยตรง

5. คำถาม-ผู้ฟ้องสามารถเรียกเงินหลายส่วนซ้อนกันได้หรือไม่ เช่น เรียกทั้งค่าเช่าที่จำเลยรับจากผู้เช่าช่วง และค่าเช่าตามสัญญาระหว่างจำเลยด้วย

   คำตอบ

   โดยหลักไม่อาจเรียกให้จำเลยรับผิดซ้ำซ้อนกันในมูลหนี้เดียวกันได้ หากข้อเท็จจริงแสดงว่าเงินที่ฟ้องเรียกหลายก้อนเป็นผลสะท้อนจากสิทธิหรือผลประโยชน์ชุดเดียวกัน การกำหนดคำขอให้ชำระหลายส่วนอาจทำให้เกิดการบังคับซ้ำซ้อน ซึ่งขัดต่อความเป็นธรรมและกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลจึงมีอำนาจตรวจสอบและตัดทอนส่วนที่ซ้ำซ้อนออกได้ แม้จำเลยไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ก็ตาม หลักการนี้สำคัญมากในคดีมรดกและคดีทรัพย์สินที่มีการส่งผ่านผลประโยชน์หลายชั้น เพราะผู้ฟ้องมักพยายามเรียกให้ครบทุกทาง แต่หากปล่อยให้บังคับได้ทุกทางพร้อมกัน อาจเกินกว่าความเสียหายหรือดอกผลที่แท้จริงซึ่งควรกลับคืนแก่กองมรดก

6. คำถาม-เหตุใดศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยข้ออ้างบางอย่างของโจทก์ แม้ดูเหมือนเป็นข้อกฎหมายที่สำคัญ

   คำตอบ

   เพราะข้ออ้างนั้นเป็นข้อใหม่ที่เพิ่งหยิบยกขึ้นในชั้นฎีกา โดยไม่ได้ว่ากันมาโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง หลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกำหนดว่า ศาลฎีกาเป็นศาลวินิจฉัยข้อกฎหมายภายใต้กรอบข้อเท็จจริงและประเด็นที่ผ่านการต่อสู้กันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ หากคู่ความปล่อยให้ประเด็นสำคัญตกหล่น แล้วมาพยายามยกขึ้นใหม่เมื่อถึงชั้นฎีกา ย่อมต้องห้าม เว้นแต่จะเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลสามารถยกขึ้นเองได้ หลักนี้สะท้อนว่า การทำสำนวนต้องรอบคอบตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะในคดีมรดกซึ่งมีประเด็นสิทธิหลายชั้น หากไม่บรรยายหรือโต้แย้งให้ครบในศาลล่าง อาจสูญเสียสิทธิในการต่อสู้ประเด็นนั้นไปโดยสิ้นเชิง

7. คำถาม-ดอกผลของทรัพย์มรดก เช่น ค่าเช่า ถือเป็นส่วนหนึ่งของกองมรดกหรือไม่

   คำตอบ

   โดยหลัก ดอกผลที่เกิดจากทรัพย์มรดกย่อมผูกพันอยู่กับฐานสิทธิในทรัพย์นั้นและต้องพิจารณาว่าเป็นผลประโยชน์ที่ควรตกแก่ผู้ใด หากทรัพย์ยังอยู่ในระหว่างการจัดการมรดก และยังไม่มีการแบ่งแยกสิทธิอย่างเด็ดขาด ดอกผลอย่างค่าเช่าที่เกิดขึ้นย่อมเป็นสิ่งที่ผู้จัดการมรดกต้องรักษาและเรียกคืนเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกหรือแก่เจ้าของที่แท้จริงตามส่วน อย่างไรก็ดี หากภายหลังมีคำพิพากษาผูกพันว่า บุคคลใดเป็นเจ้าของรวมบางส่วนของทรัพย์ ดอกผลก็ต้องแบ่งคืนตามสัดส่วนแห่งสิทธินั้นด้วย คดีนี้จึงแสดงให้เห็นว่า ค่าเช่าไม่ใช่เงินที่ผู้ครอบครองจะยึดถือไว้ได้ตามอำเภอใจ แต่เป็นดอกผลที่ศาลต้องตรวจสอบว่าเกิดจากทรัพย์ของใคร และควรคืนแก่กองมรดกหรือเจ้าของรวมในสัดส่วนเท่าใด

8. คำถาม-บทเรียนสำคัญที่สุดของคดีนี้สำหรับผู้ทำคดีมรดกคืออะไร

   คำตอบ

   บทเรียนสำคัญที่สุดคือ ต้องวางฐานสิทธิของคดีให้ถูกตั้งแต่ต้น และต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่างการฟ้องเรียกทรัพย์หรือดอกผลคืนเข้าสู่กองมรดก กับการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากละเมิดทั่วไป เพราะความแตกต่างนี้ส่งผลโดยตรงต่ออายุความ อำนาจฟ้อง และวิธีคำนวณจำนวนเงินที่จะเรียกได้ นอกจากนี้ยังต้องตรวจสอบคดีเดิมหรือคำพิพากษาอื่นที่อาจผูกพันสิทธิในทรัพย์มรดก เพื่อไม่ให้เรียกเกินกว่าสิทธิที่กองมรดกมีอยู่จริง อีกทั้งต้องระมัดระวังการยกประเด็นข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงให้ครบในศาลล่าง อย่าปล่อยให้มีข้อสำคัญตกหล่น เพราะเมื่อขึ้นสู่ชั้นฎีกาแล้วอาจยกขึ้นใหม่ไม่ได้ สุดท้าย คำขอท้ายฟ้องต้องไม่ซ้ำซ้อนหรือเกินกว่ามูลหนี้ที่แท้จริง มิฉะนั้นศาลอาจตัดทอนคำบังคับลงได้

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2026/2563

โจทก์ทั้งสองฟ้องตั้งประเด็นว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมรู้กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 หาประโยชน์จากกองมรดกของผู้ตายด้วยการนำคลังสินค้าพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายออกให้จำเลยที่ 2 เช่าในราคาต่ำ แล้วจำเลยที่ 2 นำคลังสินค้าพิพาทออกให้จำเลยที่ 3 เช่าช่วง ทำให้กองมรดกของผู้ตายเสียหายต้องขาดรายได้ที่ควรจะได้รับ สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายฟ้องอ้างว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมอีกผู้หนึ่ง นำเอาทรัพย์มรดกของผู้ตายไปหาประโยชน์แก่ตนและพวกโดยไม่มีสิทธิ ขอให้บังคับคืนเงินค่าเช่าดังกล่าวแก่กองมรดกของผู้ตายและขับไล่จำเลยทั้งสามจากคลังสินค้าพิพาท อันถือเป็นการฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก ซึ่งมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง ดังนั้น แม้โจทก์ทั้งสองจะกล่าวบรรยายฟ้องอ้างการกระทำของจำเลยทั้งสามว่าเป็นการทำสัญญาโดยกลฉ้อฉลและละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง กรณีก็ไม่อาจฟังว่าสภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องเป็นมูลคดีละเมิดและกลฉ้อฉลอันมีอายุความ 1 ปี ตามข้ออ้างของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และเมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับว่าโจทก์ทั้งสองทราบถึงการละเมิดและทราบตัวผู้จะพึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนก่อนวันที่ 11 เมษายน 2554 และโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้ในวันที่ 30 กรกฎาคม 2555 ซึ่งยังไม่เกินกำหนด 5 ปี คดีโจทก์ทั้งสองจึงไม่ขาดอายุความ

โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 1 นำคลังสินค้าพิพาทออกให้เช่าในฐานะทายาทตามพินัยกรรม (ผู้รับพินัยกรรม) เงินค่าเช่าต้องกลับเข้าสู่กองมรดกของผู้ตาย สิทธิของจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลฎีกา (ในอีกคดีหนึ่ง) ต้องไปว่ากล่าวกันในภายหลัง และหากจำเลยที่ 1 มีสิทธิกึ่งหนึ่งในค่าเช่าคลังสินค้าพิพาทก็คงมีสิทธิได้รับจากค่าเช่าซึ่งจำเลยที่ 2 ชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ทั้งความเป็นหุ้นส่วนก็เป็นเรื่องเฉพาะตัว เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนกับผู้ตาย จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดคืนเงินค่าเช่าคลังสินค้าพิพาทเต็มจำนวนนั้น เป็นข้อที่โจทก์ทั้งสองเพิ่งหยิบยกขึ้นต่อสู้ในชั้นฎีกาโดยไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยทุจริตร่วมมือกันหาประโยชน์จากกองมรดกของผู้ตาย โดยจำเลยที่ 1 นำคลังสินค้าพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายออกให้จำเลยที่ 2 เช่าในราคาเหมาเดือนละ 20,000 บาท ทั้งที่สามารถให้เช่าเก็บข้าวสารได้ไม่น้อยกว่าเดือนละ 500,000 บาท แล้วจำเลยที่ 2 โดยทุจริตร่วมมือกับจำเลยที่ 3 นำคลังสินค้าพิพาทออกให้จำเลยที่ 3 เช่าช่วงในอัตราเดือนละ 524,880 บาท โดยสัญญาเช่าคลังสินค้าพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นการทำสัญญาโดยกลฉ้อฉลและรู้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำไปโดยไม่มีอำนาจ ทำให้กองมรดกของผู้ตายได้รับความเสียหาย ซึ่งตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ทั้งสองเห็นได้ว่าเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเอาคลังสินค้าพิพาทไปให้จำเลยที่ 3 เช่าเพื่อแสวงหาประโยชน์จากทรัพย์มรดกของผู้ตายร่วมกันโดยไม่มีสิทธิที่จะกระทำได้ และยังอ้างว่าสัญญาเช่าคลังสินค้าพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำโดยกลฉ้อฉล กรณีตามคำฟ้องจึงมีเหตุอันควรเชื่อว่าสัญญาเช่าคลังสินค้าพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นการทำขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานในการทำสัญญาให้จำเลยที่ 3 เช่าช่วงคลังสินค้าพิพาท โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีเจตนาที่จะผูกพันชำระค่าเช่าต่อกัน ทั้งหากจะฟังว่าสัญญาเช่าคลังสินค้าพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 มีผลผูกพันกันตามข้อสัญญา กรณีก็ต้องนับว่าค่าเช่าซึ่งจำเลยที่ 2 ต้องชำระแก่จำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิเหนือคลังสินค้าพิพาทและถือเป็นค่าใช้จ่ายซึ่งจำเลยที่ 2 มีสิทธินำไปหักทอนออกจากค่าเช่าช่วงคลังสินค้าพิพาทซึ่งจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดคืนแก่โจทก์ทั้งสอง และเมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันคืนเงินค่าเช่าคลังสินค้าพิพาทที่ได้รับจากจำเลยที่ 3 แล้ว การจะบังคับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนเงินค่าเช่าในส่วนนี้อีก ย่อมเป็นการบังคับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดซ้ำซ้อนกันในมูลหนี้เดียวกัน ดังนั้น โจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดคืนเงินค่าเช่าคลังสินค้าพิพาทในส่วนนี้อีก จำเลยที่ 1 และที่ 2 คงต้องรับผิดคืนเงินค่าเช่าคลังสินค้าพิพาทกึ่งหนึ่งเป็นเงิน 10,502,184.33 บาท แก่โจทก์ทั้งสองเท่านั้น ปัญหาข้อนี้ แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ แต่ถือเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 (เดิม)

ฎีกาย่อ

โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวสิริพร ผู้ตาย ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาเช่าระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และสัญญาเช่าช่วงระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ขับไล่จำเลยทั้งสามออกจากคลังสินค้าพิพาท 2 หลัง พร้อมให้ร่วมกันชำระเงิน 21,250,320 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 544,880 บาท จนกว่าจะคืนทรัพย์ โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมนำคลังสินค้าไปให้จำเลยที่ 2 เช่าในราคาเพียงเดือนละ 20,000 บาท ก่อนที่จำเลยที่ 2 จะนำไปให้จำเลยที่ 3 เช่าช่วงในอัตราสูงกว่ามาก เป็นการหาประโยชน์จากทรัพย์มรดกโดยมิชอบ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระ 11,078,267 บาท พร้อมดอกเบี้ย และยกฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลอุทธรณ์แก้เป็นให้ชำระ 10,017,440.30 บาท โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้อง และคดีไม่ขาดอายุความ เพราะเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง อายุความ 5 ปี มิใช่คดีละเมิดอายุความ 1 ปี ทั้งเห็นว่าการเรียกค่าเช่าต้องยึดตามจำนวนที่จำเลยที่ 3 ชำระจริง และเมื่อจำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ในคลังสินค้ากึ่งหนึ่ง โจทก์จึงเรียกคืนได้เพียงกึ่งหนึ่ง หักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว คงเหลือ 10,502,184.33 บาท จึงพิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาเช่าระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และสัญญาเช่า (เช่าช่วง) ระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ให้จำเลยทั้งสามขนย้ายทรัพย์สินออกจากคลังสินค้าทั้งสองหลัง ส่งมอบการครอบครองคลังสินค้าคืนแก่โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 21,250,320 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 544,880 บาท จนกว่าจำเลยทั้งสามจะส่งมอบคลังสินค้าทั้งสองหลังคืนแก่โจทก์ทั้งสองในสภาพเรียบร้อย หากจำเลยทั้งสามไม่ส่งมอบคืน ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสามในการส่งมอบ โดยให้จำเลยทั้งสามรับผิดชอบในบรรดาความเสียหายและค่าใช้จ่าย

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 11,078,267 บาท แก่โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวสิริพร ผู้ตาย พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 เมษายน 2552 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 10,017,440.30 บาท แก่โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวสิริพร ผู้ตาย โดยไม่ต้องชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางสาวสิริพร ผู้ตาย โดยมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 12 คน ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นหลานของจำเลยที่ 1 ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2550 ภายหลังผู้ตายถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายต่อศาลจังหวัดนครสวรรค์ จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องคัดค้าน ศาลจังหวัดนครสวรรค์มีคำสั่งตั้งโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกัน ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาโดยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8834/2556 พิพากษายืน ระหว่างพิพาทกันในคดีร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดนครสวรรค์มิให้เกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยอ้างว่าผู้ตายอยู่กินกับโจทก์ (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) ฉันชู้สาวในลักษณะรักร่วมเพศและประกอบธุรกิจร่วมกัน โจทก์ (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) จึงมีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายกึ่งหนึ่งและอีกกึ่งหนึ่งผู้ตายทำพินัยกรรมยกให้โจทก์ (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) แล้ว ศาลฎีกาโดยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 579/2559 พิพากษาว่า ทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ รายการที่ 1 ถึงรายการที่ 11 และรายการที่ 16 ถึงรายการที่ 21 ซึ่งรวมถึงคลังสินค้าที่พิพาทในคดีนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) กึ่งหนึ่ง ครั้นวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2552 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาให้จำเลยที่ 2 เช่าคลังสินค้าพิพาทหลังที่ 2 พื้นที่ 3,600 ตารางเมตร สามารถเก็บข้าวสารได้ 145,800 กระสอบ และคลังสินค้าพิพาทหลังที่ 3 พื้นที่ 2,880 ตารางเมตร สามารถเก็บข้าวสารได้ 116,640 กระสอบ รวม 2 หลัง ในอัตราเหมาเดือนละ 20,000 บาท จากนั้นวันที่ 28 เมษายน 2552 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาให้จำเลยที่ 3 เช่าช่วงคลังสินค้าพิพาททั้งสองหลังในอัตรากระสอบละ 2 บาทต่อเดือน โจทก์ทั้งสองอ้างว่าจำเลยทั้งสามร่วมทำสัญญาเช่าคลังสินค้าพิพาทโดยรู้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิในคลังสินค้าพิพาท ทำให้โจทก์ทั้งสองและกองมรดกของผู้ตายต้องขาดรายได้จากค่าเช่าคลังสินค้าพิพาทตามสัญญาเช่าระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เดือนละ 20,000 บาท และตามสัญญาเช่าช่วงระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 เดือนละ 524,880 บาท รวมเป็นเงิน 544,880 บาท ต่อเดือน โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาเช่าคลังสินค้าพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และสัญญาเช่าช่วงคลังสินค้าพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 พร้อมทั้งขับไล่จำเลยทั้งสามออกจากคลังสินค้าพิพาท และให้ร่วมกันชำระคืนเงินค่าเช่าคลังสินค้าพิพาทเดือนละ 544,880 บาท นับแต่วันทำสัญญาเช่าช่วงถึงวันฟ้องเป็นเงินรวม 21,250,320 บาท และค่าเช่าเดือนละ 544,880 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป แต่จำเลยทั้งสามปฏิเสธความรับผิด

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าเสียหายตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาจะรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เคยเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นจำเลยอ้างว่า จำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดกทั้งหมดของผู้ตาย โดยจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรวมในทรัพย์มรดกดังกล่าวกึ่งหนึ่งและเป็นผู้รับมรดกตามพินัยกรรมอีกกึ่งหนึ่ง และศาลฎีกาโดยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 579/2559 พิพากษาว่า ทรัพย์มรดกของผู้ตายบางรายการซึ่งรวมถึงคลังสินค้าพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองกล่าวบรรยายฟ้องอ้างว่าคลังสินค้าพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายมีเจตนาทุจริตร่วมกับจำเลยที่ 2 แสวงหาประโยชน์จากกองมรดกของผู้ตาย โดยนำคลังสินค้าพิพาทไปให้จำเลยที่ 2 เช่าในราคาต่ำเดือนละ 20,000 บาท แล้วให้จำเลยที่ 2 นำไปให้จำเลยที่ 3 เช่าช่วงในราคาเดือนละ 524,880 บาท โดยจำเลยที่ 3 รู้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธินำคลังสินค้าพิพาทออกให้เช่า ทำให้กองมรดกของผู้ตายขาดรายได้ที่ควรได้รับเป็นเวลา 3 ปี 3 เดือน ขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสามและร่วมกันคืนเงินค่าเช่าดังกล่าวพร้อมค่าเสียหายเป็นรายเดือนจนกว่าจะส่งมอบคลังสินค้าพิพาทคืน ซึ่งถือเป็นคำฟ้องที่มีสภาพแห่งข้อหาเป็นการเรียกเอาทรัพย์มรดกและดอกผลที่เกิดจากทรัพย์มรดกของผู้ตายคืนจากจำเลยที่ 1 ผู้จัดการมรดกซึ่งกระทำผิดหน้าที่ รวมถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ร่วมกระทำการโดยทุจริตอันเป็นหน้าที่ของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมของผู้ตาย และเมื่อสิทธิของจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวเพิ่งเกิดขึ้นภายหลังโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ ทั้งเป็นสิทธิเพียงบางส่วนในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ดังนั้น โจทก์ทั้งสองย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามปฏิบัติการชำระหนี้ตามฟ้องได้ ส่วนข้ออ้างในฎีกาที่ว่า จำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ในคลังสินค้าพิพาทกึ่งหนึ่ง โจทก์ทั้งสองไม่อาจขับไล่จำเลยที่ 1 ก็ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองแถลงขอสละประเด็นดังกล่าว ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 17 มีนาคม 2560 ของศาลชั้นต้นไปแล้ว และศาลล่างทั้งสองก็มิได้พิพากษาบังคับในส่วนนี้ ฎีกาข้อนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดี ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยในประการต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องตั้งประเด็นว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ร่วมรู้กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 หาประโยชน์จากกองมรดกของผู้ตายด้วยการนำคลังสินค้าพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายออกให้จำเลยที่ 2 เช่าในราคาต่ำ แล้วจำเลยที่ 2 นำคลังสินค้าพิพาทออกให้จำเลยที่ 3 เช่าช่วง ทำให้กองมรดกของผู้ตายเสียหายต้องขาดรายได้ที่ควรจะได้รับ สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายฟ้องอ้างว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมอีกผู้หนึ่งนำเอาทรัพย์มรดกของผู้ตายไปหาประโยชน์แก่ตนและพวกโดยไม่มีสิทธิ ขอให้บังคับคืนเงินค่าเช่าดังกล่าวแก่กองมรดกของผู้ตายและขับไล่จำเลยทั้งสามจากคลังสินค้าพิพาท อันถือเป็นการฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกซึ่งมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง ดังนั้น แม้โจทก์ทั้งสองจะกล่าวบรรยายฟ้องอ้างการกระทำของจำเลยทั้งสามว่า เป็นการทำสัญญาโดยกลฉ้อฉลและละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง กรณีก็ไม่อาจฟังว่าสภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องเป็นมูลคดีละเมิดและกลฉ้อฉลอันมีอายุความ 1 ปี ตามข้ออ้างของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และเมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับว่าโจทก์ทั้งสองทราบถึงการละเมิดและทราบตัวผู้จะพึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนก่อนวันที่ 11 เมษายน 2554 และโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้ในวันที่ 30 กรกฎาคม 2555 ซึ่งยังไม่เกินกำหนด 5 ปี คดีโจทก์ทั้งสองจึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการต่อไปตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองมีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายต่อโจทก์ทั้งสองเพียงใด เห็นว่า แม้คลังสินค้าพิพาทหลังที่ 2 มีพื้นที่ 3,600 ตารางเมตร สามารถเก็บข้าวสารได้ประมาณ 145,800 กระสอบ ส่วนคลังสินค้าพิพาทหลังที่ 3 มีพื้นที่ 2,880 ตารางเมตร สามารถเก็บข้าวสารได้ประมาณ 116,640 กระสอบ อัตราค่าเช่ากระสอบละ 2 บาทต่อเดือน คิดเป็นค่าเช่าเดือนละ 524,880 บาท และโจทก์ทั้งสองฎีกาอ้างว่าสัญญาเช่าช่วงระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ทำให้กองมรดกของผู้ตายขาดประโยชน์ที่ควรได้รับจากการเป็นผู้ทำสัญญาให้เช่าโดยตรง การกำหนดค่าเสียหายต้องคำนวณจากสิทธิที่ควรได้รับ มิใช่คำนวณจากเงินค่าเช่าซึ่งจำเลยที่ 3 ชำระให้แก่จำเลยที่ 2 ก็ตาม แต่เมื่อมูลคดีตามฟ้องเป็นกรณีโจทก์ทั้งสองอ้างว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 นำคลังสินค้าพิพาทไปให้เช่าโดยไม่มีสิทธิและขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินค่าเช่าดังกล่าวคืน มิใช่มูลคดีเรียกค่าเสียหายจากเหตุไม่อาจใช้ประโยชน์จากคลังสินค้าพิพาททั้งสัญญาเช่าคลังสินค้าพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ตกลงคิดค่าเช่าตามจำนวนข้าวสารที่นำเข้าเก็บจริงในคลังสินค้าเป็นรายกระสอบอัตรากระสอบละ 2 บาทต่อเดือน โดยคำนวณจากจำนวนข้าวสารคงเหลือซึ่งจำเลยที่ 3 นำเข้าเก็บในคลังสินค้าพิพาทในแต่ละวันของเดือนว่ามีเพียงใด มิได้กำหนดอัตราค่าเช่าตามจำนวนพื้นที่คลังสินค้าในอัตราคงที่ทุกเดือน ดังนั้น การกำหนดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนเงินค่าเช่าดังกล่าวจึงต้องกำหนดจากจำนวนเงินค่าเช่าซึ่งจำเลยที่ 3 ชำระแก่จำเลยที่ 2 หาใช่กำหนดจากจำนวนพื้นที่คลังสินค้าในอัตราคงที่เดือนละ 524,880 บาท ดังข้ออ้างของโจทก์ทั้งสอง และเมื่อข้อเท็จจริงจากทางพิจารณารับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 3 ชำระค่าเช่าคลังสินค้าพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2552 ถึงเดือนมีนาคม 2556 เป็นเงินรวม 21,216,534 บาท และคดีพิพาทอ้างกรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ศาลฎีกาโดยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 579/2559 พิพากษาว่าทรัพย์มรดกของผู้ตายบางรายการซึ่งมีคลังสินค้าพิพาท 2 หลังรวมอยู่ด้วย เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของรวมจำนวนกึ่งหนึ่งนั้น มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสอง และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ดังนั้น โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันคืนเงินค่าเช่าคลังสินค้าพิพาทซึ่งเป็นดอกผลของทรัพย์มรดกของผู้ตายซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับจากจำเลยที่ 3 เพียงกึ่งหนึ่งเท่านั้น และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของคู่ความทั้งสองฝ่ายว่า ค่าเช่าคลังสินค้าพิพาทซึ่งจำเลยที่ 3 ชำระแก่จำเลยที่ 2 เป็นเงินทั้งสิ้น 21,216,534 บาท โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันคืนเงินค่าเช่าดังกล่าวเป็นเงิน 10,608,267 บาท ข้อที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ค่าเช่าคลังสินค้าพิพาทซึ่งจำเลยที่ 2 ได้รับจากจำเลยที่ 3 ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (5) ต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 1 มิใช่อัตราร้อยละ 10 ตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏจากใบสำคัญจ่ายว่า ในการชำระค่าเช่าคลังสินค้าพิพาททุกคราว จำเลยที่ 3 จะหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 การที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 3 หักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 10 คิดเป็นเงินรวม 1,060,826.70 บาท แล้วนำไปหักทอนกับค่าเช่าคลังสินค้าพิพาท จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง และเมื่อคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 แล้วคิดเป็นเงิน 106,082.67 บาท เมื่อนำไปหักทอนกับค่าเช่าซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดแล้ว คงเป็นเงินซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมกันรับผิดจำนวน 10,502,184.33 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดคืนเงินค่าเช่าในส่วนนี้จำนวน 9,547,440.30 บาท นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ส่วนฎีกาของโจทก์ทั้งสองที่ว่า จำเลยที่ 1 นำคลังสินค้าพิพาทออกให้เช่าในฐานะทายาทตามพินัยกรรม (ผู้รับพินัยกรรม) เงินค่าเช่าต้องกลับเข้าสู่กองมรดกของผู้ตาย สิทธิของจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาต้องไปว่ากล่าวกันในภายหลัง และหากจำเลยที่ 1 มีสิทธิกึ่งหนึ่งในค่าเช่าคลังสินค้าพิพาทก็คงมีสิทธิได้รับจากค่าเช่า ซึ่งจำเลยที่ 2 ชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ทั้งความเป็นหุ้นส่วนก็เป็นเรื่องเฉพาะตัว เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนกับผู้ตาย จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดคืนเงินค่าเช่าคลังสินค้าพิพาทเต็มจำนวนนั้น เห็นว่า เป็นข้อที่โจทก์ทั้งสองเพิ่งหยิบยกขึ้นต่อสู้ในชั้นฎีกา โดยไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในข้อนี้

ปัญหาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมกันคืนเงินตามสัญญาเช่าคลังสินค้าพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 470,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองกล่าวบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยทุจริตร่วมมือกันหาประโยชน์จากกองมรดกของผู้ตาย โดยจำเลยที่ 1 นำคลังสินค้าพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายออกให้จำเลยที่ 2 เช่าในราคาเหมาเดือนละ 20,000 บาท ทั้งที่คลังสินค้าพิพาทสามารถให้เช่าเก็บข้าวสารได้ไม่น้อยกว่าเดือนละ 500,000 บาท แล้วจำเลยที่ 2 โดยทุจริตร่วมมือกับจำเลยที่ 3 นำคลังสินค้าพิพาทออกให้จำเลยที่ 3 เช่าช่วงในอัตราเดือนละ 524,880 บาท โดยสัญญาเช่าคลังสินค้าพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นการทำสัญญาโดยกลฉ้อฉล และรู้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำไปโดยไม่มีอำนาจ ทำให้กองมรดกของผู้ตายได้รับความเสียหาย ซึ่งตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ทั้งสองเห็นได้ว่าเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเอาคลังสินค้าพิพาทไปให้จำเลยที่ 3 เช่าเพื่อแสวงหาประโยชน์จากทรัพย์มรดกของผู้ตายร่วมกันโดยไม่มีสิทธิที่จะกระทำได้ และยังอ้างว่าสัญญาเช่าคลังสินค้าพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำโดยกลฉ้อฉล กรณีตามคำฟ้องจึงมีเหตุอันควรเชื่อว่าสัญญาเช่าคลังสินค้าพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นการทำขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานในการทำสัญญาให้จำเลยที่ 3 เช่าช่วงคลังสินค้าพิพาท โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีเจตนาที่จะผูกพันชำระค่าเช่าต่อกัน ทั้งหากจะฟังว่าสัญญาเช่าคลังสินค้าพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 มีผลผูกพันกันตามข้อสัญญา กรณีก็ต้องนับว่าค่าเช่าซึ่งจำเลยที่ 2 ต้องชำระแก่จำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิเหนือคลังสินค้าพิพาทและถือเป็นค่าใช้จ่ายซึ่งจำเลยที่ 2 มีสิทธินำไปหักทอนออกจากค่าเช่าช่วงคลังสินค้าพิพาทซึ่งจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดคืนแก่โจทก์ทั้งสอง และเมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันคืนเงินค่าเช่าคลังสินค้าพิพาทที่ได้รับจากจำเลยที่ 3 แล้ว การจะบังคับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนเงินค่าเช่าในส่วนนี้อีก ย่อมเป็นการบังคับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดซ้ำซ้อนกันในมูลหนี้เดียวกัน ดังนั้น โจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดคืนเงินค่าเช่าคลังสินค้าพิพาทในส่วนนี้อีก จำเลยที่ 1 และที่ 2 คงต้องรับผิดคืนเงินค่าเช่าคลังสินค้าพิพาทกึ่งหนึ่งเป็นเงิน 10,502,184.33 บาท แก่โจทก์ทั้งสองเท่านั้น ปัญหาข้อนี้ แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ แต่ถือเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 (เดิม) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยเป็นบางส่วน ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 10,502,184.33 บาท แก่โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวสิริพร ผู้ตาย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์




คดีมรดก ร้องศาลตั้งผู้จัดการมรดก

สิทธิรับเงินฝากและหุ้นในสหกรณ์เมื่อเจ้ามรดกทำพินัยกรรมภายหลัง หนังสือแต่งตั้งผู้รับประโยชน์ยังมีผลอยู่หรือไม่ และฟ้องได้หรือไม่
พินัยกรรมไม่กำหนดผู้รับมรดกเป็นโมฆะหรือไม่ และผู้จัดการมรดกยังมีอำนาจหรือไม่
การจัดการมรดกโดยผู้จัดการมรดกมีอำนาจเพียงใด ต้องขออนุญาตศาลก่อนให้เช่าทรัพย์มรดกหรือไม่
การกำหนดห้ามโอนในพินัยกรรมมีผลเพียงใด ผู้รับพินัยกรรมขายทรัพย์ได้หรือไม่ตามหลักกฎหมายมรดกและสิทธิในทรัพย์สิน
การถอนผู้จัดการมรดกทำได้หรือไม่เมื่อปันมรดกเสร็จแล้ว และทรัพย์ของกุศลสถานถือเป็นมรดกได้หรือไม่
พินัยกรรมยกที่ดิน ส.ป.ก. ทำได้หรือไม่? ศาลฎีกาชี้ชัดเป็นโมฆะตามกฎหมาย แม้เป็นมรดกก็โอนไม่ได้
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ตนเองได้หรือไม่ และทายาทถูกกำจัดมิให้รับมรดกเมื่อใด วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาเชิงลึกเกี่ยวกับการแบ่งมรดกและการยักย้ายทรัพย์
พินัยกรรมร่วมแก้ไขภายหลังได้หรือไม่ และใครมีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก เมื่อผู้ทำพินัยกรรมคนหนึ่งถูกตัดมิให้รับมรดกตามพินัยกรรมฉบับหลัง
พินัยกรรมยกที่ดินนิคมสร้างตนเองใช้ได้เพียงใด ผู้รับโอนมีสิทธิขับไล่ผู้ครอบครองเดิมได้หรือไม่
บุตรที่เกิดก่อนการใช้บังคับกฎหมายครอบครัวมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ และใครสมควรเป็นผู้จัดการมรดก
พินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนฉบับแรก ผู้ไม่มีส่วนได้เสียไม่มีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก
สิทธิรับมรดกของบุตรนอกสมรสเมื่อบิดารับรองโดยพฤติการณ์ และหลักการแบ่งสินสมรสของคู่สมรสที่สมรสก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
พระภิกษุถึงแก่มรณภาพ ทรัพย์ตกเป็นของวัดใด? วิเคราะห์ภูมิลำเนาและสถานะวัดในต่างประเทศตามกฎหมายไทย
คำคัดค้านเพิกถอนพินัยกรรมต้องส่งถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกคนหรือไม่ หลักคดีมรดกและกระบวนพิจารณาที่เป็นธรรม
โจทก์ฟ้องให้แบ่งทรัพย์มรดกได้แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความหนึ่งปี
ผู้จัดการมรดกหลายคนฟ้องแทนกองมรดกได้เพียงลำพังหรือไม่ และทายาทมีสิทธิฟ้องบังคับตามสัญญาแบ่งมรดกได้เพียงใดเมื่อทรัพย์ยังอยู่ในชื่อทายาทบางคน
ผู้จัดการมรดกทำสัญญาค่านายหน้าแล้วไม่จ่าย หนี้ผูกพันกองมรดกหรือไม่ และทายาทต้องรับผิดเพียงใดตามกฎหมายมรดกและคำพิพากษาศาลฎีกา
สิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกต้องเป็นทายาทเสมอหรือไม่ วิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกและอำนาจร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก
พินัยกรรมเป็นโมฆะเพราะเจ้ามรดกไร้สติ ใครมีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก? วิเคราะห์เรื่องสิทธิทายาทและอำนาจร้องขอ
ฟ้องซ้อนหรือไม่เมื่อขอเป็นผู้จัดการมรดกซ้ำ และผู้จัดการมรดกร่วมตายแล้วใครมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาล
การแบ่งมรดกที่ดินเมื่อบุตรเกิดก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 และปัญหาอายุความมรดกในกรณีผู้จัดการมรดกครอบครองทรัพย์แทนทายาท
สิทธิของคู่สมรสและผู้จัดการมรดกในการฟ้องแบ่งสินสมรสและทรัพย์มรดก เมื่อมีการโอนทรัพย์ให้ทายาทคนอื่นโดยมิชอบ พร้อมปัญหาอายุความมรดกและอำนาจฟ้อง
การโอนขายทรัพย์มรดกโดยผู้จัดการมรดกด้วยเจตนาลวงเป็นโมฆะหรือไม่ : วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการขายที่ดินมรดกให้บุคคลใกล้ชิด
มรดกของครอบครัวมุสลิมกับพินัยกรรม: ทรัพย์ที่ได้ระหว่างสมรสถือเป็นสินสมรสหรือไม่ และต้องแบ่งตามกฎหมายอิสลามอย่างไร
ผู้จัดการมรดกยกอายุความสู้ทายาทไม่ได้ และเพิกถอนการโอนสินสมรสให้ภริยาคนที่สองได้
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ตนเองได้หรือไม่: สิทธิทายาทในการเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดกและผลเพิกถอนเพียงส่วนแห่งสิทธิ
ทายาทมีสิทธิเข้าเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีได้หรือไม่ เมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย
บำเหน็จตกทอดไม่ใช่มรดก และสิทธิของคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย
การจัดการมรดกโดยผู้จัดการมรดกและผลแห่งความยินยอมของทายาทในการโอนทรัพย์มรดก
การฟ้องคดีจัดการมรดกเกินกำหนดอายุความ การเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดก
การจัดการมรดกเสร็จสิ้นเมื่อใด และอายุความฟ้องแบ่งมรดก
สิทธิทายาทของผู้ถูกอุปการะแต่ไม่ได้เป็นบุตรโดยกำเนิด และผลทางกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์มรดก
สิทธิทายาท & การแบ่งมรดกโดยจับฉลาก, ทายาทไม่เข้าร่วมประชุม (ฎีกา 2128/2567)
ภาษีการรับมรดกต้องคำนวณวันเจ้ามรดกตาย ดอกเบี้ย–เงินฝากหลังวันตายคิดภาษีหรือไม่ และศาลขยายเวลาฟ้องคดีภาษีได้หรือไม่
พินัยกรรมผิดแบบเอกสารลับ ใช้เป็นพินัยกรรมธรรมดาได้หรือไม่
การอยู่กินโดยไม่จดทะเบียนสมรสกับผลทางมรดกและพินัยกรรม(ฎีกา 2102/2551)
สิทธิทายาทเพิกถอนการโอนที่ดินมรดกและอายุความฟ้องคดี(ฎีกาที่ 5689/2552)
การตายพร้อมกันและผู้ไม่สมควรรับมรดก แนวคำพิพากษาศาลฎีกา(ฎีกา 358/2554)
บุตรบุญธรรมฟ้องแบ่งมรดก | ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์โดยมิชอบ(ฎีกา 1276/2558)
คำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกปิดบังทรัพย์มรดกมีผลอย่างไร
ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด(ฎีกา 6532/2562)
ผู้จัดการมรดกหลายคนทำงานไม่ได้ต้องทำอย่างไร ศาลมีอำนาจตั้งเพิ่มหรือไม่ และแก้ปัญหาความขัดแย้งในมรดกอย่างไรให้เดินหน้าต่อได้
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์เป็นของตนเองได้เพียงใด และผลต่อบุคคลภายนอกโดยสุจริต(ฎีกา 4887/2566)
เงินฌาปนกิจศพต้องหักกับค่าจัดการศพหรือไม่,หนี้กองมรดก, (ฎีกา 5043/2566)
ทายาทไม่คัดค้านการโอนมรดก ยังมีสิทธิหรือไม่? วิเคราะห์สิทธิขอกันเงินจากการขายทอดตลาดเมื่อยังไม่แบ่งมรดกเสร็จ
พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง & ความสามารถผู้ทำพินัยกรรม(ฎีกา 6522/2561)
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์เป็นของตนเอง ศาลชี้เป็นยักยอกทรัพย์มรดกหรือไม่
สัญญาประนีประนอม & สิทธิผู้จัดการมรดกเสียงข้างมาก (ฎีกา 3001/2568)
ผู้จัดการมรดกนำที่ดินมรดกไปจำนองโดยไม่ยินยอมจากทายาท มีความผิดหรือไม่? วิเคราะห์อำนาจผู้จัดการมรดกและความรับผิดทางอาญาเมื่อใช้ทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
อำนาจผู้จัดการมรดกร่วม & ฟ้องเรียกทรัพย์, มาตรา 1726, (ฎีกา 2628/2567)
สิทธิทายาทฟ้องแบ่งมรดกขาดอายุความหรือไม่ เมื่อปล่อยให้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเป็นเวลานานตามกฎหมายมรดกไทย
บังคับแบ่งมรดก & เพิกถอนโอน,ผู้จัดการมรดก, (ฎีกา 3886/2566)
ผู้จัดการมรดกมีอำนาจฟ้องเรียกทรัพย์มรดกคืนได้หรือไม่? วิเคราะห์กฎหมายกรณีทรัพย์สินที่ถือครองแทนผู้ตาย และหลักเสียงข้างมากของผู้จัดการมรดก
(ฎีกาที่ 8200/2567) เพิกถอนโฉนดที่ดินและการจัดการมรดก: การบังคับคดีและผลทางกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4043/2567 การตั้งผู้จัดการมรดกและการคัดค้านสิทธิของทายาท
พินัยกรรมมีข้อความพิมพ์ปนกับลายมือใช้ได้หรือไม่? วิเคราะห์กฎหมายพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับและสิทธิการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกร่วม
มรดกไม่มีทายาทตกเป็นของใคร? วิเคราะห์กฎหมายมรดกกรณีไม่มีทายาทโดยธรรม ไม่มีพินัยกรรม และข้อพิพาทเรื่องสิทธิในบัญชีเงินฝากของผู้ตาย
อุทธรณ์ต้องโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ชัด มิใช่คัดลอกคำให้การเดิม มิฉะนั้นถือเป็นอุทธรณ์ไม่ชอบตามกฎหมาย
โจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่เจ้ามรดกได้รับรองแล้ว(ฎีกา 7272/2562)
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกให้ตนเองได้หรือไม่ หากจัดการทรัพย์สินขัดต่อหน้าที่ เสี่ยงทั้งเพิกถอนนิติกรรมและความผิดยักยอก
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกให้ตนเองได้หรือไม่ และทายาทที่ยังไม่จดทะเบียนสิทธิจะฟ้องเพิกถอนการโอนแก่บุคคลภายนอกได้เพียงใด
สรุปคดีมรดก & เพิกถอนโอนที่ดิน,เพิกถอนนิติกรรม,(ฎีกา 1028/2564)
บุตรที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการตายของเจ้ามรดก ยังมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ และแบ่งทรัพย์มรดกอย่างไรเมื่อยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
การจัดการมรดกไม่ชอบไม่อาจถือว่าการจัดการมรดกสิ้นลงแล้ว
ฟ้องแบ่งมรดกเกิน 10 ปีได้หรือไม่ เมื่อทายาทยังครอบครองทรัพย์มรดกอยู่: อายุความแบ่งมรดก สิทธิครอบครอง และผลผูกพันคำพิพากษาเดิม
พินัยกรรมของผู้ตายที่ห้ามโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตกเป็นโมฆะ, ข้อห้ามในพินัยกรรมเป็นโมฆะ, ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม
ถอนผู้จัดการมรดก, การปันมรดกเสร็จสิ้นแล้ว, การจัดการศาลจ้าวไม่เป็นมรดก, ศาลจ้าวใต้เซียฮุดโจ๊วเป็นกุศลสถาน
ที่ดินของรัฐ มรดกของผู้ตาย, ที่ดินนิคมสหกรณ์, สิทธิทำประโยชน์ในที่ดิน, สิทธิเหนือพื้นดิน, การเพิกถอนโฉนดที่ดิน,
การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในกองมรดก, การเพิกถอนนิติกรรมในทรัพย์มรดก, การขายทรัพย์มรดกเพื่อชำระหนี้, ผู้จัดการมรดกกับสิทธิและหน้าที่
เจ้าหนี้ใช้สิทธิแทนลูกหนี้เรียกทรัพย์มรดกได้หรือไม่ ศาลวินิจฉัยว่าสิทธิในทรัพย์มรดกไม่ใช่สิทธิส่วนตัวตามกฎหมาย
สิทธิรับเงินค่าหุ้นสหกรณ์เป็นมรดกหรือไม่? วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับผู้รับโอนประโยชน์ เงินสงเคราะห์ และผลทางกฎหมายที่ทายาทควรรู้
นิติกรรมซื้อขายที่ดินซึ่งเป็นคนต่างด้าว, คดีมรดกที่ดินของคนต่างด้าว, อายุความคดีมรดก, การยักยอกทรัพย์มรดก
สิทธิรับมรดกของพี่น้องร่วมบิดามารดาและทายาทแทนที่ กรณีค่าเช่าทรัพย์มรดกต้องแบ่งอย่างไร ใครมีสิทธิเรียกคืนได้ตามกฎหมาย
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกเป็นของตนเองได้หรือไม่ และหากนำทรัพย์มรดกไปจำนองโดยทายาทไม่ยินยอมจะถูกกำจัดมิให้รับมรดกหรือไม่
เพิกถอนโอนมรดก & สิทธิทายาท (ฎีกา 1023/2566)
ที่ดิน น.ส.3 ก. ที่ผู้ตายยังไม่ส่งมอบให้ใครก่อนตาย เป็นมรดกหรือไม่ ผู้จัดการมรดกโอนเข้าชื่อตนเองได้เพียงใด และทายาทจะเรียกเพิกถอนคืนได้หรือไม่
สิทธิทายาทในมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง, ทายาทตายก่อนแบ่งมรดก, รับมรดกแทนที่ มาตรา 1639,
สิทธิการฟ้องขอแบ่งมรดกของทายาท, การเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินมรดก, สินสมรสหลังคู่สมรสเสียชีวิต
สัญญาประกันชีวิต, สัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก, ผู้ทำประกันชีวิตและผู้รับผลประโยชน์ตายพร้อมกัน
การจัดการหนี้สินในกองมรดก, สิทธิของเจ้าหนี้กองมรดก, ที่ดินมรดกและการบังคับคดี
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนมรดก
ผู้จัดการมรดกปฏิบัติผิดหน้าที่-ทายาทผู้มีสิทธิฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกได้
ผู้จัดการมรดกร่วมถึงแก่ความตายต้องทำอย่างไร, ฟ้องซ้อน คืออะไร, แต่งตั้งผู้จัดการมรดก
ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่เพียงทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป
การจัดการทรัพย์มรดกในฐานะผู้จัดการมรดกตามหน้าที่ที่จำเป็น
ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน ผู้มีส่วนได้เสีย
สามีไม่ได้จดทะเบียนเป็นผู้มีส่วนได้เสียเป็นผู้จัดการมรดกได้
ทรัพย์มรดกยังไม่ได้แบ่งให้แก่ทายาททุกคน-การจัดการทรัพย์มรดกยังไม่เสร็จสิ้น
ผู้จัดการมรดกไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มีผลอย่างไร?
ฟ้องผู้จัดการมรดกนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงเกินห้าปีขาดอายุความ
ผู้จัดการมรดกไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกยื่นต่อศาลถูกเพิกถอนได้
อายุความคดีมรดก เจ้าหนี้ฟ้องคดีมรดกเกินหนึ่งปี
ฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินมรดกต้องใช้กฎหมายมรดกหรือมาตรา 1336 และมีอายุความเพียงใดเมื่อผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ทายาทคนเดียว
บุตรนอกกฎหมายซึ่งผู้ตายรับรองแล้วเป็นผู้สืบสันดาน
มารดาขายที่ดินซึ่งผู้เยาว์มีส่วนแบ่งไม่ต้องขอศาล
นายอำเภอคือผู้มีอำนาจจัดทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง
พินัยกรรมมีลายมือชื่อและลายนิ้วมือถูกต้องหรือไม่ ทายาทโต้แย้งได้แค่ไหน และความรับผิดผู้จัดการมรดกตกทอดหรือไม่
ผู้สืบสันดาน คือใคร? ต่างกับทายาท อย่างไร? ฟ้องแบ่งมรดก ศาลตัดสินเกินคำขอได้หรือไม่ และสิทธิทายาทโดยธรรมยังคงอยู่หรือไม่เมื่อมีคำสั่งเดิมผูกพันคดี
คู่สมรสและการแบ่งมรดกของคู่สมรส | การสมรสเป็นโมฆะ