
| มารดาขายที่ดินซึ่งผู้เยาว์มีส่วนแบ่งไม่ต้องขอศาล-ผู้จัดการมรดกนำทรัพย์มรดกตั้งบริษัทได้หรือไม่ และทายาทที่รับหุ้นแทนทรัพย์มรดกยังมีสิทธิฟ้องขอแบ่งมรดกอีกหรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกในการจัดการทรัพย์มรดกที่ไม่สามารถแบ่งแยกให้แก่ทายาทได้เป็นส่วนสัดโดยตรง โดยเฉพาะกรณีที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกสำคัญของเจ้ามรดก ผู้จัดการมรดกได้นำทรัพย์ดังกล่าวพร้อมอุปกรณ์ทำเหมืองแร่มาเป็นทุนจัดตั้งบริษัท และจัดสรรหุ้นให้แก่ทายาททุกคนตามสัดส่วนสิทธิในมรดกแทนการแบ่งที่ดินโดยตรง คดีนี้จึงมีประเด็นสำคัญว่าการดำเนินการดังกล่าวอยู่ในขอบอำนาจของผู้จัดการมรดกหรือไม่ ผู้จัดการมรดกต้องขออนุญาตศาลในกรณีที่มีทายาทเป็นผู้เยาว์หรือไม่ และเมื่อทายาทได้รับหุ้นรวมทั้งผลประโยชน์จากบริษัทมาเป็นเวลานานแล้ว จะยังมีสิทธิฟ้องเรียกร้องส่วนแบ่งมรดกอีกหรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับการจัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดกในกรณีที่ทรัพย์สินไม่สามารถแบ่งแยกได้โดยตรง รวมทั้งผลทางกฎหมายของการที่ทายาทยอมรับและได้รับประโยชน์จากการจัดการมรดกดังกล่าวมาเป็นเวลายาวนาน ข้อเท็จจริงสำคัญของคดี เจ้ามรดกประกอบกิจการทำเหมืองแร่ในจังหวัดภูเก็ต และมีภรรยาหลายคนรวมทั้งมีบุตรชาย 19 คน และบุตรหญิง 19 คน ต่อมาเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ศาลจึงมีคำสั่งแต่งตั้งผู้จัดการมรดกจำนวน 2 คนเพื่อดำเนินการจัดการทรัพย์มรดก หลังจากได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว ผู้จัดการมรดกได้ดำเนินการแบ่งทรัพย์มรดกบางส่วนให้แก่ทายาท และได้จัดตั้งบริษัทขึ้นเพื่อดำเนินกิจการเหมืองแร่ต่อจากเจ้ามรดก โดยนำที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่และอุปกรณ์ทำเหมืองแร่ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกมาเป็นทุนของบริษัท ทุนจดทะเบียนของบริษัทแบ่งออกเป็นหุ้นจำนวน 1200 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 2500 บาท ทายาทชายแต่ละคนได้รับหุ้นคนละ 56 หุ้น ทายาทหญิงแต่ละคนได้รับหุ้นคนละ 7 หุ้น ส่วนกรรมการเริ่มแรกของบริษัทได้รับหุ้นเพิ่มเติมอีกคนละ 1 หุ้น โดยผู้ถือหุ้นทั้งหมดไม่ต้องชำระเงินค่าหุ้น เนื่องจากใช้ทรัพย์มรดกเป็นทุนของบริษัท ภายหลังการจัดตั้งบริษัท บริษัทได้ดำเนินกิจการในที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่ดังกล่าวและแบ่งผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นเป็นประจำทุกเดือน ต่อมาบริษัทเลิกกิจการและมีการโอนขายที่ดินพิพาทต่อไปหลายทอด จนในที่สุดที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ต่อมาโจทก์ซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งฟ้องขอให้เพิกถอนเอกสารสิทธิที่เกี่ยวกับที่ดินจำนวน 21 แปลง หรือหากไม่สามารถเพิกถอนได้ก็ให้จำเลยร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวนมหาศาลเพื่อนำกลับเข้าสู่กองมรดกสำหรับแบ่งปันแก่ทายาทอีกครั้ง โดยอ้างว่ายังไม่มีการแบ่งปันที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่ดังกล่าวให้แก่ทายาทโดยสมบูรณ์ ทั้งนี้ ศาลรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่าโจทก์ได้รับหุ้นตามส่วนแห่งมรดก ได้รับผลตอบแทนจากบริษัทมาโดยตลอด และต่อมายังได้ขายหุ้นทั้งหมดของตนให้แก่บุคคลอื่นโดยไม่ได้โต้แย้งหรือคัดค้านความชอบด้วยกฎหมายของการดำเนินการของผู้จัดการมรดกแต่อย่างใด ประเด็นข้อพิพาทและคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยในคดีนี้ คือ ผู้จัดการมรดกได้แบ่งปันที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่ให้แก่ทายาทเสร็จสิ้นแล้วหรือไม่ และโจทก์ยังมีสิทธิฟ้องเรียกร้องทรัพย์มรดกส่วนดังกล่าวอีกหรือไม่ โจทก์อ้างว่าทรัพย์มรดกส่วนอื่นได้รับการแบ่งปันแก่ทายาทแล้ว แต่ที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่ยังไม่ได้มีการแบ่งปันให้แก่ทายาทโดยสมบูรณ์ จึงยังคงเป็นทรัพย์มรดกที่ต้องนำกลับเข้าสู่กองมรดกเพื่อจัดการแบ่งปันกันใหม่ อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้จัดการมรดกได้นำที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่และอุปกรณ์ทำเหมืองแร่ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกมาเป็นทุนในการจัดตั้งบริษัท และกำหนดสัดส่วนการถือหุ้นให้แก่ทายาททุกคนตามส่วนแห่งสิทธิที่แต่ละคนพึงได้รับในกองมรดก พยานหลักฐานที่ศาลรับฟังประกอบด้วยคำขอจดทะเบียนบริษัท หนังสือบริคณห์สนธิ บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น และรายงานการประชุมเกี่ยวกับการจัดตั้งบริษัท ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าทรัพย์มรดกดังกล่าวถูกนำมาเป็นทุนของบริษัท และทายาททุกคนได้รับผลตอบแทนในรูปของหุ้นแทนการได้รับกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยตรง ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่า ที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่ไม่สามารถแบ่งแยกให้แก่ทายาทแต่ละคนได้โดยง่าย เนื่องจากไม่อาจแบ่งออกเป็นส่วนสัดที่เหมาะสมแก่ทายาทจำนวนมากได้ อีกทั้งมีข้อเท็จจริงว่าหากแบ่งที่ดินโดยตรง ทายาทต่างต้องการได้รับที่ดินส่วนที่มีทำเลดีกว่าหรืออยู่ติดทะเล จึงเกิดปัญหาในการแบ่งทรัพย์โดยวิธีปกติ นอกจากนี้ ยังปรากฏว่าหากแบ่งอุปกรณ์ทำเหมืองแร่ให้แก่ทายาทโดยตรง แต่ละคนก็จะได้รับทรัพย์สินเพียงเล็กน้อยจนไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การรวบรวมทรัพย์สินดังกล่าวไว้ในรูปของกิจการบริษัทจึงเป็นวิธีการที่เหมาะสมและสอดคล้องกับลักษณะของทรัพย์มรดก ศาลฎีกาจึงรับฟังว่าการจัดตั้งบริษัทขึ้นเพื่อรับโอนทรัพย์มรดกและจัดสรรหุ้นให้แก่ทายาททุกคนตามสัดส่วนแห่งมรดก เป็นการดำเนินการที่มุ่งหมายให้ทายาทได้รับประโยชน์จากทรัพย์มรดกอย่างเป็นธรรมและเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังทำให้กิจการเหมืองแร่สามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่ต้องยุติหรือขายทรัพย์สินทั้งหมดในทันที ข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งที่ศาลเห็นว่ามีน้ำหนักอย่างยิ่ง คือ ภายหลังการจัดตั้งบริษัทแล้ว ทายาททุกคนรวมทั้งโจทก์ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากบริษัทอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี โดยไม่มีการโต้แย้งหรือคัดค้านว่าการนำทรัพย์มรดกมาเป็นทุนของบริษัทเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ยิ่งไปกว่านั้น โจทก์ยังได้ขายหุ้นทั้งหมดที่ตนถืออยู่ให้แก่บุคคลอื่นในภายหลัง และได้รับค่าตอบแทนจากการขายหุ้นดังกล่าว โดยไม่ได้สงวนสิทธิหรือแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการจัดการมรดกของผู้จัดการมรดกแต่อย่างใด จากพฤติการณ์ทั้งหมด ศาลฎีกาจึงเห็นว่าโจทก์และทายาททุกคนได้รับส่วนแบ่งมรดกตามสิทธิของตนครบถ้วนแล้ว การแบ่งปันทรัพย์มรดกถือว่าเสร็จสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท และเมื่อผู้จัดการมรดกได้ปฏิบัติหน้าที่แบ่งปันทรัพย์มรดกเสร็จสิ้นแล้ว โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องเรียกร้องส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกดังกล่าวอีก ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่าการแบ่งปันทรัพย์มรดกในคดีนี้ได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้เพิกถอนการดำเนินการที่เกิดขึ้นจากการจัดการมรดกดังกล่าวอีกต่อไป หลักกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดก ศาลฎีกาวางหลักไว้ว่า ผู้จัดการมรดกมิได้มีหน้าที่เพียงเก็บรักษาทรัพย์มรดกเท่านั้น แต่ยังมีหน้าที่จัดการทรัพย์มรดกและดำเนินการทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อให้การแบ่งปันมรดกแก่ทายาทสามารถสำเร็จลุล่วงได้ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ในกรณีที่ทรัพย์มรดกมีลักษณะพิเศษ ไม่สามารถแบ่งแยกให้แก่ทายาทได้โดยตรง หรือการแบ่งแยกจะทำให้ทรัพย์สินสูญเสียประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ผู้จัดการมรดกย่อมมีอำนาจเลือกวิธีการจัดการที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์แก่กองมรดกและทายาทโดยรวมได้ ตราบใดที่การดำเนินการนั้นยังอยู่ภายในขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า การแบ่งมรดกมิได้จำกัดอยู่เฉพาะการแบ่งกรรมสิทธิ์ในตัวทรัพย์สินโดยตรงเท่านั้น แต่สามารถกระทำได้ในรูปแบบอื่นที่ทำให้ทายาทได้รับสิทธิประโยชน์ตามสัดส่วนแห่งมรดกอย่างแท้จริง และสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของการแบ่งปันทรัพย์มรดกได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในกรณีที่ทรัพย์สินนั้นมีลักษณะเป็นกิจการหรือทรัพย์สินที่ไม่อาจแบ่งแยกเป็นส่วนย่อยได้อย่างเหมาะสมและเป็นธรรมแก่ทายาททุกคน. การวิเคราะห์การแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยการจัดตั้งบริษัท สาระสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การพิจารณาว่า การนำทรัพย์มรดกไปเป็นทุนในการจัดตั้งบริษัทแล้วจัดสรรหุ้นให้แก่ทายาทตามส่วนแห่งมรดก ถือเป็นการแบ่งปันมรดกที่สมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อพิจารณาสภาพของทรัพย์มรดกที่เป็นที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่และอุปกรณ์ทำเหมืองแร่แล้ว ทรัพย์สินดังกล่าวมีลักษณะเป็นทรัพย์ที่ไม่สามารถแบ่งแยกให้แก่ทายาทจำนวนมากได้อย่างเหมาะสม การแบ่งเป็นส่วนสัดโดยตรงอาจก่อให้เกิดปัญหาในการใช้ประโยชน์และอาจทำให้คุณค่าทางเศรษฐกิจของทรัพย์สินลดลงได้ ข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟังได้ชี้ให้เห็นว่า ผู้จัดการมรดกเลือกใช้วิธีนำทรัพย์มรดกมาเป็นทุนจัดตั้งบริษัทและจัดสรรหุ้นให้แก่ทายาทตามสัดส่วนสิทธิในมรดก ซึ่งทำให้ทายาทแต่ละคนยังคงได้รับผลประโยชน์จากทรัพย์มรดกในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับสิทธิที่ตนพึงได้รับ อีกทั้งยังสามารถรักษาศักยภาพในการดำเนินกิจการเหมืองแร่ต่อไปได้ วิธีการดังกล่าวจึงมิใช่การตัดสิทธิของทายาท แต่เป็นการแปลงรูปสิทธิจากการถือครองทรัพย์โดยตรงมาเป็นการถือครองหุ้นในนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินดังกล่าว ศาลฎีกายังให้ความสำคัญกับพฤติการณ์ภายหลังการจัดตั้งบริษัท กล่าวคือ ทายาททุกคนได้รับผลประโยชน์จากกิจการของบริษัทเป็นประจำ และไม่มีการคัดค้านการดำเนินการของผู้จัดการมรดกในช่วงเวลาที่บริษัทดำเนินกิจการอยู่ ตลอดจนโจทก์ยังได้ขายหุ้นของตนในภายหลังโดยสมัครใจ การกระทำดังกล่าวเป็นพฤติการณ์ที่สะท้อนว่าทายาทยอมรับผลของการแบ่งปันมรดกในรูปแบบดังกล่าวแล้ว เมื่อทายาทได้รับหุ้นตามสัดส่วนแห่งมรดก ได้รับผลตอบแทนจากหุ้น และต่อมายังสามารถโอนขายหุ้นเพื่อรับประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้อีก ศาลจึงเห็นว่าการแบ่งปันมรดกได้บรรลุวัตถุประสงค์ของกฎหมายแล้ว เพราะทายาทได้รับประโยชน์จากทรัพย์มรดกตามสิทธิของตนอย่างแท้จริง แม้จะไม่ได้รับกรรมสิทธิ์ในตัวที่ดินโดยตรงก็ตาม เหตุผลที่ศาลวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกร้องส่วนแบ่งมรดกอีก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่าผู้จัดการมรดกมีอำนาจนำทรัพย์มรดกไปเป็นทุนของบริษัทหรือไม่ แต่ยังต้องพิจารณาด้วยว่าการแบ่งปันมรดกได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วหรือยัง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้จัดการมรดกได้จัดสรรหุ้นให้แก่ทายาททุกคนตามสัดส่วนแห่งสิทธิในมรดก และทายาทได้รับประโยชน์จากหุ้นดังกล่าวมาเป็นเวลานาน ศาลจึงถือว่าการแบ่งปันทรัพย์มรดกได้เสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่วันที่จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ข้อเท็จจริงอีกประการที่มีน้ำหนักอย่างมาก คือ โจทก์มิได้เพียงรับผลประโยชน์จากหุ้นเท่านั้น แต่ยังได้ขายหุ้นทั้งหมดของตนให้แก่บุคคลอื่นโดยได้รับค่าตอบแทน การขายหุ้นดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิในฐานะเจ้าของหุ้นอย่างเต็มรูปแบบ และได้รับผลตอบแทนจากทรัพย์มรดกที่ตนได้รับไปแล้ว ศาลจึงเห็นว่าการที่โจทก์กลับมาฟ้องคดีในภายหลังโดยอ้างว่ายังไม่ได้รับแบ่งมรดกนั้น ขัดกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา เพราะก่อนหน้านั้นโจทก์ไม่เคยคัดค้านการดำเนินการของผู้จัดการมรดก และยังได้รับผลประโยชน์จากการจัดการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ ศาลจึงวินิจฉัยว่าโจทก์ได้รับแบ่งมรดกครบถ้วนแล้ว และผู้จัดการมรดกได้ปฏิบัติหน้าที่แบ่งปันมรดกเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วตั้งแต่วันที่จัดตั้งบริษัท เมื่อการแบ่งมรดกเสร็จสิ้นแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอแบ่งมรดกหรือเรียกร้องทรัพย์สินส่วนดังกล่าวอีก ความสำคัญของคดีต่อการจัดการมรดกในทางปฏิบัติ คดีนี้เป็นแนวทางสำคัญสำหรับการจัดการทรัพย์มรดกที่มีลักษณะเป็นกิจการหรือทรัพย์สินที่ไม่สามารถแบ่งแยกได้โดยสะดวก เพราะแสดงให้เห็นว่าผู้จัดการมรดกมีอำนาจเลือกวิธีการที่เหมาะสมเพื่อรักษาประโยชน์ของกองมรดกและของทายาททุกคน โดยไม่จำเป็นต้องแบ่งทรัพย์สินในลักษณะทางกายภาพเสมอไป หลักการที่ศาลฎีกาวางไว้ในคดีนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า การพิจารณาว่าทายาทได้รับแบ่งมรดกแล้วหรือไม่ จะต้องพิจารณาจากสาระสำคัญของสิทธิและผลประโยชน์ที่ทายาทได้รับ ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะว่าทายาทได้รับกรรมสิทธิ์ในตัวทรัพย์สินโดยตรงหรือไม่ หากทายาทได้รับสิทธิประโยชน์ที่เทียบเท่ากับส่วนแห่งมรดกของตนและได้ยอมรับการจัดการดังกล่าวแล้ว การแบ่งปันมรดกย่อมถือว่าเสร็จสิ้นตามกฎหมาย แนววินิจฉัยนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกรณีที่กองมรดกประกอบด้วยกิจการทางธุรกิจ ทรัพย์สินที่มีลักษณะเป็นหน่วยเศรษฐกิจเดียว หรือทรัพย์สินที่ไม่อาจแบ่งแยกได้โดยสะดวก เพราะช่วยกำหนดขอบเขตอำนาจของผู้จัดการมรดกและสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับผลทางกฎหมายของการแบ่งปันมรดกในรูปแบบที่แตกต่างจากการแบ่งทรัพย์สินโดยตรงให้แก่ทายาทแต่ละคน. การวิเคราะห์เจตนารมณ์ของกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการและแบ่งปันมรดก หลักกฎหมายเรื่องการจัดการมรดกมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อให้ทรัพย์มรดกของผู้ตายได้รับการดูแล รักษา จัดการ และแบ่งปันแก่ทายาทโดยเรียบร้อยและเป็นธรรม การแต่งตั้งผู้จัดการมรดกจึงมีขึ้นเพื่อให้มีบุคคลผู้รับผิดชอบดำเนินการแทนกองมรดกในช่วงที่ยังไม่มีการแบ่งปันทรัพย์สินแก่ทายาทโดยสมบูรณ์ จากข้อเท็จจริงในคดีนี้ ที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่และอุปกรณ์ทำเหมืองแร่เป็นทรัพย์สินที่มีลักษณะพิเศษ เพราะเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับกิจการทางเศรษฐกิจซึ่งดำเนินงานต่อเนื่องอยู่เดิม หากแบ่งแยกออกเป็นส่วนย่อยจำนวนมาก ย่อมกระทบต่อการใช้ประโยชน์ของทรัพย์สินและอาจทำให้กิจการไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ กฎหมายจึงมิได้มุ่งหมายให้ผู้จัดการมรดกต้องแบ่งทรัพย์สินออกเป็นชิ้นส่วนทางกายภาพในทุกกรณี แต่ให้อำนาจเลือกวิธีการที่เหมาะสมที่สุดเพื่อให้ทายาทได้รับประโยชน์ตามสิทธิของตน ศาลฎีกาจึงตีความกฎหมายโดยคำนึงถึงสภาพความเป็นจริงของทรัพย์มรดกและประโยชน์สูงสุดของทายาททุกคน กล่าวคือ เมื่อทรัพย์มรดกไม่สามารถแบ่งเป็นส่วนสัดได้อย่างเหมาะสม การนำทรัพย์มรดกไปเป็นทุนจัดตั้งบริษัทแล้วกำหนดสัดส่วนหุ้นให้แก่ทายาทตามสิทธิในมรดก ย่อมเป็นวิธีการที่ทำให้ทายาทได้รับประโยชน์จากทรัพย์มรดกอย่างต่อเนื่องและเป็นธรรมมากกว่าการบังคับแบ่งทรัพย์สินออกเป็นส่วนย่อย แนววินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายมรดกมิได้มุ่งคุ้มครองเฉพาะรูปแบบของการแบ่งทรัพย์สิน แต่คุ้มครองสิทธิทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ที่ทายาทพึงได้รับจากกองมรดกเป็นสำคัญ หากทายาทได้รับประโยชน์ตามสัดส่วนแห่งสิทธิแล้ว วัตถุประสงค์ของการแบ่งมรดกย่อมถือว่าสำเร็จลุล่วงตามกฎหมาย การวิเคราะห์หลักกฎหมายเกี่ยวกับการยินยอมและการยอมรับผลของการแบ่งมรดก อีกประเด็นหนึ่งที่ศาลฎีกาให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง คือ พฤติการณ์ของทายาทภายหลังการจัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้ว เพราะแม้ผู้จัดการมรดกจะมีอำนาจตามกฎหมายในการดำเนินการต่าง ๆ แต่หากทายาทไม่ยอมรับหรือคัดค้านโดยสุจริตภายในระยะเวลาที่เหมาะสม ย่อมอาจเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของการแบ่งมรดกได้ คดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ทายาททุกคนรวมทั้งโจทก์ได้รับหุ้นตามส่วนแห่งมรดก ได้รับผลประโยชน์จากกิจการของบริษัทเป็นประจำทุกเดือน และไม่มีผู้ใดคัดค้านการนำทรัพย์มรดกไปเป็นทุนของบริษัทในช่วงเวลาที่บริษัทดำเนินกิจการอยู่ นอกจากนี้โจทก์ยังขายหุ้นของตนออกไปในภายหลังโดยได้รับค่าตอบแทนอีกด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวทำให้ศาลเห็นว่า ทายาทได้ยอมรับผลของการจัดการมรดกโดยชัดแจ้งผ่านการรับผลประโยชน์และการใช้สิทธิในฐานะผู้ถือหุ้นมาเป็นเวลานาน การกระทำเช่นนี้เป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ยืนยันว่าทายาทได้รับส่วนแบ่งมรดกแล้ว และยอมรับว่าการแบ่งมรดกดังกล่าวมีผลสมบูรณ์ เมื่อทายาทได้รับผลประโยชน์จากทรัพย์มรดกอย่างต่อเนื่องและไม่ได้โต้แย้งการดำเนินการของผู้จัดการมรดกเป็นเวลาหลายปี การกลับมาฟ้องร้องในภายหลังโดยอ้างว่ายังไม่ได้รับแบ่งมรดก จึงขัดต่อข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ศาลฎีกาจึงรับฟังว่าการแบ่งปันมรดกได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว และสิทธิในการเรียกร้องส่วนแบ่งมรดกในทรัพย์สินดังกล่าวได้สิ้นสุดลง แนวคำวินิจฉัยที่ได้จากคดีนี้ คดีนี้วางหลักสำคัญว่า ผู้จัดการมรดกมีอำนาจดำเนินการทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก หากทรัพย์มรดกมีลักษณะที่ไม่สามารถแบ่งแยกเป็นส่วนสัดได้โดยเหมาะสม ผู้จัดการมรดกอาจใช้วิธีนำทรัพย์มรดกไปเป็นทุนจัดตั้งบริษัทและกำหนดสัดส่วนหุ้นให้แก่ทายาทตามสิทธิในมรดกได้ นอกจากนี้ คดียังวางหลักว่า การแบ่งปันมรดกไม่จำเป็นต้องเกิดจากการโอนกรรมสิทธิ์ในตัวทรัพย์สินให้แก่ทายาทโดยตรงเสมอไป หากทายาทได้รับสิทธิหรือผลประโยชน์ที่สะท้อนมูลค่าแห่งส่วนแบ่งมรดกอย่างแท้จริง การแบ่งปันดังกล่าวย่อมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย อีกทั้ง ศาลยังวางหลักว่า การที่ทายาทได้รับผลประโยชน์จากการจัดการมรดกมาเป็นเวลานานโดยไม่คัดค้าน รวมทั้งมีการใช้สิทธิในทรัพย์สินหรือสิทธิที่ได้รับจากการแบ่งมรดก ย่อมเป็นพฤติการณ์ที่แสดงถึงการยอมรับผลของการแบ่งมรดกนั้น และสามารถนำมาประกอบการวินิจฉัยได้ว่าการแบ่งปันมรดกได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว แนววินิจฉัยดังกล่าวจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคดีมรดกที่เกี่ยวข้องกับกิจการทางธุรกิจ ที่ดินขนาดใหญ่ ทรัพย์สินที่ไม่สามารถแบ่งแยกได้ หรือทรัพย์สินที่ต้องอาศัยการบริหารจัดการในลักษณะรวมศูนย์ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทายาททุกฝ่าย โดยไม่จำเป็นต้องแบ่งทรัพย์สินออกเป็นส่วนย่อยจนสูญเสียคุณค่าทางเศรษฐกิจหรือไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ. สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานแล้วเห็นว่า การที่ผู้จัดการมรดกนำที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่และอุปกรณ์ทำเหมืองแร่ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกไปเป็นทุนในการจัดตั้งบริษัท และจัดสรรหุ้นให้แก่ทายาทตามสัดส่วนแห่งสิทธิในมรดก เป็นการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดกที่เกิดขึ้นแล้วมาเป็นเวลานาน ประกอบกับทายาทได้รับผลประโยชน์จากบริษัทดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง จึงพิพากษายกฟ้อง 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิเคราะห์ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้วเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่า การนำทรัพย์มรดกไปเป็นทุนจัดตั้งบริษัทและให้ทายาทถือหุ้นตามสัดส่วนแห่งมรดกเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว อีกทั้งโจทก์ได้รับผลประโยชน์จากการถือหุ้นและไม่ได้คัดค้านการดำเนินการดังกล่าวมาเป็นเวลานาน จึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่เป็นทรัพย์มรดกที่ไม่สามารถแบ่งให้ทายาทเข้าครอบครองเป็นส่วนสัดได้โดยเหมาะสม ผู้จัดการมรดกจึงมีอำนาจนำทรัพย์ดังกล่าวไปเป็นทุนจัดตั้งบริษัทและจัดสรรหุ้นให้แก่ทายาทตามส่วนแห่งสิทธิในมรดกได้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นการจัดการอันจำเป็นเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกตามอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดก เมื่อทายาททุกคนรวมทั้งโจทก์ได้รับหุ้น ได้รับผลประโยชน์จากบริษัท และโจทก์ยังขายหุ้นของตนโดยไม่เคยคัดค้านการจัดการดังกล่าว จึงถือว่าการแบ่งปันมรดกเสร็จสมบูรณ์แล้วตั้งแต่วันที่จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกร้องส่วนแบ่งมรดกดังกล่าวอีก ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญว่า การแบ่งปันทรัพย์มรดกตามกฎหมายมิได้พิจารณาเฉพาะรูปแบบของการส่งมอบทรัพย์สินโดยตรงแก่ทายาทเท่านั้น แต่พิจารณาถึงผลแห่งการได้รับสิทธิและประโยชน์ตามส่วนแห่งมรดกเป็นสำคัญ หากทรัพย์มรดกมีลักษณะไม่สามารถแบ่งแยกเป็นส่วนสัดได้อย่างเหมาะสม ผู้จัดการมรดกย่อมมีอำนาจเลือกวิธีการที่จำเป็นและเหมาะสมเพื่อให้การแบ่งปันมรดกสำเร็จลุล่วงได้ หลักกฎหมายอีกประการหนึ่งที่ปรากฏชัดจากคดีนี้ คือ อำนาจของผู้จัดการมรดกต้องพิจารณาจากหน้าที่ในการจัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดกตามกฎหมาย ไม่ใช่พิจารณาในฐานะผู้แทนของทายาทแต่ละคน ดังนั้น เมื่อผู้จัดการมรดกกระทำการภายในขอบเขตอำนาจที่กฎหมายกำหนดเพื่อประโยชน์ของกองมรดกและทายาทโดยรวม การดำเนินการดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันทายาทได้ นอกจากนี้ คดียังสะท้อนหลักความสุจริตและความมั่นคงแห่งนิติสัมพันธ์ กล่าวคือ เมื่อทายาทได้รับประโยชน์จากการจัดการมรดก ยอมรับผลของการจัดการดังกล่าว และใช้สิทธิในทรัพย์สินที่ได้รับมาเป็นเวลายาวนานแล้ว ย่อมไม่อาจกลับมาอ้างภายหลังว่าการแบ่งปันมรดกไม่สมบูรณ์เพื่อเรียกร้องสิทธิในทรัพย์สินเดิมซ้ำอีกได้ สาระสำคัญที่สุดของคดีจึงอยู่ที่หลักว่า การแบ่งปันมรดกจะถือว่าสมบูรณ์หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงว่าทายาทได้รับสิทธิและผลประโยชน์ตามส่วนแห่งมรดกครบถ้วนแล้วหรือไม่ มิใช่พิจารณาเฉพาะว่าทายาทได้รับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดกเดิมโดยตรงหรือไม่เท่านั้น ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า การที่ผู้จัดการมรดกนำทรัพย์มรดกที่ไม่สามารถแบ่งแยกเป็นส่วนสัดได้ไปเป็นทุนจัดตั้งบริษัท และจัดสรรหุ้นให้แก่ทายาทตามส่วนแห่งสิทธิในมรดก ถือเป็นการแบ่งปันมรดกที่สมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ รวมทั้งกรณีที่ทายาทได้รับหุ้นและผลประโยชน์จากบริษัทมาเป็นเวลานานแล้ว จะยังมีอำนาจฟ้องเรียกร้องส่วนแบ่งมรดกเดิมอีกหรือไม่ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ การจัดการอันจำเป็นเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การนำที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่และอุปกรณ์ทำเหมืองแร่ซึ่งไม่สามารถแบ่งให้ทายาทเข้าครอบครองเป็นส่วนสัดได้ มาเป็นทุนจัดตั้งบริษัทและจัดสรรหุ้นให้แก่ทายาทตามส่วนแห่งมรดก เป็นการจัดการอันจำเป็นเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก ซึ่งอยู่ในขอบอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามกฎหมาย การแบ่งมรดกเสร็จสมบูรณ์และสิ้นอำนาจฟ้องเรียกร้องส่วนแบ่งอีก เมื่อทายาทได้รับหุ้นตามสัดส่วนแห่งมรดก ได้รับผลประโยชน์จากบริษัทอย่างต่อเนื่อง และโจทก์ยังขายหุ้นของตนโดยไม่คัดค้านการดำเนินการของผู้จัดการมรดก ศาลถือว่าทายาทได้รับส่วนแบ่งมรดกครบถ้วนแล้ว การแบ่งปันมรดกจึงเสร็จสมบูรณ์ และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกร้องส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกดังกล่าวอีก แยกตามกฎหมายและมาตรา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 มาตรานี้เป็นบทบัญญัติที่กำหนดกรณีซึ่งผู้ใช้อำนาจปกครองต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนดำเนินนิติกรรมบางประเภทแทนผู้เยาว์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองทรัพย์สินและประโยชน์ของผู้เยาว์ไม่ให้ได้รับความเสียหายจากการตัดสินใจของผู้แทนโดยชอบธรรม อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่ใช่กรณีที่ผู้ใช้อำนาจปกครองทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์ แต่เป็นกรณีที่ผู้จัดการมรดกใช้อำนาจตามกฎหมายในการจัดการทรัพย์มรดกเพื่อแบ่งปันแก่ทายาท ดังนั้น แม้จะมีทายาทบางคนเป็นผู้เยาว์อยู่ในขณะนั้น ผู้จัดการมรดกก็ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตศาลก่อนนำทรัพย์มรดกไปเป็นทุนจัดตั้งบริษัท เพราะการกระทำดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นในฐานะผู้แทนของผู้เยาว์ แต่เกิดขึ้นในฐานะผู้จัดการมรดกซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยตรง หลักสำคัญจากมาตรานี้จึงอยู่ที่การแยกสถานะและอำนาจทางกฎหมายของผู้จัดการมรดกออกจากอำนาจของผู้ใช้อำนาจปกครอง หากเป็นการกระทำภายใต้หน้าที่ของผู้จัดการมรดกโดยตรง การใช้มาตรา 1574 ย่อมไม่เกิดขึ้น แม้จะมีผู้เยาว์เป็นทายาทอยู่ในกองมรดกก็ตาม หลักดังกล่าวช่วยให้การจัดการทรัพย์มรดกที่มีความซับซ้อนสามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่ติดขัด และยังคงรักษาประโยชน์ของทายาททุกคนตามส่วนแห่งสิทธิที่กฎหมายรับรองไว้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 มาตรา 1719 เป็นบทบัญญัติสำคัญที่กำหนดหน้าที่และอำนาจของผู้จัดการมรดกให้มีหน้าที่จัดการทรัพย์มรดกทั้งปวงเพื่อประโยชน์ของกองมรดกและบรรดาทายาท โดยผู้จัดการมรดกมีอำนาจดำเนินการต่าง ๆ เท่าที่จำเป็นเพื่อรวบรวม ดูแล รักษา บริหาร และจัดการทรัพย์สินของกองมรดกจนกว่าการแบ่งปันมรดกจะเสร็จสิ้น ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การนำที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่และอุปกรณ์ทำเหมืองแร่ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกไปเป็นทุนจัดตั้งบริษัท มิใช่การนำทรัพย์มรดกไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของผู้จัดการมรดก แต่เป็นการดำเนินการเพื่อให้สามารถจัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากสภาพของทรัพย์สินไม่สามารถแบ่งให้ทายาทเข้าครอบครองเป็นส่วนสัดได้โดยเหมาะสม ศาลจึงถือว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจภายในขอบเขตหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1719 โดยตรง หลักสำคัญของมาตรานี้คือ การให้อำนาจผู้จัดการมรดกใช้ดุลพินิจเลือกวิธีการจัดการที่เหมาะสมกับสภาพของทรัพย์มรดกแต่ละประเภท ตราบใดที่ยังอยู่ภายในวัตถุประสงค์เพื่อรักษาและแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทตามสิทธิ การดำเนินการนั้นย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าหน้าที่ของผู้จัดการมรดกมิได้จำกัดอยู่เพียงการเก็บรักษาทรัพย์สินเท่านั้น แต่รวมถึงการจัดโครงสร้างการถือครองทรัพย์สินใหม่ในรูปแบบที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ทายาททุกคนและทำให้การแบ่งมรดกสามารถดำเนินการได้จริงตามสภาพข้อเท็จจริงของทรัพย์สินนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1736 มาตรา 1736 เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการแบ่งปันทรัพย์มรดกและการดำเนินการของผู้จัดการมรดกเพื่อให้การแบ่งปันดังกล่าวสำเร็จลุล่วง โดยเฉพาะกรณีที่ทรัพย์มรดกมีลักษณะไม่สามารถแบ่งออกเป็นส่วนย่อยได้อย่างเหมาะสมหรือไม่สามารถส่งมอบให้ทายาทแต่ละคนถือครองได้โดยตรง ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การนำที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่และอุปกรณ์ทำเหมืองแร่มาเป็นทุนของบริษัท และให้ทายาททุกคนถือหุ้นตามส่วนแห่งสิทธิในมรดก เป็นการจัดการตามที่จำเป็นเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกตามความหมายของมาตรา 1736 เนื่องจากหากแบ่งที่ดินและอุปกรณ์ดังกล่าวออกเป็นส่วนย่อยให้แก่ทายาทแต่ละคน ย่อมไม่สามารถใช้ประโยชน์ในทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอาจก่อให้เกิดข้อพิพาทในการเลือกส่วนของทรัพย์สินที่จะได้รับ ศาลจึงเห็นว่าการแปลงทรัพย์มรดกให้เป็นทุนของบริษัทและแปลงสิทธิของทายาทให้เป็นสิทธิในหุ้น เป็นวิธีการแบ่งปันทรัพย์มรดกที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพราะทำให้ทายาทได้รับสิทธิประโยชน์ตามส่วนแห่งมรดกอย่างแท้จริง หลักสำคัญจากมาตรานี้คือ การแบ่งมรดกตามกฎหมายมิได้จำกัดอยู่เฉพาะการแบ่งทรัพย์สินเดิมออกเป็นส่วน ๆ เท่านั้น แต่รวมถึงการใช้วิธีการอื่นที่เหมาะสมกับลักษณะของทรัพย์สินและยังคงรักษาสัดส่วนสิทธิของทายาทไว้อย่างครบถ้วน เมื่อทายาทได้รับหุ้นตามส่วนแห่งมรดก ได้รับผลตอบแทนจากกิจการ และสามารถใช้สิทธิในหุ้นดังกล่าวได้อย่างสมบูรณ์ ศาลจึงถือว่าการแบ่งปันมรดกเสร็จสมบูรณ์แล้ว และภารกิจของผู้จัดการมรดกในส่วนของการแบ่งทรัพย์มรดกก็ถือว่าได้ดำเนินการสำเร็จตามที่กฎหมายมุ่งหมายไว้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1.คำถาม ผู้จัดการมรดกมีอำนาจนำทรัพย์มรดกไปเป็นทุนจัดตั้งบริษัทได้หรือไม่ คำตอบ ตามแนววินิจฉัยในคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า ผู้จัดการมรดกสามารถนำทรัพย์มรดกไปเป็นทุนจัดตั้งบริษัทได้ หากการดำเนินการดังกล่าวเป็นการจัดการอันจำเป็นเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทและอยู่ภายในขอบเขตอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย โดยต้องพิจารณาจากสภาพของทรัพย์มรดกเป็นสำคัญ หากทรัพย์สินนั้นไม่สามารถแบ่งให้ทายาทเข้าครอบครองเป็นส่วนสัดได้อย่างเหมาะสม การนำทรัพย์ดังกล่าวไปเป็นทุนของบริษัทและกำหนดสัดส่วนหุ้นให้แก่ทายาทตามสิทธิในมรดก อาจเป็นวิธีการที่เหมาะสมกว่าการแบ่งทรัพย์สินโดยตรง ในคดีนี้ที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่และอุปกรณ์ทำเหมืองแร่เป็นทรัพย์สินที่มีลักษณะเฉพาะและไม่สามารถแบ่งแยกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ศาลจึงรับฟังว่าการจัดตั้งบริษัทและกำหนดให้ทายาทเป็นผู้ถือหุ้นตามส่วนแห่งสิทธิในมรดก เป็นการจัดการที่อยู่ภายในอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกและมีผลผูกพันทายาททุกคน 2. คำถาม หากมีทายาทเป็นผู้เยาว์ ผู้จัดการมรดกต้องขออนุญาตศาลก่อนนำทรัพย์มรดกไปเป็นทุนของบริษัทหรือไม่ คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในกรณีตามคดีนี้ ผู้จัดการมรดกไม่จำเป็นต้องขออนุญาตศาล แม้ว่าจะมีทายาทบางคนเป็นผู้เยาว์อยู่ก็ตาม เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวมิใช่กรณีที่ผู้ใช้อำนาจปกครองทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์ แต่เป็นกรณีที่ผู้จัดการมรดกปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายเพื่อจัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดก การพิจารณาว่าต้องขออนุญาตศาลหรือไม่จึงต้องแยกให้ออกระหว่างสถานะของผู้ใช้อำนาจปกครองกับสถานะของผู้จัดการมรดก หากเป็นการใช้อำนาจในฐานะผู้จัดการมรดกเพื่อประโยชน์ของกองมรดกโดยรวมและอยู่ภายในขอบเขตหน้าที่ตามกฎหมาย การดำเนินการดังกล่าวย่อมไม่อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกับการทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์ และไม่จำเป็นต้องขออนุญาตศาลตามที่โจทก์กล่าวอ้าง 3. คำถาม ผู้จัดการมรดกแบ่งมรดกเสร็จสิ้นแล้วจะพิจารณาจากอะไร คำตอบ แนววินิจฉัยในคดีนี้แสดงให้เห็นว่า การพิจารณาว่าการแบ่งปันมรดกเสร็จสิ้นแล้วหรือไม่นั้น ไม่ได้พิจารณาเฉพาะว่าทายาทได้รับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเดิมโดยตรงหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาถึงสาระสำคัญว่าทายาทได้รับสิทธิและผลประโยชน์ตามส่วนแห่งมรดกครบถ้วนแล้วหรือยัง ในคดีนี้ศาลรับฟังว่าทายาททุกคนได้รับหุ้นตามสัดส่วนแห่งสิทธิในมรดก ได้รับผลตอบแทนจากกิจการของบริษัทเป็นประจำ และสามารถใช้สิทธิในฐานะผู้ถือหุ้นได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้โจทก์ยังได้ขายหุ้นทั้งหมดของตนให้แก่บุคคลอื่นโดยได้รับค่าตอบแทนอีกด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าทายาทได้รับประโยชน์จากทรัพย์มรดกตามส่วนแห่งสิทธิของตนแล้ว ศาลจึงถือว่าการแบ่งปันมรดกได้เสร็จสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่มีการจัดตั้งบริษัทและกำหนดสัดส่วนหุ้นให้แก่ทายาท การแบ่งมรดกจึงไม่จำเป็นต้องเกิดจากการแบ่งทรัพย์สินทางกายภาพเสมอไป หากผลทางเศรษฐกิจและสิทธิประโยชน์ที่ทายาทได้รับมีความสอดคล้องกับส่วนแห่งมรดกที่ตนพึงได้รับ วัตถุประสงค์ของการแบ่งปันมรดกย่อมถือว่าบรรลุผลตามที่กฎหมายมุ่งหมายแล้ว 4. คำถาม หากทายาทได้รับหุ้นและผลประโยชน์จากบริษัทมาเป็นเวลานานแล้ว ยังสามารถฟ้องเรียกร้องทรัพย์มรดกเดิมได้อีกหรือไม่ คำตอบ จากข้อเท็จจริงในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อทายาทได้รับหุ้นตามส่วนแห่งสิทธิในมรดก ได้รับผลตอบแทนจากกิจการของบริษัทมาอย่างต่อเนื่อง และไม่ได้คัดค้านการดำเนินการของผู้จัดการมรดกเป็นเวลานาน ย่อมถือได้ว่าทายาทยอมรับผลของการแบ่งปันมรดกดังกล่าวแล้ว ยิ่งกรณีที่โจทก์ได้ขายหุ้นทั้งหมดของตนออกไปโดยได้รับค่าตอบแทน ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิในทรัพย์สินที่ได้รับจากการแบ่งมรดกอย่างสมบูรณ์แล้ว ศาลจึงเห็นว่าการแบ่งปันมรดกเสร็จสิ้นตั้งแต่วันที่จัดตั้งบริษัท และสิทธิที่จะเรียกร้องส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกเดิมย่อมสิ้นสุดลง การกลับมาฟ้องร้องภายหลังโดยอ้างว่ายังไม่ได้รับแบ่งมรดกจึงไม่อาจรับฟังได้ เพราะขัดต่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่าทายาทได้รับประโยชน์จากการจัดการมรดกดังกล่าวมาโดยตลอด หลักสำคัญที่ได้จากคดีนี้คือ เมื่อทายาทได้รับส่วนแบ่งมรดกครบถ้วนและยอมรับผลของการแบ่งปันแล้ว ย่อมไม่สามารถกลับมาเรียกร้องสิทธิในทรัพย์สินเดิมซ้ำอีกได้ 5. คำถาม เพราะเหตุใดศาลจึงเห็นว่าการนำที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่ไปเป็นทุนของบริษัทเป็นวิธีการที่เหมาะสม คำตอบ ศาลฎีกาพิจารณาจากสภาพของทรัพย์มรดกเป็นสำคัญ โดยข้อเท็จจริงในคดีรับฟังได้ว่าที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่และอุปกรณ์ทำเหมืองแร่เป็นทรัพย์สินที่ไม่สามารถแบ่งให้แก่ทายาทจำนวนมากได้อย่างเหมาะสม หากแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวออกเป็นส่วนย่อย ทายาทแต่ละคนอาจได้รับทรัพย์สินเพียงเล็กน้อยจนไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมีข้อเท็จจริงว่าทายาทต่างประสงค์จะได้รับที่ดินในส่วนที่มีทำเลดี ทำให้การแบ่งทรัพย์สินโดยตรงเป็นไปได้ยาก ศาลจึงเห็นว่าการรวบรวมทรัพย์สินไว้ในรูปของบริษัทและกำหนดให้ทายาทถือหุ้นตามสัดส่วนแห่งสิทธิในมรดก เป็นวิธีการที่สามารถรักษาคุณค่าทางเศรษฐกิจของทรัพย์สินไว้ได้ พร้อมทั้งทำให้กิจการเหมืองแร่สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ทายาททุกคนยังได้รับผลประโยชน์จากทรัพย์มรดกตามสัดส่วนแห่งสิทธิของตนโดยไม่เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างกัน แนววินิจฉัยนี้สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายมรดกมุ่งคุ้มครองประโยชน์ที่แท้จริงของทายาทมากกว่าการยึดติดกับรูปแบบการแบ่งทรัพย์สินทางกายภาพ และเปิดโอกาสให้ผู้จัดการมรดกเลือกวิธีการที่เหมาะสมกับลักษณะของทรัพย์มรดกแต่ละประเภทเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่กองมรดกและทายาททุกคน. บทสรุป คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการตีความกฎหมายมรดกโดยคำนึงถึงสภาพความเป็นจริงของทรัพย์มรดกและประโยชน์ที่ทายาทได้รับมากกว่ารูปแบบของการแบ่งทรัพย์สิน โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่และอุปกรณ์ทำเหมืองแร่ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกไม่สามารถแบ่งให้ทายาทเข้าครอบครองเป็นส่วนสัดได้อย่างเหมาะสม ผู้จัดการมรดกจึงมีอำนาจนำทรัพย์ดังกล่าวไปเป็นทุนจัดตั้งบริษัทและกำหนดสัดส่วนหุ้นให้แก่ทายาทตามส่วนแห่งสิทธิในมรดกได้ การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นการจัดการอันจำเป็นเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ ศาลฎีกายังวางหลักสำคัญว่า การแบ่งปันมรดกมิได้จำกัดอยู่เฉพาะการโอนกรรมสิทธิ์ในตัวทรัพย์สินให้แก่ทายาทโดยตรงเท่านั้น หากทายาทได้รับสิทธิและผลประโยชน์ที่สะท้อนมูลค่าแห่งส่วนแบ่งมรดกของตนอย่างแท้จริง การแบ่งปันดังกล่าวย่อมถือว่าสมบูรณ์ตามกฎหมายได้เช่นกัน ในคดีนี้ทายาททุกคนได้รับหุ้นตามสัดส่วนแห่งมรดก ได้รับผลตอบแทนจากกิจการของบริษัท และมีสิทธิใช้ประโยชน์จากหุ้นดังกล่าวอย่างเต็มที่ จึงถือว่าได้รับส่วนแบ่งมรดกครบถ้วนแล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์ได้รับผลประโยชน์จากบริษัทมาเป็นเวลานานและต่อมายังขายหุ้นทั้งหมดของตนโดยไม่ได้คัดค้านการดำเนินการของผู้จัดการมรดก เป็นพฤติการณ์สำคัญที่ศาลใช้ประกอบการวินิจฉัยว่าโจทก์ยอมรับผลของการแบ่งปันมรดกดังกล่าวแล้ว เมื่อการแบ่งปันมรดกเสร็จสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่จัดตั้งบริษัท โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกร้องส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกเดิมอีก แนววินิจฉัยนี้มีความสำคัญต่อการจัดการกองมรดกที่ประกอบด้วยทรัพย์สินขนาดใหญ่ กิจการทางธุรกิจ หรือทรัพย์สินที่ไม่สามารถแบ่งแยกได้ในทางปฏิบัติ เพราะเป็นการยืนยันว่า ผู้จัดการมรดกสามารถเลือกวิธีการจัดการที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อทายาททุกฝ่ายได้ ตราบใดที่ยังคงรักษาสัดส่วนสิทธิของทายาทและทำให้ทายาทได้รับประโยชน์จากทรัพย์มรดกอย่างเป็นธรรมตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8207/2544 ที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่พิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่ผู้จัดการมรดกนำมาเป็นทุนจัดตั้งเป็นบริษัทจำเลยที่ 8 แล้วให้ทายาททุกคนเป็นผู้ถือหุ้นตามส่วนสัดที่ทายาทแต่ละคนมีสิทธิได้รับมรดก การนำที่ดินมรดกมาเป็นทุนจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 8ดังกล่าวเป็นการจัดการตามที่จำเป็นเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกซึ่งอยู่ในขอบอำนาจและหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 และมาตรา 1736 วรรคสอง เนื่องจากไม่สามารถจัดการให้ทายาทเข้าครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดได้ แม้ทายาทบางคนยังเป็นผู้เยาว์อยู่ขณะนำที่ดินมรดกมาเป็นทุนของบริษัทจำเลยที่ 8 ผู้จัดการมรดกก็ไม่ต้องขออนุญาตจากศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 เพราะกรณีนี้ไม่ใช่เรื่องผู้ใช้อำนาจปกครองทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์ แต่เป็นเรื่องผู้จัดการมรดกทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1719 และ 1736 วรรคสอง เมื่อทายาททุกคนโดยเฉพาะโจทก์ได้รับหุ้นและผลประโยชน์ตอบแทนจากบริษัทจำเลยที่ 8 เรื่อยมาจนกระทั่งโจทก์ขายหุ้นทั้งหมดให้แก่ ป. และ อ. ไปในปี 2509 โดยไม่ได้คัดค้านว่าการกระทำของผู้จัดการมรดกไม่ชอบด้วยกฎหมายแสดงว่าโจทก์และทายาททุกคนพอใจและให้ความยินยอมในการกระทำดังกล่าวแล้วถือว่าโจทก์ได้รับแบ่งมรดกตามสิทธิครบถ้วนและถือว่าผู้จัดการมรดกได้แบ่งปันมรดกเสร็จสมบูรณ์แล้วตั้งแต่จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 8เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2503 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเอาส่วนแบ่งอีก โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1360, 1356, 609, 604, 612, 608, 1357,1362, 1352, 613, 607, 614,1361, 1353, 1358, 606, 610, 1359, 1354, 1355, 611ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต รวม 21 แปลง และให้จำเลยที่ 7 จดทะเบียนเป็นชื่อของผู้จัดการมรดกของขุนวิเศษนุกูลกิจแทน หากไม่สามารถจดทะเบียนเพิกถอนได้ก็ให้บังคับจำเลยทั้งหมดร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 1,786,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ เพื่อนำเข้ากองมรดกแบ่งปันให้ทายาทต่อไปและห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ถึง 6 พร้อมทั้งบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินทั้ง 21 แปลง จำเลยที่ 1 ถึง 6 จำเลยที่ 8 ที่ 9 และจำเลยที่ 15 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 7 ที่ 10 ที่ 16 ถึง 22 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 11 ถึง 14 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ระหว่างพิจารณา โจทก์และนางสมศรี อุดมทรัพย์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายปลื้มหรือโปจ๋วน อุดมทรัพย์ จำเลยที่ 12 ถึงแก่กรรม นางอรนุช อุดมทรัพย์ ทายาทโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนและโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางสาวเย็นฤดีอุดมทรัพย์ ทายาทจำเลยที่ 12 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ขุนวิเศษนุกูลกิจมีภรรยาหลายคนมีบุตรชาย 19 คน และบุตรหญิง19 คน ขุนวิเศษนุกูลกิจมีอาชีพทำเหมืองแร่อยู่ที่ตำบลเชิงทะเลอำเภอถลาง และที่ตำบลฉลอง อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ตต่อมาวันที่ 3 เมษายน 2503 ขุนวิเศษนุกูลกิจถึงแก่กรรมและวันที่31 พฤษภาคม 2503 ศาลมีคำสั่งตั้งนายอภิชาติ อุดมทรัพย์ และจำเลยที่ 9 เป็นผู้จัดการมรดกของขุนวิเศษนุกูลกิจ ผู้จัดการมรดกได้แบ่งทรัพย์ให้แก่ทายาทและจัดตั้งบริษัทวิเศษนุกูลกิจ จำกัด จำเลยที่ 8 ขึ้นมาเพื่อทำกิจการเหมืองแร่ในที่ประทานบัตรเดิมของเจ้ามรดกและนำทรัพย์มรดกจำนวนหนึ่งมาเป็นทุนของบริษัทโดยแบ่งเป็นหุ้นจำนวน 1,200 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 2,500 บาท ทายาทที่เป็นชายถือหุ้นคนละ 56 หุ้น ทายาทที่เป็นหญิงถือหุ้นคนละ 7 หุ้นกรรมการเริ่มแรกของบริษัท 3 คน ได้หุ้นเพิ่มอีกคนละ 1 หุ้น ผู้ถือหุ้นทั้งหมดไม่ต้องชำระเงินสดเป็นค่าหุ้นหลังจากจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 8 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2503 แล้ว จำเลยที่ 9 กรรมการบริษัทกับพวกได้ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)สำหรับที่ดินประทานทำบัตรเหมืองแร่รวม 21 แปลง ให้แก่จำเลยที่ 8จำเลยที่ 8 ได้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเรื่อยมาและแบ่งรายได้ให้แก่ผู้ถือหุ้นทุกเดือน จนกระทั่งจำเลยที่ 8 เลิกกิจการและขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 จากนั้นมีการโอนขายที่ดินให้แก่จำเลยอื่น ๆ อีกหลายทอดในที่สุดที่ดินพิพาทตกมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1ถึงที่ 6 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้จัดการมรดกได้แบ่งปันที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลางจังหวัดภูเก็ตให้แก่ทายาทเสร็จสิ้นแล้วหรือไม่ โจทก์เบิกความว่าเจ้ามรดกแบ่งปันทรัพย์สินอย่างอื่นให้แก่ทายาทเสร็จสิ้นแล้วเว้นแต่ที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่ดังกล่าวที่ยังไม่ได้แบ่งให้ทายาทโดยมีนายอภิชาติเบิกความสนับสนุนว่าผู้จัดการมรดกทั้งสองได้ปรึกษากับนายเปรมแล้วตกลงให้จัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 8 ขึ้นมาเพื่อทำกิจการเหมืองแร่ต่อไป โดยนำอุปกรณ์ทำเหมืองแร่มาเป็นทุนของจำเลยที่ 8ส่วนที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่ตำบลเชิงทะเลจะยังไม่แบ่งให้ทายาทเพราะถ้าแบ่งปันให้ทายาทแล้วจะทำเหมืองไม่ได้แต่จำเลยที่ 9 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกคนหนึ่งและเป็นผู้เริ่มก่อการจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 8เบิกความประกอบคำขอจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิว่า จำเลยที่ 8มีทุนจดทะเบียนจำนวน 3,000,000 บาท แบ่งเป็นหุ้นทั้งหมด 1,200หุ้น มูลค่าหุ้นละ 2,500 บาท ทายาทที่เป็นชาย 19 คน ถือหุ้นคนละ56 หุ้น ทายาทที่เป็นหญิงอีก 19 คน ถือหุ้นคนละ 7 หุ้น กรรมการของจำเลยที่ 8 ชุดแรก 3 คน ได้หุ้นเพิ่มอีกคนละ 1 หุ้น โดยผู้ถือหุ้นทั้งหมดไม่ต้องชำระค่าหุ้นเพราะได้นำที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่และอุปกรณ์ทำเหมืองแร่ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกมาเป็นทุนของจำเลยที่ 8ในเรื่องนี้โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 8 และที่ 9 ยอมรับว่าโจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งตามพินัยกรรม 1 ใน 19 ส่วนหรือเท่ากับ63 หุ้น โจทก์ถือหุ้นไว้เอง 56 หุ้นนางสาวทัศนีย์พี่โจทก์ถือหุ้นไว้ 7 หุ้น โจทก์และผู้ถือหุ้นทุกคนไม่ได้ชำระค่าหุ้นเพราะได้รับแจ้งจากกรรมการจำเลยที่ 8 ว่า จำเลยที่ 8 ได้เอาทรัพย์สินและอุปกรณ์ในการทำเหมืองแร่ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกตีราคาเป็นค่าหุ้น ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของนายอภิชาติที่ตอบคำซักค้านทนายจำเลยที่ 8 ว่ามรดกเฉพาะที่เป็นบ้านอาศัยประมาณ 10 หลัง มีราคารวมกัน1,000,000 บาทเศษ แก้วแหวนเงินทองมีราคา 500,000 บาท ส่วนที่เหลือคือที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่และอุปกรณ์ทำเหมืองแร่มีราคาประมาณ 1,500,000 บาท รวมแล้วขุนวิเศษนุกูลกิจมีทรัพย์มรดกคิดเป็นเงิน 3,000,000 บาท ตรงกับที่ระบุไว้ในบัญชีทรัพย์มรดกท้ายคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นแต่งตั้งนายอภิชาติและจำเลยที่ 9 เป็นผู้จัดการมรดกรายนี้ ดังนั้น ที่จำเลยที่ 9 เบิกความว่า ได้นำที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่และอุปกรณ์ทำเหมืองแร่มาเป็นทุนของจำเลยที่ 8 จึงมีเหตุผลรับฟังได้ นอกจากนี้นายอภิชาติตอบทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6และจำเลยที่ 15 ถึงเหตุที่ไม่ได้แบ่งที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่ให้แก่ทายาทตอนหนึ่งว่าขณะที่เจ้ามรดกตายที่ดินประทานบุตรทำเหมืองแร่มีราคาถูกมากและไม่สามารถแบ่งเป็นส่วนสัดได้เพราะทายาททุกคนจะเอาแต่ที่ดินที่ติดทะเลหากจะแบ่งกันก็ต้องขายที่ดินแล้วนำเงินมาแบ่งกันตามส่วน สำหรับอุปกรณ์ทำเหมืองแร่นั้น นายอภิชาติเบิกความว่าไม่แบ่งให้ทายาทเพราะถ้าแบ่งก็จะได้คนละเล็กคนละน้อย และเมื่อจดทะเบียนตั้งบริษัทจำเลยที่ 8 ขึ้นมาแล้วนายอภิชาติตอบทนายจำเลยที่ 9 ว่า จำเลยที่ 8 ไม่มีเงินสดหมุนเวียนเพราะมีแต่ทรัพย์มรดกจึงต้องไปยืมเงินสดมาจากนายจุติ บุญสูง ซึ่งเป็นเพื่อนกับนายเปรม อุดมทรัพย์ ต่อมาจำเลยที่ 8 ได้ขายที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่ที่ตำบลฉลองนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่นายจุติ ด้วยเหตุนี้ที่โจทก์อ้างว่าเฉพาะอุปกรณ์ทำเหมืองแร่มีราคาสูงถึง 10,000,000 บาท จึงรับฟังไม่ได้ เพราะถ้ามีราคาสูงขนาดนั้นก็ไม่จำเป็นต้องกู้ยืมเงินนายจุติมาใช้หมุนเวียนเนื่องจากสามารถขายอุปกรณ์บางส่วนมาใช้ได้ ประกอบกับเมื่อปี 2507 โจทก์ได้ทำหนังสือถึงคณะกรรมการจำเลยที่ 8 ขอให้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญตามเอกสารหมาย ล.8 และทำหน้าที่เป็นเลขานุการจดบันทึกรายงานการประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 1/2507 ซึ่งในรายงานการประชุมดังกล่าว นายอภิชาติประธานที่ประชุมแจ้งว่าที่ดินที่เจ้ามรดกได้ทิ้งไว้ให้พวกเราส่วนมากเป็นที่ดี ถ้าเราไม่รีบฉวยโอกาสขยายงานในเวลานี้ ต่อไปจะทำลำบาก คำว่าที่ดินที่เจ้ามรดกได้ทิ้งไว้ให้พวกเรานายอภิชาติตอบทนายจำเลยที่ 1ถึงที่ 6 และจำเลยที่ 15 ว่า คือที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่ตำบลเชิงทะเล ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าที่ดินประทานบัตรทำเหมืองแร่ที่ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เป็นทรัพย์มรดกที่ผู้จัดการมรดกทั้งสองนำมาเป็นทุนจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 8 แล้วให้ทายาททุกคนเป็นผู้ถือหุ้นตามส่วนสัดที่ทายาทแต่ละคนมีสิทธิได้รับมรดก ทั้งนี้ตามรายงานการประชุมตั้งบริษัทจำเลยที่ 8 คำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัดคำขอจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เอกสารหมาย จ.57 ถึง จ.60 การนำที่ดินมรดกมาเป็นทุนจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 8 ขึ้นมาแล้วให้ทายาททุกคนเป็นผู้ถือหุ้นเพื่อดำเนินกิจการทำเหมืองแร่ในที่ดินดังกล่าว เป็นการจัดการตามที่จำเป็นเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกซึ่งอยู่ในขอบอำนาจและหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 และ 1736 วรรคสองเนื่องจากไม่สามารถจัดการให้ทายาทเข้าครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดได้เพราะทายาททุกคนจะเอาแต่ที่ดินที่อยู่ติดกับทะเลดังที่นายอภิชาติเบิกความไว้ ดังนั้น แม้ทายาทบางคนยังเป็นผู้เยาว์อยู่ขณะนำที่ดินมรดกมาเป็นทุนของบริษัทจำเลยที่ 8 ผู้จัดการมรดกก็ไม่ต้องขออนุญาตจากศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1546(เดิม)ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นหรือมาตรา 1574(ใหม่) เพราะกรณีนี้ไม่ใช่เรื่องผู้ใช้อำนาจปกครองทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์แต่เป็นเรื่องผู้จัดการมรดกทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติไว้เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าทายาททุกคนโดยเฉพาะโจทก์ได้รับหุ้นและผลประโยชน์ตอบแทนเป็นประจำทุกเดือนจากบริษัทจำเลยที่ 8 เรื่อยมาจนกระทั่งโจทก์ขายหุ้นทั้งหมดให้แก่นายปลื้ม อุดมทรัพย์และนายอภิชาติในราคา 350,000 บาท เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม2509 ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.2 และ ล.3 โดยไม่ได้คัดค้านว่าการกระทำของผู้จัดการมรดกทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมายแสดงว่าโจทก์และทายาททุกคนพอใจและให้ความยินยอมในการกระทำดังกล่าวแล้ว ถือว่าโจทก์ได้รับแบ่งมรดกตามสิทธิครบถ้วนและถือว่าผู้จัดการมรดกทั้งสองได้แบ่งปันมรดกเสร็จสมบูรณ์แล้วตั้งแต่จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 8 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2503 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเอาส่วนแบ่งอีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน
|





