
| สิทธิทายาทเพิกถอนการโอนที่ดินมรดกและอายุความฟ้องคดี(ฎีกาที่ 5689/2552)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิของทายาทในการฟ้องเพิกถอนนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดก อำนาจฟ้องของทายาทเมื่อคู่สมรสถึงแก่กรรมแล้ว การสิ้นสุดของสินสมรสโดยผลแห่งความตาย ตลอดจนประเด็นอายุความฟ้องคดีมรดกหนึ่งปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ศาลฎีกาวางหลักชัดเจนว่าการที่ทรัพย์เคยเป็นสินสมรสเป็นเพียงขั้นตอนนำไปสู่การจัดการมรดก มิใช่คดีครอบครัว และเมื่อทายาทมิได้ใช้สิทธิเรียกร้องภายในกำหนดเวลา สิทธิย่อมระงับ แม้ผู้รับโอนจะเป็นบุคคลภายนอกก็สามารถยกอายุความขึ้นต่อสู้ได้ ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบิดา กับจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับมารดาโจทก์ซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้ว การโอนจึงเป็นการโอนทรัพย์มรดกโดยไม่ชอบ และขอให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์คืนหรือชำระเงินแทน ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย คดีมีประเด็นสำคัญ ได้แก่ (1) คดีนี้เป็นคดีครอบครัวหรือคดีมีทุนทรัพย์ (2) โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมหรือไม่ (3) การโอนที่ดินหลังคู่สมรสถึงแก่กรรมเป็นการจัดการสินสมรสหรือมรดก (4) คดีขาดอายุความหรือไม่ และบุคคลภายนอกมีสิทธิยกอายุความต่อสู้หรือไม่ แนววินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะอ้างว่าที่ดินเป็นสินสมรส แต่ข้ออ้างดังกล่าวเป็นเพียงขั้นตอนเพื่อวินิจฉัยการแบ่งทรัพย์มรดก มิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว คดีจึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อทุนทรัพย์ไม่เกิน 200,000 บาท ย่อมต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อมารดาโจทก์ถึงแก่กรรม การสมรสย่อมสิ้นสุดลง และทรัพย์ส่วนของผู้ตายตกทอดแก่ทายาททันทีโดยผลของกฎหมาย การโอนที่ดินซึ่งเกิดขึ้นภายหลังไม่ใช่การจัดการสินสมรส แต่เป็นการจัดการทรัพย์มรดก โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมในส่วนแบ่งสินสมรส แต่มีสิทธิฟ้องเฉพาะส่วนที่เป็นมรดกเท่านั้น อย่างไรก็ดี โจทก์มิได้ฟ้องเรียกร้องมรดกภายในกำหนดหนึ่งปีจากทายาทผู้ครอบครองแต่เพียงผู้เดียว ทรัพย์ในส่วนมรดกย่อมตกเป็นของทายาทผู้ครอบครอง และเมื่อมีการโอนให้บุคคลภายนอก บุคคลภายนอกย่อมยกอายุความขึ้นต่อสู้ได้ แม้ทายาทผู้โอนจะมิได้ยกขึ้นก็ตาม หลักกฎหมายสำคัญที่ศาลฎีกาวางไว้ – การสิ้นสุดสินสมรสโดยเหตุถึงแก่กรรม – การตกทอดมรดกโดยผลของกฎหมายทันที – อำนาจฟ้องของทายาทจำกัดเฉพาะส่วนมรดก – อายุความฟ้องคดีมรดกหนึ่งปีเป็นสาระสำคัญ – บุคคลภายนอกสามารถยกอายุความแทนทายาทผู้โอนได้ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญว่าทายาทต้องใช้สิทธิเรียกร้องมรดกภายในกำหนดเวลา การปล่อยให้เวลาล่วงเลยย่อมทำให้สิทธิระงับ แม้จะเป็นทรัพย์มรดกโดยแท้ก็ตาม และการโอนทรัพย์ให้บุคคลภายนอกย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายหากอายุความขาดแล้ว สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินกึ่งหนึ่งในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ตาย และให้จดทะเบียนโอนคืนหรือชำระเงินแทนแก่โจทก์ 2. ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ยกฟ้องโจทก์ เห็นว่าคดีขาดอายุความ และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว 3. ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยว่าคดีเป็นคดีมีทุนทรัพย์ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง และโจทก์ขาดอายุความฟ้องคดีมรดก
ทายาทมิได้ฟ้องเรียกร้องมรดกภายใน 1 ปีจากทายาทผู้ครอบครอง ปัญหาว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่?? โจทก์ผู้เป็นทายาทมิได้ฟ้องเรียกร้องมรดกเสียภายในกำหนด 1 ปี จากจำเลยที่ 1 ผู้ครอบครองแต่เพียงผู้เดียวในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ทรัพย์ในส่วนมรดกนั้นย่อมตกเป็นของจำเลยที่ 1 ทายาทผู้ครอบครอง เมื่อจำเลยที่ 1 ขายทรัพย์ซึ่งรวมส่วนมรดกให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก จำเลยที่ 2 ย่อมใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นทายาทยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ผู้เป็นทายาทอื่นได้ด้วย มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ เมื่อจำเลยที่ 2 ยกอายุความขึ้นต่อสู้ย่อมถือว่าการยกอายุความเป็นข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 เป็นการทำแทนจำเลยที่ 1 ด้วย ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5689/2552 เมื่อ อ. ถึงแก่กรรม การสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 และ อ. ย่อมสิ้นสุดลงด้วยเหตุการณ์ตายของ อ. ทรัพย์มรดกส่วนของ อ. ย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทันที ด้วยผลของกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1501 ประกอบมาตรา 1599 และ 1629 ที่ดินในส่วนที่เป็นสินสมรสของ อ. ย่อมกลายเป็นมรดก การที่ที่ดินเคยเป็นสินสมรสจึงเป็นเพียงข้อที่นำไปสู่การวินิจฉัยถึงการแบ่งส่วนของที่ดินในฐานะที่เป็นสินสมรสเพื่อจัดการทรัพย์มรดกของ อ. เท่านั้น นิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิ่งเกิดขึ้นภายหลังจาก อ. ถึงแก่กรรมแล้วประมาณ 5 ปี อ. สิ้นสภาพบุคคลเมื่อตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 15 วรรคหนึ่ง กรณีจึงมิใช่เรื่องการจัดการสินสมรสที่สามีภริยาจะต้องจัดการร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง มิฉะนั้นคู่สมรสที่มิได้ให้ความยินยอมมีสิทธิฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับการจัดการสินสมรสดังกล่าวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1476 และ 1480 ทั้ง อ. ไม่อาจใช้สิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ เนื่องจากสิ้นสภาพบุคคลด้วยเหตุการตาย แต่กรณีเป็นเรื่องว่าด้วยวิธีการจัดการแบ่งทรัพย์ถึงสิทธิในที่ดินกึ่งหนึ่งของ อ. ที่เป็นมรดก โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่แบ่งสินสมรสในส่วนที่ดินครึ่งหนึ่งให้แก่ อ. โจทก์คงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 ขายที่ดินซึ่งครึ่งหนึ่งเป็นมรดกของ อ. ให้แก่จำเลยที่ 2 เท่านั้น โจทก์ผู้เป็นทายาทมิได้ฟ้องเรียกร้องมรดกดังกล่าวเสียภายในกำหนด 1 ปี จากจำเลยที่ 1 ผู้ครอบครองแต่เพียงผู้เดียวในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ทรัพย์ในส่วนมรดกนั้นย่อมตกเป็นของจำเลยที่ 1 ทายาทผู้ครอบครอง เมื่อจำเลยที่ 1 ขายทรัพย์ซึ่งรวมส่วนมรดกดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก จำเลยที่ 2 ย่อมใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นทายาทยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ผู้เป็นทายาทอื่นได้ด้วยแม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ แต่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ เมื่อจำเลยที่ 2 ยกอายุความขึ้นต่อสู้ ย่อมถือว่าการยกอายุความเป็นข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 เป็นการทำแทนจำเลยที่ 1 ด้วย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 59 (1) ดังนี้ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม นายพรเทพ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 จากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 กึ่งหนึ่ง ในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของนางอรทัย ในโฉนดเลขที่ 9651 ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินฉบับลงวันที่ 19 มีนาคม 2545 กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อของนางอรทัยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินดังกล่าวกึ่งหนึ่ง หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกเฉยให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถ้าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่สามารถจดทะเบียนโฉนดที่ดินในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของนางอรทัย ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 186,750 บาท แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางอรทัย ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ค่าฤชาธรรมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท คำขออื่นให้ยก จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า “คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 บิดาโจทก์กับจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางอรทัย มารดาโจทก์ซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้ว จึงเป็นการฟ้องเรียกให้ได้ที่ดินพิพาทกลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ แม้ที่ดินพิพาทจะกล่าวอ้างว่าเป็นสินสมรสก็ตาม ก็เป็นเพียงข้อที่นำไปสู่การวินิจฉัยถึงการแบ่งส่วนของที่ดินพิพาทในฐานะที่เป็นสินสมรสเพื่อจัดการทรัพย์มรดกของนางอรทัยเท่านั้น คดีของโจทก์จึงมิได้พิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว แต่เป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามจำนวนราคาที่ดินพิพาทนั้นเมื่อโจทก์มีคำขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทคืน หากไม่สามารถทำได้ให้ชำระเงินจำนวน 186,750 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทที่โจทก์เรียกร้องจึงไม่เกิน 200,000 บาท คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจริตนั้น เป็นฏีกาโต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาในข้อนี้ของโจทก์มานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ในคดีนี้คงฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งศาลฎีกาจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน โดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 กับนางอรทัยเป็นสามีภริยาจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2509 อยู่กินมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ โจทก์และนายพรเทพ ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 9651 เป็นสินสมรสที่จำเลยที่ 1 และนางอรทัยร่วมกันซื้อมาในระหว่างสมรส แต่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินดังกล่าวคนเดียว ต่อมาวันที่ 15 มีนาคม 2540 นางอรทัยถึงแก่กรรมโดยไม่มีการแบ่งทรัพย์มรดกรวมทั้งที่ดินพิพาทปี 2540 หลังจากนางอรทัยถึงแก่กรรมแล้วจำเลยที่ 1 กับที่ 2 มาอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส วันที่ 19 มีนาคม 2545 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนนิติกรรมขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อนางอรทัยถึงแก่กรรมการสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 และนางอรทัยย่อมสิ้นสุดลงด้วยเหตุการตายของนางอรทัย ทรัพย์มรดกส่วนของนางอรทัยย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทันทีด้วยผลของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 ประกอบมาตรา 1599 และ 1629 ที่ดินพิพาทในส่วนที่เป็นสินสมรสของนางอรทัยย่อมกลายเป็นมรดก การที่ที่ดินพิพาทเคยเป็นสินสมรสจึงเป็นเพียงข้อที่นำไปสู่การวินิจฉัยถึงการแบ่งส่วนของที่ดินพิพาทในฐานะที่เป็นสินสมรสเพื่อจัดการทรัพย์มรดกของนางอรทัยเท่านั้น นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิ่งเกิดขึ้นภายหลังจากนางอรทัยถึงแก่กรรมแล้วประมาณ 5 ปี นางอรทัยสิ้นสภาพบุคคลเมื่อตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15 วรรคหนึ่ง กรณีจึงมิใช่เรื่องการจัดการสินสมรสที่สามีภริยาจะต้องจัดการร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง มิฉะนั้นคู่สมรสที่มิได้ให้ความยินยอมมีสิทธิฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับการจัดการสินสมรสดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 และ 1480 ทั้งนางอรทัยไม่อาจใช้สิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ เนื่องจากสิ้นสภาพบุคคลด้วยเหตุการตาย แต่กรณีเป็นเรื่องว่าด้วยวิธีการจัดการและการแบ่งทรัพย์ถึงสิทธิในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่งของนางอรทัยที่เป็นมรดก โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่2 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมเพื่อแบ่งสินสมรสในส่วนที่ดินพิพาทครึ่งหนึ่งให้แก่นางอรทัย คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ โจทก์คงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทซึ่งครึ่งหนึ่งเป็นมรดกของนางอรทัยให้แก่จำเลยที่ 2 เท่านั้น ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ผู้เป็นทายาทมิได้ฟ้องเรียกร้องมรดกดังกล่าวเสียภายในกำหนด 1 ปี จากจำเลยที่ 1 ผู้ครอบครองแต่เพียงผู้เดียวในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ทรัพย์ในส่วนมรดกนั้นย่อมตกเป็นของจำเลยที่ 1 ทายาทผู้ครอบครอง เมื่อจำเลยที่ 1 ขายทรัพย์ซึ่งรวมส่วนมรดกดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก จำเลยที่ 2 ย่อมใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นทายาทยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ผู้เป็นทายาทอื่นได้ด้วย แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ แต่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ เมื่อจำเลยที่ 2 ยกอายุความขึ้นต่อสู้ย่อมถือว่าการยกอายุความเป็นข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 เป็นการทำแทนจำเลยที่ 1 ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 (1) ดังนี้ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น” พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,000 บาท แทนจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 1 มิได้แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความให้ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเพิกถอนนิติกรรมโอนที่ดินซึ่งเป็นมรดก 1. คดีฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินซึ่งอ้างว่าเป็นสินสมรสและมรดก จัดเป็นคดีครอบครัวหรือคดีมีทุนทรัพย์ คำตอบ ศาลวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสของคู่สมรสฝ่ายหนึ่งกับผู้ตาย แต่ข้ออ้างดังกล่าวเป็นเพียงเหตุเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยการแบ่งส่วนที่ดินในฐานะสินสมรสเพื่อจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตายเท่านั้น มิใช่ข้อพิพาทว่าด้วยสิทธิในครอบครัวโดยตรง คดีจึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ และเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาทรัพย์หรือจำนวนเงินที่เรียกร้อง 2. ทุนทรัพย์มีผลอย่างไรต่อสิทธิในการฎีกา คำตอบ เมื่อคดีเป็นคดีมีทุนทรัพย์และทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด คดีย่อมต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาที่เป็นการโต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานหรือดุลพินิจในข้อเท็จจริง และจะวินิจฉัยได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น 3. เมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งถึงแก่กรรม สินสมรสและทรัพย์ของผู้ตายมีสถานะอย่างไร คำตอบ ศาลวางหลักว่า เมื่อผู้ตายถึงแก่กรรม การสมรสย่อมสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมาย ทรัพย์ในส่วนของผู้ตายย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทันที ที่ดินในส่วนที่เป็นสิทธิของผู้ตายซึ่งเคยเป็นสินสมรสย่อมเปลี่ยนสถานะเป็นทรัพย์มรดก การที่ทรัพย์เคยเป็นสินสมรสจึงเป็นเพียงข้อประกอบเพื่อแบ่งส่วนและจัดการมรดก มิใช่เรื่องการจัดการสินสมรสอีกต่อไป 4. การโอนที่ดินภายหลังผู้ตายถึงแก่กรรม ถือเป็นการจัดการสินสมรสหรือไม่ คำตอบ ไม่ถือเป็นการจัดการสินสมรส เนื่องจากนิติกรรมการโอนเกิดขึ้นภายหลังจากผู้ตายถึงแก่กรรมแล้ว ผู้ตายสิ้นสภาพบุคคล ไม่อาจให้ความยินยอมหรือใช้สิทธิฟ้องเพิกถอนตามบทบัญญัติว่าด้วยการจัดการสินสมรสได้ กรณีจึงเป็นเรื่องการจัดการและการแบ่งทรัพย์มรดกในส่วนสิทธิของผู้ตาย ไม่ใช่การจัดการสินสมรสที่ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง 5. ทายาทมีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมโอนที่ดินได้ในขอบเขตใด คำตอบ ศาลวินิจฉัยว่า ทายาทไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมในลักษณะอ้างสิทธิของผู้ตายตามบทบัญญัติว่าด้วยการจัดการสินสมรส เนื่องจากผู้ตายสิ้นสภาพบุคคลแล้ว แต่ทายาทอาจมีอำนาจฟ้องได้เฉพาะในส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายในที่ดิน กล่าวคือ ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมเฉพาะส่วนที่เป็นการโอนทรัพย์ซึ่งรวมสิทธิของผู้ตายไปให้แก่บุคคลภายนอกเท่านั้น 6. อายุความฟ้องคดีมรดกมีผลอย่างไรต่อสิทธิของทายาท คำตอบ ศาลวินิจฉัยว่า เมื่อทายาทมิได้ฟ้องเรียกร้องทรัพย์มรดกภายในกำหนดเวลาหนึ่งปีนับแต่รู้หรือควรรู้ว่ามีทายาทผู้หนึ่งครอบครองทรัพย์มรดกแต่เพียงผู้เดียว ทรัพย์ในส่วนมรดกนั้นย่อมตกเป็นของทายาทผู้ครอบครอง และฟ้องของทายาทอื่นย่อมขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 7. บุคคลภายนอกผู้รับโอนทรัพย์มรดกสามารถยกอายุความขึ้นต่อสู้ได้หรือไม่ คำตอบ ศาลวางหลักว่า บุคคลภายนอกผู้รับโอนทรัพย์มรดกสามารถใช้สิทธิของทายาทผู้โอนยกอายุความขึ้นต่อสู้ทายาทอื่นได้ แม้ทายาทผู้โอนจะมิได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ก็ตาม และเมื่อมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้หรือสิทธิที่แบ่งแยกจากกันมิได้ การยกอายุความของจำเลยฝ่ายหนึ่งย่อมเป็นผลแทนจำเลยอีกฝ่ายหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 (1) 8. หากโจทก์ฎีกาว่าผู้รับโอนซื้อที่ดินโดยไม่สุจริต ศาลฎีกาจะพิจารณาหรือไม่ คำตอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากความสุจริตหรือไม่สุจริตของผู้รับโอนเป็นเรื่องการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง เมื่อคดีเป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น 9. บทเรียนสำคัญสำหรับทายาทจากคดีนี้คืออะไร คำตอบ บทเรียนสำคัญคือ ทายาทต้องใช้สิทธิเรียกร้องมรดกภายในกำหนดอายุความอย่างเคร่งครัด หากปล่อยให้พ้นกำหนดเวลา สิทธิฟ้องอาจระงับ แม้ทรัพย์จะเป็นมรดกโดยแท้ก็ตาม และหากทรัพย์ถูกโอนให้บุคคลภายนอก บุคคลภายนอกย่อมสามารถยกอายุความขึ้นต่อสู้ได้ ทำให้การเรียกคืนทรัพย์มรดกไม่อาจกระทำได้
|





