ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สิทธิทายาทเพิกถอนการโอนที่ดินมรดกและอายุความฟ้องคดี(ฎีกาที่ 5689/2552)

คำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการเพิกถอนนิติกรรมโอนที่ดินมรดก, สิทธิของทายาทโดยธรรมในการฟ้องเรียกร้องมรดก, อายุความฟ้องคดีมรดกหนึ่งปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754, การสิ้นสุดสินสมรสเมื่อคู่สมรสตาย, ผลของการโอนทรัพย์มรดกให้บุคคลภายนอก, อำนาจฟ้องของทายาทต่อผู้รับโอน, ฎีกาเรื่องสินสมรสและมรดก, ขอบเขตสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรม, หลักการตกทอดมรดกโดยผลของกฎหมาย, การยกอายุความต่อสู้แทนทายาทผู้ครอบครอง, วิเคราะห์คดีแพ่งเกี่ยวกับมรดกและที่ดิน

     ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิของทายาทในการฟ้องเพิกถอนนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดก อำนาจฟ้องของทายาทเมื่อคู่สมรสถึงแก่กรรมแล้ว การสิ้นสุดของสินสมรสโดยผลแห่งความตาย ตลอดจนประเด็นอายุความฟ้องคดีมรดกหนึ่งปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ศาลฎีกาวางหลักชัดเจนว่าการที่ทรัพย์เคยเป็นสินสมรสเป็นเพียงขั้นตอนนำไปสู่การจัดการมรดก มิใช่คดีครอบครัว และเมื่อทายาทมิได้ใช้สิทธิเรียกร้องภายในกำหนดเวลา สิทธิย่อมระงับ แม้ผู้รับโอนจะเป็นบุคคลภายนอกก็สามารถยกอายุความขึ้นต่อสู้ได้

ข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์ซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบิดา กับจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับมารดาโจทก์ซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้ว การโอนจึงเป็นการโอนทรัพย์มรดกโดยไม่ชอบ และขอให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์คืนหรือชำระเงินแทน

ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย

คดีมีประเด็นสำคัญ ได้แก่

(1) คดีนี้เป็นคดีครอบครัวหรือคดีมีทุนทรัพย์

(2) โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมหรือไม่

(3) การโอนที่ดินหลังคู่สมรสถึงแก่กรรมเป็นการจัดการสินสมรสหรือมรดก

(4) คดีขาดอายุความหรือไม่ และบุคคลภายนอกมีสิทธิยกอายุความต่อสู้หรือไม่

แนววินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะอ้างว่าที่ดินเป็นสินสมรส แต่ข้ออ้างดังกล่าวเป็นเพียงขั้นตอนเพื่อวินิจฉัยการแบ่งทรัพย์มรดก มิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว คดีจึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อทุนทรัพย์ไม่เกิน 200,000 บาท ย่อมต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

เมื่อมารดาโจทก์ถึงแก่กรรม การสมรสย่อมสิ้นสุดลง และทรัพย์ส่วนของผู้ตายตกทอดแก่ทายาททันทีโดยผลของกฎหมาย การโอนที่ดินซึ่งเกิดขึ้นภายหลังไม่ใช่การจัดการสินสมรส แต่เป็นการจัดการทรัพย์มรดก โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมในส่วนแบ่งสินสมรส แต่มีสิทธิฟ้องเฉพาะส่วนที่เป็นมรดกเท่านั้น

อย่างไรก็ดี โจทก์มิได้ฟ้องเรียกร้องมรดกภายในกำหนดหนึ่งปีจากทายาทผู้ครอบครองแต่เพียงผู้เดียว ทรัพย์ในส่วนมรดกย่อมตกเป็นของทายาทผู้ครอบครอง และเมื่อมีการโอนให้บุคคลภายนอก บุคคลภายนอกย่อมยกอายุความขึ้นต่อสู้ได้ แม้ทายาทผู้โอนจะมิได้ยกขึ้นก็ตาม

หลักกฎหมายสำคัญที่ศาลฎีกาวางไว้

– การสิ้นสุดสินสมรสโดยเหตุถึงแก่กรรม

– การตกทอดมรดกโดยผลของกฎหมายทันที

– อำนาจฟ้องของทายาทจำกัดเฉพาะส่วนมรดก

– อายุความฟ้องคดีมรดกหนึ่งปีเป็นสาระสำคัญ

– บุคคลภายนอกสามารถยกอายุความแทนทายาทผู้โอนได้

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญว่าทายาทต้องใช้สิทธิเรียกร้องมรดกภายในกำหนดเวลา การปล่อยให้เวลาล่วงเลยย่อมทำให้สิทธิระงับ แม้จะเป็นทรัพย์มรดกโดยแท้ก็ตาม และการโอนทรัพย์ให้บุคคลภายนอกย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายหากอายุความขาดแล้ว

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินกึ่งหนึ่งในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ตาย และให้จดทะเบียนโอนคืนหรือชำระเงินแทนแก่โจทก์

2. ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ยกฟ้องโจทก์ เห็นว่าคดีขาดอายุความ และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว

3. ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยว่าคดีเป็นคดีมีทุนทรัพย์ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง และโจทก์ขาดอายุความฟ้องคดีมรดก 

 

ทายาทมิได้ฟ้องเรียกร้องมรดกภายใน 1 ปีจากทายาทผู้ครอบครอง

ปัญหาว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่?? โจทก์ผู้เป็นทายาทมิได้ฟ้องเรียกร้องมรดกเสียภายในกำหนด 1 ปี จากจำเลยที่ 1 ผู้ครอบครองแต่เพียงผู้เดียวในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ทรัพย์ในส่วนมรดกนั้นย่อมตกเป็นของจำเลยที่ 1 ทายาทผู้ครอบครอง เมื่อจำเลยที่ 1 ขายทรัพย์ซึ่งรวมส่วนมรดกให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก จำเลยที่ 2 ย่อมใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นทายาทยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ผู้เป็นทายาทอื่นได้ด้วย มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ เมื่อจำเลยที่ 2 ยกอายุความขึ้นต่อสู้ย่อมถือว่าการยกอายุความเป็นข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 เป็นการทำแทนจำเลยที่ 1 ด้วย ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5689/2552
 
   คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 บิดาโจทก์กับจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าที่ดินเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับ อ. มารดาโจทก์ซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้ว จึงเป็นการเรียกให้ได้ที่ดินกลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ แม้ที่ดินพิพาทจะกล่าวอ้างว่าเป็นสินสมรสก็ตามก็เป็นเพียงข้อที่นำไปสู่การวินิจฉัยถึงการแบ่งส่วนของที่ดินในฐานะที่เป็นสินสมรสเพื่อจัดการทรัพย์มรดกของ อ. เท่านั้น คดีของโจทก์จึงมิได้พิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว แต่เป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามจำนวนราคาที่ดินนั้น เมื่อโจทก์มีคำขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนหากไม่สามารถทำได้ให้ชำระเงินจำนวน 186,750 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทที่โจทก์เรียกร้องจึงไม่เกิน 200,000 บาท คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินโดยไม่สุจริตนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว

   เมื่อ อ. ถึงแก่กรรม การสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 และ อ. ย่อมสิ้นสุดลงด้วยเหตุการณ์ตายของ อ. ทรัพย์มรดกส่วนของ อ. ย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทันที ด้วยผลของกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1501 ประกอบมาตรา 1599 และ 1629 ที่ดินในส่วนที่เป็นสินสมรสของ อ. ย่อมกลายเป็นมรดก การที่ที่ดินเคยเป็นสินสมรสจึงเป็นเพียงข้อที่นำไปสู่การวินิจฉัยถึงการแบ่งส่วนของที่ดินในฐานะที่เป็นสินสมรสเพื่อจัดการทรัพย์มรดกของ อ. เท่านั้น นิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิ่งเกิดขึ้นภายหลังจาก อ. ถึงแก่กรรมแล้วประมาณ 5 ปี อ. สิ้นสภาพบุคคลเมื่อตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 15 วรรคหนึ่ง กรณีจึงมิใช่เรื่องการจัดการสินสมรสที่สามีภริยาจะต้องจัดการร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง มิฉะนั้นคู่สมรสที่มิได้ให้ความยินยอมมีสิทธิฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับการจัดการสินสมรสดังกล่าวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1476 และ 1480 ทั้ง อ. ไม่อาจใช้สิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ เนื่องจากสิ้นสภาพบุคคลด้วยเหตุการตาย แต่กรณีเป็นเรื่องว่าด้วยวิธีการจัดการแบ่งทรัพย์ถึงสิทธิในที่ดินกึ่งหนึ่งของ อ. ที่เป็นมรดก โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่แบ่งสินสมรสในส่วนที่ดินครึ่งหนึ่งให้แก่ อ. โจทก์คงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 ขายที่ดินซึ่งครึ่งหนึ่งเป็นมรดกของ อ. ให้แก่จำเลยที่ 2 เท่านั้น

  โจทก์ผู้เป็นทายาทมิได้ฟ้องเรียกร้องมรดกดังกล่าวเสียภายในกำหนด 1 ปี จากจำเลยที่ 1 ผู้ครอบครองแต่เพียงผู้เดียวในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ทรัพย์ในส่วนมรดกนั้นย่อมตกเป็นของจำเลยที่ 1 ทายาทผู้ครอบครอง เมื่อจำเลยที่ 1 ขายทรัพย์ซึ่งรวมส่วนมรดกดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก จำเลยที่ 2 ย่อมใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นทายาทยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ผู้เป็นทายาทอื่นได้ด้วยแม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ แต่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ เมื่อจำเลยที่ 2 ยกอายุความขึ้นต่อสู้ ย่อมถือว่าการยกอายุความเป็นข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 เป็นการทำแทนจำเลยที่ 1 ด้วย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 59 (1) ดังนี้ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754
 
    โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาท และให้จำเลยทั้งสามไปดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินดังกล่าวให้เป็นชื่อนางอรทัยหรือของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางอรทัยเพื่อแบ่งปันให้ทายาท หากจำเลยทั้งสามเพิกเฉยให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม หากจำเลยทั้งสามไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินส่วนที่เป็นสินสมรสของนางอรทัยคืนได้ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 186,750 บาท แก่โจทก์

  จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ
จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ใช้สิทธิไม่สุจริต ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

          ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม นายพรเทพ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 จากสารบบความ

          ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 กึ่งหนึ่ง ในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของนางอรทัย ในโฉนดเลขที่ 9651 ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินฉบับลงวันที่ 19 มีนาคม 2545 กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อของนางอรทัยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินดังกล่าวกึ่งหนึ่ง หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกเฉยให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถ้าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่สามารถจดทะเบียนโฉนดที่ดินในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของนางอรทัย ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 186,750 บาท แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางอรทัย ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ค่าฤชาธรรมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท คำขออื่นให้ยก

    จำเลยที่ 2 อุทธรณ์
  ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับเป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ

  โจทก์ฎีกา

 ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า “คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 บิดาโจทก์กับจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางอรทัย มารดาโจทก์ซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้ว จึงเป็นการฟ้องเรียกให้ได้ที่ดินพิพาทกลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ แม้ที่ดินพิพาทจะกล่าวอ้างว่าเป็นสินสมรสก็ตาม ก็เป็นเพียงข้อที่นำไปสู่การวินิจฉัยถึงการแบ่งส่วนของที่ดินพิพาทในฐานะที่เป็นสินสมรสเพื่อจัดการทรัพย์มรดกของนางอรทัยเท่านั้น คดีของโจทก์จึงมิได้พิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว แต่เป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามจำนวนราคาที่ดินพิพาทนั้นเมื่อโจทก์มีคำขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทคืน หากไม่สามารถทำได้ให้ชำระเงินจำนวน 186,750 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทที่โจทก์เรียกร้องจึงไม่เกิน 200,000 บาท คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจริตนั้น เป็นฏีกาโต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาในข้อนี้ของโจทก์มานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ในคดีนี้คงฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งศาลฎีกาจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน โดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 กับนางอรทัยเป็นสามีภริยาจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2509 อยู่กินมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ โจทก์และนายพรเทพ ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 9651 เป็นสินสมรสที่จำเลยที่ 1 และนางอรทัยร่วมกันซื้อมาในระหว่างสมรส แต่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินดังกล่าวคนเดียว ต่อมาวันที่ 15 มีนาคม 2540 นางอรทัยถึงแก่กรรมโดยไม่มีการแบ่งทรัพย์มรดกรวมทั้งที่ดินพิพาทปี 2540 หลังจากนางอรทัยถึงแก่กรรมแล้วจำเลยที่ 1 กับที่ 2 มาอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส วันที่ 19 มีนาคม 2545 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนนิติกรรมขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อนางอรทัยถึงแก่กรรมการสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 และนางอรทัยย่อมสิ้นสุดลงด้วยเหตุการตายของนางอรทัย ทรัพย์มรดกส่วนของนางอรทัยย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทันทีด้วยผลของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 ประกอบมาตรา 1599 และ 1629 ที่ดินพิพาทในส่วนที่เป็นสินสมรสของนางอรทัยย่อมกลายเป็นมรดก การที่ที่ดินพิพาทเคยเป็นสินสมรสจึงเป็นเพียงข้อที่นำไปสู่การวินิจฉัยถึงการแบ่งส่วนของที่ดินพิพาทในฐานะที่เป็นสินสมรสเพื่อจัดการทรัพย์มรดกของนางอรทัยเท่านั้น นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิ่งเกิดขึ้นภายหลังจากนางอรทัยถึงแก่กรรมแล้วประมาณ 5 ปี นางอรทัยสิ้นสภาพบุคคลเมื่อตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15 วรรคหนึ่ง กรณีจึงมิใช่เรื่องการจัดการสินสมรสที่สามีภริยาจะต้องจัดการร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง มิฉะนั้นคู่สมรสที่มิได้ให้ความยินยอมมีสิทธิฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับการจัดการสินสมรสดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 และ 1480 ทั้งนางอรทัยไม่อาจใช้สิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ เนื่องจากสิ้นสภาพบุคคลด้วยเหตุการตาย แต่กรณีเป็นเรื่องว่าด้วยวิธีการจัดการและการแบ่งทรัพย์ถึงสิทธิในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่งของนางอรทัยที่เป็นมรดก โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่2 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมเพื่อแบ่งสินสมรสในส่วนที่ดินพิพาทครึ่งหนึ่งให้แก่นางอรทัย คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ โจทก์คงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทซึ่งครึ่งหนึ่งเป็นมรดกของนางอรทัยให้แก่จำเลยที่ 2 เท่านั้น

  ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ผู้เป็นทายาทมิได้ฟ้องเรียกร้องมรดกดังกล่าวเสียภายในกำหนด 1 ปี จากจำเลยที่ 1 ผู้ครอบครองแต่เพียงผู้เดียวในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ทรัพย์ในส่วนมรดกนั้นย่อมตกเป็นของจำเลยที่ 1 ทายาทผู้ครอบครอง เมื่อจำเลยที่ 1 ขายทรัพย์ซึ่งรวมส่วนมรดกดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก จำเลยที่ 2 ย่อมใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นทายาทยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ผู้เป็นทายาทอื่นได้ด้วย แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ แต่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ เมื่อจำเลยที่ 2 ยกอายุความขึ้นต่อสู้ย่อมถือว่าการยกอายุความเป็นข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 เป็นการทำแทนจำเลยที่ 1 ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 (1) ดังนี้ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น”

     พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,000 บาท แทนจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 1 มิได้แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความให้ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเพิกถอนนิติกรรมโอนที่ดินซึ่งเป็นมรดก

1. คดีฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินซึ่งอ้างว่าเป็นสินสมรสและมรดก จัดเป็นคดีครอบครัวหรือคดีมีทุนทรัพย์

คำตอบ

ศาลวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสของคู่สมรสฝ่ายหนึ่งกับผู้ตาย แต่ข้ออ้างดังกล่าวเป็นเพียงเหตุเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยการแบ่งส่วนที่ดินในฐานะสินสมรสเพื่อจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตายเท่านั้น มิใช่ข้อพิพาทว่าด้วยสิทธิในครอบครัวโดยตรง คดีจึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ และเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาทรัพย์หรือจำนวนเงินที่เรียกร้อง

2. ทุนทรัพย์มีผลอย่างไรต่อสิทธิในการฎีกา

คำตอบ

เมื่อคดีเป็นคดีมีทุนทรัพย์และทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด คดีย่อมต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาที่เป็นการโต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานหรือดุลพินิจในข้อเท็จจริง และจะวินิจฉัยได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น

3. เมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งถึงแก่กรรม สินสมรสและทรัพย์ของผู้ตายมีสถานะอย่างไร

คำตอบ

ศาลวางหลักว่า เมื่อผู้ตายถึงแก่กรรม การสมรสย่อมสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมาย ทรัพย์ในส่วนของผู้ตายย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทันที ที่ดินในส่วนที่เป็นสิทธิของผู้ตายซึ่งเคยเป็นสินสมรสย่อมเปลี่ยนสถานะเป็นทรัพย์มรดก การที่ทรัพย์เคยเป็นสินสมรสจึงเป็นเพียงข้อประกอบเพื่อแบ่งส่วนและจัดการมรดก มิใช่เรื่องการจัดการสินสมรสอีกต่อไป

4. การโอนที่ดินภายหลังผู้ตายถึงแก่กรรม ถือเป็นการจัดการสินสมรสหรือไม่

คำตอบ

ไม่ถือเป็นการจัดการสินสมรส เนื่องจากนิติกรรมการโอนเกิดขึ้นภายหลังจากผู้ตายถึงแก่กรรมแล้ว ผู้ตายสิ้นสภาพบุคคล ไม่อาจให้ความยินยอมหรือใช้สิทธิฟ้องเพิกถอนตามบทบัญญัติว่าด้วยการจัดการสินสมรสได้ กรณีจึงเป็นเรื่องการจัดการและการแบ่งทรัพย์มรดกในส่วนสิทธิของผู้ตาย ไม่ใช่การจัดการสินสมรสที่ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง

5. ทายาทมีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมโอนที่ดินได้ในขอบเขตใด

คำตอบ

ศาลวินิจฉัยว่า ทายาทไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมในลักษณะอ้างสิทธิของผู้ตายตามบทบัญญัติว่าด้วยการจัดการสินสมรส เนื่องจากผู้ตายสิ้นสภาพบุคคลแล้ว แต่ทายาทอาจมีอำนาจฟ้องได้เฉพาะในส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายในที่ดิน กล่าวคือ ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมเฉพาะส่วนที่เป็นการโอนทรัพย์ซึ่งรวมสิทธิของผู้ตายไปให้แก่บุคคลภายนอกเท่านั้น

6. อายุความฟ้องคดีมรดกมีผลอย่างไรต่อสิทธิของทายาท

คำตอบ

ศาลวินิจฉัยว่า เมื่อทายาทมิได้ฟ้องเรียกร้องทรัพย์มรดกภายในกำหนดเวลาหนึ่งปีนับแต่รู้หรือควรรู้ว่ามีทายาทผู้หนึ่งครอบครองทรัพย์มรดกแต่เพียงผู้เดียว ทรัพย์ในส่วนมรดกนั้นย่อมตกเป็นของทายาทผู้ครอบครอง และฟ้องของทายาทอื่นย่อมขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754

7. บุคคลภายนอกผู้รับโอนทรัพย์มรดกสามารถยกอายุความขึ้นต่อสู้ได้หรือไม่

คำตอบ

ศาลวางหลักว่า บุคคลภายนอกผู้รับโอนทรัพย์มรดกสามารถใช้สิทธิของทายาทผู้โอนยกอายุความขึ้นต่อสู้ทายาทอื่นได้ แม้ทายาทผู้โอนจะมิได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ก็ตาม และเมื่อมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้หรือสิทธิที่แบ่งแยกจากกันมิได้ การยกอายุความของจำเลยฝ่ายหนึ่งย่อมเป็นผลแทนจำเลยอีกฝ่ายหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 (1)

8. หากโจทก์ฎีกาว่าผู้รับโอนซื้อที่ดินโดยไม่สุจริต ศาลฎีกาจะพิจารณาหรือไม่

คำตอบ

ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากความสุจริตหรือไม่สุจริตของผู้รับโอนเป็นเรื่องการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง เมื่อคดีเป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น

9. บทเรียนสำคัญสำหรับทายาทจากคดีนี้คืออะไร

คำตอบ

บทเรียนสำคัญคือ ทายาทต้องใช้สิทธิเรียกร้องมรดกภายในกำหนดอายุความอย่างเคร่งครัด หากปล่อยให้พ้นกำหนดเวลา สิทธิฟ้องอาจระงับ แม้ทรัพย์จะเป็นมรดกโดยแท้ก็ตาม และหากทรัพย์ถูกโอนให้บุคคลภายนอก บุคคลภายนอกย่อมสามารถยกอายุความขึ้นต่อสู้ได้ ทำให้การเรียกคืนทรัพย์มรดกไม่อาจกระทำได้

ทายาทผู้ครอบครองมรดก อายุความฟ้องเรียกร้องมรดกภายใน 1 ปี
 




คดีมรดก ร้องศาลตั้งผู้จัดการมรดก

สิทธิทายาท & การแบ่งมรดกโดยจับฉลาก, ทายาทไม่เข้าร่วมประชุม (ฎีกา 2128/2567) article
ภาษีการรับมรดก & คำนวณมูลค่าทรัพย์สิน(ฎีกาที่ 2656/2567) article
พินัยกรรมผิดแบบเอกสารลับ ใช้เป็นพินัยกรรมธรรมดาได้หรือไม่
การอยู่กินโดยไม่จดทะเบียนสมรสกับผลทางมรดกและพินัยกรรม(ฎีกา 2102/2551)
การตายพร้อมกันและผู้ไม่สมควรรับมรดก แนวคำพิพากษาศาลฎีกา(ฎีกา 358/2554)
บุตรบุญธรรมฟ้องแบ่งมรดก | ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์โดยมิชอบ(ฎีกา 1276/2558)
คำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกปิดบังทรัพย์มรดกมีผลอย่างไร
ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด(ฎีกา 6532/2562)
การตั้งผู้จัดการมรดกร่วมเมื่อผู้จัดการมรดกถึงแก่ความตาย(ฎีกาที่ 4769/2566)
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์เป็นของตนเองได้เพียงใด และผลต่อบุคคลภายนอกโดยสุจริต(ฎีกา 4887/2566)
เงินฌาปนกิจศพต้องหักกับค่าจัดการศพหรือไม่,หนี้กองมรดก, (ฎีกา 5043/2566)
สิทธิขอกันส่วนเงินขายทอดตลาด (ฎีกา 638/2567)
พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง & ความสามารถผู้ทำพินัยกรรม(ฎีกา 6522/2561)
ผู้จัดการมรดกยักยอกเงิน & จัดการที่ดินมรดก (ฎีกา 1543/2568)
สัญญาประนีประนอม & สิทธิผู้จัดการมรดกเสียงข้างมาก (ฎีกา 3001/2568)
วิเคราะห์ผู้จัดการมรดกจำนองที่ดิน ทุจริต,กองมรดก, ทายาท,(ฎีกา 5902/2567)
อำนาจผู้จัดการมรดกร่วม & ฟ้องเรียกทรัพย์, มาตรา 1726, (ฎีกา 2628/2567)
คดีมรดก อายุความมรดก 10 ปี, สิทธิทายาท, แบ่งมรดก, (ฎีกา 9992/2560)
บังคับแบ่งมรดก & เพิกถอนโอน,ผู้จัดการมรดก, (ฎีกา 3886/2566)
(ฎีกาที่ 3681/2567) : อำนาจผู้จัดการมรดกร่วมในการฟ้องเรียกทรัพย์สินคืนสู่กองมรดก
(ฎีกาที่ 8200/2567) เพิกถอนโฉนดที่ดินและการจัดการมรดก: การบังคับคดีและผลทางกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4043/2567 การตั้งผู้จัดการมรดกและการคัดค้านสิทธิของทายาท
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4044/2567: พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ ความสมบูรณ์และผลทางกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5560/2567: มรดกไม่มีทายาทตกเป็นของแผ่นดิน และสิทธิเรียกร้องส่วนแบ่งเงินฝาก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5668/2567: การเพิกถอนพินัยกรรมและหลักเกณฑ์ความชอบด้วยกฎหมายของอุทธรณ์
โจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่เจ้ามรดกได้รับรองแล้ว(ฎีกา 7272/2562)
ผู้จัดการมรดกยักยอกทรัพย์มรดกและความรับผิดตามกฎหมาย(ฎีกาที่ 416/2563)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1480/2563: การโอนมรดกและอำนาจผู้จัดการมรดก
สรุปคดีมรดก & เพิกถอนโอนที่ดิน,เพิกถอนนิติกรรม,(ฎีกา 1028/2564)
สิทธิรับมรดก ทายาทโดยธรรม & สินสมรส(ฎีกา 755/2565)
การจัดการมรดกไม่ชอบไม่อาจถือว่าการจัดการมรดกสิ้นลงแล้ว
ทายาทฟ้องทายาทให้แบ่งทรัพย์มรดก สิทธิฟ้องแบ่งมรดกเมื่อพ้นอายุความ
พินัยกรรมของผู้ตายที่ห้ามโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตกเป็นโมฆะ, ข้อห้ามในพินัยกรรมเป็นโมฆะ, ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม
ถอนผู้จัดการมรดก, การปันมรดกเสร็จสิ้นแล้ว, การจัดการศาลจ้าวไม่เป็นมรดก, ศาลจ้าวใต้เซียฮุดโจ๊วเป็นกุศลสถาน
ที่ดินของรัฐ มรดกของผู้ตาย, ที่ดินนิคมสหกรณ์, สิทธิทำประโยชน์ในที่ดิน, สิทธิเหนือพื้นดิน, การเพิกถอนโฉนดที่ดิน,
การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในกองมรดก, การเพิกถอนนิติกรรมในทรัพย์มรดก, การขายทรัพย์มรดกเพื่อชำระหนี้, ผู้จัดการมรดกกับสิทธิและหน้าที่
มรดกตกทอด, การเพิกถอนการสละมรดก, อายุความในการฟ้องคดีมรดก, สิทธิเรียกร้องแทนลูกหนี้
หนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ในเงินทุนเรือนหุ้นของสหกรณ์ไม่ถือเป็นพินัยกรรม, เงินสงเคราะห์สมาชิกสหกรณ์, สิทธิผู้รับโอนประโยชน์ในเงินสงเคราะห์
นิติกรรมซื้อขายที่ดินซึ่งเป็นคนต่างด้าว, คดีมรดกที่ดินของคนต่างด้าว, อายุความคดีมรดก, การยักยอกทรัพย์มรดก
พินัยกรรมยกมรดกให้พี่น้องร่วมบิดามารดา, สิทธิของผู้สืบสันดานในการรับมรดกแทนที่, การฟ้องเรียกค่าเช่าจากทรัพย์สินมรดก
การกำจัดทายาทมิให้รับมรดก, สิทธิรับมรดกของผู้สืบสันดานเมื่อทายาทถูกกำจัด, การเพิกถอนนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์มรดก
เพิกถอนโอนมรดก & สิทธิทายาท (ฎีกา 1023/2566)
ผู้จัดการมรดกและการโอนทรัพย์มรดก, พินัยกรรมด้วยวาจา ป.พ.พ. มาตรา 1663, การครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาท
สิทธิทายาทในมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง, ทายาทตายก่อนแบ่งมรดก, รับมรดกแทนที่ มาตรา 1639,
สิทธิการฟ้องขอแบ่งมรดกของทายาท, การเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินมรดก, สินสมรสหลังคู่สมรสเสียชีวิต
สัญญาประกันชีวิต, สัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก, ผู้ทำประกันชีวิตและผู้รับผลประโยชน์ตายพร้อมกัน
การจัดการหนี้สินในกองมรดก, สิทธิของเจ้าหนี้กองมรดก, ที่ดินมรดกและการบังคับคดี
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนมรดก
ผู้จัดการมรดกปฏิบัติผิดหน้าที่-ทายาทผู้มีสิทธิฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกได้
ผู้จัดการมรดกร่วมถึงแก่ความตายต้องทำอย่างไร, ฟ้องซ้อน คืออะไร, แต่งตั้งผู้จัดการมรดก
ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่เพียงทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป
การจัดการทรัพย์มรดกในฐานะผู้จัดการมรดกตามหน้าที่ที่จำเป็น
ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน ผู้มีส่วนได้เสีย
สามีไม่ได้จดทะเบียนเป็นผู้มีส่วนได้เสียเป็นผู้จัดการมรดกได้
ทรัพย์มรดกยังไม่ได้แบ่งให้แก่ทายาททุกคน-การจัดการทรัพย์มรดกยังไม่เสร็จสิ้น
ผู้จัดการมรดกไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มีผลอย่างไร?
ฟ้องผู้จัดการมรดกนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงเกินห้าปีขาดอายุความ
ผู้จัดการมรดกไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกยื่นต่อศาลถูกเพิกถอนได้
อายุความคดีมรดก เจ้าหนี้ฟ้องคดีมรดกเกินหนึ่งปี
คดีของโจทก์ขาดอายุความการจัดการมรดก
บุตรนอกกฎหมายซึ่งผู้ตายรับรองแล้วเป็นผู้สืบสันดาน
มารดาขายที่ดินซึ่งผู้เยาว์มีส่วนแบ่งไม่ต้องขอศาล
นายอำเภอคือผู้มีอำนาจจัดทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง
ความรับผิดของผู้จัดการมดกภายหลังการเสียชีวิต
ผู้จัดการมรดกร่วมนำทรัพย์มรดกหาประโยชน์แก่ตน
ผู้สืบสันดาน คือใคร? ต่างกับทายาท อย่างไร?
คู่สมรสและการแบ่งมรดกของคู่สมรส | การสมรสเป็นโมฆะ
อายุความคดีมรดก และอายุความเกี่ยวกับการจัดการมรดก
(ฎีกา 2150/2561) – สิทธิร้องถอนผู้จัดการมรดกก่อนปันมรดก(ฎีกา 2150/2561)
การปันมรดกเสร็จสิ้นลงแล้วการถอนผู้จัดการมรดกย่อมพ้นกำหนดเวลา
สามีมิได้จดทะเบียนสมรสไม่ถือเป็นทายาทของภริยาผู้ตาย
อำนาจหน้าที่จัดการศพพระภิกษุผู้มรณภาพไม่มีทรัพย์สิน
สามีไม่จดทะเบียนสมรสขอถอนผู้จัดการมรดก มีกรรมสิทธิ์รวม
ไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะทำหน้าที่ผู้จัดการมรดก
อำนาจฟ้องขอแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตาย
ทายาททุกคนมอบหมายให้ครอบครองที่ดินแทนทายาททุกคนเพื่อประโยชน์ร่วม
ผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามมาตรา 1300
ทายาทโดยธรรมย่อมมีสิทธิเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์มรดกตามส่วนที่จะพึงได้
สิทธิรับมรดกที่ยังไม่ได้จดทะเบียนการได้มาห้ามยกเป็นข้อต่อสู้ผู้รับโอนโดยสุจริต
ผู้จัดการมรดกทำนิติกรรมซึ่งตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก
ฟ้องขอให้แบ่งทรัพย์มรดกเมื่อล่วงพ้นกำหนดอายุความแล้ว
ผู้คัดค้านไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในการขอจัดการมรดก
ทายาทมีส่วนเท่ากันออกค่าใช้จ่ายจัดการทำศพ
ความเหมาะสมในการเป็นผู้จัดการมรดก
ผู้จัดการมรดกครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาทอื่น
สิทธิของบิดาไม่ชอบด้วยกฎหมายในการรับมรดกของบุตรนอกกฎหมาย
หนังสือสัญญาแบ่งมรดกตกเป็นโมฆะหรือไม่?
อำนาจและหน้าที่ในการจัดการทำศพและลำดับก่อนหลัง
พินัยกรรมมีเงื่อนไขบังคับก่อน
ผู้จัดการมรดกฟ้องแทนทายาทโดยธรรมอื่น
คู่สมรสที่จดทะเบียนหย่าแล้วเป็นผู้จัดการมรดกได้หรือไม่
การสละมรดกมีผลย้อนหลังไปถึงเวลาเจ้ามรดกตายจึงขาดความเป็นผู้มีส่วนได้เสีย
แม้กองมรดกมีผู้จัดการมรดกแล้วทายาทก็ยังมีสิทธิฟ้อง
พินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองไม่ได้ทำต่อหน้าพยานตกเป็นโมฆะ
บุตรนอกสมรสและบิดานอกกฎหมายมีสิทธิรับมรดกต่อกันอย่างไร
ผู้จัดการมรดก | ทายาทผู้ถูกตัดมิให้รับมรดก
ผู้จัดการมรดกเรียกให้เจ้าของรวมส่งมอบโฉนดที่ดิน
การจัดการมรดกยังไม่สิ้นสุดลงอายุความ 5 ปียังไม่เริ่มนับ
สิทธิรับมรดกก่อนหลัง