
| ฟ้องแบ่งมรดกเกิน 10 ปีได้หรือไม่ เมื่อทายาทยังครอบครองทรัพย์มรดกอยู่: อายุความแบ่งมรดก สิทธิครอบครอง และผลผูกพันคำพิพากษาเดิม
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญในคดีมรดกที่พบบ่อยอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ กล่าวคือ การฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกระหว่างทายาทภายหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตายมาเป็นเวลานานเกินกว่า 10 ปีแล้ว ยังสามารถฟ้องได้หรือไม่ และต้องพิจารณาแตกต่างกันหรือไม่เมื่อทรัพย์แต่ละแปลงมีข้อเท็จจริงเรื่องการครอบครองไม่เหมือนกัน คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า อายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 มิได้ใช้บังคับในลักษณะตายตัวกับทรัพย์มรดกทุกกรณี หากทายาทคนหนึ่งยังครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งกันอยู่ ย่อมอาศัยข้อยกเว้นตามมาตรา 1748 วรรคหนึ่ง เรียกร้องให้แบ่งมรดกได้แม้เวลาจะล่วงเลยเกินกว่า 10 ปีแล้วก็ตาม แต่หากทรัพย์อีกแปลงหนึ่งไม่ปรากฏว่าทายาทผู้ฟ้องได้ครอบครองอยู่ สิทธิฟ้องย่อมกลับเข้าสู่หลักอายุความปกติทันที คดีนี้ยังมีมิติทางกฎหมายที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น เพราะเกี่ยวพันกับทรัพย์สินของชายหญิงที่อยู่กินกันฉันสามีภริยาก่อนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 พ.ศ. 2477 ใช้บังคับ อันทำให้การแบ่งสิทธิในสินสมรสต้องย้อนกลับไปใช้กฎหมายลักษณะผัวเมียเดิม ส่งผลให้ฝ่ายชายมีสิทธิในสินสมรส 2 ใน 3 ส่วน และฝ่ายหญิงมีสิทธิ 1 ใน 3 ส่วน นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องผลผูกพันของคำพิพากษาเดิมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง และประเด็นเรื่องศาลพิพากษาเกินคำขอหรือไม่เมื่อข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้แตกต่างจากจำนวนส่วนที่โจทก์ระบุมาในฟ้อง คำพิพากษาฉบับนี้จึงเป็นแนววินิจฉัยสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคดีมรดกที่มีที่ดินหลายแปลง การครอบครองไม่เหมือนกัน และมีความสัมพันธ์กับคดีเดิมซึ่งถึงที่สุดไปก่อนแล้ว สรุปข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ทั้งห้ากับจำเลยเป็นทายาทของนายผิวและนางหอม ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยาก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 พ.ศ. 2477 จึงต้องพิจารณาความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามกฎหมายลักษณะผัวเมียเดิม ทั้งสองมีบุตรร่วมกันหลายคน โดยในคดีนี้ผู้เกี่ยวข้องหลักคือโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 และจำเลย ส่วนโจทก์ที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายทองสุขซึ่งเป็นบุตรของนายผิวและนางหอม และเข้ามาเป็นผู้รับสิทธิแทน ทรัพย์พิพาทมี 2 แปลงสำคัญ ได้แก่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 และที่ดินโฉนดเลขที่ 245037 โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 เดิมนางหอมเป็นผู้ซื้อไว้ และภายหลังนายผิวกับนางหอมได้ปลูกบ้านพักอาศัยหลายหลังลงบนที่ดินดังกล่าว ทายาทหลายคนรวมทั้งโจทก์ที่ 4 และโจทก์ที่ 5 ได้พักอาศัยในบ้านบนที่ดินแปลงนี้มาโดยต่อเนื่อง ต่อมานางหอมเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้เป็นจำเลย และยังได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยอีกด้วย ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 245037 เป็นที่ดินที่แบ่งแยกออกมาจากโฉนดเลขที่ 6278 เดิม โดยข้อเท็จจริงปรากฏว่าเส้นทางกรรมสิทธิ์ของที่ดินแปลงนี้มีการแบ่งแยก โอน และจัดการหลายทอดก่อนและหลังนายผิวถึงแก่ความตาย มีทั้งการใส่ชื่อบุตรหลานบางคนเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม การได้รับเงินค่าเวนคืนบางส่วน และท้ายที่สุดจำเลยขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมออกมาแล้วออกโฉนดใหม่เป็นเลขที่ 245037 ในนามของจำเลยแต่ผู้เดียว ต่อมาภายหลังนางหอมถึงแก่ความตาย จำเลยได้ฟ้องขับไล่โจทก์ที่ 4 กับพวกออกจากบ้านในที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 ทำให้เกิดข้อพิพาทเรื่องฐานะความเป็นเจ้าของและลักษณะของทรัพย์ดังกล่าวว่าเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งหรือไม่ กระทั่งโจทก์ทั้งห้าฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2562 ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งห้าลงในโฉนดทั้งสองแปลง ให้เป็นเจ้าของร่วมกับจำเลยคนละเท่ากัน และหากตกลงกันไม่ได้ก็ให้นำทรัพย์ออกขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงินกัน แก่นของคดีจึงมิได้มีเพียงปัญหาว่าใครมีกรรมสิทธิ์เท่าใดเท่านั้น แต่รวมถึงปัญหาว่า ที่ดินแต่ละแปลงยังเป็นทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งหรือไม่ ทายาทผู้ฟ้องได้ครอบครองทรัพย์นั้นอยู่หรือไม่ และการฟ้องแบ่งมรดกภายหลังเจ้ามรดกตายเกิน 10 ปีจะยังฟ้องได้เพียงใด คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ประเด็นแรก คือ สภาพของทรัพย์พิพาทในฐานะสินสมรสและทรัพย์มรดกของนายผิว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นายผิวกับนางหอมอยู่กินกันฉันสามีภริยาก่อนใช้ ป.พ.พ. บรรพ 5 พ.ศ. 2477 จึงต้องแบ่งสินสมรสตามกฎหมายลักษณะผัวเมียเดิม เมื่อการสมรสสิ้นสุดเพราะนายผิวถึงแก่ความตาย ฝ่ายชายมีสิทธิในสินสมรส 2 ใน 3 ส่วน และฝ่ายหญิงมีสิทธิ 1 ใน 3 ส่วน ดังนั้น ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงในจำนวน 2 ใน 3 ส่วนจึงเป็นทรัพย์มรดกของนายผิวที่จะต้องแบ่งแก่ทายาทโดยธรรม ส่วนอีก 1 ใน 3 ส่วนเป็นสิทธิของนางหอมโดยตรง และนางหอมย่อมมีสิทธิจัดการในส่วนของตน รวมถึงส่วนมรดกที่ตนได้รับในฐานะคู่สมรสซึ่งมีสิทธิเสมือนทายาทชั้นบุตรได้ ประเด็นที่สอง คือ ฟ้องแบ่งมรดกสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 ขาดอายุความหรือไม่ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับคำพิพากษาเดิมในคดีขับไล่ที่จำเลยเคยฟ้องโจทก์ที่ 4 กับพวก โดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยไว้แล้วว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 เป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งระหว่างทายาท และคำพิพากษานั้นถึงที่สุดแล้ว คำวินิจฉัยดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์ที่ 4 และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความเดิมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงต้องรับฟังผูกพันว่าที่ดินแปลงนี้เป็นทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่ง และโจทก์ที่ 4 เป็นทายาทผู้ครอบครองทรัพย์อยู่ จึงเข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1748 วรรคหนึ่ง ที่ให้ทายาทผู้ครอบครองทรัพย์มรดกซึ่งยังไม่ได้แบ่ง มีสิทธิเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้แม้เกินกำหนดอายุความตามมาตรา 1754 ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า คดีส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 ไม่ขาดอายุความ แม้เจ้ามรดกจะถึงแก่ความตายมาตั้งแต่ปี 2531 และฟ้องคดีในปี 2562 ก็ตาม เพราะมีการครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งอยู่จริง และสิทธินี้ย่อมมีผลถึงโจทก์คนอื่นซึ่งเป็นคู่ความร่วมด้วย ประเด็นที่สาม คือ ฟ้องแบ่งมรดกสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 245037 ขาดอายุความหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นต่างออกไปจากแปลงแรก โดยวินิจฉัยว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 245037 เป็นที่ดินที่แยกออกมาจากโฉนดเดิมเลขที่ 6278 ซึ่งมีประวัติการถือครอง การแบ่งกรรมสิทธิ์รวม การโอนให้ และการออกโฉนดใหม่เป็นทอด ๆ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นทายาทได้ครอบครองที่ดินแปลงนี้อยู่ด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่ง โจทก์ไม่อาจอาศัยข้อยกเว้นตามมาตรา 1748 วรรคหนึ่งได้ เมื่อไม่เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นดังกล่าว การฟ้องแบ่งมรดกระหว่างทายาทด้วยกันจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 1754 อย่างเคร่งครัด คือ ต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่รู้หรือควรรู้ถึงความตายของเจ้ามรดก และต้องไม่เกิน 10 ปีนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ในคดีนี้นายผิวถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2531 แต่โจทก์ทั้งห้าฟ้องคดีวันที่ 3 พฤษภาคม 2562 ซึ่งเกินกว่า 10 ปีอย่างชัดแจ้ง ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าคดีในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 245037 ขาดอายุความ ประเด็นที่สี่ คือ ยังจำเป็นต้องวินิจฉัยหรือไม่ว่าเคยมีการแบ่งมรดกกันแล้วหรือยัง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับที่ดินแปลงที่ 245037 เมื่อฟ้องขาดอายุความแล้ว ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นต่อไปอีกว่ามีการแบ่งทรัพย์มรดกของนายผิวกันแล้วหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ แม้จะถกเถียงประเด็นนั้นต่อ ก็ไม่อาจลบล้างข้อขาดอายุความได้ ประเด็นที่ห้า คือ ศาลชั้นต้นพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิในทรัพย์มรดกของนายผิวถึง 2 ใน 3 ส่วน ทั้งที่โจทก์อ้างในฟ้องเสมือนว่ามีทรัพย์มรดกเพียงครึ่งหนึ่ง อาจเป็นการเกินคำขอได้ อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีแบ่งมรดก เมื่อข้อเท็จจริงในทางพิจารณาได้ความแน่ชัดว่าทรัพย์มรดกของนายผิวมี 2 ใน 3 ส่วนจริง ศาลย่อมมีอำนาจกำหนดส่วนแห่งสิทธิของทายาทตามกฎหมายและข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ การพิพากษาแบ่งให้ตามส่วนที่แท้จริงของทรัพย์มรดกจึงไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ประเด็นที่หก คือ ผลสุดท้ายของคดี ศาลฎีกาแก้คำพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งห้าลงในโฉนดเลขที่ 2508 ให้โจทก์แต่ละคนมีส่วน 2 ใน 27 ส่วน หากจำเลยไม่ปฏิบัติ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และหากไม่สามารถจดทะเบียนได้ให้ประมูลราคากันเอง ถ้าตกลงไม่ได้ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงินสุทธิตามส่วนดังกล่าว ส่วนคำขอเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 245037 ให้เป็นไปตามผลแห่งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 กล่าวคือยกฟ้องเพราะขาดอายุความ วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ หลักสำคัญที่สุดในคดีนี้อยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่าง ป.พ.พ. มาตรา 1754 กับมาตรา 1748 วรรคหนึ่ง มาตรา 1754 วางกฎทั่วไปเพื่อสร้างความแน่นอนแก่ความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินภายหลังเจ้ามรดกตาย มิให้คดีมรดกถูกนำมาฟ้องร้องกันโดยไร้ขอบเขตเวลา เพราะหากปล่อยให้ฟ้องได้ตลอดไป ย่อมกระทบต่อความมั่นคงแห่งนิติฐานะและการหมุนเวียนแห่งทรัพย์สินอย่างร้ายแรง กฎหมายจึงกำหนดอายุความ 1 ปี หรืออย่างช้าที่สุดไม่เกิน 10 ปีนับแต่เจ้ามรดกตายสำหรับคดีพิพาทเกี่ยวด้วยทรัพย์มรดกระหว่างทายาทด้วยกัน อย่างไรก็ดี กฎหมายมิได้ประสงค์จะตัดสิทธิของทายาทที่ยังคงครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งกันอยู่ เพราะในกรณีเช่นนี้ ทรัพย์ยังคงสภาพเป็นกองมรดกร่วม และการครอบครองของทายาทคนหนึ่งอาจมิใช่การยึดถือเพื่อตนเองโดยตัดสิทธิทายาทอื่น แต่เป็นการครอบครองแทนหรือร่วมกันในฐานะผู้มีสิทธิในกองมรดกเดียวกัน มาตรา 1748 วรรคหนึ่งจึงทำหน้าที่เป็นบทคุ้มครองทายาทผู้ครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง มิให้ต้องเสียสิทธิเรียกแบ่งมรดกเพียงเพราะเวลาผ่านไปนาน เจตนารมณ์ของข้อยกเว้นนี้สะท้อนหลักความเป็นธรรมในกฎหมายมรดกอย่างเด่นชัด กล่าวคือ หากทรัพย์ยังอยู่ในสภาพของทรัพย์มรดกร่วมและทายาทยังยึดถือหรือพักอาศัยอยู่จริง การบังคับอายุความอย่างแข็งตัวอาจกลายเป็นการรับรองให้ทายาทอีกฝ่ายหนึ่งที่ไปดำเนินการทางทะเบียนหรืออาศัยเอกสารสิทธิเข้ายึดประโยชน์แต่ฝ่ายเดียวได้โดยไม่เป็นธรรม ศาลฎีกาจึงตรวจสอบอย่างละเอียดว่า “มีการครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งอยู่จริงหรือไม่” และใช้เกณฑ์นี้เป็นเส้นแบ่งชี้ขาดผลคดีของที่ดินทั้งสองแปลง ในอีกด้านหนึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง วางหลักเรื่องผลผูกพันของคำพิพากษาเดิม เพื่อป้องกันมิให้ข้อเท็จจริงหรือประเด็นที่ถึงที่สุดแล้วถูกนำกลับมารื้อฟื้นใหม่ระหว่างคู่ความเดิมอีก หลักนี้มีนิติปรัชญาอยู่ที่ความมั่นคงของกระบวนพิจารณา ความยุติธรรมเชิงระบบ และการประหยัดเวลาและทรัพยากรของศาล คดีนี้ศาลฎีกานำหลักดังกล่าวมาใช้กับที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 อย่างชัดเจน เมื่อคดีขับไล่เดิมถึงที่สุดแล้วว่าเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่แบ่ง คู่ความเดิมย่อมถูกผูกพัน ไม่อาจกลับมาโต้แย้งฐานะของทรัพย์นั้นใหม่ได้อีก ส่วนประเด็น “พิพากษาเกินคำขอ” นั้น ศาลฎีกายังยืนยันหลักสำคัญว่า ในคดีแบ่งมรดก ศาลมีหน้าที่วินิจฉัยฐานะสิทธิที่แท้จริงของคู่ความตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ ไม่ใช่ถูกผูกมัดอยู่เพียงถ้อยคำที่คู่ความประมาณการส่วนแห่งทรัพย์ไว้ผิดพลาด หากคำพิพากษายังอยู่ภายในกรอบแห่งการขอให้แบ่งมรดกและมุ่งกำหนดส่วนสิทธิที่แท้จริงของทายาท ก็ไม่ถือว่าเกินคำขอ วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องและข้อคิดทางวิชาการกฎหมาย แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับมาตรา 1754 มีความสม่ำเสมอในหลักใหญ่ 2 ประการ ประการแรก หากเป็นการฟ้องระหว่างทายาทด้วยกันเกี่ยวกับทรัพย์มรดกที่ทายาทผู้ฟ้องมิได้ครอบครองอยู่ และไม่มีข้อเท็จจริงอันชี้ว่าทรัพย์ยังคงอยู่ในสภาพการครอบครองร่วมในกองมรดก การฟ้องย่อมอยู่ภายใต้อายุความตามมาตรา 1754 อย่างเคร่งครัด ประการที่สอง หากมีทายาทผู้หนึ่งครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งกันอยู่จริง ย่อมเรียกแบ่งมรดกได้แม้เกินกำหนดเวลา โดยเหตุผลสำคัญคือสภาพของทรัพย์ยังไม่หลุดพ้นจากการเป็นทรัพย์มรดกร่วม คำพิพากษาฉบับนี้มีคุณูปการสำคัญตรงที่แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า แม้จะเป็นคดีเดียวกัน ระหว่างคู่ความกลุ่มเดียวกัน และเกี่ยวกับมรดกของเจ้ามรดกคนเดียวกัน แต่ผลทางอายุความอาจแตกต่างกันเป็นรายทรัพย์ได้ หากข้อเท็จจริงเรื่องการครอบครองแต่ละแปลงต่างกัน กล่าวคือ ศาลมิได้ใช้วิธีวินิจฉัยแบบเหมารวมว่าคดีทั้งหมดขาดอายุความหรือไม่ขาดอายุความพร้อมกัน แต่แยกทรัพย์พิพาททีละแปลง แล้วตรวจสอบฐานข้อเท็จจริงเฉพาะของทรัพย์แต่ละรายการ อีกจุดหนึ่งที่มีความสำคัญในทางปฏิบัติคือ คดีนี้เตือนผู้ทำคดีมรดกว่า การพิสูจน์เรื่อง “การครอบครอง” มีน้ำหนักชี้ขาดอย่างยิ่ง ไม่ใช่เพียงพิสูจน์ว่าเป็นทายาทหรือเป็นทรัพย์ของเจ้ามรดกเท่านั้น หากจะอ้างข้อยกเว้นเพื่อฝ่าด่านอายุความ ผู้ฟ้องต้องแสดงให้ศาลเห็นอย่างชัดเจนว่าตนหรือฝ่ายตนได้ครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งอยู่จริง เช่น พักอาศัยอยู่ ใช้ประโยชน์อยู่ ดูแลรักษาอยู่ หรือมีพฤติการณ์ในลักษณะผู้ครอบครองร่วมในฐานะทายาท มิใช่ปล่อยให้ทรัพย์ถูกเปลี่ยนมือ แตกแยกโฉนด โอนต่อ หรือจัดการในทางทะเบียนไปโดยไม่มีการครอบครองหรือโต้แย้งใด ๆ เป็นเวลานาน คำพิพากษานี้ยังตอกย้ำหลักว่าการดำเนินการทางทะเบียนมิใช่ตัวชี้ขาดแต่เพียงอย่างเดียวในคดีมรดก แม้นางหอมหรือจำเลยจะมีชื่อทางทะเบียนในที่ดินบางแปลง แต่หากข้อเท็จจริงและคำพิพากษาเดิมชี้ว่าแท้จริงยังเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่แบ่ง ทายาทย่อมยังมีสิทธิเรียกร้องได้ในส่วนที่กฎหมายรับรอง ในทางกลับกัน หากทรัพย์บางแปลงมีการแตกสายกรรมสิทธิ์และไม่ปรากฏการครอบครองของทายาทผู้ฟ้อง สิทธิเรียกร้องก็ย่อมถูกจำกัดด้วยอายุความทันที สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งห้าลงในที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 และ 245037 โดยให้โจทก์แต่ละคนมีสิทธิคนละ 2 ใน 27 ส่วน หากไม่ปฏิบัติให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และหากจดทะเบียนไม่ได้ให้ประมูลหรือขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงินตามส่วน พร้อมให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับให้ยกฟ้องทั้งหมด โดยเห็นว่าคดีของโจทก์ทั้งห้าขาดอายุความ และให้โจทก์ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย พร้อมกำหนดค่าทนายความรวม 40,000 บาท 3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้ โดยให้โจทก์ชนะคดีเฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 เพราะเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่แบ่งและมีทายาทครอบครองอยู่ จึงไม่ขาดอายุความ แต่สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 245037 ให้ยกฟ้องเพราะขาดอายุความ ทั้งวินิจฉัยด้วยว่าศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาเกินคำขอ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงหลักกฎหมายสำคัญว่า การใช้บังคับอายุความคดีมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 ต้องพิจารณาประกอบกับลักษณะการครอบครองทรัพย์มรดกเป็นรายทรัพย์ มิใช่ตัดสินแบบเหมารวมทั้งกองมรดก หากทรัพย์ใดเป็นทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งและทายาทผู้ฟ้องยังคงครอบครองอยู่ ทายาทย่อมอาศัยสิทธิตามมาตรา 1748 วรรคหนึ่ง เรียกร้องให้แบ่งทรัพย์นั้นได้แม้พ้นกำหนด 10 ปีแล้ว แต่หากทรัพย์ใดไม่ปรากฏการครอบครองของทายาทผู้ฟ้อง สิทธิฟ้องย่อมอยู่ภายใต้ข้อจำกัดเรื่องอายุความอย่างเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ คดียังตอกย้ำว่าคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีเดิมอาจมีผลผูกพันอย่างสำคัญต่อข้อเท็จจริงในคดีหลังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โดยเฉพาะประเด็นฐานะของทรัพย์ว่าเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งหรือไม่ คู่ความจึงไม่อาจกลับคำหรือรื้อฟื้นข้อพิพาทเดิมขึ้นโต้แย้งใหม่โดยไม่มีฐานกฎหมายรองรับ ในเชิงปฏิบัติ ผู้ทำคดีมรดกควรตระหนักว่า “การครอบครอง” เป็นข้อเท็จจริงเชิงชี้ขาด ต้องจัดเตรียมพยานบุคคล เอกสาร ภาพถ่าย การใช้ประโยชน์จริง และพฤติการณ์เกี่ยวกับการอยู่อาศัยหรือดูแลทรัพย์ให้ครบถ้วน เพราะข้อเท็จจริงดังกล่าวอาจเป็นเส้นแบ่งระหว่างคดีที่ยังฟ้องได้กับคดีที่ขาดอายุความโดยสิ้นเชิง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกระหว่างทายาทที่ล่วงเลยระยะเวลานานเกิน 10 ปีแล้ว จะยังสามารถฟ้องได้หรือไม่ โดยต้องพิจารณาว่าทรัพย์มรดกนั้นยังอยู่ในสภาพ “ยังมิได้แบ่ง” และมีทายาท “ครอบครองอยู่” หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยแยกเป็นรายทรัพย์ว่า หากทายาทยังครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังไม่แบ่ง ย่อมฟ้องได้แม้เกินกำหนดอายุความ แต่หากไม่ได้ครอบครอง ต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดอายุความตามกฎหมาย มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 และมาตรา 1748 วรรคหนึ่ง สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. “ทายาทครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง” เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ทายาทสามารถอาศัยข้อยกเว้นของกฎหมายตามมาตรา 1748 วรรคหนึ่ง เพื่อฟ้องแบ่งมรดกได้ แม้จะพ้นกำหนดอายุความ 10 ปีแล้ว โดยศาลให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงเรื่องการอยู่อาศัย การใช้ประโยชน์ และพฤติการณ์ครอบครองในฐานะทายาทร่วม มิใช่ดูเพียงชื่อในโฉนด 2. “อายุความฟ้องแบ่งมรดก 10 ปี (มาตรา 1754)” เป็นหลักทั่วไปที่กำหนดให้การฟ้องคดีมรดกระหว่างทายาทต้องกระทำภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด หากพ้นกำหนดและไม่เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นเรื่องการครอบครอง ทายาทย่อมหมดสิทธิฟ้องทันที คดีนี้ศาลฎีกาใช้หลักนี้แยกวินิจฉัยทรัพย์แต่ละแปลงอย่างชัดเจน โดยแปลงหนึ่งไม่ขาดอายุความ แต่อีกแปลงหนึ่งขาดอายุความ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-ฟ้องแบ่งมรดกเกิน 10 ปีนับแต่เจ้ามรดกตายแล้ว ยังฟ้องได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้ว การฟ้องคดีพิพาทเกี่ยวด้วยทรัพย์มรดกระหว่างทายาทด้วยกันต้องอยู่ภายใต้อายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 คือภายใน 1 ปีนับแต่รู้หรือควรรู้ถึงความตายของเจ้ามรดก และต้องไม่เกิน 10 ปีนับแต่เจ้ามรดกตาย อย่างไรก็ดี กฎหมายมีข้อยกเว้นสำคัญในกรณีที่ทายาทคนใดยังคงครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่งกันอยู่ ทายาทคนนั้นย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกได้แม้จะเกินกำหนด 10 ปีแล้วก็ตาม ดังนั้น การพิจารณาว่าฟ้องได้หรือไม่จึงไม่อาจดูเฉพาะระยะเวลาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาประกอบด้วยว่าทรัพย์นั้นยังไม่ถูกแบ่งจริงหรือไม่ และผู้ฟ้องในฐานะทายาทได้ครอบครองทรัพย์นั้นอยู่หรือไม่ หากพิสูจน์ได้ว่าครอบครองอยู่จริง โอกาสที่คดีจะไม่ขาดอายุความย่อมมีอยู่มาก 2. คำถาม-ทายาทที่พักอาศัยอยู่ในบ้านบนที่ดินมรดก ถือว่าเป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกตามกฎหมายหรือไม่ คำตอบ การพักอาศัยอยู่ในบ้านหรือใช้ประโยชน์จากที่ดินมรดกอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ทำให้ศาลรับฟังได้ว่าเป็นการครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่ง แต่ไม่ใช่ว่าการอยู่อาศัยทุกกรณีจะเพียงพอโดยอัตโนมัติ ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวม เช่น ผู้พักอาศัยอยู่ในฐานะใด อยู่โดยเปิดเผยหรือไม่ ดูแลรักษาทรัพย์หรือไม่ มีการใช้ทรัพย์ร่วมกับทายาทคนอื่นอย่างไร และมีข้อเท็จจริงสอดคล้องกับฐานะผู้ครอบครองในกองมรดกหรือไม่ หากข้อเท็จจริงแสดงว่าอยู่ในฐานะผู้มีสิทธิร่วมในทรัพย์มรดก มิใช่ผู้อาศัยโดยอาศัยความเมตตาหรือการอนุญาตชั่วคราวของผู้อื่น ศาลอาจรับฟังว่าเป็นการครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่ง ซึ่งมีผลสำคัญต่อการใช้ข้อยกเว้นเรื่องอายุความ 3. คำถาม-หากทรัพย์มรดกมีหลายแปลง ศาลจะพิจารณาอายุความรวมกันทั้งหมดหรือแยกเป็นรายแปลง คำตอบ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาโดยหลักรับรองว่า ศาลสามารถพิจารณาแยกเป็นรายทรัพย์หรือรายแปลงได้ หากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทรัพย์แต่ละรายการแตกต่างกัน โดยเฉพาะเรื่องการครอบครอง การใช้ประโยชน์ และประวัติการโอนหรือแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ กล่าวคือ แม้จะเป็นคดีเดียวกันและเป็นมรดกของเจ้ามรดกคนเดียวกัน แต่ที่ดินแปลงหนึ่งอาจยังเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งและมีทายาทครอบครองอยู่ จึงไม่ขาดอายุความ ขณะที่อีกแปลงหนึ่งอาจไม่มีการครอบครองของทายาทผู้ฟ้อง หรือมีการแตกสายกรรมสิทธิ์ไปแล้ว จึงต้องอยู่ภายใต้อายุความตามมาตรา 1754 อย่างเต็มรูปแบบ ผู้ดำเนินคดีจึงไม่ควรใช้เหตุผลแบบเหมารวมว่าทรัพย์ทั้งหมดต้องได้ผลทางกฎหมายอย่างเดียวกัน แต่ต้องวิเคราะห์ข้อเท็จจริงของทรัพย์แต่ละรายการอย่างละเอียด 4. คำถาม-คำพิพากษาคดีเดิมที่วินิจฉัยว่าทรัพย์เป็นมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง มีผลผูกพันคดีใหม่หรือไม่ คำตอบ หากคดีเดิมถึงที่สุดแล้วและประเด็นที่วินิจฉัยเป็นเรื่องเดียวกับที่ยกขึ้นอ้างในคดีใหม่ คำพิพากษาดังกล่าวอาจมีผลผูกพันคู่ความเดิมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง หลักนี้มีความสำคัญมากในคดีมรดก เพราะมักมีคดีต่อเนื่องหลายคดี เช่น คดีขับไล่ คดีขอแบ่งมรดก หรือคดีเพิกถอนนิติกรรม หากคดีเดิมได้วินิจฉัยถึงที่สุดแล้วว่าทรัพย์รายการใดเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง คู่ความที่เกี่ยวข้องย่อมไม่อาจกลับมาโต้แย้งข้อเท็จจริงนั้นใหม่ได้อีกโดยเสรี ผลผูกพันดังกล่าวช่วยให้ศาลไม่ต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงซ้ำซ้อนและช่วยสร้างความมั่นคงแก่สิทธิของคู่ความ แต่การใช้หลักนี้ต้องพิจารณาให้ครบว่าคู่ความเป็นคนเดิมหรือคู่ความร่วมที่มีผลถึงกัน และประเด็นที่วินิจฉัยนั้นเป็นประเด็นเดียวกันจริงหรือไม่ 5. คำถาม-หากชื่อในโฉนดเป็นของทายาทคนหนึ่งเพียงผู้เดียว ทายาทคนอื่นยังฟ้องแบ่งมรดกได้หรือไม่ คำตอบ การมีชื่อในโฉนดที่ดินเป็นเพียงหลักฐานทางทะเบียนเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ แต่ในคดีมรดก ศาลจะพิจารณาลึกไปถึงที่มาของทรัพย์ สิทธิของเจ้ามรดกเดิม ฐานะของคู่สมรส ทายาท และพฤติการณ์การครอบครองร่วมด้วย ดังนั้น แม้โฉนดจะมีชื่อทายาทคนหนึ่งเพียงผู้เดียว แต่หากพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์นั้นแท้จริงแล้วเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งหรือมีส่วนหนึ่งเป็นทรัพย์มรดก ทายาทคนอื่นย่อมมีสิทธิฟ้องขอแบ่งมรดกหรือขอให้จดทะเบียนใส่ชื่อได้ อย่างไรก็ตาม หากทรัพย์นั้นถูกเปลี่ยนสภาพทางสิทธิ ถูกโอนต่อ แบ่งแยก หรือทายาทผู้ฟ้องมิได้ครอบครองและปล่อยเวลาให้ล่วงพ้นอายุความไป สิทธิฟ้องอาจถูกจำกัดหรือขาดอายุความได้ จึงต้องพิจารณาทั้งทะเบียนและข้อเท็จจริงเบื้องหลังควบคู่กัน 6. คำถาม-ศาลพิพากษาให้ทายาทได้ส่วนแบ่งมากกว่าที่ระบุในฟ้อง ถือว่าเกินคำขอหรือไม่ คำตอบ ในคดีแบ่งมรดก ประเด็นสำคัญมิใช่เพียงจำนวนที่คู่ความระบุในฟ้อง แต่คือการขอให้ศาลวินิจฉัยและกำหนดส่วนสิทธิในทรัพย์มรดกตามกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงในทางพิจารณาปรากฏชัดว่าทรัพย์มรดกมีสัดส่วนมากกว่าหรือต่างจากที่คู่ความเข้าใจในตอนยื่นฟ้อง ศาลย่อมมีอำนาจกำหนดส่วนสิทธิที่แท้จริงของทายาทได้ ตราบใดที่คำพิพากษายังอยู่ในกรอบของการขอแบ่งมรดก มิใช่ไปให้ทรัพย์คนละประเภทหรือสิทธิคนละฐานกับที่ฟ้องไว้ ศาลฎีกาจึงวางหลักว่า การพิพากษาให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงแท้จริงและฐานสิทธิของทายาท หาใช่การเกินคำขอไม่ หลักนี้มีประโยชน์อย่างมากในคดีมรดกซึ่งมักมีความซับซ้อนเรื่องจำนวนส่วนแห่งกรรมสิทธิ์และฐานกฎหมายของทรัพย์ 7. คำถาม-คู่สมรสที่อยู่กินกันก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 จะต้องแบ่งสินสมรสอย่างไร คำตอบ กรณีชายหญิงอยู่กินกันฉันสามีภริยาก่อนใช้ ป.พ.พ. บรรพ 5 พ.ศ. 2477 สิทธิในทรัพย์สินระหว่างกันต้องพิจารณาตามกฎหมายลักษณะผัวเมียเดิม มิใช่ใช้หลักสินสมรสตามกฎหมายปัจจุบันโดยตรง ในแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง หลักเดิมกำหนดให้ฝ่ายชายมีสิทธิในสินสมรส 2 ใน 3 ส่วน และฝ่ายหญิงมีสิทธิ 1 ใน 3 ส่วน เมื่อฝ่ายชายตายลง ส่วน 2 ใน 3 ย่อมกลายเป็นทรัพย์มรดกของฝ่ายชายที่ต้องแบ่งแก่ทายาท ส่วนอีก 1 ใน 3 ยังคงเป็นสิทธิของฝ่ายหญิงโดยตรง และฝ่ายหญิงยังอาจมีสิทธิได้รับมรดกในฐานะคู่สมรสอีกต่างหาก ประเด็นนี้มีผลอย่างยิ่งในคดีมรดกเกี่ยวกับที่ดินเก่า เพราะหากวิเคราะห์ฐานกฎหมายผิดตั้งแต่ต้น ก็จะทำให้คำนวณส่วนแบ่งทายาททั้งหมดคลาดเคลื่อนไปด้วย 8. คำถาม-หากทายาทไม่ได้ครอบครองทรัพย์มรดก แต่เพิ่งทราบภายหลังว่าทรัพย์ถูกโอนไปแล้ว ยังฟ้องแบ่งมรดกได้หรือไม่ คำตอบ กรณีเช่นนี้ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเป็นพิเศษ เพราะหากเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยทรัพย์มรดกระหว่างทายาทด้วยกัน และผู้ฟ้องไม่ได้อยู่ในฐานะผู้ครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่ง ย่อมต้องอยู่ภายใต้อายุความตามมาตรา 1754 เป็นหลัก แม้ผู้ฟ้องจะอ้างว่าเพิ่งทราบรายละเอียดการโอนในภายหลัง แต่กฎหมายยังวางเพดานสูงสุดไว้ว่า ต้องไม่เกิน 10 ปีนับแต่เจ้ามรดกตาย เว้นแต่จะเข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นตามมาตรา 1748 วรรคหนึ่ง ดังนั้น การปล่อยให้เวลาผ่านไปยาวนานโดยไม่ติดตามสถานะทรัพย์มรดกเลย อาจทำให้เสียสิทธิฟ้องโดยเด็ดขาด ผู้เป็นทายาทจึงควรรีบตรวจสอบเอกสารสิทธิ ประวัติการโอน การครอบครอง และสถานะของทรัพย์โดยเร็วเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย เพื่อป้องกันปัญหาอายุความในภายหลัง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3402/2566 ป.พ.พ. มาตรา 1754 การฟ้องคดีพิพาทเกี่ยวด้วยทรัพย์มรดกระหว่างทายาทด้วยกัน มีอายุความ 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก แต่ต้องไม่เกิน 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย เว้นแต่กรณีตามมาตรา 1748 วรรคหนึ่ง ที่ทายาทคนใดครอบครองทรัพย์มรดกซึ่งยังมิได้แบ่งกัน ทายาทคนนั้นมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้ แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความตามมาตรา 1754 แล้วก็ดี สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทแปลงที่ 1 คดีถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งระหว่างทายาท คำวินิจฉัยดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์ที่ 4 และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงต้องรับฟังว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 เป็นทรัพย์มรดกของ ผ. ที่ยังมิได้แบ่งปันระหว่างทายาท โจทก์ที่ 4 ซึ่งเป็นทายาทผู้ครอบครองทรัพย์มรดกซึ่งยังมิได้แบ่งปัน ย่อมมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้แม้จะเกิน 10 ปี นับแต่ ผ. เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ทั้งมีผลถึงโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ซึ่งเป็นคู่ความร่วม โจทก์ทั้งห้าจึงสามารถฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกจากจำเลยซึ่งเป็นทายาทได้ แม้จะเกิน 10 ปี นับแต่ ผ. เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย คดีโจทก์ทั้งห้าสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 จึงไม่ขาดอายุความ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 245037 ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทแปลงที่ 2 เป็นที่ดินที่แบ่งแยกออกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 6278 ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นทายาทได้ครอบครองที่ดินพิพาทแปลงดังกล่าวด้วย ซึ่งจะทำให้โจทก์ทั้งห้าสามารถฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกได้ โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 การที่โจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นทายาทของ ผ. ฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกที่ดินแปลงดังกล่าวจากจำเลยซึ่งเป็นทายาทด้วยกัน จึงต้องดำเนินคดีภายใน 1 ปี หรือ 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย เมื่อ ผ. เจ้ามรดกถึงแก่ความตายในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2531 โจทก์ทั้งห้าฟ้องคดีนี้วันที่ 3 พฤษภาคม 2562 ซึ่งเกินกว่า 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย คดีโจทก์ทั้งห้าสำหรับการฟ้องขอแบ่งมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 245037 จึงขาดอายุความ ทั้งกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าว่า มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกของ ผ. แล้วหรือไม่ เนื่องจากไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ทั้งห้ามีสิทธิในทรัพย์มรดกของ ผ. 2 ใน 3 ส่วน ซึ่งเกินกว่าที่โจทก์ทั้งห้าขอมาเพียงกึ่งหนึ่งนั้นเป็นการพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือไม่ แม้ประเด็นดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้วินิจฉัย แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว จึงเห็นควรวินิจฉัยไปเลยทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอีก เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอแบ่งมรดกจากจำเลย แม้จะอ้างว่าทรัพย์มรดกมีเพียงครึ่งหนึ่ง แต่ทางพิจารณาได้ความว่า ทรัพย์มรดกมีจำนวน 2 ใน 3 ส่วน การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าทรัพย์มรดกมี 2 ใน 3 ส่วน แล้วแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นทายาทตามสิทธิที่มีอยู่นั้น จึงหาเกินคำขอไม่ ฎีกาย่อ โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของร่วมในที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 และ 245037 หากไม่ปฏิบัติขอให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และหากตกลงแบ่งกันไม่ได้ให้ขายทอดตลาดแบ่งเงินกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ทั้งห้ามีชื่อในที่ดินทั้งสองแปลง คนละ 2 ใน 27 ส่วน แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้องทั้งหมด โจทก์จึงฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นายผิวกับนางหอมอยู่กินกันก่อนใช้ ป.พ.พ. บรรพ 5 พ.ศ. 2477 จึงต้องแบ่งสินสมรสตามกฎหมายลักษณะผัวเมียเดิม โดยฝ่ายชายมีสิทธิ 2 ใน 3 ส่วน ฝ่ายหญิงมีสิทธิ 1 ใน 3 ส่วน ดังนั้นที่ดินพิพาททั้งสองแปลงในส่วน 2 ใน 3 จึงเป็นทรัพย์มรดกของนายผิว สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 ปรากฏว่าคดีขับไล่ก่อนหน้านี้ถึงที่สุดแล้วว่าเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง และโจทก์ที่ 4 เป็นทายาทผู้ครอบครองอยู่ จึงเข้าข้อยกเว้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1748 วรรคหนึ่ง ฟ้องแบ่งมรดกได้แม้เกิน 10 ปี คดีส่วนนี้ไม่ขาดอายุความ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 245037 ไม่ปรากฏว่าโจทก์ครอบครองอยู่ จึงต้องอยู่ภายใต้อายุความตามมาตรา 1754 เมื่อนายผิวตายปี 2531 แต่ฟ้องคดีปี 2562 จึงเกิน 10 ปี คดีส่วนนี้ขาดอายุความ ศาลฎีกายังวินิจฉัยด้วยว่า ศาลชั้นต้นไม่ได้พิพากษาเกินคำขอ เพราะเมื่อพิจารณาได้ความว่าทรัพย์มรดกมี 2 ใน 3 ส่วน ก็ย่อมแบ่งให้ทายาทตามสิทธิได้ พิพากษาแก้ ให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งห้าลงในที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 คนละ 2 ใน 27 ส่วน ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 245037 ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ทั้งห้าฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งห้าลงในโฉนดที่ดินเลขที่ 2508 และโฉนดที่ดินเลขที่ 245037 ให้โจทก์ทั้งห้ากับจำเลยมีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์คนละเท่ากัน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากโจทก์ทั้งห้าและจำเลยตกลงกันไม่ได้ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้โจทก์ทั้งห้าจำนวน 5 ใน 6 ส่วนของเงินที่ได้รับ หากจำเลยไม่สามารถปฏิบัติได้ให้ใช้ราคาทรัพย์สินแทนเป็นเงิน 50,390,000 บาท จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งห้าลงในที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 และโฉนดเลขที่ 245037 ให้แก่โจทก์ทั้งห้าคนละสองในยี่สิบเจ็ดส่วน หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากไม่สามารถดำเนินการจดทะเบียนได้ให้ประมูลราคาระหว่างกันเอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 และโฉนดเลขที่ 245037 ดังกล่าวออกขายทอดตลาดได้เงินสุทธิเท่าใดให้แบ่งแก่โจทก์ทั้งห้าคนละ 2 ใน 27 ส่วน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งห้า โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 40,000 บาท โจทก์ทั้งห้าฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้โดยที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า นายผิว กับนางหอม อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 พ.ศ. 2477 ใช้บังคับ มีบุตรด้วยกัน 8 คน คือ นายทองสุข โจทก์ที่ 2 นางพรพรรณ โจทก์ที่ 3 นายเกษม โจทก์ที่ 4 โจทก์ที่ 5 และจำเลย นายทองสุขถึงแก่ความตายแล้วเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2535 นายทองสุขจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2503 ครั้นวันที่ 23 กันยายน 2509 นางหอมซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทแปลงที่ 1 จากนายเยื้อนและนายสุวรรณ ต่อมานายผิวกับนางหอมปลูกสร้างบ้านพักอาศัยเลขที่ 4, 4/1 และ 4/2 ลงบนที่ดินแปลงนี้ โดยมีนายผิว นางหอม โจทก์ที่ 4 จำเลย และนายธัญญาพงษ์ ซึ่งเป็นบุตรของโจทก์ที่ 2 พักอาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ 4 โจทก์ที่ 2 พักอาศัยในบ้านเลขที่ 4/1 โจทก์ที่ 5 พักอาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ 4/2 เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2536 นางหอมจดทะเบียนแบ่งแยกโฉนดที่ดินในนามเดิมออกไป 2 ไร่ 3 งาน 96 ตารางวา เป็นโฉนดเลขที่ 237128 และขายที่ดินโฉนดแปลงนี้ดังกล่าวให้แก่บริษัท ร. คงเหลือเนื้อที่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 จำนวน 1 ไร่ 3 งาน 77 ตารางวา อันเป็นที่ดินพิพาทแปลงที่ 1 ต่อมาเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2538 นางหอมจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นจำเลย ส่วนที่ดินแปลงที่ 2 โฉนดเลขที่ 6278 เนื้อที่ 13 ไร่ 3 งาน 70 ตารางวา มีชื่อนายทองสุข โจทก์ที่ 2 และที่ 3 นางสาวรำพรรณ และนายเกษม รวม 5 คน เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม ต่อมาเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2503 นายผิวยื่นคำขอใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ทำนิติกรรมแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ที่ 3 และนายเกษมออกมารวมจำนวนเนื้อที่ 5 ไร่ 3 งาน 70 ตารางวา ส่วนที่เหลือเนื้อที่ 8 ไร่ คงมีชื่อนายทองสุข โจทก์ที่ 2 และนางสาวรำพรรณถือกรรมสิทธิ์รวม ต่อมาที่ดินในส่วนของโจทก์ที่ 3 และนายเกษม ในวันที่ 13 มกราคม 2504 นายผิวยื่นคำขอรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวม เพราะนายผิวกำลังเดือดร้อนเรื่องการเงินเพื่อจะนำไปชำระหนี้สิน และวันที่ 12 พฤษภาคม 2504 นายผิวจัดการจดทะเบียนแบ่งขายที่ดินแทนโจทก์ที่ 3 และนายเกษมให้แก่ผู้อื่น และในวันดังกล่าวโจทก์ที่ 3 ขายที่ดินเฉพาะส่วนของตนให้แก่นางศรีนวล คงเหลือเนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 38 ตารางวา มีชื่อนายเกษมถือกรรมสิทธิ์ เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2518 นายเกษมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวในส่วนที่เหลือให้แก่นางหอม ต่อมาวันที่ 21 มกราคม 2540 นางหอมใส่ชื่อเด็กชายยุทธการและเด็กชายชาญรบ ซึ่งเป็นบุตรของนายเกษมเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงดังกล่าว ต่อมาวันที่ 20 ตุลาคม 2541 นางหอมจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 6278 เฉพาะส่วนของนางหอมพร้อมตึกแถว 2 ชั้น เลขที่ 39/62, 39/63, 39/64, 39/65, 39/66 ให้แก่จำเลย หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2544 ที่ดินแปลงดังกล่าวได้ถูกเวนคืนบางส่วนโดยเด็กชายยุทธการและเด็กชายชาญรบได้รับเงินค่าเวนคืนที่ดินไปเรียบร้อยแล้ว และในวันดังกล่าวจำเลยดำเนินการขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมออกจากโฉนดที่ดินเลขที่ 6278 แล้วออกโฉนดใหม่เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 245037 โดยจำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ เนื้อที่ 2 ไร่ 28 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทแปลงที่ 2 เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2531 นายผิวถึงแก่ความตายด้วยสาเหตุหัวใจล้มเหลวเนื่องจากชราภาพ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2538 นางหอมทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 77 ตารางวา ให้แก่จำเลย เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2552 นางหอมถึงแก่ความตายด้วยโรคภาวะติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ วันที่ 1 เมษายน 2562 จำเลยฟ้องขับไล่โจทก์ที่ 4 และนายธัญญาพงษ์ ซึ่งเป็นบุตรของโจทก์ที่ 2 ให้ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้านเลขที่ 4 ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ 784/2562 ของศาลชั้นต้น ที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 และเลขที่ 245037 ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นสินสมรสระหว่างนายผิวกับนางหอม เมื่อนายผิวถึงแก่ความตาย การสมรสระหว่างนายผิวกับนางหอมย่อมสิ้นสุดลง การแบ่งสินสมรสของนายผิวกับนางหอมซึ่งสมรสกันก่อนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 พ.ศ. 2477 ใช้บังคับ จึงต้องแบ่งกันตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย บทที่ 68 โดยฝ่ายชายมีสิทธิในสินสมรสได้ 2 ใน 3 ส่วน ฝ่ายหญิงได้ 1 ใน 3 ส่วน ที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 และเลขที่ 245037 จำนวน 2 ใน 3 ส่วน จึงเป็นทรัพย์มรดกของนายผิว ซึ่งต้องแบ่งปันกันระหว่างทายาทโดยธรรมซึ่งได้แก่ นายทองสุข โจทก์ที่ 2 นางพรพรรณ โจทก์ที่ 3 นายเกษม โจทก์ที่ 4 โจทก์ที่ 5 จำเลย และนางหอมคู่สมรสซึ่งมีสิทธิได้ส่วนแบ่งมรดกเสมือนทายาทชั้นบุตร ส่วนที่เหลือ 1 ใน 3 ส่วน เป็นกรรมสิทธิ์ของนางหอม และนางหอมมีสิทธิจดทะเบียนยกที่ดินส่วนที่ตนมีสิทธิได้รับมรดกของนายผิวและที่ดินในส่วนของตน 1 ใน 3 ส่วน ให้แก่จำเลย คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าว่า ฟ้องโจทก์ทั้งห้าขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 การฟ้องคดีพิพาทเกี่ยวด้วยทรัพย์มรดกระหว่างทายาทด้วยกัน มีอายุความ 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก แต่ต้องไม่เกิน 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย เว้นแต่กรณีตามมาตรา 1748 วรรคหนึ่ง ที่ทายาทคนใดครอบครองทรัพย์มรดกซึ่งยังมิได้แบ่งกัน ทายาทคนนั้นมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้ แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความตามมาตรา 1754 แล้วก็ดี สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทแปลงที่ 1 ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดท้ายฎีกาของโจทก์ทั้งห้า ซึ่งจำเลยไม่ได้โต้แย้งว่า ในคดีแพ่งที่จำเลยฟ้องขับไล่โจทก์ที่ 4 กับพวกออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดโดยวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งระหว่างทายาท คำวินิจฉัยดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์ที่ 4 และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงต้องรับฟังว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 เป็นทรัพย์มรดกของนายผิวที่ยังมิได้แบ่งปันระหว่างทายาท โจทก์ที่ 4 ซึ่งเป็นทายาทผู้ครอบครองทรัพย์มรดกซึ่งยังมิได้แบ่งปัน ย่อมมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้แม้จะเกิน 10 ปี นับแต่นายผิวเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ทั้งมีผลถึงโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ซึ่งเป็นคู่ความร่วม โจทก์ทั้งห้าจึงสามารถฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกจากจำเลยซึ่งเป็นทายาทได้ แม้จะเกิน 10 ปี นับแต่นายผิวเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย คดีโจทก์ทั้งห้าสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของโจทก์ทั้งห้าในส่วนนี้ฟังขึ้น ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 245037 ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทแปลงที่ 2 นั้น เป็นที่ดินที่แบ่งแยกออกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 6278 นั้น ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ภายหลังจากที่นายทองสุข โจทก์ที่ 2 และที่ 3 นางสาวรำพรรณ และนายเกษมแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินกันแล้ว คงเหลือนายเกษมแต่ผู้เดียวถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 6278 ส่วนเหลือ เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2518 ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่นายผิวเจ้ามรดกจะถึงแก่ความตายนายเกษมได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6278 ให้แก่นางหอม ซึ่งต่อมานางหอมได้ใส่ชื่อเด็กชายยุทธการและเด็กชายชาญรบถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน และเมื่อมีการเวนคืนที่ดินบางส่วนของที่ดินแปลงดังกล่าว เด็กชายยุทธการและเด็กชายชาญรบเป็นผู้รับเงินค่าเวนคืนที่ดินไป ที่ดินส่วนที่เหลือนางหอมยกให้จำเลย และจำเลยได้ขอออกโฉนดที่ดินใหม่เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 245037 โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นทายาทได้ครอบครองที่ดินพิพาทแปลงดังกล่าวด้วย ซึ่งจะทำให้โจทก์ทั้งห้าสามารถฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกได้ โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 การที่โจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นทายาทของนายผิวฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกที่ดินแปลงดังกล่าวจากจำเลยซึ่งเป็นทายาทด้วยกัน จึงต้องดำเนินคดีภายใน 1 ปี หรือ 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย เมื่อนายผิวเจ้ามรดกถึงแก่ความตายในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2531 โจทก์ทั้งห้าฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2562 ซึ่งเกินกว่า 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย คดีโจทก์ทั้งห้าสำหรับการฟ้องขอแบ่งมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 245037 จึงขาดอายุความ ทั้งกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าว่า มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกของนายผิวแล้วหรือไม่ เนื่องจากไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ทั้งห้าในส่วนนี้ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทั้งห้าในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น สำหรับประเด็นตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ทั้งห้ามีสิทธิในทรัพย์มรดกของนายผิว 2 ใน 3 ส่วน ซึ่งเกินกว่าที่โจทก์ทั้งห้าขอมาเพียงกึ่งหนึ่งนั้นเป็นการพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือไม่ แม้ประเด็นดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้วินิจฉัย แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว จึงเห็นควรวินิจฉัยไปเลยทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอีก เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอแบ่งมรดกจากจำเลย แม้จะอ้างว่าทรัพย์มรดกมีเพียงครึ่งหนึ่ง แต่ทางพิจารณาได้ความว่า ทรัพย์มรดกมีจำนวน 2 ใน 3 ส่วน การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าทรัพย์มรดกมี 2 ใน 3 ส่วน แล้วแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นทายาทตามสิทธิที่มีอยู่นั้น จึงหาเกินคำขอไม่ อุทธรณ์ของจำเลยส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งห้าลงในที่ดินโฉนดเลขที่ 2508 ให้แก่โจทก์ทั้งห้าคนละ 2 ใน 27 ส่วน หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากไม่สามารถดำเนินการจดทะเบียนได้ให้ประมูลราคากันเอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดได้เงินสุทธิเท่าใดให้แบ่งแก่โจทก์ทั้งห้าคนละ 2 ใน 27 ส่วน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ |




