
| สิทธิทายาทกับพินัยกรรมที่ตัดสิทธิผู้สืบสันดาน ใครมีสิทธิจัดการมรดกและคัดค้านได้
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความผลของพินัยกรรมที่ผู้ตายได้กำหนดยกทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่บุคคลบางรายและผลทางกฎหมายต่อบุคคลอื่นซึ่งอ้างว่าเป็นทายาทโดยธรรม โดยเฉพาะประเด็นสำคัญว่าเมื่อบุคคลถูกตัดสิทธิในการรับมรดกตามพินัยกรรมแล้ว บุคคลดังกล่าวยังคงมีฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียเพียงพอที่จะยื่นคำร้องคัดค้านหรือร้องขอเกี่ยวกับการจัดการมรดกได้หรือไม่ คดีนี้จึงเป็นแนวทางสำคัญในการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเจตนาของเจ้ามรดกตามพินัยกรรมกับสิทธิของทายาทโดยธรรม รวมถึงขอบเขตของสิทธิในการเข้ามาเกี่ยวข้องในกระบวนการศาลเกี่ยวกับการจัดการมรดก อันมีผลโดยตรงต่อการกำหนดสถานะของผู้มีสิทธิร้องขอหรือคัดค้านในคดีมรดก ข้อเท็จจริง ผู้ตายมีทรัพย์สินหลายประเภทและมีความสัมพันธ์อยู่กินกับผู้ร้องโดยมิได้จดทะเบียนสมรส และมีบุตรร่วมกันสามคน ต่อมาผู้ตายได้จัดทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่บุตรทั้งสามดังกล่าว ภายหลังผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก ต่อมามีบุคคลหนึ่งซึ่งอ้างว่าเป็นบุตรของผู้ตายได้ยื่นคำร้องคัดค้านและขอให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก พร้อมเสนอให้ตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้จัดการมรดกแทน โดยอ้างสิทธิในฐานะผู้สืบสันดานของผู้ตาย ฝ่ายผู้ร้องโต้แย้งว่าผู้คัดค้านไม่มีสถานะเป็นบุตรของผู้ตายและแม้จะเป็นบุตรก็ถูกตัดสิทธิจากพินัยกรรมแล้ว จึงไม่มีสิทธิใดในมรดกหรือในการดำเนินกระบวนการเกี่ยวกับมรดก คำวินิจฉัยแยกประเด็น ประเด็นแรก ศาลวินิจฉัยเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของพินัยกรรม โดยพิจารณาจากพยานหลักฐานทางการแพทย์และพยานบุคคลว่าผู้ตายมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ในขณะทำพินัยกรรม จึงถือว่าพินัยกรรมมีผลสมบูรณ์ใช้บังคับได้ ประเด็นที่สอง เมื่อพินัยกรรมระบุยกทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่บุตรสามคน ศาลเห็นว่าเป็นการตัดสิทธิทายาทโดยธรรมอื่นโดยปริยายตามกฎหมาย แม้บุคคลที่คัดค้านจะเป็นผู้สืบสันดานก็ตาม ประเด็นที่สาม ผลของการถูกตัดสิทธิทำให้ผู้คัดค้านไม่มีสถานะเป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสีย จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านหรือขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกตามบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การให้ความสำคัญกับเจตนาของเจ้ามรดกเป็นอันดับแรก เมื่อเจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมโดยชัดแจ้งยกทรัพย์สินให้บุคคลใดแล้ว กฎหมายย่อมคุ้มครองเจตนาดังกล่าวอย่างเคร่งครัด การตัดสิทธิทายาทโดยธรรมจึงเกิดขึ้นได้โดยผลของพินัยกรรมโดยไม่จำเป็นต้องมีถ้อยคำระบุโดยตรง นอกจากนี้ ศาลยังตีความคำว่า ผู้มีส่วนได้เสีย ในคดีมรดกอย่างเคร่งครัด โดยพิจารณาว่าต้องเป็นผู้ที่มีสิทธิในทรัพย์มรดกหรือได้รับผลกระทบโดยตรงจากการจัดการมรดก เมื่อบุคคลใดถูกตัดสิทธิแล้ว ย่อมไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดก จึงไม่ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสีย เจตนารมณ์ของกฎหมายและแนวคำพิพากษา บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องมีเจตนารมณ์เพื่อให้การจัดการมรดกเป็นไปโดยผู้ที่มีสิทธิแท้จริงและป้องกันไม่ให้บุคคลที่ไม่มีสิทธิแทรกแซงกระบวนการศาล อันจะก่อให้เกิดความล่าช้าและความไม่แน่นอนในทางกฎหมาย แนวคำพิพากษานี้สอดคล้องกับหลักทั่วไปที่ให้ความสำคัญกับความแน่นอนของพินัยกรรมและการคุ้มครองเจตนาของเจ้ามรดก สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้น มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกและภายหลังให้มีผู้จัดการมรดกร่วม โดยเห็นว่าผู้คัดค้านมีส่วนเกี่ยวข้องเพียงพอในเบื้องต้น 2 ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับให้ยกคำร้องของผู้คัดค้าน โดยเห็นว่าผู้คัดค้านไม่มีสิทธิในมรดกเนื่องจากถูกตัดสิทธิตามพินัยกรรม 3 ศาลฎีกา พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ โดยวินิจฉัยว่าพินัยกรรมมีผลสมบูรณ์และผู้คัดค้านถูกตัดสิทธิ จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสีย ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านหรือขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดก สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำหลักการสำคัญว่าพินัยกรรมเป็นการแสดงเจตนาครั้งสุดท้ายของเจ้ามรดกซึ่งกฎหมายให้ความคุ้มครองอย่างสูงสุด เมื่อพินัยกรรมมีผลสมบูรณ์ การจัดสรรทรัพย์สินย่อมต้องเป็นไปตามนั้นโดยเคร่งครัด การอ้างสิทธิในฐานะทายาทโดยธรรมไม่อาจลบล้างเจตนาดังกล่าวได้ นอกจากนี้ การใช้สิทธิทางศาลในคดีมรดกต้องตั้งอยู่บนฐานะของผู้มีส่วนได้เสียที่แท้จริง มิใช่เพียงการอ้างความเกี่ยวพันทางสายเลือด หากบุคคลถูกตัดสิทธิในพินัยกรรมแล้ว ย่อมสิ้นสิทธิทั้งในเนื้อหามรดกและในกระบวนการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้อง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความผลของการตัดสิทธิทายาทโดยธรรมตามพินัยกรรมและสถานะผู้มีส่วนได้เสียในคดีมรดก สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ การตัดสิทธิทายาทโดยธรรม หมายถึงผลของพินัยกรรมที่ทำให้บุคคลซึ่งตามกฎหมายมีสิทธิรับมรดกต้องหมดสิทธิลงโดยเจตนาของเจ้ามรดก ส่งผลให้ไม่มีสิทธิทั้งในทรัพย์มรดกและในกระบวนการทางศาล ผู้มีส่วนได้เสียในคดีมรดก หมายถึงบุคคลที่มีสิทธิในทรัพย์มรดกหรือได้รับผลกระทบโดยตรงจากการจัดการมรดก หากไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกย่อมไม่มีสถานะในการยื่นคำร้องต่อศาล คำถามที่พบบ่อย FAQ 1 คำถาม บุคคลที่อ้างว่าเป็นบุตรของผู้ตายแต่ถูกตัดสิทธิในพินัยกรรมยังมีสิทธิฟ้องหรือคัดค้านเกี่ยวกับมรดกได้หรือไม่ คำตอบ ตามหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การมีสถานะเป็นผู้สืบสันดานหรือบุตรของผู้ตายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะก่อให้เกิดสิทธิในการดำเนินคดีเกี่ยวกับมรดก หากปรากฏว่าผู้ตายได้ทำพินัยกรรมโดยชอบด้วยกฎหมายและมีผลใช้บังคับได้โดยยกทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่บุคคลอื่น ย่อมมีผลเป็นการตัดสิทธิทายาทโดยธรรมของบุคคลดังกล่าวโดยปริยาย แม้บุคคลนั้นจะเป็นบุตรที่กฎหมายรับรองก็ตาม เมื่อถูกตัดสิทธิแล้ว ย่อมไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกและไม่ถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียในความหมายของกฎหมาย จึงไม่อาจยื่นคำร้องคัดค้านหรือฟ้องร้องเกี่ยวกับการจัดการมรดกได้ เว้นแต่จะสามารถพิสูจน์ได้ว่าพินัยกรรมนั้นเป็นโมฆะหรือไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย 2 คำถาม พินัยกรรมที่ยกทรัพย์ทั้งหมดให้บุคคลบางคนถือว่าตัดสิทธิทายาทโดยธรรมโดยอัตโนมัติหรือไม่ คำตอบ หลักกฎหมายยอมรับว่าพินัยกรรมเป็นการแสดงเจตนาครั้งสุดท้ายของเจ้ามรดกซึ่งมีผลผูกพันในการจัดสรรทรัพย์สินหลังความตาย หากพินัยกรรมมีข้อความยกทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือหลายคนโดยชัดแจ้ง ย่อมถือได้ว่าเจ้ามรดกมีเจตนาไม่ให้บุคคลอื่นได้รับมรดก แม้จะมิได้มีถ้อยคำระบุว่าตัดสิทธิทายาทโดยธรรมโดยตรงก็ตาม ผลทางกฎหมายจึงเกิดขึ้นโดยปริยายว่าทายาทโดยธรรมอื่นถูกตัดสิทธิไม่ให้รับมรดก การตีความดังกล่าวสอดคล้องกับหลักคุ้มครองเจตนาของผู้ทำพินัยกรรมซึ่งเป็นหลักพื้นฐานของกฎหมายมรดกไทย 3 คำถาม ผู้มีส่วนได้เสียในคดีมรดกตามกฎหมายหมายถึงใคร คำตอบ ผู้มีส่วนได้เสียในคดีมรดกหมายถึงบุคคลที่มีสิทธิในทรัพย์มรดกหรือมีผลประโยชน์โดยตรงเกี่ยวข้องกับการจัดการมรดก เช่น ทายาทโดยธรรม ผู้รับพินัยกรรม หรือเจ้าหนี้ของกองมรดก บุคคลดังกล่าวต้องมีความเกี่ยวข้องในเชิงสิทธิหรือหน้าที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลโดยตรง หากเป็นเพียงบุคคลที่อ้างความสัมพันธ์ทางสายเลือดแต่ไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกเนื่องจากถูกตัดสิทธิแล้ว ย่อมไม่เข้าลักษณะเป็นผู้มีส่วนได้เสียและไม่มีสิทธิใช้กระบวนการทางศาลในคดีมรดก การตีความต้องพิจารณาอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันการแทรกแซงโดยบุคคลที่ไม่มีสิทธิ 4 คำถาม การคัดค้านการตั้งผู้จัดการมรดกต้องมีคุณสมบัติอย่างไร คำตอบ การยื่นคำร้องคัดค้านหรือขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกตามกฎหมายจำเป็นต้องกระทำโดยบุคคลที่มีสถานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกเท่านั้น กล่าวคือ ต้องเป็นผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดกหรือมีผลประโยชน์โดยตรงเกี่ยวข้องกับการจัดการมรดก เช่น ทายาทหรือผู้รับพินัยกรรม หากบุคคลใดไม่มีสิทธิในมรดก ย่อมไม่มีอำนาจยื่นคำร้องดังกล่าว แม้ว่าจะมีความเกี่ยวพันกับผู้ตายก็ตาม ศาลจะพิจารณาคุณสมบัติของผู้ร้องอย่างเคร่งครัดเพื่อให้การจัดการมรดกเป็นไปโดยผู้ที่มีสิทธิแท้จริงและเพื่อป้องกันการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต 5 คำถาม หากสงสัยว่าพินัยกรรมไม่สมบูรณ์ควรดำเนินการอย่างไร คำตอบ ในกรณีที่มีข้อสงสัยว่าพินัยกรรมไม่สมบูรณ์ เช่น ผู้ทำพินัยกรรมไม่มีสติสัมปชัญญะ หรือมีการปลอมแปลงเอกสาร ผู้มีส่วนได้เสียสามารถยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนพินัยกรรมได้ โดยต้องนำสืบพยานหลักฐานให้ศาลเชื่อว่าพินัยกรรมดังกล่าวไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด หากศาลวินิจฉัยว่าพินัยกรรมไม่สมบูรณ์หรือเป็นโมฆะ ผลของพินัยกรรมย่อมสิ้นไป และทรัพย์มรดกจะตกแก่ทายาทโดยธรรมตามลำดับกฎหมาย ดังนั้น การพิสูจน์ความไม่สมบูรณ์ของพินัยกรรมจึงเป็นช่องทางสำคัญในการรักษาสิทธิของทายาท 6 คำถาม การเป็นบุตรโดยการรับรองตามกฎหมายมีผลต่อสิทธิในมรดกอย่างไร คำตอบ การที่ผู้ตายรับรองบุตรตามกฎหมายย่อมทำให้บุตรนั้นมีฐานะเป็นผู้สืบสันดานเสมือนบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายและมีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม อย่างไรก็ตาม สิทธิดังกล่าวมิใช่สิทธิเด็ดขาด เพราะเจ้ามรดกสามารถทำพินัยกรรมกำหนดให้ทรัพย์สินตกแก่บุคคลอื่นได้ หากพินัยกรรมมีผลสมบูรณ์ บุตรที่ได้รับการรับรองก็อาจถูกตัดสิทธิจากมรดกได้ ดังนั้น การรับรองบุตรจึงเป็นเพียงการกำหนดสถานะทางกฎหมาย แต่ไม่ได้รับประกันสิทธิในการรับมรดกหากมีพินัยกรรมที่ชอบด้วยกฎหมาย 7 คำถาม ศาลพิจารณาความสมบูรณ์ของพินัยกรรมจากอะไรบ้าง คำตอบ ศาลจะพิจารณาความสมบูรณ์ของพินัยกรรมจากองค์ประกอบหลายประการ ได้แก่ ความสามารถของผู้ทำพินัยกรรมว่ามีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์หรือไม่ รูปแบบของพินัยกรรมว่าเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ และเจตนาที่แท้จริงของผู้ทำพินัยกรรมว่ามีอยู่โดยสุจริตหรือไม่ การพิจารณาอาจอาศัยพยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานผู้เชี่ยวชาญ เช่น แพทย์ เพื่อยืนยันสภาพจิตใจของผู้ทำพินัยกรรมในขณะนั้น หากองค์ประกอบครบถ้วน พินัยกรรมย่อมมีผลใช้บังคับตามกฎหมาย 8 คำถาม การถอนผู้จัดการมรดกต้องมีเหตุอย่างไรจึงจะทำได้ คำตอบ การถอนผู้จัดการมรดกตามกฎหมายต้องมีเหตุอันสมควร เช่น การกระทำผิดหน้าที่ การบริหารจัดการมรดกโดยไม่สุจริต หรือการละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดก ผู้ร้องขอต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียและต้องนำสืบพยานหลักฐานให้ศาลเห็นว่าผู้จัดการมรดกไม่เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งต่อไป ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมและผลกระทบต่อกองมรดกเป็นสำคัญ หากเห็นว่ามีเหตุเพียงพอจึงจะมีคำสั่งถอนและแต่งตั้งบุคคลอื่นแทน การอธิบายหลักกฎหมายแยกตามมาตรา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 วรรคสอง บทบัญญัตินี้มีสาระสำคัญเกี่ยวกับผลของพินัยกรรมที่มีลักษณะยกทรัพย์สินทั้งหมดหรือส่วนใหญ่ให้แก่บุคคลบางคน ซึ่งโดยการตีความของศาลถือว่าเป็นการตัดสิทธิทายาทโดยธรรมรายอื่นโดยปริยาย แม้จะมิได้มีข้อความระบุชัดว่าตัดสิทธิ ทั้งนี้เนื่องจากเจตนาของผู้ทำพินัยกรรมย่อมมุ่งหมายให้ทรัพย์สินตกแก่ผู้ที่ระบุไว้เท่านั้น หลักการดังกล่าวสะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ให้ความสำคัญกับเสรีภาพในการกำหนดการจัดสรรทรัพย์สินหลังความตายของเจ้ามรดก การตัดสิทธิตามมาตรานี้จึงส่งผลให้บุคคลที่เคยมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมหมดสิทธิในทรัพย์มรดกโดยสิ้นเชิง และยังมีผลต่อเนื่องถึงสถานะทางกระบวนพิจารณา กล่าวคือ บุคคลดังกล่าวจะไม่ถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีมรดก ไม่สามารถยื่นคำร้องหรือคัดค้านเกี่ยวกับการจัดการมรดกได้ เว้นแต่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าพินัยกรรมไม่มีผลใช้บังคับ เช่น เป็นโมฆะหรือไม่สมบูรณ์ หลักการนี้จึงเป็นกลไกสำคัญในการรักษาความแน่นอนของการจัดการมรดกและป้องกันข้อพิพาทที่ไม่จำเป็น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 มาตรานี้กำหนดสิทธิของบุคคลที่เกี่ยวข้องในการร้องขอต่อศาลเพื่อให้มีการแต่งตั้งผู้จัดการมรดก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีบุคคลเข้ามาดูแล จัดการ และแบ่งทรัพย์มรดกให้เป็นไปตามกฎหมายหรือพินัยกรรม บุคคลที่มีสิทธิยื่นคำร้องต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสีย เช่น ทายาท ผู้รับพินัยกรรม หรือเจ้าหนี้ของกองมรดก การตีความคำว่า ผู้มีส่วนได้เสีย ต้องพิจารณาอย่างเคร่งครัด โดยเน้นว่าต้องมีสิทธิในทรัพย์มรดกหรือมีผลกระทบโดยตรงจากการจัดการมรดก มิใช่เพียงมีความสัมพันธ์กับผู้ตาย หากบุคคลใดไม่มีสิทธิในมรดก เช่น ถูกตัดสิทธิด้วยพินัยกรรม บุคคลนั้นย่อมไม่มีอำนาจยื่นคำร้องตามมาตรานี้ หลักการดังกล่าวช่วยให้การจัดการมรดกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและลดความขัดแย้งในกระบวนการยุติธรรม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง บทบัญญัตินี้กำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการร้องขอตั้งหรือเปลี่ยนแปลงผู้จัดการมรดก โดยยืนยันหลักว่าผู้ร้องต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดก และการร้องขอต้องอยู่ในช่วงเวลาที่การจัดการมรดกยังไม่สิ้นสุด หากไม่มีสถานะเป็นผู้มีส่วนได้เสีย บุคคลนั้นย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาล แม้ว่าจะอ้างสิทธิในฐานะญาติหรือบุคคลใกล้ชิดก็ตาม นอกจากนี้ มาตราดังกล่าวยังสะท้อนถึงหลักความมั่นคงของกระบวนการจัดการมรดก กล่าวคือ เมื่อมีการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกแล้ว การจะเปลี่ยนแปลงต้องมีเหตุอันสมควรและต้องกระทำโดยบุคคลที่มีสิทธิแท้จริงเท่านั้น หลักการนี้ช่วยป้องกันการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและรักษาความเป็นระเบียบของกระบวนการศาลในการจัดการมรดก ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14777/2558 พินัยกรรมระบุยกทรัพย์สินทั้งหมดของผู้ตายให้แก่บุตรทั้งสาม คือ เด็กหญิง บ. เด็กชาย ฉ. และเด็กหญิง ก. ดังนั้นแม้จะฟังว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรของผู้ตายที่ผู้ตายรับรองแล้วอันถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1627 ซึ่งมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายตามมาตรา 1629 (1) ก็ตาม ผู้คัดค้านก็ถูกตัดมิให้รับมรดก ตามมาตรา 1608 วรรคสอง ผู้คัดค้านจึงไม่ใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียอันจะมีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านและร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดก ตามมาตรา 1713 และ 1727 วรรคหนึ่ง คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายเล็ก ผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และตั้งนายฐิตพัฒน์ เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ตายกับนางผ่องพรรณไม่เคยอยู่กินฉันสามีภริยากันผู้คัดค้านไม่ใช่บุตรของผู้ตาย และไม่ปรากฏว่าผู้ตายรับรองว่าผู้คัดค้านเป็นบุตร ในวันที่ทำพินัยกรรม ผู้ตายมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ รู้ตัวดี สามารถทำพินัยกรรมได้ พินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่บุตรทั้งสามคนของผู้ตายกับผู้ร้อง ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ผู้ร้องมิได้ปกปิดทรัพย์มรดกของผู้ตาย ผู้ร้องทำหน้าที่ผู้จัดการมรดกของผู้ตายอย่างสมควรแล้ว นายฐิตพัฒน์ ไม่เหมาะสมและไม่มีคุณสมบัติเพียงพอ ที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ขอให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน ศาลชั้นต้น มีคำสั่งตั้งผู้ร้องกับนายฐิตพัฒน์หรือประสงค์ ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนายเล็ก ผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้ร้องและผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ ผู้ร้องและผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งว่า ผู้ร้องและนายเล็ก ผู้ตายอยู่กินฉันสามีภริยากันโดยมิได้จดทะเบียนสมรสเมื่อเดือนสิงหาคม 2530 มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือนางสาวบงกช เกิดเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2531 นายฉัตรปวุฒิ และนางสาวกนกพรรณ เกิดเมื่อปี 2535 ผู้คัดค้านเป็นบุตรของนางผ่องพรรณ ตามหลักฐานการตรวจดี เอ็น เอ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2546 และสำเนาแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร์ ผู้คัดค้านเกิดเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2529 โดยมีผู้แจ้งการเกิดว่าชื่อเด็กชาย ช. เป็นบุตรของนายประสงค์ และนางวารี ตามสำเนาสูติบัตร ต่อมาผู้คัดค้านเปลี่ยนชื่อเป็นพลภัค ตามสำเนาหนังสือเปลี่ยนชื่อตัว ส่วนนายประสงค์เปลี่ยนชื่อตัวและชื่อสกุลเป็นนายฐิตพัฒน์ ตามสำเนาหนังสือเปลี่ยนชื่อตัวและชื่อสกุล ภายหลังจึงมีการแก้ไขว่าผู้คัดค้านเป็นบุตรของนางผ่องพรรณ ขณะผู้ตายอยู่กินเป็นสามีภริยากับผู้ร้องนั้น ผู้ตายประกอบอาชีพค้าขายยางรถยนต์ ตั้งบริษัทธนายางพาณิชย์ จำกัด ผู้ตายเริ่มป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองอุดตันเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลไทยนครินทร์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 หรือ 27 กุมภาพันธ์ 2546 จนกระทั่งวันที่ 6 มีนาคม 2546 จึงออกจากโรงพยาบาล ต่อมาวันที่ 10 มีนาคม 2546 ได้กลับเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลไทยนครินทร์อีกครั้งจนกระทั่งวันที่ 26 มีนาคม 2546 มีอาการทรุดหนัก จึงนำตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลกรุงเทพ แพทย์ทำการผ่าตัดผู้ตายทันที ผู้ตายพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลกรุงเทพจนกระทั่งวันที่ 17 เมษายน 2546 ผู้ตายถึงแก่ความตาย ตามสำเนามรณบัตร ผู้ตายมีทรัพย์มรดก เช่น ที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน หุ้นในบริษัทธนายางพาณิชย์ จำกัด ตามสำเนารายชื่อผู้ถือหุ้น เงินฝากในธนาคาร ตามสำเนาสมุดเงินฝาก และกองทุนในธนาคารตามสำเนา สมุดกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยอ้างว่าผู้ตายทำพินัยกรรมไว้ ตามพินัยกรรมหรือสำเนาพินัยกรรม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ตามคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีนี้ ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า พินัยกรรมปลอมหรือมีผลสมบูรณ์ใช้บังคับได้หรือไม่ จากคำเบิกความของนายแพทย์สุรัตน์และผู้คัดค้านบ่งชี้ว่าในวันที่ระบุในพินัยกรรมคือวันที่ 13 มีนาคม 2546 ผู้ตายมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ สามารถพูดคุยได้จึงสอดคล้องและเจือสมกับคำเบิกความของนายวิศิษฎ์และผู้ร้องที่เบิกความว่า มีการสอบถามผู้ตายว่าจะทำพินัยกรรมยกทรัพย์ให้แก่ผู้ใด ทำให้คำเบิกความของนายวิศิษฎ์และผู้ร้องมีน้ำหนักรับฟังยิ่งขึ้นสำหรับนายแพทย์บรรยง ที่ผู้คัดค้านอ้างนั้นก็เป็นแพทย์ที่ตรวจผู้ตายขณะส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลกรุงเทพจึงไม่ทราบอาการของผู้ตายขณะรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลไทยนครินทร์จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบมีน้ำหนักกว่าพยานหลักฐานผู้คัดค้าน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ตายมีเจตนาทำพินัยกรรม และทำในขณะมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ดังนั้น พินัยกรรมมีผลสมบูรณ์ใช้บังคับได้ ฎีกาของผู้คัดค้านประการนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อพินัยกรรมระบุยกทรัพย์สินทั้งหมดของผู้ตายให้แก่บุตรทั้งสามของผู้ตายคือ เด็กหญิง บ. เด็กชาย ฉ และเด็กหญิง ก จึงเป็นการตัดทายาทโดยธรรมของผู้ตายถ้าหากมีโดยปริยายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 วรรคสอง ดังนั้นแม้หากจะฟังว่าผู้คัดค้านเป็นบุตรของผู้ตายที่ผู้ตายรับรองแล้ว อันถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 1627 ซึ่งมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายตามมาตรา 1629 (1) ก็ตาม ผู้คัดค้านก็ถูกตัดมิให้รับมรดกตามมาตรา 1608 วรรคสอง ผู้คัดค้านจึงไม่ใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียอันจะมีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านและร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1713 และ 1727 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องขอของผู้คัดค้านมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น อนึ่ง เมื่อวินิจฉัยดังกล่าวมาแล้ว ปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องที่ว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรของผู้ตายที่ผู้ตายรับรองแล้วหรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
|



.jpg)

.jpg)