ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกเป็นของตนเองได้หรือไม่ และหากนำทรัพย์มรดกไปจำนองโดยทายาทไม่ยินยอมจะถูกกำจัดมิให้รับมรดกหรือไม่ article

ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกให้ตนเองได้หรือไม่, ผู้จัดการมรดกปิดบังทรัพย์มรดกมีผลอย่างไร, ทายาทถูกกำจัดมิให้รับมรดกตามมาตรา 1605, บุตรของทายาทที่ถูกกำจัดรับมรดกแทนได้หรือไม่, ที่ดินมรดกจำนองกับธนาคารเพิกถอนได้หรือไม่, สิทธิของทายาทในทรัพย์มรดกที่ยังไม่จดทะเบียน, ผู้รับจำนองโดยสุจริตตามมาตรา 1299 วรรคสอง, ทายาทมีสิทธิฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินมรดกหรือไม่, ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่แบ่งปันทรัพย์มรดกอย่างไร, เจ้าของรวมในทรัพย์มรดกตามมาตรา 1357, มรดกตกทอด

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจของผู้จัดการมรดกเกินขอบเขตหน้าที่ โดยเฉพาะกรณีที่ผู้จัดการมรดกนำที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกไปจดทะเบียนโอนเป็นของตนเองเพียงผู้เดียว แล้วต่อมานำที่ดินดังกล่าวไปจำนองประกันหนี้ของภริยา โดยทายาทอื่นมิได้รู้เห็นหรือยินยอม อันก่อให้เกิดปัญหากฎหมายสำคัญหลายประการพร้อมกัน ทั้งเรื่องการตกทอดแห่งมรดก สิทธิของทายาทในฐานะเจ้าของรวม การปิดบังหรือยักย้ายทรัพย์มรดกจนถึงขั้นถูกกำจัดมิให้รับมรดก สิทธิของผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดมิให้รับมรดก และขอบเขตการคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้รับจำนองโดยสุจริตตามกฎหมาย

คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เพราะศาลฎีกาได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า การจะถือว่าทายาทคนใด “ปิดบังทรัพย์มรดก” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1605 นั้น มิใช่ดูเพียงรูปแบบการถือครองหรือการจดทะเบียนเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาเจตนาและผลของการกระทำด้วยว่าเป็นการมุ่งตัดสิทธิทายาทอื่นหรือทำให้ทายาทอื่นเสื่อมประโยชน์ในทรัพย์มรดกหรือไม่ เมื่อผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกทั้งแปลงเป็นของตนเองโดยอ้างเหตุอันไม่เป็นความจริง และต่อมายังนำทรัพย์ดังกล่าวไปสร้างภาระจำนองอีก ย่อมสะท้อนถึงเจตนาฉ้อฉลและเป็นการปิดบังทรัพย์มรดกมากกว่าส่วนที่ตนมีสิทธิได้รับ

พร้อมกันนั้น ศาลฎีกายังได้แยกให้เห็นอย่างสำคัญระหว่างสิทธิของทายาทภายในกองมรดก กับสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต กล่าวคือ แม้ทายาทจะชนะคดีเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดกระหว่างผู้จัดการมรดกกับตนเอง แต่ก็ใช่ว่าจะเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ทำกับสถาบันการเงินได้เสมอไป หากผู้รับจำนองเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตและจดทะเบียนสิทธิไว้โดยชอบ กรณีเช่นนี้กฎหมายยังคุ้มครองผู้รับจำนองตามมาตรา 1299 วรรคสอง

สรุปข้อเท็จจริง

เจ้ามรดกเป็นพระภิกษุ ไม่มีภริยาและบุตร และมีทรัพย์สินเพียงที่ดินโฉนดเลขที่ 32237 จำนวน 1 แปลง เมื่อเจ้ามรดกมรณภาพโดยมิได้ทำพินัยกรรม ทรัพย์มรดกจึงตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทันที ได้แก่ โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 ซึ่งต่างมีฐานะเป็นทายาทในลำดับเดียวกัน ต่อมาศาลตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก

ภายหลังได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก จำเลยที่ 1 มิได้ดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้เป็นไปตามสิทธิของทายาททุกคน แต่กลับจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทจากฐานะ “ผู้จัดการมรดก” ไปเป็นของตนเองในฐานะ “ส่วนตัว” เพียงผู้เดียว โดยอ้างว่าเจ้ามรดกได้ยกที่ดินให้แก่ตนก่อนมรณภาพ ทั้งที่ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า เจ้าของมรดกมิได้ยกที่ดินดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 แต่อย่างใด

ต่อมา จำเลยที่ 1 ยังนำที่ดินพิพาทดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองกับจำเลยที่ 2 เพื่อประกันหนี้เงินกู้ของภริยาตน โดยโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทร่วมมิได้รู้เห็นหรือยินยอม ภายหลังโจทก์ทั้งสามทราบเรื่องจากการรังวัดสอบเขตและจึงยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนการโอน เพิกถอนการจำนอง ขอให้กำจัดจำเลยที่ 1 มิให้รับมรดก และขอให้จัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกใหม่

คำวินิจฉัย

ประเด็นที่หนึ่ง ฟ้องขาดอายุความหรือไม่

ศาลฎีกาถือว่าปัญหาเรื่องอายุความยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพราะศาลอุทธรณ์ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วยเหตุอื่น ส่วนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีในชั้นอุทธรณ์มิได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาในประเด็นอายุความ จึงไม่อาจหยิบยกปัญหานี้กลับมาพิจารณาอีกได้

ประเด็นที่สอง เจ้าของมรดกได้ยกที่ดินให้จำเลยที่ 1 ก่อนตายหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเรื่องการยกให้ยุติแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า “ไม่ได้ยกให้” เนื่องจากจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงดังกล่าวโดยชัดแจ้ง ศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจไปวินิจฉัยใหม่ว่ามีการยกให้ก่อนตาย เพราะเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น อันไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 ประกอบมาตรา 246

ประเด็นที่สาม จำเลยที่ 1 ปิดบังทรัพย์มรดกจนต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกหรือไม่

ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า การใช้มาตรา 1605 ต้องดู 3 ชั้นพร้อมกัน คือ

หนึ่ง การกระทำ ว่ามีการยักย้าย ปิดบัง หรือเอาไปเกินส่วนหรือไม่

สอง เจตนา ว่ามุ่งตัดสิทธิหรือทำให้ทายาทอื่นเสื่อมประโยชน์หรือไม่

สาม ผลของการกระทำ ว่าทำให้ฐานะสิทธิของทายาทอื่นเสียหายหรือถูกลดทอนหรือไม่

ในคดีนี้ เมื่อเจ้ามรดกตาย ที่ดินตกทอดแก่ทายาททุกคนทันทีตามมาตรา 1599 วรรคหนึ่ง และทายาททั้งหมดเป็นเจ้าของรวมกันตามมาตรา 1357 จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ในฐานะผู้จัดการมรดกเพียงรวบรวมและแบ่งปันทรัพย์ ไม่ใช่นำไปถือเป็นของตนฝ่ายเดียว แต่จำเลยที่ 1 กลับโอนที่ดินทั้งแปลงให้ตนเอง ทั้งที่รู้ว่ามีทายาทอื่นและรู้ว่าไม่มีการยกให้ก่อนตาย อีกทั้งทรัพย์มรดกมีเพียงที่ดินแปลงเดียว จึงไม่มีเหตุให้หลงสำคัญผิดโดยสุจริตได้

นอกจากนี้ การโอนที่ดินเข้าชื่อตนเองยังก่อผลทางทะเบียนอย่างสำคัญ เพราะเมื่อชื่อจำเลยที่ 1 ปรากฏในโฉนด ย่อมได้รับข้อสันนิษฐานตามมาตรา 1373 ว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ อันเป็นการตัดสิทธิในส่วนของโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าของรวม และเมื่อจำเลยที่ 1 ยังนำที่ดินไปจำนองอีก ก็ยิ่งทำให้ทรัพย์มรดกเสี่ยงต่อการถูกบังคับคดีขายทอดตลาด หากลูกหนี้ผิดนัด จึงเป็นพฤติการณ์ที่ชี้ถึงเจตนาฉ้อฉลชัดเจน

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ปิดบังทรัพย์มรดกมากกว่าส่วนที่ตนจะได้รับ และรู้อยู่แล้วว่าทำให้โจทก์ทั้งสามเสื่อมประโยชน์ จึงต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกตามมาตรา 1605 วรรคหนึ่ง

ประเด็นที่สี่ ผู้สืบสันดานของจำเลยที่ 1 รับมรดกแทนได้หรือไม่

แม้มาตรา 1639 จะกล่าวถึงการรับมรดกแทนที่ในกรณีทายาทถูกกำจัดก่อนเจ้ามรดกตาย แต่ศาลฎีกาอธิบายว่า มาตรา 1607 เป็นบทเฉพาะที่บัญญัติว่า การถูกกำจัดมิให้รับมรดกเป็นเรื่องเฉพาะตัว และผู้สืบสันดานของผู้ถูกกำจัดยังสืบมรดกต่อไปได้เสมือนหนึ่งว่าทายาทนั้นตายแล้ว โดยมาตรา 1607 มิได้จำกัดว่าใช้ได้เฉพาะกรณีถูกกำจัดก่อนเจ้ามรดกตายเท่านั้น ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 จะถูกกำจัดภายหลังเจ้ามรดกตาย บุตรของจำเลยที่ 1 ก็ยังมีสิทธิสืบมรดกแทนได้

ประเด็นที่ห้า เพิกถอนนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้หรือไม่

ศาลฎีกาแยกปัญหานี้ออกจากความสัมพันธ์ภายในกองมรดก โดยชี้ว่า ที่ดินมรดกตกแก่โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 โดยทางมรดกซึ่งเป็นการได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม แต่สิทธิของโจทก์ทั้งสามยังมิได้จดทะเบียนตามสัดส่วนของตน จึงไม่อาจนำสิทธิที่ยังไม่จดทะเบียนนั้นไปต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทน โดยสุจริต และจดทะเบียนโดยสุจริตแล้ว ตามมาตรา 1299 วรรคสอง

สำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นธนาคาร รับจำนองจากผู้มีชื่อในโฉนดเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว ย่อมได้รับความคุ้มครองจากข้อสันนิษฐานแห่งความสุจริตตามมาตรา 6 อีกทั้งไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าจำเลยที่ 2 รู้เห็นการทุจริตหรือร่วมสมคบกับจำเลยที่ 1 ศาลจึงถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับจำนองโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองดังกล่าว

ประเด็นที่หก ผลของการตายของจำเลยที่ 1 ระหว่างพิจารณาฎีกา

ระหว่างพิจารณาคดีในชั้นฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ทำให้คำสั่งแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกสิ้นผลทันที เพราะการเป็นผู้จัดการมรดกเป็นสิทธิเฉพาะตัว ทายาทของจำเลยที่ 1 ที่เข้ามาเป็นคู่ความแทนจึงไม่อาจสวมฐานะผู้จัดการมรดกแทนได้ คำบังคับที่ศาลชั้นต้นเคยสั่งให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกไปโอนแบ่งแยกที่ดินจึงไม่อาจบังคับได้ต่อไป ทายาทของเจ้ามรดกต้องไปยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกคนใหม่เอง ปัญหานี้เป็นเรื่องความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เอง

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง

เจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้คือให้การสืบมรดกเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติทันทีเมื่อเจ้ามรดกตาย เพื่อไม่ให้ทรัพย์มรดกตกอยู่ในภาวะไร้เจ้าของ และเพื่อคุ้มครองฐานะสิทธิของทายาทโดยธรรม ศาลฎีกาใช้มาตรานี้เป็นฐานสำคัญในการชี้ว่า นับแต่วันที่เจ้ามรดกมรณภาพ ที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นของจำเลยที่ 1 ผู้เดียวอีกต่อไป แต่ตกทอดแก่ทายาททุกคนพร้อมกัน

มาตรา 1357

มาตรานี้รับรองฐานะ “เจ้าของรวม” ของบุคคลหลายคนในทรัพย์เดียวกัน เมื่อทรัพย์มรดกตกแก่ทายาทหลายคน ย่อมเกิดความเป็นเจ้าของรวมโดยผลของกฎหมาย เจตนารมณ์คือรักษาสิทธิในส่วนของทุกคนไว้เท่าเทียมกันก่อนการแบ่งปัน ดังนั้น ผู้จัดการมรดกจึงไม่มีอำนาจตัดสิทธิหรือแปลงฐานะของทรัพย์รวมให้เป็นทรัพย์ส่วนตัวของตนโดยลำพัง

มาตรา 1605

เป็นบทลงโทษทางมรดกสำหรับทายาทที่มีพฤติการณ์ไม่สุจริตอย่างร้ายแรงต่อกองมรดกหรือทายาทอื่น เจตนารมณ์คือป้องกันมิให้ผู้มีสิทธิในมรดกใช้ความได้เปรียบจากตำแหน่งหรือโอกาสในการครอบครองทรัพย์เพื่อฮุบทรัพย์เกินส่วนของตน ศาลฎีกาในคดีนี้เน้นว่า การตีความมาตรา 1605 ต้องดูทั้ง “การกระทำ-เจตนา-ผล” ไม่ใช่ดูแต่เพียงรูปแบบภายนอกว่ามีการโอนหรือยังไม่ได้ขายต่อให้บุคคลอื่น

มาตรา 1607

เป็นบทที่สะท้อนหลักว่า การถูกกำจัดมิให้รับมรดกเป็นโทษเฉพาะตัว มิใช่โทษที่ตกทอดไปถึงลูกหลานของผู้กระทำผิด เจตนารมณ์คือไม่ให้ผู้สืบสันดานผู้มิได้ร่วมกระทำความผิดต้องเสียสิทธิไปด้วย ศาลฎีกาจึงตีความอย่างกว้างว่า แม้การถูกกำจัดจะเกิดขึ้นภายหลังเจ้ามรดกตาย ผู้สืบสันดานก็ยังรับมรดกสืบต่อได้

มาตรา 1299 วรรคสอง

เป็นบทคุ้มครองความมั่นคงแห่งนิติสัมพันธ์และความเชื่อถือในทางทะเบียน โดยเฉพาะในธุรกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ เจตนารมณ์คือคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิโดยเสียค่าตอบแทนและสุจริต มิให้ต้องรับผลเสียจากข้อบกพร่องภายในซึ่งไม่ปรากฏในทะเบียน กรณีนี้จึงแม้โจทก์จะมีสิทธิทางมรดกจริง แต่เมื่อยังไม่ได้จดทะเบียน ย่อมต่อสู้ธนาคารผู้รับจำนองโดยสุจริตไม่ได้

วิเคราะห์แนวคำพิพากษา

แนวคำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักสำคัญ 4 ประการ

ประการแรก ผู้จัดการมรดกเป็นเพียงผู้มีหน้าที่จัดการแทนกองมรดก มิใช่ผู้มีสิทธิยักเอาทรัพย์เป็นของตน การอาศัยตำแหน่งผู้จัดการมรดกไปโอนทรัพย์เข้าชื่อตนเองมีน้ำหนักร้ายแรงกว่าทายาททั่วไป เพราะเป็นการฝ่าฝืนหน้าที่โดยตรง

ประการที่สอง การปิดบังทรัพย์มรดกไม่จำเป็นต้องถึงขั้นนำทรัพย์ไปขายขาดหรือทำให้สูญหายถาวร เพียงการกระทำที่ทำให้ทายาทอื่นเสียสิทธิหรือเสื่อมประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญ เช่น โอนเข้าชื่อตนเองและนำไปจำนอง ก็อาจเพียงพอให้เข้ามาตรา 1605 ได้แล้ว

ประการที่สาม ในคดีมรดกต้องแยกให้ชัดระหว่างข้อพิพาทภายในระหว่างทายาท กับผลผูกพันต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริต แม้ทายาทจะเพิกถอนการโอนภายในได้ แต่ไม่จำเป็นว่าจะล้มธุรกรรมกับธนาคารหรือผู้รับโอนภายนอกได้เสมอไป

ประการที่สี่ เมื่อตัวผู้จัดการมรดกตาย คำสั่งแต่งตั้งเดิมสิ้นผล และไม่มีผู้ใดรับช่วงฐานะนี้โดยอัตโนมัติ จำเป็นต้องขอตั้งผู้จัดการมรดกใหม่ จึงเป็นข้อเตือนใจเชิงปฏิบัติแก่ผู้ดำเนินคดีมรดกว่า ต้องวางคำขอท้ายฟ้องและแนวทางบังคับคดีให้สอดคล้องกับสภาพบุคคลและความเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้จัดการมรดกด้วย

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

   พิพากษาให้กำจัดจำเลยที่ 1 มิให้ได้รับมรดกในที่ดินพิพาท เพิกถอนการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกกับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนแบ่งแยกที่ดินด้านทิศตะวันออก 3 ใน 4 ส่วนแก่โจทก์ทั้งสาม หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ยกคำขออื่น และยกฟ้องจำเลยที่ 2

2. ศาลอุทธรณ์

   พิพากษาแก้เป็นยกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำหรับจำเลยที่ 1 โดยเห็นว่าจำเลยที่ 1 มิได้ยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดก นอกจากนั้นคงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

3. ศาลฎีกา

   พิพากษาแก้ให้กำจัดจำเลยที่ 1 มิให้ได้รับมรดกในที่ดินพิพาทและเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกกับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว แต่ไม่เพิกถอนนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เพราะจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับจำนองโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้ชี้ให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า “ฐานะผู้จัดการมรดก” มิใช่อำนาจเบ็ดเสร็จเหนือทรัพย์มรดก หากแต่เป็นหน้าที่ที่ต้องใช้อย่างซื่อสัตย์ สุจริต และเป็นกลางเพื่อประโยชน์ของทายาททั้งปวง ผู้จัดการมรดกที่ใช้อำนาจในทางกลับกัน โดยนำทรัพย์มรดกไปโอนเข้าชื่อตนเอง อาศัยข้อความอ้างอันไม่เป็นความจริง และสร้างภาระผูกพันต่อทรัพย์มรดกโดยทายาทอื่นไม่รู้เห็น ย่อมมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนหน้าที่ในสาระสำคัญ จนเข้าลักษณะปิดบังทรัพย์มรดกตามมาตรา 1605 ได้

อีกประการหนึ่ง คดีนี้สะท้อนหลักการสำคัญของกฎหมายทรัพย์สินว่า สิทธิภายในกองมรดกกับสิทธิภายนอกในทางทะเบียนต้องพิจารณาแยกจากกัน ทายาทอาจมีสิทธิโดยแท้จริงในทรัพย์มรดก แต่หากยังมิได้จดทะเบียน ย่อมไม่อาจนำสิทธินั้นไปล้มสิทธิของบุคคลภายนอกผู้สุจริตที่อาศัยความเชื่อถือในทะเบียนได้ หลักนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคดีที่ดินมรดก เพราะในทางปฏิบัติมักเกิดกรณีผู้จัดการมรดกหรือทายาทบางคนรีบไปจดทะเบียนแล้วนำทรัพย์ไปทำนิติกรรมต่อกับบุคคลภายนอก

นอกจากนี้ ศาลฎีกายังให้ความสำคัญกับการตีความมาตรา 1607 ในลักษณะคุ้มครองผู้สืบสันดานของผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดก ไม่ให้ต้องรับผลร้ายจากการกระทำเฉพาะตัวของบุพการี อันเป็นการรักษาความเป็นธรรมภายในสายโลหิตและสอดคล้องกับหลักกฎหมายมรดกที่มุ่งคุ้มครองสิทธิของผู้สืบสันดานซึ่งมิได้มีส่วนร่วมในการทุจริต

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการที่ผู้จัดการมรดกนำที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกไปจดทะเบียนโอนเป็นของตนเองเพียงผู้เดียว แล้วนำไปจำนองประกันหนี้ของภริยา โดยทายาทอื่นมิได้รู้เห็นยินยอม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการปิดบังทรัพย์มรดกมากกว่าส่วนที่ตนจะได้รับและมีเจตนาทำให้ทายาทอื่นเสื่อมประโยชน์ จึงต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1605 วรรคหนึ่ง

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. ปิดบังทรัพย์มรดกตามมาตรา 1605

   แก่นของประเด็นนี้ไม่ได้อยู่เพียงว่าจำเลยโอนทรัพย์ให้ตนเองหรือไม่ แต่อยู่ที่การพิจารณารวมถึงเจตนาและผลของการกระทำด้วย เมื่อผู้จัดการมรดกรู้ว่ามีทายาทอื่นมีสิทธิเท่าเทียมกัน แต่ยังโอนที่ดินทั้งแปลงเข้าชื่อตนเองและนำไปจำนอง ย่อมเป็นการตัดสิทธิและทำให้ทายาทอื่นเสื่อมประโยชน์อย่างชัดเจน จึงเข้าลักษณะต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดก

2. ผู้รับจำนองโดยสุจริตตามมาตรา 1299 วรรคสอง

   แม้โจทก์ทั้งสามจะเป็นทายาทโดยธรรมและมีสิทธิในที่ดินมรดกตั้งแต่เจ้ามรดกตาย แต่สิทธิดังกล่าวยังมิได้จดทะเบียน จึงไม่อาจใช้ต่อสู้บุคคลภายนอกผู้รับจำนองโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตได้ ศาลจึงเพิกถอนการโอนระหว่างจำเลยที่ 1 กับตนเองได้ แต่ไม่เพิกถอนนิติกรรมจำนองกับธนาคาร

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม-ผู้จัดการมรดกมีสิทธิโอนที่ดินมรดกเป็นชื่อตนเองเพียงผู้เดียวได้หรือไม่

   คำตอบ

   โดยหลักแล้วผู้จัดการมรดกไม่มีสิทธินำทรัพย์มรดกไปจดทะเบียนเป็นของตนเองเพียงผู้เดียว เว้นแต่จะมีฐานกฎหมายรองรับชัดเจน เช่น มีพินัยกรรมยกให้ มีการแบ่งปันโดยทายาททุกคนยินยอม หรือมีคำสั่งศาลหรือข้อตกลงที่ชอบด้วยกฎหมายรองรับ การที่ผู้จัดการมรดกมีอำนาจจัดการทรัพย์มรดก มิได้หมายความว่ามีอำนาจตัดทรัพย์ออกจากกองมรดกเข้าทรัพย์ส่วนตนได้ตามอำเภอใจ เพราะเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกย่อมตกทอดแก่ทายาททุกคนทันที และหากมีทายาทหลายคนก็ย่อมเป็นเจ้าของรวมกันก่อนการแบ่งปัน ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่เพียงรวบรวม ดูแล และแบ่งปันทรัพย์มรดกให้ถูกต้องตามส่วน มิใช่ใช้อำนาจแทนกองมรดกเพื่อประโยชน์ส่วนตน หากฝ่าฝืนจนตัดสิทธิทายาทอื่น อาจเข้าลักษณะปิดบังทรัพย์มรดกและถูกกำจัดมิให้รับมรดกได้

2. คำถาม-การกระทำอย่างไรจึงจะถือว่าเป็นการปิดบังทรัพย์มรดกจนถูกกำจัดมิให้รับมรดก

   คำตอบ

   การจะถือว่าเป็นการปิดบังทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1605 ไม่ได้พิจารณาเพียงรูปแบบภายนอกของการถือครองทรัพย์เท่านั้น แต่ศาลจะพิจารณาทั้งการกระทำ เจตนา และผลของการกระทำนั้นร่วมกัน หากทายาทหรือผู้จัดการมรดกนำทรัพย์มรดกไปซ่อน โอนเข้าชื่อตนเอง ใช้สิทธิแต่ผู้เดียว หรือก่อภาระต่อทรัพย์โดยมุ่งให้ทายาทอื่นเสียสิทธิหรือเสื่อมประโยชน์ ย่อมมีโอกาสสูงที่จะเข้าลักษณะปิดบังทรัพย์มรดก การวินิจฉัยจึงเป็นเรื่องข้อเท็จจริงเฉพาะกรณี แต่หัวใจสำคัญคือ ต้องมีพฤติการณ์ที่แสดงถึงความไม่สุจริตและความมุ่งหมายจะยึดถือทรัพย์เกินกว่าส่วนที่ตนควรได้รับตามกฎหมาย หากเพียงเข้าใจผิดโดยสุจริต หรือมีเหตุอันพอเชื่อได้ว่าเป็นสิทธิของตนจริง ศาลอาจไม่ถึงขั้นวินิจฉัยให้ถูกกำจัดมิให้รับมรดก

3. คำถาม-เมื่อเจ้ามรดกตายแล้ว ทายาทมีสิทธิในที่ดินมรดกทันทีหรือยังต้องรอแบ่งก่อน

   คำตอบ

   เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกย่อมตกทอดแก่ทายาททันทีตามมาตรา 1599 วรรคหนึ่ง ไม่ต้องรอให้มีการแบ่งปันก่อนจึงจะเกิดสิทธิ กล่าวอีกนัยหนึ่ง สิทธิในกองมรดกเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายตั้งแต่วินาทีที่เจ้ามรดกตาย อย่างไรก็ตาม ในกรณีอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน แม้ทายาทจะมีสิทธิในสาระสำคัญแล้ว แต่หากยังไม่ได้จดทะเบียนสิทธิตามส่วนของตน ก็ยังมีข้อจำกัดในแง่การต่อสู้บุคคลภายนอกตามมาตรา 1299 วรรคสอง ดังนั้น จึงต้องแยกให้ชัดระหว่าง “สิทธิภายในกองมรดก” กับ “ผลในทางทะเบียน” ซึ่งเป็นคนละชั้นกัน ภายในระหว่างทายาทด้วยกัน ย่อมถือว่าทุกคนมีสิทธิร่วมกันทันที แต่ภายนอกต่อบุคคลผู้สุจริตที่อาศัยทะเบียน กฎหมายยังคงคุ้มครองความมั่นคงของระบบจดทะเบียน

4. คำถาม-หากผู้จัดการมรดกนำที่ดินมรดกไปจำนอง ธุรกรรมนั้นเป็นโมฆะหรือเพิกถอนได้เสมอหรือไม่

   คำตอบ

   ไม่เสมอไป เพราะต้องพิจารณาสถานะของผู้รับจำนองประกอบด้วย หากผู้รับจำนองเป็นบุคคลภายนอกที่ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทน โดยสุจริต และได้จดทะเบียนโดยสุจริตแล้ว กฎหมายย่อมคุ้มครองผู้รับจำนองตามมาตรา 1299 วรรคสอง แม้ภายในกองมรดกเอง การที่ผู้จัดการมรดกนำทรัพย์ไปจำนองโดยทายาทอื่นไม่ยินยอมจะเป็นการกระทำที่ไม่ชอบหรือถึงขั้นเป็นการปิดบังทรัพย์มรดกก็ตาม แต่ใช่ว่าจะเพิกถอนสิทธิของผู้รับจำนองได้ทุกกรณี โดยเฉพาะเมื่อผู้รับจำนองอาศัยข้อมูลในโฉนดซึ่งปรากฏชื่อผู้จำนองเป็นเจ้าของเพียงผู้เดียวและไม่มีหลักฐานว่ารู้เห็นการทุจริต กรณีเช่นนี้ศาลมักให้ความคุ้มครองแก่ผู้รับจำนอง และให้ทายาทไปใช้สิทธิเรียกร้องหรือจัดการกันภายในกองมรดกแทน

5. คำถาม-เหตุใดศาลจึงเพิกถอนการโอนที่ดินได้ แต่ไม่เพิกถอนการจำนองกับธนาคาร

   คำตอบ

   เหตุผลสำคัญอยู่ที่ฐานะคู่กรณีทั้งสองส่วนไม่เหมือนกัน การโอนที่ดินระหว่างผู้จัดการมรดกกับตนเองเป็นความสัมพันธ์ภายในซึ่งเกี่ยวกับหน้าที่ของผู้จัดการมรดกและสิทธิของทายาทร่วมโดยตรง หากการโอนนั้นเกิดจากการอ้างสิทธิอันไม่เป็นจริงและทำเพื่อยึดทรัพย์มรดกไว้ฝ่ายเดียว ย่อมเพิกถอนได้ เพราะเป็นการกระทำที่ทำลายสิทธิของทายาทอื่นโดยตรง แต่สำหรับการจำนองกับธนาคาร ศาลต้องคำนึงถึงหลักคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้รับจำนองโดยสุจริตด้วย หากธนาคารรับจำนองจากผู้มีชื่อในโฉนดเป็นเจ้าของ และไม่มีพยานหลักฐานว่าธนาคารรู้เห็นการทุจริตหรือสมคบกัน ธนาคารย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ทายาทจึงไม่อาจใช้สิทธิที่ยังไม่จดทะเบียนของตนไปล้มสิทธิของธนาคารได้ แม้จะชนะคดีภายในกองมรดกก็ตาม

6. คำถาม-บุตรของทายาทที่ถูกกำจัดมิให้รับมรดกยังมีสิทธิรับมรดกหรือไม่

   คำตอบ

   ยังมีสิทธิได้ หากเข้าหลักผู้สืบสันดานตามมาตรา 1607 เพราะการถูกกำจัดมิให้รับมรดกเป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้กระทำผิด ไม่ใช่โทษที่จะตกทอดไปยังลูกหลานของผู้นั้นโดยอัตโนมัติ ศาลฎีกาในคดีนี้ยืนยันชัดว่า แม้ทายาทจะถูกกำจัดมิให้รับมรดกภายหลังเจ้ามรดกตาย ผู้สืบสันดานของทายาทผู้นั้นก็ยังมีสิทธิสืบมรดกต่อไปได้เสมือนหนึ่งว่าทายาทคนนั้นตายแล้ว หลักนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะป้องกันมิให้ผู้สืบสันดานซึ่งมิได้มีส่วนร่วมในการกระทำอันไม่สุจริตต้องเสียสิทธิไปด้วย จึงเป็นการคุ้มครองความเป็นธรรมในทางมรดก และเป็นตัวอย่างชัดเจนว่ากฎหมายแยกความรับผิดส่วนตัวออกจากสิทธิของผู้สืบสายโลหิตโดยเด็ดขาด

7. คำถาม-ถ้าผู้จัดการมรดกตายระหว่างคดี คำสั่งแต่งตั้งผู้จัดการมรดกเดิมยังมีผลอยู่หรือไม่

   คำตอบ

   ไม่มีผลอยู่ต่อไป เพราะการเป็นผู้จัดการมรดกเป็นสิทธิเฉพาะตัว เมื่อบุคคลนั้นถึงแก่ความตาย คำสั่งแต่งตั้งย่อมสิ้นผลทันที และทายาทของผู้จัดการมรดกเดิมแม้จะเข้าเป็นคู่ความแทนในคดี ก็ไม่อาจรับช่วงสถานะผู้จัดการมรดกแทนได้โดยอัตโนมัติ ดังนั้น หากคำพิพากษามีลักษณะบังคับให้ผู้จัดการมรดกเดิมไปทำนิติกรรม เช่น โอน แบ่งแยก หรือส่งมอบทรัพย์ คำบังคับดังกล่าวอาจไม่สามารถดำเนินต่อได้ตามเดิม จำเป็นต้องให้ทายาทของเจ้ามรดกไปยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกคนใหม่ต่อศาลก่อน แล้วจึงดำเนินการจัดการทรัพย์มรดกต่อไป หลักนี้เป็นประเด็นสำคัญในทางปฏิบัติ เพราะเกี่ยวกับความสามารถในการบังคับคดีและความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการจัดการมรดกทั้งหมด

8. คำถาม-ทายาทควรทำอย่างไรเมื่อสงสัยว่าผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกเข้าชื่อตนเองโดยมิชอบ

   คำตอบ 

   ทายาทควรรีบตรวจสอบข้อเท็จจริงและเอกสารโดยเร็ว เช่น คำสั่งตั้งผู้จัดการมรดก หนังสือรับรองการเป็นผู้จัดการมรดก สารบบจดทะเบียนที่ดิน โฉนด คำขอจดทะเบียน และรายการจดทะเบียนต่าง ๆ เพื่อพิสูจน์ว่ามีการโอนหรือก่อภาระต่อทรัพย์มรดกจริงหรือไม่ จากนั้นควรพิจารณาสิทธิในการฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรม ขอให้กำจัดผู้กระทำมิให้รับมรดก และขอให้จัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้ถูกต้อง ทั้งนี้ต้องกำหนดคำขอให้เหมาะกับข้อเท็จจริงและสถานะของคู่ความ โดยเฉพาะหากทรัพย์ได้ถูกนำไปทำนิติกรรมกับบุคคลภายนอกแล้ว ต้องวิเคราะห์เพิ่มว่าบุคคลภายนอกนั้นเป็นผู้สุจริตหรือไม่ และสิทธิของทายาทได้จดทะเบียนไว้แล้วเพียงใด การดำเนินคดีล่าช้าอาจทำให้การพิสูจน์ข้อเท็จจริงยากขึ้น จึงควรรีบใช้สิทธิตามกฎหมายอย่างรอบคอบ

 การกำจัดทายาทมิให้รับมรดก, สิทธิรับมรดกของผู้สืบสันดานเมื่อทายาทถูกกำจัด, การเพิกถอนนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์มรดก

จำเลยที่ 1 ปิดบังทรัพย์มรดก ฉ้อฉลมิให้แบ่งปันแก่ทายาทคนอื่น ถูกกำจัดสิทธิรับมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1605 พร้อมเพิกถอนการโอนที่ดิน ขณะที่การจำนองโดยจำเลยที่ 2 ได้รับความคุ้มครองเนื่องจากดำเนินการโดยสุจริต

**กรณีที่ดินมรดกของเจ้ามรดก นายอ้วนและนางพวง มีข้อพิพาทระหว่างโจทก์ 3 คนและจำเลยที่ 1 (ผู้จัดการมรดก) ซึ่งจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกเป็นของตนเองโดยอ้างว่าได้รับยกให้ก่อนมรณภาพ และนำที่ดินจดจำนองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1605 เนื่องจากปิดบังทรัพย์สินโดยเจตนาเพื่อประโยชน์ตนเอง

*ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกฟ้องโจทก์ โดยเห็นว่าจำเลยที่ 1 กระทำโดยสุจริต แต่ศาลฎีกายืนยันคำวินิจฉัยเดิมว่าเจ้ามรดกมิได้ยกที่ดินให้จำเลยที่ 1 ก่อนมรณภาพ และการกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 1 เป็นการฉ้อฉล ขัดต่อสิทธิของทายาทคนอื่น

*นอกจากนี้ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นธนาคาร ได้รับจำนองที่ดินโดยสุจริตและจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่สามารถเพิกถอนนิติกรรมจำนองได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง

*เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย คำสั่งแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกสิ้นสุดลง ทายาทต้องดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อตั้งผู้จัดการมรดกคนใหม่ ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้เพิกถอนการโอนที่ดินและกำจัดจำเลยที่ 1 มิให้ได้รับมรดก แต่ที่ดินส่วนของจำเลยที่ 1 กลับคืนสู่กองมรดกเพื่อแบ่งให้ผู้มีสิทธิ์ตามกฎหมายต่อไป

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 581/2565

การที่จะพิจารณาได้ว่าทายาทคนใดยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกถึงขนาดถูกกำจัดมิให้รับมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1605 นั้น ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นเรื่อง ๆ ไป นอกจากพิจารณาถึงการกระทำของผู้กระทำแล้ว ยังต้องคำนึงเจตนาของผู้กระทำและผลของการกระทำนั้นเป็นสำคัญด้วยว่า มีเจตนาทำให้เสื่อมประโยชน์แก่ทายาทคนอื่นด้วยหรือไม่ เมื่อเจ้ามรดกมรณภาพ ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาททันที ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าของรวมมีส่วนเท่ากันในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1357 จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ต้องจัดการแบ่งปันที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกตามสัดส่วนของทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสาม เว้นแต่ทายาททั้งหมดสมัครใจตกลงยินยอมให้แบ่งปันเป็นอย่างอื่น เมื่อไม่ปรากฏว่าทายาททุกคนสมัครใจตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกเป็นอย่างอื่น การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกเป็นของตนเพียงผู้เดียว ไม่ยินยอมแบ่งปันให้แก่โจทก์ทั้งสามโดยอ้างว่า ก่อนเจ้ามรดกมรณภาพได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่ตน ซึ่งความจริงแล้วก่อนเจ้ามรดกมรณภาพไม่ได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 หรือทายาทคนใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้ามรดกมีทรัพย์มรดกคือที่ดินพิพาทเท่านั้น ไม่มีทรัพย์มรดกอื่นที่จำเลยที่ 1 ต้องรวบรวมอีก ประกอบกับจำเลยที่ 1 ทราบดีว่าโจทก์ทั้งสามเป็นทายาทของเจ้ามรดกมีสิทธิได้รับมรดกดุจเดียวกับจำเลยที่ 1 จึงไม่มีมูลเหตุทำให้จำเลยที่ 1 สำคัญผิดหรือเข้าใจโดยสุจริตว่าที่พิพาทตกทอดแก่ตนเพียงผู้เดียว ทั้งพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ก็ไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาจะจดทะเบียนแบ่งปันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทในภายหลังเพราะการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินลักษณะดังกล่าวต้องกระทำสองทอดและต้องเสียค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนโอนถึงสองครั้ง ประกอบกับที่ดินพิพาทมีหลักฐานทางทะเบียนที่ดินเป็นโฉนด การที่จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลผู้มีชื่อในโฉนดจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายไว้ก่อนว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 อันเป็นการตัดกรรมสิทธิ์ในส่วนของโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าของรวมด้วยและมีส่วนเท่ากันตามมาตรา 1357 นอกจากนี้การที่จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทจดทะเบียนจำนองประกันหนี้เงินกู้ของ ส. ภริยาจำเลยที่ 1 ไว้กับจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ทั้งสามมิได้รู้เห็นยินยอม มีผลก่อเกิดทรัพยสิทธิจำนองในที่ดินพิพาท ซึ่งจำนองจะระงับสิ้นไปเมื่อหนี้กู้ยืมเงินที่เป็นประกันระงับด้วยเหตุประการอื่นใดที่มิใช่เหตุอายุความ หาก ส. ผู้กู้และจำเลยที่ 1 ผู้จำนองผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ผู้รับจำนองย่อมใช้สิทธิบังคับจำนองและฟ้องคดีเพื่อให้ศาลสั่งให้ยึดที่ดินพิพาทและให้ขายทอดตลาดได้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเป็นของตนเองผู้เดียวไม่แบ่งปันให้แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทและนำที่ดินพิพาทจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ภริยาตนเองไว้กับจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ทั้งสามมิได้รู้เห็นยินยอม แม้จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไปเป็นของบุคคลอื่นอีกก็ตาม พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 เช่นนี้ ถือว่าเป็นการปิดบังทรัพย์มรดกมากกว่าส่วนที่ตนจะได้รับโดยมีเจตนาฉ้อฉลหรือรู้อยู่แล้วว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจึงต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเลย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1605 วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสามจึงมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 เพื่อนำมาแบ่งปันแก่ทายาทของเจ้ามรดกได้ตามฟ้อง แต่อย่างไรก็ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1639 บัญญัติให้ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดมิให้รับมรดกรับมรดกแทนที่ทายาทนั้นได้ในกรณีที่ทายาทนั้นถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตายเท่านั้นก็ตาม แต่มาตรา 1607 บัญญัติว่า การถูกกำจัดมิให้รับมรดกนั้นเป็นการเฉพาะตัว ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดสืบมรดกต่อไปเหมือนหนึ่งว่าทายาทนั้นตายแล้วโดยมิได้บัญญัติว่า ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดมิให้รับมรดกสืบมรดกต่อไปได้เฉพาะในกรณีที่ทายาทนั้นถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตายเท่านั้น ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 ได้ปิดบังทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกมากกว่าส่วนที่ตนจะได้และต้องถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกของเจ้ามรดกเลย อันเป็นการถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกหลังเจ้ามรดกมรณภาพก็ตาม บุตรของจำเลยที่ 1 เป็นผู้สืบสันดานของจำเลยที่ 1 ผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกของเจ้ามรดกสืบมรดกของเจ้ามรดกต่อไปได้เสมือนหนึ่งว่าจำเลยที่ 1 ตายแล้ว ตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 1607 และบทบัญญัติมาตรา 1607 หาได้อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 1639 ไม่

*ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกตกแก่โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก จึงเป็นการได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม เมื่อโจทก์ทั้งสามยังไม่ได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทตามสัดส่วนของตน จะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่ได้ และสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนนั้น โจทก์ทั้งสามย่อมไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนโดยสุจริตแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง จำเลยที่ 2 ประกอบธุรกิจธนาคารตาม พ.ร.บ.ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ.2509 การรับจำนองที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ก็เป็นการดำเนินธุรกิจตามปกติของจำเลยที่ 2 ประกอบกับจำเลยที่ 2 ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 6 ที่บัญญัติว่า "ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต" และไม่ปรากฏพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสามว่าจำเลยที่ 2 กระทำโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด แต่กลับได้ความว่า ส. ภริยาจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทซึ่งมีทะเบียนเป็นโฉนดที่ดินปรากฏชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียวจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ไว้กับจำเลยที่ 2 จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 รับจำนองที่ดินพิพาทไว้จากจำเลยที่ 1 โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว โจทก์ทั้งสามย่อมไม่อาจยกการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยทางมรดกเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 2 ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2

*เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกจึงไม่มีผลอีกต่อไป ทั้งการเป็นผู้จัดการมรดกเป็นการเฉพาะตัวของจำเลยที่ 1 ม. ทายาทของจำเลยที่ 1 ซึ่งเข้าเป็นคู่ความแทน ไม่อาจเป็นผู้จัดการมรดกแทนจำเลยที่ 1 ได้ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทแบ่งแยกที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันออกสามในสี่ส่วนให้แก่โจทก์ทั้งสาม หากจำเลยที่ 1 ไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จึงไม่อาจบังคับให้มีผลตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้อีกต่อไป เป็นเรื่องที่ทายาทของเจ้ามรดกต้องไปดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลขอตั้งผู้จัดการมรดกคนใหม่ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 252

ฎีกาย่อ

โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินมรดกและเพิกถอนการจำนองระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ขอให้ส่งมอบโฉนด แบ่งแยกที่ดินแก่โจทก์ทั้งสาม และขอให้กำจัดจำเลยที่ 1 มิให้รับมรดก ศาลชั้นต้นพิพากษาให้กำจัดจำเลยที่ 1 มิให้ได้รับมรดก เพิกถอนการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกกับตนเอง และให้โอนแบ่งแยกที่ดินด้านทิศตะวันออก 3 ใน 4 ส่วนแก่โจทก์ทั้งสาม แต่ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสามจึงฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อเจ้ามรดกตาย ที่ดินพิพาทตกทอดแก่ทายาททันที โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าของรวมกัน จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกมีหน้าที่แบ่งปันทรัพย์ ไม่ใช่โอนเป็นของตนเองโดยอ้างว่าเจ้ามรดกยกให้ก่อนตาย ซึ่งข้อเท็จจริงยุติแล้วว่าไม่มีการยกให้ อีกทั้งโจทก์ทั้งสามไม่ได้รู้เห็นยินยอม การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินเข้าชื่อตนเองและนำไปจำนองประกันหนี้ภริยา จึงเป็นการปิดบังทรัพย์มรดกเกินส่วน มีเจตนาทำให้ทายาทอื่นเสื่อมประโยชน์ ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1605 และเพิกถอนการโอนดังกล่าวได้ อย่างไรก็ดี จำเลยที่ 2 รับจำนองโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต โจทก์ทั้งสามจึงเพิกถอนจำนองไม่ได้ พิพากษาแก้ให้กำจัดจำเลยที่ 1 มิให้รับมรดกและเพิกถอนการโอนที่ดิน แต่คงผลเรื่องยกฟ้องจำเลยที่ 2 ไว้

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินมรดกของจำเลยที่ 1 เพิกถอนการจำนองที่ดินมรดกระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 โดยให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนภายใน 7 วัน นับแต่มีคำพิพากษา หากไม่ปฏิบัติให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้ร่วมกันส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์ทั้งสามภายใน 7 วัน นับแต่มีคำพิพากษา ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินมรดกทางด้านตะวันออกตามแนวเส้นสีแดงในแผนที่ท้ายฟ้องหมายเลข 13 รวมเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งานเศษ แก่โจทก์ทั้งสามภายใน 7 วัน นับแต่มีคำพิพากษา หากไม่ปฏิบัติให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ถ้าไม่สามารถตกลงแบ่งปันกันได้ให้นำออกประมูลหรือขายทอดตลาดเอาเงินมาแบ่งให้โจทก์ทั้งสาม และให้กำจัดจำเลยที่ 1 มิให้รับมรดกแล้วนำส่วนของจำเลยที่ 1 มาแบ่งแก่โจทก์ทั้งสามและทายาทอื่น

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้กำจัดจำเลยที่ 1 มิให้ได้มรดกในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 32237 ให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาท ฉบับลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2551 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก กับจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทแบ่งแยกที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันออก 3 ใน 4 ส่วน ให้แก่โจทก์ทั้งสาม หากจำเลยที่ 1 ไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำหรับจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความให้ 4,000 บาท นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลฎีกาอนุญาตให้นางมนทกานต์ ทายาทของจำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า นายอ้วน และนางพวง เป็นสามีภริยากัน มีบุตร 8 คน ได้แก่นางเอ็ม นายอ้น นางสาวหรือนางไม นางมง นายอานหรือพระภิกษุอาน นายบุ โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 นายอ้วน นางพวง นางเอ็ม นายอ้น นางมงและนายบุ ถึงแก่ความตายแล้ว โจทก์ที่ 2 เป็นบุตรนางมง และโจทก์ที่ 3 เป็นบุตรนายบุ นายอานหรือพระภิกษุอานเจ้ามรดกไม่มีภริยาและบุตร ก่อนเจ้ามรดกอุปสมบทเป็นพระภิกษุมีทรัพย์สินเป็นที่ดิน 1 แปลง โฉนดเลขที่ 32237 เนื้อที่ 2 ไร่ 13 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินพิพาท เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 เจ้ามรดกมรณภาพโดยมิได้ทำพินัยกรรมและตั้งผู้จัดการมรดก และเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2551 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดก ต่อมาวันที่ 24 พฤศจิกายน 2551 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของตนเองแต่เพียงผู้เดียว และวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทจดทะเบียนจำนองประกันหนี้เงินกู้ของนางสำเรย ภริยาจำเลยที่ 1 ไว้กับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ทั้งสามไม่ขาดอายุความ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามโดยวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 มิได้ยักย้ายหรือปิดบังที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดก ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ผู้เดียว มิได้วินิจฉัยปัญหาอายุความตามที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ แต่คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสามไม่ขาดอายุความนั้น มีผลกระทบกระเทือนสิทธิของจำเลยที่ 1 ฝ่ายที่ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาในปัญหาดังกล่าว ปัญหาว่าฟ้องโจทก์ทั้งสามขาดอายุความหรือไม่ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า จำเลยที่ 1 ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1605 วรรคหนึ่งหรือไม่ เห็นว่า เกี่ยวกับปัญหาข้อเท็จจริงที่ว่าเจ้ามรดกยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อนมรณภาพตามที่จำเลยที่ 1 ให้การไว้หรือไม่นั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่า เจ้ามรดกมิได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อนมรณภาพ จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านข้อเท็จจริงดังกล่าวว่าคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือไม่อย่างไร จำเลยที่ 1 คงอุทธรณ์แต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทมาเป็นของจำเลยที่ 1 โดยทายาททุกคนทราบและให้ความยินยอม เหตุที่ไม่คัดค้านเพราะขณะนั้นที่ดินพิพาทราคายังไม่สูง โจทก์นำคดีมาฟ้องเพราะที่ดินพิพาทมีราคาสูงขึ้น เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ปัญหาข้อเท็จจริงที่ว่า เจ้ามรดกยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 ก่อนมรณภาพหรือไม่ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าเจ้ามรดกไม่ได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อนมรณภาพ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยและฟังข้อเท็จจริงว่า เจ้ามรดกยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อนมรณภาพนั้น จึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบมาตรา 246 การที่จะพิจารณาได้ว่าทายาทคนใดยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกถึงขนาดถูกกำจัดมิให้รับมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1605 นั้น ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นเรื่อง ๆ ไป นอกจากพิจารณาถึงการกระทำของผู้กระทำแล้ว ยังต้องคำนึงถึงเจตนาของผู้กระทำและผลของการกระทำนั้นเป็นสำคัญด้วยว่า มีเจตนาทำให้เสื่อมประโยชน์แก่ทายาทคนอื่นด้วยหรือไม่ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาเป็นของตนเองเพียงผู้เดียว โดยอ้างว่าเจ้ามรดกยกที่ดินพิพาทให้แก่ตนก่อนมรณภาพ ข้อเท็จจริงดังกล่าวยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วว่าเจ้ามรดกมิได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ส่วนที่จำเลยที่ 1 ให้การและเบิกความอ้างว่า ขณะจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทมาเป็นของตนเองในฐานะส่วนตัว โจทก์ทั้งสามทราบดีไม่มีผู้คัดค้านนั้น โจทก์ทั้งสามเบิกความยอมรับแต่เพียงว่า โจทก์ทั้งสามยินยอมให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกเท่านั้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์มาเป็นของตนเองและนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองประกันหนี้เงินกู้ของนางสำเรยภริยาจำเลยที่ 1 ไว้กับจำเลยที่ 2 โจทก์ทั้งสามไม่ทราบมาก่อน เพิ่งมาทราบเมื่อมีเจ้าพนักงานที่ดินมาทำการรังวัดที่ดินพิพาทเมื่อปี 2561 ซึ่งสอดคล้องกับที่นางทองม้วน พยานโจทก์ทั้งสามเบิกความว่า ที่ดินของนางทองม้วนด้านทิศเหนือมีแนวเขตติดต่อกับที่ดินพิพาททางด้านทิศใต้เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 นางทองม้วนได้รับหนังสือจากสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ว่า จำเลยที่ 1 ขอรังวัดสอบเขตที่ดินสองแปลงซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทให้นางทองม้วนคอยระวังแนวเขต ซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเป็นของตนเองและจดทะเบียนจำนองประกันหนี้เงินกู้ของนางสำเรยภริยาจำเลยที่ 1 ไว้กับจำเลยที่ 2 แล้ว ประกอบกับโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 หลังจากนางทองม้วนได้รับหนังสือแจ้งให้ระวังแนวเขต 15 วัน ซึ่งไม่เนิ่นนานเกินไป จึงมีเหตุผลให้น่าเชื่อว่า โจทก์ทั้งสามเพิ่งทราบว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทมาเป็นของตนเองและจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทไว้กับจำเลยที่ 2 ภายหลังจากเจ้าพนักงานที่ดินมีหนังสือแจ้งให้นางทองม้วนเจ้าของที่ดินข้างเคียงคอยระวังแนวเขต ส่วนที่โจทก์ที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 1 ว่า ทราบการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเมื่อปี 2551 โจทก์ที่ 1 ก็เบิกความตอบคำถามติงว่า โจทก์ที่ 1 ทราบเรื่องดังกล่าวเมื่อปี 2561 น่าเชื่อว่าโจทก์ที่ 1 เบิกความถึงเรื่องที่ทราบว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 โดยผิดหลงจากปี 2561 เป็นปี 2551 เสียมากกว่า ข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสามทราบดีว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของตนเองและโจทก์ทั้งสามไม่คัดค้านตามที่จำเลยที่ 1 เบิกความ เมื่อเจ้ามรดกมรณภาพที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาททันที ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าของรวมมีส่วนเท่ากันในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ต้องจัดการแบ่งปันที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกตามสัดส่วนของทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสาม เว้นแต่ทายาททั้งหมดสมัครใจตกลงยินยอมให้แบ่งปันเป็นอย่างอื่น เมื่อไม่ปรากฏว่าทายาททุกคนสมัครใจตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกเป็นอย่างอื่น การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกเป็นของตนเพียงผู้เดียว ไม่ยินยอมแบ่งปันให้แก่โจทก์ทั้งสามโดยอ้างว่า ก่อนเจ้ามรดกมรณภาพได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่ตน ซึ่งความจริงแล้วก่อนเจ้ามรดกมรณภาพไม่ได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 หรือทายาทคนใด และที่จำเลยที่ 1 ให้การและเบิกความอ้างว่า โจทก์ทั้งสามทราบดีว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสามไม่คัดค้าน ซึ่งความจริงแล้วโจทก์ทั้งสามไม่ทราบมาก่อนดังที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ทั้งจำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ทั้งสามขาดอายุความ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้ามรดกมีทรัพย์มรดกคือที่ดินพิพาทเท่านั้น ไม่มีทรัพย์มรดกอื่นที่จำเลยที่ 1 ต้องรวบรวมอีก ประกอบกับจำเลยที่ 1 ทราบดีว่าโจทก์ทั้งสามเป็นทายาทของเจ้ามรดกมีสิทธิได้รับมรดกดุจเดียวกับจำเลยที่ 1 จึงไม่มีมูลเหตุทำให้จำเลยที่ 1 สำคัญผิดหรือเข้าใจโดยสุจริตว่าที่พิพาทตกทอดแก่ตนเพียงผู้เดียว ทั้งพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ก็ไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาจะจดทะเบียนแบ่งปันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทในภายหลัง เพราะการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินลักษณะดังกล่าวต้องกระทำสองทอดและต้องเสียค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนโอนถึงสองครั้ง ประกอบกับที่ดินพิพาทมีหลักฐานทางทะเบียนที่ดินเป็นโฉนด การที่จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลผู้มีชื่อในโฉนดจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายไว้ก่อนว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 อันเป็นการตัดกรรมสิทธิ์ในส่วนของโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าของรวมด้วยและมีส่วนเท่ากันตามมาตรา 1357 นอกจากนี้การที่จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทจดทะเบียนจำนองประกันหนี้เงินกู้ของนางสำเรยภริยาจำเลยที่ 1 ไว้กับจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ทั้งสามมิได้รู้เห็นยินยอม มีผลก่อเกิดทรัพยสิทธิจำนองในที่ดินพิพาท ซึ่งจำนองจะระงับสิ้นไปเมื่อหนี้กู้ยืมเงินที่เป็นประกันระงับด้วยเหตุประการอื่นใดที่มิใช่เหตุอายุความ หากนางสำเรยผู้กู้และจำเลยที่ 1 ผู้จำนองผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ผู้รับจำนองย่อมใช้สิทธิบังคับจำนองและฟ้องคดีเพื่อให้ศาลสั่งให้ยึดที่ดินพิพาทและให้ขายทอดตลาดได้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเป็นของตนเองผู้เดียวไม่แบ่งปันให้แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาท และนำที่ดินพิพาทจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ภริยาตนเองไว้กับจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ทั้งสามมิได้รู้เห็นยินยอม แม้จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไปเป็นของบุคคลอื่นอีกก็ตาม พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 เช่นนี้ ถือว่าเป็นการปิดบังทรัพย์มรดกมากกว่าส่วนที่ตนจะได้รับโดยมีเจตนาฉ้อฉลหรือรู้อยู่แล้วว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาท จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจึงต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1605 วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสามจึงมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 เพื่อนำมาแบ่งปันแก่ทายาทของเจ้ามรดกได้ตามฟ้อง ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1639 บัญญัติให้ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดมิให้รับมรดกรับมรดกแทนที่ทายาทนั้นได้ในกรณีที่ทายาทนั้นถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตายเท่านั้นก็ตาม แต่มาตรา 1607 บัญญัติว่า การถูกกำจัดมิให้รับมรดกนั้นเป็นการเฉพาะตัว ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดสืบมรดกต่อไปเหมือนหนึ่งว่าทายาทนั้นตายแล้ว โดยมิได้บัญญัติว่า ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดมิให้รับมรดกสืบมรดกต่อไปได้เฉพาะในกรณีที่ทายาทนั้นถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตายเท่านั้น ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ปิดบังทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกมากกว่าส่วนที่ตนจะได้และต้องถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกของเจ้ามรดกเลย อันเป็นการถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกหลังเจ้ามรดกมรณภาพก็ตาม บุตรของจำเลยที่ 1 เป็นผู้สืบสันดานของจำเลยที่ 1 ผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกของเจ้ามรดกสืบมรดกของเจ้ามรดกต่อไปได้เสมือนหนึ่งว่าจำเลยที่ 1 ตายแล้ว ตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 1607 และบทบัญญัติมาตรา 1607 หาได้อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 1639 ไม่ ดังนั้น ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกในส่วนที่จำเลยที่ 1 จะได้รับจึงกลับสู่กองมรดกของเจ้ามรดก

*คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามประการสุดท้ายว่า โจทก์ทั้งสามมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกตกแก่โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก จึงเป็นการได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม เมื่อโจทก์ทั้งสามยังไม่ได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทตามสัดส่วนของตน จะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่ได้ และสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนนั้น โจทก์ทั้งสามย่อมไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนโดยสุจริตแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง ส่วนปัญหาว่าจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนรับจำนองที่ดินพิพาทไว้จากจำเลยที่ 1 โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วหรือไม่นั้น ได้ความว่าจำเลยที่ 2 ประกอบธุรกิจธนาคารตามพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ.2509 การรับจำนองที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ก็เป็นการดำเนินธุรกิจตามปกติของจำเลยที่ 2 ประกอบกับจำเลยที่ 2 ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ที่บัญญัติว่า "ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต" ทางพิจารณาไม่ปรากฏพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสามว่าจำเลยที่ 2 กระทำโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด แต่กลับได้ความว่านางสำเรยภริยาจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทซึ่งมีทะเบียนเป็นโฉนดที่ดินปรากฏชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียวจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ไว้กับจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 รับจำนองที่ดินพิพาทไว้จากจำเลยที่ 1 โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว โจทก์ทั้งสามย่อมไม่อาจยกการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยทางมรดกเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 2 ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่วนที่โจทก์ทั้งสามฎีกาทำนองว่า จำเลยทั้งสองสมคบกันกระทำการโดยไม่สุจริต โดยพนักงานของจำเลยที่ 2 มิได้ตรวจสอบว่าบุคคลที่อยู่ในที่ดินพิพาทเป็นบริวารของจำเลยที่ 1 หรือเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำโดยสุจริตนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ทั้งสามมิได้กล่าวบรรยายในคำฟ้องไว้เช่นนั้น โจทก์ทั้งสามบรรยายฟ้องเหตุที่จำเลยที่ 2 กระทำโดยไม่สุจริตแต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปจำนองจำเลยที่ 2 หรือประกันการชำระหนี้เงินกู้ของนางสำเรย โดยจำเลยทั้งสองกระทำโดยไม่สุจริต และโจทก์ทั้งสามไม่ได้ยินยอมเท่านั้น ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 รับจำนองโดยไม่สุจริตอย่างไร ฎีกาของโจทก์ทั้งสามดังกล่าวจึงเป็นเรื่องนอกฟ้อง เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้ว โดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยให้ได้

*อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกจึงไม่มีผลอีกต่อไป ทั้งการเป็นผู้จัดการมรดกเป็นการเฉพาะตัวของจำเลยที่ 1 นาง ม. ทายาทของจำเลยที่ 1 ซึ่งเข้าเป็นคู่ความแทน ไม่อาจเป็นผู้จัดการมรดกแทนจำเลยที่ 1 ได้ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทแบ่งแยกที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันออกสามในสี่ส่วนให้แก่โจทก์ทั้งสาม หากจำเลยที่ 1 ไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จึงไม่อาจบังคับให้มีผลตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้อีกต่อไป เป็นเรื่องที่ทายาทของเจ้ามรดกต้องไปดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลขอตั้งผู้จัดการมรดกคนใหม่ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้กำจัดจำเลยที่ 1 มิให้ได้รับมรดกที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 32237 ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ฉบับลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2551 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกกับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีการะหว่างโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ




คดีมรดก ร้องศาลตั้งผู้จัดการมรดก

บุตรที่เกิดก่อนการใช้บังคับกฎหมายครอบครัวมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ และใครสมควรเป็นผู้จัดการมรดก
พินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนฉบับแรก ผู้ไม่มีส่วนได้เสียไม่มีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก
สิทธิรับมรดกของบุตรนอกสมรสเมื่อบิดารับรองโดยพฤติการณ์ และหลักการแบ่งสินสมรสของคู่สมรสที่สมรสก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
พระภิกษุถึงแก่มรณภาพ ทรัพย์ตกเป็นของวัดใด? วิเคราะห์ภูมิลำเนาและสถานะวัดในต่างประเทศตามกฎหมายไทย
คำคัดค้านเพิกถอนพินัยกรรมต้องส่งถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกคนหรือไม่ หลักคดีมรดกและกระบวนพิจารณาที่เป็นธรรม
โจทก์ฟ้องให้แบ่งทรัพย์มรดกได้แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความหนึ่งปี
ผู้จัดการมรดกหลายคนฟ้องแทนกองมรดกได้เพียงลำพังหรือไม่ และทายาทมีสิทธิฟ้องบังคับตามสัญญาแบ่งมรดกได้เพียงใดเมื่อทรัพย์ยังอยู่ในชื่อทายาทบางคน
ผู้จัดการมรดกทำสัญญาค่านายหน้าแล้วไม่จ่าย หนี้ผูกพันกองมรดกหรือไม่ และทายาทต้องรับผิดเพียงใดตามกฎหมายมรดกและคำพิพากษาศาลฎีกา
สิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกต้องเป็นทายาทเสมอหรือไม่ วิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกและอำนาจร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก
พินัยกรรมเป็นโมฆะเพราะเจ้ามรดกไร้สติ ใครมีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก? วิเคราะห์เรื่องสิทธิทายาทและอำนาจร้องขอ
ฟ้องซ้อนหรือไม่เมื่อขอเป็นผู้จัดการมรดกซ้ำ และผู้จัดการมรดกร่วมตายแล้วใครมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาล
การแบ่งมรดกที่ดินเมื่อบุตรเกิดก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 และปัญหาอายุความมรดกในกรณีผู้จัดการมรดกครอบครองทรัพย์แทนทายาท
สิทธิของคู่สมรสและผู้จัดการมรดกในการฟ้องแบ่งสินสมรสและทรัพย์มรดก เมื่อมีการโอนทรัพย์ให้ทายาทคนอื่นโดยมิชอบ พร้อมปัญหาอายุความมรดกและอำนาจฟ้อง
การโอนขายทรัพย์มรดกโดยผู้จัดการมรดกด้วยเจตนาลวงเป็นโมฆะหรือไม่ : วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการขายที่ดินมรดกให้บุคคลใกล้ชิด
มรดกของครอบครัวมุสลิมกับพินัยกรรม: ทรัพย์ที่ได้ระหว่างสมรสถือเป็นสินสมรสหรือไม่ และต้องแบ่งตามกฎหมายอิสลามอย่างไร
ผู้จัดการมรดกยกอายุความสู้ทายาทไม่ได้ และเพิกถอนการโอนสินสมรสให้ภริยาคนที่สองได้
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ตนเองได้หรือไม่: สิทธิทายาทในการเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดกและผลเพิกถอนเพียงส่วนแห่งสิทธิ
ทายาทมีสิทธิเข้าเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีได้หรือไม่ เมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย
บำเหน็จตกทอดไม่ใช่มรดก และสิทธิของคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย
การจัดการมรดกโดยผู้จัดการมรดกและผลแห่งความยินยอมของทายาทในการโอนทรัพย์มรดก
การฟ้องคดีจัดการมรดกเกินกำหนดอายุความ การเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดก
การจัดการมรดกเสร็จสิ้นเมื่อใด และอายุความฟ้องแบ่งมรดก
สิทธิทายาทของผู้ถูกอุปการะแต่ไม่ได้เป็นบุตรโดยกำเนิด และผลทางกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์มรดก
สิทธิทายาท & การแบ่งมรดกโดยจับฉลาก, ทายาทไม่เข้าร่วมประชุม (ฎีกา 2128/2567)
ภาษีการรับมรดกต้องคำนวณวันเจ้ามรดกตาย ดอกเบี้ย–เงินฝากหลังวันตายคิดภาษีหรือไม่ และศาลขยายเวลาฟ้องคดีภาษีได้หรือไม่
พินัยกรรมผิดแบบเอกสารลับ ใช้เป็นพินัยกรรมธรรมดาได้หรือไม่
การอยู่กินโดยไม่จดทะเบียนสมรสกับผลทางมรดกและพินัยกรรม(ฎีกา 2102/2551)
สิทธิทายาทเพิกถอนการโอนที่ดินมรดกและอายุความฟ้องคดี(ฎีกาที่ 5689/2552)
การตายพร้อมกันและผู้ไม่สมควรรับมรดก แนวคำพิพากษาศาลฎีกา(ฎีกา 358/2554)
บุตรบุญธรรมฟ้องแบ่งมรดก | ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์โดยมิชอบ(ฎีกา 1276/2558)
คำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกปิดบังทรัพย์มรดกมีผลอย่างไร
ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด(ฎีกา 6532/2562)
ผู้จัดการมรดกหลายคนทำงานไม่ได้ต้องทำอย่างไร ศาลมีอำนาจตั้งเพิ่มหรือไม่ และแก้ปัญหาความขัดแย้งในมรดกอย่างไรให้เดินหน้าต่อได้
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์เป็นของตนเองได้เพียงใด และผลต่อบุคคลภายนอกโดยสุจริต(ฎีกา 4887/2566)
เงินฌาปนกิจศพต้องหักกับค่าจัดการศพหรือไม่,หนี้กองมรดก, (ฎีกา 5043/2566)
สิทธิขอกันส่วนเงินขายทอดตลาด (ฎีกา 638/2567)
พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง & ความสามารถผู้ทำพินัยกรรม(ฎีกา 6522/2561)
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์เป็นของตนเอง ศาลชี้เป็นยักยอกทรัพย์มรดกหรือไม่
สัญญาประนีประนอม & สิทธิผู้จัดการมรดกเสียงข้างมาก (ฎีกา 3001/2568)
ผู้จัดการมรดกนำที่ดินมรดกไปจำนองโดยไม่ยินยอมจากทายาท มีความผิดหรือไม่? วิเคราะห์อำนาจผู้จัดการมรดกและความรับผิดทางอาญาเมื่อใช้ทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
อำนาจผู้จัดการมรดกร่วม & ฟ้องเรียกทรัพย์, มาตรา 1726, (ฎีกา 2628/2567)
คดีมรดก อายุความมรดก 10 ปี, สิทธิทายาท, แบ่งมรดก, (ฎีกา 9992/2560)
บังคับแบ่งมรดก & เพิกถอนโอน,ผู้จัดการมรดก, (ฎีกา 3886/2566)
ผู้จัดการมรดกมีอำนาจฟ้องเรียกทรัพย์มรดกคืนได้หรือไม่? วิเคราะห์กฎหมายกรณีทรัพย์สินที่ถือครองแทนผู้ตาย และหลักเสียงข้างมากของผู้จัดการมรดก
(ฎีกาที่ 8200/2567) เพิกถอนโฉนดที่ดินและการจัดการมรดก: การบังคับคดีและผลทางกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4043/2567 การตั้งผู้จัดการมรดกและการคัดค้านสิทธิของทายาท
พินัยกรรมมีข้อความพิมพ์ปนกับลายมือใช้ได้หรือไม่? วิเคราะห์กฎหมายพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับและสิทธิการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกร่วม
มรดกไม่มีทายาทตกเป็นของใคร? วิเคราะห์กฎหมายมรดกกรณีไม่มีทายาทโดยธรรม ไม่มีพินัยกรรม และข้อพิพาทเรื่องสิทธิในบัญชีเงินฝากของผู้ตาย
อุทธรณ์ต้องโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ชัด มิใช่คัดลอกคำให้การเดิม มิฉะนั้นถือเป็นอุทธรณ์ไม่ชอบตามกฎหมาย
โจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่เจ้ามรดกได้รับรองแล้ว(ฎีกา 7272/2562)
ผู้จัดการมรดกยักยอกทรัพย์มรดกและความรับผิดตามกฎหมาย(ฎีกาที่ 416/2563)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1480/2563: การโอนมรดกและอำนาจผู้จัดการมรดก
สรุปคดีมรดก & เพิกถอนโอนที่ดิน,เพิกถอนนิติกรรม,(ฎีกา 1028/2564)
บุตรที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการตายของเจ้ามรดก ยังมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ และแบ่งทรัพย์มรดกอย่างไรเมื่อยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด article
การจัดการมรดกไม่ชอบไม่อาจถือว่าการจัดการมรดกสิ้นลงแล้ว
ฟ้องแบ่งมรดกเกิน 10 ปีได้หรือไม่ เมื่อทายาทยังครอบครองทรัพย์มรดกอยู่: อายุความแบ่งมรดก สิทธิครอบครอง และผลผูกพันคำพิพากษาเดิม
พินัยกรรมของผู้ตายที่ห้ามโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตกเป็นโมฆะ, ข้อห้ามในพินัยกรรมเป็นโมฆะ, ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม
ถอนผู้จัดการมรดก, การปันมรดกเสร็จสิ้นแล้ว, การจัดการศาลจ้าวไม่เป็นมรดก, ศาลจ้าวใต้เซียฮุดโจ๊วเป็นกุศลสถาน
ที่ดินของรัฐ มรดกของผู้ตาย, ที่ดินนิคมสหกรณ์, สิทธิทำประโยชน์ในที่ดิน, สิทธิเหนือพื้นดิน, การเพิกถอนโฉนดที่ดิน,
การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในกองมรดก, การเพิกถอนนิติกรรมในทรัพย์มรดก, การขายทรัพย์มรดกเพื่อชำระหนี้, ผู้จัดการมรดกกับสิทธิและหน้าที่
มรดกตกทอด, การเพิกถอนการสละมรดก, อายุความในการฟ้องคดีมรดก, สิทธิเรียกร้องแทนลูกหนี้
หนังสือแต่งตั้งผู้รับโอนประโยชน์ในเงินทุนเรือนหุ้นของสหกรณ์ไม่ถือเป็นพินัยกรรม, เงินสงเคราะห์สมาชิกสหกรณ์, สิทธิผู้รับโอนประโยชน์ในเงินสงเคราะห์
นิติกรรมซื้อขายที่ดินซึ่งเป็นคนต่างด้าว, คดีมรดกที่ดินของคนต่างด้าว, อายุความคดีมรดก, การยักยอกทรัพย์มรดก
พินัยกรรมยกมรดกให้พี่น้องร่วมบิดามารดา, สิทธิของผู้สืบสันดานในการรับมรดกแทนที่, การฟ้องเรียกค่าเช่าจากทรัพย์สินมรดก
เพิกถอนโอนมรดก & สิทธิทายาท (ฎีกา 1023/2566)
ที่ดิน น.ส.3 ก. ที่ผู้ตายยังไม่ส่งมอบให้ใครก่อนตาย เป็นมรดกหรือไม่ ผู้จัดการมรดกโอนเข้าชื่อตนเองได้เพียงใด และทายาทจะเรียกเพิกถอนคืนได้หรือไม่
สิทธิทายาทในมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง, ทายาทตายก่อนแบ่งมรดก, รับมรดกแทนที่ มาตรา 1639,
สิทธิการฟ้องขอแบ่งมรดกของทายาท, การเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินมรดก, สินสมรสหลังคู่สมรสเสียชีวิต
สัญญาประกันชีวิต, สัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก, ผู้ทำประกันชีวิตและผู้รับผลประโยชน์ตายพร้อมกัน
การจัดการหนี้สินในกองมรดก, สิทธิของเจ้าหนี้กองมรดก, ที่ดินมรดกและการบังคับคดี
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนมรดก
ผู้จัดการมรดกปฏิบัติผิดหน้าที่-ทายาทผู้มีสิทธิฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกได้
ผู้จัดการมรดกร่วมถึงแก่ความตายต้องทำอย่างไร, ฟ้องซ้อน คืออะไร, แต่งตั้งผู้จัดการมรดก
ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่เพียงทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป
การจัดการทรัพย์มรดกในฐานะผู้จัดการมรดกตามหน้าที่ที่จำเป็น
ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน ผู้มีส่วนได้เสีย
สามีไม่ได้จดทะเบียนเป็นผู้มีส่วนได้เสียเป็นผู้จัดการมรดกได้
ทรัพย์มรดกยังไม่ได้แบ่งให้แก่ทายาททุกคน-การจัดการทรัพย์มรดกยังไม่เสร็จสิ้น
ผู้จัดการมรดกไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มีผลอย่างไร?
ฟ้องผู้จัดการมรดกนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงเกินห้าปีขาดอายุความ
ผู้จัดการมรดกไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกยื่นต่อศาลถูกเพิกถอนได้
อายุความคดีมรดก เจ้าหนี้ฟ้องคดีมรดกเกินหนึ่งปี
คดีของโจทก์ขาดอายุความการจัดการมรดก
บุตรนอกกฎหมายซึ่งผู้ตายรับรองแล้วเป็นผู้สืบสันดาน
มารดาขายที่ดินซึ่งผู้เยาว์มีส่วนแบ่งไม่ต้องขอศาล
นายอำเภอคือผู้มีอำนาจจัดทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง
ความรับผิดของผู้จัดการมดกภายหลังการเสียชีวิต
ผู้จัดการมรดกร่วมนำทรัพย์มรดกหาประโยชน์แก่ตน
ผู้สืบสันดาน คือใคร? ต่างกับทายาท อย่างไร?
คู่สมรสและการแบ่งมรดกของคู่สมรส | การสมรสเป็นโมฆะ
อายุความคดีมรดก และอายุความเกี่ยวกับการจัดการมรดก
(ฎีกา 2150/2561) – สิทธิร้องถอนผู้จัดการมรดกก่อนปันมรดก(ฎีกา 2150/2561)
การปันมรดกเสร็จสิ้นลงแล้วการถอนผู้จัดการมรดกย่อมพ้นกำหนดเวลา
สามีมิได้จดทะเบียนสมรสไม่ถือเป็นทายาทของภริยาผู้ตาย
อำนาจหน้าที่จัดการศพพระภิกษุผู้มรณภาพไม่มีทรัพย์สิน
สามีไม่จดทะเบียนสมรสขอถอนผู้จัดการมรดก มีกรรมสิทธิ์รวม
ไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะทำหน้าที่ผู้จัดการมรดก
อำนาจฟ้องขอแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตาย
ทายาททุกคนมอบหมายให้ครอบครองที่ดินแทนทายาททุกคนเพื่อประโยชน์ร่วม