
| พินัยกรรมมีลายมือชื่อและลายนิ้วมือถูกต้องหรือไม่ ทายาทโต้แย้งได้แค่ไหน และความรับผิดผู้จัดการมรดกตกทอดหรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทสำคัญในคดีมรดกเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของพินัยกรรมที่มีทั้งลายมือชื่อและลายนิ้วมือของผู้ทำพินัยกรรม รวมถึงประเด็นทางกระบวนพิจารณาว่าเมื่อผู้จัดการมรดกซึ่งเป็นจำเลยถึงแก่ความตายแล้ว ความรับผิดจากการจัดการมรดกจะตกทอดไปยังทายาทหรือไม่ และสามารถให้ทายาทเข้ามาเป็นคู่ความแทนได้เพียงใด คดีนี้ยังสะท้อนถึงหลักเกณฑ์ในการพิจารณาพยานหลักฐานเกี่ยวกับลายมือชื่อ ความสามารถของผู้ทำพินัยกรรม และบทบาทของพยานในพินัยกรรม โดยศาลได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่าการพิจารณาความสมบูรณ์ของพินัยกรรมต้องอาศัยพยานหลักฐานโดยรวม มิใช่เพียงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญเพียงอย่างเดียว อีกทั้งยังอธิบายถึงขอบเขตของสิทธิและความรับผิดของผู้จัดการมรดกซึ่งมีลักษณะไม่ใช่สิทธิเฉพาะตัว จึงตกทอดแก่ทายาทได้ ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้เกิดจากข้อพิพาทระหว่างทายาทของผู้ตายเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของพินัยกรรมที่จัดทำขึ้นโดยผู้ตาย โดยผู้ตายมีบุตรจำนวนหลายคนและมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินหลายแปลง โจทก์ทั้งหลายฟ้องขอให้เพิกถอนพินัยกรรมและให้แบ่งทรัพย์มรดกตามส่วน เนื่องจากเห็นว่าพินัยกรรมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งในเรื่องลายมือชื่อ ความสามารถของผู้ทำพินัยกรรม และกระบวนการจัดทำพินัยกรรม ฝ่ายจำเลยให้การต่อสู้ว่าพินัยกรรมถูกต้องตามกฎหมาย มีทั้งลายมือชื่อและลายนิ้วมือของผู้ทำพินัยกรรม และมีพยานลงลายมือชื่อครบถ้วน ต่อมาระหว่างพิจารณาคดีในชั้นอุทธรณ์ จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกถึงแก่ความตาย ทำให้เกิดปัญหาว่าใครจะเป็นคู่ความแทน และความรับผิดของผู้จัดการมรดกจะสิ้นสุดลงหรือไม่ ประเด็นข้อกฎหมายและคำวินิจฉัยของศาล ประเด็นแรก ศาลวินิจฉัยว่า เมื่อผู้จัดการมรดกถึงแก่ความตาย คำสั่งศาลที่แต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกย่อมสิ้นผล แต่ความรับผิดจากการจัดการมรดกมิชอบมิใช่สิทธิเฉพาะตัว จึงตกทอดแก่ทายาทได้ ดังนั้น การที่ศาลอนุญาตให้ทายาทเข้ามาเป็นคู่ความแทนจึงชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นที่สอง เรื่องความสมบูรณ์ของพินัยกรรม ศาลพิจารณาว่า แม้ผู้เชี่ยวชาญไม่สามารถยืนยันลายมือชื่อได้แน่ชัด แต่ต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานทั้งหมดประกอบกัน โดยพบว่าลายมือชื่อและชื่อสกุลในพินัยกรรมมีลักษณะสอดคล้องกับเอกสารอื่นของผู้ตาย อีกทั้งผู้ตายเคยให้การในคดีอื่นก่อนหน้าการทำพินัยกรรมไม่นาน โดยมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังปรากฏว่าพินัยกรรมมีทั้งลายมือชื่อและลายนิ้วมือของผู้ตาย และมีพยานลงลายมือชื่อรับรองในขณะทำพินัยกรรม โดยกฎหมายมิได้ห้ามไม่ให้พยานในพินัยกรรมเป็นพยานรับรองลายนิ้วมือในคราวเดียวกัน เมื่อพยานไม่ใช่บุคคลต้องห้าม พินัยกรรมจึงถูกต้องตามแบบกฎหมาย ศาลจึงวินิจฉัยว่าพินัยกรรมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักกฎหมายสำคัญในคดีนี้อยู่ที่การแยกแยะระหว่างสิทธิเฉพาะตัวกับความรับผิดที่ตกทอดได้ โดยศาลวางหลักว่า การเป็นผู้จัดการมรดกเป็นตำแหน่งที่สิ้นสุดเมื่อบุคคลตาย แต่ความรับผิดจากการกระทำมิชอบยังคงมีลักษณะเป็นหนี้ซึ่งตกทอดแก่ทายาท ในส่วนของพินัยกรรม ศาลเน้นหลักว่าความสมบูรณ์ของพินัยกรรมต้องพิจารณาตามแบบที่กฎหมายกำหนด คือ ต้องมีการลงลายมือชื่อหรือเครื่องหมายแทนลายมือชื่อ และมีพยานรับรอง โดยไม่จำเป็นต้องแยกบทบาทของพยานออกจากกันอย่างเคร่งครัด หากกฎหมายไม่ได้ห้าม นอกจากนี้ยังย้ำหลักการประเมินพยานหลักฐานโดยรวม มิใช่ยึดถือเพียงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นเพียงพยานประเภทหนึ่งเท่านั้น เจตนารมณ์ของกฎหมายและแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง เจตนารมณ์ของกฎหมายเกี่ยวกับพินัยกรรมมุ่งคุ้มครองเจตนาที่แท้จริงของผู้ทำพินัยกรรม โดยกำหนดแบบเพื่อป้องกันการปลอมแปลงและข้อพิพาท ดังนั้น หากพิสูจน์ได้ว่าผู้ทำพินัยกรรมมีสติสัมปชัญญะและได้แสดงเจตนาโดยชัดแจ้ง แม้จะมีข้อโต้แย้งเรื่องรูปแบบบางประการ ศาลก็อาจรับฟังพยานหลักฐานอื่นประกอบ ส่วนเรื่องผู้จัดการมรดก กฎหมายมุ่งให้การจัดการมรดกเป็นไปโดยสุจริตและรับผิดชอบต่อทายาท หากมีการกระทำมิชอบ ความรับผิดย่อมไม่สิ้นสุดเพียงเพราะผู้กระทำถึงแก่ความตาย แนวคำพิพากษานี้จึงสอดคล้องกับหลักทั่วไปที่ว่าหนี้หรือความรับผิดที่ไม่ใช่สิทธิเฉพาะตัวสามารถตกทอดได้ และการพิจารณาความสมบูรณ์ของพินัยกรรมต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานโดยรวม สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้เพิกถอนข้อกำหนดบางส่วนในพินัยกรรมเฉพาะส่วนที่ยกให้ที่ดินแก่บุตรบางคน โดยเห็นว่าคำขอดังกล่าวไม่ชอบทั้งหมด แต่คำขออื่นให้ยก และกำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับโดยเห็นว่าพินัยกรรมไม่มีผลบังคับ ให้แบ่งที่ดินมรดกแก่โจทก์ทั้งเจ็ดตามส่วนคนละหนึ่งในสิบสอง และให้คู่ความแทนจำเลยดำเนินการแบ่งทรัพย์ หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา พร้อมให้จำเลยรับผิดค่าฤชาธรรมเนียม 3. ศาลฎีกา พิพากษากลับให้บังคับคดีไปตามศาลชั้นต้น โดยวินิจฉัยว่าพินัยกรรมถูกต้องตามแบบกฎหมาย และการที่ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ทายาทจำเลยเข้ามาเป็นคู่ความแทนเป็นการชอบแล้ว พร้อมทั้งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่โจทก์ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้วางหลักสำคัญในทางกฎหมายมรดกว่า การพิจารณาความสมบูรณ์ของพินัยกรรมต้องอาศัยพยานหลักฐานโดยรวม มิอาจยึดถือความเห็นของผู้เชี่ยวชาญเพียงลำพัง หากปรากฏข้อเท็จจริงประกอบว่าผู้ทำพินัยกรรมมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ และได้ลงลายมือชื่อหรือลายนิ้วมือโดยมีพยานรับรองครบถ้วนตามกฎหมาย ย่อมถือว่าพินัยกรรมมีผลสมบูรณ์ นอกจากนี้ ศาลยังยืนยันหลักว่าความรับผิดของผู้จัดการมรดกจากการกระทำมิชอบมิใช่สิทธิเฉพาะตัว จึงตกทอดแก่ทายาทได้ อันเป็นหลักสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายในคดีมรดก และป้องกันมิให้ผู้กระทำหลีกเลี่ยงความรับผิดโดยอาศัยเหตุแห่งความตาย สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า พินัยกรรมที่มีทั้งลายมือชื่อและลายนิ้วมือพร้อมพยานรับรองครบถ้วน เป็นพินัยกรรมที่สมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ และความรับผิดของผู้จัดการมรดกเมื่อถึงแก่ความตายจะตกทอดแก่ทายาทหรือไม่ คำสำคัญที่หนึ่ง ความสมบูรณ์ของพินัยกรรม ศาลวินิจฉัยว่า แม้จะมีข้อโต้แย้งเรื่องลายมือชื่อและสภาพร่างกายของผู้ทำพินัยกรรม แต่เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานโดยรวมแล้วพบว่าผู้ทำพินัยกรรมมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ และได้ลงลายมือชื่อพร้อมพิมพ์ลายนิ้วมือโดยมีพยานรับรองครบถ้วนตามกฎหมาย จึงถือว่าพินัยกรรมถูกต้องตามแบบและมีผลใช้บังคับได้ คำสำคัญที่สอง ความรับผิดตกทอดของผู้จัดการมรดก ศาลวินิจฉัยว่า แม้การเป็นผู้จัดการมรดกจะสิ้นสุดลงเมื่อบุคคลตาย แต่ความรับผิดจากการจัดการมรดกมิชอบมิใช่สิทธิเฉพาะตัว จึงตกทอดแก่ทายาทได้ และทายาทสามารถเข้ามาเป็นคู่ความแทนในคดีต่อไปได้ หลักกฎหมายและมาตรา ข้อ 1 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1665 และมาตรา 1670 มาตรา 1665 กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับรูปแบบของพินัยกรรม โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ทำพินัยกรรมลงลายมือชื่อหรือใช้วิธีอื่นแทนลายมือชื่อ เช่น การพิมพ์ลายนิ้วมือ ซึ่งต้องกระทำต่อหน้าพยานและให้พยานลงลายมือชื่อรับรองในขณะเดียวกัน เจตนารมณ์ของกฎหมายมาตรานี้มุ่งคุ้มครองความแท้จริงของเจตนาผู้ทำพินัยกรรม และป้องกันการปลอมแปลงหรือบิดเบือนเนื้อหาพินัยกรรม โดยกำหนดให้มีบุคคลภายนอกเข้าร่วมรับรู้และรับรองการกระทำดังกล่าว ในคดีนี้ ศาลวินิจฉัยว่าการที่ผู้ทำพินัยกรรมลงลายมือชื่อและพิมพ์ลายนิ้วมือต่อหน้าพยาน และพยานได้ลงลายมือชื่อรับรองในขณะเดียวกัน ย่อมเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของมาตรา 1665 แล้ว จึงทำให้พินัยกรรมมีผลสมบูรณ์ ส่วนมาตรา 1670 กำหนดข้อห้ามเกี่ยวกับบุคคลที่ไม่อาจเป็นพยานในพินัยกรรมได้ เช่น บุคคลที่มีส่วนได้เสียโดยตรงในพินัยกรรม เพื่อป้องกันการเอาเปรียบหรือการใช้อิทธิพลต่อผู้ทำพินัยกรรม หลักการสำคัญคือพยานต้องเป็นบุคคลที่มีความเป็นกลางและไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดก ในคดีนี้ไม่ปรากฏว่าพยานเป็นบุคคลต้องห้าม จึงทำให้พยานมีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมาย อีกทั้งกฎหมายไม่ได้ห้ามมิให้พยานในพินัยกรรมทำหน้าที่รับรองลายนิ้วมือในคราวเดียวกัน จึงถือว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายและไม่ทำให้พินัยกรรมเสียไป ข้อ 2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 มาตรา 42 วางหลักเกี่ยวกับการดำเนินคดีเมื่อคู่ความฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย โดยเปิดโอกาสให้บุคคลผู้มีสิทธิหรือหน้าที่เกี่ยวข้องสามารถเข้ามาเป็นคู่ความแทนเพื่อให้การพิจารณาคดีดำเนินต่อไปได้ เจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้คือเพื่อป้องกันมิให้กระบวนการยุติธรรมต้องหยุดชะงักเพียงเพราะคู่ความถึงแก่ความตาย และเพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมิให้เสียประโยชน์ ในคดีนี้ แม้จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกจะถึงแก่ความตาย แต่ศาลวินิจฉัยว่าความรับผิดจากการจัดการมรดกมิชอบมิใช่สิทธิเฉพาะตัว จึงตกทอดแก่ทายาทได้ ทายาทจึงมีฐานะเป็นผู้สืบสิทธิและสามารถเข้ามาเป็นคู่ความแทนได้ตามมาตรา 42 การอนุญาตให้ทายาทเข้ามาเป็นคู่ความแทนจึงเป็นไปเพื่อให้การพิจารณาคดีดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย คำถามที่พบบ่อย FAQ 1 คำถาม พินัยกรรมที่มีทั้งลายมือชื่อและลายนิ้วมือของผู้ทำพินัยกรรมจะถือว่าถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ คำตอบ พินัยกรรมที่มีทั้งลายมือชื่อและลายนิ้วมือสามารถถือว่าถูกต้องตามกฎหมายได้ หากเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด กล่าวคือ ผู้ทำพินัยกรรมต้องแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งในการทำพินัยกรรมต่อหน้าพยาน และพยานต้องลงลายมือชื่อรับรองในขณะเดียวกัน โดยลายนิ้วมือสามารถใช้แทนลายมือชื่อได้ หากมีพยานรับรองถูกต้องตามรูปแบบที่กฎหมายบัญญัติไว้ นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาถึงสติสัมปชัญญะของผู้ทำพินัยกรรมในขณะทำพินัยกรรมด้วย หากปรากฏว่าผู้ทำพินัยกรรมมีความสามารถเข้าใจการกระทำของตนและไม่มีข้อห้ามตามกฎหมาย พินัยกรรมย่อมมีผลสมบูรณ์ ทั้งนี้ ศาลจะพิจารณาจากพยานหลักฐานโดยรวม ไม่ใช่เพียงองค์ประกอบส่วนใดส่วนหนึ่งเท่านั้น 2 คำถาม พยานในพินัยกรรมสามารถเป็นพยานรับรองลายนิ้วมือในคราวเดียวกันได้หรือไม่ คำตอบ ตามหลักกฎหมาย พยานในพินัยกรรมมีหน้าที่รับรองการแสดงเจตนาของผู้ทำพินัยกรรม โดยกฎหมายมิได้ห้ามมิให้พยานในพินัยกรรมทำหน้าที่เป็นพยานรับรองลายนิ้วมือในคราวเดียวกัน หากพยานดังกล่าวมิใช่บุคคลต้องห้ามตามกฎหมาย เช่น ไม่มีส่วนได้เสียในพินัยกรรม และมีคุณสมบัติเป็นพยานได้โดยชอบ การที่พยานลงลายมือชื่อรับรองทั้งการลงลายมือชื่อและการพิมพ์ลายนิ้วมือของผู้ทำพินัยกรรมในคราวเดียวกัน ย่อมไม่ทำให้พินัยกรรมเสียไปแต่อย่างใด ศาลจะพิจารณาความน่าเชื่อถือของพยานประกอบกับพฤติการณ์อื่นในคดี เพื่อวินิจฉัยว่าการทำพินัยกรรมเป็นไปโดยถูกต้องและสุจริตหรือไม่ 3 คำถาม หากผู้จัดการมรดกถึงแก่ความตายระหว่างการพิจารณาคดี จะส่งผลต่อคดีอย่างไร คำตอบ เมื่อผู้จัดการมรดกซึ่งเป็นคู่ความในคดีถึงแก่ความตาย คำสั่งศาลที่แต่งตั้งให้บุคคลนั้นเป็นผู้จัดการมรดกย่อมสิ้นผล แต่ไม่ได้หมายความว่าคดีจะสิ้นสุดลงทันที เนื่องจากความรับผิดของผู้จัดการมรดกที่เกิดจากการจัดการมรดกมิชอบ มิใช่สิทธิเฉพาะตัว จึงสามารถตกทอดไปยังทายาทได้ ทายาทของผู้ตายจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน เพื่อดำเนินคดีต่อไปแทนผู้ตายได้ตามกฎหมาย ทั้งนี้ เพื่อให้กระบวนการพิจารณาคดีดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องและไม่กระทบต่อสิทธิของคู่ความฝ่ายอื่น ซึ่งเป็นไปตามหลักความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม 4 คำถาม การพิสูจน์ลายมือชื่อในพินัยกรรมจำเป็นต้องอาศัยความเห็นของผู้เชี่ยวชาญเพียงอย่างเดียวหรือไม่ คำตอบ การพิสูจน์ลายมือชื่อในพินัยกรรมไม่จำเป็นต้องอาศัยความเห็นของผู้เชี่ยวชาญเพียงอย่างเดียว แม้ว่าความเห็นของผู้เชี่ยวชาญจะมีน้ำหนักในทางพยานหลักฐาน แต่ศาลยังต้องพิจารณาพยานหลักฐานอื่นประกอบกัน เช่น เอกสารที่ผู้ทำพินัยกรรมเคยลงลายมือชื่อไว้ก่อนหน้า ลักษณะการเขียน ความสอดคล้องของลายมือชื่อ รวมถึงพฤติการณ์แวดล้อมในขณะทำพินัยกรรม หากพยานหลักฐานโดยรวมสามารถแสดงให้เห็นได้ว่าลายมือชื่อเป็นของผู้ทำพินัยกรรมจริง ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังข้อเท็จจริงนั้นได้ แม้ผู้เชี่ยวชาญจะไม่สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจนก็ตาม 5 คำถาม ผู้ทำพินัยกรรมต้องมีสภาพร่างกายและจิตใจอย่างไรจึงจะถือว่าพินัยกรรมสมบูรณ์ คำตอบ ผู้ทำพินัยกรรมต้องมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ในขณะทำพินัยกรรม กล่าวคือ ต้องสามารถเข้าใจถึงการกระทำของตนเองและผลทางกฎหมายของพินัยกรรมได้ ไม่จำเป็นต้องมีสภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ทุกประการ แต่ต้องไม่มีภาวะที่ทำให้ไม่สามารถรับรู้หรือควบคุมการกระทำของตนได้ เช่น อาการหลงลืมหรือวิกลจริตอย่างรุนแรง หากปรากฏว่าผู้ทำพินัยกรรมยังสามารถสื่อสาร เข้าใจ และแสดงเจตนาได้อย่างชัดเจน พินัยกรรมย่อมมีผลสมบูรณ์ แม้จะมีข้อจำกัดทางร่างกายบางประการ เช่น การมองเห็นไม่ชัดหรือการได้ยินลดลงก็ตาม 6 คำถาม หากทายาทโต้แย้งว่าพินัยกรรมเกิดจากการบังคับหรือไม่สมัครใจ ศาลจะพิจารณาอย่างไร คำตอบ เมื่อมีการโต้แย้งว่าพินัยกรรมเกิดจากการบังคับหรือไม่สมัครใจ ศาลจะพิจารณาจากพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบเป็นสำคัญ โดยจะพิจารณาถึงพฤติการณ์โดยรวม เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ทำพินัยกรรมกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ลักษณะการจัดทำพินัยกรรม การมีพยานรับรอง และสภาพจิตใจของผู้ทำพินัยกรรมในขณะนั้น หากไม่ปรากฏพยานหลักฐานชัดเจนว่ามีการบังคับ ข่มขู่ หรือหลอกลวง ศาลย่อมรับฟังว่าพินัยกรรมเกิดจากเจตนาโดยเสรีของผู้ทำพินัยกรรม และมีผลใช้บังคับตามกฎหมาย การกล่าวอ้างเพียงลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนย่อมไม่เพียงพอที่จะทำให้พินัยกรรมเป็นโมฆะ 7 คำถาม ความรับผิดของผู้จัดการมรดกที่จัดการมรดกโดยมิชอบมีลักษณะอย่างไร คำตอบ ความรับผิดของผู้จัดการมรดกที่เกิดจากการจัดการมรดกโดยมิชอบมีลักษณะเป็นหนี้ทางแพ่งที่เกิดจากการกระทำละเมิดหรือการฝ่าฝืนหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งไม่ใช่สิทธิเฉพาะตัวของผู้จัดการมรดก ดังนั้น เมื่อผู้จัดการมรดกถึงแก่ความตาย ความรับผิดดังกล่าวจึงไม่สิ้นสุดลง แต่ตกทอดไปยังทายาทของผู้จัดการมรดกตามหลักการสืบสิทธิในหนี้ ทายาทจึงต้องรับผิดในขอบเขตของทรัพย์มรดกที่ตนได้รับ ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายและรักษาความเป็นธรรมในระบบกฎหมาย 8 คำถาม หากพินัยกรรมถูกต้องตามกฎหมาย ทายาทยังสามารถเรียกร้องแบ่งมรดกได้หรือไม่ คำตอบ หากพินัยกรรมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย การแบ่งทรัพย์มรดย่อมต้องเป็นไปตามเจตนาของผู้ทำพินัยกรรมเป็นหลัก ทายาทโดยธรรมจะได้รับทรัพย์มรดกตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรม เว้นแต่จะมีเหตุให้พินัยกรรมเป็นโมฆะหรือถูกเพิกถอนตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม หากมีทรัพย์สินบางส่วนที่ไม่ได้ระบุไว้ในพินัยกรรม หรือมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการตีความข้อความในพินัยกรรม ทายาทยังคงมีสิทธิยื่นฟ้องเพื่อขอให้ศาลวินิจฉัยและแบ่งทรัพย์มรดกในส่วนนั้นได้ ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ความรับผิดของผู้จัดการมดกซึ่งภายหลังการเสียชีวิต ตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาตให้นางสาวทัศนีย์ บุตรจำเลยเป็นคู่ความแทนจำเลย(ที่เสียชีวิต)ชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายธีระชัย บุตรนางผ่องเป็นคู่ความแทนที่จำเลยแล้ว ไม่ควรที่จะอนุญาตให้นางสาวทัศนีย์เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยอีก ส่วนจำเลยฎีกาว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยกคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยของนางสาวทัศนีย์แล้วก็ไม่ควรที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยใหม่ เพราะหากไม่มีบุคคลใดเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลย ตามกฎหมายให้ถือว่าคดีดังกล่าวสิ้นสุด ถือเสมือนไม่มีการฟ้องร้อง เห็นว่า เมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย แม้คำสั่งศาลที่แต่งตั้งให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกไม่มีผลต่อไปก็ตาม แต่ความรับผิดของผู้จัดการมรดกอันเกิดจากการจัดการมรดกมิชอบ มิใช่เป็นการเฉพาะตัวจึงย่อมตกทอดแก่ทายาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาตให้นางสาวทัศนีย์เป็นคู่ความแทนที่จำเลยจึงชอบแล้วและชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะดำเนินคดีต่อไป ฎีกาของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8687 - 8688/2558 เมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย คำสั่งศาลที่ตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกไม่มีผลต่อไป แต่ความรับผิดของผู้จัดการมรดกอันเกิดจากการจัดการมรดกมิชอบมิใช่เป็นการเฉพาะตัวจึงย่อมตกทอดแก่ทายาท ที่ศาลอนุญาตให้ ท. เป็นคู่ความแทนที่จำเลยจึงชอบแล้ว พินัยกรรมมีลายมือชื่อพยานสองคนและไม่มีกฎหมายห้ามมิให้พยานในพินัยกรรมเป็นพยานรับรองลายพิมพ์นิ้วมือในขณะเดียวกัน เมื่อไม่ปรากฏว่าพยานในพินัยกรรมทั้งสองเป็นบุคคลต้องห้าม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1670 การที่ผู้ทำพินัยกรรมลงลายมือชื่อและพิมพ์ลายนิ้วมือต่อหน้า ช. กับ ห. เมื่อบุคคลทั้งสองลงลายมือชื่อรับรองไว้ในขณะทำพินัยกรรม ตามมาตรา 1665 พินัยกรรมจึงถูกต้องตามแบบและสมบูรณ์ตามกฎหมาย คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 และเรียกโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ตามลำดับ เรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า พินัยกรรมของนางผ่องฉบับลงวันที่ 20 มกราคม 2537 ตกเป็นโมฆะ และให้จำเลยแบ่งที่ดินมรดกส่วนที่เป็นของนางผ่องกึ่งหนึ่งในที่ดินโฉนดเลขที่ 970, 124166 ถึง 124168 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช และที่ดินโฉนดเลขที่ 47284 และ 47285 ตำบลถ้ำใหญ่ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 คนละหนึ่งในสิบสองส่วน หากไม่สามารถแบ่งแยกได้ ให้นำที่ดินทั้งหกแปลงออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 ตามส่วนที่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 มีสิทธิได้รับ จำเลยทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนข้อกำหนดในพินัยกรรมของนางผ่องฉบับลงวันที่ 20 มกราคม 2537 ข้อ 1 เฉพาะการยกให้ที่ดินส่วนที่เป็นของบุตรทั้งสิบสองคนของนายคลิ้ง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ โจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลยอุทธรณ์ ในชั้นตรวจรับอุทธรณ์ จำเลยถึงแก่ความตาย นางสาวทัศนีย์ บุตรผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยพร้อมยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นางสาวทัศนีย์ เป็นคู่ความแทนที่จำเลยและรับอุทธรณ์ของจำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่า สิทธิในการจัดการมรดกเป็นสิทธิเฉพาะตัว จึงไม่อนุญาตให้นางสาวทัศนีย์เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยและไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยและมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการหาทายาทนางผ่องหรือผู้จัดการมรดกนางผ่องคนใหม่มาเป็นคู่ความแทนที่จำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายธีระชัย บุตรนางผ่องเป็นคู่ความแทนที่จำเลย ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 โจทก์ที่ 3 และที่ 4 ถึงแก่ความตาย นายสมควร ผู้จัดการมรดกโจทก์ที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ที่ 3 นางรวิพิมพ์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ที่ 4 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งอนุญาตและให้เพิกถอนคำสั่งเดิมที่ไม่รับนางสาวทัศนีย์ เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลย เป็นให้บังคับตามศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งให้นางสาวทัศนีย์ เป็นคู่ความแทนที่จำเลยและเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้นายธีระชัย เป็นคู่ความแทนที่จำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับว่า พินัยกรรมฉบับลงวันที่ 20 มกราคม 2537 ของนางผ่อง ตามฟ้องไม่มีผลบังคับ ให้นางสาวทัศนีย์ คู่ความแทนที่จำเลย แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 970 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ดินโฉนดเลขที่ 47284 และ 47285 ตำบลถ้ำใหญ่ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ครึ่งหนึ่งส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนางผ่อง ให้โจทก์ทั้งเจ็ดคนละ 1 ใน 12 ส่วน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินทรัพย์มรดกของจำเลยที่ตกทอดได้แก่ตน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งเจ็ด โดยกำหนด ค่าทนายความให้รวม 30,000 บาท โจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และจำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน โดยบิดาชื่อนายคลิ้ง มารดาชื่อนางผ่อง โจทก์ที่ 3 เป็นบุตรของร้อยเอกสมิทธิ์ ซึ่งเป็นบุตรของนายคลิ้งกับนางผ่อง โจทก์ที่ 5 เป็นบุตรของนางอุไร ซึ่งเป็นบุตรของนายคลิ้งกับนางผ่อง นายคลิ้งกับนางผ่องมีบุตรด้วยกัน 12 คน นายคลิ้งถึงแก่ความตายเมื่อปี 2527 ส่วนนางผ่องถึงแก่ความตายเมื่อปี 2541 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางผ่องตามพินัยกรรม พินัยกรรมดังกล่าวมีทั้งลายพิมพ์นิ้วมือของนางผ่องและลายมือชื่อของนางผ่อง มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาตให้นางสาวทัศนีย์ บุตรจำเลยเป็นคู่ความแทนจำเลยชอบหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งเจ็ดฎีกาว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายธีระชัย บุตรนางผ่องเป็นคู่ความแทนที่จำเลยแล้ว ไม่ควรที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะอนุญาตให้นางสาวทัศนีย์เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยอีก ส่วนจำเลยฎีกาว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยกคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยของนางสาวทัศนีย์แล้วก็ไม่ชอบที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยใหม่ เพราะหากไม่มีบุคคลใดเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลย ตามกฎหมายให้ถือว่าคดีดังกล่าวสิ้นสุด ถือเสมือนไม่มีการฟ้องร้อง เห็นว่า เมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย แม้คำสั่งศาลที่แต่งตั้งให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกไม่มีผลต่อไปก็ตาม แต่ความรับผิดของผู้จัดการมรดกอันเกิดจากการจัดการมรดกมิชอบ มิใช่เป็นการเฉพาะตัวจึงย่อมตกทอดแก่ทายาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาตให้นางสาวทัศนีย์เป็นคู่ความแทนที่จำเลยจึงชอบแล้วและชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะดำเนินคดีต่อไป ฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลยฟังไม่ขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า พินัยกรรมพิพาทเป็นพินัยกรรมที่สมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อในพินัยกรรมของนางผ่อง ผู้เชี่ยวชาญของศาลมีความเห็นว่า ไม่อาจตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบลงความเห็นให้เป็นหลักฐานอย่างหนึ่งอย่างใดได้ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ การวินิจฉัยว่า พินัยกรรมสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ จึงต้องอาศัยพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบเข้ามาในสำนวนความ ตามลายมือชื่อของนางผ่องที่ปรากฏในเอกสาร มีทั้งส่วนที่นางผ่องลงลายมือชื่อเพียงอย่างเดียวและมีทั้งนางผ่องลงลายมือชื่อและชื่อสกุล ส่วนตามพินัยกรรมมีทั้งลายมือชื่อและชื่อสกุลของนางผ่อง การพิจารณาว่า ลายมือชื่อและชื่อสกุลของนางผ่องเป็นการลงลายมือชื่อและชื่อสกุลของนางผ่องที่แท้จริงหรือไม่ ควรจะต้องพิจารณาจากเอกสารต่าง ๆ ที่นางผ่องได้ลงลายมือชื่อและชื่อสกุลไว้ประกอบกัน ซึ่งเป็นเอกสารที่สำคัญนางผ่องจะลงทั้งลายมือชื่อและชื่อสกุลเป็นส่วนใหญ่ ลักษณะการเขียนแม้จะแตกต่างกันบ้างแต่ส่วนใหญ่แล้วคล้ายคลึงกัน เมื่อนำลายมือชื่อและชื่อสกุลที่ปรากฏตามพินัยกรรมมาเปรียบเทียบกันแล้วก็มีลักษณะคล้ายคลึงกันคือ ลักษณะการเขียนทั้งตัวอักษรลายมือชื่อและชื่อสกุลไม่ติดกัน ที่โจทก์อ้างว่านางผ่องเป็นคนหูหนวก ตาฝ้าฟางไม่เห็นตัวอักษร สติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ ไม่อาจลงลายมือชื่อด้วยตนเองได้นั้น เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 414/2534 ที่นายประจวบ ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายคลิ้ง ผู้ตาย โดยมีนางสาวปราณี เป็นผู้คัดค้านนั้น นางผ่องได้มาเบิกความต่อศาลเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2536 ตามคำให้การซึ่งในคำเบิกความดังกล่าว นางผ่องสามารถเบิกความในสาระสำคัญเกี่ยวกับครอบครัวของนางผ่องเอง ตลอดจนทรัพย์สินของตนเองและของนายคลิ้งได้ ไม่ปรากฏว่าเลอะเลือนหรือมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์แต่ประการใด เมื่อต่อมานางผ่องทำพินัยกรรม หลังจากเบิกความในคดีดังกล่าวเพียงสองเดือนเศษ ซึ่งจำเลยและนางเพ็ญศรีก็เบิกความว่า ลายมือชื่อในพินัยกรรมและลายพิมพ์นิ้วมือเป็นของนางผ่อง จึงไม่น่าเชื่อว่าขณะทำพินัยกรรมนางผ่องจะมีอาการเลอะเลือน ตาฟ่าฟางไม่เห็นตัวอักษร หรือมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ตามข้ออ้างของโจทก์ทั้งเจ็ดแต่ประการใด ข้อเท็จจริงยังได้ความต่อไปว่า นอกจากนางผ่องจะลงลายมือชื่อในการทำพินัยกรรมแล้วนางผ่องยังได้พิมพ์ลายนิ้วมือไว้ด้วย โดยโจทก์อ้างว่านางผ่องถูกกดลายพิมพ์นิ้วมือและไม่มีพยานรับรองลายพิมพ์นิ้วมือนั้น ก็ปรากฏว่าพินัยกรรมมีลายมือชื่อพยานสองคนและไม่มีกฎหมายห้ามมิให้พยานในพินัยกรรมเป็นพยานรับรองลายพิมพ์นิ้วมือในขณะเดียวกันมิได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าพยานในพินัยกรรมทั้งสองคนเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นพยานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1670 นายโชติ ซึ่งเป็นผู้อ่านพินัยกรรมให้นางผ่องฟังได้เบิกความไว้ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 90/2542 หมายเลขแดงที่ 321/2542 ว่า นายห้วน เป็นผู้พิมพ์พินัยกรรมตามข้อความที่นางผ่องต้องการ พยานอ่านข้อความในพินัยกรรมให้นางผ่องฟัง นางผ่องรับว่าถูกต้องจึงได้พิมพ์ลายนิ้วมือข้างขวาและเนื่องจากลายพิมพ์นิ้วมือไม่ชัดเจน นางผ่องจึงได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้ทำพินัยกรรมไว้ด้วย ขณะทำพินัยกรรมนางผ่องมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ พูดจารู้เรื่อง ขณะนี้นายห้วนได้เสียชีวิตไปแล้ว นายโชติมีอาชีพทนายความและเป็นเทศมนตรีไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใด น่าเชื่อว่านางผ่องลงลายมือชื่อและพิมพ์ลายนิ้วมือต่อหน้านายโชติและนายห้วน และนายโชติกับนายห้วนลงลายมือชื่อรับรองไว้ขณะทำพินัยกรรม ตามมาตรา 1665 พินัยกรรมจึงถูกต้องตามแบบและสมบูรณ์ตามกฎหมาย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น อนึ่ง โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง 200 บาท แต่โจทก์ทั้งเจ็ดเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาอย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นเงิน 46,862.50 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมาแก่โจทก์ทั้งเจ็ด พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนที่เกินมาแก่โจทก์ทั้งเจ็ด ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ
|





