
| การจัดการมรดกเสร็จสิ้นเมื่อใด และอายุความฟ้องแบ่งมรดก
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการจัดการมรดก การโอนทรัพย์มรดกโดยผู้จัดการมรดกให้แก่ทายาทที่มีสิทธิอยู่แล้ว และผลทางกฎหมายว่าการกระทำดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกหรือไม่ รวมถึงประเด็นการสิ้นสุดการจัดการมรดกและการเริ่มนับอายุความฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 คดีนี้มีสาระสำคัญอยู่ที่การที่ผู้จัดการมรดกซึ่งเป็นทายาทของเจ้ามรดก ได้ดำเนินการโอนทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่ตนเองและทายาทรายอื่นซึ่งมีสิทธิได้รับมรดกอยู่แล้ว โดยโจทก์ซึ่งเป็นทายาทอีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าการจัดการมรดกยังไม่เสร็จสิ้น เนื่องจากผู้จัดการมรดกมิได้จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกยื่นต่อศาล และเห็นว่าการโอนทรัพย์ดังกล่าวเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก จึงนำคดีมาฟ้องขอแบ่งมรดกภายหลังจากการโอนทรัพย์ไปแล้วหลายปี อย่างไรก็ดี ศาลต้องพิจารณาว่า การโอนทรัพย์มรดกดังกล่าวถือเป็นการจัดการมรดกที่เสร็จสิ้นแล้วหรือไม่ การไม่ยื่นบัญชีทรัพย์มรดกมีผลให้อำนาจของผู้จัดการมรดกสิ้นสุดลงหรือไม่ และที่สำคัญที่สุดคือ สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในการฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกได้ขาดอายุความไปแล้วหรือยัง ซึ่งเป็นประเด็นที่ศาลฎีกาได้วางหลักกฎหมายไว้อย่างชัดเจน และมีนัยสำคัญต่อการดำเนินคดีมรดกในทางปฏิบัติเป็นอย่างยิ่ง สรุปข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้โจทก์และจำเลยเป็นทายาทของเจ้ามรดกรายเดียวกัน โดยจำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล มีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินจำนวนหลายแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ผู้จัดการมรดกได้ดำเนินการโอนทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่ตนเองและทายาทรายอื่นซึ่งล้วนเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย การโอนดังกล่าวได้กระทำเสร็จสิ้นภายในวันที่ 29 ตุลาคม 2518 ภายหลังจากการโอนทรัพย์มรดกดังกล่าวแล้ว ผู้จัดการมรดกมิได้จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกยื่นต่อศาล และไม่มีการดำเนินการอื่นใดเกี่ยวกับการจัดการมรดกอีก ต่อมาโจทก์ซึ่งเป็นทายาทอีกรายหนึ่ง เห็นว่าการจัดการมรดกยังไม่เสร็จสิ้น และการโอนทรัพย์ดังกล่าวเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก จึงนำคดีมาฟ้องผู้จัดการมรดกและทายาทผู้รับโอนทรัพย์ ขอให้มีการแบ่งมรดกใหม่ จำเลยให้การต่อสู้ว่า การจัดการมรดกได้เสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่มีการโอนทรัพย์ให้แก่ทายาทครบถ้วน และคดีของโจทก์เป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกซึ่งต้องฟ้องภายในกำหนดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องในวันที่ 4 มิถุนายน 2524 จึงเป็นการฟ้องเกินกำหนดอายุความ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทสำคัญเป็นลำดับ ดังนี้ ประเด็นแรก ศาลวินิจฉัยว่าการที่ผู้จัดการมรดกซึ่งเป็นทายาทของเจ้ามรดก โอนทรัพย์มรดกให้แก่ตนเองและทายาทรายอื่นซึ่งมีสิทธิรับมรดกอยู่แล้ว มิใช่เป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก เนื่องจากเป็นการจัดสรรมรดกให้แก่ผู้มีสิทธิตามกฎหมาย มิใช่การยักยอกหรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ศาลจึงไม่รับฟังข้ออ้างของโจทก์ที่อ้างว่าเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก ประเด็นที่สอง ศาลวินิจฉัยว่าการที่ผู้จัดการมรดกมิได้จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกยื่นต่อศาล เป็นเพียงกรณีที่ศาลอาจใช้ดุลพินิจถอนผู้จัดการมรดกได้เท่านั้น หาใช่เหตุให้อำนาจในการจัดการมรดกสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติไม่ เมื่อไม่ปรากฏว่าศาลมีคำสั่งถอนผู้จัดการมรดก อำนาจในการจัดการมรดกย่อมยังคงมีอยู่ ประเด็นที่สาม ศาลวินิจฉัยว่า เมื่อผู้จัดการมรดกได้โอนทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่ทายาทครบถ้วนแล้ว การจัดการมรดกย่อมถือว่าเสร็จสิ้นลงนับแต่วันที่โอนทรัพย์มรดกเสร็จสิ้น คือวันที่ 29 ตุลาคม 2518 และนับแต่นั้นให้เริ่มนับอายุความฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก ประเด็นสุดท้าย ศาลวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่การจัดการมรดกเสร็จสิ้น จึงเป็นคดีที่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 และข้ออ้างเรื่องการรับสภาพความรับผิดหรือการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความ มิได้มีการยกขึ้นว่ากันโดยชัดแจ้งในศาลชั้นต้น จึงเป็นปัญหาใหม่ที่ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยได้ วิเคราะห์หลักกฎหมายที่ศาลนำมาวินิจฉัย สาระสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การบังคับใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 ซึ่งบัญญัติให้อายุความฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกมีกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่การจัดการมรดกเสร็จสิ้น การตีความคำว่า “การจัดการมรดกเสร็จสิ้น” จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ศาลฎีกาได้วางหลักว่า การจัดการมรดกมิได้ผูกพันอยู่กับการจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกยื่นต่อศาลเพียงอย่างเดียว แต่ให้พิจารณาจากข้อเท็จจริงว่าผู้จัดการมรดกได้ดำเนินการจัดสรรหรือโอนทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทครบถ้วนแล้วหรือไม่ หากทรัพย์มรดกทั้งหมดถูกโอนออกจากกองมรดกแล้ว ย่อมถือว่าการจัดการมรดกสิ้นสุดลง แม้จะไม่มีการยื่นบัญชีทรัพย์มรดกก็ตาม นอกจากนี้ ศาลยังวางหลักเกี่ยวกับการรับสภาพความรับผิดตามมาตรา 172 และการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความตามมาตรา 192 ว่า ต้องมีข้อเท็จจริงปรากฏชัดเจนและต้องมีการยกขึ้นว่ากันในศาลชั้นต้น มิฉะนั้นจะถือเป็นปัญหาใหม่ที่ไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยได้ เจตนารมณ์ของบทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เจตนารมณ์ของมาตรา 1733 มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความแน่นอนทางนิติสัมพันธ์เกี่ยวกับกองมรดก มิให้การจัดการมรดกยืดเยื้อเป็นระยะเวลานานจนก่อให้เกิดความไม่มั่นคงในสิทธิของทายาทและบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้อง การกำหนดอายุความไว้เพียง 5 ปี แสดงให้เห็นว่ากฎหมายมุ่งคุ้มครองความสงบเรียบร้อยและความชัดเจนของสถานะทรัพย์สินภายหลังการตายของเจ้ามรดก ขณะเดียวกัน บทบัญญัติเกี่ยวกับการรับสภาพความรับผิดและการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความ เป็นข้อยกเว้นที่ต้องตีความอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้คู่ความนำมาอ้างโดยไม่มีข้อเท็จจริงรองรับหรือยกขึ้นกล่าวอ้างล่าช้า อันจะเป็นการบั่นทอนหลักความแน่นอนของกฎหมายอายุความ วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง คำพิพากษานี้สอดคล้องกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่วางหลักไว้มาโดยต่อเนื่องว่า การจัดการมรดกจะถือว่าเสร็จสิ้นเมื่อผู้จัดการมรดกได้ดำเนินการจัดสรรทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทครบถ้วนแล้ว ไม่ใช่เมื่อมีการดำเนินพิธีการทางเอกสารครบทุกขั้นตอนเท่านั้น ในทางกลับกัน คำพิพากษาที่โจทก์อ้างซึ่งศาลเคยวินิจฉัยว่าการจัดการมรดกยังไม่เสร็จสิ้น มักมีข้อเท็จจริงแตกต่างกันโดยมีทรัพย์มรดกตกค้างอยู่ในกองมรดก หรือยังไม่มีการแบ่งทรัพย์ให้แก่ทายาททั้งหมด ซึ่งไม่อาจนำมาเทียบเคียงกับคดีนี้ได้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง เห็นว่าคดีเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกซึ่งขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 เนื่องจากการจัดการมรดกได้เสร็จสิ้นลงแล้วก่อนโจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่ากำหนด 5 ปี 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าการโอนทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทครบถ้วนถือเป็นการจัดการมรดกที่เสร็จสิ้นแล้ว และโจทก์ไม่อาจยกเหตุเรื่องการรับสภาพความรับผิดหรือการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ 3. ศาลฎีกา วินิจฉัยยืนตามศาลอุทธรณ์ เห็นว่าการโอนทรัพย์มรดกโดยผู้จัดการมรดกให้แก่ทายาทที่มีสิทธิอยู่แล้วไม่เป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก และการจัดการมรดกสิ้นสุดลงแล้วตั้งแต่วันที่โอนทรัพย์ครบถ้วน โจทก์ฟ้องคดีพ้นกำหนดอายุความ จึงต้องยกฟ้อง สรุปข้อคิดทางกฎหมายจากคำพิพากษา คำพิพากษาศาลฎีกานี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับการจัดการมรดกและอายุความฟ้องคดีที่ผู้เกี่ยวข้องควรตระหนักอย่างยิ่ง โดยศาลได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า “การจัดการมรดกเสร็จสิ้น” มิได้หมายความถึงการดำเนินพิธีการทางเอกสารครบถ้วนทุกขั้นตอนตามกฎหมายเท่านั้น หากแต่ให้พิจารณาจากสภาพข้อเท็จจริงเป็นสำคัญว่าทรัพย์มรดกได้ถูกจัดสรรหรือโอนออกจากกองมรดกให้แก่ทายาทครบถ้วนแล้วหรือไม่ การที่ผู้จัดการมรดกมิได้จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกยื่นต่อศาล เป็นเพียงเหตุให้ศาลอาจใช้ดุลพินิจถอนผู้จัดการมรดกได้ หาใช่เหตุให้อำนาจในการจัดการมรดกสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติไม่ หลักกฎหมายข้อนี้มีนัยสำคัญต่อการป้องกันไม่ให้คู่ความนำข้อบกพร่องเชิงพิธีการมาใช้เป็นเครื่องมือยื้อเวลาในการฟ้องคดีมรดก นอกจากนี้ คำพิพากษานี้ยังตอกย้ำหลักความเคร่งครัดของกฎหมายอายุความ โดยกำหนดให้ข้ออ้างเรื่องการรับสภาพความรับผิดหรือการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความ ต้องมีการแสดงข้อเท็จจริงอย่างชัดแจ้งและต้องยกขึ้นว่ากันตั้งแต่ศาลชั้นต้น มิฉะนั้นจะถือเป็นปัญหาใหม่ซึ่งไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน และศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยได้ หลักการดังกล่าวช่วยสร้างความแน่นอนและเสถียรภาพให้แก่การจัดการกองมรดก และคุ้มครองความมั่นคงในสิทธิของทายาทและบุคคลภายนอก คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การโอนทรัพย์มรดกโดยผู้จัดการมรดกให้แก่ทายาท ถือเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกหรือไม่ คำตอบ ไม่ถือเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก หากเป็นการโอนทรัพย์ให้แก่ทายาทที่มีสิทธิรับมรดกอยู่แล้วตามกฎหมาย และไม่ได้เป็นการยักยอกหรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ 2. คำถาม การไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกยื่นต่อศาล ทำให้การจัดการมรดกยังไม่เสร็จสิ้นหรือไม่ คำตอบ ไม่ทำให้การจัดการมรดกยังไม่เสร็จสิ้นโดยอัตโนมัติ เป็นเพียงเหตุที่ศาลอาจพิจารณาถอนผู้จัดการมรดกได้เท่านั้น หากไม่มีคำสั่งถอน อำนาจในการจัดการมรดกยังคงมีอยู่ 3. คำถาม การจัดการมรดกถือว่าเสร็จสิ้นเมื่อใด คำตอบ ถือว่าเสร็จสิ้นเมื่อผู้จัดการมรดกได้ดำเนินการโอนหรือแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทครบถ้วนแล้ว แม้จะไม่มีการดำเนินพิธีการทางเอกสารบางประการก็ตาม 4. คำถาม อายุความฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกมีกำหนดกี่ปี คำตอบ มีกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่การจัดการมรดกเสร็จสิ้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 หากฟ้องพ้นกำหนดดังกล่าว สิทธิเรียกร้องย่อมขาดอายุความ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1410/2529 น. และจำเลยที่1ผู้จัดการมรดกของส. ต่างก็เป็นทายาทของเจ้ามรดกโดยน. เป็นภรรยาจำเลยที่1เป็นบุตรการที่บุคคลทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกให้แก่ตนเองและทายาทอื่นซึ่งมีสิทธิได้รับมรดกอยู่แล้วมิใช่เป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก. ผู้จัดการมรดกมิได้ทำบัญชีทรัพย์มรดกยื่นต่อศาลเป็นกรณีที่ศาลอาจถอนผู้จัดการมรดกเสียได้เท่านั้นหาเป็นเหตุให้อำนาจในการจัดการมรดกสิ้นสุดไปไม่เมื่อไม่ปรากฏว่าศาลถอนผู้จัดการมรดกอำนาจในการจัดการมรดกของผู้จัดการมรดกยังคงมีอยู่ต่อไป เมื่อผู้จัดการมรดกได้ทำการโอนทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่ทายาทของเจ้ามรดกไปหมดแล้วในวันที่29ตุลาคม2518ถือว่าการจัดการมรดกสิ้นสุดลงแล้วตั้งแต่วันดังกล่าวโจทก์ฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกเมื่อวันที่4มิถุนายน2524เกินกว่า5ปีนับแต่การจัดการมรดกเสร็จสิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความตามป.พ.พ.มาตรา1733 คำฟ้องโจทก์มิได้แสดงโดยแจ้งชัดให้เห็นว่าผู้จัดการมรดกก็ดีจำเลยก็ดีได้กระทำการใดๆอันจะถือได้ว่าเป็นการรับสภาพความผิดต่อโจทก์ตามป.พ.พ.มาตรา172หรือกระทำการอื่นใดอันจะถือว่าเป็นการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความตามป.พ.พ.มาตรา192จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากันมาในศาลชั้นต้นปัญหาเรื่องนี้เป็นเรื่องอายุความฟ้องร้องมิใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกาย่อมไม่รับวินิจฉัย โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทผู้รับมรดก ขอให้แบ่งมรดก โดยจำเลยให้การต่อสู้ว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นแรก การที่ผู้จัดการมรดกและทายาทซึ่งมีสิทธิรับมรดกอยู่แล้ว โอนทรัพย์มรดกให้แก่ตนเองและทายาทรายอื่น มิใช่เป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก เนื่องจากเป็นการจัดสรรทรัพย์ให้แก่ผู้มีสิทธิ โดยข้อเท็จจริงไม่อาจนำคำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมาเทียบเคียงได้ ประเด็นต่อมา เรื่องอายุความ ศาลเห็นว่าการที่ผู้จัดการมรดกมิได้จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกยื่นต่อศาล เป็นเพียงเหตุให้ศาลอาจถอนผู้จัดการมรดกได้เท่านั้น ไม่ทำให้อำนาจในการจัดการมรดกสิ้นสุดลง เมื่อไม่ปรากฏว่าศาลมีคำสั่งถอน และเมื่อผู้จัดการมรดกได้โอนทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่ทายาทแล้วในวันที่ 29 ตุลาคม 2518 จึงถือว่าการจัดการมรดกสิ้นสุดลงตั้งแต่วันดังกล่าว ส่วนข้ออ้างว่า จำเลยละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความนั้น ศาลเห็นว่าคำฟ้องโจทก์มิได้แสดงข้อเท็จจริงให้เห็นชัดว่ามีการรับสภาพความรับผิดหรือการละอายุความตามกฎหมาย และโจทก์มิได้ยกประเด็นนี้ขึ้นว่ากันในศาลชั้นต้น แต่เพิ่งยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์และฎีกา ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับอายุความฟ้องร้อง มิใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลจึงไม่อาจรับวินิจฉัยได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการจัดการมรดกสิ้นสุดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2524 เกินกว่า 5 ปี สิทธิเรียกร้องจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน |



.jpg)
