ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินมรดกต้องใช้กฎหมายมรดกหรือมาตรา 1336 และมีอายุความเพียงใดเมื่อผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ทายาทคนเดียว

ฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินมรดกภายหลังผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์, อายุความฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกตามมาตรา 1733, อายุความฟ้องแบ่งมรดกตามมาตรา 1754, ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินให้ทายาทคนเดียวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่, คดีมรดกไม่อาจนำมาตรา 1336 มาใช้ได้, การโอนที่ดินมรดกโดยไม่ได้รับความยินยอมจากทายาททุกคน, สิทธิของทายาทในการฟ้องเพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์มรดก, ที่ดินที่ได้มาระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นทรัพย์สินร่วม, ที่ดินสินเดิมและสินบริคณห์ตามกฎหมายเดิม,

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่องการโอนที่ดินซึ่งเดิมเป็นทรัพย์สินที่สามีภริยาหามาได้ร่วมกัน ก่อนที่ต่อมาฝ่ายภริยาจะถึงแก่ความตายและกรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่งของที่ดินจะกลายเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่ทายาทหลายคน ประเด็นสำคัญของคดีมิได้อยู่เพียงว่าทายาทอื่นจะไม่ยินยอมให้ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินให้บุตรคนหนึ่งแต่ผู้เดียวได้หรือไม่ หากแต่อยู่ที่การจำแนกลักษณะคดีให้ถูกต้องว่าเป็น “คดีมรดก” หรือเป็น “คดีเจ้าของทรัพย์ติดตามเอาคืนทรัพย์จากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้” ตามมาตรา 1336 เมื่อศาลเห็นว่าทรัพย์พิพาทในส่วนของผู้ตายเป็นทรัพย์มรดก และข้อพิพาทแท้จริงเป็นเรื่องการแบ่งปันและการจัดการมรดก บทบัญญัติเฉพาะแห่งกฎหมายมรดกย่อมมีผลใช้บังคับก่อน ส่งผลโดยตรงต่อเรื่องอายุความฟ้องร้อง คดีนี้จึงเป็นแนววินิจฉัยสำคัญอย่างยิ่งว่า หากทายาทปล่อยเวลาล่วงเลยยาวนานแล้วจึงมาฟ้องเพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์มรดก ย่อมเสี่ยงต่อการขาดอายุความทั้งในฐานคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกและในฐานคดีแบ่งมรดก แม้จะพยายามอ้างมาตรา 1336 ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงบทบัญญัติเฉพาะของกฎหมายมรดกได้

ข้อเท็จจริงของคดี

   จำเลยที่ 1 กับนางกิมซัวอยู่กินฉันสามีภริยากันมาตั้งแต่ปี 2496 แม้ในระยะแรกยังมิได้จดทะเบียนสมรส แต่ต่างฝ่ายต่างร่วมกันสร้างฐานะและทำมาหาได้ร่วมกัน ต่อมาประมาณปี 2501 จำเลยที่ 1 เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ขณะนั้นที่ดินยังไม่มีเอกสารสิทธิ ศาลรับฟังว่าที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 และนางกิมซัวหามาได้ร่วมกัน จึงมีลักษณะเป็นทรัพย์ที่ทั้งสองเป็นเจ้าของรวมกัน

ต่อมาวันที่ 11 กันยายน 2517 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับนางกิมซัว โดยไม่ปรากฏว่ามีสัญญาก่อนสมรส ศาลจึงวินิจฉัยตามกฎหมายเดิมว่าที่ดินพิพาทเป็นสินเดิมของทั้งสองฝ่ายและอยู่ในระบบสินบริคณห์ โดยจำเลยที่ 1 ในฐานะสามีเป็นผู้มีอำนาจจัดการสินบริคณห์ตามกฎหมายในขณะนั้น หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ดำเนินการออกเอกสารสิทธิและเปลี่ยนสภาพเอกสารสิทธิของที่ดินเรื่อยมา จนกลายเป็นโฉนดเลขที่ 2898 โดยมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในทางทะเบียน

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2542 นางกิมซัวถึงแก่ความตาย ผลทางกฎหมายคืออำนาจจัดการสินบริคณห์ของจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลง และต้องมีการแบ่งทรัพย์ระหว่างคู่สมรสก่อนมรดก กรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่งในที่ดินพิพาทจึงตกเป็นทรัพย์มรดกของนางกิมซัว เมื่อไม่มีพินัยกรรม มรดกส่วนนี้จึงตกทอดแก่ทายาทโดยธรรม ได้แก่ จำเลยที่ 1 และบุตรทั้งหลายรวมทั้งโจทก์ทั้งหกและจำเลยที่ 2

ภายหลังจากนั้น วันที่ 5 ตุลาคม 2542 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2898 แก่จำเลยที่ 2 ต่อมาเมื่อได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของนางกิมซัวแล้ว จำเลยที่ 1 ยังโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2899 ให้แก่จำเลยที่ 2 อีกเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 ศาลรับฟังข้อเท็จจริงจากฝ่ายจำเลยว่า การโอนดังกล่าวเป็นไปตามเจตนารมณ์ของจำเลยที่ 1 และนางกิมซัวที่ต้องการยกที่ดินแก่จำเลยที่ 2 และบุตรทุกคนรวมทั้งโจทก์ทั้งหกรับรู้มาโดยตลอด มิได้คัดค้านในเวลานั้น

ต่อมาจำเลยที่ 2 นำที่ดินไปแบ่งแยกเป็นหลายแปลง บางแปลงโอนให้จำเลยที่ 3 และบางส่วนนำไปจำนองแก่จำเลยที่ 4 โจทก์ทั้งหกจึงฟ้องในปี 2558 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ การแบ่งแยก และการจำนองทั้งหมด เพื่อให้ที่ดินกลับคืนสู่สภาพเดิม และให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งแยกและโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ตามกฎหมาย

ประเด็นข้อพิพาทและคำวินิจฉัยของศาลฎีกา

   ประเด็นแรก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้มิใช่คดีตามมาตรา 1336 แม้โจทก์จะพยายามวางรูปคดีว่าเป็นการติดตามเอาคืนทรัพย์จากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ก็ตาม เหตุเพราะคำว่า “ภายในบังคับแห่งกฎหมาย” ในมาตรา 1336 หมายความว่า หากข้อพิพาทใดตกอยู่ภายใต้บทบัญญัติเฉพาะเรื่องอื่นแล้ว ต้องใช้บทบัญญัติเฉพาะนั้นก่อน เมื่อข้อเท็จจริงของคดีชี้ชัดว่ากรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่งในที่ดินพิพาทตกเป็นทรัพย์มรดกของนางกิมซัว และข้อพิพาทแท้จริงเกิดจากการแบ่งปันและจัดการทรัพย์มรดกระหว่างทายาท คดีจึงต้องอยู่ภายใต้กฎหมายมรดก ไม่อาจหลีกเลี่ยงด้วยการอ้างมาตรา 1336 ได้

ประเด็นที่สอง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกให้จำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากทายาททุกคน เป็นการกล่าวอ้างว่าผู้จัดการมรดกปฏิบัติผิดหน้าที่ตามมาตรา 1719 จึงเป็น “คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก” ตามมาตรา 1733 วรรคสอง ซึ่งกำหนดว่า ทายาทจะฟ้องเกินห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงไม่ได้

ศาลเห็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2899 เป็นทรัพย์มรดกแปลงสุดท้ายที่จำเลยที่ 1 โอนให้จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 จึงถือว่าการจัดการมรดกเสร็จสิ้นลงในวันดังกล่าว การที่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2558 จึงเกินห้าปีมาเกือบสิบสองปีแล้ว คดีจึงขาดอายุความในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดการมรดก

ประเด็นที่สาม ศาลฎีกาวินิจฉัยเพิ่มเติมเฉพาะต่อจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทมาโดยตลอดทั้งก่อนและหลังนางกิมซัวถึงแก่ความตาย ไม่ปรากฏว่าทายาทคนอื่นเข้าครอบครองร่วม หรือแสดงเจตนาจะเข้าครอบครอง อีกทั้งโจทก์ทั้งหกไม่เคยโต้แย้งการทำประโยชน์ของจำเลยที่ 2 เลยตลอดระยะเวลายาวนาน การครอบครองดังกล่าวจึงมิใช่การครอบครองแทนทายาทอื่น แต่เป็นการครอบครองเพื่อตน

เมื่อเป็นเช่นนี้ หากทายาทอื่นประสงค์จะให้มีการแบ่งมรดกเกี่ยวกับที่ดินพิพาท ก็ต้องฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่เจ้ามรดกตาย หรือนับแต่ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง แต่โจทก์ทั้งหกมิได้ฟ้องภายในกำหนดดังกล่าว แม้การจดทะเบียนให้ที่ดินทั้งแปลงแก่จำเลยที่ 2 จะเกิดหลังการตายของนางกิมซัว การกระทำนั้นก็ยังเกี่ยวข้องกับการแบ่งปันมรดกอยู่ดี ฟ้องจึงขาดอายุความมรดกเช่นกัน

วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์

คดีนี้มีคุณค่าอย่างมากในเชิงหลักกฎหมาย เพราะศาลฎีกาแสดงให้เห็นถึงลำดับการใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด กล่าวคือ ต้องจำแนกให้ได้ก่อนว่าข้อพิพาทมีลักษณะเป็นเรื่องสิทธิในทรัพย์ทั่วไป หรือเป็นข้อพิพาทเฉพาะทางมรดก หากเป็นเรื่องมรดกแล้ว บทบัญญัติเฉพาะย่อมตัดการใช้บททั่วไป

มาตรา 1336 เป็นบททั่วไปว่าด้วยอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ ให้เจ้าของทรัพย์ติดตามและเอาคืนทรัพย์จากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือได้ แต่บทนี้มิได้ออกแบบมาเพื่อใช้ล้มล้างระบบอายุความเฉพาะในคดีมรดก ศาลจึงตีความคำว่า “ภายในบังคับแห่งกฎหมาย” อย่างมีนัยสำคัญว่า เจ้าของจะอ้างกรรมสิทธิ์ทั่วไปไม่ได้ หากตัวข้อพิพาทถูกควบคุมโดยบทเฉพาะแล้ว เจตนารมณ์ก็เพื่อรักษาความแน่นอนของนิติสัมพันธ์และป้องกันไม่ให้มีการอ้างสิทธิข้ามหมวดกฎหมายเพื่อเลี่ยงกำหนดเวลา

มาตรา 1719 วางหน้าที่ผู้จัดการมรดกให้ต้องจัดการทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกและทายาทโดยชอบ หากฝ่าฝืน ทายาทย่อมมีสิทธิฟ้องได้ แต่สิทธิดังกล่าวต้องอยู่ภายในกรอบมาตรา 1733 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทจำกัดเวลาฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกไม่ให้ยืดเยื้อเกินควร เจตนารมณ์ของมาตรานี้คือเพื่อให้การจัดการกองมรดกสิ้นสุดแน่นอน บุคคลภายนอกและทายาทจะได้ทราบสถานะทรัพย์ ไม่ต้องเผชิญความไม่แน่นอนตลอดไป

ส่วนมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง มีเจตนารมณ์เข้มงวดในเรื่องการเรียกร้องสิทธิแบ่งมรดก โดยเฉพาะเมื่อทายาทบางคนครอบครองทรัพย์มรดกเพื่อตน ไม่ใช่แทนทายาทรวม กฎหมายจึงกำหนดกรอบเวลาให้ทายาทที่เห็นว่าตนมีสิทธิรีบดำเนินคดีภายในเวลาสั้น เพื่อไม่ให้ข้อพิพาททรัพย์มรดกคาราคาซังเป็นเวลานานหลายสิบปี

อีกประเด็นสำคัญคือบทกฎหมายเดิมเรื่องสินเดิม สินบริคณห์ และการจัดการทรัพย์ระหว่างสามีภริยา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โฉนดจะออกในชื่อจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียว แต่ไม่ทำให้สถานะความเป็นเจ้าของรวมของนางกิมซัวสูญสิ้นไป เพราะสิทธิเนื้อแท้ในทรัพย์มิได้เปลี่ยนไปตามเพียงรูปทางทะเบียน หลักนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัวที่คุ้มครองสิทธิในทรัพย์ของคู่สมรส ไม่ปล่อยให้การจัดการโดยคู่สมรสฝ่ายเดียวลบล้างสิทธิของอีกฝ่ายโดยปริยาย

แนวคำพิพากษา

แนวคำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักสำคัญ 3 ประการ ประการแรก การจัดรูปคดีต้องดูเนื้อหาที่แท้จริง มิใช่ดูถ้อยคำในคำฟ้องเพียงผิวเผิน ต่อให้โจทก์จะใช้ถ้อยคำว่าขอ “เพิกถอนนิติกรรม” หรือ “เรียกคืนทรัพย์” หากวัตถุประสงค์แท้จริงคือให้มีการแบ่งมรดกหรือโต้แย้งการจัดการมรดก คดีก็ยังเป็นคดีมรดกอยู่ดี

ประการที่สอง ศาลให้ความสำคัญกับพฤติการณ์ครอบครองทรัพย์มรดกอย่างต่อเนื่อง หากทายาทบางคนครอบครองทรัพย์มรดกโดยเปิดเผย ต่อเนื่อง และทายาทคนอื่นมิได้เข้าเกี่ยวข้องหรือโต้แย้งเป็นเวลานาน ย่อมมีน้ำหนักให้เห็นว่าเป็นการครอบครองเพื่อตน มิใช่ถือแทนกองมรดก ข้อเท็จจริงเช่นนี้มีผลโดยตรงต่อการนับอายุความตามมาตรา 1754

ประการที่สาม คดีนี้แสดงให้เห็นความสำคัญของการใช้สิทธิโดยสุจริตและทันท่วงที ในทางปฏิบัติ ทายาทจำนวนมากมักละเลยไม่ดำเนินการเมื่อทราบว่ามีการโอนหรือแบ่งทรัพย์มรดก ต่อมาจึงมาฟ้องเมื่อทรัพย์เปลี่ยนมือไปหลายทอดแล้ว ซึ่งย่อมเผชิญทั้งปัญหาอายุความและปัญหาความมั่นคงแห่งนิติกรรมของบุคคลภายนอก

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

   พิพากษายกฟ้อง เห็นว่าโจทก์ทั้งหกไม่มีสิทธิเรียกให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ การแบ่งแยก การจำนอง และการโอนต่อเกี่ยวกับที่ดินพิพาทได้ พร้อมให้โจทก์ทั้งหกใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ และกำหนดค่าทนายความให้แก่จำเลยแต่ละฝ่าย

2. ศาลอุทธรณ์

   ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยเห็นพ้องในผลว่าฟ้องของโจทก์ไม่อาจรับได้ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

3. ศาลฎีกา

   ศาลฎีกาพิพากษายืน โดยวินิจฉัยชัดว่า คดีนี้เป็นคดีมรดก มิใช่คดีตามมาตรา 1336 การฟ้องกล่าวหาผู้จัดการมรดกปฏิบัติผิดหน้าที่ย่อมต้องอยู่ภายใต้อายุความตามมาตรา 1733 วรรคสอง และในส่วนการแบ่งมรดกก็ขาดอายุความตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่งเช่นกัน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

    คดีนี้ให้ข้อคิดทางกฎหมายที่สำคัญอย่างยิ่งว่า การใช้สิทธิของทายาทต้องเริ่มจากการวินิจฉัยฐานสิทธิให้ถูกต้องเสียก่อน หากทรัพย์พิพาทมีที่มาจากกองมรดกและข้อพิพาทมีสภาพเป็นการโต้แย้งการจัดการหรือการแบ่งปันมรดก ย่อมต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติเฉพาะแห่งกฎหมายมรดก ไม่อาจหยิบยกมาตรา 1336 ซึ่งเป็นบททั่วไปว่าด้วยอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์มาใช้เพื่อหลีกเลี่ยงอายุความเฉพาะได้

หลักที่ศาลฎีกายืนยันในคดีนี้สะท้อนนิติวิธีสำคัญของกฎหมายเอกชน คือ การให้บทบัญญัติเฉพาะมีผลเหนือบททั่วไป และการตีความคำฟ้องตามเนื้อหาสาระ ไม่ใช่ตามรูปถ้อยคำที่คู่ความเลือกใช้ หากแก่นแท้ของข้อพิพาทคือการกล่าวหาว่าผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกไม่ชอบ คดีย่อมเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก และต้องอยู่ภายใต้กำหนดเวลาฟ้องตามมาตรา 1733 วรรคสองโดยเคร่งครัด

ในอีกมิติหนึ่ง คดีนี้ยังชี้ว่า การครอบครองทรัพย์มรดกของทายาทคนหนึ่งอาจมีผลทางกฎหมายแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ หากเป็นเพียงการครอบครองแทนกองมรดก ย่อมยังไม่ตัดสิทธิทายาทอื่นโดยง่าย แต่หากเป็นการครอบครองเพื่อตนโดยเปิดเผย ต่อเนื่อง และทายาทอื่นนิ่งเฉยไม่โต้แย้งเป็นเวลานาน ย่อมนำไปสู่ผลตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ให้สิทธิเรียกร้องแบ่งมรดกต้องใช้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

ข้อคิดเชิงปฏิบัติสำหรับทนายความและทายาทคือ เมื่อพบว่าทรัพย์มรดกถูกโอน ถูกแบ่งแยก หรือถูกนำไปจำนอง ต้องรีบตรวจสอบทันทีว่าการกระทำนั้นเกิดขึ้นในฐานะใด ใครเป็นผู้จัดการมรดก มีคำสั่งศาลแต่งตั้งหรือไม่ และเริ่มนับอายุความตั้งแต่เมื่อใด เพราะเมื่อปล่อยให้เวลาล่วงเลยยาวนาน แม้ข้อเท็จจริงจะทำให้รู้สึกว่าไม่เป็นธรรม ก็อาจไม่สามารถใช้สิทธิฟ้องร้องได้อีกต่อไป

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

   ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การวินิจฉัยว่า ข้อพิพาทเรื่องการโอนที่ดินซึ่งมีส่วนหนึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมายมรดก มิใช่เป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ดังนั้น เมื่อทายาทอ้างว่าผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกให้ทายาทคนหนึ่งโดยมิชอบ ย่อมเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกตามมาตรา 1719 และต้องอยู่ภายใต้อายุความตามมาตรา 1733 วรรคสอง รวมทั้งหากมีลักษณะเป็นการเรียกร้องเพื่อให้แบ่งมรดก ก็ต้องคำนึงถึงอายุความตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่งด้วย

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ มาตรา 1336, มาตรา 1719, มาตรา 1733 วรรคสอง, มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง รวมถึงบทกฎหมายเดิมเรื่องสินเดิม สินบริคณห์ และการแบ่งทรัพย์ระหว่างคู่สมรสเมื่อฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก

   แก่นของคดีอยู่ที่โจทก์กล่าวหาว่าผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกให้จำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียวโดยไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกโดยตรง ไม่ใช่คดีทรัพย์ทั่วไป ผลคือทายาทต้องฟ้องภายในห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงตามมาตรา 1733 วรรคสอง

2. อายุความมรดก

   แม้โจทก์จะขอเพิกถอนนิติกรรมหลายรายการ แต่ศาลมองถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงว่าต้องการให้มีการแบ่งทรัพย์มรดกใหม่ เมื่อจำเลยที่ 2 ครอบครองที่ดินเพื่อตนมาโดยตลอด และทายาทอื่นไม่คัดค้านภายในกำหนดเวลา ฟ้องย่อมขาดอายุความตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ทำให้ไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมและเรียกแบ่งมรดกได้

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม-ทายาทสามารถฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินมรดกโดยอ้างมาตรา 1336 ได้หรือไม่

   คำตอบ

   โดยหลักแล้วต้องพิจารณาก่อนว่าข้อพิพาทนั้นเป็นเรื่องสิทธิในทรัพย์ทั่วไป หรือเป็นเรื่องการจัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดก หากทรัพย์พิพาทมีส่วนที่ตกเป็นมรดกของผู้ตายแล้ว และคำฟ้องมีเป้าหมายแท้จริงเพื่อให้เพิกถอนการโอนทรัพย์มรดกแล้วนำกลับมาแบ่งแก่ทายาท คดีย่อมอยู่ภายใต้บทบัญญัติเรื่องมรดก ไม่ใช่บททั่วไปตามมาตรา 1336 แม้โจทก์จะใช้ถ้อยคำว่าเป็นการติดตามเอาคืนทรัพย์จากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ก็ตาม ศาลจะดูเนื้อหาของสิทธิที่อ้างและผลทางกฎหมายที่ต้องการเป็นสำคัญ หากเป็นคดีมรดก บทบัญญัติเรื่องอายุความในหมวดมรดกย่อมมีผลบังคับก่อน การพยายามอาศัยมาตรา 1336 จึงไม่อาจใช้เพื่อหลีกเลี่ยงกำหนดเวลาฟ้องที่กฎหมายมรดกวางไว้โดยเฉพาะได้

2. คำถาม-ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกให้ทายาทคนเดียวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากทายาทคนอื่น ถือว่าฟ้องได้ตลอดเวลาหรือไม่

   คำตอบ

   ไม่ใช่กรณีที่จะฟ้องได้ตลอดเวลา เพราะหากคำกล่าวอ้างของทายาทคือผู้จัดการมรดกปฏิบัติผิดหน้าที่ในการจัดการทรัพย์มรดก คดีดังกล่าวย่อมเข้าลักษณะเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 ประกอบมาตรา 1733 วรรคสอง ซึ่งกำหนดระยะเวลาฟ้องไว้อย่างชัดเจนว่า ทายาทจะฟ้องเกินห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงไม่ได้ หลักนี้มีขึ้นเพื่อให้การจัดการกองมรดกสิ้นสุดลงอย่างแน่นอนและเกิดความมั่นคงในนิติสัมพันธ์ของทรัพย์สิน หากปล่อยให้เวลาผ่านไปนานหลายปีจนเกินกำหนด แม้จะมีข้อสงสัยว่าการโอนนั้นไม่เป็นธรรม ทายาทก็อาจหมดสิทธิฟ้องในทางศาลได้ จึงต้องรีบตรวจสอบวันสิ้นสุดการจัดการมรดกและใช้สิทธิภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

3. คำถาม-การที่โฉนดที่ดินออกชื่อสามีเพียงผู้เดียว หมายความว่าภริยาไม่มีสิทธิในที่ดินนั้นหรือไม่

   คำตอบ

   ไม่จำเป็นเสมอไป เพราะการมีชื่อในเอกสารสิทธิเป็นเพียงหลักฐานทางทะเบียน มิใช่ข้อยุติเด็ดขาดถึงสิทธิเนื้อแท้ในทรัพย์ หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่สามีภริยาหามาได้ร่วมกัน หรือเป็นทรัพย์ที่อีกฝ่ายมีสิทธิอยู่เดิมตามกฎหมายครอบครัว แม้โฉนดจะออกในชื่ออีกฝ่ายเพียงคนเดียว สถานะความเป็นเจ้าของรวมหรือสิทธิของคู่สมรสอีกฝ่ายก็อาจยังคงอยู่ได้ ดังที่ศาลฎีกาในคดีนี้วินิจฉัยว่า แม้ที่ดินออกโฉนดในชื่อจำเลยที่ 1 แต่เมื่อพิจารณาตามบทกฎหมายเดิมเรื่องสินเดิมและสินบริคณห์แล้ว กรรมสิทธิ์ส่วนของภริยายังคงมีอยู่ และเมื่อภริยาถึงแก่ความตาย กรรมสิทธิ์ในส่วนของภริยาก็ย่อมกลายเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่ทายาท มิใช่สูญหายไปเพราะเหตุทะเบียนเพียงอย่างเดียว

4. คำถาม-เมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งตาย ทรัพย์ที่เป็นสินเดิมหรือทรัพย์ร่วมต้องจัดการอย่างไรก่อนแบ่งมรดก

   คำตอบ

   หลักสำคัญคือต้องแยกให้ได้ก่อนว่า ทรัพย์นั้นเป็นของฝ่ายใดหรือเป็นทรัพย์ที่ต่างฝ่ายมีสิทธิคนละครึ่งเพียงใด เมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย อำนาจจัดการทรัพย์ในฐานะคู่สมรสของอีกฝ่ายย่อมสิ้นสุดลง และต้องทำการแบ่งทรัพย์ระหว่างคู่สมรสเสียก่อน จากนั้นเฉพาะส่วนที่เป็นของผู้ตายเท่านั้นจึงจะตกเข้าเป็นกองมรดกเพื่อนำไปแบ่งแก่ทายาทต่อไป คดีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า แม้ที่ดินจะอยู่ในชื่อจำเลยที่ 1 แต่เมื่อศาลเห็นว่ากรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่งเป็นของนางกิมซัว ส่วนดังกล่าวย่อมกลายเป็นมรดกหลังความตาย การวิเคราะห์คดีมรดกจึงต้องเริ่มจากการจำแนกสิทธิในทรัพย์ระหว่างคู่สมรสให้ชัดก่อนเสมอ มิฉะนั้นจะคลาดเคลื่อนทั้งเรื่องฐานสิทธิและอายุความ

5. คำถาม-การครอบครองที่ดินมรดกของทายาทคนหนึ่ง ถือว่าเป็นการครอบครองแทนทายาททุกคนเสมอหรือไม่

   คำตอบ

   ไม่เสมอไป การครอบครองของทายาทคนหนึ่งอาจเป็นได้ทั้งการครอบครองแทนกองมรดกและทายาทรวม หรือเป็นการครอบครองเพื่อตนเอง ทั้งนี้ต้องดูพฤติการณ์โดยรอบ เช่น ผู้ครอบครองแสดงตนอย่างไร ทายาทคนอื่นเคยเข้าใช้ประโยชน์หรือโต้แย้งหรือไม่ มีการแบ่งผลประโยชน์หรือยอมรับสิทธิกันหรือไม่ หากปรากฏว่าผู้ครอบครองทำประโยชน์อยู่เพียงผู้เดียวโดยเปิดเผยมาอย่างยาวนาน และทายาทอื่นมิได้แสดงเจตนาเข้าครอบครองร่วม หรือคัดค้านเลย ศาลอาจเห็นว่าเป็นการครอบครองเพื่อตน มิใช่ถือแทนทายาทอื่น ดังเช่นในคดีนี้ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 2 ครอบครองที่ดินพิพาทต่อเนื่อง และโจทก์ทั้งหกไม่เคยโต้แย้งเป็นเวลานาน จึงทำให้การเรียกร้องสิทธิของโจทก์ต้องอยู่ภายใต้กรอบอายุความอย่างเคร่งครัด

6. คำถาม-ทายาทจะฟ้องแบ่งมรดกที่เกี่ยวกับที่ดินได้ภายในกี่ปี

   คำตอบ

   หากเป็นกรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ทายาทที่ต้องการใช้สิทธิเรียกร้องให้มีการแบ่งมรดกต้องฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่เจ้ามรดกตาย หรือนับแต่วันที่ทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก หลักนี้เป็นบทบัญญัติสำคัญมากและมักถูกมองข้ามในทางปฏิบัติ ทายาทหลายคนเข้าใจผิดว่าทรัพย์มรดกจะฟ้องเมื่อใดก็ได้ตราบใดที่ยังไม่ได้แบ่งกันโดยสมบูรณ์ แต่แท้จริงแล้วกฎหมายกำหนดเวลาอย่างจำกัดเพื่อคุ้มครองความมั่นคงของทรัพย์สินและนิติสัมพันธ์ หากปล่อยให้เวลาผ่านไปแล้วจึงมาฟ้องขอเพิกถอนการโอนหรือขอแบ่งทรัพย์ใหม่ ศาลอาจวินิจฉัยว่าฟ้องขาดอายุความได้ แม้ในทางข้อเท็จจริงจะยังรู้สึกว่าตนมีส่วนในมรดกก็ตาม

7. คำถาม-หากทายาทรู้เรื่องการโอนที่ดินมรดกมาตั้งแต่แรกแต่ไม่คัดค้าน จะมีผลอย่างไร

   คำตอบ

   การที่ทายาทรับรู้การโอนหรือเจตนาของเจ้ามรดกและผู้จัดการมรดกมาตั้งแต่ต้น แต่กลับไม่คัดค้านหรือไม่ใช้สิทธิทางศาลภายในเวลาที่เหมาะสม ย่อมมีผลในทางพยานหลักฐานและทางกฎหมายอย่างมาก ประการแรก ศาลอาจรับฟังว่าทายาทเหล่านั้นทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทรัพย์มรดกและการจัดการมรดกอยู่แล้ว จึงเริ่มนับระยะเวลาการใช้สิทธิได้เร็วขึ้น ประการที่สอง ความนิ่งเฉยเป็นเวลานานอาจถูกใช้ประกอบการวินิจฉัยว่าผู้ครอบครองทรัพย์มิได้ถือแทนทายาทรวม แต่ถือเพื่อตนเองอย่างเปิดเผย ประการที่สาม เมื่อพ้นกำหนดอายุความแล้ว สิทธิฟ้องร้องย่อมระงับไปในทางกระบวนพิจารณา คดีนี้จึงเตือนชัดว่า ทายาทไม่ควรรอจนทรัพย์ถูกแบ่งแยก โอนต่อ หรือจำนองไปแล้วหลายทอดค่อยดำเนินคดี เพราะอาจสายเกินไป

8. คำถาม-หากผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกไปแล้ว บุคคลภายนอกที่รับโอนหรือรับจำนองจะได้รับผลกระทบหรือไม่

   คำตอบ

   ย่อมขึ้นอยู่กับฐานสิทธิของคดีและสถานะนิติกรรมเดิมเป็นสำคัญ แต่ในทางปฏิบัติ เมื่อทายาทปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปนานจนคดีขาดอายุความเสียแล้ว การขอเพิกถอนนิติกรรมต่อเนื่องที่เกิดขึ้นภายหลัง เช่น การแบ่งแยก การโอนต่อ หรือการจำนอง ก็ย่อมประสบปัญหาตามไปด้วย เพราะสิทธิฐานแรกที่ใช้โจมตีนิติกรรมเดิมไม่อาจใช้บังคับได้อีก ศาลจึงอาจไม่จำเป็นต้องไปวินิจฉัยรายละเอียดนิติกรรมต่อ ๆ มา หากฐานคดีหลักขาดอายุความแล้ว คดีนี้จึงมีความสำคัญต่อผู้ทำธุรกรรมเกี่ยวกับทรัพย์มรดกอย่างมากว่า ต้องตรวจสอบทั้งที่มาของทรัพย์ สถานะผู้จัดการมรดก และช่วงเวลาที่ผ่านไปหลังการจัดการมรดกสิ้นสุด เพื่อประเมินความเสี่ยงทางกฎหมายให้รอบด้าน

    ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

         เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4268/2562

จำเลยที่ 1 และ ก. อยู่กินฉันสามีภริยากันมาตั้งแต่ปี 2496 ภายหลังพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พุทธศักราช 2477 โดยมิได้จดทะเบียนสมรส แต่จำเลยที่ 1 ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2501 จำเลยที่ 1 และ ก. หามาได้ร่วมกันจึงเป็นที่ดินที่จำเลยที่ 1 และ ก. เป็นเจ้าของรวมกัน ต่อมาวันที่ 11 กันยายน 2517 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับ ก. โดยไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าได้มีการทำสัญญาก่อนสมรส ที่ดินพิพาทจึงเป็นสินเดิมของจำเลยที่ 1 กับ ก. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1463 (1) (เดิม) และเป็นสินบริคณห์ ตามมาตรา 1462 (เดิม) ซึ่งจำเลยที่ 1 ผู้เป็นสามีเป็นผู้จัดการสินบริคณห์ ตามมาตรา 1468 (เดิม) ต่อมาเมื่อ ก. ถึงแก่ความตายในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2542 จึงส่งผลให้อำนาจในการจัดการสินบริคณห์ของจำเลยที่ 1 หมดไป และต้องมีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างจำเลยที่ 1 กับ ก. ตามมาตรา 1625 (เดิม) นั่นคือ ต้องคืนสินเดิมแก่คู่สมรสทั้งสองฝ่าย ตามมาตรา 1513 (1) ส่งผลให้กรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่งตกเป็นทรัพย์มรดกของ ก. ทั้งนี้ เมื่อไม่ปรากฏว่า ก. ได้ทำพินัยกรรมเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่งของ ก. ย่อมเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่ทายาทของ ก. เมื่อที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่งเป็นทรัพย์มรดกของ ก. และมีปัญหาในเรื่องการแบ่งปันทรัพย์มรดกส่วนนี้ในระหว่างทายาทของ ก. คดีนี้จึงต้องบังคับตามบทบัญญัติของกฎหมายในเรื่องมรดก ไม่อาจนำ ป.พ.พ. มาตรา 1336 มาใช้บังคับตามฎีกาของโจทก์ทั้งหกได้

จำเลยที่ 1 กับ ก. ต้องการยกที่ดินพิพาทและที่ดินโฉนดเลขที่ 2899 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์ทั้งหกรับรู้แล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และเมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของ ก. ตามคำสั่งศาลจังหวัดพัทยาแล้วจำเลยที่ 1 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2899 ให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 เป็นไปตามเจตนารมณ์ของจำเลยที่ 1 และ ก. โดยบุตรทุกคนรวมถึงโจทก์ทั้งหกรับรู้และไม่มีผู้ใดคัดค้านแต่อย่างใด โจทก์ทั้งหกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ก. โอนที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกให้แก่จำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากทายาททุกคน จึงเป็นกรณีการปฏิบัติผิดหน้าที่ผู้จัดการมรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 จึงเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก มิให้ทายาทฟ้องเกินกว่าห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง ตามมาตรา 1733 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกนั้น มิให้ทายาทฟ้องเกินกว่าห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุด" จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ก. โอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกที่เหลืออยู่เพียงแปลงเดียวให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 ถือได้ว่าการจัดการมรดกของจำเลยที่ 1 เสร็จสิ้นลงนับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 โจทก์ทั้งหกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2558 หลังจากการจัดการมรดกสิ้นสุดลงแล้วเป็นเวลาเกือบสิบสองปี คดีของโจทก์ทั้งหกจึงขาดอายุความการจัดการมรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง โจทก์ทั้งหกไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ได้

จำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทเรื่อยมาทั้งก่อนและภายหลัง ก. ถึงแก่ความตาย โดยไม่ปรากฏว่าภายหลัง ก. ถึงแก่ความตาย ทายาทอื่นของ ก. ได้เข้าไปครอบครองที่ดินพิพาทด้วยแต่อย่างใด ทั้งยังได้ความว่า โจทก์ทั้งหกไม่เคยโต้แย้งการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 2 ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ ก. ถึงแก่ความตายจนมีการฟ้องคดีนี้ การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 2 ในส่วนที่เป็นมรดกของ ก. จึงมิใช่การครอบครองแทนทายาทอื่นหากแต่เป็นการครอบครองเพื่อตน ดังนั้น หากทายาทของ ก. ต้องการใช้สิทธิเรียกร้องให้มีการแบ่งมรดกของ ก. ในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทก็ต้องใช้สิทธิฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าทายาทอื่นของ ก. ซึ่งรวมถึงโจทก์ทั้งหกในคดีนี้ได้ฟ้องแบ่งมรดกในส่วนของ ก. ภายใน 1 ปี แม้ต่อมาวันที่ 5 ตุลาคม 2542 จำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนให้ที่พิพาททั้งแปลงรวมถึงส่วนที่เป็นมรดกของ ก. แก่จำเลยที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ 1 ก็ยังคงเป็นเรื่องการแบ่งปันมรดกของ ก. ให้แก่ทายาทอยู่นั่นเอง การที่โจทก์ทั้งหกฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาทในส่วนของ ก. ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็มีวัตถุประสงค์เพื่อจะให้มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกของ ก. แก่ทายาทคนอื่น เมื่อโจทก์ทั้งหกฟ้องจำเลยที่ 2 ภายหลังจาก ก. ถึงแก่ความตายเกิน 1 ปี ฟ้องของโจทก์ทั้งหกจึงขาดอายุความมรดก ตามบทบัญญัติดังกล่าว

ฎีกาย่อ

โจทก์ทั้งหกฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 2898 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 การแบ่งแยกที่ดินออกเป็นโฉนดเลขที่ 27519 ถึง 27522 การจำนองระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4 ตลอดจนการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 27520 แก่จำเลยที่ 3 และการแบ่งแยกต่อมา โดยขอให้ที่ดินกลับเป็นของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนแก่โจทก์ทั้งหกตามกฎหมาย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 กับนางกิมซัวหามาได้ร่วมกัน ภายหลังจดทะเบียนสมรสจึงเป็นสินเดิมและสินบริคณห์ตามกฎหมายเดิม ครั้นนางกิมซัวตาย กรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่งตกเป็นมรดกของทายาท คดีจึงเป็นเรื่องมรดก ไม่อาจอ้างมาตรา 1336 ได้ เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกโดยมิชอบ คดีจึงอยู่ใต้บังคับมาตรา 1719 และอายุความ 5 ปีตามมาตรา 1733 วรรคสอง ซึ่งพ้นกำหนดแล้ว อีกทั้งจำเลยที่ 2 ครอบครองที่ดินเพื่อตนมาโดยตลอด ทายาทอื่นไม่โต้แย้ง จึงต้องฟ้องแบ่งมรดกภายใน 1 ปีตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ฟ้องเกินกำหนด คดีย่อมขาดอายุความ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนยกฟ้อง

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งหกฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 2898 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2542 เพิกถอนนิติกรรมแบ่งแยกในนามเดิมของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2555 ที่แบ่งแยกที่ดินในนามเดิมออกไปอีกสี่แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 27519, 27520, 27521 และ 27522 เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 2898 ระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4 เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2555 เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 27520 ระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2557 และนิติกรรมแบ่งแยกที่ดินในนามเดิมออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 35021 และ 35022 ของจำเลยที่ 3 โดยให้ที่ดินกลับไปเป็นของจำเลยที่ 1 ตามเดิม และให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมซัวแบ่งแยกและโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ทั้งหกตามกฎหมายต่อไป หากจำเลยที่ 1 เพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งหกใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนด ค่าทนายความสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 รวม 70,000 บาท ค่าทนายความสำหรับจำเลยที่ 3 จำนวน 20,000 บาท ค่าทนายความสำหรับจำเลยที่ 4 จำนวน 30,000 บาท

โจทก์ทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งหกฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 และนางกิมซัวอยู่กินฉันสามีภริยากันมาตั้งแต่ปี 2496 โดยมิได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรรวม 8 คน คือ นางปราณี โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 นางเจน และจำเลยที่ 2 ประมาณปี 2501 จำเลยที่ 1 ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งขณะนั้นยังไม่มีการออกเอกสารสิทธิ ต่อมาวันที่ 11 กันยายน 2517 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับนางกิมซัว วันที่ 24 มิถุนายน 2519 จำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาทเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 047 วันที่ 27 ตุลาคม 2535 จำเลยที่ 1 ดำเนินการเปลี่ยน น.ส. 3 ก. ดังกล่าวเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 2898 มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียว วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2542 นางกิมซัวถึงแก่ความตาย วันที่ 5 ตุลาคม 2542 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2898 แก่จำเลยที่ 2 วันที่ 22 สิงหาคม 2555 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทในนามเดิมออกไปเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 27519, 27520, 27521 และ 27522 แล้ววันที่ 22 เมษายน 2557 จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 27520 แก่จำเลยที่ 3 ต่อมาจำเลยที่ 3 จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทในนามเดิมออกไปเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 35021 และ 35022 ส่วนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2898 ส่วนที่เหลือจากการแบ่งแยก วันที่ 26 พฤศจิกายน 2555 จำเลยที่ 2 นำไปจดทะเบียนจำนองไว้กับจำเลยที่ 4

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งหกในข้อแรกว่า คดีขาดอายุความหรือไม่ ที่โจทก์ทั้งหกฎีกาว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งหกเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมและเรียกเอาที่ดินพิพาทคืนตามส่วนจากผู้ที่ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 มิใช่ฟ้องเพื่อจัดการมรดก แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้วินิจฉัยปัญหานี้ทั้งที่เป็นปัญหาที่สำคัญและมีผลต่อคดี ศาลฎีกาจึงเห็นควรที่จะวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวเสียก่อนว่า ฟ้องโจทก์ทั้งหกเป็นกรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 บัญญัติว่า "ภายในบังคับแห่งกฎหมาย เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายทรัพย์สินของตนและได้ซึ่งดอกผลแห่งทรัพย์สินนั้น กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย" ทั้งนี้ คำว่าภายในบังคับของกฎหมาย ตามบทบัญญัตินี้หมายความว่า หากเป็นกรณีที่ตกอยู่ภายใต้บังคับตามบทบัญญัติเฉพาะในเรื่องอื่นแล้ว ก็ไม่อาจนำมาตรา 1336 ไปใช้บังคับ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ยุติแล้วว่า จำเลยที่ 1 และนางกิมซัวอยู่กินฉันสามีภริยากันมาตั้งแต่ปี 2496 ภายหลังพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พุทธศักราช 2477 โดยมิได้จดทะเบียนสมรส แต่จำเลยที่ 1 ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2501 ที่ดินพิพาทดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 และนางกิมซัวหามาได้ร่วมกันจึงเป็นที่ดินที่จำเลยที่ 1 และนางกิมซัวเป็นเจ้าของรวมกัน ต่อมาวันที่ 11 กันยายน 2517 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับนางกิมซัว โดยไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าได้มีการทำสัญญาก่อนสมรส ที่ดินพิพาทจึงเป็นสินเดิมของจำเลยที่ 1 และนางกิมซัว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1463 (1) (เดิม) และเป็นสินบริคณห์ ตามมาตรา 1462 (เดิม) ซึ่งจำเลยที่ 1 ผู้เป็นสามีเป็นผู้จัดการสินบริคณห์ ตามมาตรา 1468 (เดิม) ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 047 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2519 และดำเนินการเปลี่ยน น.ส. 3 ก. ดังกล่าวเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 2898 เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2535 การจัดการดังกล่าวของจำเลยที่ 1 จึงชอบแล้ว แม้จำเลยที่ 1 จะลงชื่อในโฉนดที่ดินเป็นของจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียวแต่สถานะของเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทดังกล่าวซึ่งเป็นสินเดิมของนางกิมซัวก็มิได้เปลี่ยนแปลงไป ต่อมาเมื่อนางกิมซัวถึงแก่ความตายในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2542 จึงส่งผลให้อำนาจในการจัดการสินบริคณห์ของจำเลยที่ 1 หมดไป และต้องมีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางกิมซัว ตามมาตรา 1625 (เดิม) นั่นคือ ต้องคืนสินเดิมแก่คู่สมรสทั้งสองฝ่าย ตามมาตรา 1513 (1) ส่งผลให้กรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่งตกเป็นทรัพย์มรดกของนางกิมซัว ทั้งนี้ เมื่อไม่ปรากฏว่านางกิมซัวได้ทำพินัยกรรมเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่งของนางกิมซัวย่อมเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่ทายาทของนางกิมซัว อันได้แก่ จำเลยที่ 1 ผู้เป็นสามีและนางปราณี โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 นางเจน และจำเลยที่ 2 ผู้เป็นบุตร เมื่อที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนางกิมซัว และมีปัญหาในเรื่องการแบ่งปันทรัพย์มรดกส่วนนี้ในระหว่างทายาทของนางกิมซัว คดีนี้จึงต้องบังคับตามบทบัญญัติของกฎหมายในเรื่องมรดก ไม่อาจนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 มาใช้บังคับตามฎีกาของโจทก์ทั้งหกได้ ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงในคดีจึงรับฟังได้ตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 กับนางกิมซัวต้องการยกที่ดินพิพาทและที่ดินโฉนดเลขที่ 2899 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์ทั้งหกรับรู้แล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และเมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของนางกิมซัวตามคำสั่งศาลจังหวัดพัทยาแล้วจำเลยที่ 1 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2899 ให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 เป็นไปตามเจตนารมณ์ของจำเลยที่ 1 และนางกิมซัว โดยบุตรทุกคนรวมถึงโจทก์ทั้งหกรับรู้และไม่มีผู้ใดคัดค้านแต่อย่างใด โจทก์ทั้งหกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมซัวโอนที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกให้แก่จำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากทายาททุกคน จึงเป็นกรณีการปฏิบัติผิดหน้าที่ผู้จัดการมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 จึงเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก มิให้ทายาทฟ้องเกินกว่าห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง ตามมาตรา 1733 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกนั้น มิให้ทายาทฟ้องเกินกว่าห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุด" ข้อเท็จจริงในคดีฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมซัวโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกที่เหลืออยู่เพียงแปลงเดียวให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 ถือได้ว่าการจัดการมรดกของจำเลยที่ 1 เสร็จสิ้นลงนับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 โจทก์ทั้งหกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2558 หลังจากการจัดการมรดกสิ้นสุดลงแล้วเป็นเวลาเกือบสิบสองปี คดีของโจทก์ทั้งหกจึงขาดอายุความการจัดการมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง โจทก์ทั้งหกไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ได้ สำหรับจำเลยที่ 2 เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทเรื่อยมาทั้งก่อนและภายหลังนางกิมซัวถึงแก่ความตาย โดยไม่ปรากฏว่าภายหลังนางกิมซัวถึงแก่ความตาย ทายาทอื่นของนางกิมซัวได้เข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหรือแสดงความจำนงจะเข้าครอบครองที่ดินพิพาทด้วยแต่อย่างใด ทั้งยังได้ความว่า โจทก์ทั้งหกไม่เคยโต้แย้งการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 2 ตลอดระยะเวลาตั้งแต่นางกิมซัวถึงแก่ความตายจนมีการฟ้องคดีนี้ การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 2 ในส่วนที่เป็นมรดกของนางกิมซัวจึงมิใช่การครอบครองแทนทายาทอื่นหากแต่เป็นการครอบครองเพื่อตน ดังนั้น หากทายาทของนางกิมซัวต้องการใช้สิทธิเรียกร้องให้มีการแบ่งมรดกของนางกิมซัวในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาท ก็ต้องใช้สิทธิฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าทายาทอื่นของนางกิมซัวซึ่งรวมถึงโจทก์ทั้งหกในคดีนี้ได้ฟ้องแบ่งมรดกในส่วนของนางกิมซัว ภายใน 1 ปี แม้ต่อมาวันที่ 5 ตุลาคม 2542 จำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนให้ที่พิพาททั้งแปลงรวมถึงส่วนที่เป็นมรดกของนางกิมซัวแก่จำเลยที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ 1 ก็ยังคงเป็นเรื่องการแบ่งปันมรดกของนางกิมซัวให้แก่ทายาทอยู่นั่นเอง การที่โจทก์ทั้งหกฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาทในส่วนของนางกิมซัวระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็มีวัตถุประสงค์เพื่อจะให้มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกของนางกิมซัวแก่ทายาทคนอื่น เมื่อโจทก์ทั้งหกฟ้องจำเลยที่ 2 ภายหลังจากนางกิมซัวถึงแก่ความตายเกิน 1 ปี ฟ้องของโจทก์ทั้งหกจึงขาดอายุความมรดก ตามบทบัญญัติดังกล่าว คำพิพากษาฎีกาที่โจทก์ทั้งหกอ้างมาข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ เมื่อวินิจฉัยดังนี้ กรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่น ๆ ของโจทก์ทั้งหกเพราะไม่มีผลให้คดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหกมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทั้งหกฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ




คดีมรดก ร้องศาลตั้งผู้จัดการมรดก

สิทธิรับใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนเอกชนเป็นมรดกหรือไม่ ทายาทมีสิทธิรับโอนกิจการโรงเรียนและบังคับให้เจ้าของที่ดินทำสัญญาเช่าได้หรือไม่
ผู้จัดการมรดกให้ผู้เยาว์สละมรดกโดยไม่ขออนุญาตศาล มีผลเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดกและฟ้องได้แม้เกิน 5 ปีหรือไม่
สิทธิรับเงินฝากและหุ้นในสหกรณ์เมื่อเจ้ามรดกทำพินัยกรรมภายหลัง หนังสือแต่งตั้งผู้รับประโยชน์ยังมีผลอยู่หรือไม่ และฟ้องได้หรือไม่
พินัยกรรมไม่กำหนดผู้รับมรดกเป็นโมฆะหรือไม่ และผู้จัดการมรดกยังมีอำนาจหรือไม่
การจัดการมรดกโดยผู้จัดการมรดกมีอำนาจเพียงใด ต้องขออนุญาตศาลก่อนให้เช่าทรัพย์มรดกหรือไม่
การกำหนดห้ามโอนในพินัยกรรมมีผลเพียงใด ผู้รับพินัยกรรมขายทรัพย์ได้หรือไม่ตามหลักกฎหมายมรดกและสิทธิในทรัพย์สิน
การถอนผู้จัดการมรดกทำได้หรือไม่เมื่อปันมรดกเสร็จแล้ว และทรัพย์ของกุศลสถานถือเป็นมรดกได้หรือไม่
พินัยกรรมยกที่ดิน ส.ป.ก. ทำได้หรือไม่? ศาลฎีกาชี้ชัดเป็นโมฆะตามกฎหมาย แม้เป็นมรดกก็โอนไม่ได้
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ตนเองได้หรือไม่ และทายาทถูกกำจัดมิให้รับมรดกเมื่อใด วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาเชิงลึกเกี่ยวกับการแบ่งมรดกและการยักย้ายทรัพย์
พินัยกรรมร่วมแก้ไขภายหลังได้หรือไม่ และใครมีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก เมื่อผู้ทำพินัยกรรมคนหนึ่งถูกตัดมิให้รับมรดกตามพินัยกรรมฉบับหลัง
พินัยกรรมยกที่ดินนิคมสร้างตนเองใช้ได้เพียงใด ผู้รับโอนมีสิทธิขับไล่ผู้ครอบครองเดิมได้หรือไม่
บุตรที่เกิดก่อนการใช้บังคับกฎหมายครอบครัวมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ และใครสมควรเป็นผู้จัดการมรดก
พินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนฉบับแรก ผู้ไม่มีส่วนได้เสียไม่มีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก
สิทธิรับมรดกของบุตรนอกสมรสเมื่อบิดารับรองโดยพฤติการณ์ และหลักการแบ่งสินสมรสของคู่สมรสที่สมรสก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
พระภิกษุถึงแก่มรณภาพ ทรัพย์ตกเป็นของวัดใด? วิเคราะห์ภูมิลำเนาและสถานะวัดในต่างประเทศตามกฎหมายไทย
คำคัดค้านเพิกถอนพินัยกรรมต้องส่งถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกคนหรือไม่ หลักคดีมรดกและกระบวนพิจารณาที่เป็นธรรม
โจทก์ฟ้องให้แบ่งทรัพย์มรดกได้แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความหนึ่งปี
ผู้จัดการมรดกหลายคนฟ้องแทนกองมรดกได้เพียงลำพังหรือไม่ และทายาทมีสิทธิฟ้องบังคับตามสัญญาแบ่งมรดกได้เพียงใดเมื่อทรัพย์ยังอยู่ในชื่อทายาทบางคน
ผู้จัดการมรดกทำสัญญาค่านายหน้าแล้วไม่จ่าย หนี้ผูกพันกองมรดกหรือไม่ และทายาทต้องรับผิดเพียงใดตามกฎหมายมรดกและคำพิพากษาศาลฎีกา
สิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกต้องเป็นทายาทเสมอหรือไม่ วิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกและอำนาจร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก
พินัยกรรมเป็นโมฆะเพราะเจ้ามรดกไร้สติ ใครมีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก? วิเคราะห์เรื่องสิทธิทายาทและอำนาจร้องขอ
ฟ้องซ้อนหรือไม่เมื่อขอเป็นผู้จัดการมรดกซ้ำ และผู้จัดการมรดกร่วมตายแล้วใครมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาล
การแบ่งมรดกที่ดินเมื่อบุตรเกิดก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 และปัญหาอายุความมรดกในกรณีผู้จัดการมรดกครอบครองทรัพย์แทนทายาท
สิทธิของคู่สมรสและผู้จัดการมรดกในการฟ้องแบ่งสินสมรสและทรัพย์มรดก เมื่อมีการโอนทรัพย์ให้ทายาทคนอื่นโดยมิชอบ พร้อมปัญหาอายุความมรดกและอำนาจฟ้อง
การโอนขายทรัพย์มรดกโดยผู้จัดการมรดกด้วยเจตนาลวงเป็นโมฆะหรือไม่ : วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการขายที่ดินมรดกให้บุคคลใกล้ชิด
มรดกของครอบครัวมุสลิมกับพินัยกรรม: ทรัพย์ที่ได้ระหว่างสมรสถือเป็นสินสมรสหรือไม่ และต้องแบ่งตามกฎหมายอิสลามอย่างไร
ผู้จัดการมรดกยกอายุความสู้ทายาทไม่ได้ และเพิกถอนการโอนสินสมรสให้ภริยาคนที่สองได้
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ตนเองได้หรือไม่: สิทธิทายาทในการเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดกและผลเพิกถอนเพียงส่วนแห่งสิทธิ
ทายาทมีสิทธิเข้าเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีได้หรือไม่ เมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย
บำเหน็จตกทอดไม่ใช่มรดก และสิทธิของคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย
การจัดการมรดกโดยผู้จัดการมรดกและผลแห่งความยินยอมของทายาทในการโอนทรัพย์มรดก
การฟ้องคดีจัดการมรดกเกินกำหนดอายุความ การเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดก
การจัดการมรดกเสร็จสิ้นเมื่อใด และอายุความฟ้องแบ่งมรดก
สิทธิทายาทของผู้ถูกอุปการะแต่ไม่ได้เป็นบุตรโดยกำเนิด และผลทางกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์มรดก
สิทธิทายาท & การแบ่งมรดกโดยจับฉลาก, ทายาทไม่เข้าร่วมประชุม (ฎีกา 2128/2567)
ภาษีการรับมรดกต้องคำนวณวันเจ้ามรดกตาย ดอกเบี้ย–เงินฝากหลังวันตายคิดภาษีหรือไม่ และศาลขยายเวลาฟ้องคดีภาษีได้หรือไม่
พินัยกรรมผิดแบบเอกสารลับ ใช้เป็นพินัยกรรมธรรมดาได้หรือไม่
การอยู่กินโดยไม่จดทะเบียนสมรสกับผลทางมรดกและพินัยกรรม(ฎีกา 2102/2551)
สิทธิทายาทเพิกถอนการโอนที่ดินมรดกและอายุความฟ้องคดี(ฎีกาที่ 5689/2552)
การตายพร้อมกันและผู้ไม่สมควรรับมรดก แนวคำพิพากษาศาลฎีกา(ฎีกา 358/2554)
บุตรบุญธรรมฟ้องแบ่งมรดก | ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์โดยมิชอบ(ฎีกา 1276/2558)
คำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกปิดบังทรัพย์มรดกมีผลอย่างไร
ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด(ฎีกา 6532/2562)
ผู้จัดการมรดกหลายคนทำงานไม่ได้ต้องทำอย่างไร ศาลมีอำนาจตั้งเพิ่มหรือไม่ และแก้ปัญหาความขัดแย้งในมรดกอย่างไรให้เดินหน้าต่อได้
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์เป็นของตนเองได้เพียงใด และผลต่อบุคคลภายนอกโดยสุจริต(ฎีกา 4887/2566)
เงินฌาปนกิจศพต้องหักกับค่าจัดการศพหรือไม่,หนี้กองมรดก, (ฎีกา 5043/2566)
ทายาทไม่คัดค้านการโอนมรดก ยังมีสิทธิหรือไม่? วิเคราะห์สิทธิขอกันเงินจากการขายทอดตลาดเมื่อยังไม่แบ่งมรดกเสร็จ
พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง & ความสามารถผู้ทำพินัยกรรม(ฎีกา 6522/2561)
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์เป็นของตนเอง ศาลชี้เป็นยักยอกทรัพย์มรดกหรือไม่
สัญญาประนีประนอม & สิทธิผู้จัดการมรดกเสียงข้างมาก (ฎีกา 3001/2568)
ผู้จัดการมรดกนำที่ดินมรดกไปจำนองโดยไม่ยินยอมจากทายาท มีความผิดหรือไม่? วิเคราะห์อำนาจผู้จัดการมรดกและความรับผิดทางอาญาเมื่อใช้ทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
อำนาจผู้จัดการมรดกร่วม & ฟ้องเรียกทรัพย์, มาตรา 1726, (ฎีกา 2628/2567)
สิทธิทายาทฟ้องแบ่งมรดกขาดอายุความหรือไม่ เมื่อปล่อยให้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเป็นเวลานานตามกฎหมายมรดกไทย
บังคับแบ่งมรดก & เพิกถอนโอน,ผู้จัดการมรดก, (ฎีกา 3886/2566)
ผู้จัดการมรดกมีอำนาจฟ้องเรียกทรัพย์มรดกคืนได้หรือไม่? วิเคราะห์กฎหมายกรณีทรัพย์สินที่ถือครองแทนผู้ตาย และหลักเสียงข้างมากของผู้จัดการมรดก
(ฎีกาที่ 8200/2567) เพิกถอนโฉนดที่ดินและการจัดการมรดก: การบังคับคดีและผลทางกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4043/2567 การตั้งผู้จัดการมรดกและการคัดค้านสิทธิของทายาท
พินัยกรรมมีข้อความพิมพ์ปนกับลายมือใช้ได้หรือไม่? วิเคราะห์กฎหมายพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับและสิทธิการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกร่วม
มรดกไม่มีทายาทตกเป็นของใคร? วิเคราะห์กฎหมายมรดกกรณีไม่มีทายาทโดยธรรม ไม่มีพินัยกรรม และข้อพิพาทเรื่องสิทธิในบัญชีเงินฝากของผู้ตาย
อุทธรณ์ต้องโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ชัด มิใช่คัดลอกคำให้การเดิม มิฉะนั้นถือเป็นอุทธรณ์ไม่ชอบตามกฎหมาย
โจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่เจ้ามรดกได้รับรองแล้ว(ฎีกา 7272/2562)
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกให้ตนเองได้หรือไม่ หากจัดการทรัพย์สินขัดต่อหน้าที่ เสี่ยงทั้งเพิกถอนนิติกรรมและความผิดยักยอก
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกให้ตนเองได้หรือไม่ และทายาทที่ยังไม่จดทะเบียนสิทธิจะฟ้องเพิกถอนการโอนแก่บุคคลภายนอกได้เพียงใด
สรุปคดีมรดก & เพิกถอนโอนที่ดิน,เพิกถอนนิติกรรม,(ฎีกา 1028/2564)
บุตรที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการตายของเจ้ามรดก ยังมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ และแบ่งทรัพย์มรดกอย่างไรเมื่อยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
การจัดการมรดกไม่ชอบไม่อาจถือว่าการจัดการมรดกสิ้นลงแล้ว
ฟ้องแบ่งมรดกเกิน 10 ปีได้หรือไม่ เมื่อทายาทยังครอบครองทรัพย์มรดกอยู่: อายุความแบ่งมรดก สิทธิครอบครอง และผลผูกพันคำพิพากษาเดิม
พินัยกรรมของผู้ตายที่ห้ามโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตกเป็นโมฆะ, ข้อห้ามในพินัยกรรมเป็นโมฆะ, ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม
ถอนผู้จัดการมรดก, การปันมรดกเสร็จสิ้นแล้ว, การจัดการศาลจ้าวไม่เป็นมรดก, ศาลจ้าวใต้เซียฮุดโจ๊วเป็นกุศลสถาน
ที่ดินของรัฐ มรดกของผู้ตาย, ที่ดินนิคมสหกรณ์, สิทธิทำประโยชน์ในที่ดิน, สิทธิเหนือพื้นดิน, การเพิกถอนโฉนดที่ดิน,
การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในกองมรดก, การเพิกถอนนิติกรรมในทรัพย์มรดก, การขายทรัพย์มรดกเพื่อชำระหนี้, ผู้จัดการมรดกกับสิทธิและหน้าที่
เจ้าหนี้ใช้สิทธิแทนลูกหนี้เรียกทรัพย์มรดกได้หรือไม่ ศาลวินิจฉัยว่าสิทธิในทรัพย์มรดกไม่ใช่สิทธิส่วนตัวตามกฎหมาย
สิทธิรับเงินค่าหุ้นสหกรณ์เป็นมรดกหรือไม่? วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับผู้รับโอนประโยชน์ เงินสงเคราะห์ และผลทางกฎหมายที่ทายาทควรรู้
นิติกรรมซื้อขายที่ดินซึ่งเป็นคนต่างด้าว, คดีมรดกที่ดินของคนต่างด้าว, อายุความคดีมรดก, การยักยอกทรัพย์มรดก
สิทธิรับมรดกของพี่น้องร่วมบิดามารดาและทายาทแทนที่ กรณีค่าเช่าทรัพย์มรดกต้องแบ่งอย่างไร ใครมีสิทธิเรียกคืนได้ตามกฎหมาย
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกเป็นของตนเองได้หรือไม่ และหากนำทรัพย์มรดกไปจำนองโดยทายาทไม่ยินยอมจะถูกกำจัดมิให้รับมรดกหรือไม่
เพิกถอนโอนมรดก & สิทธิทายาท (ฎีกา 1023/2566)
ที่ดิน น.ส.3 ก. ที่ผู้ตายยังไม่ส่งมอบให้ใครก่อนตาย เป็นมรดกหรือไม่ ผู้จัดการมรดกโอนเข้าชื่อตนเองได้เพียงใด และทายาทจะเรียกเพิกถอนคืนได้หรือไม่
สิทธิทายาทในมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง, ทายาทตายก่อนแบ่งมรดก, รับมรดกแทนที่ มาตรา 1639,
สิทธิการฟ้องขอแบ่งมรดกของทายาท, การเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินมรดก, สินสมรสหลังคู่สมรสเสียชีวิต
สัญญาประกันชีวิต, สัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก, ผู้ทำประกันชีวิตและผู้รับผลประโยชน์ตายพร้อมกัน
การจัดการหนี้สินในกองมรดก, สิทธิของเจ้าหนี้กองมรดก, ที่ดินมรดกและการบังคับคดี
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนมรดก
ผู้จัดการมรดกปฏิบัติผิดหน้าที่-ทายาทผู้มีสิทธิฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกได้
ผู้จัดการมรดกร่วมถึงแก่ความตายต้องทำอย่างไร, ฟ้องซ้อน คืออะไร, แต่งตั้งผู้จัดการมรดก
ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่เพียงทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป
การจัดการทรัพย์มรดกในฐานะผู้จัดการมรดกตามหน้าที่ที่จำเป็น
ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน ผู้มีส่วนได้เสีย
สามีไม่ได้จดทะเบียนเป็นผู้มีส่วนได้เสียเป็นผู้จัดการมรดกได้
ทรัพย์มรดกยังไม่ได้แบ่งให้แก่ทายาททุกคน-การจัดการทรัพย์มรดกยังไม่เสร็จสิ้น
ผู้จัดการมรดกไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มีผลอย่างไร?
ฟ้องผู้จัดการมรดกนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงเกินห้าปีขาดอายุความ
ผู้จัดการมรดกไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกยื่นต่อศาลถูกเพิกถอนได้
อายุความคดีมรดก เจ้าหนี้ฟ้องคดีมรดกเกินหนึ่งปี
บุตรนอกกฎหมายซึ่งผู้ตายรับรองแล้วเป็นผู้สืบสันดาน
มารดาขายที่ดินซึ่งผู้เยาว์มีส่วนแบ่งไม่ต้องขอศาล
นายอำเภอคือผู้มีอำนาจจัดทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง
พินัยกรรมมีลายมือชื่อและลายนิ้วมือถูกต้องหรือไม่ ทายาทโต้แย้งได้แค่ไหน และความรับผิดผู้จัดการมรดกตกทอดหรือไม่
ผู้จัดการมรดกนำทรัพย์มรดกไปให้เช่าราคาต่ำและเช่าช่วงเอากำไรสูง ทายาทหรือผู้จัดการมรดกร่วมฟ้องเรียกคืนค่าเช่าได้ภายในกี่ปี