
| ฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินมรดกต้องใช้กฎหมายมรดกหรือมาตรา 1336 และมีอายุความเพียงใดเมื่อผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ทายาทคนเดียว
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่องการโอนที่ดินซึ่งเดิมเป็นทรัพย์สินที่สามีภริยาหามาได้ร่วมกัน ก่อนที่ต่อมาฝ่ายภริยาจะถึงแก่ความตายและกรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่งของที่ดินจะกลายเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่ทายาทหลายคน ประเด็นสำคัญของคดีมิได้อยู่เพียงว่าทายาทอื่นจะไม่ยินยอมให้ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินให้บุตรคนหนึ่งแต่ผู้เดียวได้หรือไม่ หากแต่อยู่ที่การจำแนกลักษณะคดีให้ถูกต้องว่าเป็น “คดีมรดก” หรือเป็น “คดีเจ้าของทรัพย์ติดตามเอาคืนทรัพย์จากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้” ตามมาตรา 1336 เมื่อศาลเห็นว่าทรัพย์พิพาทในส่วนของผู้ตายเป็นทรัพย์มรดก และข้อพิพาทแท้จริงเป็นเรื่องการแบ่งปันและการจัดการมรดก บทบัญญัติเฉพาะแห่งกฎหมายมรดกย่อมมีผลใช้บังคับก่อน ส่งผลโดยตรงต่อเรื่องอายุความฟ้องร้อง คดีนี้จึงเป็นแนววินิจฉัยสำคัญอย่างยิ่งว่า หากทายาทปล่อยเวลาล่วงเลยยาวนานแล้วจึงมาฟ้องเพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์มรดก ย่อมเสี่ยงต่อการขาดอายุความทั้งในฐานคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกและในฐานคดีแบ่งมรดก แม้จะพยายามอ้างมาตรา 1336 ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงบทบัญญัติเฉพาะของกฎหมายมรดกได้ ข้อเท็จจริงของคดี จำเลยที่ 1 กับนางกิมซัวอยู่กินฉันสามีภริยากันมาตั้งแต่ปี 2496 แม้ในระยะแรกยังมิได้จดทะเบียนสมรส แต่ต่างฝ่ายต่างร่วมกันสร้างฐานะและทำมาหาได้ร่วมกัน ต่อมาประมาณปี 2501 จำเลยที่ 1 เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ขณะนั้นที่ดินยังไม่มีเอกสารสิทธิ ศาลรับฟังว่าที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 และนางกิมซัวหามาได้ร่วมกัน จึงมีลักษณะเป็นทรัพย์ที่ทั้งสองเป็นเจ้าของรวมกัน ต่อมาวันที่ 11 กันยายน 2517 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับนางกิมซัว โดยไม่ปรากฏว่ามีสัญญาก่อนสมรส ศาลจึงวินิจฉัยตามกฎหมายเดิมว่าที่ดินพิพาทเป็นสินเดิมของทั้งสองฝ่ายและอยู่ในระบบสินบริคณห์ โดยจำเลยที่ 1 ในฐานะสามีเป็นผู้มีอำนาจจัดการสินบริคณห์ตามกฎหมายในขณะนั้น หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ดำเนินการออกเอกสารสิทธิและเปลี่ยนสภาพเอกสารสิทธิของที่ดินเรื่อยมา จนกลายเป็นโฉนดเลขที่ 2898 โดยมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในทางทะเบียน วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2542 นางกิมซัวถึงแก่ความตาย ผลทางกฎหมายคืออำนาจจัดการสินบริคณห์ของจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลง และต้องมีการแบ่งทรัพย์ระหว่างคู่สมรสก่อนมรดก กรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่งในที่ดินพิพาทจึงตกเป็นทรัพย์มรดกของนางกิมซัว เมื่อไม่มีพินัยกรรม มรดกส่วนนี้จึงตกทอดแก่ทายาทโดยธรรม ได้แก่ จำเลยที่ 1 และบุตรทั้งหลายรวมทั้งโจทก์ทั้งหกและจำเลยที่ 2 ภายหลังจากนั้น วันที่ 5 ตุลาคม 2542 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2898 แก่จำเลยที่ 2 ต่อมาเมื่อได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของนางกิมซัวแล้ว จำเลยที่ 1 ยังโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2899 ให้แก่จำเลยที่ 2 อีกเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 ศาลรับฟังข้อเท็จจริงจากฝ่ายจำเลยว่า การโอนดังกล่าวเป็นไปตามเจตนารมณ์ของจำเลยที่ 1 และนางกิมซัวที่ต้องการยกที่ดินแก่จำเลยที่ 2 และบุตรทุกคนรวมทั้งโจทก์ทั้งหกรับรู้มาโดยตลอด มิได้คัดค้านในเวลานั้น ต่อมาจำเลยที่ 2 นำที่ดินไปแบ่งแยกเป็นหลายแปลง บางแปลงโอนให้จำเลยที่ 3 และบางส่วนนำไปจำนองแก่จำเลยที่ 4 โจทก์ทั้งหกจึงฟ้องในปี 2558 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ การแบ่งแยก และการจำนองทั้งหมด เพื่อให้ที่ดินกลับคืนสู่สภาพเดิม และให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งแยกและโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ตามกฎหมาย ประเด็นข้อพิพาทและคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ประเด็นแรก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้มิใช่คดีตามมาตรา 1336 แม้โจทก์จะพยายามวางรูปคดีว่าเป็นการติดตามเอาคืนทรัพย์จากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ก็ตาม เหตุเพราะคำว่า “ภายในบังคับแห่งกฎหมาย” ในมาตรา 1336 หมายความว่า หากข้อพิพาทใดตกอยู่ภายใต้บทบัญญัติเฉพาะเรื่องอื่นแล้ว ต้องใช้บทบัญญัติเฉพาะนั้นก่อน เมื่อข้อเท็จจริงของคดีชี้ชัดว่ากรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่งในที่ดินพิพาทตกเป็นทรัพย์มรดกของนางกิมซัว และข้อพิพาทแท้จริงเกิดจากการแบ่งปันและจัดการทรัพย์มรดกระหว่างทายาท คดีจึงต้องอยู่ภายใต้กฎหมายมรดก ไม่อาจหลีกเลี่ยงด้วยการอ้างมาตรา 1336 ได้ ประเด็นที่สอง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกให้จำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากทายาททุกคน เป็นการกล่าวอ้างว่าผู้จัดการมรดกปฏิบัติผิดหน้าที่ตามมาตรา 1719 จึงเป็น “คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก” ตามมาตรา 1733 วรรคสอง ซึ่งกำหนดว่า ทายาทจะฟ้องเกินห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงไม่ได้ ศาลเห็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2899 เป็นทรัพย์มรดกแปลงสุดท้ายที่จำเลยที่ 1 โอนให้จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 จึงถือว่าการจัดการมรดกเสร็จสิ้นลงในวันดังกล่าว การที่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2558 จึงเกินห้าปีมาเกือบสิบสองปีแล้ว คดีจึงขาดอายุความในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดการมรดก ประเด็นที่สาม ศาลฎีกาวินิจฉัยเพิ่มเติมเฉพาะต่อจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทมาโดยตลอดทั้งก่อนและหลังนางกิมซัวถึงแก่ความตาย ไม่ปรากฏว่าทายาทคนอื่นเข้าครอบครองร่วม หรือแสดงเจตนาจะเข้าครอบครอง อีกทั้งโจทก์ทั้งหกไม่เคยโต้แย้งการทำประโยชน์ของจำเลยที่ 2 เลยตลอดระยะเวลายาวนาน การครอบครองดังกล่าวจึงมิใช่การครอบครองแทนทายาทอื่น แต่เป็นการครอบครองเพื่อตน เมื่อเป็นเช่นนี้ หากทายาทอื่นประสงค์จะให้มีการแบ่งมรดกเกี่ยวกับที่ดินพิพาท ก็ต้องฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่เจ้ามรดกตาย หรือนับแต่ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง แต่โจทก์ทั้งหกมิได้ฟ้องภายในกำหนดดังกล่าว แม้การจดทะเบียนให้ที่ดินทั้งแปลงแก่จำเลยที่ 2 จะเกิดหลังการตายของนางกิมซัว การกระทำนั้นก็ยังเกี่ยวข้องกับการแบ่งปันมรดกอยู่ดี ฟ้องจึงขาดอายุความมรดกเช่นกัน วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ คดีนี้มีคุณค่าอย่างมากในเชิงหลักกฎหมาย เพราะศาลฎีกาแสดงให้เห็นถึงลำดับการใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด กล่าวคือ ต้องจำแนกให้ได้ก่อนว่าข้อพิพาทมีลักษณะเป็นเรื่องสิทธิในทรัพย์ทั่วไป หรือเป็นข้อพิพาทเฉพาะทางมรดก หากเป็นเรื่องมรดกแล้ว บทบัญญัติเฉพาะย่อมตัดการใช้บททั่วไป มาตรา 1336 เป็นบททั่วไปว่าด้วยอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ ให้เจ้าของทรัพย์ติดตามและเอาคืนทรัพย์จากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือได้ แต่บทนี้มิได้ออกแบบมาเพื่อใช้ล้มล้างระบบอายุความเฉพาะในคดีมรดก ศาลจึงตีความคำว่า “ภายในบังคับแห่งกฎหมาย” อย่างมีนัยสำคัญว่า เจ้าของจะอ้างกรรมสิทธิ์ทั่วไปไม่ได้ หากตัวข้อพิพาทถูกควบคุมโดยบทเฉพาะแล้ว เจตนารมณ์ก็เพื่อรักษาความแน่นอนของนิติสัมพันธ์และป้องกันไม่ให้มีการอ้างสิทธิข้ามหมวดกฎหมายเพื่อเลี่ยงกำหนดเวลา มาตรา 1719 วางหน้าที่ผู้จัดการมรดกให้ต้องจัดการทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกและทายาทโดยชอบ หากฝ่าฝืน ทายาทย่อมมีสิทธิฟ้องได้ แต่สิทธิดังกล่าวต้องอยู่ภายในกรอบมาตรา 1733 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทจำกัดเวลาฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกไม่ให้ยืดเยื้อเกินควร เจตนารมณ์ของมาตรานี้คือเพื่อให้การจัดการกองมรดกสิ้นสุดแน่นอน บุคคลภายนอกและทายาทจะได้ทราบสถานะทรัพย์ ไม่ต้องเผชิญความไม่แน่นอนตลอดไป ส่วนมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง มีเจตนารมณ์เข้มงวดในเรื่องการเรียกร้องสิทธิแบ่งมรดก โดยเฉพาะเมื่อทายาทบางคนครอบครองทรัพย์มรดกเพื่อตน ไม่ใช่แทนทายาทรวม กฎหมายจึงกำหนดกรอบเวลาให้ทายาทที่เห็นว่าตนมีสิทธิรีบดำเนินคดีภายในเวลาสั้น เพื่อไม่ให้ข้อพิพาททรัพย์มรดกคาราคาซังเป็นเวลานานหลายสิบปี อีกประเด็นสำคัญคือบทกฎหมายเดิมเรื่องสินเดิม สินบริคณห์ และการจัดการทรัพย์ระหว่างสามีภริยา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โฉนดจะออกในชื่อจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียว แต่ไม่ทำให้สถานะความเป็นเจ้าของรวมของนางกิมซัวสูญสิ้นไป เพราะสิทธิเนื้อแท้ในทรัพย์มิได้เปลี่ยนไปตามเพียงรูปทางทะเบียน หลักนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัวที่คุ้มครองสิทธิในทรัพย์ของคู่สมรส ไม่ปล่อยให้การจัดการโดยคู่สมรสฝ่ายเดียวลบล้างสิทธิของอีกฝ่ายโดยปริยาย แนวคำพิพากษา แนวคำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักสำคัญ 3 ประการ ประการแรก การจัดรูปคดีต้องดูเนื้อหาที่แท้จริง มิใช่ดูถ้อยคำในคำฟ้องเพียงผิวเผิน ต่อให้โจทก์จะใช้ถ้อยคำว่าขอ “เพิกถอนนิติกรรม” หรือ “เรียกคืนทรัพย์” หากวัตถุประสงค์แท้จริงคือให้มีการแบ่งมรดกหรือโต้แย้งการจัดการมรดก คดีก็ยังเป็นคดีมรดกอยู่ดี ประการที่สอง ศาลให้ความสำคัญกับพฤติการณ์ครอบครองทรัพย์มรดกอย่างต่อเนื่อง หากทายาทบางคนครอบครองทรัพย์มรดกโดยเปิดเผย ต่อเนื่อง และทายาทคนอื่นมิได้เข้าเกี่ยวข้องหรือโต้แย้งเป็นเวลานาน ย่อมมีน้ำหนักให้เห็นว่าเป็นการครอบครองเพื่อตน มิใช่ถือแทนกองมรดก ข้อเท็จจริงเช่นนี้มีผลโดยตรงต่อการนับอายุความตามมาตรา 1754 ประการที่สาม คดีนี้แสดงให้เห็นความสำคัญของการใช้สิทธิโดยสุจริตและทันท่วงที ในทางปฏิบัติ ทายาทจำนวนมากมักละเลยไม่ดำเนินการเมื่อทราบว่ามีการโอนหรือแบ่งทรัพย์มรดก ต่อมาจึงมาฟ้องเมื่อทรัพย์เปลี่ยนมือไปหลายทอดแล้ว ซึ่งย่อมเผชิญทั้งปัญหาอายุความและปัญหาความมั่นคงแห่งนิติกรรมของบุคคลภายนอก สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง เห็นว่าโจทก์ทั้งหกไม่มีสิทธิเรียกให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ การแบ่งแยก การจำนอง และการโอนต่อเกี่ยวกับที่ดินพิพาทได้ พร้อมให้โจทก์ทั้งหกใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ และกำหนดค่าทนายความให้แก่จำเลยแต่ละฝ่าย 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยเห็นพ้องในผลว่าฟ้องของโจทก์ไม่อาจรับได้ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน โดยวินิจฉัยชัดว่า คดีนี้เป็นคดีมรดก มิใช่คดีตามมาตรา 1336 การฟ้องกล่าวหาผู้จัดการมรดกปฏิบัติผิดหน้าที่ย่อมต้องอยู่ภายใต้อายุความตามมาตรา 1733 วรรคสอง และในส่วนการแบ่งมรดกก็ขาดอายุความตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่งเช่นกัน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ให้ข้อคิดทางกฎหมายที่สำคัญอย่างยิ่งว่า การใช้สิทธิของทายาทต้องเริ่มจากการวินิจฉัยฐานสิทธิให้ถูกต้องเสียก่อน หากทรัพย์พิพาทมีที่มาจากกองมรดกและข้อพิพาทมีสภาพเป็นการโต้แย้งการจัดการหรือการแบ่งปันมรดก ย่อมต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติเฉพาะแห่งกฎหมายมรดก ไม่อาจหยิบยกมาตรา 1336 ซึ่งเป็นบททั่วไปว่าด้วยอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์มาใช้เพื่อหลีกเลี่ยงอายุความเฉพาะได้ หลักที่ศาลฎีกายืนยันในคดีนี้สะท้อนนิติวิธีสำคัญของกฎหมายเอกชน คือ การให้บทบัญญัติเฉพาะมีผลเหนือบททั่วไป และการตีความคำฟ้องตามเนื้อหาสาระ ไม่ใช่ตามรูปถ้อยคำที่คู่ความเลือกใช้ หากแก่นแท้ของข้อพิพาทคือการกล่าวหาว่าผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกไม่ชอบ คดีย่อมเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก และต้องอยู่ภายใต้กำหนดเวลาฟ้องตามมาตรา 1733 วรรคสองโดยเคร่งครัด ในอีกมิติหนึ่ง คดีนี้ยังชี้ว่า การครอบครองทรัพย์มรดกของทายาทคนหนึ่งอาจมีผลทางกฎหมายแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ หากเป็นเพียงการครอบครองแทนกองมรดก ย่อมยังไม่ตัดสิทธิทายาทอื่นโดยง่าย แต่หากเป็นการครอบครองเพื่อตนโดยเปิดเผย ต่อเนื่อง และทายาทอื่นนิ่งเฉยไม่โต้แย้งเป็นเวลานาน ย่อมนำไปสู่ผลตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ให้สิทธิเรียกร้องแบ่งมรดกต้องใช้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ข้อคิดเชิงปฏิบัติสำหรับทนายความและทายาทคือ เมื่อพบว่าทรัพย์มรดกถูกโอน ถูกแบ่งแยก หรือถูกนำไปจำนอง ต้องรีบตรวจสอบทันทีว่าการกระทำนั้นเกิดขึ้นในฐานะใด ใครเป็นผู้จัดการมรดก มีคำสั่งศาลแต่งตั้งหรือไม่ และเริ่มนับอายุความตั้งแต่เมื่อใด เพราะเมื่อปล่อยให้เวลาล่วงเลยยาวนาน แม้ข้อเท็จจริงจะทำให้รู้สึกว่าไม่เป็นธรรม ก็อาจไม่สามารถใช้สิทธิฟ้องร้องได้อีกต่อไป ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การวินิจฉัยว่า ข้อพิพาทเรื่องการโอนที่ดินซึ่งมีส่วนหนึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมายมรดก มิใช่เป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ดังนั้น เมื่อทายาทอ้างว่าผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกให้ทายาทคนหนึ่งโดยมิชอบ ย่อมเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกตามมาตรา 1719 และต้องอยู่ภายใต้อายุความตามมาตรา 1733 วรรคสอง รวมทั้งหากมีลักษณะเป็นการเรียกร้องเพื่อให้แบ่งมรดก ก็ต้องคำนึงถึงอายุความตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่งด้วย มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ มาตรา 1336, มาตรา 1719, มาตรา 1733 วรรคสอง, มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง รวมถึงบทกฎหมายเดิมเรื่องสินเดิม สินบริคณห์ และการแบ่งทรัพย์ระหว่างคู่สมรสเมื่อฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก แก่นของคดีอยู่ที่โจทก์กล่าวหาว่าผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกให้จำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียวโดยไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกโดยตรง ไม่ใช่คดีทรัพย์ทั่วไป ผลคือทายาทต้องฟ้องภายในห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงตามมาตรา 1733 วรรคสอง 2. อายุความมรดก แม้โจทก์จะขอเพิกถอนนิติกรรมหลายรายการ แต่ศาลมองถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงว่าต้องการให้มีการแบ่งทรัพย์มรดกใหม่ เมื่อจำเลยที่ 2 ครอบครองที่ดินเพื่อตนมาโดยตลอด และทายาทอื่นไม่คัดค้านภายในกำหนดเวลา ฟ้องย่อมขาดอายุความตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ทำให้ไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมและเรียกแบ่งมรดกได้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-ทายาทสามารถฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินมรดกโดยอ้างมาตรา 1336 ได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้วต้องพิจารณาก่อนว่าข้อพิพาทนั้นเป็นเรื่องสิทธิในทรัพย์ทั่วไป หรือเป็นเรื่องการจัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดก หากทรัพย์พิพาทมีส่วนที่ตกเป็นมรดกของผู้ตายแล้ว และคำฟ้องมีเป้าหมายแท้จริงเพื่อให้เพิกถอนการโอนทรัพย์มรดกแล้วนำกลับมาแบ่งแก่ทายาท คดีย่อมอยู่ภายใต้บทบัญญัติเรื่องมรดก ไม่ใช่บททั่วไปตามมาตรา 1336 แม้โจทก์จะใช้ถ้อยคำว่าเป็นการติดตามเอาคืนทรัพย์จากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ก็ตาม ศาลจะดูเนื้อหาของสิทธิที่อ้างและผลทางกฎหมายที่ต้องการเป็นสำคัญ หากเป็นคดีมรดก บทบัญญัติเรื่องอายุความในหมวดมรดกย่อมมีผลบังคับก่อน การพยายามอาศัยมาตรา 1336 จึงไม่อาจใช้เพื่อหลีกเลี่ยงกำหนดเวลาฟ้องที่กฎหมายมรดกวางไว้โดยเฉพาะได้ 2. คำถาม-ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกให้ทายาทคนเดียวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากทายาทคนอื่น ถือว่าฟ้องได้ตลอดเวลาหรือไม่ คำตอบ ไม่ใช่กรณีที่จะฟ้องได้ตลอดเวลา เพราะหากคำกล่าวอ้างของทายาทคือผู้จัดการมรดกปฏิบัติผิดหน้าที่ในการจัดการทรัพย์มรดก คดีดังกล่าวย่อมเข้าลักษณะเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 ประกอบมาตรา 1733 วรรคสอง ซึ่งกำหนดระยะเวลาฟ้องไว้อย่างชัดเจนว่า ทายาทจะฟ้องเกินห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงไม่ได้ หลักนี้มีขึ้นเพื่อให้การจัดการกองมรดกสิ้นสุดลงอย่างแน่นอนและเกิดความมั่นคงในนิติสัมพันธ์ของทรัพย์สิน หากปล่อยให้เวลาผ่านไปนานหลายปีจนเกินกำหนด แม้จะมีข้อสงสัยว่าการโอนนั้นไม่เป็นธรรม ทายาทก็อาจหมดสิทธิฟ้องในทางศาลได้ จึงต้องรีบตรวจสอบวันสิ้นสุดการจัดการมรดกและใช้สิทธิภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด 3. คำถาม-การที่โฉนดที่ดินออกชื่อสามีเพียงผู้เดียว หมายความว่าภริยาไม่มีสิทธิในที่ดินนั้นหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็นเสมอไป เพราะการมีชื่อในเอกสารสิทธิเป็นเพียงหลักฐานทางทะเบียน มิใช่ข้อยุติเด็ดขาดถึงสิทธิเนื้อแท้ในทรัพย์ หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่สามีภริยาหามาได้ร่วมกัน หรือเป็นทรัพย์ที่อีกฝ่ายมีสิทธิอยู่เดิมตามกฎหมายครอบครัว แม้โฉนดจะออกในชื่ออีกฝ่ายเพียงคนเดียว สถานะความเป็นเจ้าของรวมหรือสิทธิของคู่สมรสอีกฝ่ายก็อาจยังคงอยู่ได้ ดังที่ศาลฎีกาในคดีนี้วินิจฉัยว่า แม้ที่ดินออกโฉนดในชื่อจำเลยที่ 1 แต่เมื่อพิจารณาตามบทกฎหมายเดิมเรื่องสินเดิมและสินบริคณห์แล้ว กรรมสิทธิ์ส่วนของภริยายังคงมีอยู่ และเมื่อภริยาถึงแก่ความตาย กรรมสิทธิ์ในส่วนของภริยาก็ย่อมกลายเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่ทายาท มิใช่สูญหายไปเพราะเหตุทะเบียนเพียงอย่างเดียว 4. คำถาม-เมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งตาย ทรัพย์ที่เป็นสินเดิมหรือทรัพย์ร่วมต้องจัดการอย่างไรก่อนแบ่งมรดก คำตอบ หลักสำคัญคือต้องแยกให้ได้ก่อนว่า ทรัพย์นั้นเป็นของฝ่ายใดหรือเป็นทรัพย์ที่ต่างฝ่ายมีสิทธิคนละครึ่งเพียงใด เมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย อำนาจจัดการทรัพย์ในฐานะคู่สมรสของอีกฝ่ายย่อมสิ้นสุดลง และต้องทำการแบ่งทรัพย์ระหว่างคู่สมรสเสียก่อน จากนั้นเฉพาะส่วนที่เป็นของผู้ตายเท่านั้นจึงจะตกเข้าเป็นกองมรดกเพื่อนำไปแบ่งแก่ทายาทต่อไป คดีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า แม้ที่ดินจะอยู่ในชื่อจำเลยที่ 1 แต่เมื่อศาลเห็นว่ากรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่งเป็นของนางกิมซัว ส่วนดังกล่าวย่อมกลายเป็นมรดกหลังความตาย การวิเคราะห์คดีมรดกจึงต้องเริ่มจากการจำแนกสิทธิในทรัพย์ระหว่างคู่สมรสให้ชัดก่อนเสมอ มิฉะนั้นจะคลาดเคลื่อนทั้งเรื่องฐานสิทธิและอายุความ 5. คำถาม-การครอบครองที่ดินมรดกของทายาทคนหนึ่ง ถือว่าเป็นการครอบครองแทนทายาททุกคนเสมอหรือไม่ คำตอบ ไม่เสมอไป การครอบครองของทายาทคนหนึ่งอาจเป็นได้ทั้งการครอบครองแทนกองมรดกและทายาทรวม หรือเป็นการครอบครองเพื่อตนเอง ทั้งนี้ต้องดูพฤติการณ์โดยรอบ เช่น ผู้ครอบครองแสดงตนอย่างไร ทายาทคนอื่นเคยเข้าใช้ประโยชน์หรือโต้แย้งหรือไม่ มีการแบ่งผลประโยชน์หรือยอมรับสิทธิกันหรือไม่ หากปรากฏว่าผู้ครอบครองทำประโยชน์อยู่เพียงผู้เดียวโดยเปิดเผยมาอย่างยาวนาน และทายาทอื่นมิได้แสดงเจตนาเข้าครอบครองร่วม หรือคัดค้านเลย ศาลอาจเห็นว่าเป็นการครอบครองเพื่อตน มิใช่ถือแทนทายาทอื่น ดังเช่นในคดีนี้ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 2 ครอบครองที่ดินพิพาทต่อเนื่อง และโจทก์ทั้งหกไม่เคยโต้แย้งเป็นเวลานาน จึงทำให้การเรียกร้องสิทธิของโจทก์ต้องอยู่ภายใต้กรอบอายุความอย่างเคร่งครัด 6. คำถาม-ทายาทจะฟ้องแบ่งมรดกที่เกี่ยวกับที่ดินได้ภายในกี่ปี คำตอบ หากเป็นกรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ทายาทที่ต้องการใช้สิทธิเรียกร้องให้มีการแบ่งมรดกต้องฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่เจ้ามรดกตาย หรือนับแต่วันที่ทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก หลักนี้เป็นบทบัญญัติสำคัญมากและมักถูกมองข้ามในทางปฏิบัติ ทายาทหลายคนเข้าใจผิดว่าทรัพย์มรดกจะฟ้องเมื่อใดก็ได้ตราบใดที่ยังไม่ได้แบ่งกันโดยสมบูรณ์ แต่แท้จริงแล้วกฎหมายกำหนดเวลาอย่างจำกัดเพื่อคุ้มครองความมั่นคงของทรัพย์สินและนิติสัมพันธ์ หากปล่อยให้เวลาผ่านไปแล้วจึงมาฟ้องขอเพิกถอนการโอนหรือขอแบ่งทรัพย์ใหม่ ศาลอาจวินิจฉัยว่าฟ้องขาดอายุความได้ แม้ในทางข้อเท็จจริงจะยังรู้สึกว่าตนมีส่วนในมรดกก็ตาม 7. คำถาม-หากทายาทรู้เรื่องการโอนที่ดินมรดกมาตั้งแต่แรกแต่ไม่คัดค้าน จะมีผลอย่างไร คำตอบ การที่ทายาทรับรู้การโอนหรือเจตนาของเจ้ามรดกและผู้จัดการมรดกมาตั้งแต่ต้น แต่กลับไม่คัดค้านหรือไม่ใช้สิทธิทางศาลภายในเวลาที่เหมาะสม ย่อมมีผลในทางพยานหลักฐานและทางกฎหมายอย่างมาก ประการแรก ศาลอาจรับฟังว่าทายาทเหล่านั้นทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทรัพย์มรดกและการจัดการมรดกอยู่แล้ว จึงเริ่มนับระยะเวลาการใช้สิทธิได้เร็วขึ้น ประการที่สอง ความนิ่งเฉยเป็นเวลานานอาจถูกใช้ประกอบการวินิจฉัยว่าผู้ครอบครองทรัพย์มิได้ถือแทนทายาทรวม แต่ถือเพื่อตนเองอย่างเปิดเผย ประการที่สาม เมื่อพ้นกำหนดอายุความแล้ว สิทธิฟ้องร้องย่อมระงับไปในทางกระบวนพิจารณา คดีนี้จึงเตือนชัดว่า ทายาทไม่ควรรอจนทรัพย์ถูกแบ่งแยก โอนต่อ หรือจำนองไปแล้วหลายทอดค่อยดำเนินคดี เพราะอาจสายเกินไป 8. คำถาม-หากผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกไปแล้ว บุคคลภายนอกที่รับโอนหรือรับจำนองจะได้รับผลกระทบหรือไม่ คำตอบ ย่อมขึ้นอยู่กับฐานสิทธิของคดีและสถานะนิติกรรมเดิมเป็นสำคัญ แต่ในทางปฏิบัติ เมื่อทายาทปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปนานจนคดีขาดอายุความเสียแล้ว การขอเพิกถอนนิติกรรมต่อเนื่องที่เกิดขึ้นภายหลัง เช่น การแบ่งแยก การโอนต่อ หรือการจำนอง ก็ย่อมประสบปัญหาตามไปด้วย เพราะสิทธิฐานแรกที่ใช้โจมตีนิติกรรมเดิมไม่อาจใช้บังคับได้อีก ศาลจึงอาจไม่จำเป็นต้องไปวินิจฉัยรายละเอียดนิติกรรมต่อ ๆ มา หากฐานคดีหลักขาดอายุความแล้ว คดีนี้จึงมีความสำคัญต่อผู้ทำธุรกรรมเกี่ยวกับทรัพย์มรดกอย่างมากว่า ต้องตรวจสอบทั้งที่มาของทรัพย์ สถานะผู้จัดการมรดก และช่วงเวลาที่ผ่านไปหลังการจัดการมรดกสิ้นสุด เพื่อประเมินความเสี่ยงทางกฎหมายให้รอบด้าน ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4268/2562 จำเลยที่ 1 และ ก. อยู่กินฉันสามีภริยากันมาตั้งแต่ปี 2496 ภายหลังพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พุทธศักราช 2477 โดยมิได้จดทะเบียนสมรส แต่จำเลยที่ 1 ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2501 จำเลยที่ 1 และ ก. หามาได้ร่วมกันจึงเป็นที่ดินที่จำเลยที่ 1 และ ก. เป็นเจ้าของรวมกัน ต่อมาวันที่ 11 กันยายน 2517 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับ ก. โดยไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าได้มีการทำสัญญาก่อนสมรส ที่ดินพิพาทจึงเป็นสินเดิมของจำเลยที่ 1 กับ ก. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1463 (1) (เดิม) และเป็นสินบริคณห์ ตามมาตรา 1462 (เดิม) ซึ่งจำเลยที่ 1 ผู้เป็นสามีเป็นผู้จัดการสินบริคณห์ ตามมาตรา 1468 (เดิม) ต่อมาเมื่อ ก. ถึงแก่ความตายในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2542 จึงส่งผลให้อำนาจในการจัดการสินบริคณห์ของจำเลยที่ 1 หมดไป และต้องมีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างจำเลยที่ 1 กับ ก. ตามมาตรา 1625 (เดิม) นั่นคือ ต้องคืนสินเดิมแก่คู่สมรสทั้งสองฝ่าย ตามมาตรา 1513 (1) ส่งผลให้กรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่งตกเป็นทรัพย์มรดกของ ก. ทั้งนี้ เมื่อไม่ปรากฏว่า ก. ได้ทำพินัยกรรมเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่งของ ก. ย่อมเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่ทายาทของ ก. เมื่อที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่งเป็นทรัพย์มรดกของ ก. และมีปัญหาในเรื่องการแบ่งปันทรัพย์มรดกส่วนนี้ในระหว่างทายาทของ ก. คดีนี้จึงต้องบังคับตามบทบัญญัติของกฎหมายในเรื่องมรดก ไม่อาจนำ ป.พ.พ. มาตรา 1336 มาใช้บังคับตามฎีกาของโจทก์ทั้งหกได้ จำเลยที่ 1 กับ ก. ต้องการยกที่ดินพิพาทและที่ดินโฉนดเลขที่ 2899 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์ทั้งหกรับรู้แล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และเมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของ ก. ตามคำสั่งศาลจังหวัดพัทยาแล้วจำเลยที่ 1 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2899 ให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 เป็นไปตามเจตนารมณ์ของจำเลยที่ 1 และ ก. โดยบุตรทุกคนรวมถึงโจทก์ทั้งหกรับรู้และไม่มีผู้ใดคัดค้านแต่อย่างใด โจทก์ทั้งหกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ก. โอนที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกให้แก่จำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากทายาททุกคน จึงเป็นกรณีการปฏิบัติผิดหน้าที่ผู้จัดการมรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 จึงเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก มิให้ทายาทฟ้องเกินกว่าห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง ตามมาตรา 1733 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกนั้น มิให้ทายาทฟ้องเกินกว่าห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุด" จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ก. โอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกที่เหลืออยู่เพียงแปลงเดียวให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 ถือได้ว่าการจัดการมรดกของจำเลยที่ 1 เสร็จสิ้นลงนับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 โจทก์ทั้งหกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2558 หลังจากการจัดการมรดกสิ้นสุดลงแล้วเป็นเวลาเกือบสิบสองปี คดีของโจทก์ทั้งหกจึงขาดอายุความการจัดการมรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง โจทก์ทั้งหกไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ได้ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทเรื่อยมาทั้งก่อนและภายหลัง ก. ถึงแก่ความตาย โดยไม่ปรากฏว่าภายหลัง ก. ถึงแก่ความตาย ทายาทอื่นของ ก. ได้เข้าไปครอบครองที่ดินพิพาทด้วยแต่อย่างใด ทั้งยังได้ความว่า โจทก์ทั้งหกไม่เคยโต้แย้งการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 2 ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ ก. ถึงแก่ความตายจนมีการฟ้องคดีนี้ การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 2 ในส่วนที่เป็นมรดกของ ก. จึงมิใช่การครอบครองแทนทายาทอื่นหากแต่เป็นการครอบครองเพื่อตน ดังนั้น หากทายาทของ ก. ต้องการใช้สิทธิเรียกร้องให้มีการแบ่งมรดกของ ก. ในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทก็ต้องใช้สิทธิฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าทายาทอื่นของ ก. ซึ่งรวมถึงโจทก์ทั้งหกในคดีนี้ได้ฟ้องแบ่งมรดกในส่วนของ ก. ภายใน 1 ปี แม้ต่อมาวันที่ 5 ตุลาคม 2542 จำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนให้ที่พิพาททั้งแปลงรวมถึงส่วนที่เป็นมรดกของ ก. แก่จำเลยที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ 1 ก็ยังคงเป็นเรื่องการแบ่งปันมรดกของ ก. ให้แก่ทายาทอยู่นั่นเอง การที่โจทก์ทั้งหกฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาทในส่วนของ ก. ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็มีวัตถุประสงค์เพื่อจะให้มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกของ ก. แก่ทายาทคนอื่น เมื่อโจทก์ทั้งหกฟ้องจำเลยที่ 2 ภายหลังจาก ก. ถึงแก่ความตายเกิน 1 ปี ฟ้องของโจทก์ทั้งหกจึงขาดอายุความมรดก ตามบทบัญญัติดังกล่าว ฎีกาย่อ โจทก์ทั้งหกฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 2898 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 การแบ่งแยกที่ดินออกเป็นโฉนดเลขที่ 27519 ถึง 27522 การจำนองระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4 ตลอดจนการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 27520 แก่จำเลยที่ 3 และการแบ่งแยกต่อมา โดยขอให้ที่ดินกลับเป็นของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนแก่โจทก์ทั้งหกตามกฎหมาย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 กับนางกิมซัวหามาได้ร่วมกัน ภายหลังจดทะเบียนสมรสจึงเป็นสินเดิมและสินบริคณห์ตามกฎหมายเดิม ครั้นนางกิมซัวตาย กรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่งตกเป็นมรดกของทายาท คดีจึงเป็นเรื่องมรดก ไม่อาจอ้างมาตรา 1336 ได้ เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกโดยมิชอบ คดีจึงอยู่ใต้บังคับมาตรา 1719 และอายุความ 5 ปีตามมาตรา 1733 วรรคสอง ซึ่งพ้นกำหนดแล้ว อีกทั้งจำเลยที่ 2 ครอบครองที่ดินเพื่อตนมาโดยตลอด ทายาทอื่นไม่โต้แย้ง จึงต้องฟ้องแบ่งมรดกภายใน 1 ปีตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ฟ้องเกินกำหนด คดีย่อมขาดอายุความ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนยกฟ้อง ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ทั้งหกฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 2898 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2542 เพิกถอนนิติกรรมแบ่งแยกในนามเดิมของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2555 ที่แบ่งแยกที่ดินในนามเดิมออกไปอีกสี่แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 27519, 27520, 27521 และ 27522 เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 2898 ระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4 เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2555 เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 27520 ระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2557 และนิติกรรมแบ่งแยกที่ดินในนามเดิมออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 35021 และ 35022 ของจำเลยที่ 3 โดยให้ที่ดินกลับไปเป็นของจำเลยที่ 1 ตามเดิม และให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมซัวแบ่งแยกและโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ทั้งหกตามกฎหมายต่อไป หากจำเลยที่ 1 เพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งหกใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนด ค่าทนายความสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 รวม 70,000 บาท ค่าทนายความสำหรับจำเลยที่ 3 จำนวน 20,000 บาท ค่าทนายความสำหรับจำเลยที่ 4 จำนวน 30,000 บาท โจทก์ทั้งหกอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งหกฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 และนางกิมซัวอยู่กินฉันสามีภริยากันมาตั้งแต่ปี 2496 โดยมิได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรรวม 8 คน คือ นางปราณี โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 นางเจน และจำเลยที่ 2 ประมาณปี 2501 จำเลยที่ 1 ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งขณะนั้นยังไม่มีการออกเอกสารสิทธิ ต่อมาวันที่ 11 กันยายน 2517 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับนางกิมซัว วันที่ 24 มิถุนายน 2519 จำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาทเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 047 วันที่ 27 ตุลาคม 2535 จำเลยที่ 1 ดำเนินการเปลี่ยน น.ส. 3 ก. ดังกล่าวเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 2898 มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียว วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2542 นางกิมซัวถึงแก่ความตาย วันที่ 5 ตุลาคม 2542 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2898 แก่จำเลยที่ 2 วันที่ 22 สิงหาคม 2555 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทในนามเดิมออกไปเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 27519, 27520, 27521 และ 27522 แล้ววันที่ 22 เมษายน 2557 จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 27520 แก่จำเลยที่ 3 ต่อมาจำเลยที่ 3 จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทในนามเดิมออกไปเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 35021 และ 35022 ส่วนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2898 ส่วนที่เหลือจากการแบ่งแยก วันที่ 26 พฤศจิกายน 2555 จำเลยที่ 2 นำไปจดทะเบียนจำนองไว้กับจำเลยที่ 4 คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งหกในข้อแรกว่า คดีขาดอายุความหรือไม่ ที่โจทก์ทั้งหกฎีกาว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งหกเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมและเรียกเอาที่ดินพิพาทคืนตามส่วนจากผู้ที่ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 มิใช่ฟ้องเพื่อจัดการมรดก แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้วินิจฉัยปัญหานี้ทั้งที่เป็นปัญหาที่สำคัญและมีผลต่อคดี ศาลฎีกาจึงเห็นควรที่จะวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวเสียก่อนว่า ฟ้องโจทก์ทั้งหกเป็นกรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 บัญญัติว่า "ภายในบังคับแห่งกฎหมาย เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายทรัพย์สินของตนและได้ซึ่งดอกผลแห่งทรัพย์สินนั้น กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย" ทั้งนี้ คำว่าภายในบังคับของกฎหมาย ตามบทบัญญัตินี้หมายความว่า หากเป็นกรณีที่ตกอยู่ภายใต้บังคับตามบทบัญญัติเฉพาะในเรื่องอื่นแล้ว ก็ไม่อาจนำมาตรา 1336 ไปใช้บังคับ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ยุติแล้วว่า จำเลยที่ 1 และนางกิมซัวอยู่กินฉันสามีภริยากันมาตั้งแต่ปี 2496 ภายหลังพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พุทธศักราช 2477 โดยมิได้จดทะเบียนสมรส แต่จำเลยที่ 1 ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2501 ที่ดินพิพาทดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 และนางกิมซัวหามาได้ร่วมกันจึงเป็นที่ดินที่จำเลยที่ 1 และนางกิมซัวเป็นเจ้าของรวมกัน ต่อมาวันที่ 11 กันยายน 2517 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับนางกิมซัว โดยไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าได้มีการทำสัญญาก่อนสมรส ที่ดินพิพาทจึงเป็นสินเดิมของจำเลยที่ 1 และนางกิมซัว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1463 (1) (เดิม) และเป็นสินบริคณห์ ตามมาตรา 1462 (เดิม) ซึ่งจำเลยที่ 1 ผู้เป็นสามีเป็นผู้จัดการสินบริคณห์ ตามมาตรา 1468 (เดิม) ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 047 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2519 และดำเนินการเปลี่ยน น.ส. 3 ก. ดังกล่าวเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 2898 เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2535 การจัดการดังกล่าวของจำเลยที่ 1 จึงชอบแล้ว แม้จำเลยที่ 1 จะลงชื่อในโฉนดที่ดินเป็นของจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียวแต่สถานะของเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทดังกล่าวซึ่งเป็นสินเดิมของนางกิมซัวก็มิได้เปลี่ยนแปลงไป ต่อมาเมื่อนางกิมซัวถึงแก่ความตายในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2542 จึงส่งผลให้อำนาจในการจัดการสินบริคณห์ของจำเลยที่ 1 หมดไป และต้องมีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางกิมซัว ตามมาตรา 1625 (เดิม) นั่นคือ ต้องคืนสินเดิมแก่คู่สมรสทั้งสองฝ่าย ตามมาตรา 1513 (1) ส่งผลให้กรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่งตกเป็นทรัพย์มรดกของนางกิมซัว ทั้งนี้ เมื่อไม่ปรากฏว่านางกิมซัวได้ทำพินัยกรรมเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่งของนางกิมซัวย่อมเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่ทายาทของนางกิมซัว อันได้แก่ จำเลยที่ 1 ผู้เป็นสามีและนางปราณี โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 นางเจน และจำเลยที่ 2 ผู้เป็นบุตร เมื่อที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนางกิมซัว และมีปัญหาในเรื่องการแบ่งปันทรัพย์มรดกส่วนนี้ในระหว่างทายาทของนางกิมซัว คดีนี้จึงต้องบังคับตามบทบัญญัติของกฎหมายในเรื่องมรดก ไม่อาจนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 มาใช้บังคับตามฎีกาของโจทก์ทั้งหกได้ ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงในคดีจึงรับฟังได้ตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 กับนางกิมซัวต้องการยกที่ดินพิพาทและที่ดินโฉนดเลขที่ 2899 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์ทั้งหกรับรู้แล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และเมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของนางกิมซัวตามคำสั่งศาลจังหวัดพัทยาแล้วจำเลยที่ 1 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2899 ให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 เป็นไปตามเจตนารมณ์ของจำเลยที่ 1 และนางกิมซัว โดยบุตรทุกคนรวมถึงโจทก์ทั้งหกรับรู้และไม่มีผู้ใดคัดค้านแต่อย่างใด โจทก์ทั้งหกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมซัวโอนที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกให้แก่จำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากทายาททุกคน จึงเป็นกรณีการปฏิบัติผิดหน้าที่ผู้จัดการมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 จึงเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก มิให้ทายาทฟ้องเกินกว่าห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง ตามมาตรา 1733 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกนั้น มิให้ทายาทฟ้องเกินกว่าห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุด" ข้อเท็จจริงในคดีฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมซัวโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกที่เหลืออยู่เพียงแปลงเดียวให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 ถือได้ว่าการจัดการมรดกของจำเลยที่ 1 เสร็จสิ้นลงนับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 โจทก์ทั้งหกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2558 หลังจากการจัดการมรดกสิ้นสุดลงแล้วเป็นเวลาเกือบสิบสองปี คดีของโจทก์ทั้งหกจึงขาดอายุความการจัดการมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง โจทก์ทั้งหกไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ได้ สำหรับจำเลยที่ 2 เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทเรื่อยมาทั้งก่อนและภายหลังนางกิมซัวถึงแก่ความตาย โดยไม่ปรากฏว่าภายหลังนางกิมซัวถึงแก่ความตาย ทายาทอื่นของนางกิมซัวได้เข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหรือแสดงความจำนงจะเข้าครอบครองที่ดินพิพาทด้วยแต่อย่างใด ทั้งยังได้ความว่า โจทก์ทั้งหกไม่เคยโต้แย้งการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 2 ตลอดระยะเวลาตั้งแต่นางกิมซัวถึงแก่ความตายจนมีการฟ้องคดีนี้ การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 2 ในส่วนที่เป็นมรดกของนางกิมซัวจึงมิใช่การครอบครองแทนทายาทอื่นหากแต่เป็นการครอบครองเพื่อตน ดังนั้น หากทายาทของนางกิมซัวต้องการใช้สิทธิเรียกร้องให้มีการแบ่งมรดกของนางกิมซัวในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาท ก็ต้องใช้สิทธิฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าทายาทอื่นของนางกิมซัวซึ่งรวมถึงโจทก์ทั้งหกในคดีนี้ได้ฟ้องแบ่งมรดกในส่วนของนางกิมซัว ภายใน 1 ปี แม้ต่อมาวันที่ 5 ตุลาคม 2542 จำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนให้ที่พิพาททั้งแปลงรวมถึงส่วนที่เป็นมรดกของนางกิมซัวแก่จำเลยที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ 1 ก็ยังคงเป็นเรื่องการแบ่งปันมรดกของนางกิมซัวให้แก่ทายาทอยู่นั่นเอง การที่โจทก์ทั้งหกฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาทในส่วนของนางกิมซัวระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็มีวัตถุประสงค์เพื่อจะให้มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกของนางกิมซัวแก่ทายาทคนอื่น เมื่อโจทก์ทั้งหกฟ้องจำเลยที่ 2 ภายหลังจากนางกิมซัวถึงแก่ความตายเกิน 1 ปี ฟ้องของโจทก์ทั้งหกจึงขาดอายุความมรดก ตามบทบัญญัติดังกล่าว คำพิพากษาฎีกาที่โจทก์ทั้งหกอ้างมาข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ เมื่อวินิจฉัยดังนี้ กรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่น ๆ ของโจทก์ทั้งหกเพราะไม่มีผลให้คดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหกมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทั้งหกฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ |




