
| คำให้การจำเลยขัดแย้งกันเองไม่มีประเด็น,การพิพากษาขับไล่พี่น้องจากที่ดิน และความรับผิดตามสิทธิครอบครองตามทะเบียน
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทกรรมสิทธิ์ในที่ดินระหว่างพี่น้อง โดยมีประเด็นสำคัญเรื่องการสันนิษฐานสิทธิครอบครองตามมาตรา 1373 การหักล้างด้วยพยานหลักฐานของฝ่ายจำเลย ตลอดจนความขัดแย้งแห่งคำให้การที่ทำให้ประเด็นครอบครองปรปักษ์ไม่อาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยตามมาตรา 1382 อีกทั้งยังมีประเด็นเกี่ยวกับสิทธิของเจ้าของที่แท้จริงในการฟ้องขับไล่ รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และเรียกค่าเสียหายจากการครอบครองโดยไม่ชอบ ซึ่งเป็นหลักกฎหมายสำคัญที่ศาลฎีกานำมาปรับใช้และเป็นแนวคำพิพากษาที่ใช้ศึกษากฎหมายปฏิบัติได้อย่างชัดเจน ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามเอกสารสิทธิ ซึ่งทำให้มีข้อสันนิษฐานว่ามีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ต่อมาได้อนุญาตให้จำเลย ซึ่งเป็นน้องร่วมบิดามารดา เข้าอาศัยและปลูกบ้านอยู่ในที่ดิน ต่อมาความสัมพันธ์ภายในครอบครัวเกิดปัญหา โจทก์บอกเลิกการอนุญาตและให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออก แต่จำเลยไม่ออกไป จำเลยยื่นฟ้องแย้ง โดยให้การหลายประเด็นที่ย้อนแย้งกันเอง ได้แก่ 1. อ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของบิดามารดา 2. ต่อมาบิดามารดายกให้จำเลย จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ 3. ต่อมาเปลี่ยนคำให้การว่า ครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องเกิน 10 ปี จึงได้กรรมสิทธิ์ตามครอบครองปรปักษ์ คำให้การทั้งสองแนวมีลักษณะขัดแย้งอย่างรุนแรง คือ ในตอนแรกจำเลยอ้างว่าเป็นเจ้าของมาโดยการให้เปล่า แต่ต่อมากลับอ้างว่าตนได้กรรมสิทธิ์ด้วยการครอบครองปรปักษ์ ซึ่งจะอ้างได้เฉพาะในทรัพย์ของผู้อื่นเท่านั้น ทำให้รูปคดีไม่อาจเกิดประเด็น “ครอบครองปรปักษ์” ตามกฎหมายได้ โจทก์จึงฟ้องขอให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเรียกค่าเสียหายรายเดือนจากการครอบครองโดยไม่ชอบ ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย 1. โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือไม่ (มาตรา 1373 – ข้อสันนิษฐานสิทธิครอบครอง) 2. จำเลยสามารถนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานได้หรือไม่ 3. จำเลยจะอ้างกรรมสิทธิ์โดยครอบครองปรปักษ์ได้หรือไม่ (มาตรา 1382) 4. ผลของคำให้การที่ย้อนแย้งกันเองมีผลอย่างไรต่อรูปคดี 5. สิทธิของโจทก์ในการฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหาย คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 1 โจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย ศาลฎีกายืนยันว่า การมีชื่อในโฉนดและถือกรรมสิทธิ์เป็นนิติกรรมที่สมบูรณ์ ย่อมมีผลให้สันนิษฐานว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินโดยชอบ จำเลยจึงต้องหักล้าง แต่พยานหลักฐานของจำเลยไม่น่าเชื่อถือ ไม่อาจลบล้างข้อสันนิษฐานได้ 2 ประเด็นครอบครองปรปักษ์ไม่อาจหยิบมาวินิจฉัย เนื่องจากคำให้การของจำเลย “ขัดกันเองในสาระสำคัญ” คือ • ตอนแรกอ้างว่า “ที่ดินเป็นของจำเลยเอง” • ต่อมาอ้างว่า “ได้กรรมสิทธิ์โดยครอบครองปรปักษ์” ทำให้รูปคดีไม่เกิดข้อพิพาทแท้จริงตามมาตรา 1382 ศาลฎีกาย้ำว่า การครอบครองปรปักษ์เกิดได้เฉพาะทรัพย์ของผู้อื่นเท่านั้น หากจำเลยอ้างว่าที่ดินเป็นของตนตั้งแต่ต้น ก็ย่อมขัดกับการกล่าวอ้างว่าครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นเพื่อให้ได้สิทธิ ดังนั้น ประเด็นครอบครองปรปักษ์จึงไม่อาจรับวินิจฉัยได้ 3 สิทธิฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายของโจทก์ เมื่อจำเลยไม่มีกรรมสิทธิ์และเพิกเฉยต่อคำบอกกล่าวของโจทก์ การขับไล่และการเรียกค่าเสียหายย่อมเป็นไปโดยชอบ ทั้งนี้ศาลชั้นต้นประเมินค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท ศาลฎีกาพิพากษายืน หลักกฎหมายสำคัญที่ศาลฎีกาวางไว้ 1. ผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามทะเบียนย่อมมีข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้ครอบครองโดยชอบ 2. จำเลยต้องหักล้างข้อสันนิษฐานด้วยพยานหลักฐานที่เชื่อถือได้ 3. คำให้การที่ขัดแย้งกันเองในประเด็นสาระสำคัญ ทำให้เรื่องไม่เป็นประเด็นที่ชอบด้วยกฎหมาย 4. ครอบครองปรปักษ์ต้องเป็นทรัพย์ของผู้อื่นเท่านั้น 5. การอนุญาตให้เข้าอยู่อาศัยเป็นเพียงการครอบครองแทน มิใช่การเริ่มต้นครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ 6. เมื่อเจ้าของบอกเลิกการอนุญาต ผู้ครอบครองต้องออกจากที่ดิน มิฉะนั้นต้องรับผิดค่าเสียหาย สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้ให้บทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการพิสูจน์กรรมสิทธิ์และการอ้างครอบครองปรปักษ์ โดยเน้นว่า • ความน่าเชื่อถือของคำให้การเป็นหัวใจสำคัญ • การกล่าวอ้างหลายแนวที่ขัดแย้งเองอาจทำให้ฝ่ายจำเลยเสียเปรียบในกระบวนพิจารณา • ผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามทะเบียนย่อมได้เปรียบในทางกฎหมาย • การครอบครองที่เริ่มต้นจาก “การอนุญาต” ไม่อาจกลายเป็นสิทธิของผู้ครอบครองได้ เว้นแต่มีพฤติการณ์เปลี่ยนเจตนาอย่างชัดแจ้ง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดิน รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และชำระค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท พร้อมยกฟ้องแย้งเรื่องกรรมสิทธิ์และการครอบครองปรปักษ์ 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นทั้งหมด 3. ศาลฎีกา เห็นว่าคำให้การจำเลยย้อนแย้งกันเอง ทำให้ไม่มีประเด็นครอบครองปรปักษ์ และจำเลยไม่สามารถหักล้างข้อสันนิษฐานตามมาตรา 1373 ได้ จึงพิพากษายืนตามศาลล่าง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5252/2550 โจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทที่ได้จดทะเบียนแล้ว ย่อมสันนิษฐานไว้ก่อนว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 จำเลยกล่าวอ้างว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำเลยจึงมีหน้าที่นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว โจทก์ฟ้องว่าเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท มีชื่อในโฉนด ให้จำเลยเข้าไปปลูกบ้านอยู่ ต่อมาไม่ประสงค์ให้จำเลยและบริวารอยู่อีก จึงบอกกล่าวให้รื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินออก จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงขอให้ขับไล่และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายรายเดือน จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์มิใช่เจ้าของแท้ ที่ดินเป็นของบิดามารดาที่จับจองแล้วใส่ชื่อโจทก์แทน ต่อมาบิดามารดายกให้จำเลย และจำเลยครอบครองทำประโยชน์โดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกิน 10 ปี จึงอ้างว่าที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยและขอให้ยกฟ้อง พร้อมให้โจทก์ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้ จำเลยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา โจทก์แก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยอยู่ในที่ดินในฐานะครอบครองแทนโจทก์ ไม่เคยแสดงเจตนาว่าจะถือที่ดินแทนตนเอง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวาร ออกไปจากที่ดิน และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาทนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง พร้อมยกฟ้องแย้ง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยอุทธรณ์และฎีกาในฐานะคนอนาถา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยเป็นบุตรนายชั้นและนางบุบผา เดิมที่ดินเป็นที่ดินมือเปล่าที่มีชื่อโจทก์แจ้งการครอบครอง ก่อนเปลี่ยนเป็นโฉนดมีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของ ทำให้สันนิษฐานว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองตามมาตรา 1373 จำเลยกล่าวอ้างว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของ จึงต้องนำสืบหักล้าง แต่พยานจำเลยไม่น่าเชื่อถือ ไม่อาจหักล้างข้อสันนิษฐานได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าที่ดินเป็นของโจทก์ สำหรับข้ออ้างว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์โดยครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา 1382 นั้น ศาลเห็นว่า คำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยขัดแย้งกันเอง เพราะตอนแรกอ้างว่าที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยจากการยกให้ ต่อมากลับอ้างครอบครองปรปักษ์ ซึ่งใช้ได้เฉพาะในที่ดินของผู้อื่น รูปคดีจึงไม่มีประเด็นครอบครองปรปักษ์ แม้ศาลล่างจะวินิจฉัยไว้ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นประเด็นที่ยกขึ้นว่ากันโดยชอบตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้น บทความ: คำให้การขัดแย้งกันเองในคดีแพ่ง – ผลทางกฎหมายและแนวทางพิจารณาของศาล “คำให้การขัดแย้งกันเอง” เป็นประเด็นสำคัญที่พบได้บ่อยในคดีแพ่ง โดยเฉพาะคดีพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดิน มรดก ครอบครองปรปักษ์ หรือสัญญาต่าง ๆ เมื่อคู่ความให้การหลายแนวทางหรือกลับคำให้การในสาระสำคัญ ผลที่เกิดขึ้นไม่เพียงทำให้ศาลเกิดความสงสัยต่อข้อเท็จจริงที่ฝ่ายนั้นอ้าง แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อ “ประเด็นแห่งคดี” ที่ศาลจะรับวินิจฉัยด้วย ตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คำให้การของคู่ความต้องมีความชัดเจนตรงไปตรงมาและต้องไม่ขัดหรือแย้งในข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญ เพราะคำให้การคือกรอบกำหนดข้อพิพาทในคดี หากคู่ความให้การแบบหนึ่งในตอนแรก แต่ภายหลังกลับอ้างข้อเท็จจริงอีกแบบหนึ่งซึ่งทำให้สาระสำคัญเปลี่ยนไป เช่น อ้างว่า “ที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเพราะได้รับยกให้” แต่ภายหลังกลับอ้างว่า “ได้กรรมสิทธิ์จากการครอบครองปรปักษ์” ย่อมถือว่าเป็นการให้การที่ไม่อาจอยู่ด้วยกันได้ และสั่นคลอนความน่าเชื่อถือของฝ่ายนั้นอย่างชัดเจน ผลทางกฎหมายของคำให้การที่ขัดแย้งกันเองมีความสำคัญอย่างยิ่ง ได้แก่ 1. ศาลอาจเห็นว่าฝ่ายนั้นไม่มีประเด็นพิสูจน์ที่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะข้อเท็จจริงที่ฝ่ายนั้นอ้างกลับทำลายฐานข้ออ้างของตนเอง 2. ภาระการพิสูจน์จะหนักขึ้น เมื่อคำให้การไม่น่าเชื่อถือ ซึ่งอาจทำให้ฝ่ายนั้นไม่สามารถหักล้างข้อสันนิษฐานตามกฎหมาย เช่น มาตรา 1373 3. บางประเด็นอาจไม่รับวินิจฉัย เพราะศาลเห็นว่าไม่ได้เป็นประเด็นแห่งคดีที่ยกขึ้นสู้กันอย่างชอบ เช่น ประเด็นครอบครองปรปักษ์ที่เกิดจากข้ออ้างย้อนแย้ง เหตุการณ์เช่นนี้พบชัดในหลายคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งศาลย้ำว่า การครอบครองปรปักษ์เกิดขึ้นได้เฉพาะในที่ดินของผู้อื่น หากผู้ถูกฟ้องกลับอ้างว่าเป็นเจ้าของโดยการยกให้ตั้งแต่แรก การอ้างครอบครองปรปักษ์ภายหลังย่อมขัดกันเองอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ศาลไม่รับวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว ดังนั้น คู่ความควรให้คำให้การอย่างรอบคอบ มีแก่นสารเดียวกัน ไม่ย้อนแย้ง เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือ และเพื่อให้ประเด็นแห่งคดีถูกพิจารณาอย่างครบถ้วนตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ทั้งยังช่วยให้ศาลสามารถวินิจฉัยคดีได้ชัดเจน ถูกต้อง และเป็นธรรมยิ่งขึ้น คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-คำตอบ คำถาม: คำให้การขัดแย้งกันเองในคดีแพ่งหมายถึงอะไร และมีลักษณะอย่างไร คำตอบ: คำให้การขัดแย้งกันเอง หมายถึง คำให้การหรือคำฟ้องแย้งของคู่ความที่อ้างข้อเท็จจริงหรือฐานสิทธิสองแนวทางขึ้นไปซึ่งไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ตามหลักกฎหมาย หรือมีสาระสำคัญย้อนแย้งกันเอง เช่น ตอนแรกอ้างว่าตนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินเพราะได้รับยกให้ แต่ต่อมากลับอ้างว่าได้กรรมสิทธิ์จากการครอบครองปรปักษ์ในฐานะผู้ครอบครองทรัพย์ของผู้อื่น ลักษณะดังกล่าวทำให้คำคู่ความขาดเอกภาพ ขาดความน่าเชื่อถือ และอาจทำให้ประเด็นข้อพิพาทบางส่วนไม่เกิดขึ้นโดยชอบตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2. คำถาม-คำตอบ คำถาม: คำให้การขัดแย้งกันเองส่งผลต่อการกำหนดประเด็นข้อพิพาทและการวินิจฉัยคดีอย่างไร คำตอบ: เมื่อคำให้การของคู่ความมีลักษณะขัดแย้งกันเอง ศาลอาจเห็นว่าไม่มีประเด็นข้อพิพาทที่แท้จริงในส่วนที่ย้อนแย้ง และไม่ถือว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันโดยชอบในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ส่งผลให้ศาลไม่ต้องรับวินิจฉัยในประเด็นที่เกิดจากคำให้การอันย้อนแย้งนั้น แม้ศาลล่างจะเคยวินิจฉัยไปแล้วก็ตาม ทั้งยังทำให้ภาระการพิสูจน์ของฝ่ายที่ให้การขัดแย้งกันเองหนักขึ้น และทำให้ศาลให้ความเชื่อถือน้ำหนักพยานหลักฐานของฝ่ายนั้นน้อยลง 3. คำถาม-คำตอบ คำถาม: คำให้การขัดแย้งกันเองมีผลต่อการอ้างสิทธิครอบครองปรปักษ์อย่างไร คำตอบ: การอ้างสิทธิครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ต้องอาศัยการครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นโดยสงบ เปิดเผย และมีเจตนาเป็นเจ้าของ ติดต่อกันครบกำหนดเวลา หากคู่ความอ้างในตอนแรกว่าทรัพย์สินเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองตั้งแต่ต้น แต่ต่อมากลับอ้างว่าตนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ย่อมเป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันในตัวเอง และทำให้ประเด็นครอบครองปรปักษ์ไม่อาจเกิดขึ้นเป็นประเด็นข้อพิพาทที่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอาจไม่รับวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว แม้ว่าศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์เคยวินิจฉัยไปแล้วก็ตาม 4. คำถาม-คำตอบ คำถาม: ข้อสันนิษฐานสิทธิครอบครองตามมาตรา 1373 เกี่ยวข้องอย่างไรกับกรณีคำให้การขัดแย้งกันเอง คำตอบ: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 บัญญัติให้สันนิษฐานว่า ผู้ที่มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามโฉนดหรือทะเบียน ย่อมเป็นผู้มีสิทธิครอบครองโดยชอบ เมื่อจำเลยหรือคู่ความอีกฝ่ายจะโต้แย้งว่าบุคคลดังกล่าวไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ จึงมีหน้าที่นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว หากคำให้การของฝ่ายที่โต้แย้งมีลักษณะขัดแย้งกันเอง เช่น อ้างทั้งว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลอื่นแล้วมาได้รับโอน และในขณะเดียวกันอ้างสิทธิครอบครองปรปักษ์ด้วย ย่อมทำให้พยานหลักฐานขาดความหนักแน่น ไม่อาจหักล้างข้อสันนิษฐานตามกฎหมายได้ ศาลจึงมักรับฟังว่าเจ้าของตามโฉนดยังคงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามกฎหมาย 5. คำถาม-คำตอบ คำถาม: หากคู่ความให้การขัดแย้งกันเอง ศาลยังอาจวินิจฉัยประเด็นบางส่วนได้หรือไม่ คำตอบ: แม้คำให้การของคู่ความจะมีบางส่วนขัดแย้งกันเอง ศาลยังคงมีอำนาจวินิจฉัยในส่วนของข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่มีการยืนยันอย่างชัดเจน ไม่ย้อนแย้ง และมีการยกขึ้นว่ากันโดยชอบในศาลชั้นต้น เช่น ประเด็นสิทธิขับไล่ การเรียกค่าเสียหาย หรือสิทธิในฐานะเจ้าของ โจทก์ที่มีชื่อในโฉนดมักยังได้รับความคุ้มครองจากข้อสันนิษฐานตามมาตรา 1373 ส่วนประเด็นที่เกิดจากคำให้การอันขัดแย้ง เช่น การอ้างครอบครองปรปักษ์โดยมีข้ออ้างกรรมสิทธิ์อีกฐานหนึ่งที่สวนทางกัน ศาลอาจไม่รับวินิจฉัย โดยถือว่าไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทที่ชอบด้วยกฎหมาย 6. คำถาม-คำตอบ คำถาม: ในการดำเนินคดีแพ่ง คู่ความควรระมัดระวังเรื่องคำให้การอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขัดแย้งกันเอง คำตอบ: คู่ความและทนายความควรกลั่นกรองข้อเท็จจริงและฐานสิทธิทางกฎหมายให้รอบคอบก่อนยื่นคำให้การหรือฟ้องแย้ง โดยต้องเลือกแนวทางข้ออ้างที่มีเอกภาพ สอดคล้องกับพยานหลักฐาน และไม่ย้อนแย้งกันในสาระสำคัญ หลีกเลี่ยงการยกฐานสิทธิหลายแนวที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ตามกฎหมาย เช่น การอ้างว่าเป็นเจ้าของโดยนิติกรรมควบคู่กับการอ้างครอบครองปรปักษ์ในทรัพย์เดียวกัน หากจัดทำคำให้การไม่รอบคอบ นอกจากจะกระทบต่อความน่าเชื่อถือแล้ว ยังอาจทำให้ประเด็นสำคัญบางประเด็นไม่เกิดขึ้นโดยชอบ และศาลไม่รับวินิจฉัยในที่สุด |
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4656/2567: การแบ่งกรรมสิทธิ์รวมของคู่สมรสโดยไม่จดทะเบียนสมรส จำเลยแพ้คดีในศาลชั้นต้นแล้วโอนที่ดินให้พ้นจากการถูกบังคับคดี อาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าทรัพย์สินในที่ดินไม่เป็นส่วนควบ |



.jpg)
