
| จัดให้มีการเล่นแชร์รวมกันทุกวงเกิน30คน(ฎีกาที่ 4139/2547)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความผิดจากการเป็นนายวงแชร์และจัดให้มีการเล่นแชร์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 ประกอบกับการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงสมาชิกวงแชร์โดยการหลอกลวงเกี่ยวกับการประมูลเงินกองกลาง ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นสำคัญเกี่ยวกับองค์ประกอบความผิดในการนับจำนวนวงแชร์และจำนวนสมาชิก ตลอดจนการแยกการกระทำออกเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน มิใช่กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท และยืนยันหลักการว่าหากโจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบของแต่ละฐานความผิดแล้ว ฟ้องย่อมไม่ขัดแย้งและสามารถลงโทษจำเลยทุกกรรมได้ คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ การนับจำนวนวงแชร์และจำนวนสมาชิกต้องบรรยายฟ้องละเอียดเพียงใดจึงจะถือว่าครบองค์ประกอบความผิด การเป็นนายวงแชร์ผิดกฎหมายกับการฉ้อโกงสมาชิกแชร์ถือเป็นกรรมเดียวหรือความผิดหลายกรรม การหลอกลวงในการประมูลเงินกองกลางสามารถแยกฐานความผิดจากการเล่นแชร์ได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นบุคคลธรรมดาแต่กระทำการเป็นนายวงแชร์และจัดให้มีการเล่นแชร์รวมทั้งสิ้น 5 วง มีสมาชิกวงแชร์รวมกัน 35 คน อันเป็นการฝ่าฝืนบทห้ามตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 ซึ่งจำกัดจำนวนวงและจำนวนสมาชิกไว้เพื่อป้องกันความเสียหายทางเศรษฐกิจแก่ประชาชน นอกจากนี้ จำเลยยังใช้วิธีการหลอกลวงสมาชิกวงแชร์ด้วยการแอบอ้างว่ามีสมาชิกคนอื่นเสนอประมูลเงินกองกลางด้วยดอกเบี้ยสูงกว่า หรือแอบอ้างชื่อสมาชิกเข้าประมูลเสียเอง เพื่อให้ได้เงินกองกลางไปเป็นของตน ประเด็นข้อกฎหมายเรื่ององค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.การเล่นแชร์ ศาลฎีกาวางหลักว่า องค์ประกอบสำคัญของความผิดตามมาตรา 6 (1) (2) มิได้กำหนดให้โจทก์ต้องแจกแจงรายชื่อสมาชิกทุกคนในฟ้อง หากบรรยายข้อเท็จจริงชัดเจนว่ามีจำนวนวงแชร์รวมกันเกินกฎหมายกำหนด หรือมีจำนวนสมาชิกรวมกันทุกวงเกิน 30 คนแล้ว ย่อมถือว่าฟ้องครบองค์ประกอบความผิด ส่วนบัญชีรายชื่อผู้เสียหายเป็นเพียงรายชื่อผู้ถูกฉ้อโกง มิใช่เกณฑ์ชี้ขาดจำนวนสมาชิกทั้งหมด การแยกฐานความผิดระหว่างการเล่นแชร์กับการฉ้อโกง ศาลฎีกาอธิบายว่า ความผิดฐานเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ เป็นความผิดตามกฎหมายเฉพาะ มีวัตถุประสงค์ควบคุมการเล่นแชร์โดยมิชอบ ส่วนการหลอกลวงฉ้อโกงเงินกองกลาง เป็นการกระทำที่กระทบต่อทรัพย์สินของสมาชิกโดยตรง มีเจตนาทุจริตแตกต่างกัน การกระทำทั้งสองลักษณะจึงเป็นคนละฐานความผิด หลักความผิดหลายกรรมต่างกัน เมื่อการกระทำของจำเลยมีเจตนาและลักษณะแห่งการกระทำแตกต่างกัน ศาลจึงวินิจฉัยว่าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน มิใช่กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษทุกกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 หลักนี้สะท้อนแนวคิดในการคุ้มครองผู้เสียหายและการลงโทษให้เหมาะสมกับความร้ายแรงของพฤติการณ์ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการบรรยายฟ้องให้ครบองค์ประกอบความผิด และหลักการแยกฐานความผิดตามเจตนาและลักษณะการกระทำ ศาลฎีกายืนยันว่าการเล่นแชร์ผิดกฎหมายและการฉ้อโกงไม่อาจกลืนกันเป็นความผิดเดียว หากมีพฤติการณ์ทุจริตเพิ่มเติม ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้นตามหลักความผิดหลายกรรม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4139/2547 โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นนายวงแชร์จัดให้มีการเล่นแชร์ จำนวนสมาชิกวงแชร์รวมกันทั้ง 5 วง มี 35 คน ซึ่งครบองค์ประกอบความผิดแล้ว เพราะองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 6 (1) (2) ห้ามมิให้บุคคลธรรมดาเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ที่มีจำนวนวงแชร์รวมกันมากกว่า 3 วง หรือมีจำนวนสมาชิกรวมกันทุกวงมากกว่า 30 คน ส่วนบัญชีรายชื่อผู้เสียหายจำนวน 28 คน นั้น เป็นรายชื่อของสมาชิกวงแชร์ที่ถูกจำเลยฉ้อโกงในการเล่นแชร์ทั้ง 5 วง มิใช่จำนวนสมาชิกวงแชร์ทั้ง 5 วง รวมกัน ฟ้องของโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 6 (1) (2) แล้ว สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานเป็นนายวงแชร์และจัดให้มีการเล่นแชร์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และมีความผิดฐานฉ้อโกงสมาชิกวงแชร์ การกระทำเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 2. ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าฟ้องโจทก์ไม่ขัดแย้ง และข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดครบถ้วน 3. ศาลฎีกาพิพากษายืน วินิจฉัยว่าโจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิด และการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ไม่ใช่กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท
โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำของจำเลยว่าได้กระทำการเป็นนายวงแชร์จัดให้มีการเล่นแชร์ถึง 5 วง นับแต่วันที่ 25 มีนาคม 2541 ถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2542 โดยมีจำนวนสมาชิกวงแชร์รวมกันทุกวงมากกว่า 30 คน อันเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 6 (1) (2) แล้ว และต่อมาจำเลยยังได้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงผู้เสียหายทั้ง 28 คน ด้วยการหลอกลวงว่ามีสมาชิกวงแชร์รายอื่นประมูลเงินทุนกองกลางโดยให้ดอกเบี้ยตอบแทนสูงกว่าผู้เสียหายแต่ละคนที่เข้าร่วมประมูล จึงต้องรวบรวมเงินทุนกองกลางไปให้แก่สมาชิกผู้นั้น และบางงวดจำเลยก็แอบอ้างชื่อสมาชิกวงแชร์บางรายเข้าประมูลเงินทุนกองกลางโดยเสนอดอกเบี้ยตอบแทนสูงกว่าผู้เสียหายที่เข้าร่วมประมูล จนกระทั่งจำเลยได้เงินทุนกองกลางไปเสียเอง การกระทำของจำเลยในส่วนนี้แยกต่างหากจากการเป็นนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การเล่นแชร์ เป็นการหลอกลวงแอบอ้างสิทธิของสมาชิกวงแชร์คนอื่น เป็นการกระทำต่างฐานความผิดด้วยเจตนาที่ต่างกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันมิใช่เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดแต่ละฐานแล้ว ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขัดแย้งกัน โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 341, 91 พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 6, 17 ให้จำเลยคืนเงิน 1,303,560 บาท แก่ผู้เสียหายแต่ละคนตามสำนวนที่ฉ้อโกงไป จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 341 พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 6, 17 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ต้องบรรยายฟ้องให้ชัดเจนว่า ผู้เล่นแชร์แต่ละวงมีใครบ้าง มีรายชื่ออะไร และเมื่อรวมกันแล้วมีผู้เล่นมากกว่า 30 คน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 6, 17 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำนวนสมาชิกวงแชร์รวมกันทั้ง 5 วง มี 35 คน ซึ่งครบองค์ประกอบความผิดแล้ว เพราะองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 6 (1) (2) ห้ามมิให้บุคคลธรรมดาเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ที่มีจำนวนวงแชร์รวมกันมากกว่า 3 วง หรือมีจำนวนสมาชิกรวมกันทุกวงมากกว่า 30 คน ส่วนบัญชีรายชื่อผู้เสียหายจำนวน 28 คน นั้น เป็นรายชื่อของสมาชิกวงแชร์ที่ถูกจำเลยฉ้อโกงในการเล่นแชร์ทั้ง 5 วง มิใช่จำนวนสมาชิกวงแชร์ทั้ง 5 วง รวมกัน ฟ้องของโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 6 (1) (2) แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำของจำเลยว่าได้กระทำการเป็นนายวงแชร์จัดให้มีการเล่นแชร์ถึง 5 วง นับแต่วันที่ 25 มีนาคม 2541 ถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2542 โดยมีจำนวนสมาชิกวงแชร์รวมกันทุกวงมากกว่า 30 คน อันเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 6 (1) (2) แล้ว และต่อมาจำเลยยังได้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงผู้เสียหายทั้ง 28 คน ด้วยการหลอกลวงว่ามีสมาชิกวงแชร์รายอื่นประมูลเงินทุนกองกลางโดยให้ดอกเบี้ยตอบแทนสูงกว่าผู้เสียหายแต่ละคนที่เข้าร่วมประมูล จึงต้องรวบรวมเงินทุนกองกลางไปให้แก่สมาชิกผู้นั้น และบางงวดจำเลยก็แอบอ้างชื่อสมาชิกวงแชร์บางรายเข้าประมูลเงินทุนกองกลางโดยเสนอดอกเบี้ยตอบแทนสูงกว่าผู้เสียหายที่เข้าร่วมประมูล จนกระทั่งจำเลยได้เงินทุนกองกลางไปเสียเอง การกระทำของจำเลยในส่วนนี้แยกต่างหากจากการเป็นนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การเล่นแชร์ เป็นการหลอกลวงแอบอ้างสิทธิของสมาชิกวงแชร์คนอื่น เป็นการกระทำต่างฐานความผิดด้วยเจตนาที่ต่างกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันมิใช่เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดแต่ละฐานแล้ว ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขัดแย้งกัน พิพากษายืน. |




