
| คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์การฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(3) โดยศาลวางแนวทางสำคัญว่า คำฟ้องคดีหย่าไม่จำเป็นต้องบรรยายถ้อยคำหมิ่นประมาทโดยละเอียดเช่นเดียวกับคดีอาญา หากบรรยายข้อเท็จจริงให้เห็นสภาพแห่งข้อหาและเหตุแห่งการหย่าอย่างชัดแจ้งแล้ว ย่อมไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม นอกจากนี้ ศาลยังวินิจฉัยถึงการกระทำของคู่สมรสที่ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเพื่อขอความเป็นธรรมและปกป้องครอบครัวว่า หากมีเหตุอันสมควรและกระทำโดยสุจริต ย่อมไม่ถือเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรร่วมกัน 3 คน และมีสินสมรสร่วมกัน โจทก์อ้างว่าจำเลยมีพฤติการณ์หมิ่นประมาทและเหยียดหยามโจทก์รวมถึงบุพการีด้วยถ้อยคำรุนแรง เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นภริยาอย่างร้ายแรง จึงยื่นฟ้องขอหย่าและแบ่งสินสมรส ต่อมาในระหว่างพิจารณา โจทก์สละสิทธิขอแบ่งสินสมรส โดยยกทรัพย์สินทั้งหมดให้จำเลยและบุตร ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย คดีมีประเด็นสำคัญ 2 ประการ 1. คำฟ้องหย่าที่อ้างเหตุหมิ่นประมาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516(3) จำเป็นต้องระบุถ้อยคำหมิ่นประมาทโดยละเอียดหรือไม่ 2. การที่จำเลยทำหนังสือร้องเรียนผู้บังคับบัญชาของโจทก์เกี่ยวกับความสัมพันธ์เชิงชู้สาว เป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาหรือไม่ 3. หลักกฎหมายเรื่องคำฟ้องไม่เคลือบคลุม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทตามกฎหมายแพ่ง แตกต่างจากการฟ้องคดีอาญาฐานหมิ่นประมาท ซึ่งกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้ต้องระบุถ้อยคำโดยละเอียด สำหรับคดีแพ่ง เพียงบรรยายข้อเท็จจริงให้เห็นพฤติการณ์แห่งการหมิ่นประมาทและการเป็นปฏิปักษ์ต่อชีวิตสมรสอย่างชัดแจ้ง ก็ถือว่าเป็นการแสดงสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 แล้ว ฟ้องจึงไม่เคลือบคลุม 4. การประเมินพฤติการณ์ของคู่สมรส ศาลพิจารณาข้อเท็จจริงประกอบว่า โจทก์มีความสนิทสนมกับบุคคลอื่นเกินสมควร และแยกไปอยู่อาศัยต่างหากจากครอบครัว ย่อมมีเหตุให้จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าโจทก์อาจมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาว การที่จำเลยร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของโจทก์ จึงเป็นการขวนขวายเพื่อปกป้องสิทธิในครอบครัวและบุตร ไม่ใช่การกระทำโดยเจตนาทำลายชีวิตสมรส แนวคำวินิจฉัยที่เป็นบรรทัดฐาน คำพิพากษานี้วางหลักสำคัญว่า • การใช้สิทธิร้องเรียนหรือขอความเป็นธรรม หากกระทำด้วยเหตุอันสมควรและสุจริต ไม่ถือเป็นการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา • การพิจารณาคดีหย่าต้องดูเจตนาและบริบทของการกระทำเป็นสำคัญ ไม่ใช่ดูเฉพาะผลภายนอกของการกระทำเท่านั้น สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า การฟ้องหย่าไม่ใช่เพียงการกล่าวอ้างเหตุแห่งกฎหมาย แต่ต้องคำนึงถึงเจตนา ความสุจริต และบริบทของการใช้สิทธิของคู่สมรสทั้งสองฝ่าย ศาลจะคุ้มครองชีวิตสมรสจากการถูกทำลายโดยการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และไม่ขยายความหมายของ “การเป็นปฏิปักษ์” เกินสมควรแก่เหตุ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน โดยเห็นว่ามีเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ โดยให้ยกฟ้อง เห็นว่าการกระทำของจำเลยยังไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง 3. ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ วางหลักว่าคำฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมก็จริง แต่การร้องเรียนของจำเลยเป็นการกระทำเพื่อปกป้องครอบครัวโดยสุจริต ไม่ถือเป็นเหตุหย่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6023/2537 คำฟ้องซึ่งกล่าวอ้างถึงเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(3) ในเหตุหมิ่นประมาทนั้น ไม่เหมือนคำฟ้องที่กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(5) วรรคสอง บัญญัติไว้เป็นพิเศษให้กล่าวถึงถ้อยคำพูดอันเกี่ยวกับข้อความหมิ่นประมาทโดยบริบูรณ์ เมื่อคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายถึงเหตุฟ้องหย่าว่าจำเลยได้หมิ่นประมาทและเหยียดหยามโจทก์และบุพการีของโจทก์ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1516(3) บังคับไว้แล้ว ย่อมเป็นการแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม โจทก์ให้ความสนิทสนมกับ ส. มากเกินกว่าที่ผู้บังคับบัญชาทั่วไปจะพึงประพฤติปฏิบัติ ประกอบกับการที่โจทก์จงใจแยกตัวไปอยู่ต่างหากจากครอบครัวย่อมมีเหตุเพียงพอที่จำเลยในฐานะภริยาจะปักใจเชื่อว่าโจทก์และ ส. มีความสัมพันธ์กันในเชิงชู้สาว การที่จำเลยมีหนังสือขอความเป็นธรรมไปยังผู้อำนวยการการประถมศึกษาจังหวัดนครราชสีมาผู้บังคับบัญชาของโจทก์โดยกล่าวถึงความสัมพันธ์ในทางชู้สาวระหว่างโจทก์กับ ส. ซึ่งจำเลยเชื่อว่ามีอยู่จริงไว้ด้วยจึงเป็นวิธีการที่จำเลยขวนขวายเพื่อขอความเป็นธรรมจากผู้บังคับบัญชาของโจทก์และเพื่อปกป้องสิทธิในครอบครัวของตน กรณียังถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน โจทก์ฟ้องว่าเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย มีบุตรด้วยกัน 3 คน และมีสินสมรสราคา 480,000 บาท จำเลยได้หมิ่นประมาทและเหยียดหยามโจทก์หรือบุพการีของโจทก์ และกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นภริยาอย่างร้ายแรง ขอให้ศาลพิพากษาให้หย่าและแบ่งสินสมรสคนละครึ่ง จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่เคยกระทำการใดเป็นการทรมานจิตใจโจทก์ และอ้างว่าคำฟ้องเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์สละประเด็นแบ่งสินสมรส โดยยกทรัพย์สินทั้งหมดให้จำเลยและบุตร ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำฟ้องหย่าที่อ้างเหตุหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(3) ไม่จำเป็นต้องบรรยายถ้อยคำหมิ่นประมาทโดยละเอียดเช่นคดีอาญา เพียงบรรยายพฤติการณ์ให้เห็นสภาพแห่งข้อหาอย่างชัดแจ้ง ก็ถือว่าไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 ส่วนการที่จำเลยทำหนังสือร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของโจทก์ ศาลเห็นว่ามีเหตุอันสมควร เนื่องจากโจทก์มีพฤติการณ์สนิทสนมกับหญิงอื่นเกินสมควรและแยกไปอยู่ต่างหาก ประกอบกับปัญหาด้านการเงินและความกังวลต่อความมั่นคงของครอบครัว การร้องเรียนดังกล่าวจึงเป็นการขอความเป็นธรรมและปกป้องสิทธิของตนและบุตร ไม่ถือเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา พิพากษายืน คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม: คำฟ้องหย่าที่อ้างเหตุหมิ่นประมาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516(3) จำเป็นต้องระบุถ้อยคำหมิ่นประมาทโดยละเอียดเหมือนคดีอาญาหรือไม่ คำตอบ: ไม่จำเป็น เพราะการฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทเป็นคดีแพ่งในเรื่องครอบครัว ไม่ใช่คำฟ้องคดีอาญาฐานหมิ่นประมาทที่กฎหมายกำหนดให้ต้องระบุถ้อยคำโดยบริบูรณ์ เพียงคำฟ้องบรรยายพฤติการณ์ให้เห็นชัดว่าเป็นการหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามคู่สมรสหรือบุพการี และเป็นเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516(3) ก็เพียงพอ 2. คำถาม: การพิจารณาว่าคำฟ้องหย่า “เคลือบคลุม” หรือไม่ ศาลใช้หลักกฎหมายใดเป็นเกณฑ์สำคัญ คำตอบ: ศาลใช้หลักตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 โดยพิจารณาว่าคำฟ้องได้แสดงสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาโดยแจ้งชัดหรือไม่ หากข้อเท็จจริงในฟ้องทำให้จำเลยเข้าใจประเด็นและสามารถต่อสู้คดีได้ ก็ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม 3. คำถาม: คำฟ้องหย่าในเหตุหมิ่นประมาทควรบรรยายข้อเท็จจริงอย่างไรจึงจะไม่เสี่ยงเป็นฟ้องเคลือบคลุม คำตอบ: ควรบรรยายพฤติการณ์โดยรวมให้ชัด เช่น ลักษณะการดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือหมิ่นประมาทที่เกิดขึ้น ความรุนแรงและความต่อเนื่องของการกระทำ ผลกระทบต่อเกียรติยศของคู่สมรสหรือบุพการี และเชื่อมโยงให้เห็นว่าเป็นเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516(3) โดยไม่จำเป็นต้องถอดถ้อยคำทุกคำเหมือนคดีอาญา 4. คำถาม: การที่ภริยาทำหนังสือร้องเรียนผู้บังคับบัญชาของสามีเกี่ยวกับความสัมพันธ์เชิงชู้สาว ถือเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาหรือไม่ คำตอบ: ศาลวินิจฉัยว่าโดยลำพังยังไม่ถือเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา หากปรากฏว่าภริยามีเหตุอันสมควรให้เชื่อโดยสุจริตว่ามีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวจริง และการร้องเรียนเป็นการขวนขวายเพื่อขอความเป็นธรรมและเพื่อปกป้องสิทธิในครอบครัวและบุตร มิใช่การกระทำด้วยเจตนาทำลายชีวิตสมรส 5. คำถาม: เหตุใดศาลจึงเห็นว่าการร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของสามีในคดีนี้เป็นการขอความเป็นธรรมและปกป้องครอบครัว คำตอบ: เพราะข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าสามีมีพฤติการณ์สนิทสนมกับหญิงอื่นเกินสมควรและแยกไปอยู่ต่างหาก ทำให้ภริยามีเหตุเพียงพอที่จะปักใจเชื่อว่ามีความสัมพันธ์เชิงชู้สาว อีกทั้งภริยาเผชิญแรงกดดันด้านการเงินและความเสี่ยงต่อความมั่นคงของครอบครัว การร้องเรียนจึงเป็นวิธีการหนึ่งในการแสวงหาความเป็นธรรมและคุ้มครองสิทธิของตนและบุตร 6. คำถาม: ศาลฎีกาวางหลักสำคัญอย่างไรเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่าง “หมิ่นประมาท” ในเหตุฟ้องหย่ากับ “หมิ่นประมาท” ในคดีอาญา คำตอบ: ศาลวางหลักว่าเหตุฟ้องหย่าฐานหมิ่นประมาทเป็นการประเมินพฤติการณ์ในความสัมพันธ์ครอบครัวตามกฎหมายแพ่ง จึงไม่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดการบรรยายถ้อยคำโดยบริบูรณ์เช่นคำฟ้องคดีอาญาฐานหมิ่นประมาท เมื่อคำฟ้องแพ่งบรรยายเหตุและพฤติการณ์ให้ชัดเจนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 ก็ใช้ได้ 7. คำถาม: เมื่อศาลเห็นว่าคำฟ้องไม่เคลือบคลุมแล้ว เหตุใดโจทก์จึงยังไม่ชนะคดีหย่าในที่สุด คำตอบ: เพราะแม้คำฟ้องจะไม่เคลือบคลุม แต่ศาลยังต้องวินิจฉัยเนื้อหาสาระว่าได้พิสูจน์เหตุหย่าตามกฎหมายหรือไม่ ในคดีนี้ศาลเห็นว่าการร้องเรียนของภริยามีเหตุอันสมควรและทำโดยสุจริตเพื่อปกป้องครอบครัว จึงยังไม่เป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรงตามที่โจทก์อ้าง 8. คำถาม: คำพิพากษานี้ให้แนวทางอย่างไรแก่ผู้ที่จะฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทเพื่อให้ฟ้องมีน้ำหนัก คำตอบ: แนวทางสำคัญคือการบรรยายพฤติการณ์ให้เฉพาะเจาะจงพอสมควรและเชื่อมโยงให้เห็นความร้ายแรงต่อการครองชีวิตสมรส เช่น ความถี่ ความรุนแรง การกระทำต่อหน้าบุคคลอื่น การพาดพิงถึงบุพการี และผลกระทบต่อเกียรติยศ รวมถึงต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าการกระทำเข้าลักษณะเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516(3) โดยไม่อาศัยเพียงความรู้สึกหรือข้อสงสัยลอย ๆ |




