
| หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างคู่สมรส โดยกรณีภริยากล่าวใส่ร้ายสามีต่อบุคคลภายนอกด้วยถ้อยคำที่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชัง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวถือเป็นการกระทำปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) เป็นเหตุให้คู่สมรสฝ่ายที่เสียหายมีสิทธิฟ้องหย่าได้ แม้คำพูดนั้นจะเกิดจากอารมณ์หึงหวงก็ตาม ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ขณะเกิดเหตุโจทก์กำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ จำเลยได้ไปพูดกับเพื่อนนักศึกษาของโจทก์ โดยใช้ถ้อยคำกล่าวหาว่าโจทก์เป็นคนมักมากในกาม โหดร้ายอำมหิต และเตือนบุคคลอื่นไม่ให้แนะนำหญิงใดให้รู้จักกับโจทก์ เพราะอาจถูกหลอกไปเป็นภริยาอีกคนหนึ่ง คำพูดดังกล่าวมิได้กล่าวต่อหน้าโจทก์ แต่กล่าวต่อบุคคลภายนอกในสังคมที่โจทก์ใช้ชีวิตอยู่ โจทก์เห็นว่าการกระทำของจำเลยทำให้ตนเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชัง จึงนำมาเป็นเหตุฟ้องหย่า พร้อมขอให้แบ่งสินสมรส ประเด็นปัญหาทางกฎหมาย ประเด็นสำคัญที่ศาลต้องวินิจฉัยคือ คำพูดของจำเลยที่กล่าวใส่ร้ายสามีต่อเพื่อนนักศึกษาของสามีดังกล่าว เป็นเพียงการแสดงออกด้วยอารมณ์หึงหวงตามปกติของภริยา หรือเป็นการหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง อันเป็นการกระทำปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา และเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำพูดของจำเลยมีลักษณะชัดเจนในการมุ่งทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชังต่อบุคคลภายนอก โดยเฉพาะเป็นการกล่าวในสถานที่ซึ่งโจทก์กำลังศึกษาและใช้ชีวิตทางสังคมอยู่ คำพูดดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อป้องกันเหตุเฉพาะหน้า หรือเพื่อยับยั้งพฤติกรรมของโจทก์ในขณะนั้น ศาลเห็นว่าการกล่าวถ้อยคำลักษณะนี้ต่อบุคคลที่ไม่รู้จักกับคู่สมรส เป็นการประจานชื่อเสียงของโจทก์อย่างร้ายแรง ถือเป็นการหมิ่นประมาทตามความหมายของกฎหมายแพ่ง และเป็นการกระทำปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง จึงเข้าเงื่อนไขเหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 (3) การวางหลักกฎหมายที่สำคัญ ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า แม้คู่สมรสจะมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น หรือเกิดจากอารมณ์หึงหวง แต่เสรีภาพดังกล่าวมีขอบเขต หากการแสดงออกนั้นเป็นการกล่าวใส่ร้ายคู่สมรสต่อบุคคลภายนอก โดยไม่มีเหตุอันสมควรและทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ย่อมถือเป็นการหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงได้ การพิจารณาว่าคำพูดเป็นเหตุหย่าหรือไม่ ต้องพิจารณาจาก เจตนาในการกล่าว บุคคลที่ได้รับฟัง สถานที่และบริบทของการกล่าว ผลกระทบต่อชื่อเสียงและความสัมพันธ์สมรส หากการกระทำนั้นทำลายความไว้วางใจและศักดิ์ศรีของคู่สมรสอย่างร้ายแรง ย่อมเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า การใช้คำพูดของคู่สมรสต่อบุคคลภายนอกต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง แม้จะอ้างความรักหรือความหึงหวง ก็ไม่อาจใช้เป็นข้ออ้างในการใส่ร้ายหรือทำลายชื่อเสียงอีกฝ่ายได้ หากการกระทำนั้นเข้าข่ายหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง ย่อมเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ตามกฎหมาย สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม มีดังนี้ 1. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน และให้จำเลยแบ่งสินสมรสแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หรือใช้เงินแทน 2. ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ โดยเห็นว่าคำพูดของจำเลยเป็นเพียงการแสดงออกด้วยอารมณ์หึงหวงตามปกติของภริยา จึงให้ยกฟ้อง 3. ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง เป็นการกระทำปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2085/2537 การที่จำเลยได้ไปพูดกับเพื่อนนักศึกษาของโจทก์ที่โรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศว่า "โจทก์มีเมียมาก มักมากในกาม โหดร้ายอำมหิต อย่าแนะนำหญิงอื่นให้รู้จักกับโจทก์ แม้แต่เมียของตนเองก็ตาม โจทก์จะหลอกเอาทำเมียอีกคน" เป็นคำพูดที่ต้องการให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง อันเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง ตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1516(3) เป็นเหตุให้โจทก์นำมาฟ้องหย่าได้ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกัน ขณะโจทก์ศึกษาอยู่ที่โรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ จำเลยได้โทรศัพท์ใส่ร้ายโจทก์ต่อเพื่อนนักศึกษาว่าโจทก์เป็นคนมักมากในกาม ใจดำอำมหิต และไม่ควรแนะนำหญิงใดให้รู้จักเพราะอาจถูกหลอกไปเป็นภริยาอีกคนหนึ่ง อันเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง ขอให้ศาลพิพากษาให้หย่าขาดจากกัน และให้จำเลยแบ่งสินสมรสแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หรือใช้เงินแทนจำนวน 142,000 บาท จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่เคยกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา และไม่เคยหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน และให้จำเลยแบ่งสินสมรสแก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง หรือใช้เงินจำนวน 137,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำพูดของจำเลยที่กล่าวต่อเพื่อนนักศึกษาของโจทก์เป็นถ้อยคำที่มุ่งให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง เป็นการหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(3) ไม่ใช่เพียงการแสดงออกด้วยอารมณ์หึงหวงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย การกระทำของจำเลยเป็นการประจานโจทก์ต่อบุคคลภายนอก อันถือเป็นการกระทำปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม: การที่ภริยากล่าวใส่ร้ายสามีต่อเพื่อนหรือบุคคลภายนอก เข้าข่ายเป็นเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายหรือไม่ คำตอบ: หากคำพูดนั้นมีลักษณะมุ่งให้สามีเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังในหมู่บุคคลภายนอก จนถือได้ว่าเป็นการหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงและเป็นการกระทำปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา ย่อมเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) 2. คำถาม: คำพูดแบบใดจึงถือว่าเป็น “การหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง” ที่ใช้เป็นเหตุหย่าได้ คำตอบ: คำพูดที่กล่าวหาในเชิงทำลายศีลธรรม ความประพฤติ หรือเกียรติยศของคู่สมรส และกล่าวต่อบุคคลภายนอกในลักษณะที่ทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังอย่างมีนัยสำคัญ ศาลอาจถือว่าเป็นการหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง และเป็นเหตุหย่าได้ 3. คำถาม: การอ้างว่าเป็นคำพูดด้วยอารมณ์หึงหวงหรือความรัก สามารถทำให้ไม่เป็นเหตุหย่าได้หรือไม่ คำตอบ: ไม่จำเป็นเสมอไป ศาลพิจารณาจากเจตนาและผลกระทบของคำพูดเป็นสำคัญ หากคำพูดไม่ได้เกิดจากเหตุจำเป็นเฉพาะหน้าเพื่อป้องกันภัยหรือยับยั้งพฤติกรรม แต่เป็นการมุ่งประจานให้อีกฝ่ายเสื่อมเสียต่อบุคคลภายนอก ย่อมยังเป็นเหตุหย่าได้ แม้จะอ้างว่าเกิดจากความหึงหวงก็ตาม 4. คำถาม: ศาลพิจารณาปัจจัยใดในการวินิจฉัยว่าคำพูดของคู่สมรสเป็นเหตุหย่าหรือไม่ คำตอบ: ศาลมักพิจารณา 1) เนื้อหาคำพูดว่าทำให้เสียชื่อเสียงหรือไม่ 2) ผู้รับฟังว่าเป็นบุคคลภายนอกหรือไม่ 3) สถานที่และบริบทของการกล่าว 4) เจตนาว่ามุ่งประจานหรือป้องกันเหตุจำเป็น 5) ผลกระทบต่อเกียรติยศและความสัมพันธ์สมรสโดยรวม 5. คำถาม: เหตุใดการพูดใส่ร้ายต่อเพื่อนของคู่สมรสจึงถือว่าร้ายแรงกว่าการโต้เถียงกันภายในบ้าน คำตอบ: เพราะการกล่าวต่อบุคคลภายนอกทำให้เรื่องส่วนตัวในชีวิตสมรสถูกเผยแพร่และก่อให้เกิดความเสื่อมเสียในวงสังคมของคู่สมรสอีกฝ่าย โดยเฉพาะหากเป็นสังคมที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา หน้าที่การงาน หรือเกียรติยศ ย่อมมีผลกระทบต่อชื่อเสียงมากกว่าการโต้เถียงภายในครอบครัว 6. คำถาม: ถ้าคู่สมรสพูดให้คนอื่นเกลียดชังอีกฝ่าย แต่ไม่ได้พูดต่อหน้า ถือเป็นเหตุหย่าได้หรือไม่ คำตอบ: ได้ หากการกล่าวนั้นมีผลทำให้อีกฝ่ายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังต่อบุคคลภายนอก และเข้าลักษณะการหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงตามกฎหมาย การไม่กล่าวต่อหน้าไม่ทำให้ความร้ายแรงลดลงหากผลกระทบต่อชื่อเสียงเกิดขึ้นจริง 7. คำถาม: เมื่อศาลรับว่าเป็นเหตุหย่าแล้ว ประเด็นสินสมรสมักถูกพิจารณาอย่างไร คำตอบ: โดยหลัก เมื่อมีคำพิพากษาให้หย่า ศาลอาจมีคำสั่งให้แบ่งสินสมรสตามส่วนของคู่สมรส หากมีทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสและมีข้อพิพาทเรื่องการแบ่ง ศาลอาจกำหนดให้แบ่งครึ่งหรือให้ชดใช้เป็นเงินแทน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและคำขอในคดี 8. คำถาม: แนวคำพิพากษานี้ให้หลักอะไรเป็นข้อควรระวังในชีวิตสมรส คำตอบ: หลักสำคัญคือ คู่สมรสต้องระมัดระวังการนำเรื่องส่วนตัวไปกล่าวต่อบุคคลภายนอก โดยเฉพาะคำกล่าวหาที่กระทบศักดิ์ศรีและชื่อเสียง หากการพูดมีลักษณะประจานหรือใส่ร้ายอย่างร้ายแรง อาจถูกตีความว่าเป็นการกระทำปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา และเป็นเหตุหย่าได้ตามกฎหมาย |




