ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

การไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูตามสมควรเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516(6), สามีไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูภริยาและครอบครัว, พฤติการณ์ประกอบเหตุหย่าในคดีครอบครัว, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องไม่อุปการะเลี้ยงดู, การหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางทะเบียน, การเหยียดหยามบุพการีเป็นเหตุประกอบการหย่า, การนำบุตรจากภริยาเก่ามาเลี้ยงดูโดยปกปิดข้อเท็จจริง, ความเดือดร้อนเกินสมควรในการอยู่กินฉันสามีภริยา, การตีความมาตรา 1516 วรรคหก, สิทธิยื่นสำเนาคำพิพากษาต่อนายทะเบียน

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความคำว่า “ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร” อันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(6) โดยศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานสำคัญว่า การไม่จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูตามที่เคยปฏิบัติ ประกอบกับพฤติการณ์อื่นที่บั่นทอนศักดิ์ศรีและความไว้วางใจในชีวิตสมรส ย่อมอาจมีน้ำหนักเพียงพอให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินสมควรที่จะอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาได้อีกต่อไป

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้มิใช่เพียงการงดจ่ายเงินค่าเลี้ยงดูเท่านั้น หากแต่เป็นการพิจารณาภาพรวมของพฤติการณ์ที่สะท้อนถึงการละเลยหน้าที่ในชีวิตสมรสอย่างร้ายแรง ได้แก่ การปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับภริยาและบุตรเดิม การนำบุตรจากภริยาเก่ามาอยู่ร่วมกันโดยฝ่าฝืนคำมั่นที่เคยให้ไว้ การติดต่อกับภริยาเก่า และการแสดงกิริยาวาจาเหยียดหยามบุพการีของคู่สมรส จนทำให้ความสัมพันธ์แตกร้าวถึงขั้นไม่อาจดำรงอยู่ได้

ศาลฎีกาจึงได้วินิจฉัยขยายความหมายของ “การไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดู” ให้ครอบคลุมถึงการกระทำที่ทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายครอบครัวเพียงลำพังจนเกินสมควร ประกอบกับเหตุอื่นอันเป็นการซ้ำเติมสภาพจิตใจและศักดิ์ศรี ซึ่งรวมกันแล้วถือเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย

ข้อเท็จจริงแห่งคดี

โจทก์และจำเลยได้จดทะเบียนสมรสและอยู่กินฉันสามีภริยาร่วมกันภายในบ้านที่มีสมาชิกครอบครัวรวมหลายคน ในระยะแรกจำเลยได้จ่ายเงินเดือนละ 1,500 บาท เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับเลี้ยงดูโจทก์และครอบครัว อันสะท้อนถึงการปฏิบัติหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูตามฐานะ

ต่อมา จำเลยได้นำบุตรสาวซึ่งเกิดจากภริยาเดิมมาเลี้ยงดูในบ้านเดียวกัน ทั้งที่ก่อนสมรสเคยให้ถ้อยคำยืนยันแก่โจทก์ว่าไม่เคยมีภริยาและบุตรมาก่อน การกระทำดังกล่าวเป็นการปกปิดข้อเท็จจริงอันมีสาระสำคัญต่อการตัดสินใจสมรส และเป็นชนวนให้เกิดความระหองระแหงในครอบครัว

หลังจากนั้นจำเลยหยุดจ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูโดยสิ้นเชิง ทั้งที่เคยจ่ายเป็นประจำ ทำให้โจทก์ซึ่งมีรายได้เดือนละ 4,400 บาท ต้องนำเงินเดือนเกือบทั้งหมดมาใช้จ่ายเลี้ยงดูครอบครัวจำเลย นอกจากนี้ จำเลยยังคงติดต่อกับภริยาเก่า และแสดงกิริยาวาจาเหยียดหยามมารดาของโจทก์ จนโจทก์ไม่สามารถทนอยู่ร่วมกันได้อีก

โจทก์จึงฟ้องหย่าโดยอ้างเหตุไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูตามสมควร และเหตุเหยียดหยามบุพการี

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 

ประเด็นที่หนึ่ง การไม่จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยเคยจ่ายเงินค่าเลี้ยงดูเป็นประจำแล้วหยุดจ่ายโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการละเลยหน้าที่ตามกฎหมาย ทั้งยังทำให้โจทก์ต้องรับภาระเลี้ยงดูครอบครัวฝ่ายจำเลยเกือบทั้งหมด ถือเป็นความเดือดร้อนเกินสมควร

ประเด็นที่สอง พฤติการณ์ประกอบเหตุหย่า

ศาลมิได้พิจารณาเพียงการไม่จ่ายเงิน แต่พิเคราะห์ถึงการปกปิดข้อเท็จจริงเรื่องภริยาเก่าและบุตร การนำบุตรมาเลี้ยงดูในบ้าน การติดต่อกับภริยาเก่า และการเหยียดหยามบุพการี ซึ่งล้วนเป็นพฤติการณ์ซ้ำเติม ทำให้ชีวิตสมรสแตกร้าวร้ายแรง

ประเด็นที่สาม การตีความมาตรา 1516(6)

ศาลวางหลักว่า “ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูตามสมควร” ต้องพิจารณาตามฐานะ พฤติการณ์ และผลกระทบต่อคู่สมรสอีกฝ่าย หากถึงขั้นทำให้ฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินสมควร ย่อมเป็นเหตุหย่าได้

ประเด็นที่สี่ คำขอให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การหย่าโดยคำพิพากษาถึงที่สุด คู่สมรสไม่ต้องไปแสดงเจตนาจดทะเบียนหย่าอีก เพียงยื่นสำเนาคำพิพากษาต่อนายทะเบียนตามพระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ. 2478 มาตรา 16 ก็เพียงพอ จึงไม่ต้องมีคำสั่งให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

มาตรา 1516(6) มีวัตถุประสงค์คุ้มครองคู่สมรสที่ถูกละเลยหน้าที่ขั้นพื้นฐานในชีวิตสมรส หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูมิใช่เพียงการส่งเงิน แต่หมายรวมถึงความรับผิดชอบร่วมกันในทางเศรษฐกิจและศีลธรรม

การตีความคำว่า “ตามสมควร” เป็นดุลพินิจเชิงคุณค่า ต้องพิจารณาจากฐานะ รายได้ และสภาพครอบครัว หากฝ่ายหนึ่งมีความสามารถแต่ละเลย จนอีกฝ่ายต้องแบกรับภาระเกินสมควร ย่อมเป็นเหตุหย่า

เจตนารมณ์ของบทบัญญัติ

เจตนารมณ์ของมาตรา 1516(6) คือการป้องกันไม่ให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งถูกทอดทิ้งในทางเศรษฐกิจและจิตใจ การดำรงชีวิตสมรสต้องมีความร่วมมือและความรับผิดชอบ หากฝ่ายหนึ่งกระทำการบั่นทอนความมั่นคงของครอบครัวอย่างร้ายแรง กฎหมายเปิดช่องให้ยุติความสัมพันธ์ได้

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

แนวฎีกาสม่ำเสมอว่าการไม่อุปการะเลี้ยงดูต้องมีระดับความร้ายแรง มิใช่เพียงความบกพร่องเล็กน้อย แต่หากประกอบกับพฤติการณ์อื่น เช่น การดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือการสร้างภาระโดยไม่เป็นธรรม ย่อมมีน้ำหนักเพียงพอ

คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานว่า “พฤติการณ์โดยรวม” มีความสำคัญกว่าการพิจารณาเหตุใดเหตุหนึ่งโดยโดดเดี่ยว

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษายกฟ้อง เห็นว่าเหตุที่อ้างยังไม่เพียงพอเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย

2. ศาลอุทธรณ์

พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นพ้องว่าไม่ถึงขั้นเป็นเหตุหย่า

3. ศาลฎีกา

พิพากษากลับ ให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน เนื่องจากการไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูประกอบพฤติการณ์อื่นทำให้โจทก์เดือดร้อนเกินสมควร คำขอให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาให้ยก

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้ตอกย้ำว่า หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูเป็นสาระสำคัญของชีวิตสมรส การละเลยหน้าที่ดังกล่าวโดยไม่มีเหตุสมควร และทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายต้องแบกรับภาระเกินสมควร ประกอบกับพฤติการณ์ซ้ำเติมด้านศักดิ์ศรีและความไว้วางใจ ย่อมเป็นเหตุหย่าได้ตามมาตรา 1516(6)

ศาลฎีกาได้วางหลักเชิงคุณค่าไว้อย่างชัดเจนว่า การประเมินเหตุหย่าต้องพิจารณาภาพรวม มิใช่เพียงข้อเท็จจริงส่วนใดส่วนหนึ่ง และการหย่าโดยคำพิพากษาถึงที่สุดย่อมมีผลทางทะเบียนโดยไม่ต้องแสดงเจตนาซ้ำ

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(6) ว่า การที่สามีไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควร ประกอบกับพฤติการณ์อื่นที่ทำให้เกิดความแตกร้าวในครอบครัว จะมีน้ำหนักเพียงพอเป็นเหตุให้หย่าได้หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการละเลยหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูอย่างต่อเนื่อง จนทำให้อีกฝ่ายเดือดร้อนเกินสมควร และไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้ ย่อมเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(6)

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูตามสมควร

หมายถึง การที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งละเลยหน้าที่พื้นฐานในชีวิตสมรส ไม่สนับสนุนหรือรับผิดชอบค่าใช้จ่ายตามฐานะและความสามารถ จนอีกฝ่ายต้องรับภาระเกินสมควร ซึ่งกฎหมายถือว่าเป็นการกระทบสาระสำคัญของความสัมพันธ์ฉันสามีภริยา

2. เดือดร้อนเกินสมควรจนไม่อาจอยู่ร่วมกันได้

เป็นเกณฑ์วัดความร้ายแรงของพฤติการณ์ โดยศาลจะพิจารณาภาพรวมทั้งด้านเศรษฐกิจและจิตใจ หากการกระทำของอีกฝ่ายทำให้ชีวิตสมรสขาดความมั่นคงและไม่อาจดำรงต่อไปได้ ย่อมเข้าองค์ประกอบเหตุหย่าตามมาตรา 1516(6)

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. การไม่จ่ายเงินค่าเลี้ยงดูเพียงระยะสั้น ๆ ถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่

คำตอบ

ไม่เสมอไป การวินิจฉัยต้องพิจารณาว่าการไม่จ่ายนั้นมีลักษณะต่อเนื่อง ร้ายแรง และทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายเดือดร้อนเกินสมควรหรือไม่ หากเป็นเพียงเหตุชั่วคราวโดยมีเหตุผลอันสมควร ศาลอาจเห็นว่าไม่ถึงขั้นเป็นเหตุหย่า

2. คำว่า “ตามสมควร” ในมาตรา 1516(6) หมายถึงอะไร

คำตอบ

หมายถึงความเหมาะสมตามฐานะ รายได้ และพฤติการณ์แห่งครอบครัว มิได้กำหนดเป็นตัวเลขตายตัว แต่ต้องประเมินเป็นรายกรณี โดยคำนึงถึงความสามารถในการอุปการะและความจำเป็นของอีกฝ่าย

3. หากสามียังติดต่อกับภริยาเก่า จะเป็นเหตุหย่าโดยลำพังหรือไม่

คำตอบ

โดยลำพังอาจไม่เพียงพอ แต่หากประกอบกับการละเลยหน้าที่อุปการะเลี้ยงดู และก่อให้เกิดความแตกร้าวร้ายแรง ย่อมมีน้ำหนักเป็นเหตุหย่าได้

4. การเหยียดหยามบุพการีมีผลทางกฎหมายอย่างไร

คำตอบ

ถือเป็นการกระทบศักดิ์ศรีและความสัมพันธ์ในครอบครัว หากร้ายแรงและต่อเนื่องจนทำให้คู่สมรสไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ย่อมเป็นเหตุประกอบการหย่า

5. หากศาลพิพากษาให้หย่า ต้องไปจดทะเบียนหย่าอีกหรือไม่

คำตอบ

ไม่ต้อง คู่สมรสหรือผู้มีส่วนได้เสียเพียงยื่นสำเนาคำพิพากษาถึงที่สุดต่อนายทะเบียนเพื่อบันทึกการหย่าในทะเบียนเท่านั้น

6. การขาดนัดยื่นคำให้การมีผลอย่างไร

คำตอบ

ศาลอาจรับฟังข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและพยานหลักฐานฝ่ายเดียว หากมีน้ำหนักเพียงพอ ศาลฎีกาสามารถกลับคำพิพากษาศาลล่างได้

7. เหตุหย่าตามมาตรา 1516(6) แตกต่างจากเหตุทอดทิ้งอย่างไร

คำตอบ

มาตรา 1516(6) ครอบคลุมการไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดู แม้ยังอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน ขณะที่เหตุทอดทิ้งมุ่งเน้นการละทิ้งไปโดยไม่มีเหตุสมควร

8. คดีนี้มีความสำคัญอย่างไรต่อแนวปฏิบัติ

คำตอบ

เป็นบรรทัดฐานว่าศาลต้องพิจารณาภาพรวมของพฤติการณ์ และยืนยันว่าหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูเป็นแก่นแท้ของชีวิตสมรส การละเลยอย่างร้ายแรงย่อมเป็นเหตุหย่าได้ตามกฎหมาย

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  3608/2531

หลังจากจดทะเบียนสมรสแล้ว จำเลยเป็นฝ่ายก่อเหตุให้เกิดความระหองระแหงในครอบครัว ด้วยการไปรับบุตรสาวซึ่งเกิดจากภริยาเก่ามาเลี้ยงดูอยู่ในบ้านเดียวกัน อันเป็นการผิดถ้อยคำพูดที่จำเลยเคยให้ไว้แก่โจทก์ว่าจำเลยไม่เคยมีภริยาและบุตรมาก่อนแล้วหลังจากนั้นจำเลยก็ไม่จ่ายเงินเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์และครอบครัวเช่นที่เคยปฏิบัติมา เป็นเหตุให้โจทก์ต้องนำเงินเดือนแต่ละเดือนของโจทก์มาใช้จ่ายเลี้ยงดูครอบครัวจำเลยเกือบหมดทั้งจำเลยยังติดต่อกับภริยาเก่าและแสดงกิริยาวาจาเหยียดหยามมารดาของโจทก์จนกระทั่งโจทก์ไม่สามารถอยู่ร่วมกับจำเลยต่อไปได้เช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูโจทก์ตามสมควรอันประกอบด้วยเหตุอื่น ๆ อีกถึงขนาดที่โจทก์เดือดร้อนเกินสมควรที่โจทก์จะอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยากับจำเลยต่อไปได้อันเป็นเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(6) การหย่าโดยคำพิพากษานั้น พระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัวพ.ศ. 2478 มาตรา 16 บัญญัติให้ผู้มีส่วนได้เสียยื่นสำเนาคำพิพากษาอันถึงที่สุดที่รับรองถูกต้องต่อนายทะเบียน และขอให้นายทะเบียนบันทึกการหย่านั้นไว้ในทะเบียน โดยคู่สมรสไม่จำต้องไปแสดงเจตนาขอจดทะเบียนการหย่าต่อนายทะเบียนอีก ศาลจึงไม่ต้องสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องว่าเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย แต่จำเลยไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดู และเหยียดหยามบุพการีของโจทก์ ขอให้ศาลพิพากษาหย่า และหากจำเลยไม่ไปจดทะเบียนหย่า ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยรับฟังข้อเท็จจริงว่า ภายหลังสมรสจำเลยเคยจ่ายเงินเลี้ยงดูเดือนละ 1,500 บาท ต่อมานำบุตรจากภริยาเดิมมาเลี้ยงดู ทั้งที่เคยปฏิเสธว่ามิได้มีภริยาและบุตรมาก่อน และหยุดจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู ทำให้โจทก์ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายครอบครัวเกือบทั้งหมด อีกทั้งจำเลยยังติดต่อกับภริยาเก่าและเหยียดหยามมารดาโจทก์

ศาลเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวทำให้โจทก์เดือดร้อนเกินสมควร ถือเป็นการไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูตามมาตรา 1516(6) เป็นเหตุหย่าได้ จึงพิพากษากลับให้หย่า ส่วนคำขอให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาไม่จำต้องสั่ง เพราะการหย่าโดยคำพิพากษาถึงที่สุด เพียงยื่นสำเนาคำพิพากษาต่อนายทะเบียนเพื่อบันทึกการหย่าเท่านั้น

พิพากษากลับ ให้หย่า คำขออื่นให้ยก

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยจำเลยไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูโจทก์ และกระทำการเหยียดหยามบุพการีของโจทก์ ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ถ้าจำเลยไม่จดทะเบียนหย่าให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเป็นอันรับฟังได้ตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ว่า โจทก์และจำเลยได้จดทะเบียนสมรสและอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2524 ที่บ้านเลขที่ 1583/16 ซอยเกษมสุวรรณ แขวงบางลำภูล่าง เขตคลองสานกรุงเทพมหานคร โดยมีคนในครอบครัว 6 คน คือโจทก์ จำเลย มารดาและพี่สาวจำเลย กับหลานจำเลยอีก 2 คน ระหว่างนั้นจำเลยได้จ่ายเงินให้แก่โจทก์เดือนละ 1,500 บาท เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับเลี้ยงดูโจทก์และครอบครัว ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2526 จำเลยได้นำบุตรสาวของจำเลยอายุประมาณ 5 ปี มาเลี้ยงดูที่บ้านเลขที่ 1583/16 ด้วย ทั้ง ๆ ที่เคยสัญญาแก่โจทก์ว่าจำเลยไม่เคยมีภริยาและบุตรมาก่อน หลังจากนั้นก็เกิดการระหองระแหงระหว่างโจทก์กับจำเลยเรื่อยมา และจำเลยไม่จ่ายเงินที่เคยจ่ายเดือนละ 1,500 บาทแก่โจทก์อีกเลย เป็นเหตุให้โจทก์ต้องนำเงินเดือนของโจทก์เดือนละ 4,400 บาท มาใช้จ่ายเลี้ยงดูครอบครัวของจำเลยเกือบหมด จำเลยยังติดต่อกับภริยาเก่าของจำเลย และได้แสดงกิริยาและวาจาเหยียดหยามมารดาของโจทก์มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่าเหตุดังกล่าวเพียงพอที่จะถือเป็นเหตุหย่าได้หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า หลังจากโจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสและอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาแล้ว จำเลยเป็นฝ่ายก่อเหตุให้เกิดความระหองระแหงในครอบครัวด้วยการไปรับบุตรสาวซึ่งเกิดจากภริยาเดิมมาเลี้ยงดูอยู่ในบ้านเดียวกันอันเป็นการผิดถ้อยคำพูดที่จำเลยเคยให้ไว้แก่โจทก์ว่าจำเลยไม่เคยมีภริยาและบุตรมาก่อนแล้วหลังจากนั้นจำเลยก็ไม่จ่ายเงินเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์และครอบครัวเช่นที่เคยปฏิบัติมา เป็นเหตุให้โจทก์ต้องนำเงินเดือนแต่ละเดือนของโจทก์มาใช้จ่ายเลี้ยงดูครอบครัวจำเลยเกือบหมดทั้งปรากฏว่าจำเลยยังติดต่อกับภริยาเก่าและแสดงกิริยาวาจาเหยียดหยามมารดาของโจทก์ จนกระทั่งโจทก์ไม่สามารถอยู่ร่วมกับจำเลยต่อไปได้เช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูโจทก์ตามสมควรอันประกอบด้วยเหตุอื่น ๆ อีกถึงขนาดที่โจทก์เดือดร้อนเกินสมควรที่โจทก์จะอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยากับจำเลยต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(6) ศาลชอบที่จะพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นแต่ที่โจทก์ขอให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่า ถ้าไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยนั้น เห็นว่าการหย่าโดยคำพิพากษาคู่สมรสไม่จำต้องไปแสดงเจตนาขอจดทะเบียนการหย่าต่อนายทะเบียนอีกทั้งตามพระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ. 2478 มาตรา 16ก็บัญญัติให้ผู้มีส่วนได้เสียเพียงแต่ยื่นสำเนาคำพิพากษาอันถึงที่สุดที่รับรองถูกต้องแล้วต่อนายทะเบียน และขอให้นายทะเบียนบันทึกการหย่านั้นไว้ในทะเบียนเท่านั้น จึงไม่จำต้องสั่งคำขอนี้ของโจทก์"

พิพากษากลับ ให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันคำขออื่นให้ยก




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย