
| สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความคำว่า “ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร” อันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(6) โดยศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานสำคัญว่า การไม่จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูตามที่เคยปฏิบัติ ประกอบกับพฤติการณ์อื่นที่บั่นทอนศักดิ์ศรีและความไว้วางใจในชีวิตสมรส ย่อมอาจมีน้ำหนักเพียงพอให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินสมควรที่จะอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาได้อีกต่อไป ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้มิใช่เพียงการงดจ่ายเงินค่าเลี้ยงดูเท่านั้น หากแต่เป็นการพิจารณาภาพรวมของพฤติการณ์ที่สะท้อนถึงการละเลยหน้าที่ในชีวิตสมรสอย่างร้ายแรง ได้แก่ การปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับภริยาและบุตรเดิม การนำบุตรจากภริยาเก่ามาอยู่ร่วมกันโดยฝ่าฝืนคำมั่นที่เคยให้ไว้ การติดต่อกับภริยาเก่า และการแสดงกิริยาวาจาเหยียดหยามบุพการีของคู่สมรส จนทำให้ความสัมพันธ์แตกร้าวถึงขั้นไม่อาจดำรงอยู่ได้ ศาลฎีกาจึงได้วินิจฉัยขยายความหมายของ “การไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดู” ให้ครอบคลุมถึงการกระทำที่ทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายครอบครัวเพียงลำพังจนเกินสมควร ประกอบกับเหตุอื่นอันเป็นการซ้ำเติมสภาพจิตใจและศักดิ์ศรี ซึ่งรวมกันแล้วถือเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย ข้อเท็จจริงแห่งคดี โจทก์และจำเลยได้จดทะเบียนสมรสและอยู่กินฉันสามีภริยาร่วมกันภายในบ้านที่มีสมาชิกครอบครัวรวมหลายคน ในระยะแรกจำเลยได้จ่ายเงินเดือนละ 1,500 บาท เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับเลี้ยงดูโจทก์และครอบครัว อันสะท้อนถึงการปฏิบัติหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูตามฐานะ ต่อมา จำเลยได้นำบุตรสาวซึ่งเกิดจากภริยาเดิมมาเลี้ยงดูในบ้านเดียวกัน ทั้งที่ก่อนสมรสเคยให้ถ้อยคำยืนยันแก่โจทก์ว่าไม่เคยมีภริยาและบุตรมาก่อน การกระทำดังกล่าวเป็นการปกปิดข้อเท็จจริงอันมีสาระสำคัญต่อการตัดสินใจสมรส และเป็นชนวนให้เกิดความระหองระแหงในครอบครัว หลังจากนั้นจำเลยหยุดจ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูโดยสิ้นเชิง ทั้งที่เคยจ่ายเป็นประจำ ทำให้โจทก์ซึ่งมีรายได้เดือนละ 4,400 บาท ต้องนำเงินเดือนเกือบทั้งหมดมาใช้จ่ายเลี้ยงดูครอบครัวจำเลย นอกจากนี้ จำเลยยังคงติดต่อกับภริยาเก่า และแสดงกิริยาวาจาเหยียดหยามมารดาของโจทก์ จนโจทก์ไม่สามารถทนอยู่ร่วมกันได้อีก โจทก์จึงฟ้องหย่าโดยอ้างเหตุไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูตามสมควร และเหตุเหยียดหยามบุพการี คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ประเด็นที่หนึ่ง การไม่จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยเคยจ่ายเงินค่าเลี้ยงดูเป็นประจำแล้วหยุดจ่ายโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการละเลยหน้าที่ตามกฎหมาย ทั้งยังทำให้โจทก์ต้องรับภาระเลี้ยงดูครอบครัวฝ่ายจำเลยเกือบทั้งหมด ถือเป็นความเดือดร้อนเกินสมควร ประเด็นที่สอง พฤติการณ์ประกอบเหตุหย่า ศาลมิได้พิจารณาเพียงการไม่จ่ายเงิน แต่พิเคราะห์ถึงการปกปิดข้อเท็จจริงเรื่องภริยาเก่าและบุตร การนำบุตรมาเลี้ยงดูในบ้าน การติดต่อกับภริยาเก่า และการเหยียดหยามบุพการี ซึ่งล้วนเป็นพฤติการณ์ซ้ำเติม ทำให้ชีวิตสมรสแตกร้าวร้ายแรง ประเด็นที่สาม การตีความมาตรา 1516(6) ศาลวางหลักว่า “ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูตามสมควร” ต้องพิจารณาตามฐานะ พฤติการณ์ และผลกระทบต่อคู่สมรสอีกฝ่าย หากถึงขั้นทำให้ฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินสมควร ย่อมเป็นเหตุหย่าได้ ประเด็นที่สี่ คำขอให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การหย่าโดยคำพิพากษาถึงที่สุด คู่สมรสไม่ต้องไปแสดงเจตนาจดทะเบียนหย่าอีก เพียงยื่นสำเนาคำพิพากษาต่อนายทะเบียนตามพระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ. 2478 มาตรา 16 ก็เพียงพอ จึงไม่ต้องมีคำสั่งให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา วิเคราะห์หลักกฎหมาย มาตรา 1516(6) มีวัตถุประสงค์คุ้มครองคู่สมรสที่ถูกละเลยหน้าที่ขั้นพื้นฐานในชีวิตสมรส หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูมิใช่เพียงการส่งเงิน แต่หมายรวมถึงความรับผิดชอบร่วมกันในทางเศรษฐกิจและศีลธรรม การตีความคำว่า “ตามสมควร” เป็นดุลพินิจเชิงคุณค่า ต้องพิจารณาจากฐานะ รายได้ และสภาพครอบครัว หากฝ่ายหนึ่งมีความสามารถแต่ละเลย จนอีกฝ่ายต้องแบกรับภาระเกินสมควร ย่อมเป็นเหตุหย่า เจตนารมณ์ของบทบัญญัติ เจตนารมณ์ของมาตรา 1516(6) คือการป้องกันไม่ให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งถูกทอดทิ้งในทางเศรษฐกิจและจิตใจ การดำรงชีวิตสมรสต้องมีความร่วมมือและความรับผิดชอบ หากฝ่ายหนึ่งกระทำการบั่นทอนความมั่นคงของครอบครัวอย่างร้ายแรง กฎหมายเปิดช่องให้ยุติความสัมพันธ์ได้ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวฎีกาสม่ำเสมอว่าการไม่อุปการะเลี้ยงดูต้องมีระดับความร้ายแรง มิใช่เพียงความบกพร่องเล็กน้อย แต่หากประกอบกับพฤติการณ์อื่น เช่น การดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือการสร้างภาระโดยไม่เป็นธรรม ย่อมมีน้ำหนักเพียงพอ คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานว่า “พฤติการณ์โดยรวม” มีความสำคัญกว่าการพิจารณาเหตุใดเหตุหนึ่งโดยโดดเดี่ยว สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง เห็นว่าเหตุที่อ้างยังไม่เพียงพอเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นพ้องว่าไม่ถึงขั้นเป็นเหตุหย่า 3. ศาลฎีกา พิพากษากลับ ให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน เนื่องจากการไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูประกอบพฤติการณ์อื่นทำให้โจทก์เดือดร้อนเกินสมควร คำขอให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาให้ยก สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำว่า หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูเป็นสาระสำคัญของชีวิตสมรส การละเลยหน้าที่ดังกล่าวโดยไม่มีเหตุสมควร และทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายต้องแบกรับภาระเกินสมควร ประกอบกับพฤติการณ์ซ้ำเติมด้านศักดิ์ศรีและความไว้วางใจ ย่อมเป็นเหตุหย่าได้ตามมาตรา 1516(6) ศาลฎีกาได้วางหลักเชิงคุณค่าไว้อย่างชัดเจนว่า การประเมินเหตุหย่าต้องพิจารณาภาพรวม มิใช่เพียงข้อเท็จจริงส่วนใดส่วนหนึ่ง และการหย่าโดยคำพิพากษาถึงที่สุดย่อมมีผลทางทะเบียนโดยไม่ต้องแสดงเจตนาซ้ำ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(6) ว่า การที่สามีไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควร ประกอบกับพฤติการณ์อื่นที่ทำให้เกิดความแตกร้าวในครอบครัว จะมีน้ำหนักเพียงพอเป็นเหตุให้หย่าได้หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการละเลยหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูอย่างต่อเนื่อง จนทำให้อีกฝ่ายเดือดร้อนเกินสมควร และไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้ ย่อมเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(6) สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูตามสมควร หมายถึง การที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งละเลยหน้าที่พื้นฐานในชีวิตสมรส ไม่สนับสนุนหรือรับผิดชอบค่าใช้จ่ายตามฐานะและความสามารถ จนอีกฝ่ายต้องรับภาระเกินสมควร ซึ่งกฎหมายถือว่าเป็นการกระทบสาระสำคัญของความสัมพันธ์ฉันสามีภริยา 2. เดือดร้อนเกินสมควรจนไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ เป็นเกณฑ์วัดความร้ายแรงของพฤติการณ์ โดยศาลจะพิจารณาภาพรวมทั้งด้านเศรษฐกิจและจิตใจ หากการกระทำของอีกฝ่ายทำให้ชีวิตสมรสขาดความมั่นคงและไม่อาจดำรงต่อไปได้ ย่อมเข้าองค์ประกอบเหตุหย่าตามมาตรา 1516(6) คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. การไม่จ่ายเงินค่าเลี้ยงดูเพียงระยะสั้น ๆ ถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่ คำตอบ ไม่เสมอไป การวินิจฉัยต้องพิจารณาว่าการไม่จ่ายนั้นมีลักษณะต่อเนื่อง ร้ายแรง และทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายเดือดร้อนเกินสมควรหรือไม่ หากเป็นเพียงเหตุชั่วคราวโดยมีเหตุผลอันสมควร ศาลอาจเห็นว่าไม่ถึงขั้นเป็นเหตุหย่า 2. คำว่า “ตามสมควร” ในมาตรา 1516(6) หมายถึงอะไร คำตอบ หมายถึงความเหมาะสมตามฐานะ รายได้ และพฤติการณ์แห่งครอบครัว มิได้กำหนดเป็นตัวเลขตายตัว แต่ต้องประเมินเป็นรายกรณี โดยคำนึงถึงความสามารถในการอุปการะและความจำเป็นของอีกฝ่าย 3. หากสามียังติดต่อกับภริยาเก่า จะเป็นเหตุหย่าโดยลำพังหรือไม่ คำตอบ โดยลำพังอาจไม่เพียงพอ แต่หากประกอบกับการละเลยหน้าที่อุปการะเลี้ยงดู และก่อให้เกิดความแตกร้าวร้ายแรง ย่อมมีน้ำหนักเป็นเหตุหย่าได้ 4. การเหยียดหยามบุพการีมีผลทางกฎหมายอย่างไร คำตอบ ถือเป็นการกระทบศักดิ์ศรีและความสัมพันธ์ในครอบครัว หากร้ายแรงและต่อเนื่องจนทำให้คู่สมรสไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ย่อมเป็นเหตุประกอบการหย่า 5. หากศาลพิพากษาให้หย่า ต้องไปจดทะเบียนหย่าอีกหรือไม่ คำตอบ ไม่ต้อง คู่สมรสหรือผู้มีส่วนได้เสียเพียงยื่นสำเนาคำพิพากษาถึงที่สุดต่อนายทะเบียนเพื่อบันทึกการหย่าในทะเบียนเท่านั้น 6. การขาดนัดยื่นคำให้การมีผลอย่างไร คำตอบ ศาลอาจรับฟังข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและพยานหลักฐานฝ่ายเดียว หากมีน้ำหนักเพียงพอ ศาลฎีกาสามารถกลับคำพิพากษาศาลล่างได้ 7. เหตุหย่าตามมาตรา 1516(6) แตกต่างจากเหตุทอดทิ้งอย่างไร คำตอบ มาตรา 1516(6) ครอบคลุมการไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดู แม้ยังอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน ขณะที่เหตุทอดทิ้งมุ่งเน้นการละทิ้งไปโดยไม่มีเหตุสมควร 8. คดีนี้มีความสำคัญอย่างไรต่อแนวปฏิบัติ คำตอบ เป็นบรรทัดฐานว่าศาลต้องพิจารณาภาพรวมของพฤติการณ์ และยืนยันว่าหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูเป็นแก่นแท้ของชีวิตสมรส การละเลยอย่างร้ายแรงย่อมเป็นเหตุหย่าได้ตามกฎหมาย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3608/2531 หลังจากจดทะเบียนสมรสแล้ว จำเลยเป็นฝ่ายก่อเหตุให้เกิดความระหองระแหงในครอบครัว ด้วยการไปรับบุตรสาวซึ่งเกิดจากภริยาเก่ามาเลี้ยงดูอยู่ในบ้านเดียวกัน อันเป็นการผิดถ้อยคำพูดที่จำเลยเคยให้ไว้แก่โจทก์ว่าจำเลยไม่เคยมีภริยาและบุตรมาก่อนแล้วหลังจากนั้นจำเลยก็ไม่จ่ายเงินเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์และครอบครัวเช่นที่เคยปฏิบัติมา เป็นเหตุให้โจทก์ต้องนำเงินเดือนแต่ละเดือนของโจทก์มาใช้จ่ายเลี้ยงดูครอบครัวจำเลยเกือบหมดทั้งจำเลยยังติดต่อกับภริยาเก่าและแสดงกิริยาวาจาเหยียดหยามมารดาของโจทก์จนกระทั่งโจทก์ไม่สามารถอยู่ร่วมกับจำเลยต่อไปได้เช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูโจทก์ตามสมควรอันประกอบด้วยเหตุอื่น ๆ อีกถึงขนาดที่โจทก์เดือดร้อนเกินสมควรที่โจทก์จะอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยากับจำเลยต่อไปได้อันเป็นเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(6) การหย่าโดยคำพิพากษานั้น พระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัวพ.ศ. 2478 มาตรา 16 บัญญัติให้ผู้มีส่วนได้เสียยื่นสำเนาคำพิพากษาอันถึงที่สุดที่รับรองถูกต้องต่อนายทะเบียน และขอให้นายทะเบียนบันทึกการหย่านั้นไว้ในทะเบียน โดยคู่สมรสไม่จำต้องไปแสดงเจตนาขอจดทะเบียนการหย่าต่อนายทะเบียนอีก ศาลจึงไม่ต้องสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องว่าเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย แต่จำเลยไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดู และเหยียดหยามบุพการีของโจทก์ ขอให้ศาลพิพากษาหย่า และหากจำเลยไม่ไปจดทะเบียนหย่า ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยรับฟังข้อเท็จจริงว่า ภายหลังสมรสจำเลยเคยจ่ายเงินเลี้ยงดูเดือนละ 1,500 บาท ต่อมานำบุตรจากภริยาเดิมมาเลี้ยงดู ทั้งที่เคยปฏิเสธว่ามิได้มีภริยาและบุตรมาก่อน และหยุดจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู ทำให้โจทก์ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายครอบครัวเกือบทั้งหมด อีกทั้งจำเลยยังติดต่อกับภริยาเก่าและเหยียดหยามมารดาโจทก์ ศาลเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวทำให้โจทก์เดือดร้อนเกินสมควร ถือเป็นการไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูตามมาตรา 1516(6) เป็นเหตุหย่าได้ จึงพิพากษากลับให้หย่า ส่วนคำขอให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาไม่จำต้องสั่ง เพราะการหย่าโดยคำพิพากษาถึงที่สุด เพียงยื่นสำเนาคำพิพากษาต่อนายทะเบียนเพื่อบันทึกการหย่าเท่านั้น พิพากษากลับ ให้หย่า คำขออื่นให้ยก ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยจำเลยไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูโจทก์ และกระทำการเหยียดหยามบุพการีของโจทก์ ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ถ้าจำเลยไม่จดทะเบียนหย่าให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเป็นอันรับฟังได้ตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ว่า โจทก์และจำเลยได้จดทะเบียนสมรสและอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2524 ที่บ้านเลขที่ 1583/16 ซอยเกษมสุวรรณ แขวงบางลำภูล่าง เขตคลองสานกรุงเทพมหานคร โดยมีคนในครอบครัว 6 คน คือโจทก์ จำเลย มารดาและพี่สาวจำเลย กับหลานจำเลยอีก 2 คน ระหว่างนั้นจำเลยได้จ่ายเงินให้แก่โจทก์เดือนละ 1,500 บาท เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับเลี้ยงดูโจทก์และครอบครัว ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2526 จำเลยได้นำบุตรสาวของจำเลยอายุประมาณ 5 ปี มาเลี้ยงดูที่บ้านเลขที่ 1583/16 ด้วย ทั้ง ๆ ที่เคยสัญญาแก่โจทก์ว่าจำเลยไม่เคยมีภริยาและบุตรมาก่อน หลังจากนั้นก็เกิดการระหองระแหงระหว่างโจทก์กับจำเลยเรื่อยมา และจำเลยไม่จ่ายเงินที่เคยจ่ายเดือนละ 1,500 บาทแก่โจทก์อีกเลย เป็นเหตุให้โจทก์ต้องนำเงินเดือนของโจทก์เดือนละ 4,400 บาท มาใช้จ่ายเลี้ยงดูครอบครัวของจำเลยเกือบหมด จำเลยยังติดต่อกับภริยาเก่าของจำเลย และได้แสดงกิริยาและวาจาเหยียดหยามมารดาของโจทก์มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่าเหตุดังกล่าวเพียงพอที่จะถือเป็นเหตุหย่าได้หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า หลังจากโจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสและอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาแล้ว จำเลยเป็นฝ่ายก่อเหตุให้เกิดความระหองระแหงในครอบครัวด้วยการไปรับบุตรสาวซึ่งเกิดจากภริยาเดิมมาเลี้ยงดูอยู่ในบ้านเดียวกันอันเป็นการผิดถ้อยคำพูดที่จำเลยเคยให้ไว้แก่โจทก์ว่าจำเลยไม่เคยมีภริยาและบุตรมาก่อนแล้วหลังจากนั้นจำเลยก็ไม่จ่ายเงินเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์และครอบครัวเช่นที่เคยปฏิบัติมา เป็นเหตุให้โจทก์ต้องนำเงินเดือนแต่ละเดือนของโจทก์มาใช้จ่ายเลี้ยงดูครอบครัวจำเลยเกือบหมดทั้งปรากฏว่าจำเลยยังติดต่อกับภริยาเก่าและแสดงกิริยาวาจาเหยียดหยามมารดาของโจทก์ จนกระทั่งโจทก์ไม่สามารถอยู่ร่วมกับจำเลยต่อไปได้เช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูโจทก์ตามสมควรอันประกอบด้วยเหตุอื่น ๆ อีกถึงขนาดที่โจทก์เดือดร้อนเกินสมควรที่โจทก์จะอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยากับจำเลยต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(6) ศาลชอบที่จะพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นแต่ที่โจทก์ขอให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่า ถ้าไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยนั้น เห็นว่าการหย่าโดยคำพิพากษาคู่สมรสไม่จำต้องไปแสดงเจตนาขอจดทะเบียนการหย่าต่อนายทะเบียนอีกทั้งตามพระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ. 2478 มาตรา 16ก็บัญญัติให้ผู้มีส่วนได้เสียเพียงแต่ยื่นสำเนาคำพิพากษาอันถึงที่สุดที่รับรองถูกต้องแล้วต่อนายทะเบียน และขอให้นายทะเบียนบันทึกการหย่านั้นไว้ในทะเบียนเท่านั้น จึงไม่จำต้องสั่งคำขอนี้ของโจทก์" พิพากษากลับ ให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันคำขออื่นให้ยก |




