
| แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง สมัครใจ และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความ “เหตุหย่าแยกกันอยู่เกินสามปี” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) ว่ามิใช่เพียงพิสูจน์ระยะเวลาการแยกกันอยู่ให้เกินสามปีเท่านั้น แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้อีกชั้นหนึ่งว่าเป็นการแยกกันอยู่ “โดยความสมัครใจของคู่สมรสทั้งสองฝ่าย” และมีเหตุที่ทำให้ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมา ทั้งยังสะท้อนหลักสำคัญในวิธีพิจารณาความแพ่งว่า ศาลย่อมมีอำนาจปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องจากข้อเท็จจริงที่อยู่ในคำฟ้องและในสำนวน โดยไม่จำเป็นต้องให้โจทก์ระบุถ้อยคำตามตัวบททุกคำ หากคำบรรยายฟ้องครอบองค์ประกอบสาระสำคัญแล้ว อย่างไรก็ดี แม้ประเด็น “นอกฟ้อง” จะฟังขึ้นในเชิงหลักการตามที่ศาลฎีกาวางแนวไว้ แต่เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงเชิงพฤติการณ์ร่วม—โดยเฉพาะเหตุแห่งการแยกกันอยู่ที่ต่อเนื่องจากคดีก่อน การดูแลมารดาที่เจ็บป่วย และพฤติการณ์นอกใจที่นำไปสู่การฟ้องค่าทดแทนจากหญิงอื่น—ศาลฎีกากลับเห็นว่าการแยกกันอยู่ดังกล่าวมิใช่ความสมัครใจของจำเลย จึงไม่ก่อให้เกิดสิทธิฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และยืนยันผลให้ยกคำขอหย่าเป็นที่สุด สรุปข้อเท็จจริง คดีนี้เป็นคดีหย่าในศาลเยาวชนและครอบครัว โจทก์ฟ้องขอให้หย่าขาดจากจำเลย (ภริยา) หรือมีคำสั่งให้แยกกันอยู่ และขอให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรหญิงแต่เพียงผู้เดียว สาระสำคัญของข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและแนวทางพิจารณาของศาลมีลักษณะดังนี้ • คู่สมรสมีประวัติฟ้องหย่าหลายครั้ง โดยคดีก่อนมีคำพิพากษายกฟ้อง และต่อมามีการฟ้องหย่าครั้งใหม่อีก • โจทก์บรรยายว่า ตั้งแต่ช่วงปี 2553 เป็นต้นมา จำเลยไม่ยอมกลับมาอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน ไม่ยอมใช้ชีวิตฉันสามีภริยา และทำให้ไม่อาจกลับมาอยู่ร่วมกันโดยปกติสุขได้ • จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การในชั้นต้น แต่ต่อมามีการอุทธรณ์และฎีกาในประเด็นสำคัญ • ข้อเท็จจริงจากคดีก่อนเกี่ยวพันกับคดีนี้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยของจำเลยและบุตร และเหตุจำเป็นที่โจทก์ต้องกลับไปดูแลมารดาที่เจ็บป่วย ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องแยกกันอยู่ในทางเป็นจริง • มีพฤติการณ์เรื่องความสัมพันธ์เชิงชู้สาว/นอกใจ: ในคดีก่อนและคดีนี้มีการรับข้อเท็จจริงว่าโจทก์เคยคบหาหญิงอื่นระหว่างยังเป็นสามีภริยากัน และจำเลยเคยฟ้องหญิงอื่นเรียกค่าทดแทนจากความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับโจทก์ คำวินิจฉัยของศาล 1 ประเด็นที่ 1 ศาลชั้นต้นปรับบทกฎหมายมาตรา 1516 (4/2) เป็น “วินิจฉัยนอกฟ้อง” หรือไม่ • ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) มิได้มีเพียง “แยกกันอยู่เกินสามปี” แต่ต้องมีองค์ประกอบว่า “เพราะเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมา” ด้วย • เมื่ออ่านคำฟ้องทั้งฉบับแล้ว คำบรรยายของโจทก์สื่อได้ว่าเป็นการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ และเป็นเหตุให้ไม่อาจกลับมาอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข อีกทั้งช่วงเวลาที่บรรยายก็ทำให้เข้าใจได้ว่าเกินสามปี แม้ไม่ระบุคำว่า “เกินสามปี” ตามตัวบทโดยตรง • ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังเป็นยุติ ล้วนเกี่ยวพันกับข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายในคำฟ้อง ไม่มีการยกข้อเท็จจริงนอกคำฟ้องมาเป็นฐานวินิจฉัย • ศาลฎีกาย้ำหลักว่า “ศาลมีอำนาจหน้าที่” ในการพิจารณาว่าข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติเข้าองค์ประกอบเหตุหย่าหรือไม่ และจะปรับบทกฎหมายมาตราใด/อนุมาตราใด เป็นดุลพินิจและความเห็นของศาล มิใช่ภาระของโจทก์ที่จะต้องกำหนดบทให้ถูกต้องทุกถ้อยคำ ผล: การปรับบทกฎหมายของศาลชั้นต้นตามมาตรา 1516 (4/2) ไม่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องหรือนอกประเด็น 2 ประเด็นที่ 2 โจทก์กับจำเลย “สมัครใจแยกกันอยู่” เพราะอยู่ร่วมกันไม่ได้โดยปกติสุขเกินสามปีหรือไม่ • แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าแยกกันอยู่เกินสามปีจริง แต่ศาลฎีกาพิจารณา “แก่น” ของมาตรา 1516 (4/2) ที่เน้นความสมัครใจของคู่สมรสทั้งสองฝ่าย มิใช่ความสมัครใจฝ่ายเดียว • ศาลฎีกานำข้อเท็จจริงจากคดีก่อนมาใช้ประกอบ เพราะมูลเหตุแห่งการฟ้องหย่าในคดีก่อนและคดีนี้เป็นเหตุที่ต่อเนื่องกัน (เกิดตั้งแต่ช่วงปี 2557 ต่อเนื่อง) จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาในคดีก่อนในส่วนที่เป็นพยานแวดล้อมสำคัญ • จากคดีก่อนปรากฏว่า บ้านที่จำเลยกับบุตรพักอาศัยเป็นบ้านที่เคยอยู่ร่วมกันมาก่อน และการแยกกันอยู่มีที่มาจากโจทก์ต้องไปดูแลมารดาที่เจ็บป่วย มิใช่จำเลย “แยกออกไป” โดยสมัครใจอย่างที่โจทก์กล่าวอ้าง • พฤติการณ์นอกใจของโจทก์และการที่จำเลยยังหึงหวง รักใคร่ และถึงขั้นฟ้องหญิงอื่นเรียกค่าทดแทน สะท้อนว่าจำเลยมิได้สมัครใจให้ความสัมพันธ์สมรสสิ้นสภาพโดยสมัครใจร่วมกัน หากแต่การแยกกันอยู่เกิดขึ้นภายใต้บริบทความขัดแย้งและเหตุจำเป็น มิใช่การตกลงยินยอมร่วมกัน • ข้ออ้างว่า “จำเลยไม่ช่วยเหลือดูแลกิจการ” ถูกมองว่าเป็นข้อกล่าวอ้างลอย ๆ เพราะไม่ปรากฏน้ำหนักพยานว่าเคยช่วยมาก่อนหรือมีพฤติการณ์ที่ทำให้เชื่อได้ว่าจำเลยต้องมีหน้าที่ช่วยในลักษณะที่โจทก์อ้าง ผล: การแยกกันอยู่เป็นความสมัครใจของโจทก์ฝ่ายเดียว ไม่ทำให้เกิดสิทธิฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง • มาตรา 1516 (4/2) (เหตุหย่าแยกกันอยู่เกินสามปี) มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับกรณีที่ชีวิตสมรส “สิ้นสภาพในทางความเป็นจริง” มายาวนานและไม่อาจฟื้นคืนความเป็นครอบครัวได้แล้ว แต่ต้องเป็นการสิ้นสภาพที่สะท้อนการ “ยินยอมปล่อยให้แยกกันอยู่” ในลักษณะสมัครใจ มิใช่ฝ่ายหนึ่งสร้างเงื่อนไขให้แยกกันอยู่แล้วนำระยะเวลามาเป็นเหตุสิทธิของตน • องค์ประกอบ “สมัครใจแยกกันอยู่” จึงทำหน้าที่คุ้มครองคู่สมรสอีกฝ่ายจากการถูกใช้กลไกกฎหมายเป็นเครื่องมือ หากความแยกกันอยู่เกิดจากการกระทำผิดของผู้ฟ้อง หรือเกิดจากเหตุจำเป็น/เหตุบีบคั้นที่อีกฝ่ายไม่ได้ยินยอม • องค์ประกอบ “ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมา” เน้นสาระว่าเป็นการแยกกันอยู่ที่ทำให้สถานะสมรสไม่เหลือความหมายเชิงข้อเท็จจริง ไม่ใช่เพียงแยกที่อยู่ชั่วคราว หรือแยกด้วยเหตุจำเป็นบางช่วงแล้วมีโอกาสกลับมาคืนดีกันตามปกติ • ในมิติวิธีพิจารณา คดีนี้ยังยืนยันหลักเรื่อง “ขอบเขตคำฟ้องและอำนาจศาลในการปรับบทกฎหมาย” ว่าเมื่อข้อเท็จจริงอยู่ในคำฟ้องและสำนวน ศาลย่อมปรับบทให้ตรงกับกฎหมายได้ การปรับบทไม่ใช่การวินิจฉัยนอกฟ้อง หากไม่ได้ตั้งฐานข้อเท็จจริงใหม่ที่คู่ความมิได้กล่าวอ้างหรือมิได้ต่อสู้กัน วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง *แนวทางที่ปรากฏในคดีนี้สะท้อนหลักทั่วไปของศาลฎีกาในคดีครอบครัวว่า “เหตุหย่าเป็นเรื่องเคร่งครัดตามองค์ประกอบ” ไม่อาจหยิบเพียงตัวเลขระยะเวลาเป็นเงื่อนไขสำเร็จรูปโดยตัดองค์ประกอบเรื่องความสมัครใจและสภาพความสัมพันธ์โดยปกติสุขออกไป • ในทางปฏิบัติ ศาลจะมอง “ต้นเหตุของการแยกกันอยู่” ว่าเกิดจากการยินยอมร่วมกันจริงหรือไม่ และจะใช้พยานแวดล้อมที่สะท้อนเจตนาและสภาพความสัมพันธ์ เช่น การฟ้องค่าทดแทนจากชู้ การรับว่ามีหญิงอื่น เหตุจำเป็นเรื่องดูแลบุพการี รวมถึงข้อเท็จจริงจากคดีก่อนที่มีความต่อเนื่อง • คดีนี้ยังวางหลักเชิงเทคนิคสำคัญว่า เมื่อมูลเหตุแห่งการแยกกันอยู่ต่อเนื่องจากคดีก่อน ศาลอาจรับฟังข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาคดีก่อนประกอบการวินิจฉัย เพื่อให้เห็นภาพความต่อเนื่องของพฤติการณ์ ไม่ปล่อยให้คู่ความเปลี่ยนคำอธิบายเป็นช่วง ๆ เพื่อให้เข้าองค์ประกอบเหตุหย่า สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้คู่ความหย่าขาดจากกัน โดยเห็นว่าข้อเท็จจริงเข้าเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และยกคำขออื่น 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องในส่วนคำขอหย่า เห็นว่าไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการแยกกันอยู่โดยความสมัครใจตามกฎหมาย 3. ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยนอกฟ้องในการปรับบทกฎหมาย แต่เมื่อพิจารณาเนื้อแท้แห่งข้อเท็จจริงแล้ว การแยกกันอยู่มิใช่ความสมัครใจของจำเลย จึงไม่เกิดสิทธิฟ้องหย่า และพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ในผลให้ยกคำขอหย่า สรุปข้อคิดทางกฎหมาย • เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) เป็นเหตุหย่าที่ตั้งอยู่บนแนวคิด “สภาพสมรสสิ้นสภาพโดยข้อเท็จจริง” แต่กฎหมายมิได้เปิดช่องให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งสร้างสภาพแยกกันอยู่ด้วยความสมัครใจของตนฝ่ายเดียว แล้วนำระยะเวลามาเป็นฐานสิทธิฝ่ายเดียว เพราะจะขัดต่อความมุ่งหมายในการคุ้มครองความเป็นธรรมระหว่างคู่สมรส • คำว่า “สมัครใจแยกกันอยู่” ต้องตีความเป็นการยินยอมร่วมกันโดยนัยแห่งพฤติการณ์ที่แสดงได้จริง มิใช่เพียงฝ่ายผู้ฟ้องอ้างว่าคู่สมรสอีกฝ่าย “ไม่กลับมาอยู่ด้วย” หากข้อเท็จจริงโดยรวมชี้ว่าการแยกกันอยู่มีเหตุจำเป็น มีความขัดแย้งจากการกระทำผิดของผู้ฟ้อง หรืออีกฝ่ายยังแสดงเจตนารักษาสถานะสมรส (เช่น การหึงหวง การฟ้องค่าทดแทนจากหญิงอื่น) ย่อมยากจะถือว่าเป็นความสมัครใจร่วมกัน • การวินิจฉัย “นอกฟ้อง” ต้องพิจารณาจากฐานข้อเท็จจริง มิใช่จากการที่ศาลปรับบทกฎหมายต่างจากที่คู่ความคาดหมาย หากข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟังเป็นยุติยังอยู่ในกรอบคำฟ้องและสำนวน ศาลย่อมมีอำนาจปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ การกำหนดบทเป็นหน้าที่ของศาล ไม่ใช่ภาระที่ต้องให้โจทก์ระบุถ้อยคำตามตัวบทครบทุกคำ • เมื่อมูลเหตุแห่งคดีใหม่ต่อเนื่องจากคดีก่อน ศาลอาจรับฟังข้อเท็จจริงจากคดีก่อนเป็นพยานแวดล้อม เพื่อประเมินความต่อเนื่องของพฤติการณ์และความน่าเชื่อถือของข้อกล่าวอ้าง ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้การดำเนินคดีเป็นไปโดยตัดตอนข้อเท็จจริงเฉพาะช่วงที่เอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม: แยกกันอยู่เกิน 3 ปี แล้วฟ้องหย่าได้โดยอัตโนมัติหรือไม่? คำตอบ: ไม่อัตโนมัติ เพราะมาตรา 1516 (4/2) ต้องมีองค์ประกอบสำคัญว่าแยกกันอยู่ “โดยความสมัครใจของคู่สมรสทั้งสองฝ่าย” และเป็นการแยกกันอยู่เพราะไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมา มิใช่เพียงนับจำนวนปีอย่างเดียว 2. คำถาม: “สมัครใจแยกกันอยู่” ดูจากอะไร ศาลพิจารณาอย่างไร? คำตอบ: ศาลพิจารณาจากพฤติการณ์รวม เช่น ต้นเหตุของการแยกกันอยู่ การติดต่อเยี่ยมเยียน ความพยายามคืนดี การกระทำที่สะท้อนเจตนารักษาสถานะสมรส หรือพฤติการณ์ที่ชี้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ยินยอมจริง หากการแยกกันอยู่เกิดจากเหตุจำเป็นหรือความผิดของฝ่ายผู้ฟ้อง มักไม่ถือเป็นความสมัครใจร่วมกัน 3. คำถาม: หากฝ่ายผู้ฟ้องเป็นฝ่ายนอกใจ หรือมีคดีชู้สาว จะกระทบสิทธิฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) หรือไม่? คำตอบ: กระทบได้ในเชิงพยานแวดล้อม เพราะอาจสะท้อนว่าการแยกกันอยู่ไม่ได้เกิดจากความสมัครใจร่วมกัน แต่อาจเกิดจากการกระทำของผู้ฟ้องเองจนอีกฝ่ายไม่อาจยอมรับได้ หรือยังมีพฤติการณ์หึงหวงและฟ้องค่าทดแทนจากชู้ แสดงว่าอีกฝ่ายไม่ได้สมัครใจปล่อยความสัมพันธ์ให้สิ้นสภาพ 4. คำถาม: ศาลปรับบทกฎหมายให้ตรงกับเหตุหย่าได้เอง แบบนี้ถือว่าวินิจฉัยนอกฟ้องหรือไม่? คำตอบ: โดยหลักไม่ถือว่านอกฟ้อง หากข้อเท็จจริงที่ศาลใช้วินิจฉัยยังอยู่ในคำฟ้องและในสำนวน ศาลมีอำนาจหน้าที่ปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ การปรับบทเป็นอำนาจของศาล ไม่ใช่หน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องระบุมาตรา/อนุมาตราให้ตรงถ้อยคำทุกคำ 5. คำถาม: ทำไมศาลจึงนำข้อเท็จจริงจาก “คดีก่อน” มาพิจารณาในคดีใหม่? คำตอบ: เพราะเมื่อมูลเหตุแห่งการแยกกันอยู่และข้อพิพาทเป็นเหตุที่ต่อเนื่องกัน ศาลอาจรับฟังข้อเท็จจริงจากคดีก่อนเป็นพยานแวดล้อม เพื่อเห็นภาพความต่อเนื่องของพฤติการณ์ ลดความคลาดเคลื่อนจากการอ้างเฉพาะช่วงเวลา และช่วยประเมินความน่าเชื่อถือของข้อกล่าวอ้างในคดีปัจจุบัน 6. คำถาม: ถ้าคู่สมรสแยกกันอยู่เพราะต้องดูแลบุพการีป่วย จะถือว่าเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) หรือไม่? คำตอบ: โดยลำพัง “เหตุจำเป็น” เช่น การดูแลบุพการีป่วย ไม่ใช่ข้อยืนยันว่าเป็นการสมัครใจแยกกันอยู่เพื่อยุติชีวิตสมรส หากบริบทบ่งชี้ว่าเป็นการแยกกันอยู่ตามความจำเป็นและยังมีหน้าที่เยี่ยมเยียนดูแลครอบครัว การจะถือว่าเข้าเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) ต้องพิสูจน์องค์ประกอบความสมัครใจร่วมกันและสภาพอยู่ร่วมกันไม่ได้โดยปกติสุขให้ได้ก่อน ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 451/2567 เหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4/2) ไม่ได้มีเพียงระยะเวลาที่แยกกันอยู่เกินสามปีเท่านั้น ยังต้องมีองค์ประกอบอื่นอีกคือ ต้องเป็นเพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาด้วย ตามฟ้องโจทก์แปลความได้ว่า นับตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน โจทก์กับจำเลยแยกกันอยู่โดยสมัครใจ พฤติการณ์ต่าง ๆ ของจำเลยที่ทำให้โจทก์กับจำเลยไม่สามารถที่จะกลับมาอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุข อันเป็นการบรรยายครบองค์ประกอบเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) แล้ว แม้โจทก์จะไม่ได้ระบุว่าเป็นเวลาเกินกว่า 3 ปี แต่ช่วงเวลาที่โจทก์บรรยายในฟ้องเป็นที่เข้าใจได้ว่าเป็นเวลาเกินกว่า 3 ปี แล้ว ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังเป็นยุติจากการวินิจฉัยพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวพันกับข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องแล้วทั้งสิ้น ไม่มีข้อเท็จจริงใดเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่นอกคำฟ้อง ส่วนศาลชั้นต้นจะเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุตินั้นเป็นเหตุหย่าหรือไม่ และเป็นเหตุหย่าที่ปรับได้กับบทบัญญัติกฎหมายมาตราใด อนุมาตราใด เป็นอำนาจหน้าที่และเป็นความเห็นของแต่ละศาล ไม่ใช่หน้าที่ของโจทก์ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นปรับบทกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4/2) จึงไม่ถือเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องหรือเป็นการวินิจฉัยในประเด็นอื่นที่มิได้กล่าวมาในฟ้อง ในคดีก่อนโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยรับว่า โจทก์คบหากับผู้หญิงอื่นระหว่างที่ยังอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย อีกทั้งในคดีนี้โจทก์ก็เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยรับว่า จำเลยฟ้องเรียกค่าทดแทนจาก ม. ที่มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับโจทก์เช่นกัน ดังนั้น สาเหตุที่โจทก์ไม่กลับบ้านไปหาจำเลยในคดีก่อนและคดีนี้มาจากตัวโจทก์เองที่มีพฤติกรรมอันแสดงถึงการนอกใจจำเลย ยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาทั้งที่โจทก์กับจำเลยยังเป็นสามีภริยากันอยู่ หาใช่มาจากจำเลยไม่ ทั้งความเป็นจริงที่จำเลยต้องแยกกันอยู่กับโจทก์เกิดจากสภาพครอบครัวที่โจทก์ต้องกลับไปดูแลมารดาที่เจ็บป่วย ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ที่จะต้องกลับมาเยี่ยมเยียนดูแลบุตรภริยา ทั้งจำเลยยังรักใคร่หึงหวงในตัวโจทก์อยู่ จึงได้ฟ้อง ม. เรียกค่าทดแทนที่มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับโจทก์ กรณีดังกล่าวจะถือว่าเป็นการแยกกันโดยความสมัครใจของจำเลยด้วยหาได้ไม่ ฉะนั้นคงฟังได้แต่เพียงว่า โจทก์กับจำเลยแยกกันอยู่มากว่า 3 ปี จริง แต่การแยกกันอยู่นั้น มิใช่ด้วยความสมัครใจของจำเลย การที่โจทก์กับจำเลยแยกกันอยู่เช่นนี้ก็โดยลำพังความสมัครใจของโจทก์แต่ฝ่ายเดียว หาทำให้เกิดสิทธิฟ้องหย่าจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4/2) ไม่ โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกันหรือมีคำสั่งให้แยกกันอยู่ และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิงเกวลินบุตรแต่เพียงผู้เดียว จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์แล้วเชื่อว่า โจทก์กับจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี และพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182 ดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า ฟ้องข้อ 4 โจทก์บรรยายฟ้องได้ความในทำนองว่า ในช่วงปี 2553 โจทก์ฟ้องหย่าจำเลย ศาลพิพากษายกฟ้อง โจทก์พยายามขอคืนดีขอให้จำเลยปรับปรุงตัวเพื่อให้ครอบครัวกลับมาอยู่กันอย่างปกติสุข แต่จำเลยไม่ยอมหลับนอนกับโจทก์และไม่ยอมกลับมาอยู่ที่บ้านเลขที่ 54 กับโจทก์ โดยจำเลยพักอาศัยอยู่บ้านญาติของจำเลยที่บ้านเลขที่ 98/94 ซึ่งเป็นความสมัครใจของจำเลยเองโจทก์ไม่ได้ขับไล่ ฟ้องข้อ 5 หลังจากโจทก์ฟ้องหย่าจำเลยในปี 2556 จำเลยยังคงไม่กลับไปอยู่กับโจทก์หรือยินยอมให้โจทก์มาอยู่กินฉันสามีภริยา ซึ่งการกระทำของจำเลยที่เคยให้การต่อศาลว่า จำเลยไม่ประสงค์จะหย่ากับโจทก์เนื่องจากสงสารบุตรและอยากอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ต่อ ทำให้โจทก์ใจอ่อนและหลงเชื่อ โจทก์จึงพยายามไปเยี่ยมบุตรแต่จำเลยไม่ให้เข้าบ้าน หลังจากนั้นตลอดระยะเวลา 3 ปี โจทก์กับจำเลยแยกกันอยู่ในลักษณะเช่นนี้ตลอดมาจนกระทั่งปี 2560 โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยอีกครั้ง ศาลยังคงมีคำพิพากษายกฟ้อง และฟ้องข้อ 6 โจทก์บรรยายฟ้องได้ความในทำนองว่า นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 ที่ศาลพิพากษายกฟ้อง จำเลยไม่เคยกลับมาใช้ชีวิตฉันสามีภริยากับโจทก์อีกเลย โจทก์ขอให้จำเลยปรับปรุงตัว โดยขอให้ต่างฝ่ายต่างปรับความเข้าใจกัน โจทก์ขอให้จำเลยช่วยเหลือดูแลกิจการของโจทก์ แต่จำเลยไม่ปรับปรุงตัว ไม่ช่วยเหลือดูแลกิจการและไม่ยอมกลับมาใช้ชีวิตฉันสามีภริยากับโจทก์ ทั้งตอนท้ายฟ้องข้อ 6 โจทก์บรรยายฟ้องว่า "ซึ่งจากข้อเท็จจริงจะเห็นว่าตั้งแต่ปี 2553 ถึงปัจจุบัน โจทก์กับจำเลยไม่สามารถที่จะกลับมาอยู่ฉันสามีภริยาได้อย่างปกติสุขเป็นแน่แท้" เห็นว่าเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) นั้น ไม่ได้มีเพียงระยะเวลาที่แยกกันอยู่เกินสามปีเท่านั้น ยังต้องมีองค์ประกอบอื่นอีกคือ ต้องเป็นเพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาด้วย ซึ่งเมื่ออ่านฟ้องโจทก์ทั้งฉบับแล้วแปลความได้ว่า นับตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน โจทก์กับจำเลยแยกกันอยู่โดยสมัครใจ พฤติการณ์ต่าง ๆ ของจำเลยที่กล่าวมาในฟ้องทำให้โจทก์กับจำเลยไม่สามารถที่จะกลับมาอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุข อันเป็นการบรรยายครบองค์ประกอบเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) แล้ว แม้โจทก์จะไม่ได้ระบุว่าเป็นเวลาเกินกว่า 3 ปี แต่ช่วงเวลาที่โจทก์บรรยายในฟ้องเป็นที่เข้าใจได้ว่าเป็นเวลาเกินกว่า 3 ปี แล้ว ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังเป็นยุติจากการวินิจฉัยพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวพันกับข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องแล้วทั้งสิ้น ไม่มีข้อเท็จจริงใดเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่นอกคำฟ้อง ส่วนศาลชั้นต้นจะเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุตินั้นเป็นเหตุหย่าหรือไม่ และเป็นเหตุหย่าที่ปรับได้กับบทบัญญัติกฎหมายมาตราใด อนุมาตราใด เป็นอำนาจหน้าที่และเป็นความเห็นของแต่ละศาล ไม่ใช่หน้าที่ของโจทก์ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นปรับบทกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) จึงไม่ถือเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องหรือเป็นการวินิจฉัยในประเด็นอื่นที่มิได้กล่าวมาในฟ้อง คำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์กับจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปีหรือไม่ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยังมิได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยก่อน เห็นว่า มูลเหตุแห่งการที่โจทก์ฟ้องหย่าครั้งที่ 3 เมื่อปี 2560 โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยไม่ยอมกลับมาอยู่ที่บ้านเลขที่ 54 กับโจทก์ โดยจำเลยพักอาศัยอยู่บ้านญาติของจำเลย ที่บ้านเลขที่ 98/94 ตั้งแต่ปี 2557 ถึงปัจจุบัน เมื่อไม่ปรากฏว่าในระหว่างนั้นโจทก์กับจำเลยได้กลับมาอยู่ด้วยกันแล้วสมัครใจแยกกันอยู่อีกก่อนที่โจทก์จะฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ดังนั้นมูลเหตุแห่งการฟ้องหย่าทั้งในคดีก่อนและในคดีนี้จึงเป็นมูลเหตุที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 2557 ต่อเนื่องกัน จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาในคดีก่อน ซึ่งข้อเท็จจริงในคดีหมายเลขแดงที่ 173/2560 ได้ความว่า บ้านเลขที่ 98/94 ที่จำเลยกับบุตรพักอาศัยนั้น เดิมเป็นของมารดาโจทก์ต่อมาขายให้แก่น้องสาวจำเลย แล้วโจทก์พาจำเลยกับบุตรย้ายออกจากบ้านของมารดาโจทก์เลขที่ 54 ไปอยู่บ้านหลังดังกล่าวด้วยกัน ต่อมามารดาโจทก์ป่วย โจทก์จึงไปดูแลมารดาที่บ้านเลขที่ 54 จึงต้องแยกกันอยู่ แสดงว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านอีกหลังหนึ่งที่โจทก์กับจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากันตั้งแต่ย้ายออกมาจากบ้านของมารดาโจทก์เลขที่ 54 กรณีจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายแยกออกมาอยู่บ้านเลขที่ 98/94 ส่วนที่โจทก์นำสืบว่า นับตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 ที่ศาลพิพากษายกฟ้อง โจทก์ขอให้จำเลยปรับปรุงตัวช่วยเหลือดูแลกิจการของโจทก์ แต่จำเลยไม่ช่วยเหลือดูแลกิจการของโจทก์และไม่เคยกลับมาใช้ชีวิตฉันสามีภริยากับโจทก์อีกเลย แต่โจทก์เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยรับว่า จำเลยเคยมีคดีฟ้องร้องกับนางสาวมนันยา ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ยชพ 146/2562 ของศาลชั้นต้น เมื่อพิเคราะห์แล้ว เห็นว่าเป็นคดีที่จำเลยฟ้องนางสาวมนันยาเรียกค่าทดแทนที่มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับโจทก์ เหตุเกิดประมาณเดือนมิถุนายน 2562 ต่อมาได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอม และในคดีฟ้องหย่าครั้งที่ 3 โจทก์เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยรับว่า โจทก์คบหากับผู้หญิงอื่นระหว่างที่ยังอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย อีกทั้งในคดีนี้โจทก์ก็เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยรับว่า จำเลยฟ้องเรียกค่าทดแทนจากนางสาวมนันยาเช่นกัน ดังนั้น สาเหตุที่โจทก์ไม่กลับบ้านไปหาจำเลยในคดีก่อนและคดีนี้มาจากตัวโจทก์เองที่มีพฤติกรรมอันแสดงถึงการนอกใจจำเลย ยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาทั้งที่โจทก์กับจำเลยยังเป็นสามีภริยากันอยู่ หาใช่มาจากจำเลยไม่ ทั้งความเป็นจริงที่จำเลยต้องแยกกันอยู่กับโจทก์เกิดจากสภาพครอบครัวที่โจทก์ต้องกลับไปดูแลมารดาที่เจ็บป่วย ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ที่จะต้องกลับมาเยี่ยมเยียนดูแลบุตรภริยา โจทก์ไม่ได้นำสืบว่าจำเลยเคยช่วยเหลือดูแลกิจการของโจทก์มาก่อน ข้ออ้างที่ว่าจำเลยไม่ช่วยเหลือดูแลกิจการของโจทก์จึงเป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ทั้งจำเลยยังรักใคร่หึงหวงในตัวโจทก์อยู่ จึงได้ฟ้องนางสาวมนันยาเรียกค่าทดแทนที่มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับโจทก์ กรณีดังกล่าวจะถือว่าเป็นการแยกกันโดยความสมัครใจของจำเลยด้วยหาได้ไม่ ฉะนั้นข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวคงฟังได้แต่เพียงว่า โจทก์กับจำเลยแยกกันอยู่มากว่า 3 ปี จริง แต่การแยกกันอยู่นั้น มิใช่ด้วยความสมัครใจของจำเลย การที่โจทก์กับจำเลยแยกกันอยู่เช่นนี้ก็โดยลำพังความสมัครใจของโจทก์แต่ฝ่ายเดียว หาทำให้เกิดสิทธิฟ้องหย่าจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) ไม่ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกันมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกันมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ |




