
| การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการฟ้องหย่าโดยอ้างเหตุคู่สมรสประพฤติชั่ว ไม่ทำมาหาเลี้ยงครอบครัว ดื่มสุรา และมีพฤติการณ์กระทบกระทั่งกับบุพการีของอีกฝ่าย โดยศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่าการจะถือเป็นเหตุหย่าตามกฎหมายได้นั้น ต้องเป็นการประพฤติชั่วหรือดูหมิ่นบุพการีอย่างร้ายแรงจริง มิใช่เพียงพฤติกรรมที่เกิดจากความทุกข์ใจหรือปัญหาครอบครัวซึ่งมีสาเหตุมาจากการกระทำของโจทก์เอง ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรผู้เยาว์ 1 คน เดิมอาศัยอยู่ร่วมกับบิดาของโจทก์ ความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาเป็นไปโดยปกติ ไม่มีปัญหาความรุนแรงหรือพฤติกรรมเสียหายใด ๆ จนกระทั่งโจทก์เดินทางไปทำงานที่ดินแดนไต้หวัน ก่อนหน้านั้นจำเลยเคยทำงานที่ประเทศบรูไนและประสบอุบัติเหตุจนดวงตาพิการ ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ เมื่อโจทก์ไปทำงานต่างประเทศและส่งจดหมายแจ้งว่ามีสามีใหม่ จำเลยจึงเกิดความทุกข์ใจอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีพฤติกรรมดื่มสุราและมีปากเสียงกับบุคคลในครอบครัวของโจทก์ โจทก์นำพฤติการณ์ดังกล่าวมาฟ้องหย่า โดยอ้างว่าจำเลยประพฤติชั่ว ไม่ทำมาหาเลี้ยงครอบครัว และดูหมิ่นบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย คดีมีประเด็นสำคัญว่า พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวเข้าข่ายเป็นเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (2) และ (3) หรือไม่ ซึ่งกำหนดให้การประพฤติชั่วหรือการดูหมิ่นบุพการีต้องมีลักษณะร้ายแรงจนอีกฝ่ายไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้ต่อไป คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกา วินิจฉัยว่า จากพยานหลักฐานปรากฏชัดว่าจำเลยมิได้มีนิสัยประพฤติเสียหายเป็นปกติ แต่พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปเกิดจากความทุกข์ใจอันมีสาเหตุมาจากการกระทำของโจทก์เอง โดยเฉพาะการแจ้งว่ามีสามีใหม่ขณะจำเลยอยู่ในสภาพพิการและไม่สามารถประกอบอาชีพได้ ศาลเห็นว่า การดื่มสุราและการไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากความพิการ มิอาจถือเป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง อีกทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยใช้ถ้อยคำดูหมิ่นบุพการีโจทก์จนเกิดความเสียหายอย่างชัดแจ้ง พฤติการณ์ทั้งหมดจึงยังไม่ถึงเกณฑ์เป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย หลักกฎหมายและแนวคำพิพากษาที่สำคัญ ศาลฎีกาวางหลักว่า เหตุฟ้องหย่าต้องพิจารณาถึงความร้ายแรงของพฤติการณ์โดยรอบ ไม่ใช่พิจารณาเพียงการกระทำบางช่วงเวลา และต้องพิจารณาสาเหตุที่แท้จริงของพฤติกรรมคู่สมรสด้วย การที่คู่สมรสมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปเนื่องจากความทุกข์ใจ ความพิการ หรือการกระทำของอีกฝ่าย ย่อมไม่อาจนำมาเป็นเหตุหย่าได้โดยอัตโนมัติ หากยังไม่ปรากฏความร้ายแรงตามที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเคร่งครัด สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญของกฎหมายครอบครัวว่า การฟ้องหย่ามิใช่เพียงพิสูจน์ว่าคู่สมรสมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม แต่ต้องพิสูจน์ให้ถึงระดับความร้ายแรงและความไม่อาจอยู่ร่วมกันได้จริง อีกทั้งศาลจะพิจารณาถึงสาเหตุแห่งพฤติกรรมและความเป็นธรรมของคู่กรณีทั้งสองฝ่ายอย่างรอบคอบ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยยังไม่เข้าข่ายเป็นเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย 2. ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยเห็นพ้องว่าพฤติการณ์ยังไม่ร้ายแรงเพียงพอ 3. ศาลฎีกาพิพากษายืน เห็นว่าการดื่มสุราและไม่ทำงานของจำเลยมีสาเหตุจากความทุกข์ใจและความพิการ มิใช่การประพฤติชั่วหรือดูหมิ่นบุพการีอย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2702/2546 ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยนับแต่อยู่กินฉันสามีภริยากันมาเป็นไปโดยปกติ จำเลยเพิ่งมีความประพฤติเสียหายหลังจากโจทก์ไปทำงานที่ดินแดนไต้หวันและทราบว่าโจทก์จะมีสามีใหม่ ประกอบกับจำเลยอยู่ในสภาพคนพิการต้องสูญเสียดวงตาไปเมื่อครั้งทำงานที่ประเทศบรูไนแล้วประสบอุบัติเหตุทำให้ดวงตาพิการและนายจ้างส่งตัวจำเลยกลับประเทศไทย ไม่สามารถทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวได้ดังก่อนจำเลยย่อมเกิดความกลัดกลุ้มใจยิ่งขึ้น โจทก์จึงควรสงสารให้ความเห็นใจจำเลย มิใช่ซ้ำเติมหรือกระทำการอันเป็นการบั่นทอนสภาพจิตใจจำเลย แม้บางครั้งจำเลยดื่มสุรามากเกินไปจนทำให้มีปากเสียงกระทบกระทั่งกับบุพการีหรือบุคคลในครอบครัวของโจทก์ก็ตาม แต่พฤติกรรมก้าวร้าวของจำเลยเนื่องมาจากความทุกข์ที่เกิดจากการกระทำของโจทก์ที่ส่งจดหมายมาบอกขณะโจทก์อยู่ที่ดินแดนไต้หวันว่าโจทก์มีสามีใหม่แล้วทั้งจำเลยยินยอมแยกตัวออกไปอยู่ที่บ้านบิดามารดาจำเลยตามความประสงค์ของโจทก์เพื่อมิให้เกิดความบาดหมางกับบุพการีของโจทก์ พฤติการณ์ของจำเลยที่ไม่ทำมาหาเลี้ยงครอบครัวหรือดื่มสุราดังกล่าว และไม่ปรากฏว่าจำเลยใช้ถ้อยคำดุด่าบิดาโจทก์ให้รับความเสียหายอย่างไร ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยประพฤติชั่วหรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรงอันเป็นเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(2) และ (3) โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรผู้เยาว์ 1 คน อาศัยอยู่กับบิดาของโจทก์ ต่อมาเมื่อโจทก์ไปทำงานที่ดินแดนไต้หวัน จำเลยประพฤติเสเพล ดื่มสุราเป็นอาจิณ ทะเลาะวิวาท ไม่ประกอบอาชีพ และดูหมิ่นบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง บิดาโจทก์จึงไล่จำเลยออกจากบ้าน ขอให้ศาลพิพากษาให้หย่าขาดและให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองบุตรเพียงผู้เดียว จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรผู้เยาว์ 1 คน จำเลยเคยไปทำงานที่ประเทศบรูไนและประสบอุบัติเหตุทำให้ดวงตาพิการ ต่อมาเมื่อโจทก์เดินทางไปทำงานที่ดินแดนไต้หวันและแจ้งว่ามีสามีใหม่ จำเลยเกิดความทุกข์ใจอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีพฤติกรรมดื่มสุราและมีปากเสียงกับครอบครัวโจทก์ ทั้งนี้จากพยานหลักฐานปรากฏว่า ก่อนหน้านั้นจำเลยไม่เคยมีความประพฤติเสียหาย และพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปมีสาเหตุมาจากการกระทำของโจทก์และสภาพความพิการของจำเลย ศาลเห็นว่า การที่จำเลยไม่สามารถทำงานหาเลี้ยงครอบครัวได้เนื่องจากความพิการ หรือการดื่มสุราเพื่อดับความกลัดกลุ้มใจ รวมถึงการกระทบกระทั่งกับบุพการีโจทก์ ยังไม่ปรากฏว่ามีการดูหมิ่นหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง พฤติการณ์ดังกล่าวจึงยังไม่เข้าข่ายเป็นเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (2) และ (3) จึงให้โจทก์และจำเลยใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ร่วมกันต่อไป ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลล่างทั้งสอง ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม: การฟ้องหย่าโดยอ้างว่าคู่สมรส “ประพฤติชั่ว” ต้องพิสูจน์อย่างไรจึงจะเป็นเหตุหย่าตามกฎหมายครอบครัว? คำตอบ: การอ้างเหตุประพฤติชั่วเพื่อฟ้องหย่า ต้องพิสูจน์ว่าพฤติการณ์มีความร้ายแรงต่อความเป็นสามีภริยาอย่างแท้จริงจนอยู่ร่วมกันต่อไปไม่ได้ มิใช่เพียงพฤติกรรมไม่เหมาะสมทั่วไป ศาลจะพิจารณาข้อเท็จจริงโดยรอบ ความถี่ ความรุนแรง ผลกระทบต่อครอบครัว และเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดพฤติกรรมดังกล่าวก่อนวินิจฉัยว่าเข้าข่ายเหตุหย่าหรือไม่ 2. คำถาม: การดื่มสุราเป็นอาจิณและมีพฤติกรรมก้าวร้าว จะถือเป็นเหตุฟ้องหย่าได้เสมอหรือไม่? คำตอบ: ไม่เสมอไป การดื่มสุราหรือก้าวร้าวจะเป็นเหตุหย่าได้เมื่อพิสูจน์ได้ว่ามีความร้ายแรงและต่อเนื่องจนกระทบต่อการครองเรือนอย่างมีนัยสำคัญ ศาลจะพิจารณาว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นนิสัยประจำหรือเป็นเพียงผลจากเหตุการณ์หรือความทุกข์ใจเฉพาะช่วงเวลา รวมทั้งพิจารณาความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงต่อคู่สมรสและครอบครัว 3. คำถาม: กรณีคู่สมรสไม่ทำมาหาเลี้ยงครอบครัวเพราะความพิการ สามารถนำมาอ้างเป็นเหตุหย่าได้หรือไม่? คำตอบ: โดยหลัก ศาลจะไม่ถือว่าการไม่สามารถทำงานได้อันเกิดจากความพิการเป็นความผิดหรือเป็นเหตุหย่าโดยตัวมันเอง หากข้อเท็จจริงชี้ว่าเป็นข้อจำกัดทางร่างกายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ศาลจะพิจารณาความเป็นธรรมและเหตุแห่งการไม่ประกอบอาชีพว่ามาจากความเจตนาละทิ้งครอบครัวหรือเป็นผลจากสภาพที่ไม่อาจทำงานได้จริง 4. คำถาม: การดูหมิ่นหรือเหยียดหยามบุพการีของคู่สมรส ต้องมีลักษณะอย่างไรจึงเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย? คำตอบ: ต้องเป็นการดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือเหยียดหยามบุพการีของคู่สมรสในลักษณะร้ายแรง มีพฤติการณ์ชัดเจนและก่อให้เกิดความเสียหายหรือความเสื่อมเสียอย่างมีนัยสำคัญ ศาลจะพิจารณาจากถ้อยคำ การกระทำ สถานการณ์ และผลที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งหรือการกระทบกระทั่งเล็กน้อยภายในครอบครัว 5. คำถาม: ศาลพิจารณา “สาเหตุ” เบื้องหลังพฤติกรรมของคู่สมรสที่ถูกกล่าวหาอย่างไรในการวินิจฉัยเหตุหย่า? คำตอบ: ศาลจะพิจารณาเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดพฤติกรรม เช่น ความเครียด ความทุกข์ใจจากความสัมพันธ์ที่สั่นคลอน การกระทำของคู่สมรสอีกฝ่าย หรือข้อจำกัดทางสุขภาพ หากพบว่าพฤติกรรมที่ถูกกล่าวหาเป็นผลจากเหตุที่อีกฝ่ายมีส่วนก่อให้เกิดหรือเป็นปัญหาชั่วคราว ศาลอาจเห็นว่ายังไม่ถึงขั้นเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย เพราะต้องชั่งน้ำหนักความเป็นธรรมของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย 6. คำถาม: หากโจทก์เป็นฝ่ายกระทำการที่ซ้ำเติมสภาพจิตใจของจำเลย ศาลมีแนวทางพิจารณาอย่างไรต่อคำขอหย่า? คำตอบ: เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเหตุแห่งความแตกแยกหรือพฤติกรรมของจำเลยมีส่วนสืบเนื่องจากการกระทำของโจทก์ ศาลจะพิจารณาความสุจริตและความเป็นธรรมในการใช้สิทธิฟ้องหย่าอย่างเคร่งครัด โดยไม่รับฟังการนำพฤติการณ์ที่ตนมีส่วนก่อให้เกิดมาใช้กล่าวโทษฝ่ายเดียว หากยังไม่ปรากฏความร้ายแรงตามเกณฑ์เหตุหย่าที่กฎหมายกำหนด 7. คำถาม: เมื่อศาลไม่รับฟังเหตุหย่าแล้ว อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์จะเป็นอย่างไร? คำตอบ: เมื่อศาลยังไม่พิพากษาให้หย่าขาด คู่สมรสยังคงมีสถานะเป็นบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายและใช้อำนาจปกครองบุตรร่วมกันตามหลักกฎหมาย เว้นแต่จะมีเหตุหรือคำสั่งอย่างอื่นที่ศาลกำหนดเป็นกรณีเฉพาะ หากไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลง ศาลย่อมให้ใช้อำนาจปกครองร่วมกันต่อไป |




