
| สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิฟ้องหย่าจากเหตุความสัมพันธ์ฉันชู้สาว การเรียกค่าทดแทนจากบุคคลภายนอกผู้ล่วงละเมิดสิทธิสมรส ตลอดจนประเด็นสำคัญในทางกระบวนพิจารณาว่า ศาลจะรับฟังแผ่นบันทึกเสียงที่ได้มาโดยการแอบบันทึกเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ อีกทั้งยังครอบคลุมปัญหาเรื่องอายุความฟ้องหย่า การให้อภัยเหตุหย่า และขอบเขตการยกข้อกฎหมายขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกาในคดีครอบครัว สาระสำคัญของคดีอยู่ที่การวินิจฉัยว่า เมื่อมีพยานบุคคลและแผ่นบันทึกเสียงซึ่งแสดงถึงการยอมรับความสัมพันธ์เชิงชู้สาวของคู่สมรส ศาลจะให้น้ำหนักพยานดังกล่าวเพียงใด และบุคคลภายนอกที่ถูกฟ้องเรียกค่าทดแทนจะสามารถอ้างอายุความฟ้องหย่า ซึ่งเป็นสิทธิเฉพาะตัวระหว่างสามีภริยา เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดได้หรือไม่ นอกจากนี้ ศาลฎีกายังวางหลักเกี่ยวกับผลของการไม่ยกประเด็นต่อสู้ในชั้นต้นและอุทธรณ์ ว่าจะมีผลตัดสิทธิในการฎีกาอย่างไร อันเป็นแนววินิจฉัยที่มีความสำคัญต่อการดำเนินคดีครอบครัวโดยตรง สรุปข้อเท็จจริง คดีนี้มีการฟ้องร้องสองสำนวนซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน สำนวนแรกเป็นการฟ้องหย่าและข้อพิพาทเรื่องอำนาจปกครองบุตรและค่าอุปการะเลี้ยงดู ส่วนสำนวนหลังเป็นการฟ้องหย่าซ้ำพร้อมเรียกค่าทดแทนจากบุคคลภายนอกซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 1 อันเป็นภริยาของโจทก์ ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติคือ โจทก์และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรส มีบุตรร่วมกัน 2 คน และในระหว่างสมรส โจทก์รับราชการทหารต้องย้ายที่ประจำการหลายครั้ง ต่อมาเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 โดยมีพยานบุคคล รวมถึงบุตรชายของทั้งสอง และแผ่นบันทึกเสียงสนทนาที่จัดทำขึ้นโดยการแอบบันทึก ซึ่งปรากฏข้อความยอมรับความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาว โจทก์จึงฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ตามกฎหมาย ขณะที่จำเลยที่ 1 ฟ้องหย่าในอีกสำนวนหนึ่ง โดยอ้างเหตุหย่าในทางกลับกัน และทั้งสองฝ่ายยังโต้แย้งเรื่องอำนาจปกครองบุตร ค่าเลี้ยงดู ตลอดจนประเด็นอายุความและการให้อภัยเหตุหย่า ในระหว่างพิจารณา โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ตกลงกันเรื่องอำนาจปกครองบุตรและสิทธิในการเยี่ยมเยียน แต่ยังคงมีข้อพิพาทเรื่องการหย่าและค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นสำคัญดังนี้ ประเด็นแรก เรื่องสิทธิฟ้องหย่าของจำเลยที่ 1 ศาลเห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไปแล้วว่าไม่มีเหตุหย่าตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง และจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าว จึงเป็นอันยุติ ไม่อาจยกขึ้นฎีกาได้อีกตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 ประเด็นที่สอง เรื่องอายุความหนึ่งปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1529 ซึ่งจำเลยที่ 2 อ้างว่าโจทก์ฟ้องเมื่อพ้นกำหนด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า อายุความดังกล่าวเป็นสิทธิเฉพาะตัวระหว่างสามีภริยา มิใช่สิทธิของบุคคลภายนอกผู้ถูกฟ้องเรียกค่าทดแทน ดังนั้น จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิยกข้ออายุความดังกล่าวขึ้นต่อสู้ ประเด็นที่สาม เรื่องการให้อภัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1518 ศาลเห็นว่า ต้องมีข้อเท็จจริงปรากฏว่าฝ่ายผู้มีสิทธิฟ้องหย่าได้กระทำการแสดงให้เห็นว่าให้อภัยแล้ว แต่จำเลยที่ 2 มิได้ยกประเด็นนี้ต่อสู้ในชั้นต้น จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นโดยชอบ ไม่อาจอุทธรณ์หรือฎีกาได้ ประเด็นที่สี่ เรื่องการรับฟังแผ่นบันทึกเสียง ศาลฎีกาวางหลักว่า คดีแพ่งไม่มีบทบัญญัติห้ามรับฟังแผ่นบันทึกเสียงที่แอบบันทึก หากผู้บันทึกมาเบิกความเป็นพยานและเป็นประจักษ์พยาน ศาลย่อมรับฟังประกอบพยานอื่นได้ ประเด็นสุดท้าย ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานทั้งปวงแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 2 อันเป็นเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) และจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชำระค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคสอง วิเคราะห์หลักกฎหมายและการปรับใช้กับข้อเท็จจริง คดีนี้มี “แก่นกฎหมาย” อยู่ 5 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ (ก) การรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีแพ่ง (ข) อายุความฟ้องหย่าเป็นสิทธิเฉพาะตัว (ค) หลักให้อภัยเหตุหย่า (ง) ข้อห้ามยกประเด็นใหม่ในชั้นอุทธรณ์/ฎีกา และ (จ) เงื่อนไขความรับผิดค่าทดแทนจากบุคคลภายนอกตามกฎหมายครอบครัว 1. การรับฟังแผ่นบันทึกเสียงที่แอบบันทึกในคดีแพ่ง หลักที่ศาลฎีกายืนยันคือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมิได้บัญญัติห้ามรับฟังแผ่นบันทึกเสียงที่แอบบันทึกไว้โดยเด็ดขาด การชั่งน้ำหนักพยานจึงขึ้นอยู่กับ “ความน่าเชื่อถือ” และ “ความสอดคล้องกับพยานอื่น” เป็นสำคัญ โดยในคดีนี้ ผู้จัดทำแผ่นบันทึกเสียงมาเบิกความด้วยตนเอง จึงเป็นประจักษ์พยานเกี่ยวกับการสนทนา ทำให้ศาลสามารถรับฟังแผ่นบันทึกเสียงประกอบพยานหลักฐานอื่นได้ไม่ต้องห้าม สาระเชิงปฏิบัติอยู่ที่ว่า หากฝ่ายใดนำพยานบันทึกเสียงมาอ้าง ต้องทำให้ศาลเห็นถึงที่มาที่ไปโดยสุจริต มีตัวผู้บันทึกหรือผู้เกี่ยวข้องมาให้การ และมีพยานประกอบในแนวเดียวกัน เพื่อลดข้อกังขาเรื่องการปั้นแต่งหรือดัดแปลง 2. อายุความฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1529 เป็น “สิทธิเฉพาะตัว” ระหว่างคู่สมรส มาตรา 1529 วางกรอบระยะเวลาการใช้สิทธิฟ้องหย่าในบางเหตุ โดยมีลักษณะเป็นสิทธิที่กฎหมายให้แก่คู่สมรสเพื่อรักษาความแน่นอนของสถานภาพสมรสและความสงบเรียบร้อยของครอบครัว ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดว่า สิทธินี้เป็นสิทธิเฉพาะตัวระหว่างสามีกับภริยาเท่านั้น ดังนั้น บุคคลภายนอกซึ่งถูกฟ้องเรียกค่าทดแทน (ชายชู้/หญิงชู้) ไม่อาจอ้างอายุความฟ้องหย่าของคู่สมรสมาเป็นเกราะคุ้มกันตนเองได้ เพราะความรับผิดค่าทดแทนเป็นความรับผิดคนละฐาน เป็นผลจากการล่วงละเมิดสิทธิสมรสของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง แม้สถานภาพสมรสจะยังไม่สิ้นสุดหรือสิ้นสุดแล้ว ก็ไม่ใช่เหตุให้บุคคลภายนอกหลุดพ้นความรับผิดโดยอาศัยมาตรา 1529 3. หลัก “ให้อภัย” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1518 และภาระการยกประเด็นต่อสู้ มาตรา 1518 บัญญัติให้สิทธิฟ้องหย่าสิ้นไปเมื่อฝ่ายผู้มีสิทธิได้กระทำการแสดงให้เห็นว่า “ให้อภัย” ในการกระทำอันเป็นเหตุให้เกิดสิทธิฟ้องหย่าแล้ว หลักสำคัญคือ ต้องมีข้อเท็จจริงพอให้ตีความได้ว่าเกิดการให้อภัยจริง เช่น พฤติการณ์อยู่กินต่อโดยรู้เหตุอย่างชัดแจ้ง การแสดงเจตนาประนีประนอมยอมรับในเหตุที่เกิดขึ้น เป็นต้น แต่ในคดีนี้ ศาลฎีกาให้เหตุผลเชิงกระบวนพิจารณาอย่างเข้มข้นว่า จำเลยที่ 2 มิได้ยกประเด็นให้อภัยขึ้นต่อสู้ในชั้นต้น ทำให้สำนวนไม่มีข้อเท็จจริงรองรับเพียงพอที่จะวินิจฉัย และถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ จึงถูกตัดสิทธิในการอุทธรณ์/ฎีกาในประเด็นนี้ 4. ข้อห้ามยกประเด็นใหม่ในชั้นอุทธรณ์/ฎีกา และข้อจำกัดการฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 ศาลฎีกาย้ำหลักว่า ประเด็นที่มิได้ยกขึ้นโดยชอบในศาลล่าง หรือประเด็นที่คู่ความละเลยไม่อุทธรณ์ในส่วนที่ตนเสียหาย ย่อมเป็นอันยุติและไม่อาจยกขึ้นฎีกาได้ เว้นแต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยซึ่งศาลต้องยกขึ้นวินิจฉัยเอง ในคดีนี้ จำเลยที่ 1 พยายามยกประเด็นเกี่ยวกับเหตุหย่าในมุมของตนขึ้นฎีกา แต่ศาลชี้ว่า เมื่อมิได้ยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์ภาค 1 โดยชอบ ย่อมต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 249 จึงไม่รับวินิจฉัย 5. เงื่อนไขการหย่าและค่าทดแทนจากบุคคลภายนอก: มาตรา 1516 (1) และ 1523 วรรคสอง ศาลฎีกาประเมินน้ำหนักพยานแล้วรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) เมื่อเหตุหย่าพิสูจน์ได้ โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องหย่า และยังมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 1523 วรรคสอง ความสำคัญของคดีอยู่ที่ “โครงสร้างพยาน” คือพยานบุตรซึ่งไม่มีเหตุจูงใจปรักปรำมารดาโดยไร้เหตุ, พยานบุคคลอื่นที่สอดคล้อง, และแผ่นบันทึกเสียงที่ศาลรับฟังได้ ประกอบกันเป็นชุดพยานที่มีน้ำหนักเหนือพยานฝ่ายจำเลยซึ่งศาลเห็นว่าเบิกความลอย ๆ หรือเป็นบุคคลใกล้ชิดมีเหตุช่วยเหลือกัน อธิบายเจตนารมณ์ของมาตราที่เกี่ยวข้อง 1. เจตนารมณ์มาตรา 1516 (1) เหตุหย่ากรณีชู้สาว มุ่งคุ้มครองความซื่อสัตย์และความไว้วางใจในชีวิตสมรส เมื่อมีการล่วงละเมิดความสัมพันธ์สมรสอย่างร้ายแรงจนกระทบต่อศักดิ์ศรีและความสงบแห่งครอบครัว กฎหมายให้สิทธิคู่สมรสฝ่ายเสียหายเลิกความสัมพันธ์โดยคำพิพากษา 2. เจตนารมณ์มาตรา 1523 วรรคสอง ค่าทดแทนจากบุคคลภายนอก เป็นกลไกคุ้มครองสิทธิสมรสและศักดิ์ศรีของคู่สมรสฝ่ายเสียหาย โดยกำหนดความรับผิดของบุคคลภายนอกที่เข้ามาเกี่ยวข้องจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตครอบครัว หลักนี้แยกฐานจากสิทธิฟ้องหย่า และมีวัตถุประสงค์ด้านการเยียวยาและเชิงป้องปราม 3. เจตนารมณ์มาตรา 1529 ระยะเวลาใช้สิทธิฟ้องหย่า มุ่งให้ความสัมพันธ์สมรสมีความแน่นอน ลดการนำเหตุเก่ามาฟื้นคดีในอนาคตอันกระทบความสงบเรียบร้อยของครอบครัว อย่างไรก็ดี เพราะเป็น “สิทธิส่วนตัวของคู่สมรส” จึงไม่ขยายประโยชน์ไปให้บุคคลภายนอกนำมาอ้างเพื่อหลุดพ้นความรับผิดอื่น 4. เจตนารมณ์มาตรา 1518 ให้อภัยเหตุหย่า มุ่งป้องกันการใช้สิทธิฟ้องหย่าโดยขัดกับความสุจริต เมื่อฝ่ายเสียหายได้แสดงการยอมรับและให้อภัยแล้ว กฎหมายถือว่าความขัดแย้งดังกล่าวควรยุติ ไม่ควรถูกนำกลับมาเป็นเหตุยุติสมรสภายหลัง แต่การใช้หลักนี้ต้องมีข้อเท็จจริงชัด และต้องยกเป็นประเด็นต่อสู้ให้ศาลวินิจฉัยในกระบวนพิจารณาอย่างถูกต้อง 5. เจตนารมณ์ของข้อห้ามยกประเด็นใหม่ (ป.วิ.พ. 249 และหลักทั่วไป) รักษาความเป็นธรรมเชิงกระบวนพิจารณา ให้คู่ความต่อสู้กันครบถ้วนในศาลล่าง ไม่เปิดช่องให้ “ซ่อนประเด็น” แล้วค่อยยกทีหลัง และทำให้กระบวนพิจารณามีประสิทธิภาพ ลดการยื้อคดี วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง คดีนี้สะท้อนแนววินิจฉัยต่อเนื่องของศาลฎีกาใน 3 แกนหลัก 1. แนวการรับฟังพยานที่ได้มาโดยการแอบบันทึกเสียงในคดีแพ่ง ศาลฎีกาโดยทั่วไปมักพิจารณาเป็นรายกรณี มิใช่ตัดทิ้งโดยสภาพ หากการบันทึกเสียงเชื่อมโยงกับประจักษ์พยาน มีความสอดคล้องกับพยานอื่น และไม่ปรากฏเหตุให้เชื่อว่ามีการปั้นแต่ง ศาลย่อมรับฟังประกอบกันได้ 2. แนวการตีความ “อายุความฟ้องหย่า” ว่าเป็นสิทธิเฉพาะตัว ศาลฎีกามักแยกความสัมพันธ์ทางสิทธิระหว่างคู่สมรสออกจากความรับผิดของบุคคลภายนอก เพื่อป้องกันการนำเงื่อนไขของสิทธิหนึ่งไปทำลายอีกสิทธิหนึ่งที่มีฐานต่างกัน โดยเฉพาะสิทธิเรียกค่าทดแทนซึ่งมุ่งเยียวยาความเสียหายจากการละเมิดสิทธิสมรส 3. แนวเคร่งครัดด้าน “ประเด็นต่อสู้” และ “ข้อห้ามยกใหม่” ศาลฎีกาใช้หลักนี้อย่างจริงจังในคดีครอบครัวเช่นเดียวกับคดีแพ่งทั่วไป คือ ประเด็นให้อภัย หรือประเด็นข้อเท็จจริงที่ต้องสืบพยาน หากไม่ยกในชั้นต้นให้ชัด ย่อมไม่อาจยกในชั้นสูงขึ้น เพราะศาลชั้นสูงไม่ใช่ศาลไต่สวนข้อเท็จจริงใหม่ ประเด็นเพิ่มเติมที่ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้อง คดีนี้ยังมีสาระสำคัญที่มักถูกมองข้าม คือ เมื่อคู่ความทำข้อตกลงประนีประนอมยอมความเรื่องอำนาจปกครองบุตร การเยี่ยมเยียน และไม่ติดใจค่าเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน ศาลต้องพิพากษาตามข้อตกลงนั้นด้วย หากศาลล่างไม่ระบุไว้ถือเป็นความไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงแก้ไขคำพิพากษาให้สอดคล้องกับข้อตกลงโดยกำหนดอำนาจปกครองบุตรแยกกันคนละคน และกำหนดสิทธิการเยี่ยมเยียนของอีกฝ่ายให้ชัด นอกจากนี้ ศาลฎีกายังชี้ว่า การสั่งค่าฤชาธรรมเนียมต้องชัดว่าเป็นค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องสำนวนใด ฟ้องแย้งส่วนใด และในศาลใด ไม่ควรสั่งรวมแบบกำกวม เพราะทำให้การบังคับตามคำพิพากษาไม่ชัดเจน จึงมีการแก้ไขถ้อยคำคำสั่งท้ายคำพิพากษาให้ครบถ้วน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี คำขออื่นให้ยก และสั่งค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืนทั้งในประเด็นเหตุหย่าและค่าทดแทน 3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้เฉพาะส่วนให้สอดคล้องกับข้อตกลงเรื่องอำนาจปกครองบุตรและแก้ไขคำสั่งค่าฤชาธรรมเนียมให้ชัดแจ้ง นอกนั้นคงให้หย่าและให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนตามเดิม สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้วางบรรทัดฐานสำคัญในสามมิติ ได้แก่ มิติเชิงเนื้อหา มิติเชิงสิทธิ และมิติเชิงกระบวนพิจารณา ประการแรก ในเชิงเนื้อหา ศาลยืนยันว่าความสัมพันธ์ฉันชู้สาวเป็นเหตุหย่าที่มีน้ำหนักเพียงพอ หากพิสูจน์ได้ด้วยพยานหลักฐานที่สอดคล้องและน่าเชื่อถือ โดยมิจำเป็นต้องมีพยานโดยตรงทุกเหตุการณ์ หากพยานแวดล้อมและพยานบันทึกเสียงประกอบกันแล้วมีน้ำหนักเหนือกว่า ประการที่สอง ในเชิงสิทธิ ศาลจำแนกชัดว่า “สิทธิฟ้องหย่า” และ “สิทธิเรียกค่าทดแทนจากบุคคลภายนอก” เป็นคนละฐานทางกฎหมาย แม้สิทธิฟ้องหย่าจะมีข้อจำกัดด้านระยะเวลาและการให้อภัย แต่ความรับผิดของบุคคลภายนอกตามมาตรา 1523 วรรคสอง มิได้ผูกพันโดยอัตโนมัติกับข้อจำกัดของมาตรา 1529 อันเป็นสิทธิเฉพาะตัวของคู่สมรส ประการที่สาม ในเชิงกระบวนพิจารณา คดีนี้สะท้อนความเคร่งครัดของศาลฎีกาต่อหลัก “ต้องยกประเด็นให้ครบถ้วนในศาลล่าง” ผู้ใดละเลยไม่ยกข้อให้อภัยหรือข้อกฎหมายบางประการในชั้นต้น ย่อมไม่อาจแก้เกมในชั้นฎีกาได้ หลักดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญในการรักษาวินัยแห่งกระบวนพิจารณาและความมั่นคงแห่งคำพิพากษา ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวของคู่สมรสกับบุคคลภายนอกเป็นเหตุหย่าตามกฎหมายหรือไม่ และบุคคลภายนอกผู้มีความสัมพันธ์ดังกล่าวต้องรับผิดชำระค่าทดแทนแก่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเพียงใด รวมทั้งปัญหาทางกระบวนพิจารณาว่า ศาลสามารถรับฟังแผ่นบันทึกเสียงที่แอบบันทึกไว้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อพยานบุคคลและพยานเอกสารประกอบกันมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ และไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งห้ามรับฟังแผ่นบันทึกเสียงดังกล่าว ศาลย่อมรับฟังเป็นพยานประกอบการพิสูจน์ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวได้ ซึ่งทำให้คู่สมรสฝ่ายเสียหายมีสิทธิฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทนจากบุคคลภายนอกได้ตามกฎหมาย สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. เหตุหย่าจากการเป็นชู้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) มาตรา 1516 (1) บัญญัติให้คู่สมรสมีสิทธิฟ้องหย่าได้ หากอีกฝ่ายหนึ่งมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับบุคคลอื่น การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดหน้าที่พื้นฐานของชีวิตสมรสซึ่งต้องตั้งอยู่บนความซื่อสัตย์และความไว้วางใจ ศาลฎีกาในคดีนี้พิจารณาพยานบุคคล พยานแวดล้อม และแผ่นบันทึกเสียงสนทนาประกอบกันแล้วเห็นว่า มีน้ำหนักเพียงพอรับฟังได้ว่าจำเลยมีพฤติการณ์เชิงชู้สาวจริง จึงเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าตามบทบัญญัติดังกล่าว 2. ความรับผิดค่าทดแทนของบุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง มาตรา 1523 วรรคสองกำหนดให้บุคคลภายนอกที่เข้ามามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับคู่สมรสของผู้อื่นต้องรับผิดชำระค่าทดแทนแก่คู่สมรสฝ่ายที่เสียหาย เนื่องจากการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิในชีวิตสมรสของผู้อื่น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวจริง บุคคลภายนอกย่อมต้องรับผิดในค่าทดแทน แม้บุคคลนั้นจะมิใช่คู่สมรสในคดีหย่าก็ตาม และไม่อาจอ้างข้อจำกัดของสิทธิฟ้องหย่ามาใช้เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดของตนได้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. การแอบบันทึกเสียงคู่กรณีสามารถใช้เป็นพยานในคดีแพ่งได้หรือไม่ คำตอบ ในคดีแพ่ง หากกฎหมายมิได้บัญญัติห้ามไว้โดยเด็ดขาด ศาลสามารถรับฟังแผ่นบันทึกเสียงที่แอบบันทึกได้ โดยต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือ ความสอดคล้องกับพยานอื่น และที่มาของพยานเป็นสำคัญ 2. บุคคลภายนอกที่ถูกฟ้องเรียกค่าทดแทนสามารถอ้างอายุความฟ้องหย่าของคู่สมรสได้หรือไม่ คำตอบ ไม่ได้ เพราะอายุความฟ้องหย่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวระหว่างสามีภริยา มิใช่สิทธิของบุคคลภายนอก ความรับผิดค่าทดแทนมีฐานกฎหมายแยกต่างหาก 3. หากคู่สมรสให้อภัยกันแล้ว ยังสามารถฟ้องหย่าในเหตุเดิมได้หรือไม่ คำตอบ ตามมาตรา 1518 สิทธิฟ้องหย่าจะสิ้นไปเมื่อมีการให้อภัยโดยชัดแจ้งหรือโดยพฤติการณ์ อย่างไรก็ดี ต้องมีข้อเท็จจริงรองรับและต้องยกประเด็นนี้ขึ้นต่อสู้ในศาลอย่างถูกต้อง 4. หากไม่ยกข้อให้อภัยหรือข้อกฎหมายบางประเด็นในศาลชั้นต้น จะยกในศาลฎีกาได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักไม่ได้ เพราะถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง เว้นแต่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่ศาลต้องยกขึ้นเอง 5. ค่าทดแทนจากชายชู้หรือหญิงชู้คิดจากอะไร คำตอบ ศาลพิจารณาจากความร้ายแรงของการกระทำ ระยะเวลา ความเสียหายทางจิตใจ สถานภาพของคู่สมรส และพฤติการณ์แวดล้อม มิใช่กำหนดตายตัว 6. การตกลงเรื่องอำนาจปกครองบุตรระหว่างพิจารณาคดีมีผลอย่างไร คำตอบ หากคู่ความตกลงประนีประนอมยอมความกัน ศาลต้องพิพากษาตามข้อตกลงนั้น หากไม่ระบุไว้ย่อมต้องแก้ไขให้ถูกต้อง เพื่อให้คำพิพากษาสอดคล้องกับเจตนาคู่ความ 7. พยานที่เป็นบุตรของคู่สมรสมีน้ำหนักเพียงใด คำตอบ ศาลจะประเมินตามความน่าเชื่อถือและเหตุจูงใจ หากไม่ปรากฏเหตุให้เชื่อว่ามีเจตนาปรักปรำ และคำเบิกความสอดคล้องกับพยานอื่น ย่อมมีน้ำหนักรับฟังได้ 8. เอกสารที่เพิ่งยื่นในชั้นฎีกาจะรับฟังได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักไม่ได้ หากเป็นพยานเอกสารที่เข้าสู่สำนวนโดยมิชอบหรือมิได้ยื่นตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ศาลฎีกาย่อมไม่รับฟัง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5259 - 5260/2561 ป.วิ.พ. ไม่มีบทบัญญัติห้ามมิให้รับฟังแผ่นบันทึกเสียงที่แอบบันทึกไว้ ดังนั้น แผ่นบันทึกเสียงสนทนาระหว่าง ช. กับจำเลยที่ 1 ที่ ช. จัดทำขึ้นโดยแอบบันทึกเสียงจำเลยที่ 1 ซึ่งยอมรับว่ามีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 ในทำนองชู้สาว โดย ช. มาเบิกความเป็นพยานต่อศาลเอง ช. จึงเป็นประจักษ์พยานเกี่ยวกับการสนทนาดังกล่าว ศาลจึงรับฟังแผ่นบันทึกเสียงดังกล่าวประกอบพยานหลักฐานอื่นได้ไม่ต้องห้าม ระยะเวลาการฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1529 เป็นสิทธิเฉพาะตัวระหว่างสามีภริยาคือจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาของโจทก์เท่านั้น จำเลยที่ 2 ถูกฟ้องเรียกค่าทดแทนไม่ว่าโจทก์หรือจำเลยที่ 1 จะขาดจากการสมรสหรือไม่ ก็หาเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 อ้างระยะเวลาดังกล่าวเพื่อไม่ต้องใช้ค่าทดแทนไม่ ปัญหาว่าโจทก์ให้อภัยในการกระทำของจำเลยที่ 1 อันทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 หรือไม่ ป.พ.พ. มาตรา 1518 บัญญัติว่า "สิทธิฟ้องหย่าย่อมหมดไปในเมื่อฝ่ายที่มีสิทธิฟ้องหย่าได้กระทำการอันแสดงให้เห็นว่า ได้ให้อภัยในการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นเหตุให้เกิดสิทธิฟ้องหย่านั้นแล้ว" จากบทบัญญัติดังกล่าวจึงต้องมีข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนว่า มีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า โจทก์มีพฤติการณ์อันเป็นการให้อภัยจำเลยที่ 1 ในเหตุหย่าตามฟ้องของโจทก์แล้ว แต่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การต่อสู้ในประเด็นนี้ไว้ ในสำนวนจึงไม่มีข้อเท็จจริงที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยในปัญหาว่าโจทก์ให้อภัยในการกระทำของจำเลยที่ 1 อันจะทำให้โจทก์หมดสิทธิฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ตามบทบัญญัติดังกล่าว คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกจำเลยในสำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนหลังว่า โจทก์ เรียกโจทก์ในสำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 สำนวนแรกจำเลยที่ 1 ฟ้องขอให้พิพากษาให้จำเลยที่ 1 กับโจทก์หย่าขาดจากกัน ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง ป. แต่เพียงผู้เดียว และให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง ป. เป็นเงินเดือนละ 2,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าเด็กหญิง ป. จะมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ กับให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองนาย น. แต่เพียงผู้เดียว ฎีกาย่อ โจทก์ให้การและฟ้องแย้งขอให้ตนเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว พร้อมให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูนาย น. เดือนละ 5,000 บาท และเด็กหญิง ป. เดือนละ 2,500 บาท จนบรรลุนิติภาวะ และสงวนสิทธิขอแก้ไขอัตราในอนาคต ส่วนจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้องแย้ง ในสำนวนหลัง โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 เรียกเงิน 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 จำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันเรื่องอำนาจปกครอง โดยให้โจทก์ดูแลนาย น. และจำเลยที่ 1 ดูแลเด็กหญิง ป. ต่างฝ่ายมีสิทธิเยี่ยมเยียน และไม่ติดใจค่าเลี้ยงดู ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่า และให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย คำขออื่นให้ยก ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นที่จำเลยที่ 1 อ้างเหตุหย่า มิได้อุทธรณ์ในชั้นก่อน จึงยุติและต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 ส่วนที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าโจทก์ฟ้องเกินกำหนดหนึ่งปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1529 นั้น ศาลเห็นว่าอายุความดังกล่าวเป็นสิทธิเฉพาะตัวระหว่างคู่สมรส บุคคลภายนอกไม่อาจอ้างเพื่อหลีกเลี่ยงค่าทดแทนได้ กรณีอ้างว่าโจทก์ให้อภัยตามมาตรา 1518 ก็ไม่ได้ยกต่อสู้ไว้แต่ต้น จึงต้องห้ามอุทธรณ์และฎีกาเช่นกัน ในประเด็นชู้สาว ศาลรับฟังพยานบุตรและพยานอื่นประกอบแผ่นบันทึกเสียงที่แอบบันทึกไว้ได้ เนื่องจากคดีแพ่งไม่มีบทห้ามรับฟัง และผู้บันทึกมาเบิกความเอง พยานฝ่ายจำเลยมีน้ำหนักน้อย อีกทั้งเอกสารที่จำเลยที่ 2 เพิ่งยื่นในชั้นฎีกาเป็นพยานเข้าสู่สำนวนโดยมิชอบ รับฟังไม่ได้ จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 2 เป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) และจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคสอง อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาแก้ไขคำพิพากษาให้สอดคล้องกับข้อตกลงเรื่องอำนาจปกครองบุตร และแก้ไขคำสั่งค่าฤชาธรรมเนียมให้ชัดแจ้ง นอกนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูนาย น. เป็นเงินเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่านาย น. จะบรรลุนิติภาวะ ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง ป. เป็นเงินเดือนละ 2,500 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าเด็กหญิง ป. จะบรรลุนิติภาวะ และโจทก์ขอสงวนสิทธิแก้ไขเพิ่มเติมอัตราค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองในอนาคตด้วย จำเลยที่ 1 ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง สำนวนหลังโจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนเป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันว่า ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองและอุปการะเลี้ยงดูนาย น. แต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองและอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง ป. แต่เพียงผู้เดียว โดยโจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ไปเยี่ยมเยียนนาย น.ได้ตลอดเวลาและจำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์ไปเยี่ยมเยียนเด็กหญิง ป. ได้ตลอดเวลาเช่นกัน โจทก์กับจำเลยที่ 1 ต่างไม่ติดใจเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 26 เมษายน 2559 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนเป็นเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เดิมจำเลยที่ 1 ชื่อ "อ." ได้ขอเปลี่ยนชื่อเป็น "ก." เมื่อปี 2538 โจทก์กับจำเลยที่ 1 อยู่กินเป็นสามีภริยากัน ต่อมาวันที่ 11 พฤศจิกายน 2545 จึงจดทะเบียนสมรสกัน เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2552 โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่าขาดจากกัน และเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2554 โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกันอีกครั้ง ในระหว่างสมรส โจทก์กับจำเลยที่ 1 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นาย น. เกิดวันที่ 19 มีนาคม 2541 และเด็กหญิง ป. เมื่อปี 2550 โจทก์เข้ารับราชการทหาร กรมพลาธิการทหารบก สังกัดกองทัพบก เมื่อปี 2553 โจทก์ถูกย้ายไปประจำการที่ค่ายธนะรัตน์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อปี 2555 โจทก์ถูกย้ายไปประจำการที่ค่ายลพบุรีราเมศวร์ ตำบลเกาะสะบ้า อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ปัจจุบันโจทก์ถูกส่งไปปฏิบัติราชการสนามที่หน่วยเฉพาะกิจ 25 อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2553 โจทก์กู้ยืมเงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์กรมพลาธิการทหารบก จำกัด เป็นเงิน 260,000 บาท จากการตรวจเปรียบเทียบสารพันธุกรรมของโจทก์ จำเลยที่ 1 และเด็กหญิง ป. ผลปรากฏว่า เด็กหญิง ป. เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 ซึ่งเกิดจากโจทก์จริง ตามรายงานผลการตรวจความสัมพันธ์บิดา - มารดา - บุตรเอกสารท้ายคำร้องฉบับลงวันที่ 20 เมษายน 2559 ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 382/2559 ของศาลชั้นต้น อันดับที่ 36 และคดีเป็นอันถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องชำระเงิน 180,000 บาท ให้แก่โจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุให้จำเลยที่ 1 หย่าขาดจากโจทก์ตามฟ้องของจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกหรือไม่ คดีนี้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายกล่าวอ้าง แต่พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 1 นำสืบมามีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงไม่อาจรับฟังได้ว่าโจทก์ไม่ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 1 ตามสมควรและกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรงอันเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิฟ้องหย่าโจทก์ได้ จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ คดีในปัญหาข้อนี้จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าไม่มีเหตุหย่าตามฟ้องของจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ในสำนวนหลัง โจทก์ก็เป็นฝ่ายกล่าวอ้างเช่นกันว่า โจทก์อุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 1 และบุตรทั้งสอง มิได้กระทำการปฏิปักษ์ในการเป็นสามีภริยา ซึ่งพยานหลักฐานของโจทก์กล่าวอ้างลอย ๆ ข้อเท็จจริงจึงเชื่อได้ว่ามีเหตุให้จำเลยที่ 1 หย่าขาดจากโจทก์ตามฟ้องของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกาได้อีกเพราะถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งใช้บังคับขณะยื่นฟ้องประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ว่าโจทก์ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่ทราบเหตุหย่า สิทธิฟ้องร้องจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1529 เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ระยะเวลาฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1529 เป็นสิทธิเฉพาะตัวระหว่างสามีภริยา คือ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาของโจทก์เท่านั้น จำเลยที่ 2 ถูกฟ้องเรียกค่าทดแทนไม่ว่าโจทก์หรือจำเลยที่ 1 จะขาดจากสมรสหรือไม่ ก็หาเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 อ้างระยะเวลาดังกล่าวเพื่อไม่ต้องใช้ค่าทดแทนไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยในปัญหานี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ว่า โจทก์ให้อภัยในการกระทำของจำเลยที่ 1 อันทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518 เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518 บัญญัติว่า "สิทธิฟ้องหย่าย่อมหมดไปในเมื่อฝ่ายที่มีสิทธิฟ้องหย่าได้กระทำการอันแสดงให้เห็นว่า ได้ให้อภัยในการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นเหตุให้เกิดสิทธิฟ้องหย่านั้นแล้ว" จากบทบัญญัติดังกล่าวจึงต้องมีข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนว่า มีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า โจทก์มีพฤติการณ์อันเป็นการให้อภัยจำเลยที่ 1 ในเหตุหย่าตามฟ้องของโจทก์แล้ว แต่จำเลยที่ 2 มิได้ให้การต่อสู้ในประเด็นนี้ไว้ ดังนี้ ในสำนวนจึงไม่มีข้อเท็จจริงที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยในปัญหาที่ว่าโจทก์ให้อภัยในการกระทำของจำเลยที่ 1 อันจะทำให้โจทก์หมดสิทธิฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ตามบทบัญญัติดังกล่าว กรณีย่อมถือได้ว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยมานั้น ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ปากนาย น. เป็นบุตรของโจทก์กับจำเลยที่ 1 กลับเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 2 เป็นคนรักใหม่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งหากไม่เป็นความจริงก็ไม่มีเหตุอันใดที่พยานจะเบิกความปรักปรำให้ร้ายจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาของตนเอง แม้จะได้ความตามฟ้องในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 มีคำขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง ป. และขอให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองนาย น. แต่เหตุเพียงเท่านี้ไม่น่าจะทำให้นาย น. โกรธเคืองหรือน้อยใจจำเลยที่ 1 ถึงขนาดจะเบิกความบิดเบือนใส่ร้ายจำเลยที่ 1 ว่า มีพฤติกรรมเช่นนี้ ส่วนแผ่นบันทึกเสียง ซึ่งเป็นการบันทึกเสียงสนทนาระหว่างนาย ช. กับจำเลยที่ 1 ที่ได้จัดทำขึ้นโดยแอบบันทึกเสียงนั้น คดีนี้เป็นคดีแพ่ง มิได้มีบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งห้ามมิให้รับฟังแผ่นบันทึกเสียงที่แอบบันทึกไว้ และนาย ช. เบิกความเป็นพยานต่อศาลเอง จึงเป็นประจักษ์พยานเกี่ยวกับการสนทนาดังกล่าว ซึ่งข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของนาย ช. เป็นเหตุการณ์โดยบังเอิญที่อาจเป็นไปได้ ไม่ได้ส่อพิรุธให้เห็นว่า เกิดจากการปั้นแต่งขึ้นเพื่อปรักปรำจำเลยที่ 1 ทั้งสอดคล้องกับพยานโจทก์ปากนาย น. นาง ส. และตัวโจทก์ด้วย จึงทำให้พยานโจทก์ทั้งสี่ปากมีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนพยานฝ่ายจำเลยต่างเบิกความลอย ๆ อีกทั้งนาง อ. กับนาง ณ. เป็นมารดาและเพื่อนของจำเลยที่ 1 อาจเบิกความเพื่อช่วยเหลือกันจึงมีน้ำหนักน้อย สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่อ้างว่า ห้องเลขที่ 594/689 ที่ ป.ปิ่นเกล้าคอนโดมิเนียม โครงการ 2 มิใช่ของจำเลยที่ 2 ส่วนห้องชุดอีก 2 ห้องที่คอนโดมิเนียมดังกล่าวจำเลยที่ 2 มอบหมายให้นางสาว ส. เป็นผู้ดำเนินการให้บุคคลอื่นเช่าไปแล้ว นั้น ล้วนเป็นเอกสารที่จำเลยที่ 2 เพิ่งอ้างส่งต่อศาลฎีกา จึงเป็นพยานเอกสารที่เข้าสู่สำนวนโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ต้องห้ามมิให้รับฟัง ดังนี้ เมื่อพิเคราะห์พยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ดังกล่าวประกอบกันแล้วย่อมมีน้ำหนักดีว่าพยานหลักฐานของฝ่ายจำเลย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 2 อันเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าขาดจากจำเลยที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) และจำเลยที่ 2 ต้องชำระค่าทดแทนให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทน 250,000 บาท แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง เมื่อพิจารณาข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 26 เมษายน 2559 แล้ว ต้องถือว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงประนีประนอมยอมความกันได้ โดยให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองและอุปการะเลี้ยงดูนาย น. แต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองและอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง ป. แต่เพียงผู้เดียว โดยต่างฝ่ายต่างยินยอมให้อีกฝ่ายหนึ่งไปเยี่ยมเยียนบุตรได้ และไม่ติดใจเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน ศาลจึงต้องมีคำพิพากษาตามข้อตกลงดังกล่าวด้วย การที่ศาลล่างทั้งสองมิได้มีคำพิพากษาถึงข้อตกลงนี้ไว้เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง ส่วนการสั่งค่าฤชาธรรมเนียมนั้น ศาลต้องสั่งให้ชัดแจ้งว่า เป็นค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องในสำนวนแรกหรือสำนวนหลังหรือฟ้องแย้ง แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 สั่งเพียงว่า ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โดยไม่กำหนดให้ถูกต้องครบถ้วน ทั้งศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีตามฟ้องแย้งเพียงบางส่วน แต่ในตอนท้ายได้พิพากษาว่า คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จึงเป็นการไม่ชัดแจ้ง และศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้แก้ไขในส่วนนี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียใหม่ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองและอุปการะเลี้ยงดูนาย น. แต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองและอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง ป. แต่เพียงผู้เดียว โดยโจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ไปเยี่ยมเยียนนาย น.ได้ตลอดเวลา และจำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์ไปเยี่ยมเยียนเด็กหญิง ป. ได้ตลอดเวลาเช่นกัน คำขอตามฟ้องของจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกและตามฟ้องของโจทก์ในสำนวนหลังกับฟ้องแย้งในสำนวนแรกนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องทั้งสองสำนวนในศาลชั้นต้นและศาลฎีกาให้เป็นพับ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 |




