
| ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายว่าด้วย สิทธิของภริยาในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีของตน ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทบัญญัติสำคัญในกฎหมายครอบครัวที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสถาบันครอบครัวและศักดิ์ศรีของคู่สมรส คดีนี้มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการพิจารณาว่า พฤติการณ์ของหญิงอื่นกับสามีของโจทก์มีลักษณะเป็นการแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวหรือไม่ และการนำสืบพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องภายหลังจากเหตุการณ์ตามคำฟ้องจะถือเป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ ข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่า สามีของโจทก์เดินทางไปยังบ้านเช่าของจำเลยในช่วงเวลากลางคืนเป็นประจำ บางครั้งพักค้างคืนและกลับออกมาในช่วงเช้าของวันรุ่งขึ้น อีกทั้งยังมีกุญแจที่สามารถเปิดเข้าออกบ้านของจำเลยได้เองโดยไม่ต้องให้จำเลยเปิดประตูให้ พฤติการณ์ดังกล่าวทำให้บุคคลภายนอกที่พบเห็นสามารถเข้าใจได้ว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์เกินกว่าความสัมพันธ์ในทางธุรกิจหรือการทำงานตามปกติ ศาลฎีกาจึงต้องพิจารณาว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเพียงพอที่จะถือได้ว่าเป็น การแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีของผู้อื่น อันก่อให้เกิดสิทธิของภริยาในการเรียกค่าทดแทนตามกฎหมายหรือไม่ พร้อมทั้งวินิจฉัยถึงขอบเขตของการนำสืบพฤติการณ์เพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์ดังกล่าวในทางคดี ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์และสามีได้จดทะเบียนสมรสกันและมีบุตรร่วมกันสองคน ทั้งสองประกอบธุรกิจร่วมกันในรูปบริษัทเอกชน โดยมีจำเลยเป็นลูกจ้างของบริษัทในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป ต่อมาปรากฏพฤติการณ์ที่ทำให้โจทก์เกิดความสงสัยว่าสามีของตนอาจมีความสัมพันธ์กับจำเลย โจทก์จึงให้ลูกจ้างติดตามพฤติกรรมของสามี และพบว่าสามีของโจทก์เดินทางไปยังบ้านเช่าของจำเลยในช่วงเวลากลางคืนหลายครั้ง จากการติดตามพบว่า สามีของโจทก์มักขับรถไปยังบ้านเช่าของจำเลยในช่วงเวลากลางคืน และบางครั้งได้พักค้างคืนที่บ้านดังกล่าว ก่อนจะเดินทางออกไปในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น นอกจากนี้ยังปรากฏว่าชายดังกล่าวมีกุญแจสำหรับเปิดประตูบ้านของจำเลยได้เอง แม้ในช่วงเวลากลางดึกก็สามารถเข้าไปในบ้านได้โดยไม่ต้องให้จำเลยเปิดประตูให้ บางครั้งทั้งสองยังแต่งกายออกจากบ้านเพื่อไปทำงานพร้อมกัน ทำให้เพื่อนบ้านและบุคคลภายนอกที่พบเห็นเข้าใจได้ว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดในลักษณะคู่รัก จากพฤติการณ์ดังกล่าว โจทก์จึงฟ้องจำเลยเพื่อเรียกค่าทดแทนเป็นเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยอ้างว่าการกระทำของจำเลยทำให้ครอบครัวของโจทก์แตกแยกและก่อให้เกิดความเสียหายต่อเกียรติยศ ชื่อเสียง และสภาพจิตใจของโจทก์ ประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัย ศาลฎีกาพิจารณาประเด็นสำคัญของคดีในสองประเด็นหลัก ได้แก่ ประเด็นแรก คือ การที่โจทก์นำสืบพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องภายหลังจากเหตุการณ์ตามคำฟ้อง จะถือเป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ ประเด็นที่สอง คือ พฤติการณ์ของจำเลยกับสามีของโจทก์เข้าลักษณะเป็น การแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีของผู้อื่น ตามบทบัญญัติมาตรา 1523 วรรคสองหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์นำสืบถึงพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลังจากช่วงเวลาที่ระบุในคำฟ้อง มิได้เป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็น เนื่องจากพฤติการณ์ดังกล่าวมีความเกี่ยวเนื่องกับประเด็นสำคัญของคดี และมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นถึงลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับสามีของโจทก์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น การนำสืบพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจึงเป็นเพียงการขยายรายละเอียดของข้อเท็จจริงเพื่อพิสูจน์ประเด็นสำคัญแห่งคดี มิใช่การนำสืบข้อเท็จจริงใหม่ที่อยู่นอกขอบเขตของคำฟ้อง การแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีผู้อื่น ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การตีความบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า “ภริยาจะเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวก็ได้” บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดหลักเกณฑ์สำคัญว่า การที่ภริยาจะมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นได้นั้น มิใช่เพียงแต่ต้องพิสูจน์ว่าหญิงอื่นมีความสัมพันธ์กับสามีของตนเท่านั้น แต่ต้องปรากฏว่าหญิงดังกล่าว ได้แสดงตนโดยเปิดเผย ให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าใจได้ว่ามีความสัมพันธ์ในลักษณะชู้สาว ศาลฎีกาพิจารณาพฤติการณ์ในคดีนี้แล้วเห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับสามีของโจทก์มิได้เป็นเพียงความสัมพันธ์ในลักษณะการทำงานระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเท่านั้น แต่มีลักษณะใกล้ชิดเกินกว่าความสัมพันธ์ทางธุรกิจตามปกติ พฤติการณ์สำคัญที่ศาลนำมาพิจารณา ได้แก่ สามีของโจทก์เดินทางไปยังบ้านของจำเลยในเวลากลางคืนบ่อยครั้ง มีการพักค้างคืนที่บ้านของจำเลย เดินทางออกจากบ้านในช่วงเช้าของวันรุ่งขึ้น มีการแต่งกายออกไปทำงานพร้อมกัน สามีของโจทก์มีกุญแจที่สามารถเปิดเข้าออกบ้านของจำเลยได้เอง พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมเป็นเหตุให้บุคคลภายนอก เช่น เพื่อนบ้านหรือบุคคลที่พบเห็น เข้าใจได้ว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกัน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการที่จำเลย แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีของโจทก์ในทำนองชู้สาว อันเป็นองค์ประกอบแห่งความรับผิดตามมาตรา 1523 วรรคสอง ข้ออ้างของจำเลยที่ว่า การพบกันในเวลากลางคืนเป็นเพียงการปรึกษาเรื่องงานนั้น ศาลเห็นว่าเป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟัง ดังนั้น ศาลฎีกาจึงเห็นว่าโจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้ตามกฎหมาย วิเคราะห์หลักกฎหมายเกี่ยวกับค่าทดแทนจากหญิงอื่นตามมาตรา 1523 บทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองความมั่นคงของสถาบันครอบครัว และเพื่อป้องกันมิให้บุคคลภายนอกเข้ามาแทรกแซงความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรส หลักการสำคัญของมาตราดังกล่าวมีอยู่สองประการ ได้แก่ ประการแรก คือ การมีความสัมพันธ์ในลักษณะชู้สาวกับคู่สมรสของผู้อื่น ประการที่สอง คือ การแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ดังกล่าว การแสดงตนโดยเปิดเผยตามความหมายของกฎหมาย มิได้จำกัดเฉพาะการประกาศอย่างชัดแจ้งหรือการยอมรับต่อสาธารณะเท่านั้น แต่รวมถึงพฤติการณ์ที่บุคคลทั่วไปสามารถเข้าใจได้ว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์ในลักษณะคู่รักหรือคู่สมรส ตัวอย่างพฤติการณ์ที่ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่าเข้าลักษณะการแสดงตนโดยเปิดเผย ได้แก่ การอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยา การเดินทางไปในที่สาธารณะร่วมกันในลักษณะคู่รัก การพักค้างคืนในบ้านของอีกฝ่ายหนึ่งเป็นประจำ การแสดงความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดต่อหน้าบุคคลทั่วไป ในคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยยินยอมให้ชายอื่นซึ่งเป็นสามีของโจทก์เข้าออกบ้านในเวลากลางคืนเป็นประจำ รวมทั้งพักค้างคืนที่บ้านของจำเลย และมีพฤติการณ์ที่บุคคลภายนอกสามารถเข้าใจได้ว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์กันในลักษณะคู่รัก ย่อมถือเป็นการแสดงตนโดยเปิดเผยตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เจตนารมณ์ของกฎหมายมาตรา 1523 บทบัญญัติมาตรา 1523 มีเจตนารมณ์สำคัญในการคุ้มครองสถาบันครอบครัวและศักดิ์ศรีของคู่สมรส โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกเข้ามาทำลายความสัมพันธ์สมรส กฎหมายจึงกำหนดให้คู่สมรสฝ่ายที่เสียหายสามารถเรียกค่าทดแทนจากบุคคลภายนอกที่เข้ามามีความสัมพันธ์กับคู่สมรสของตนได้ อย่างไรก็ตาม กฎหมายได้กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมว่า ต้องเป็นการแสดงตนโดยเปิดเผย เพื่อป้องกันมิให้เกิดการฟ้องร้องโดยอาศัยเพียงความสงสัยหรือพฤติการณ์ลับ ๆ ที่บุคคลทั่วไปไม่อาจรับรู้ได้ หลักการดังกล่าวจึงเป็นการสร้างดุลยภาพระหว่าง การคุ้มครองสถาบันครอบครัว กับการป้องกันการฟ้องร้องที่ไม่มีมูลความจริง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาได้วางหลักการเกี่ยวกับการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นไว้อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นว่าการพิสูจน์ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวต้องพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวม ศาลฎีกาได้วินิจฉัยในหลายคดีว่า การอยู่ร่วมกันในลักษณะคู่รัก การพักค้างคืนด้วยกัน การแสดงตนในที่สาธารณะในลักษณะคู่สมรส ล้วนเป็นพฤติการณ์ที่อาจถือได้ว่าเป็นการแสดงตนโดยเปิดเผย ในขณะเดียวกัน ศาลฎีกายังได้วางหลักว่า หากความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นเพียงการพบปะกันในทางธุรกิจหรือการทำงานโดยไม่มีพฤติการณ์อื่นประกอบ ก็อาจยังไม่เพียงพอที่จะถือเป็นการแสดงตนโดยเปิดเผย คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของแนววินิจฉัยของศาลฎีกาที่แสดงให้เห็นว่า การเข้าออกบ้านของกันและกันในเวลากลางคืน การพักค้างคืน และการมีความใกล้ชิดเกินกว่าความสัมพันธ์ในทางงาน สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวได้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 10,000 บาท 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โดยเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยได้แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า พฤติการณ์ของจำเลยกับสามีของโจทก์มีลักษณะใกล้ชิดสนิทสนมเกินกว่าความสัมพันธ์ตามปกติระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง และการที่จำเลยยินยอมให้สามีของโจทก์เข้าออกบ้านในเวลากลางคืน รวมทั้งพักค้างคืนที่บ้านของจำเลยเป็นประจำ ย่อมทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว จึงถือเป็นการแสดงตนโดยเปิดเผยตามมาตรา 1523 วรรคสอง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีและความสัมพันธ์ของคู่สมรสที่มีปัญหากันมาก่อนแล้ว เห็นสมควร ลดค่าทดแทนจาก 1,500,000 บาท เหลือ 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับ การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง โดยศาลได้เน้นหลักการสำคัญว่า การที่บุคคลภายนอกจะต้องรับผิดชดใช้ค่าทดแทนต่อภริยาของชายที่ตนมีความสัมพันธ์นั้น มิใช่เพียงต้องพิสูจน์ว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันเท่านั้น แต่ต้องปรากฏว่ามี พฤติการณ์แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว การแสดงตนโดยเปิดเผยดังกล่าวอาจปรากฏได้จากพฤติการณ์หลายประการ เช่น การเข้าออกบ้านของกันและกันในยามวิกาล การพักค้างคืน การใช้ชีวิตในลักษณะคู่รัก หรือพฤติการณ์ที่ทำให้บุคคลภายนอกเข้าใจได้ว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์กันในทำนองชู้สาว แม้จะไม่มีหลักฐานโดยตรงเกี่ยวกับการกระทำทางเพศก็ตาม นอกจากนี้ คำพิพากษานี้ยังสะท้อนหลักการสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ศาลมีดุลพินิจในการกำหนดจำนวนค่าทดแทนให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี โดยต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น สถานะของคู่ความ ความร้ายแรงของการกระทำ ผลกระทบต่อครอบครัว และสภาพความสัมพันธ์ของคู่สมรสก่อนเกิดเหตุ ดังนั้น แม้ศาลจะเห็นว่าจำเลยมีความรับผิดตามกฎหมาย แต่หากปรากฏว่าความสัมพันธ์ของคู่สมรสมีปัญหากันมาก่อนหรือมีเหตุอื่นประกอบ ศาลก็อาจกำหนดค่าทดแทนในจำนวนที่ลดลงเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับ สิทธิของภริยาในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีของตน ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ที่สามีของโจทก์เข้าออกบ้านของจำเลยในเวลากลางคืนเป็นประจำ มีการพักค้างคืน และมีความสนิทสนมใกล้ชิดเกินกว่าความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ย่อมทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว จึงถือเป็นการแสดงตนโดยเปิดเผยตามกฎหมาย และทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นตามมาตรา 1523 วรรคสอง กฎหมายกำหนดให้ภริยามีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่เข้ามามีความสัมพันธ์กับสามีของตน หากปรากฏว่าหญิงดังกล่าวได้แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาว การเรียกค่าทดแทนมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสถาบันครอบครัวและชดเชยความเสียหายต่อเกียรติยศ ชื่อเสียง และสภาพจิตใจของคู่สมรสที่ถูกละเมิดความสัมพันธ์สมรส 2. การแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว องค์ประกอบสำคัญของความรับผิดตามมาตรา 1523 คือการที่หญิงอื่นมีพฤติการณ์ที่ทำให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าใจได้ว่ามีความสัมพันธ์กับสามีของผู้อื่นในลักษณะชู้สาว เช่น การเข้าออกบ้านในเวลากลางคืน การพักค้างคืน หรือการมีพฤติการณ์ใกล้ชิดเกินกว่าความสัมพันธ์ตามปกติ หากพฤติการณ์ดังกล่าวปรากฏต่อสายตาบุคคลทั่วไปจนทำให้เกิดความเข้าใจเช่นนั้น ก็ถือว่าเป็นการแสดงตนโดยเปิดเผยตามกฎหมาย และก่อให้เกิดความรับผิดในการชดใช้ค่าทดแทนได้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คำถาม 1. ภริยาสามารถเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นได้ในกรณีใด คำตอบ ภริยาสามารถเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นได้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งกำหนดว่า ภริยามีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีของตนในทำนองชู้สาว หลักการสำคัญคือ ต้องปรากฏว่าหญิงดังกล่าวมีพฤติการณ์ที่ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการอยู่ร่วมกัน การเดินทางไปไหนมาไหนด้วยกันในลักษณะคู่รัก การพักค้างคืนร่วมกัน หรือการแสดงความสัมพันธ์อย่างเปิดเผยต่อสาธารณะ หากพฤติการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายต่อเกียรติยศ ชื่อเสียง หรือความมั่นคงของครอบครัว ภริยาผู้เสียหายย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นได้ คำถาม 2. การพิสูจน์ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวจำเป็นต้องมีหลักฐานโดยตรงหรือไม่ คำตอบ การพิสูจน์ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวในทางคดีไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานโดยตรง เช่น ภาพการกระทำทางเพศหรือคำรับสารภาพของคู่กรณีเสมอไป ศาลสามารถพิจารณาจากพฤติการณ์แวดล้อมและพฤติกรรมของคู่กรณีโดยรวม เช่น การเข้าออกบ้านในเวลากลางคืน การพักค้างคืนด้วยกัน การใช้ชีวิตในลักษณะคู่รัก หรือการแสดงความใกล้ชิดต่อหน้าบุคคลอื่น หากพฤติการณ์ดังกล่าวมีน้ำหนักเพียงพอที่จะทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์กันในลักษณะชู้สาว ศาลก็อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ดังนั้น การพิสูจน์ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวจึงมักอาศัยพยานแวดล้อมและพฤติการณ์ประกอบกันหลายประการ คำถาม 3. การเข้าออกบ้านของกันและกันในเวลากลางคืนถือเป็นหลักฐานของความสัมพันธ์ชู้สาวหรือไม่ คำตอบ การเข้าออกบ้านของกันและกันในเวลากลางคืนโดยลำพังอาจยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวได้ แต่หากมีพฤติการณ์อื่นประกอบ เช่น การพักค้างคืนเป็นประจำ การมีความใกล้ชิดในลักษณะคู่รัก หรือการแสดงความสัมพันธ์ต่อหน้าบุคคลอื่น ศาลอาจพิจารณาว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นหลักฐานที่แสดงถึงความสัมพันธ์ฉันชู้สาวได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพฤติการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์กันในลักษณะคู่รัก คำถาม 4. หากหญิงอื่นอ้างว่าความสัมพันธ์เป็นเพียงเรื่องงาน ศาลจะพิจารณาอย่างไร คำตอบ หากหญิงอื่นอ้างว่าความสัมพันธ์กับสามีของโจทก์เป็นเพียงความสัมพันธ์ในทางการทำงาน ศาลจะพิจารณาจากพยานหลักฐานและพฤติการณ์โดยรวมของคดี หากปรากฏว่าการพบปะกันมีลักษณะเกินกว่าความสัมพันธ์ในทางงาน เช่น การไปพบกันในเวลากลางคืน การพักค้างคืนร่วมกัน หรือการมีพฤติการณ์ที่ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด ศาลอาจไม่รับฟังข้ออ้างดังกล่าว โดยถือว่าเป็นเพียงคำกล่าวอ้างที่ไม่มีหลักฐานสนับสนุน คำถาม 5. จำนวนค่าทดแทนในคดีลักษณะนี้ศาลพิจารณาจากอะไร คำตอบ จำนวนค่าทดแทนในคดีเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่น ศาลจะพิจารณาจากหลายปัจจัยประกอบกัน เช่น ความร้ายแรงของพฤติการณ์ ผลกระทบต่อครอบครัวและชื่อเสียงของผู้เสียหาย สถานะทางสังคมของคู่ความ และพฤติการณ์โดยรวมของคดี ศาลมีดุลพินิจในการกำหนดจำนวนค่าทดแทนให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริงแต่ละกรณี ดังนั้น จำนวนเงินค่าทดแทนจึงอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคดี คำถาม 6. หากสามีภรรยามีปัญหากันอยู่ก่อนแล้ว จะยังเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นได้หรือไม่ คำตอบ แม้ว่าสามีภรรยาจะมีปัญหาความสัมพันธ์กันอยู่ก่อนแล้ว ภริยาก็ยังคงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นได้ หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าหญิงอื่นได้แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีของตน อย่างไรก็ตาม สภาพความสัมพันธ์ของคู่สมรสก่อนเกิดเหตุอาจเป็นปัจจัยที่ศาลนำมาพิจารณาในการกำหนดจำนวนค่าทดแทน หากปรากฏว่าความสัมพันธ์ของคู่สมรสมีปัญหารุนแรงอยู่ก่อนแล้ว ศาลอาจพิจารณากำหนดค่าทดแทนในจำนวนที่ลดลง คำถาม 7. การติดตามพฤติกรรมของคู่สมรสเพื่อรวบรวมหลักฐานสามารถใช้ในศาลได้หรือไม่ คำตอบ การติดตามพฤติกรรมของคู่สมรสเพื่อรวบรวมหลักฐานสามารถนำมาใช้ในศาลได้ หากพยานหลักฐานดังกล่าวได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่ละเมิดสิทธิของบุคคลอื่นอย่างร้ายแรง ตัวอย่างเช่น การถ่ายภาพหรือบันทึกวิดีโอพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในสถานที่สาธารณะหรือบริเวณภายนอกบ้าน อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในศาลได้ อย่างไรก็ตาม ศาลจะพิจารณาน้ำหนักของพยานหลักฐานร่วมกับพยานอื่นประกอบกัน คำถาม 8. การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องฟ้องภายในระยะเวลาเท่าใด คำตอบ การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นตามมาตรา 1523 ต้องอยู่ภายใต้หลักอายุความตามกฎหมาย โดยทั่วไปการเรียกค่าทดแทนจากการกระทำละเมิดจะต้องฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการกระทำละเมิดและรู้ตัวผู้กระทำละเมิด และไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่เกิดเหตุ อย่างไรก็ตาม การพิจารณาเรื่องอายุความในคดีครอบครัวต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงของแต่ละคดีเป็นสำคัญ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 964/2562 คำฟ้องโจทก์ขอเรียกค่าทดแทนจากจำเลย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "ภริยาจะเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวก็ได้" จากพฤติการณ์ที่สามีโจทก์ไปพบจำเลยที่บ้านเช่าของจำเลยในช่วงเวลากลางคืนบ่อยครั้ง โดยขับรถมาเองหรือมาพร้อมกับจำเลยก็ตาม บางครั้งก็นอนพักค้างคืนที่บ้านจำเลยและกลับออกมาในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น อีกทั้งสามีโจทก์ยังมีกุญแจที่ใช้เปิดประตูเข้าออกบ้านจำเลยได้เอง แม้ในยามกลางดึกซึ่งเป็นเวลาที่จำเลยเข้านอนแล้วก็สามารถเข้าบ้านจำเลยโดยไม่ต้องรอให้จำเลยเปิดประตูบ้านให้ อันแสดงให้เห็นว่าจำเลยกับสามีโจทก์มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดสนิทสนมกันมากกว่าที่จะเป็นเพียงนายจ้างหรือลูกจ้างกันตามปกติธรรมดา การที่จำเลยเป็นหญิงที่แต่งงานมีสามีแล้ว ยินยอมให้สามีโจทก์ซึ่งเป็นชายอื่นเข้าออกบ้านจำเลยในเวลากลางคืนบ่อยครั้ง รวมทั้งให้มานอนค้างคืนที่บ้านแล้วออกจากบ้านไปช่วงเช้าของวันรุ่งขึ้น โดยบางครั้งมีการแต่งกายออกไปทำงานพร้อมกัน ย่อมทำให้เพื่อนบ้านหรือบุคคลอื่นที่พบเห็นถึงพฤติกรรมระหว่างจำเลยกับสามีโจทก์เข้าใจได้ว่า จำเลยกับสามีโจทก์มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกัน พฤติการณ์เช่นนี้เป็นการที่จำเลยได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าจำเลยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าทดแทนความเสียหายต่อเกียรติยศ ชื่อเสียงทางธุรกิจ ความเดือดร้อนจากครอบครัวแตกแยก และความทุกข์ทรมานทางจิตใจ เป็นเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับให้ ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์และนายชัชชมจดทะเบียนสมรสกัน มีบุตรสองคน และร่วมกันประกอบธุรกิจ โดยจำเลยเป็นลูกจ้างในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของบริษัท ต่อมาโจทก์สงสัยว่าสามีมีความสัมพันธ์กับจำเลย จึงให้ลูกจ้างติดตามพฤติกรรม พบว่าสามีโจทก์ไปยังบ้านเช่าของจำเลยในเวลากลางคืนบ่อยครั้ง มีการจอดรถหน้าบ้านและพักค้างคืนหลายครั้ง ศาลฎีกาเห็นว่า การนำสืบพฤติการณ์ต่อเนื่องดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงรายละเอียดของข้อเท็จจริงเพื่อพิสูจน์ประเด็นสำคัญว่าจำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีโจทก์ จึง ไม่ใช่การนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็น เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ที่สามีโจทก์ไปบ้านจำเลยในเวลากลางคืนเป็นประจำ พักค้างคืน และมีกุญแจเข้าออกบ้านได้เอง รวมทั้งมีการออกจากบ้านไปทำงานพร้อมกัน ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว จึงถือว่า จำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีและความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับสามีที่มีปัญหากันมาก่อน ศาลเห็นสมควร ลดค่าทดแทนจาก 1,500,000 บาท เหลือ 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าทดแทนความเสียหายต่อเกียรติยศ ชื่อเสียงทางธุรกิจ ความเดือดร้อนที่ครอบครัวต้องแตกแยก และความทุกข์ทรมานทางด้านจิตใจ เป็นเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2558) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์กับนายชัชชมจดทะเบียนสมรสกัน เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2550 ระหว่างสมรสมีบุตรด้วยกัน 2 คน โจทก์กับนายชัชชมประกอบธุรกิจในนามบริษัทเอเชีย แปซิฟิค พาราวู้ด จำกัด มีจำเลยทำงานเป็นลูกจ้างของบริษัทในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์นำสืบถึงการกระทำของจำเลยอันเป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็นต้องห้ามมิให้รับฟังหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อประมาณปลายเดือนพฤศจิกายน 2557 จำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับนายชัชชมสามีโจทก์โดยไปพักอาศัยอยู่ด้วยกันที่บ้านเช่าของจำเลย ชั้นพิจารณาโจทก์นำสืบว่า ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2557 โจทก์รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของนายชัชชม จึงให้นายวันชัยซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์ติดตามพฤติกรรมของนายชัชชม เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2557 นายวันชัยไปที่บ้านเช่าจำเลยและถ่ายรูปรถยนต์ของนายชัชชมขณะจอดอยู่ที่บ้านเช่าของจำเลย ช่วงเวลา 2 นาฬิกา ส่วนการที่โจทก์นำสืบว่า นายวันชัยติดตามพฤติกรรมของนายชัชชมกับจำเลยโดยไปเช่าบ้านอยู่ใกล้กับบ้านเช่าของจำเลย จนนายวันชัยสามารถบันทึกภาพเคลื่อนไหว เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2558 วันที่ 27 สิงหาคม 2558 วันที่ 13 กันยายน 2558 วันที่ 7 ตุลาคม 2558 และวันที่ 8 ตุลาคม 2558 ในขณะที่นายชัชชมมาที่บ้านของจำเลยและพักค้างคืนด้วยนั้น เห็นว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบถึงพฤติกรรมที่สามีโจทก์ไปที่บ้านเช่าของจำเลยแล้วพักค้างคืนที่บ้าน ซึ่งในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2557 ตามฟ้อง โจทก์นำสืบโดยมีภาพถ่ายรถยนต์ของนายชัชชมขณะจอดอยู่หน้าบ้านเช่าของจำเลย เวลา 2 นาฬิกา ส่วนภาพเคลื่อนไหวที่นายวันชัยบันทึกไว้ขณะนายชัชชมมาที่บ้านของจำเลยแล้วพักค้างคืนนั้น เป็นการนำสืบถึงการติดตามพฤติกรรมของนายชัชชมและจำเลยอย่างต่อเนื่องทำให้ทราบถึงพฤติกรรมระหว่างจำเลยและนายชัชชม เช่นนี้ เป็นการนำสืบถึงรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสำคัญแห่งคดีที่ว่า จำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีโจทก์ให้ได้ความชัดเจนยิ่งขึ้น การนำสืบถึงพฤติกรรมของจำเลยและสามีโจทก์ที่มีความสัมพันธ์ในทางชู้สาวต่อเนื่องดังกล่าว หาใช่เป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็นที่จะต้องห้ามมิให้รับฟังดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการต่อมาว่า จำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีโจทก์หรือไม่ เห็นว่า กรณีตามคำฟ้องโจทก์ขอเรียกค่าทดแทนจากจำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "ภริยาจะเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวก็ได้" จากพฤติการณ์ที่สามีโจทก์ไปพบจำเลยที่บ้านเช่าของจำเลยในช่วงเวลากลางคืนบ่อยครั้ง โดยขับรถมาเองหรือมาพร้อมกับจำเลยก็ตาม บางครั้งก็นอนพักค้างคืนที่บ้านจำเลยและกลับออกมาในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น อีกทั้งสามีโจทก์ยังมีกุญแจที่ใช้เปิดประตูเข้าออกบ้านจำเลยได้เอง แม้ในยามกลางดึกซึ่งเป็นเวลาที่จำเลยเข้านอนแล้วก็สามารถเข้าบ้านจำเลยโดยไม่ต้องรอให้จำเลยเปิดประตูบ้านให้ อันแสดงให้เห็นว่าจำเลยกับสามีโจทก์มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดสนิทสนมกันมากกว่าที่จะเป็นเพียงนายจ้างหรือลูกจ้างกันตามปกติธรรมดา แม้จำเลยจะนำสืบอ้างว่าที่สามีโจทก์ต้องมาพบจำเลยบ่อยครั้งในยามวิกาลเพื่อปรึกษาเรื่องงานเท่านั้น ก็เป็นเพียงการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีหลักฐานสนับสนุน จึงมีน้ำหนักน้อย น่าเชื่อว่า จำเลยมีความสัมพันธ์ในทำนองฉันชู้สาวกับสามีโจทก์จริง การที่จำเลยเป็นหญิงที่แต่งงานมีสามีแล้ว ยินยอมให้สามีโจทก์ซึ่งเป็นชายอื่นเข้าออกบ้านจำเลยในเวลากลางคืนบ่อยครั้ง รวมทั้งให้มานอนค้างคืนที่บ้านแล้วออกจากบ้านไปช่วงเช้าของวันรุ่งขึ้น โดยบางครั้งมีการแต่งกายออกไปทำงานพร้อมกัน ย่อมทำให้เพื่อนบ้านหรือบุคคลอื่นที่พบเห็นถึงพฤติกรรมระหว่างจำเลยกับสามีโจทก์เข้าใจได้ว่า จำเลยกับสามีโจทก์มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกัน พฤติการณ์เช่นนี้เป็นการที่จำเลยได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าจำเลยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง แต่การที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 1,500,000 บาท นั้น เห็นว่า เมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดี สถานะของทั้งสองฝ่าย รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และสามีโจทก์ที่ต่างมีปัญหาที่ไม่ลงรอยกันทั้งทางครอบครัวและทางธุรกิจจนแยกกันอยู่มานานหลายปีแล้ว จึงเห็นสมควร กำหนดค่าทดแทนให้โจทก์เป็นเงิน 1,000,000 บาท พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าทดแทนเป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 พฤศจิกายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 |




