ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย

สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นตามมาตรา 1523, การแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีผู้อื่น, พฤติการณ์ที่ถือเป็นความสัมพันธ์ฉันชู้สาวตามกฎหมาย, ฟ้องเรียกค่าทดแทนหญิงอื่นที่คบหาสามีผู้อื่น, หลักกฎหมายค่าทดแทนจากหญิงอื่นในคดีครอบครัว, การพิสูจน์ความสัมพันธ์ชู้สาวในศาล, ความสัมพันธ์เกินกว่านายจ้างลูกจ้าง, หลักเกณฑ์การเรียกค่าทดแทนตามกฎหมายสมรส, ฎีกาเรื่องค่าทดแทนชู้, ภริยาฟ้องหญิงอื่นที่คบสามี, คดีเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่น, ความรับผิดของหญิงอื่นชู้สาว

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายว่าด้วย สิทธิของภริยาในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีของตน ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทบัญญัติสำคัญในกฎหมายครอบครัวที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสถาบันครอบครัวและศักดิ์ศรีของคู่สมรส

คดีนี้มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการพิจารณาว่า พฤติการณ์ของหญิงอื่นกับสามีของโจทก์มีลักษณะเป็นการแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวหรือไม่ และการนำสืบพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องภายหลังจากเหตุการณ์ตามคำฟ้องจะถือเป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่

ข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่า สามีของโจทก์เดินทางไปยังบ้านเช่าของจำเลยในช่วงเวลากลางคืนเป็นประจำ บางครั้งพักค้างคืนและกลับออกมาในช่วงเช้าของวันรุ่งขึ้น อีกทั้งยังมีกุญแจที่สามารถเปิดเข้าออกบ้านของจำเลยได้เองโดยไม่ต้องให้จำเลยเปิดประตูให้ พฤติการณ์ดังกล่าวทำให้บุคคลภายนอกที่พบเห็นสามารถเข้าใจได้ว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์เกินกว่าความสัมพันธ์ในทางธุรกิจหรือการทำงานตามปกติ

ศาลฎีกาจึงต้องพิจารณาว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเพียงพอที่จะถือได้ว่าเป็น การแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีของผู้อื่น อันก่อให้เกิดสิทธิของภริยาในการเรียกค่าทดแทนตามกฎหมายหรือไม่ พร้อมทั้งวินิจฉัยถึงขอบเขตของการนำสืบพฤติการณ์เพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์ดังกล่าวในทางคดี

ข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์และสามีได้จดทะเบียนสมรสกันและมีบุตรร่วมกันสองคน ทั้งสองประกอบธุรกิจร่วมกันในรูปบริษัทเอกชน โดยมีจำเลยเป็นลูกจ้างของบริษัทในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป

ต่อมาปรากฏพฤติการณ์ที่ทำให้โจทก์เกิดความสงสัยว่าสามีของตนอาจมีความสัมพันธ์กับจำเลย โจทก์จึงให้ลูกจ้างติดตามพฤติกรรมของสามี และพบว่าสามีของโจทก์เดินทางไปยังบ้านเช่าของจำเลยในช่วงเวลากลางคืนหลายครั้ง

จากการติดตามพบว่า

สามีของโจทก์มักขับรถไปยังบ้านเช่าของจำเลยในช่วงเวลากลางคืน และบางครั้งได้พักค้างคืนที่บ้านดังกล่าว ก่อนจะเดินทางออกไปในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังปรากฏว่าชายดังกล่าวมีกุญแจสำหรับเปิดประตูบ้านของจำเลยได้เอง แม้ในช่วงเวลากลางดึกก็สามารถเข้าไปในบ้านได้โดยไม่ต้องให้จำเลยเปิดประตูให้

บางครั้งทั้งสองยังแต่งกายออกจากบ้านเพื่อไปทำงานพร้อมกัน ทำให้เพื่อนบ้านและบุคคลภายนอกที่พบเห็นเข้าใจได้ว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดในลักษณะคู่รัก

จากพฤติการณ์ดังกล่าว โจทก์จึงฟ้องจำเลยเพื่อเรียกค่าทดแทนเป็นเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยอ้างว่าการกระทำของจำเลยทำให้ครอบครัวของโจทก์แตกแยกและก่อให้เกิดความเสียหายต่อเกียรติยศ ชื่อเสียง และสภาพจิตใจของโจทก์

ประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัย

ศาลฎีกาพิจารณาประเด็นสำคัญของคดีในสองประเด็นหลัก ได้แก่

ประเด็นแรก คือ การที่โจทก์นำสืบพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องภายหลังจากเหตุการณ์ตามคำฟ้อง จะถือเป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่

ประเด็นที่สอง คือ พฤติการณ์ของจำเลยกับสามีของโจทก์เข้าลักษณะเป็น การแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีของผู้อื่น ตามบทบัญญัติมาตรา 1523 วรรคสองหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์นำสืบถึงพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลังจากช่วงเวลาที่ระบุในคำฟ้อง มิได้เป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็น เนื่องจากพฤติการณ์ดังกล่าวมีความเกี่ยวเนื่องกับประเด็นสำคัญของคดี และมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นถึงลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับสามีของโจทก์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

การนำสืบพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจึงเป็นเพียงการขยายรายละเอียดของข้อเท็จจริงเพื่อพิสูจน์ประเด็นสำคัญแห่งคดี มิใช่การนำสืบข้อเท็จจริงใหม่ที่อยู่นอกขอบเขตของคำฟ้อง

การแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีผู้อื่น

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การตีความบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า

“ภริยาจะเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวก็ได้”

บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดหลักเกณฑ์สำคัญว่า การที่ภริยาจะมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นได้นั้น มิใช่เพียงแต่ต้องพิสูจน์ว่าหญิงอื่นมีความสัมพันธ์กับสามีของตนเท่านั้น แต่ต้องปรากฏว่าหญิงดังกล่าว ได้แสดงตนโดยเปิดเผย ให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าใจได้ว่ามีความสัมพันธ์ในลักษณะชู้สาว

ศาลฎีกาพิจารณาพฤติการณ์ในคดีนี้แล้วเห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับสามีของโจทก์มิได้เป็นเพียงความสัมพันธ์ในลักษณะการทำงานระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเท่านั้น แต่มีลักษณะใกล้ชิดเกินกว่าความสัมพันธ์ทางธุรกิจตามปกติ

พฤติการณ์สำคัญที่ศาลนำมาพิจารณา ได้แก่

สามีของโจทก์เดินทางไปยังบ้านของจำเลยในเวลากลางคืนบ่อยครั้ง

มีการพักค้างคืนที่บ้านของจำเลย

เดินทางออกจากบ้านในช่วงเช้าของวันรุ่งขึ้น

มีการแต่งกายออกไปทำงานพร้อมกัน

สามีของโจทก์มีกุญแจที่สามารถเปิดเข้าออกบ้านของจำเลยได้เอง

พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมเป็นเหตุให้บุคคลภายนอก เช่น เพื่อนบ้านหรือบุคคลที่พบเห็น เข้าใจได้ว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกัน

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการที่จำเลย แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีของโจทก์ในทำนองชู้สาว อันเป็นองค์ประกอบแห่งความรับผิดตามมาตรา 1523 วรรคสอง

ข้ออ้างของจำเลยที่ว่า การพบกันในเวลากลางคืนเป็นเพียงการปรึกษาเรื่องงานนั้น ศาลเห็นว่าเป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟัง

ดังนั้น ศาลฎีกาจึงเห็นว่าโจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้ตามกฎหมาย

วิเคราะห์หลักกฎหมายเกี่ยวกับค่าทดแทนจากหญิงอื่นตามมาตรา 1523

บทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองความมั่นคงของสถาบันครอบครัว และเพื่อป้องกันมิให้บุคคลภายนอกเข้ามาแทรกแซงความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรส

หลักการสำคัญของมาตราดังกล่าวมีอยู่สองประการ ได้แก่

ประการแรก คือ การมีความสัมพันธ์ในลักษณะชู้สาวกับคู่สมรสของผู้อื่น

ประการที่สอง คือ การแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ดังกล่าว

การแสดงตนโดยเปิดเผยตามความหมายของกฎหมาย มิได้จำกัดเฉพาะการประกาศอย่างชัดแจ้งหรือการยอมรับต่อสาธารณะเท่านั้น แต่รวมถึงพฤติการณ์ที่บุคคลทั่วไปสามารถเข้าใจได้ว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์ในลักษณะคู่รักหรือคู่สมรส

ตัวอย่างพฤติการณ์ที่ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่าเข้าลักษณะการแสดงตนโดยเปิดเผย ได้แก่

การอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยา

การเดินทางไปในที่สาธารณะร่วมกันในลักษณะคู่รัก

การพักค้างคืนในบ้านของอีกฝ่ายหนึ่งเป็นประจำ

การแสดงความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดต่อหน้าบุคคลทั่วไป

ในคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยยินยอมให้ชายอื่นซึ่งเป็นสามีของโจทก์เข้าออกบ้านในเวลากลางคืนเป็นประจำ รวมทั้งพักค้างคืนที่บ้านของจำเลย และมีพฤติการณ์ที่บุคคลภายนอกสามารถเข้าใจได้ว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์กันในลักษณะคู่รัก ย่อมถือเป็นการแสดงตนโดยเปิดเผยตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

เจตนารมณ์ของกฎหมายมาตรา 1523

บทบัญญัติมาตรา 1523 มีเจตนารมณ์สำคัญในการคุ้มครองสถาบันครอบครัวและศักดิ์ศรีของคู่สมรส โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกเข้ามาทำลายความสัมพันธ์สมรส

กฎหมายจึงกำหนดให้คู่สมรสฝ่ายที่เสียหายสามารถเรียกค่าทดแทนจากบุคคลภายนอกที่เข้ามามีความสัมพันธ์กับคู่สมรสของตนได้

อย่างไรก็ตาม กฎหมายได้กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมว่า ต้องเป็นการแสดงตนโดยเปิดเผย เพื่อป้องกันมิให้เกิดการฟ้องร้องโดยอาศัยเพียงความสงสัยหรือพฤติการณ์ลับ ๆ ที่บุคคลทั่วไปไม่อาจรับรู้ได้

หลักการดังกล่าวจึงเป็นการสร้างดุลยภาพระหว่าง

การคุ้มครองสถาบันครอบครัว

กับการป้องกันการฟ้องร้องที่ไม่มีมูลความจริง

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาได้วางหลักการเกี่ยวกับการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นไว้อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นว่าการพิสูจน์ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวต้องพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวม

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยในหลายคดีว่า

การอยู่ร่วมกันในลักษณะคู่รัก

การพักค้างคืนด้วยกัน

การแสดงตนในที่สาธารณะในลักษณะคู่สมรส

ล้วนเป็นพฤติการณ์ที่อาจถือได้ว่าเป็นการแสดงตนโดยเปิดเผย

ในขณะเดียวกัน ศาลฎีกายังได้วางหลักว่า หากความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นเพียงการพบปะกันในทางธุรกิจหรือการทำงานโดยไม่มีพฤติการณ์อื่นประกอบ ก็อาจยังไม่เพียงพอที่จะถือเป็นการแสดงตนโดยเปิดเผย

คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของแนววินิจฉัยของศาลฎีกาที่แสดงให้เห็นว่า การเข้าออกบ้านของกันและกันในเวลากลางคืน การพักค้างคืน และการมีความใกล้ชิดเกินกว่าความสัมพันธ์ในทางงาน สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวได้

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 10,000 บาท

2. ศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โดยเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยได้แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า พฤติการณ์ของจำเลยกับสามีของโจทก์มีลักษณะใกล้ชิดสนิทสนมเกินกว่าความสัมพันธ์ตามปกติระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง และการที่จำเลยยินยอมให้สามีของโจทก์เข้าออกบ้านในเวลากลางคืน รวมทั้งพักค้างคืนที่บ้านของจำเลยเป็นประจำ ย่อมทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว จึงถือเป็นการแสดงตนโดยเปิดเผยตามมาตรา 1523 วรรคสอง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีและความสัมพันธ์ของคู่สมรสที่มีปัญหากันมาก่อนแล้ว เห็นสมควร ลดค่าทดแทนจาก 1,500,000 บาท เหลือ 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับ การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง โดยศาลได้เน้นหลักการสำคัญว่า การที่บุคคลภายนอกจะต้องรับผิดชดใช้ค่าทดแทนต่อภริยาของชายที่ตนมีความสัมพันธ์นั้น มิใช่เพียงต้องพิสูจน์ว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันเท่านั้น แต่ต้องปรากฏว่ามี พฤติการณ์แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว

การแสดงตนโดยเปิดเผยดังกล่าวอาจปรากฏได้จากพฤติการณ์หลายประการ เช่น การเข้าออกบ้านของกันและกันในยามวิกาล การพักค้างคืน การใช้ชีวิตในลักษณะคู่รัก หรือพฤติการณ์ที่ทำให้บุคคลภายนอกเข้าใจได้ว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์กันในทำนองชู้สาว แม้จะไม่มีหลักฐานโดยตรงเกี่ยวกับการกระทำทางเพศก็ตาม

นอกจากนี้ คำพิพากษานี้ยังสะท้อนหลักการสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ศาลมีดุลพินิจในการกำหนดจำนวนค่าทดแทนให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี โดยต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น สถานะของคู่ความ ความร้ายแรงของการกระทำ ผลกระทบต่อครอบครัว และสภาพความสัมพันธ์ของคู่สมรสก่อนเกิดเหตุ

ดังนั้น แม้ศาลจะเห็นว่าจำเลยมีความรับผิดตามกฎหมาย แต่หากปรากฏว่าความสัมพันธ์ของคู่สมรสมีปัญหากันมาก่อนหรือมีเหตุอื่นประกอบ ศาลก็อาจกำหนดค่าทดแทนในจำนวนที่ลดลงเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับ สิทธิของภริยาในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีของตน ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ที่สามีของโจทก์เข้าออกบ้านของจำเลยในเวลากลางคืนเป็นประจำ มีการพักค้างคืน และมีความสนิทสนมใกล้ชิดเกินกว่าความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ย่อมทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว จึงถือเป็นการแสดงตนโดยเปิดเผยตามกฎหมาย และทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นตามมาตรา 1523 วรรคสอง

กฎหมายกำหนดให้ภริยามีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่เข้ามามีความสัมพันธ์กับสามีของตน หากปรากฏว่าหญิงดังกล่าวได้แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาว การเรียกค่าทดแทนมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสถาบันครอบครัวและชดเชยความเสียหายต่อเกียรติยศ ชื่อเสียง และสภาพจิตใจของคู่สมรสที่ถูกละเมิดความสัมพันธ์สมรส

2. การแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว

องค์ประกอบสำคัญของความรับผิดตามมาตรา 1523 คือการที่หญิงอื่นมีพฤติการณ์ที่ทำให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าใจได้ว่ามีความสัมพันธ์กับสามีของผู้อื่นในลักษณะชู้สาว เช่น การเข้าออกบ้านในเวลากลางคืน การพักค้างคืน หรือการมีพฤติการณ์ใกล้ชิดเกินกว่าความสัมพันธ์ตามปกติ หากพฤติการณ์ดังกล่าวปรากฏต่อสายตาบุคคลทั่วไปจนทำให้เกิดความเข้าใจเช่นนั้น ก็ถือว่าเป็นการแสดงตนโดยเปิดเผยตามกฎหมาย และก่อให้เกิดความรับผิดในการชดใช้ค่าทดแทนได้

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คำถาม

1. ภริยาสามารถเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นได้ในกรณีใด

คำตอบ

ภริยาสามารถเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นได้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งกำหนดว่า ภริยามีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีของตนในทำนองชู้สาว หลักการสำคัญคือ ต้องปรากฏว่าหญิงดังกล่าวมีพฤติการณ์ที่ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการอยู่ร่วมกัน การเดินทางไปไหนมาไหนด้วยกันในลักษณะคู่รัก การพักค้างคืนร่วมกัน หรือการแสดงความสัมพันธ์อย่างเปิดเผยต่อสาธารณะ หากพฤติการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายต่อเกียรติยศ ชื่อเสียง หรือความมั่นคงของครอบครัว ภริยาผู้เสียหายย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นได้

คำถาม

2. การพิสูจน์ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวจำเป็นต้องมีหลักฐานโดยตรงหรือไม่

คำตอบ

การพิสูจน์ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวในทางคดีไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานโดยตรง เช่น ภาพการกระทำทางเพศหรือคำรับสารภาพของคู่กรณีเสมอไป ศาลสามารถพิจารณาจากพฤติการณ์แวดล้อมและพฤติกรรมของคู่กรณีโดยรวม เช่น การเข้าออกบ้านในเวลากลางคืน การพักค้างคืนด้วยกัน การใช้ชีวิตในลักษณะคู่รัก หรือการแสดงความใกล้ชิดต่อหน้าบุคคลอื่น หากพฤติการณ์ดังกล่าวมีน้ำหนักเพียงพอที่จะทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์กันในลักษณะชู้สาว ศาลก็อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ดังนั้น การพิสูจน์ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวจึงมักอาศัยพยานแวดล้อมและพฤติการณ์ประกอบกันหลายประการ

คำถาม

3. การเข้าออกบ้านของกันและกันในเวลากลางคืนถือเป็นหลักฐานของความสัมพันธ์ชู้สาวหรือไม่

คำตอบ

การเข้าออกบ้านของกันและกันในเวลากลางคืนโดยลำพังอาจยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวได้ แต่หากมีพฤติการณ์อื่นประกอบ เช่น การพักค้างคืนเป็นประจำ การมีความใกล้ชิดในลักษณะคู่รัก หรือการแสดงความสัมพันธ์ต่อหน้าบุคคลอื่น ศาลอาจพิจารณาว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นหลักฐานที่แสดงถึงความสัมพันธ์ฉันชู้สาวได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพฤติการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์กันในลักษณะคู่รัก

คำถาม

4. หากหญิงอื่นอ้างว่าความสัมพันธ์เป็นเพียงเรื่องงาน ศาลจะพิจารณาอย่างไร

คำตอบ

หากหญิงอื่นอ้างว่าความสัมพันธ์กับสามีของโจทก์เป็นเพียงความสัมพันธ์ในทางการทำงาน ศาลจะพิจารณาจากพยานหลักฐานและพฤติการณ์โดยรวมของคดี หากปรากฏว่าการพบปะกันมีลักษณะเกินกว่าความสัมพันธ์ในทางงาน เช่น การไปพบกันในเวลากลางคืน การพักค้างคืนร่วมกัน หรือการมีพฤติการณ์ที่ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด ศาลอาจไม่รับฟังข้ออ้างดังกล่าว โดยถือว่าเป็นเพียงคำกล่าวอ้างที่ไม่มีหลักฐานสนับสนุน

คำถาม

5. จำนวนค่าทดแทนในคดีลักษณะนี้ศาลพิจารณาจากอะไร

คำตอบ

จำนวนค่าทดแทนในคดีเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่น ศาลจะพิจารณาจากหลายปัจจัยประกอบกัน เช่น ความร้ายแรงของพฤติการณ์ ผลกระทบต่อครอบครัวและชื่อเสียงของผู้เสียหาย สถานะทางสังคมของคู่ความ และพฤติการณ์โดยรวมของคดี ศาลมีดุลพินิจในการกำหนดจำนวนค่าทดแทนให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริงแต่ละกรณี ดังนั้น จำนวนเงินค่าทดแทนจึงอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคดี

คำถาม

6. หากสามีภรรยามีปัญหากันอยู่ก่อนแล้ว จะยังเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นได้หรือไม่

คำตอบ

แม้ว่าสามีภรรยาจะมีปัญหาความสัมพันธ์กันอยู่ก่อนแล้ว ภริยาก็ยังคงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นได้ หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าหญิงอื่นได้แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีของตน อย่างไรก็ตาม สภาพความสัมพันธ์ของคู่สมรสก่อนเกิดเหตุอาจเป็นปัจจัยที่ศาลนำมาพิจารณาในการกำหนดจำนวนค่าทดแทน หากปรากฏว่าความสัมพันธ์ของคู่สมรสมีปัญหารุนแรงอยู่ก่อนแล้ว ศาลอาจพิจารณากำหนดค่าทดแทนในจำนวนที่ลดลง

คำถาม

7. การติดตามพฤติกรรมของคู่สมรสเพื่อรวบรวมหลักฐานสามารถใช้ในศาลได้หรือไม่

คำตอบ

การติดตามพฤติกรรมของคู่สมรสเพื่อรวบรวมหลักฐานสามารถนำมาใช้ในศาลได้ หากพยานหลักฐานดังกล่าวได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่ละเมิดสิทธิของบุคคลอื่นอย่างร้ายแรง ตัวอย่างเช่น การถ่ายภาพหรือบันทึกวิดีโอพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในสถานที่สาธารณะหรือบริเวณภายนอกบ้าน อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในศาลได้ อย่างไรก็ตาม ศาลจะพิจารณาน้ำหนักของพยานหลักฐานร่วมกับพยานอื่นประกอบกัน

คำถาม

8. การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องฟ้องภายในระยะเวลาเท่าใด

คำตอบ

การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นตามมาตรา 1523 ต้องอยู่ภายใต้หลักอายุความตามกฎหมาย โดยทั่วไปการเรียกค่าทดแทนจากการกระทำละเมิดจะต้องฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการกระทำละเมิดและรู้ตัวผู้กระทำละเมิด และไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่เกิดเหตุ อย่างไรก็ตาม การพิจารณาเรื่องอายุความในคดีครอบครัวต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงของแต่ละคดีเป็นสำคัญ

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 964/2562

คำฟ้องโจทก์ขอเรียกค่าทดแทนจากจำเลย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "ภริยาจะเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวก็ได้" จากพฤติการณ์ที่สามีโจทก์ไปพบจำเลยที่บ้านเช่าของจำเลยในช่วงเวลากลางคืนบ่อยครั้ง โดยขับรถมาเองหรือมาพร้อมกับจำเลยก็ตาม บางครั้งก็นอนพักค้างคืนที่บ้านจำเลยและกลับออกมาในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น อีกทั้งสามีโจทก์ยังมีกุญแจที่ใช้เปิดประตูเข้าออกบ้านจำเลยได้เอง แม้ในยามกลางดึกซึ่งเป็นเวลาที่จำเลยเข้านอนแล้วก็สามารถเข้าบ้านจำเลยโดยไม่ต้องรอให้จำเลยเปิดประตูบ้านให้ อันแสดงให้เห็นว่าจำเลยกับสามีโจทก์มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดสนิทสนมกันมากกว่าที่จะเป็นเพียงนายจ้างหรือลูกจ้างกันตามปกติธรรมดา การที่จำเลยเป็นหญิงที่แต่งงานมีสามีแล้ว ยินยอมให้สามีโจทก์ซึ่งเป็นชายอื่นเข้าออกบ้านจำเลยในเวลากลางคืนบ่อยครั้ง รวมทั้งให้มานอนค้างคืนที่บ้านแล้วออกจากบ้านไปช่วงเช้าของวันรุ่งขึ้น โดยบางครั้งมีการแต่งกายออกไปทำงานพร้อมกัน ย่อมทำให้เพื่อนบ้านหรือบุคคลอื่นที่พบเห็นถึงพฤติกรรมระหว่างจำเลยกับสามีโจทก์เข้าใจได้ว่า จำเลยกับสามีโจทก์มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกัน พฤติการณ์เช่นนี้เป็นการที่จำเลยได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าจำเลยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าทดแทนความเสียหายต่อเกียรติยศ ชื่อเสียงทางธุรกิจ ความเดือดร้อนจากครอบครัวแตกแยก และความทุกข์ทรมานทางจิตใจ เป็นเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับให้ ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์และนายชัชชมจดทะเบียนสมรสกัน มีบุตรสองคน และร่วมกันประกอบธุรกิจ โดยจำเลยเป็นลูกจ้างในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของบริษัท ต่อมาโจทก์สงสัยว่าสามีมีความสัมพันธ์กับจำเลย จึงให้ลูกจ้างติดตามพฤติกรรม พบว่าสามีโจทก์ไปยังบ้านเช่าของจำเลยในเวลากลางคืนบ่อยครั้ง มีการจอดรถหน้าบ้านและพักค้างคืนหลายครั้ง

ศาลฎีกาเห็นว่า การนำสืบพฤติการณ์ต่อเนื่องดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงรายละเอียดของข้อเท็จจริงเพื่อพิสูจน์ประเด็นสำคัญว่าจำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีโจทก์ จึง ไม่ใช่การนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็น

เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ที่สามีโจทก์ไปบ้านจำเลยในเวลากลางคืนเป็นประจำ พักค้างคืน และมีกุญแจเข้าออกบ้านได้เอง รวมทั้งมีการออกจากบ้านไปทำงานพร้อมกัน ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว จึงถือว่า จำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีและความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับสามีที่มีปัญหากันมาก่อน ศาลเห็นสมควร ลดค่าทดแทนจาก 1,500,000 บาท เหลือ 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าทดแทนความเสียหายต่อเกียรติยศ ชื่อเสียงทางธุรกิจ ความเดือดร้อนที่ครอบครัวต้องแตกแยก และความทุกข์ทรมานทางด้านจิตใจ เป็นเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2558) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์กับนายชัชชมจดทะเบียนสมรสกัน เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2550 ระหว่างสมรสมีบุตรด้วยกัน 2 คน โจทก์กับนายชัชชมประกอบธุรกิจในนามบริษัทเอเชีย แปซิฟิค พาราวู้ด จำกัด มีจำเลยทำงานเป็นลูกจ้างของบริษัทในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์นำสืบถึงการกระทำของจำเลยอันเป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็นต้องห้ามมิให้รับฟังหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อประมาณปลายเดือนพฤศจิกายน 2557 จำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับนายชัชชมสามีโจทก์โดยไปพักอาศัยอยู่ด้วยกันที่บ้านเช่าของจำเลย ชั้นพิจารณาโจทก์นำสืบว่า ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2557 โจทก์รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของนายชัชชม จึงให้นายวันชัยซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์ติดตามพฤติกรรมของนายชัชชม เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2557 นายวันชัยไปที่บ้านเช่าจำเลยและถ่ายรูปรถยนต์ของนายชัชชมขณะจอดอยู่ที่บ้านเช่าของจำเลย ช่วงเวลา 2 นาฬิกา ส่วนการที่โจทก์นำสืบว่า นายวันชัยติดตามพฤติกรรมของนายชัชชมกับจำเลยโดยไปเช่าบ้านอยู่ใกล้กับบ้านเช่าของจำเลย จนนายวันชัยสามารถบันทึกภาพเคลื่อนไหว เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2558 วันที่ 27 สิงหาคม 2558 วันที่ 13 กันยายน 2558 วันที่ 7 ตุลาคม 2558 และวันที่ 8 ตุลาคม 2558 ในขณะที่นายชัชชมมาที่บ้านของจำเลยและพักค้างคืนด้วยนั้น เห็นว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบถึงพฤติกรรมที่สามีโจทก์ไปที่บ้านเช่าของจำเลยแล้วพักค้างคืนที่บ้าน ซึ่งในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2557 ตามฟ้อง โจทก์นำสืบโดยมีภาพถ่ายรถยนต์ของนายชัชชมขณะจอดอยู่หน้าบ้านเช่าของจำเลย เวลา 2 นาฬิกา ส่วนภาพเคลื่อนไหวที่นายวันชัยบันทึกไว้ขณะนายชัชชมมาที่บ้านของจำเลยแล้วพักค้างคืนนั้น เป็นการนำสืบถึงการติดตามพฤติกรรมของนายชัชชมและจำเลยอย่างต่อเนื่องทำให้ทราบถึงพฤติกรรมระหว่างจำเลยและนายชัชชม เช่นนี้ เป็นการนำสืบถึงรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสำคัญแห่งคดีที่ว่า จำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีโจทก์ให้ได้ความชัดเจนยิ่งขึ้น การนำสืบถึงพฤติกรรมของจำเลยและสามีโจทก์ที่มีความสัมพันธ์ในทางชู้สาวต่อเนื่องดังกล่าว หาใช่เป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็นที่จะต้องห้ามมิให้รับฟังดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการต่อมาว่า จำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีโจทก์หรือไม่ เห็นว่า กรณีตามคำฟ้องโจทก์ขอเรียกค่าทดแทนจากจำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "ภริยาจะเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวก็ได้" จากพฤติการณ์ที่สามีโจทก์ไปพบจำเลยที่บ้านเช่าของจำเลยในช่วงเวลากลางคืนบ่อยครั้ง โดยขับรถมาเองหรือมาพร้อมกับจำเลยก็ตาม บางครั้งก็นอนพักค้างคืนที่บ้านจำเลยและกลับออกมาในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น อีกทั้งสามีโจทก์ยังมีกุญแจที่ใช้เปิดประตูเข้าออกบ้านจำเลยได้เอง แม้ในยามกลางดึกซึ่งเป็นเวลาที่จำเลยเข้านอนแล้วก็สามารถเข้าบ้านจำเลยโดยไม่ต้องรอให้จำเลยเปิดประตูบ้านให้ อันแสดงให้เห็นว่าจำเลยกับสามีโจทก์มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดสนิทสนมกันมากกว่าที่จะเป็นเพียงนายจ้างหรือลูกจ้างกันตามปกติธรรมดา แม้จำเลยจะนำสืบอ้างว่าที่สามีโจทก์ต้องมาพบจำเลยบ่อยครั้งในยามวิกาลเพื่อปรึกษาเรื่องงานเท่านั้น ก็เป็นเพียงการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีหลักฐานสนับสนุน จึงมีน้ำหนักน้อย น่าเชื่อว่า จำเลยมีความสัมพันธ์ในทำนองฉันชู้สาวกับสามีโจทก์จริง การที่จำเลยเป็นหญิงที่แต่งงานมีสามีแล้ว ยินยอมให้สามีโจทก์ซึ่งเป็นชายอื่นเข้าออกบ้านจำเลยในเวลากลางคืนบ่อยครั้ง รวมทั้งให้มานอนค้างคืนที่บ้านแล้วออกจากบ้านไปช่วงเช้าของวันรุ่งขึ้น โดยบางครั้งมีการแต่งกายออกไปทำงานพร้อมกัน ย่อมทำให้เพื่อนบ้านหรือบุคคลอื่นที่พบเห็นถึงพฤติกรรมระหว่างจำเลยกับสามีโจทก์เข้าใจได้ว่า จำเลยกับสามีโจทก์มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกัน พฤติการณ์เช่นนี้เป็นการที่จำเลยได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าจำเลยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง แต่การที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 1,500,000 บาท นั้น เห็นว่า เมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดี สถานะของทั้งสองฝ่าย รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และสามีโจทก์ที่ต่างมีปัญหาที่ไม่ลงรอยกันทั้งทางครอบครัวและทางธุรกิจจนแยกกันอยู่มานานหลายปีแล้ว จึงเห็นสมควร กำหนดค่าทดแทนให้โจทก์เป็นเงิน 1,000,000 บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าทดแทนเป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 พฤศจิกายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย