
| แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความสิทธิฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) ในกรณีที่คู่สมรสแยกกันอยู่เกินสามปี แต่การแยกกันอยู่นั้นเกิดจากลักษณะหน้าที่ราชการของสามีที่ต้องย้ายไปรับราชการต่างจังหวัด มิใช่การตกลงสมัครใจยุติชีวิตสมรสร่วมกันทั้งสองฝ่ายโดยแท้จริง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้จึงอยู่ที่การวินิจฉัยว่า “การแยกกันอยู่” ตามกฎหมายหย่านั้น ต้องเป็นการแยกกันอยู่โดยความสมัครใจของคู่สมรสทั้งสองฝ่าย และมีลักษณะตัดขาดจากความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาโดยเจตนาร่วมกัน มิใช่เพียงการอยู่คนละที่ตามสภาพอาชีพหรือการทอดทิ้งโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฝ่ายเดียว ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่าการแยกกันอยู่ที่เกิดจากความสมัครใจของฝ่ายเดียว ไม่ก่อให้เกิดสิทธิฟ้องหย่า ข้อเท็จจริงแห่งคดี โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกันและมีบุตรร่วมกันสามคน ภายหลังสมรสโจทก์ซึ่งรับราชการต้องย้ายไปรับราชการต่างจังหวัดหลายแห่ง โดยจำเลยมิได้ติดตามไป แต่พักอาศัยอยู่ภูมิลำเนาเดิมและเลี้ยงดูบุตรทั้งสาม โจทก์จะกลับมาเยี่ยมเยียนเป็นครั้งคราว ต่อมาภายหลังโจทก์เริ่มไม่กลับมาเยี่ยมครอบครัวตามปกติ และมีข้อกล่าวหาว่าไปมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่น จำเลยได้ร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของโจทก์และหญิงดังกล่าว โจทก์อ้างว่าชีวิตสมรสไม่อาจอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุขและได้สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปีแล้ว จึงฟ้องหย่าโดยอาศัยมาตรา 1516 (4/2) พร้อมเรียกแบ่งสินสมรส จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้สมัครใจแยกกันอยู่ การแยกกันอยู่เป็นผลจากหน้าที่ราชการของโจทก์ และการที่โจทก์ไม่กลับมาเยี่ยมเยียนครอบครัวเป็นการกระทำโดยฝ่ายเดียว มิใช่ความตกลงร่วมกันที่จะยุติชีวิตสมรส ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย ประเด็นสำคัญคือ การแยกกันอยู่เกินสามปีดังกล่าว เป็นการแยกกันอยู่โดยความสมัครใจของทั้งสองฝ่ายตามมาตรา 1516 (4/2) หรือไม่ และการแยกกันอยู่เพราะสามีรับราชการต่างจังหวัดจะถือเป็นเหตุหย่าโดยอัตโนมัติหรือไม่ มาตรา 1516 (4/2) บัญญัติให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งมีสิทธิฟ้องหย่าได้เมื่อคู่สมรสทั้งสองสมัครใจแยกกันอยู่เพราะไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี องค์ประกอบสำคัญจึงมี 3 ประการ ได้แก่ 1. ต้องมีการแยกกันอยู่ 2. ต้องเป็นการสมัครใจของทั้งสองฝ่าย 3. ต้องมีสภาพไม่อาจอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุขตลอดระยะเวลาเกินสามปี คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าคู่สมรสแยกกันอยู่เกินสามปีจริง แต่การแยกกันอยู่นั้นมิใช่เกิดจากความสมัครใจของจำเลย หากเป็นผลจากพฤติการณ์ของโจทก์ฝ่ายเดียว ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่าจำเลยยังคงมีความผูกพัน รักใคร่ หึงหวง และพยายามรักษาชีวิตสมรส โดยการร้องเรียนเรื่องความสัมพันธ์ของโจทก์กับหญิงอื่น แสดงให้เห็นว่าไม่ได้มีเจตนายุติชีวิตสมรส ดังนั้น การแยกกันอยู่จึงเป็นเพียงการแยกกันอยู่ตามสภาพอาชีพและภายหลังเป็นการทอดทิ้งโดยฝ่ายโจทก์ ไม่ใช่การสมัครใจร่วมกันที่จะเลิกความสัมพันธ์ฉันสามีภริยา เมื่อองค์ประกอบเรื่อง “สมัครใจแยกกันอยู่ทั้งสองฝ่าย” ไม่ครบถ้วน จึงไม่ก่อให้เกิดสิทธิฟ้องหย่า วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ บทบัญญัติมาตรา 1516 (4/2) มีเจตนารมณ์เพื่อเปิดช่องให้คู่สมรสที่ตกลงยุติความสัมพันธ์โดยปริยายและอยู่แยกกันเป็นเวลานาน สามารถยุติสถานภาพสมรสได้โดยไม่ต้องพิสูจน์ความผิดของอีกฝ่าย อย่างไรก็ดี กฎหมายมิได้มุ่งคุ้มครองผู้ที่แยกทางโดยพลการฝ่ายเดียว แล้วอาศัยระยะเวลานั้นเป็นเหตุฟ้องหย่า ศาลฎีกาจึงตีความอย่างเคร่งครัดว่า ต้องเป็นความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย มิฉะนั้นจะเป็นการเปิดช่องให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งสร้างเงื่อนไขเพื่อเลิกสมรสฝ่ายเดียว แนวคำพิพากษานี้สอดคล้องกับบรรทัดฐานอื่นที่วางหลักว่า การสมัครใจแยกกันอยู่ต้องมีเจตนาร่วมกันชัดแจ้ง มิใช่เพียงสภาพความห่างเหินทางภูมิศาสตร์หรือการขาดการติดต่อเพราะหน้าที่การงาน การที่สามีรับราชการต่างจังหวัดจึงเป็นเพียงข้อเท็จจริงด้านอาชีพ มิใช่เหตุหย่าโดยตัวมันเอง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าแม้คู่สมรสจะแยกกันอยู่เกินสามปีจริง แต่การแยกกันอยู่นั้นมิได้เกิดจากความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย หากเป็นผลจากพฤติการณ์ของโจทก์ฝ่ายเดียว อีกทั้งพยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอพิสูจน์ว่าจำเลยสมัครใจยุติชีวิตสมรส 2. ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยมีเจตนาร่วมแยกทางกับโจทก์ การแยกกันอยู่เป็นเพียงผลจากหน้าที่ราชการของโจทก์ และภายหลังเป็นการที่โจทก์ไม่กลับไปเยี่ยมเยียนครอบครัว มิใช่การตกลงยุติความสัมพันธ์โดยสมัครใจ 3. ศาลฎีกา พิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่าองค์ประกอบตามมาตรา 1516 (4/2) ยังไม่ครบถ้วน เพราะแม้จะแยกกันอยู่เกินสามปี แต่เป็นการแยกกันอยู่โดยความสมัครใจของโจทก์ฝ่ายเดียว มิใช่ความสมัครใจของจำเลย จึงไม่ก่อให้เกิดสิทธิฟ้องหย่า สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักการสำคัญว่า “การแยกกันอยู่” ตามมาตรา 1516 (4/2) มิใช่เพียงข้อเท็จจริงเชิงกายภาพว่าอยู่คนละสถานที่ หากแต่ต้องเป็นการแยกกันอยู่โดยเจตนาร่วมของคู่สมรสทั้งสองฝ่าย และมีลักษณะตัดขาดจากความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาอย่างแท้จริง การที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งต้องย้ายไปรับราชการต่างจังหวัด เป็นเพียงข้อจำกัดทางอาชีพ มิใช่การแสดงเจตนายุติชีวิตสมรส หากอีกฝ่ายยังคงรักษาความสัมพันธ์ หึงหวง และพยายามแก้ไขปัญหาครอบครัว ย่อมถือว่าไม่มี “ความสมัครใจร่วมกัน” หลักกฎหมายในคดีนี้จึงมีนัยสำคัญสองประการ ประการแรก ศาลตีความคำว่า “สมัครใจแยกกันอยู่” อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันมิให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งสร้างเงื่อนไขแห่งการหย่าโดยฝ่ายเดียว ประการที่สอง ภาระการพิสูจน์ตกแก่ฝ่ายผู้ฟ้องหย่า ต้องแสดงให้ศาลเห็นถึงเจตนาร่วมของทั้งสองฝ่ายอย่างชัดแจ้ง มิใช่อาศัยเพียงระยะเวลา แนวคำพิพากษานี้ยังสะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัวที่มุ่งคุ้มครองความมั่นคงของสถาบันครอบครัว มิให้การหย่าเกิดขึ้นโดยง่ายจากการทอดทิ้งฝ่ายเดียว ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความสิทธิฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) ว่าการที่คู่สมรสแยกกันอยู่เกินสามปีนั้น ต้องเป็นการ “สมัครใจแยกกันอยู่” ของทั้งสองฝ่าย เพราะเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุข มิใช่เพียงการแยกกันอยู่ตามสภาพหน้าที่การงานหรือการกระทำฝ่ายเดียว โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์กับจำเลยจะแยกกันอยู่เกินสามปีจริง แต่การแยกกันอยู่นั้นมิได้เกิดจากความสมัครใจของจำเลย หากเป็นผลจากพฤติการณ์ของโจทก์ฝ่ายเดียว จึงไม่ก่อให้เกิดสิทธิฟ้องหย่า สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. “สมัครใจแยกกันอยู่” (มาตรา 1516 (4/2)) หัวใจสำคัญของคดีอยู่ที่องค์ประกอบเรื่องความสมัครใจร่วมกันของคู่สมรส ศาลตีความอย่างเคร่งครัดว่า ต้องเป็นเจตนาตรงกันทั้งสองฝ่ายที่จะยุติการอยู่ร่วมกัน มิใช่การที่ฝ่ายหนึ่งแยกออกไปเองหรือทอดทิ้งอีกฝ่ายหนึ่ง การแยกกันอยู่เพราะสามีต้องไปรับราชการต่างจังหวัด หรือไม่กลับไปเยี่ยมครอบครัว จึงไม่เพียงพอหากอีกฝ่ายยังประสงค์รักษาชีวิตสมรส 2. “แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข” การครบกำหนดระยะเวลาสามปีมิใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ ต้องพิสูจน์ควบคู่กันว่ามีสภาพความสัมพันธ์ที่แตกสลายและทั้งสองฝ่ายยอมรับสภาพนั้นอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา หากเป็นเพียงความห่างเหินตามหน้าที่ราชการ หรือเป็นการแยกกันอยู่ที่เกิดจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดฝ่ายเดียว ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบตามกฎหมายและไม่ทำให้เกิดสิทธิฟ้องหย่า คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. การแยกกันอยู่เกินสามปีทุกกรณีสามารถฟ้องหย่าได้หรือไม่ คำตอบ ไม่ใช่ การแยกกันอยู่เกินสามปีจะก่อให้เกิดสิทธิฟ้องหย่าได้ก็ต่อเมื่อเป็นการสมัครใจแยกกันอยู่ของคู่สมรสทั้งสองฝ่าย และเกิดจากเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุข หากเป็นการแยกกันอยู่เพราะฝ่ายหนึ่งต้องไปทำงานต่างจังหวัด หรือเป็นการทอดทิ้งฝ่ายเดียว ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 1516 (4/2) 2. หากสามีรับราชการต่างจังหวัดและภริยาไม่ย้ายตาม ถือว่าเป็นการสมัครใจแยกกันอยู่หรือไม่ คำตอบ โดยหลักไม่ถือว่าเป็นการสมัครใจแยกกันอยู่เพื่อยุติชีวิตสมรส หากเป็นเพียงการจัดการครอบครัวตามสภาพอาชีพ โดยยังคงมีการเยี่ยมเยียน ดูแล และรักษาความสัมพันธ์ การแยกกันอยู่ในลักษณะดังกล่าวเป็นเพียงการอยู่คนละที่ มิใช่การแสดงเจตนาร่วมยุติความสัมพันธ์ 3. หากฝ่ายหนึ่งหยุดกลับบ้านและไม่ส่งเสียเลี้ยงดู จะอ้างเหตุแยกกันอยู่เกินสามปีได้หรือไม่ คำตอบ ไม่สามารถอ้างได้ หากการแยกกันอยู่เกิดจากการกระทำฝ่ายเดียวและอีกฝ่ายมิได้ยินยอม การกระทำเช่นนั้นอาจเข้าลักษณะทอดทิ้งตามมาตราอื่น แต่ไม่ใช่เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) ซึ่งต้องอาศัยความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย 4. การร้องเรียนเรื่องชู้สาวของคู่สมรส แสดงถึงความสมัครใจแยกทางหรือไม่ คำตอบ ตรงกันข้าม การร้องเรียนหรือพยายามแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ แสดงถึงความประสงค์รักษาชีวิตสมรส มิใช่การยินยอมแยกทาง พฤติการณ์เช่นนี้จึงเป็นพยานแสดงว่าไม่มีความสมัครใจร่วมกันที่จะยุติชีวิตสมรส 5. ภาระการพิสูจน์ในคดีฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 (4/2) อยู่ที่ใคร คำตอบ อยู่ที่ฝ่ายผู้ฟ้องหย่า ต้องพิสูจน์ให้ศาลเชื่อว่ามีการแยกกันอยู่โดยสมัครใจของทั้งสองฝ่าย และมีสภาพไม่อาจอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุขตลอดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด หากพิสูจน์ไม่ได้ครบองค์ประกอบ ศาลย่อมยกฟ้อง 6. หากไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือตกลงแยกกันอยู่ จะพิสูจน์ความสมัครใจได้อย่างไร คำตอบ สามารถพิสูจน์ได้จากพฤติการณ์โดยรอบ เช่น การแยกทรัพย์สิน การแยกดำรงชีพโดยชัดแจ้ง การไม่ติดต่อโดยความยินยอมร่วมกัน หรือพยานบุคคลที่ยืนยันเจตนาร่วม แต่หากมีเพียงการอยู่คนละจังหวัดตามหน้าที่การงาน ย่อมไม่เพียงพอ 7. การที่คู่สมรสแยกกันอยู่เพราะปัญหาทะเลาะเบาะแว้ง ถือว่าเป็นการสมัครใจหรือไม่ คำตอบ ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี หากต่างฝ่ายต่างยอมรับและตกลงไม่อยู่ร่วมกันต่อไป ย่อมเข้าองค์ประกอบ แต่หากฝ่ายหนึ่งยังต้องการประคับประคองครอบครัวและอีกฝ่ายเป็นผู้หลีกเลี่ยงฝ่ายเดียว ย่อมไม่ถือว่าเป็นการสมัครใจร่วมกัน 8. คำพิพากษานี้มีผลต่อแนวปฏิบัติอย่างไร คำตอบ เป็นบรรทัดฐานสำคัญว่าการแยกกันอยู่เกินสามปีมิใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ ต้องมีองค์ประกอบครบถ้วนตามกฎหมาย โดยเฉพาะความสมัครใจร่วมกันของคู่สมรส ศาลจะตีความอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันการใช้ระยะเวลาเป็นเครื่องมือสร้างเหตุหย่าฝ่ายเดียว และเพื่อคุ้มครองความมั่นคงของสถาบันครอบครัว ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5196/2538 โจทก์กับจำเลยแยกกันอยู่มากว่า 3 ปี แต่การแยกกันอยู่นั้นมิใช่ด้วยความสมัครใจของจำเลย แต่เป็นเพียงลำพังความสมัครใจของโจทก์ฝ่ายเดียว จึงหาทำให้โจทก์เกิดสิทธิฟ้องหย่าจำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1516(4/2)ไม่ ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องหย่าว่าได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลย ระหว่างสมรสมีที่ดินเป็นสินสมรส 3 แปลง รวมมูลค่า 1,100,000 บาท ต่อมาจำเลยก่อหนี้สินจำนวนมากและมีปัญหาทะเลาะกับญาติของโจทก์ ทำให้ตั้งแต่กลางปี 2530 ไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข จึงสมัครใจแยกกันอยู่เกิน 4 ปี ขอให้หย่าและแบ่งสินสมรสกึ่งหนึ่งเป็นเงิน 550,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่าอยู่กินกันตั้งแต่ปี 2517 มีบุตร 3 คน โจทก์รับราชการต่างจังหวัด ส่วนจำเลยเลี้ยงดูบุตรอยู่บ้าน โจทก์เคยกลับมาเยี่ยมเยียนตามปกติ แต่ภายหลังไปมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นและทอดทิ้งครอบครัว จำเลยมิได้สมัครใจแยกกันอยู่ อีกทั้งที่ดินบางแปลงมิใช่สินสมรส ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คู่สมรสแยกกันอยู่จริงเนื่องจากโจทก์ต้องย้ายไปรับราชการต่างจังหวัด โดยจำเลยมิได้ติดตามไปและเลี้ยงดูบุตร ต่อมาความสัมพันธ์ห่างเหินเพราะโจทก์ไปติดพันหญิงอื่น ซึ่งจำเลยได้ร้องเรียนผู้บังคับบัญชา แสดงว่าจำเลยยังประสงค์รักษาชีวิตสมรส มิได้สมัครใจแยกทาง แม้จะแยกกันอยู่เกิน 3 ปี แต่เป็นผลจากการกระทำของโจทก์ฝ่ายเดียว มิใช่ความสมัครใจของจำเลย องค์ประกอบตามมาตรา 1516 (4/2) จึงไม่ครบถ้วน ไม่เกิดสิทธิฟ้องหย่า พยานฝ่ายจำเลยมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่า ศาลล่างพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ ฟ้องว่า โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยระหว่างสมรสได้ซื้อที่ดินเป็นสินสมรส 3 แปลงคือที่ดินโฉนดเลขที่ 9296 เลขที่12424 และเลขที่ 43834 รวมราคา 1,100,000 บาท ตั้งแต่ ปี 2528เป็นต้นมา จำเลยก่อหนี้สินไว้กับบุคคลอื่นเป็น จำนวนมากและมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับญาติพี่น้องโจทก์เป็นประจำจนกระทั่งกลางปี 2530โจทก์และจำเลยไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขจึงสมัครใจแยกกัน อยู่โดยไม่ติดต่อกันมาเป็นเวลากว่า 4 ปีแล้วขอให้พิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่า กับโจทก์และแบ่งสินสมรสแก่โจทก์ครึ่งหนึ่งเป็นเงิน 550,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5ต่อ ปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่าจำเลยจดทะเบียนสมรสกับโจทก์อยู่กินเป็นสามีภริยากันตั้งแต่ ปี 2517 โจทก์รับราชการอยู่ต่างจังหวัดหลายจังหวัดส่วนจำเลยเป็นผู้เลี้ยงดูบุตรทั้งสามอยู่ที่บ้าน โดยโจทก์เป็นฝ่ายไปมาหาสู่เยี่ยมเยียนจำเลยและบุตรตลอดมาจนตั้งแต่ ปี2530 โจทก์ ไม่ได้มาเยี่ยมเยียนจำเลยและบุตรตามปกติโดยไปมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับหญิงอื่น โจทก์เป็นฝ่ายทอดทิ้งจำเลย การที่โจทก์ไม่ไปมาหาสู่จำเลยเป็นการกระทำโดยความสมัครใจของโจทก์ จำเลยมิได้สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์แต่อย่างใด ที่ดินสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย มีเฉพาะที่ดินโฉนด เลขที่ 12424 เท่านั้นที่ดิน โฉนด เลขที่ 9296 เป็นของบิดาจำเลยส่วนที่ดินโฉนด เลขที่43834 มี ชื่อ นางจินดา พี่สาว โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์จึงมิใช่สินสมรส ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้น พิพากษายก ฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกา วินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่าโจทก์ จำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 30 กันยายน 251- มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือนางสาว จ. อายุ 16 ปี เศษ เด็กชาย ว. อายุ 14 ปี เศษ และเด็กชาย ส. อายุ 13 ปี เศษ โจทก์มีอาชีพรับราชการที่องค์การสวนยาง เมื่อสมรสแล้ว โจทก์ต้องย้ายไปรับราชการต่างจังหวัดตามลำพังส่วนจำเลยไม่ได้ติดตามไปด้วยคงพักอาศัยอยู่ที่ตำบล ท่าวัง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช และเป็น ผู้เลี้ยงดูบุตรทั้งสามโดย จำเลยประกอบอาชีพค้าขายและรับจ้าง ตัด เย็บเสื้อผ้าช่วยเหลือครอบครัวด้วยโจทก์จะเป็นผู้กลับมาเยี่ยมเยียนดูแลจำเลยและบุตรเป็นประจำ โจทก์ไม่เคยย้ายมาประจำอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเลย ครั้งสุดท้ายย้ายกลับมา ประจำที่จังหวัดกระบี่เมื่อ ปี 2525 ต่อมาโจทก์ไม่ค่อยกลับไปหาจำเลยตามปกติ จำเลย กล่าวหาว่าโจทก์ไปติดพันนางจารีย์ ซึ่งรับ ราชการครู สังกัดสำนักงานการศึกษานอก โรงเรียน จังหวัดกระบี่ ฉันชู้สาวและจำเลยได้ร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อผู้บังคับบัญชา ทั้งของโจทก์และของนาง จารีย์ ด้วย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์ กับจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุข ตลอดมา เกิน 3 ปีหรือไม่ โจทก์มีพยานคือตัวโจทก์เบิกความว่าชีวิตสมรสระหว่างโจทก์ กับจำเลยไม่อาจจะอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขเลยตั้งแต่ ปี 2525 เพราะ จำเลยไม่ยอมติดตามไปอยู่ด้วยกันกับโจทก์โดยไม่มีเหตุผล กลับก่อหนี้สินเป็นภาระแก่ครอบครัวมากมายโจทก์ตักเตือนห้ามปรามก็ไม่เชื่อฟังโจทก์กับพี่สาวต้องรับภาระ ผ่อนชำระหนี้แทนต่อมา กลางปี 2530 โจทก์จำเลยจึงแยกกันอยู่โดยไม่ได้จดทะเบียนหย่า ฝ่ายจำเลยอ้างว่าได้ตกลงกับโจทก์ให้จำเลยอยู่บ้านเลี้ยงดูบุตรโดยไม่ติดตามโจทก์ไปแต่โจทก์จะเป็นฝ่ายมาเยี่ยมเยียนจำเลยและบุตรเมื่อโจทก์ย้ายกลับมาประจำอยู่ที่จังหวัดกระบี่ จนกระทั่ง ปี 2530 โจทก์เริ่มกลับมาหาจำเลยบ้างไม่มาบ้าง ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่เคยส่งให้ประจำก็กลายเป็นส่งบ้างไม่ส่งบ้างเพราะโจทก์ไปติดพัน นางจารีย์ จำเลยกับโจทก์ได้ทะเลาะกัน ต่อมาปี 2532 โจทก์มักจะมาหาแต่บุตรไม่ค่อยมาหาจำเลยอีกเห็นว่าโจทก์คงมีแต่ตัวโจทก์เป็นพยานเพียงปากเดียว ที่เบิกความยืนยันถึงข้อบกพร่องเสียหายของจำเลย อันเป็นสาเหตุให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งถึงขั้นที่ไม่อาจจะอยู่กินด้วยกันได้ต่อไป และแยกกันอยู่ในที่สุดซึ่งก็เป็นคำเบิกความลอย ๆ ปราศจากหลักฐานอื่นใดสนับสนุน ส่วนจำเลย นอกจากจำเลย จะปฏิเสธ ข้อกล่าวหาของโจทก์ แล้วยังนำสืบสาเหตุความบาดหมางระหว่างโจทก์จำเลยว่ามาจากโจทก์เองที่ประพฤติชั่วไปติดพัน นางจารีย์ ฉันชู้สาว จำเลยขอร้องให้โจทก์เลิกติดต่อกับนางจารีย์ โจทก์ก็ ไม่ยินยอม ซึ่งความข้อนี้ จำเลยมีนาย รังสรรค์ เพื่อนร่วมงานของ โจทก์ เป็นพยาน เบิกความสนับสนุนว่า โจทก์ มีความสัมพันธ์กับ นางจารีย์ ตั้งแต่ ปี 2530 จริง และ มี พันตำรวจเอก บรรพต สุวพันธ์ อาของโจทก์พยานจำเลยอีกปากหนึ่งเบิกความยืนยันว่า เมื่อ ปี 2532 จำเลยเคยมาปรึกษาเพราะมีปัญหาครอบครัว เนื่องจากโจทก์ไปติดพัน นางจารีย์ ซึ่งพยานก็เคยเรียกโจทก์มาพบและชี้แจงให้โจทก์คิดถึงบุตรบ้างนาย รังสรรค์เป็นผู้บังคับบัญชาของโจทก์และมีความสนิทสนมกับโจทก์และครอบครัวเป็นอย่างดี พันตำรวจเอก บรรพต เป็นญาติสนิทและญาติผู้ใหญ่ของโจทก์ต่างมีความหวังดีและห่วงใยต่อครอบครัวของโจทก์และไม่มีสาเหตุโกรธเคืองใด ๆ ต่อกันน่าเชื่อ ว่าพยานทั้งสองปากดังกล่าวต่างได้เบิกความไปตามความเป็นจริงจึงรับฟังสนับสนุนข้ออ้างของจำเลยที่ว่าสาเหตุที่โจทก์ไม่กลับบ้านไปหาจำเลยนั้น มาจากตัวโจทก์เป็นเหตุหาใช่ มาจากจำเลยไม่ โจทก์ฎีกาอ้างพยานคำเบิกความ ของจำเลย เมื่อ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2534 ในคดีแพ่ง หมายเลขแดง ที่ 1019/2534 ของ ศาลชั้นต้น ตาม เอกสาร หมาย จ. 5 ว่า จำเลยยอมรับว่าขณะเบิกความนั้นจำเลยกับโจทก์แยกกันอยู่มา ประมาณ 3 ปีแล้วจึงเป็นพยานสำคัญที่ยืนยันว่าจำเลยกับโจทก์แยกกันอยู่โดยต่างตกลง กันที่จะยุติความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาต่อกัน อันเนื่องมาจากความไม่ปกติสุขในชีวิต สมรสนั้น เห็นว่าตามคำเบิกความของจำเลยที่ปรากฏในเอกสาร หมาย จ. 5 ที่ โจทก์ อ้างดังกล่าวมีเพียงว่าขณะเบิกความนั้น จำเลยกับโจทก์แยกกันอยู่และแยกกันอยู่ มาประมาณ 3 ปี แล้วแต่ ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่าเท่านั้น มิได้ มีข้อความใดที่ระบุยืนยันว่า ที่จำเลยกับโจทก์แยกกันอยู่เป็นการแยกกันด้วยความสมัครใจของจำเลยด้วยเลยและ ถ้อยคำของจำเลยที่เบิกความเช่นนั้นก็เป็นการเบิกความไปตามความเป็นจริงที่ต้องแยกกันอยู่ โดยสภาพครอบครัวที่โจทก์ต้องย้ายไปรับราชการตามจังหวัด ต่าง ๆ ที่จำเลยมิได้ติดตามไปด้วยซึ่งโจทก์มีหน้าที่ที่ จะต้องกลับมาเยี่ยมเยียนดูแลบุตรภริยาเมื่อโจทก์ไม่ยอมกลับมาเยี่ยมจำเลยและบุตรอีกการแยกกันอยู่ตามสภาพเดิมก็เปลี่ยนเป็นแยกกันอยู่อย่างจริงจังไป แต่กรณีดังกล่าวจะถือว่าเป็นการแยกกันโดยความสมัครใจของจำเลยด้วยหาได้ไม่ เพราะจำเลยยังรักใคร่ หึงหวง ในตัวโจทก์อยู่ จึงได้ทำหนังสือร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของ นางจารีย์ ทั้งในระดับต้นและระดับสูง ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2533 และ วันที่ 16 กรกฎาคม 2533 ตาม เอกสารหมาย ล. 3 และโจทก์ก็ยังเบิกความรับว่าจำเลยได้ร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อผู้บังคับบัญชาของโจทก์เองด้วย ซึ่งเห็นอย่างชัดแจ้งว่าจำเลยมิได้สมัครใจที่จะแยกทางกับ โจทก์แต่อย่างใด แต่กลับแสดงให้เห็นว่า จำเลยยังคงคาดหวังที่จะให้โจทก์ กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยาเพื่อความสุข ความอบอุ่นในครอบครัวต่อไป ส่วนผลของข้อร้องเรียนของจำเลยจะเป็นไป ในลักษณะใดโจทก์จะไปติดพัน นางจารีย์ ฉันชู้สาวจริง หรือไม่ ย่อมจะไม่ทำให้ความรักความหึงหวง ของจำเลยที่มีต่อ โจทก์ เปลี่ยนแปลงไป ฉะนั้นข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าว คงฟังได้แต่เพียงว่า โจทก์ กับจำเลย แยกกันอยู่มากว่า 3 ปี จริงแต่การแยกกันอยู่นั้น มิใช่ด้วยความสมัครใจของจำเลย การที่โจทก์ จำเลย แยกกันอยู่เช่นนี้ ก็โดลำพังความสมัครใจของโจทก์ แต่ฝ่ายเดียว หาทำให้เกิดสิทธิฟ้องหย่าจำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(4/2)ไม่ พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักน่าเชื่อยิ่งกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ศาลล่างทั้งสอง พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น " พิพากษายืน |



