
| แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความ “เหตุฟ้องหย่า” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 โดยเฉพาะประเด็นการกล่าวอ้างว่าคู่สมรสฝ่ายหนึ่งจงใจละทิ้งร้างและกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา ทั้งที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าคู่สมรสยังคงอยู่บ้านเดียวกันในระยะหนึ่ง และต่อมาเพียงแยกตัวไปประกอบอาชีพเลี้ยงดูตนเองและบุตรเท่านั้น คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญของกฎหมายครอบครัวว่า การแยกกันอยู่หรือการแยกไปทำมาหากิน มิได้เป็นเหตุฟ้องหย่าโดยอัตโนมัติ หากไม่ปรากฏพฤติการณ์ที่ชัดแจ้งถึงเจตนาละทิ้งร้าง หรือการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงต่อการดำรงชีวิตคู่ฉันสามีภริยา ศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานการพิจารณาเจตนา ความสมัครใจของคู่สมรส และสภาพความเป็นอยู่ร่วมกันไว้อย่างชัดเจน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการใช้สิทธิฟ้องหย่าในทางปฏิบัติ ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรผู้เยาว์ 2 คน เดิมพักอาศัยอยู่ร่วมกันในบ้านหลังเดียวกัน ต่อมาคู่สมรสเกิดความขัดแย้งเกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ โดยโจทก์เข้าใจว่าจำเลยร่วมมือกับมารดาของโจทก์ฉ้อโกงและโอนทรัพย์สินไปโดยมิชอบ แม้ทั้งสองฝ่ายจะยังพักอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน แต่มีลักษณะต่างคนต่างอยู่ ต่างฝ่ายต่างทำมาหากิน ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน ต่อมาจำเลยพาบุตรคนโตไปกรุงเทพมหานครเพื่อประกอบอาชีพค้าขายเสื้อผ้า โจทก์จึงฟ้องหย่า โดยอ้างว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้าง ไม่อุปการะเลี้ยงดู และกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา รวมทั้งขอถอนอำนาจปกครองบุตรของจำเลย ประเด็นข้อพิพาทและคำวินิจฉัยของศาลฎีกา คดีนี้มีประเด็นสำคัญที่ศาลต้องวินิจฉัย ได้แก่ (1) การที่จำเลยแยกตัวออกจากบ้านไปประกอบอาชีพพร้อมบุตรคนโต จะถือเป็นการ “จงใจละทิ้งร้าง” โจทก์เกินหนึ่งปีหรือไม่ (2) พฤติการณ์ดังกล่าวจะถือเป็นการ “กระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) และ (6) หรือไม่ ศาลฎีกา วินิจฉัยโดยเริ่มจากการพิเคราะห์ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรสองคน และเดิมพักอาศัยอยู่ร่วมกันที่บ้านหลังเดียวกัน แม้ต่อมาจะเกิดความขัดแย้งรุนแรงเกี่ยวกับทรัพย์สิน แต่ก็ยังคงพักอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน โดยมีลักษณะต่างคนต่างอยู่ ต่างทำมาหากิน มิได้มีการขับไล่หรือบังคับให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งออกจากบ้าน ศาลฎีกาเห็นว่า สาเหตุแห่งความขัดแย้งมิได้เกิดจากการที่คู่สมรสไม่สามารถใช้ชีวิตร่วมกันฉันสามีภริยาได้ตามปกติ หากแต่เกิดจากความโกรธเคืองและความระแวงของโจทก์ที่เชื่อว่าจำเลยร่วมมือกับมารดาของโจทก์ฉ้อโกงทรัพย์สิน การที่ทั้งสองฝ่ายอยู่ในบ้านเดียวกันแต่ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน จึงเป็นการอยู่กินในลักษณะที่ต่างฝ่ายสมัครใจยอมรับ มิใช่การถูกทอดทิ้งหรือถูกละทิ้งโดยเจตนา 3. การแยกไปทำมาหากินกับบุตร มิใช่การทิ้งร้าง ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า การที่จำเลยพาบุตรคนโตไปกรุงเทพมหานครเพื่อประกอบอาชีพค้าขายเสื้อผ้า เป็นเพียงการแยกตัวไปทำมาหากิน มิใช่การหลบหนีหรือทอดทิ้งครอบครัว ทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยเคยเดินทางกลับมาบ้านหลายครั้ง และบุตรคนที่สองยังมีความรักใคร่ผูกพันกับจำเลยตามปกติ พฤติการณ์ดังกล่าวจึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการ “จงใจละทิ้งร้าง” ตามความหมายของกฎหมาย ซึ่งต้องเป็นการแยกจากกันโดยมีเจตนาชัดแจ้ง ไม่กลับมาใช้ชีวิตคู่ และไม่อุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งโดยสิ้นเชิง 4. การตีความคำว่า “ปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา” ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับการตีความคำว่า “กระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน” โดยเห็นว่า ต้องเป็นการกระทำที่ร้ายแรง มีลักษณะบ่อนทำลายความสัมพันธ์ในฐานะสามีภริยาอย่างถึงแก่น เช่น การทำร้ายร่างกาย การดูหมิ่นเหยียดหยามอย่างร้ายแรง หรือการจงใจทอดทิ้งไม่เหลียวแล ในคดีนี้ แม้คู่สมรสจะมีความขัดแย้งและแยกกันอยู่ในทางพฤตินัย แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีเจตนาทำลายสถานภาพการสมรส หรือกระทำการใดที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาในระดับที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นเหตุหย่า 5. การวิเคราะห์เจตนารมณ์ของมาตรา 1516 (4) และ (6) มาตรา 1516 มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองสถาบันครอบครัว มิให้การสมรสสิ้นสุดลงโดยง่ายจากความขัดแย้งชั่วคราวหรือการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ เหตุหย่าตาม (4) และ (6) จึงถูกกำหนดให้ต้องมีองค์ประกอบ “เจตนา” และ “ความร้ายแรง” เป็นสำคัญ ศาลฎีกาได้ย้ำหลักการนี้ว่า หากคู่สมรสยังคงมีความผูกพันในฐานะบิดามารดา ยังติดต่อกันบ้าง และการแยกกันอยู่เกิดจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจหรือความจำเป็นในการประกอบอาชีพ ย่อมไม่อาจถือเป็นเหตุหย่าได้ 6. แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่สอดคล้องกัน แนววินิจฉัยในคดีนี้สอดคล้องกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาหลายฉบับที่วางหลักว่า • การแยกกันอยู่โดยสมัครใจ • การแยกไปทำงานต่างถิ่น • หรือการอยู่บ้านเดียวกันแต่ต่างคนต่างอยู่ หากไม่ปรากฏเจตนาละทิ้งร้างหรือพฤติการณ์ปฏิปักษ์อย่างร้ายแรง ย่อมไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย การใช้สิทธิฟ้องหย่าจึงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงโดยรอบคอบ มิใช่อาศัยเพียงระยะเวลาหรือสภาพการอยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย โดยเห็นว่าการที่จำเลยแยกออกจากบ้านไปอยู่กรุงเทพมหานครพร้อมบุตรคนโต และไม่อยู่ร่วมกับโจทก์เป็นเวลานาน เป็นการทิ้งร้างและไม่อุปการะเลี้ยงดู อันเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย พร้อมให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ โดยวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ของจำเลยเป็นเพียงการแยกไปประกอบอาชีพ มิได้ปรากฏเจตนาละทิ้งร้างหรือกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา จึงให้ยกฟ้อง ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ เห็นว่าการแยกกันอยู่และการแยกไปทำมาหากินในคดีนี้เป็นผลจากความสมัครใจและสถานการณ์เฉพาะ มิใช่การจงใจละทิ้งร้างหรือปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาตามมาตรา 1516 (4) และ (6) สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำหลักกฎหมายครอบครัวที่สำคัญว่า เหตุฟ้องหย่ามิอาจพิจารณาเพียงรูปแบบการอยู่อาศัยหรือระยะเวลาการแยกกันอยู่เท่านั้น หากแต่ต้องพิเคราะห์ถึง “เจตนา” และ “พฤติการณ์โดยรอบ” อย่างรอบด้าน การแยกกันอยู่ในบ้านเดียวกัน การต่างคนต่างทำมาหากิน หรือการแยกไปประกอบอาชีพต่างถิ่น แม้จะกินเวลานานเพียงใด หากเกิดจากความสมัครใจ ความจำเป็นทางเศรษฐกิจ หรือสภาพความสัมพันธ์เฉพาะในครอบครัว ย่อมไม่ถือเป็นการจงใจละทิ้งร้างตามกฎหมาย นอกจากนี้ การอ้างเหตุ “กระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา” ต้องเป็นการกระทำที่มีลักษณะร้ายแรง กระทบต่อแก่นของสถานภาพสมรส มิใช่เพียงความขัดแย้ง ความระแวง หรือความไม่พอใจระหว่างคู่สมรส แนวคำพิพากษานี้สะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองความมั่นคงของครอบครัว และป้องกันมิให้การสมรสสิ้นสุดลงโดยอาศัยเหตุหย่าที่ขาดความชัดเจนหรือขาดพฤติการณ์ที่ถึงระดับตามที่กฎหมายกำหนด คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การแยกกันอยู่แต่ยังพักอาศัยในบ้านเดียวกัน ถือเป็นเหตุฟ้องหย่าหรือไม่ คำตอบ ไม่ถือเป็นเหตุฟ้องหย่าโดยอัตโนมัติ หากเป็นการอยู่ในลักษณะต่างคนต่างอยู่โดยสมัครใจ และไม่ปรากฏเจตนาละทิ้งร้างหรือการกระทำปฏิปักษ์อย่างร้ายแรง 2. คำถาม การแยกไปทำมาหากินต่างถิ่น ถือเป็นการทิ้งร้างตามกฎหมายหรือไม่ คำตอบ โดยหลักไม่ถือเป็นการทิ้งร้าง หากเป็นการแยกไปประกอบอาชีพ และยังไม่แสดงเจตนาตัดขาดจากชีวิตคู่หรือครอบครัวโดยสิ้นเชิง 3. คำถาม เหตุใดศาลจึงให้ความสำคัญกับ “เจตนา” ในคดีฟ้องหย่า คำตอบ เพราะเหตุหย่าตามมาตรา 1516 ต้องมีองค์ประกอบด้านจิตใจและความร้ายแรงของพฤติการณ์ การแยกกันอยู่เพียงในเชิงกายภาพจึงยังไม่เพียงพอ 4. คำถาม การทะเลาะกันรุนแรงหรือความไม่ไว้วางใจกัน ถือเป็นเหตุหย่าได้หรือไม่ คำตอบ ไม่เพียงพอ เว้นแต่จะมีพฤติการณ์ที่แสดงถึงการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาในระดับที่กระทบต่อสาระสำคัญของการสมรส ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 257/2545 เหตุที่โจทก์จำเลยทะเลาะกันและอยู่ด้วยกันในบ้านหลังเดียวกันโดยไม่ยุ่งเกี่ยวกันนั้น มิได้มีสาเหตุมาจากว่าโจทก์และจำเลยไม่สามารถใช้ชีวิตร่วมกันฉันสามีภริยาโดยปกติทั่วไปได้แต่เป็นเพราะโจทก์โกรธจำเลยเพราะเข้าใจว่าจำเลยร่วมมือกับมารดาโจทก์ฉ้อโกงเอาบ้านและที่นาของโจทก์ไป เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าก่อนหน้าเกิดเหตุโจทก์และจำเลยแม้จะอยู่บ้านเดียวกันแต่ก็มีลักษณะแบบต่างคนต่างอยู่ ต่างทำมาหากิน จึงเป็นกรณีที่โจทก์จำเลยสมัครใจอยู่กินในลักษณะดังกล่าว ฉะนั้น การที่จำเลยพาบุตรคนโตไปกรุงเทพมหานครเพื่อค้าขายเสื้อผ้าจึงเป็นเพียงการแยกตัวไปทำมาหากินเท่านั้น ถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์หรือกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน อันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(4)(6) โจทก์ฟ้องว่าโจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยจดทะเบียนสมรส มีบุตรผู้เยาว์ 2 คน ต่อมาขณะพักอาศัยอยู่บ้านเดียวกันที่จังหวัดพิจิตร ทั้งสองฝ่ายเกิดทะเลาะกันเนื่องจากโจทก์เข้าใจว่าจำเลยนำทรัพย์สินส่วนตัวของโจทก์ไปจำหน่ายหรือโอนให้บุคคลภายนอก โจทก์จึงขอแยกกันอยู่กับจำเลยแต่ยังพักในบ้านเดียวกันเพราะเห็นแก่บุตร ต่อมาเดือนมีนาคม 2540 จำเลยออกจากบ้านไปโดยไม่ติดต่อและไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์เกินหนึ่งปี โจทก์เห็นว่าเป็นการทิ้งร้างและกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา อีกทั้งจำเลยไม่อุปการะเลี้ยงดูบุตร จึงขอให้ศาลพิพากษาให้หย่าและถอนอำนาจปกครองบุตรของจำเลย จำเลยให้การว่า ความขัดแย้งเกิดจากจำเลยไม่ยอมช่วยโจทก์โอนที่ดินซึ่งโจทก์เคยโอนให้บุตรกลับมาเป็นของโจทก์ จำเลยกู้เงินจากธนาคารเพื่อให้โจทก์ใช้ค้าขาย แต่กลับถูกส่งไปค้าขายที่อื่น จำเลยพาบุตรคนโตไปอยู่ด้วยและอุปการะเลี้ยงดูบุตรเอง รวมทั้งยังส่งเสียโจทก์และบุตรอีกคนตลอดมา ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่าและให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คู่ความเป็นสามีภริยากัน มีบุตรสองคน และเดิมพักอาศัยอยู่ร่วมกัน แม้จะมีความขัดแย้งแต่เป็นเพียงการอยู่บ้านเดียวกันในลักษณะต่างคนต่างอยู่โดยสมัครใจ การที่จำเลยพาบุตรคนโตไปอยู่กรุงเทพมหานครเพื่อค้าขายเป็นเพียงการแยกไปทำมาหากิน มิใช่การจงใจละทิ้งร้างหรือกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) และ (6) จึงพิพากษายืน |



.jpg)
