
| เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความขอบเขตของ “เหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (6) โดยศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญว่า พฤติการณ์ทะเลาะเบาะแว้ง การไม่ค่อยอยู่บ้าน หรือแม้แต่การตบตีทำร้ายร่างกายบางครั้งในบริบทชีวิตสมรส หากยังไม่ถึงระดับที่ทำให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควรเมื่อพิจารณาประกอบกับสภาพฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา ก็ยังไม่อาจถือเป็นเหตุหย่าตามกฎหมายได้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีอยู่ที่การแยกแยะเส้นแบ่งระหว่าง “ความขัดแย้งตามปกติของชีวิตคู่” กับ “พฤติการณ์ร้ายแรงที่กระทบสาระสำคัญของความเป็นสามีภริยา” ซึ่งเป็นหัวใจของมาตรา 1516 (6) อันมุ่งคุ้มครองสถาบันครอบครัวมิให้การฟ้องหย่าเกิดขึ้นโดยง่ายจากเหตุเล็กน้อย แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเปิดช่องให้คู่สมรสที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างแท้จริงสามารถขอความคุ้มครองจากศาลได้ สรุปข้อเท็จจริงแห่งคดี โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกันสามคน ต่อมาโจทก์อ้างว่าจำเลยอุปการะยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา ไม่อุปการะเลี้ยงดูครอบครัว และทำร้ายร่างกายหลายครั้ง อันเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง จึงฟ้องหย่าและขอใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่า โดยเห็นว่าพฤติการณ์เที่ยวกลางคืน ทะเลาะวิวาท และทำร้ายร่างกาย เป็นการกระทำที่ร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6) ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โดยเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวยังไม่ถึงขั้นเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรง คดีขึ้นสู่ศาลฎีกา ประเด็นเหลือเพียงว่า พฤติการณ์ของจำเลยเข้าลักษณะเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (6) หรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 1 เรื่องการทะเลาะและไม่ค่อยอยู่บ้าน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ชีวิตสมรสย่อมมีเรื่องระหองระแหงเป็นธรรมดา การที่จำเลยไม่ค่อยอยู่บ้าน หากไม่ปรากฏว่าประพฤติเสื่อมเสีย ก็ไม่อาจถือเป็นเหตุหย่า 2 เรื่องการทำร้ายร่างกาย แม้จำเลยเคยตบตีทำร้ายโจทก์จนมีการแจ้งความ แต่เมื่อพนักงานสอบสวนไกล่เกลี่ย และโจทก์ไม่ประสงค์ดำเนินคดี อีกทั้งเหตุเกิดในบริบทความขัดแย้งภายในครอบครัว ศาลเห็นว่ายังไม่ถึงขั้นร้ายแรงเกินควร 3 หลัก “เดือดร้อนเกินควร” ศาลนำสภาพฐานะ ความเป็นอยู่ และบริบทชีวิตคู่มาประกอบการพิจารณา ก่อนวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ยังไม่ถึงระดับที่ทำให้โจทก์เดือดร้อนเกินควร 4 ข้อฎีกาเรื่องเหตุอื่น เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์เหตุอื่นไว้ในชั้นอุทธรณ์ ย่อมเป็นอันยุติ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์มาตรา 1516 (6) มาตรา 1516 (6) บัญญัติให้คู่สมรสฟ้องหย่าได้ หากอีกฝ่ายกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง เจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้มิได้มุ่งหมายให้ความขัดแย้งเล็กน้อยหรือการทะเลาะทั่วไปเป็นเหตุหย่าโดยง่าย หากแต่ต้องเป็นพฤติการณ์ที่บ่อนทำลายสาระสำคัญของความสัมพันธ์สมรสอย่างร้ายแรง หลักสำคัญคือ (1) ต้องเป็นการกระทำที่กระทบต่อฐานะสามีภริยาโดยตรง (2) ต้องมีลักษณะร้ายแรง (3) ต้องทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายเดือดร้อนเกินควร ศาลฎีกาใช้แนวทางพิจารณาแบบองค์รวม มิได้ดูเพียงพฤติการณ์เฉพาะจุด แต่ประเมินภาพรวมของชีวิตคู่ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผ่านมามักวางหลักว่า การทำร้ายร่างกายที่เกิดเป็นครั้งคราวจากการทะเลาะ หากยังไม่ปรากฏพฤติการณ์ต่อเนื่องรุนแรง หรือถึงขั้นคุกคามความปลอดภัยอย่างแท้จริง อาจยังไม่ถือเป็นเหตุหย่า ในทางกลับกัน หากเป็นการทำร้ายร่างกายอย่างสม่ำเสมอ รุนแรง หรือมีการคุกคามชีวิตและศักดิ์ศรี ย่อมเข้าข่ายมาตรา 1516 (6) คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่เน้น “ระดับความร้ายแรง” และ “ผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อชีวิตสมรส” มากกว่าการพิจารณาเพียงเหตุการณ์เฉพาะครั้ง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน โดยเห็นว่าพฤติการณ์ที่จำเลยเที่ยวกลางคืนเป็นประจำ ทะเลาะวิวาท และใช้กำลังทำร้าย ข่มขู่ และพยายามทำร้ายร่างกายโจทก์บ่อยครั้ง เป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6) และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสามแต่เพียงผู้เดียว ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นยังเป็นเพียงความขัดแย้งและการทะเลาะภายในครอบครัว ซึ่งยังไม่ถึงระดับเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามที่กฎหมายบัญญัติ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ 3. ศาลฎีกา พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ โดยวินิจฉัยว่าการไม่ค่อยอยู่บ้าน การทะเลาะ และแม้มีการตบตีทำร้ายในบางคราว ยังไม่ปรากฏว่าร้ายแรงถึงขั้นทำให้โจทก์เดือดร้อนเกินควรเมื่อพิจารณาประกอบกับสภาพฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา จึงไม่เป็นเหตุให้ฟ้องหย่าได้ตามมาตรา 1516 (6) และไม่รับวินิจฉัยเหตุหย่าอื่นที่มิได้ยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้สะท้อนหลักการสำคัญของกฎหมายครอบครัวไทยว่า การฟ้องหย่าโดยอาศัยเหตุ “เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง” ตามมาตรา 1516 (6) มิใช่เพียงการพิสูจน์ว่ามีความขัดแย้งหรือการกระทำไม่เหมาะสมเกิดขึ้น หากแต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าพฤติการณ์ดังกล่าวมีระดับความร้ายแรงถึงขั้นกระทบโครงสร้างพื้นฐานของความสัมพันธ์สมรส และทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควรอย่างแท้จริง หลัก “เดือดร้อนเกินควร” จึงเป็นดุลพินิจเชิงคุณภาพที่ศาลต้องประเมินจากภาพรวม มิใช่การตัดสินโดยพิจารณาเหตุการณ์โดด ๆ เพียงครั้งเดียว ทั้งยังต้องคำนึงถึงสภาพฐานะ ความเป็นอยู่ร่วมกัน ระยะเวลาการสมรส และพฤติการณ์โดยต่อเนื่อง อีกประเด็นสำคัญคือ หลักการจำกัดขอบเขตฎีกา ศาลฎีกาจะวินิจฉัยเฉพาะประเด็นที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในชั้นอุทธรณ์ หากคู่ความมิได้ยกเหตุขึ้นต่อสู้หรืออุทธรณ์ไว้ ย่อมเป็นอันยุติ ซึ่งเป็นการตอกย้ำหลักความเป็นที่สุดแห่งกระบวนพิจารณา ในเชิงนโยบาย คำพิพากษานี้สะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการคุ้มครองสถาบันครอบครัว มิให้ความขัดแย้งทั่วไปนำไปสู่การสิ้นสุดสมรสโดยง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้การกระทำที่ร้ายแรงจริงสามารถเป็นเหตุหย่าได้ ดังนั้น ภาระการพิสูจน์ของฝ่ายที่ฟ้องหย่าจึงต้องแสดงให้ศาลเห็นถึงความร้ายแรงเชิงโครงสร้าง มิใช่เพียงความไม่พอใจหรือความระหองระแหงในชีวิตคู่ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความและปรับใช้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (6) ว่าพฤติการณ์ของจำเลยเข้าข่าย “การกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง” หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้มีการทะเลาะและทำร้ายร่างกายเกิดขึ้น แต่เมื่อพิจารณาประกอบกับสภาพฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันแล้ว ยังไม่ถึงระดับร้ายแรงทำให้โจทก์เดือดร้อนเกินควร จึงไม่เป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. มาตรา 1516 (6) – การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง บทบัญญัตินี้เป็นเหตุหย่าแบบบทเปิด ครอบคลุมพฤติการณ์ที่ไม่ได้ระบุเฉพาะไว้ในเหตุอื่น แต่ต้องมีลักษณะร้ายแรง กระทบต่อสาระสำคัญของความสัมพันธ์สมรส ศาลต้องพิจารณาระดับความรุนแรงและผลกระทบโดยรวม มิใช่เพียงเหตุทะเลาะหรือความขัดแย้งทั่วไปในชีวิตคู่ 2. หลัก “เดือดร้อนเกินควร” เป็นเกณฑ์สำคัญในการประเมินความร้ายแรงของพฤติการณ์ ศาลต้องพิจารณาว่าการกระทำนั้นทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายไม่อาจทนอยู่ร่วมกันได้หรือไม่ โดยต้องคำนึงถึงบริบทชีวิตสมรส สภาพฐานะ และความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา หากยังอยู่ในขอบเขตความระหองระแหงตามปกติ ก็ไม่ถือเป็นเหตุหย่า คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. การทะเลาะและตบตีกันภายในครอบครัวถือเป็นเหตุหย่าทุกกรณีหรือไม่ คำตอบ ไม่ใช่ทุกกรณี การจะถือเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (6) ต้องพิจารณาว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็น “การกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง” หรือไม่ ซึ่งศาลจะพิจารณาจากระดับความรุนแรง ความต่อเนื่อง และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อชีวิตสมรสโดยรวม หากเป็นเพียงการทะเลาะหรือทำร้ายร่างกายในบางคราวจากความขัดแย้งทั่วไป และยังไม่ถึงขั้นทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายเดือดร้อนเกินควร ก็อาจยังไม่เข้าหลักเกณฑ์เหตุหย่าตามกฎหมาย 2. คำว่า “เดือดร้อนเกินควร” ตามมาตรา 1516 (6) หมายความว่าอย่างไร คำตอบ “เดือดร้อนเกินควร” เป็นหลักเกณฑ์เชิงคุณภาพที่ศาลใช้พิจารณาว่าการกระทำนั้นร้ายแรงพอจะทำให้การดำรงชีวิตสมรสต่อไปไม่อาจทนได้หรือไม่ โดยศาลจะพิจารณาจากบริบททั้งหมด เช่น ระยะเวลาการสมรส สภาพฐานะ ความเป็นอยู่ร่วมกัน ลักษณะนิสัยของคู่สมรส และความรุนแรงของพฤติการณ์ มิใช่ดูเพียงเหตุการณ์เฉพาะครั้งเดียว ดังนั้น แม้จะมีการทำร้ายร่างกายเกิดขึ้น แต่หากยังไม่ถึงขั้นทำให้ความสัมพันธ์สมรสแตกหักโดยสาระสำคัญ ก็อาจยังไม่ถือเป็นเหตุหย่า 3. การไม่ค่อยอยู่บ้านของคู่สมรสเป็นเหตุหย่าได้หรือไม่ คำตอบ การไม่ค่อยอยู่บ้านเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอที่จะเป็นเหตุหย่า เว้นแต่จะมีข้อเท็จจริงประกอบว่าการไม่อยู่บ้านนั้นเกี่ยวข้องกับพฤติการณ์เสื่อมเสีย เช่น อุปการะยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา หรือทอดทิ้งครอบครัวโดยสิ้นเชิง หากไม่ปรากฏว่ามีการประพฤติเสื่อมเสียหรือจงใจละทิ้งหน้าที่สามีภริยา การไม่อยู่บ้านเป็นครั้งคราวอาจยังอยู่ในขอบเขตของความขัดแย้งตามปกติของชีวิตคู่ 4. หากมีการแจ้งความทำร้ายร่างกายไว้เป็นหลักฐาน ศาลจะถือเป็นเหตุหย่าเสมอหรือไม่ คำตอบ การแจ้งความเป็นเพียงพยานหลักฐานชิ้นหนึ่ง แต่ไม่ใช่ข้อยุติว่าการกระทำนั้นเข้าข่ายเหตุหย่าเสมอไป ศาลจะพิจารณาว่าพฤติการณ์นั้นเกิดขึ้นในลักษณะใด เป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้าเพียงครั้งเดียวหรือเกิดขึ้นซ้ำซาก มีความรุนแรงเพียงใด และส่งผลต่อความสัมพันธ์สมรสอย่างไร หากเป็นเหตุที่มีการไกล่เกลี่ยและคู่สมรสยังคงอยู่ร่วมกันต่อไป อาจสะท้อนว่าความรุนแรงยังไม่ถึงขั้นร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6) 5. เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (6) แตกต่างจากเหตุหย่าอื่นอย่างไร คำตอบ มาตรา 1516 มีหลายเหตุ เช่น การมีชู้ การจงใจละทิ้งร้าง หรือการกระทำผิดอาญาร้ายแรง เหตุหย่าตาม (6) มีลักษณะเป็นบทบัญญัติแบบเปิด ครอบคลุมพฤติการณ์อื่นที่มิได้ระบุไว้โดยเฉพาะ แต่ต้องมีลักษณะ “ร้ายแรง” และเป็นปฏิปักษ์ต่อสาระสำคัญของการเป็นสามีภริยา จึงเป็นบทที่ต้องใช้ดุลพินิจอย่างเคร่งครัด และต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อชีวิตสมรส มิใช่เพียงความไม่ลงรอยทั่วไป 6. หากศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่า แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ยกฟ้อง ศาลฎีกาจะพิจารณาอย่างไร คำตอบ ศาลฎีกาจะพิจารณาเฉพาะประเด็นข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในชั้นอุทธรณ์ หากเห็นว่าศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจถูกต้องตามหลักกฎหมายและมีเหตุผลรองรับ ศาลฎีกาอาจพิพากษายืนได้ ดังเช่นคดีนี้ที่ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ว่าพฤติการณ์ยังไม่ถึงขั้นเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (6) 7. หากคู่สมรสมิได้อุทธรณ์เหตุหย่าอื่นไว้ จะสามารถยกขึ้นในชั้นฎีกาได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักไม่อาจยกขึ้นใหม่ในชั้นฎีกาได้ หากมิได้ว่ากล่าวกันมาในชั้นอุทธรณ์ ถือเป็นประเด็นที่ยุติแล้วตามหลักกระบวนพิจารณา ศาลฎีกาจะไม่รับวินิจฉัย ทั้งนี้เป็นการคุ้มครองความเป็นที่สุดแห่งคดี และป้องกันมิให้คู่ความขยายประเด็นเกินกว่าที่ได้ต่อสู้กันมาในลำดับชั้นก่อนหน้า 8. คำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อแนวปฏิบัติในคดีหย่าอย่างไร คำตอบ คำพิพากษานี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่กำหนดเส้นแบ่งระหว่าง “ความขัดแย้งตามปกติของชีวิตสมรส” กับ “พฤติการณ์ร้ายแรงที่เป็นเหตุหย่า” โดยเน้นหลักความได้สัดส่วนและการประเมินภาพรวมของชีวิตคู่ มิใช่ตัดสินจากเหตุการณ์เฉพาะครั้งเดียว ส่งผลให้ผู้ฟ้องหย่าต้องเตรียมพยานหลักฐานแสดงความร้ายแรงอย่างชัดเจน และช่วยให้การตีความมาตรา 1516 (6) เป็นไปอย่างมีเสถียรภาพและสอดคล้องกับเจตนารมณ์คุ้มครองสถาบันครอบครัว 9. หากภายหลังเกิดเหตุทำร้ายร่างกายรุนแรงต่อเนื่อง จะสามารถฟ้องหย่าใหม่ได้หรือไม่ คำตอบ หากมีข้อเท็จจริงใหม่เกิดขึ้นภายหลังคำพิพากษาถึงที่สุด และพฤติการณ์มีลักษณะรุนแรงหรือซ้ำซากจนเข้าข่ายเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6) คู่สมรสย่อมมีสิทธิฟ้องหย่าใหม่ได้ เพราะเป็นเหตุคนละช่วงเวลาและมีข้อเท็จจริงต่างกัน ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์ล่าสุดโดยอิสระจากคดีเดิม ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2851/2551 โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยาย่อมจะมีเรื่องระหองระแหงทะเลาะกันเป็นปกติธรรมดาของชีวิตคู่ การที่จำเลยไม่ค่อยอยู่บ้านก็มิใช่เป็นการประพฤติเสื่อมเสีย และการที่จำเลยตบตีทำร้ายโจทก์จนโจทก์ต้องไปแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยแต่พนักงานสอบสวนได้ไกล่เกลี่ยก็เป็นเรื่องภายในครอบครัว ซึ่งโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลย หลังจากนั้นโจทก์จำเลยยังทะเลาะกันและจำเลยพยายามจะทำร้ายร่างกายโจทก์ พฤติกรรมดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าจำเลยทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงถึงขนาดที่โจทก์เดือดร้อนเกินควร ยังไม่เป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (6) ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องหย่าว่า จำเลยอุปการะยกย่องหญิงอื่น ไม่เลี้ยงดูครอบครัว และทำร้ายร่างกายหลายครั้ง อันเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรง ขอให้หย่าและให้ตนใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสามแต่ผู้เดียว จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่าและให้โจทก์ปกครองบุตร ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นมีเพียงว่าพฤติการณ์ของจำเลยเข้าข่ายเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (6) หรือไม่ แม้จำเลยเที่ยวกลางคืน ทะเลาะ และเคยทำร้ายโจทก์จนมีการแจ้งความ แต่เป็นเรื่องภายในครอบครัวและมีการไกล่เกลี่ย อีกทั้งไม่ปรากฏว่าประพฤติเสื่อมเสีย การทะเลาะระหองระแหงเป็นเรื่องปกติของชีวิตคู่ เมื่อพิจารณาสภาพฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันแล้ว ยังไม่ถึงขั้นร้ายแรงทำให้โจทก์เดือดร้อนเกินควร จึงไม่เป็นเหตุหย่า ส่วนเหตุอื่นที่มิได้ยกในชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายมีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ เด็กชายวุฒิภัทร เด็กชายพีรวิชญ์และเด็กชายชัชฤทธิ์ ต่อมาจำเลยอุปการะยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา ไม่เคยอุปการะเลี้ยงดูโจทก์กับบุตรทั้งสามอีกทั้งทำร้ายร่างกายโจทก์หลายครั้ง อันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองและอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสามเพียงผู้เดียว จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสามแต่เพียงผู้เดียว ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า “พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ที่จำเลยเที่ยวกลางคืนเป็นประจำ ทะเลาะวิวาทแล้วทำร้าย ข่มขู่ และพยายามทำร้ายร่างกายโจทก์บ่อยครั้งถือว่าเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (6) และพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสามแต่เพียงผู้เดียว โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์เหตุฟ้องหย่าด้วยเหตุอื่นจึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีประเด็นต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาแต่เพียงว่า จำเลยกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงอันเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าได้หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า ก่อนคดีนี้โจทก์เคยฟ้องหย่าจำเลย เนื่องจากจำเลยไปติดพันหญิงอื่นและทำร้ายร่างกายโจทก์ ซึ่งโจทก์ได้แจ้งความดำเนินคดีกับจำเลยตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน เอกสารหมาย จ.3 แต่ภายหลังจำเลยตกลงกลับมาอยู่เป็นครอบครัวกับโจทก์และจะไม่ประพฤติตัวเช่นเดิมอีก โจทก์จึงถอนฟ้อง หลังจากนั้นตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน 2548 จำเลยกลับมาอยู่บ้านไม่ถึง 10 วัน ทำให้โจทก์กับจำเลยมีปากเสียงกัน ต่อมาโจทก์กับจำเลยทะเลาะกันเกี่ยวกับเรื่องขายไม้ยูคาลิปตัสในราคาที่จำเลยไม่พอใจและจำเลยใช้กำลังตบตีทำร้ายโจทก์ โจทก์จึงไปแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลย แต่พนักงานสอบสวนไกล่เกลี่ยว่าหากจำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์อีกยอมให้โจทก์ดำเนินคดีตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี เอกสารหมาย จ.4 หลังจากนั้นโจทก์กับจำเลยทะเลาะกันด้วยสาเหตุจำเลยไม่ค่อยอยู่บ้าน และพยายามทำร้ายร่างกายโจทก์ แต่มีผู้ห้ามปรามไว้ ซึ่งโจทก์ได้แจ้งความตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน เอกสารหมาย จ.5 ปัจจุบันโจทก์ได้นำบุตรผู้เยาว์ทั้งสามไปอาศัยอยู่บ้านพี่ชาย เพราะจำเลยเคยขู่ว่าหากทะเลาะกันคราวต่อไปจะทำร้ายโจทก์ให้หนักขึ้น กับโจทก์มีนายอนุนผู้ใหญ่บ้านท้องที่มาเป็นพยาน แต่พยานไม่รู้เห็นเหตุการณ์เพียงแต่ทราบว่าจำเลยมีพฤติกรรมเที่ยวกลางคืนเป็นประจำ เมื่อกลับบ้านจะมีเหตุทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายโจทก์เท่านั้น เห็นว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยา ย่อมจะต้องมีเรื่องระหองระแหงทะเลาะกันเป็นปกติธรรมดาของชีวิตคู่ การที่จำเลยไม่ค่อยอยู่บ้านก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยไปประพฤติเสื่อมเสียอะไร และการที่จำเลยตบตีทำร้ายโจทก์จนโจทก์ต้องไปแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลย แต่พนักงานสอบสวนได้ไกล่เกลี่ยเป็นเรื่องภายในครอบครัว ซึ่งโจทก์ก็ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี เอกสารหมาย จ.4 หลังจากนั้นโจทก์จำเลยก็ยังทะเลาะกันและจำเลยพยายามจะทำร้ายร่างกายโจทก์ พฤติกรรมดังกล่าวแล้วยังถือไม่ได้ว่าจำเลยทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงถึงขนาดที่โจทก์เดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ กรณียังไม่เป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (6) ที่โจทก์ฎีกาข้ออื่นอีกว่า ยังมีเหตุหย่าอื่นตามที่โจทก์ฟ้องก็เป็นเรื่องที่ยุติถึงที่สุดดังกล่าวแล้วข้างต้น และเป็นเรื่องที่มิได้ว่ากล่าวกันมาในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย” พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ |




