ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกา 4678/2552, รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกินหนึ่งปีฟ้องหย่าได้หรือไม่, เหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1), การอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นพฤติการณ์ต่อเนื่อง, สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับตาม มาตรา 1529, การเรียกค่าทดแทนจากชู้, หลักการนับอายุความเหตุหย่า, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาคดีครอบครัว, เกณฑ์การพิจารณาอำนาจปกครองบุตร, บุตรชอบด้วยกฎหมายหลังการหย่า, สิทธิการลดหย่อนภาษีบุตร, คดีหย่าและค่าอุปการะเลี้ยงดู, วินิจฉัยศาลฎีกาเรื่องเมียน้อย

     ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาการฟ้องหย่าและการเรียกค่าทดแทนในกรณีที่สามีไปมีหญิงอื่นและอุปการะเลี้ยงดูฉันภริยาเป็นเวลาต่อเนื่อง แม้ภริยาจะรู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวมาก่อนเกินหนึ่งปีก็ตาม โดยศาลฎีกาวางหลักว่า หากพฤติการณ์ดังกล่าวยังคงดำเนินอยู่ เหตุฟ้องหย่าย่อมยังมีอยู่ตลอดมา สิทธิฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทนของภริยาไม่ระงับไปตามกฎหมาย อีกทั้งยังวินิจฉัยถึงหลักเกณฑ์การใช้อำนาจปกครองบุตรและสถานภาพความเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายอย่างชัดเจน

ข้อเท็จจริงของคดีโดยสรุป

โจทก์เป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 โดยมีการจดทะเบียนสมรสและมีบุตรด้วยกัน ต่อมาทั้งสองเคยหย่ากันและกลับมาจดทะเบียนสมรสใหม่อีกครั้ง ภายหลังจำเลยที่ 1 ไปมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 และนำหญิงดังกล่าวเข้ามาอยู่อาศัยร่วมกันฉันสามีภริยา พร้อมทั้งอุปการะเลี้ยงดูอย่างเปิดเผย แม้โจทก์จะทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวมาเป็นเวลานานแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ก็ยังคงมีพฤติการณ์เช่นว่านั้นอย่างต่อเนื่อง

โจทก์จึงฟ้องขอหย่า เรียกค่าทดแทน และขอใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ ขณะที่จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว

ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย

คดีมีประเด็นสำคัญว่า

1. การที่ภริยารู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกินหนึ่งปี สิทธิฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทนระงับไปหรือไม่

2. การอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นอย่างต่อเนื่องถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่

3. ใครควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์

4. การหย่ามีผลกระทบต่อสถานภาพบุตรและสิทธิทางภาษีของบิดาหรือไม่

หลักกฎหมายเรื่องเหตุหย่าและอายุความ

ศาลฎีกาวางหลักตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) ว่า การที่สามีอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้ และหากพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการกระทำต่อเนื่อง เหตุหย่าย่อมยังคงมีอยู่ตลอดมา

แม้มาตรา 1529 จะกำหนดให้สิทธิฟ้องร้องระงับไปเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่รู้ข้อเท็จจริง แต่ในกรณีที่เป็นการกระทำต่อเนื่อง มิใช่การกระทำที่สิ้นสุดลงแล้ว การนับระยะเวลาหนึ่งปีไม่อาจนำมาใช้ตัดสิทธิของโจทก์ได้

การเรียกค่าทดแทนจากสามีและหญิงอื่น

ศาลเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ยังมีฐานะทางการเงินดี และการกระทำของจำเลยทั้งสองก่อให้เกิดความเสียหายต่อโจทก์อย่างชัดแจ้ง การกำหนดค่าทดแทนตามที่ศาลล่างพิพากษาไว้เป็นจำนวนเหมาะสมแล้ว จึงไม่มีเหตุแก้ไข

หลักเกณฑ์การใช้อำนาจปกครองบุตร

ศาลฎีกาพิจารณาจากสภาพความเป็นอยู่ของบุตร ความใกล้ชิด ความสามารถในการดูแล และประโยชน์สูงสุดของเด็ก โดยเห็นว่าโจทก์เป็นผู้ดูแลบุตรมาโดยตลอด มีเวลาและความเหมาะสมมากกว่า จึงให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร

สถานภาพบุตรและสิทธิทางภาษี

ศาลวินิจฉัยว่า บุตรที่เกิดในระหว่างสมรสเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย แม้ภายหลังบิดามารดาจะหย่ากันแล้ว สถานภาพของบุตรไม่เปลี่ยนแปลง บิดายังคงมีหน้าที่อุปการะและสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามกฎหมาย

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้ตอกย้ำหลักสำคัญว่า “เหตุหย่าที่เป็นพฤติการณ์ต่อเนื่องไม่ขาดอายุความ” การรู้ข้อเท็จจริงมาเป็นเวลานานไม่ทำให้สิทธิฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทนระงับไป หากการกระทำยังคงดำเนินอยู่ อีกทั้งการพิจารณาอำนาจปกครองบุตรต้องยึดประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นหลัก ไม่ใช่เพียงฐานะหรือคำอ้างของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าทดแทน พร้อมกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร

2. ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่ามีเหตุหย่าและการกำหนดค่าทดแทนและอำนาจปกครองบุตรเหมาะสมแล้ว

3. ศาลฎีกาพิพากษายืน ยืนยันว่าการอุปการะหญิงอื่นเป็นพฤติการณ์ต่อเนื่อง ทำให้สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับ และการให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองบุตรเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก

รู้ว่าสามีไปมีหญิงอื่นเกินหนึ่งปีก็ฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ สิทธิฟ้องร้องของโจทก์ไม่ระงับไป

การที่สามีไปมีเมียน้อยและภริยารู้แล้วมาฟ้องภายหลังเมื่อพ้น 1 ปี จะถือว่าสิทธิฟ้องหย่า หรือฟ้องเรียกค่าทดแทนตามกฎหมายระงับไปหรือไม่? การที่สามีไปมีหญิงอื่นและอยู่กินฉันสามีภริยาหรืออุปการะเลี้ยงดูและยกย่องหญิงอื่นตลอดมาเกิน 1 ปีอันเป็นพฤติการณ์ต่อเนื่องนั้นหมายความว่าอย่างไร? พฤติการณ์ที่ศาลจะพิจารณาว่า ฝ่ายบิดา หรือ มารดา ควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองศาลพิจารณาจากประเด็นใดบ้าง? การที่สามี ภริยา มีบุตรด้วยกัน ต่อมาได้หย่าขาดจากกันจะทำให้บุตรนั้นเป็นบุตรนอกกฎหมายของบิดาหรือไม่? บิดายังสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้อยู่หรือไม่?

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  4678/2552

 โจทก์เป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 (เป็นสามี)  ขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้จำเลยที่ 1 ยังคงอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 (หญิงอื่น) ฉันภริยาอันเป็นพฤติการณ์ต่อเนื่องตั้งแต่โจทก์รู้ข้อเท็จจริงดังกล่าว เหตุฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) จึงยังคงมีอยู่ตลอดมาและโจทก์ย่อมยกเป็นเหตุหย่าได้ โดยไม่สำคัญว่าโจทก์จะรู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวก่อนฟ้องเกิน 1 ปีหรือไม่ สิทธิฟ้องร้องของโจทก์ไม่ระงับไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1529

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ รวมทั้งให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ ขณะที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดี และจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอหย่าโดยขอใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าทดแทนในจำนวนที่ศาลเห็นสมควร และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 4,000 บาท จนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ พร้อมยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรส มีบุตรร่วมกัน ต่อมาเคยหย่าและกลับมาจดทะเบียนสมรสใหม่ ภายหลังจำเลยที่ 1 ไปมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 และนำจำเลยที่ 2 ซึ่งตั้งครรภ์เข้าพักอาศัยอยู่ร่วมกันในบ้าน โดยอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องฉันภริยา

ศาลเห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าจดทะเบียนสมรสใหม่เพื่อประโยชน์ด้านการศึกษาและการลดหย่อนภาษีของบุตร เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น เพราะบุตรเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้ว แม้บิดามารดาจะหย่ากันก็มิได้ทำให้สถานภาพบุตรเปลี่ยนแปลง การยกย่องและอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 ขณะโจทก์ยังเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1)

แม้โจทก์จะทราบข้อเท็จจริงมาก่อนเกินหนึ่งปี แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ยังอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 อย่างต่อเนื่อง เหตุหย่าย่อมยังคงมีอยู่ตลอดมา สิทธิฟ้องหย่าของโจทก์ไม่ระงับไปตามมาตรา 1529 และจำเลยทั้งสองต้องรับผิดชดใช้ค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง

ในส่วนค่าทดแทน ศาลพิจารณาจากฐานะทางการเงินของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีรายได้และทรัพย์สินเพียงพอ เห็นว่าจำนวนค่าทดแทนที่ศาลล่างกำหนดเหมาะสมแล้ว ส่วนอำนาจปกครองบุตร ศาลเห็นว่าโจทก์เป็นผู้ดูแลบุตรมาโดยตลอด มีความเหมาะสมและเป็นประโยชน์แก่บุตรมากกว่า ข้อฎีกาของจำเลยที่ 1 ในเรื่องนี้จึงฟังไม่ขึ้น

ศาลฎีกาพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

เรียกค่าเสียหายค่าทดแทนชู้

หลักกฎหมาย เงื่อนไขการฟ้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกา และข้อควรรู้ทางปฏิบัติ

1. ความหมายของการเรียกค่าเสียหายค่าทดแทนชู้

การเรียกค่าเสียหายค่าทดแทนชู้ หมายถึง การที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นภริยาหรือสามีโดยชอบด้วยกฎหมาย ใช้สิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากบุคคลภายนอกซึ่งเข้ามามีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับคู่สมรสของตน อันเป็นการละเมิดต่อสิทธิในครอบครัวและความสงบแห่งชีวิตสมรส

สิทธิเรียกค่าทดแทนชู้มิได้เกิดจากการเป็นหนี้ตามสัญญา แต่เป็นสิทธิพิเศษที่กฎหมายรับรองไว้เพื่อคุ้มครองสถาบันครอบครัว และเพื่อเยียวยาความเสียหายทางจิตใจ ศักดิ์ศรี และความมั่นคงในชีวิตคู่ของคู่สมรสผู้เสียหาย

2. ฐานกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนชู้

ฐานกฎหมายสำคัญคือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า

“ในกรณีหย่าเพราะเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา 1516 (1) (2) (3) หรือ (6) ฝ่ายซึ่งมิได้เป็นฝ่ายผิดอาจเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งหรือจากบุคคลซึ่งเป็นชู้กับคู่สมรสนั้นได้”

จากบทบัญญัติดังกล่าว จะเห็นได้ว่ากฎหมายเปิดโอกาสให้เรียกค่าทดแทนได้ทั้งจาก

1. คู่สมรสฝ่ายที่กระทำผิด และ

2. บุคคลภายนอกซึ่งเป็นชู้

โดยไม่จำเป็นต้องเลือกฟ้องเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

3. ความหมายของคำว่า “ชู้” ตามแนวคำพิพากษา

ศาลฎีกาวางแนววินิจฉัยไว้อย่างต่อเนื่องว่า “ชู้” มิได้จำกัดเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น หากแต่หมายรวมถึงพฤติการณ์ที่แสดงออกถึงความสัมพันธ์เกินเลยในเชิงชู้สาว เช่น

การอยู่กินฉันสามีภริยา

การอุปการะเลี้ยงดู ยกย่อง เปิดเผยต่อสังคม

การแสดงตนเป็นคู่ครองต่อบุคคลภายนอก

แม้จะไม่มีพยานหลักฐานยืนยันการมีเพศสัมพันธ์โดยตรง แต่หากข้อเท็จจริงโดยรวมแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ในลักษณะดังกล่าว ศาลก็อาจรับฟังได้ว่าเป็น “ชู้” ตามกฎหมาย

4. ใครบ้างมีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้

ผู้มีสิทธิฟ้องต้องเป็น

1. คู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย

2. เป็นฝ่ายที่มิได้เป็นผู้กระทำผิดในเหตุหย่า

คู่สมรสที่อยู่กินกันโดยไม่จดทะเบียนสมรส ไม่มีสิทธิเรียกค่าทดแทนชู้ตามมาตรา 1523 แม้จะอยู่กินกันมานานหรือมีบุตรร่วมกันก็ตาม

5. ต้องฟ้องหย่าพร้อมกับเรียกค่าทดแทนหรือไม่

โดยหลัก คู่สมรสสามารถฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้พร้อมกับฟ้องหย่า หรือฟ้องแยกเป็นคดีต่างหากก็ได้ แต่ต้องมี “เหตุหย่า” ตามมาตรา 1516 เป็นฐานรองรับ

แนวคำพิพากษาศาลฎีกายอมรับว่า แม้การฟ้องหย่าจะสิ้นสุดไปแล้ว แต่หากยังไม่ขาดอายุความในการเรียกค่าทดแทน คู่สมรสผู้เสียหายยังคงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้ได้

6. อายุความในการเรียกค่าทดแทนชู้

อายุความเป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่ง โดยมาตรา 1529 บัญญัติว่า สิทธิฟ้องร้องโดยอาศัยเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) (2) (3) หรือ (6) ย่อมระงับไปเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้กล่าวอ้างรู้หรือควรรู้ความจริง

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า

หากการเป็นชู้เป็น “พฤติการณ์ต่อเนื่อง” เช่น การอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นอย่างเปิดเผยต่อเนื่อง เหตุหย่าย่อมยังคงมีอยู่ตลอดมา และอายุความยังไม่เริ่มนับตราบใดที่พฤติการณ์นั้นยังไม่สิ้นสุด

7. การพิสูจน์คดีเรียกค่าทดแทนชู้

ภาระการพิสูจน์ตกอยู่กับฝ่ายโจทก์ โดยต้องแสดงให้ศาลเห็นว่า

1. ตนเป็นคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย

2. จำเลยมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับคู่สมรสของตน

3. ความสัมพันธ์ดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตน

พยานหลักฐานที่มักใช้ ได้แก่

พยานบุคคล

เอกสาร

ภาพถ่าย

ข้อความแชต

พฤติการณ์แวดล้อมโดยรวม

ศาลจะพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดประกอบกัน ไม่แยกพิจารณาเฉพาะพยานใดพยานหนึ่ง

8. หลักเกณฑ์การกำหนดจำนวนค่าทดแทน

กฎหมายมิได้กำหนดอัตราค่าทดแทนไว้ตายตัว ศาลจะพิจารณาตามพฤติการณ์แห่งคดี เช่น

ความร้ายแรงของการกระทำ

ระยะเวลาที่เป็นชู้

การเปิดเผยต่อสังคม

ฐานะทางเศรษฐกิจของคู่กรณี

ผลกระทบต่อชีวิตครอบครัวและจิตใจของโจทก์

ค่าทดแทนอาจเป็นหลักหมื่น หลักแสน หรือหลักล้าน ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละคดี

9. ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากใครได้บ้าง

โจทก์อาจเลือกฟ้อง

1. ฟ้องเฉพาะคู่สมรส

2. ฟ้องเฉพาะชู้

3. ฟ้องทั้งคู่เป็นจำเลยร่วม

ศาลฎีกายืนยันว่า ความรับผิดของชู้เป็นความรับผิดโดยตรง ไม่จำเป็นต้องรอให้ศาลพิพากษาหย่าก่อนจึงจะฟ้องได้

10. กรณีใดที่ฟ้องเรียกค่าทดแทนไม่ได้

ตัวอย่างกรณีที่ศาลไม่รับฟ้องหรือยกฟ้อง ได้แก่

ไม่ได้จดทะเบียนสมรส

โจทก์รู้เห็นยินยอมให้มีความสัมพันธ์

ขาดอายุความ

พิสูจน์ไม่ได้ว่ามีความสัมพันธ์เชิงชู้สาว

โจทก์เป็นฝ่ายผิดเสียเอง

11. แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่สำคัญ

ศาลฎีกาวางหลักอย่างชัดเจนว่า การเรียกค่าทดแทนชู้มีวัตถุประสงค์เพื่อเยียวยาความเสียหาย มิใช่เพื่อการลงโทษ การกำหนดจำนวนเงินต้องสมเหตุสมผล สอดคล้องกับสภาพแห่งคดี และไม่เป็นการเอาเปรียบคู่กรณี

12. ข้อควรระวังในการฟ้องคดีค่าทดแทนชู้

การฟ้องคดีประเภทนี้มีความละเอียดอ่อนสูง คู่ความควรระมัดระวังเรื่อง

การรวบรวมพยานหลักฐาน

การคำนวณอายุความ

การฟ้องให้ถูกตัวบุคคล

การใช้ถ้อยคำในคำฟ้อง

ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจทำให้คดีแพ้ได้

13. สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

การเรียกค่าเสียหายค่าทดแทนชู้เป็นสิทธิสำคัญที่กฎหมายมอบให้แก่คู่สมรสผู้เสียหาย เพื่อคุ้มครองศักดิ์ศรี ความมั่นคงในครอบครัว และความเป็นธรรมในชีวิตสมรส อย่างไรก็ตาม การใช้สิทธิดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย มีพยานหลักฐานชัดเจน และดำเนินการภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด จึงจะได้รับความคุ้มครองจากศาลอย่างแท้จริง

คำถามที่พบบ่อย

1. คำถาม: รู้ว่าสามีไปมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ยังฟ้องหย่าได้หรือไม่

คำตอบ: ฟ้องหย่าได้ หากการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นพฤติการณ์ต่อเนื่อง เหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) ยังมีอยู่ตลอดมา จึงไม่ตัดสิทธิฟ้องหย่าแม้จะรู้ข้อเท็จจริงมาก่อนเกิน 1 ปี

2. คำถาม: เหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) คืออะไร

คำตอบ: คือกรณีที่สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือฉันสามี เป็นการกระทำอันเป็นปรปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา และเป็นเหตุให้คู่สมรสอีกฝ่ายยกขึ้นฟ้องหย่าได้

3. คำถาม: “พฤติการณ์ต่อเนื่อง” หมายความว่าอย่างไรในคดีฟ้องหย่า

คำตอบ: หมายถึงการกระทำที่ดำเนินอยู่เรื่อย ๆ ไม่สิ้นสุดลง เช่น สามียังคงอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยาอยู่ในขณะยื่นฟ้อง ทำให้เหตุหย่ายังคงมีอยู่ตลอดมา

4. คำถาม: อายุความ 1 ปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1529 ทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับหรือไม่

คำตอบ: โดยหลัก สิทธิฟ้องหย่าที่อาศัยเหตุในมาตรา 1516 (1) อาจระงับเมื่อพ้น 1 ปีนับแต่วันรู้หรือควรรู้ความจริง แต่หากเหตุหย่าเป็นพฤติการณ์ต่อเนื่องและยังดำเนินอยู่ สิทธิฟ้องหย่ายังไม่ระงับตามมาตรา 1529

5. คำถาม: ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากชู้ได้หรือไม่ และอาศัยกฎหมายมาตราใด

คำตอบ: ได้ หากหย่าเพราะเหตุที่คู่สมรสอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยา/ฉันสามี คู่สมรสฝ่ายที่มิได้เป็นฝ่ายผิดมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่ายและ/หรือบุคคลซึ่งเป็นชู้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง

6. คำถาม: จะถือว่าเป็นการยกย่องหรือเลี้ยงดูผู้อื่นฉันภริยาอย่างไร

คำตอบ: เป็นพฤติการณ์ที่แสดงความสัมพันธ์เกินกว่าปกติ เช่น นำหญิงอื่นเข้ามาอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน พักอาศัยร่วมกันอย่างเปิดเผย อุปการะเลี้ยงดู และปฏิบัติต่อกันในลักษณะฉันสามีภริยา ซึ่งศาลอาจรับฟังว่าเข้าองค์ประกอบมาตรา 1516 (1)

7. คำถาม: การหย่าทำให้บุตรกลายเป็นบุตรนอกกฎหมายของบิดาหรือไม่

คำตอบ: ไม่ทำให้เปลี่ยนสถานภาพ บุตรที่เกิดในระหว่างการจดทะเบียนสมรสเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาอยู่แล้ว แม้บิดามารดาจะหย่ากันภายหลังก็ไม่ทำให้บุตรกลายเป็นบุตรไม่ชอบด้วยกฎหมาย

8. คำถาม: บิดายังมีสิทธิลดหย่อนภาษีจากค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้หรือไม่

คำตอบ: โดยหลัก บิดาสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเกี่ยวกับบุตรได้ หากเป็นผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ทั้งนี้เป็นเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายภาษีอากรและเงื่อนไขของหน่วยงานจัดเก็บภาษีประกอบด้วย

9. คำถาม: ศาลพิจารณาให้ใครเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรจากหลักเกณฑ์ใด

คำตอบ: ศาลยึดประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นหลัก พิจารณาจากความสามารถในการดูแล ความใกล้ชิดและการเลี้ยงดูที่ผ่านมา เวลาในการดูแล สภาพความเป็นอยู่ และความเหมาะสมของแต่ละฝ่าย รวมทั้งความมั่นคงและสวัสดิภาพของเด็ก

10. คำถาม: เหตุใดศาลจึงเห็นว่าให้มารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเหมาะสมกว่า

คำตอบ: เพราะข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเด็กอยู่ในความดูแลของมารดามาโดยตลอด ไม่ปรากฏผลเสียหาย มารดามีเวลาในการเลี้ยงดูมากกว่า และยังไม่มีคู่สมรสใหม่ ขณะที่บิดาต้องทำงานนอกบ้านและมีครอบครัวใหม่ ทำให้การให้เด็กอยู่กับมารดาเหมาะสมกว่า

11. คำถาม: ศาลกำหนดค่าทดแทนและค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรโดยพิจารณาจากอะไร

คำตอบ: ศาลพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดี ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ฐานะทางการเงินของคู่กรณี และภาระในการเลี้ยงดูบุตร โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและความเป็นธรรม

12. คำถาม: ผลคำพิพากษาของศาลทั้งสามชั้นเป็นอย่างไร

คำตอบ: ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่า ให้มารดาใช้อำนาจปกครองบุตร กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าทดแทน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และศาลฎีกาพิพากษายืน ยืนยันว่าเหตุหย่าเป็นพฤติการณ์ต่อเนื่อง สิทธิฟ้องไม่ระงับ และการกำหนดค่าทดแทนกับอำนาจปกครองบุตรเหมาะสมแล้ว

 




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าได้ที่ศาลใด
หนังสือร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องความสัมพันธ์กับหญิงอื่น
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายไทย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
คดีหย่า & ค่าทดแทน, สิทธิฟ้องหย่า, (มาตรา 1518, 1523)(ฎีกา 2473/2556)
หย่า แบ่งสินสมรส, อำนาจปกครองบุตร, & คุ้มครองดอกผล (ฎีกา 10361/2557)
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
คดีหย่า & ฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. ม.173, ฟ้องซ้ำ, (ฎีกา 8186/2551)
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ article
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน article
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย article
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก article
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี article
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท article
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523 article
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า article
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว article
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย article
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ article
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง article
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่ article
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี article
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564 article
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง article
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา article
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท article
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515 article
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม article
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี article
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า article
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย