
| รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาการฟ้องหย่าและการเรียกค่าทดแทนในกรณีที่สามีไปมีหญิงอื่นและอุปการะเลี้ยงดูฉันภริยาเป็นเวลาต่อเนื่อง แม้ภริยาจะรู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวมาก่อนเกินหนึ่งปีก็ตาม โดยศาลฎีกาวางหลักว่า หากพฤติการณ์ดังกล่าวยังคงดำเนินอยู่ เหตุฟ้องหย่าย่อมยังมีอยู่ตลอดมา สิทธิฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทนของภริยาไม่ระงับไปตามกฎหมาย อีกทั้งยังวินิจฉัยถึงหลักเกณฑ์การใช้อำนาจปกครองบุตรและสถานภาพความเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายอย่างชัดเจน ข้อเท็จจริงของคดีโดยสรุป โจทก์เป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 โดยมีการจดทะเบียนสมรสและมีบุตรด้วยกัน ต่อมาทั้งสองเคยหย่ากันและกลับมาจดทะเบียนสมรสใหม่อีกครั้ง ภายหลังจำเลยที่ 1 ไปมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 และนำหญิงดังกล่าวเข้ามาอยู่อาศัยร่วมกันฉันสามีภริยา พร้อมทั้งอุปการะเลี้ยงดูอย่างเปิดเผย แม้โจทก์จะทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวมาเป็นเวลานานแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ก็ยังคงมีพฤติการณ์เช่นว่านั้นอย่างต่อเนื่อง โจทก์จึงฟ้องขอหย่า เรียกค่าทดแทน และขอใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ ขณะที่จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย คดีมีประเด็นสำคัญว่า 1. การที่ภริยารู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกินหนึ่งปี สิทธิฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทนระงับไปหรือไม่ 2. การอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นอย่างต่อเนื่องถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่ 3. ใครควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ 4. การหย่ามีผลกระทบต่อสถานภาพบุตรและสิทธิทางภาษีของบิดาหรือไม่ หลักกฎหมายเรื่องเหตุหย่าและอายุความ ศาลฎีกาวางหลักตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) ว่า การที่สามีอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้ และหากพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการกระทำต่อเนื่อง เหตุหย่าย่อมยังคงมีอยู่ตลอดมา แม้มาตรา 1529 จะกำหนดให้สิทธิฟ้องร้องระงับไปเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่รู้ข้อเท็จจริง แต่ในกรณีที่เป็นการกระทำต่อเนื่อง มิใช่การกระทำที่สิ้นสุดลงแล้ว การนับระยะเวลาหนึ่งปีไม่อาจนำมาใช้ตัดสิทธิของโจทก์ได้ การเรียกค่าทดแทนจากสามีและหญิงอื่น ศาลเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ยังมีฐานะทางการเงินดี และการกระทำของจำเลยทั้งสองก่อให้เกิดความเสียหายต่อโจทก์อย่างชัดแจ้ง การกำหนดค่าทดแทนตามที่ศาลล่างพิพากษาไว้เป็นจำนวนเหมาะสมแล้ว จึงไม่มีเหตุแก้ไข หลักเกณฑ์การใช้อำนาจปกครองบุตร ศาลฎีกาพิจารณาจากสภาพความเป็นอยู่ของบุตร ความใกล้ชิด ความสามารถในการดูแล และประโยชน์สูงสุดของเด็ก โดยเห็นว่าโจทก์เป็นผู้ดูแลบุตรมาโดยตลอด มีเวลาและความเหมาะสมมากกว่า จึงให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร สถานภาพบุตรและสิทธิทางภาษี ศาลวินิจฉัยว่า บุตรที่เกิดในระหว่างสมรสเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย แม้ภายหลังบิดามารดาจะหย่ากันแล้ว สถานภาพของบุตรไม่เปลี่ยนแปลง บิดายังคงมีหน้าที่อุปการะและสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามกฎหมาย สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำหลักสำคัญว่า “เหตุหย่าที่เป็นพฤติการณ์ต่อเนื่องไม่ขาดอายุความ” การรู้ข้อเท็จจริงมาเป็นเวลานานไม่ทำให้สิทธิฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทนระงับไป หากการกระทำยังคงดำเนินอยู่ อีกทั้งการพิจารณาอำนาจปกครองบุตรต้องยึดประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นหลัก ไม่ใช่เพียงฐานะหรือคำอ้างของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าทดแทน พร้อมกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร 2. ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่ามีเหตุหย่าและการกำหนดค่าทดแทนและอำนาจปกครองบุตรเหมาะสมแล้ว 3. ศาลฎีกาพิพากษายืน ยืนยันว่าการอุปการะหญิงอื่นเป็นพฤติการณ์ต่อเนื่อง ทำให้สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับ และการให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองบุตรเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก รู้ว่าสามีไปมีหญิงอื่นเกินหนึ่งปีก็ฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ สิทธิฟ้องร้องของโจทก์ไม่ระงับไป การที่สามีไปมีเมียน้อยและภริยารู้แล้วมาฟ้องภายหลังเมื่อพ้น 1 ปี จะถือว่าสิทธิฟ้องหย่า หรือฟ้องเรียกค่าทดแทนตามกฎหมายระงับไปหรือไม่? การที่สามีไปมีหญิงอื่นและอยู่กินฉันสามีภริยาหรืออุปการะเลี้ยงดูและยกย่องหญิงอื่นตลอดมาเกิน 1 ปีอันเป็นพฤติการณ์ต่อเนื่องนั้นหมายความว่าอย่างไร? พฤติการณ์ที่ศาลจะพิจารณาว่า ฝ่ายบิดา หรือ มารดา ควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองศาลพิจารณาจากประเด็นใดบ้าง? การที่สามี ภริยา มีบุตรด้วยกัน ต่อมาได้หย่าขาดจากกันจะทำให้บุตรนั้นเป็นบุตรนอกกฎหมายของบิดาหรือไม่? บิดายังสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้อยู่หรือไม่? คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4678/2552 โจทก์เป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 (เป็นสามี) ขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้จำเลยที่ 1 ยังคงอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 (หญิงอื่น) ฉันภริยาอันเป็นพฤติการณ์ต่อเนื่องตั้งแต่โจทก์รู้ข้อเท็จจริงดังกล่าว เหตุฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) จึงยังคงมีอยู่ตลอดมาและโจทก์ย่อมยกเป็นเหตุหย่าได้ โดยไม่สำคัญว่าโจทก์จะรู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวก่อนฟ้องเกิน 1 ปีหรือไม่ สิทธิฟ้องร้องของโจทก์ไม่ระงับไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1529 โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ รวมทั้งให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ ขณะที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดี และจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอหย่าโดยขอใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าทดแทนในจำนวนที่ศาลเห็นสมควร และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 4,000 บาท จนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ พร้อมยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรส มีบุตรร่วมกัน ต่อมาเคยหย่าและกลับมาจดทะเบียนสมรสใหม่ ภายหลังจำเลยที่ 1 ไปมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 และนำจำเลยที่ 2 ซึ่งตั้งครรภ์เข้าพักอาศัยอยู่ร่วมกันในบ้าน โดยอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องฉันภริยา ศาลเห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าจดทะเบียนสมรสใหม่เพื่อประโยชน์ด้านการศึกษาและการลดหย่อนภาษีของบุตร เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น เพราะบุตรเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้ว แม้บิดามารดาจะหย่ากันก็มิได้ทำให้สถานภาพบุตรเปลี่ยนแปลง การยกย่องและอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 ขณะโจทก์ยังเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) แม้โจทก์จะทราบข้อเท็จจริงมาก่อนเกินหนึ่งปี แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ยังอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 อย่างต่อเนื่อง เหตุหย่าย่อมยังคงมีอยู่ตลอดมา สิทธิฟ้องหย่าของโจทก์ไม่ระงับไปตามมาตรา 1529 และจำเลยทั้งสองต้องรับผิดชดใช้ค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ในส่วนค่าทดแทน ศาลพิจารณาจากฐานะทางการเงินของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีรายได้และทรัพย์สินเพียงพอ เห็นว่าจำนวนค่าทดแทนที่ศาลล่างกำหนดเหมาะสมแล้ว ส่วนอำนาจปกครองบุตร ศาลเห็นว่าโจทก์เป็นผู้ดูแลบุตรมาโดยตลอด มีความเหมาะสมและเป็นประโยชน์แก่บุตรมากกว่า ข้อฎีกาของจำเลยที่ 1 ในเรื่องนี้จึงฟังไม่ขึ้น ศาลฎีกาพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ เรียกค่าเสียหายค่าทดแทนชู้ หลักกฎหมาย เงื่อนไขการฟ้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกา และข้อควรรู้ทางปฏิบัติ 1. ความหมายของการเรียกค่าเสียหายค่าทดแทนชู้ การเรียกค่าเสียหายค่าทดแทนชู้ หมายถึง การที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นภริยาหรือสามีโดยชอบด้วยกฎหมาย ใช้สิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากบุคคลภายนอกซึ่งเข้ามามีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับคู่สมรสของตน อันเป็นการละเมิดต่อสิทธิในครอบครัวและความสงบแห่งชีวิตสมรส สิทธิเรียกค่าทดแทนชู้มิได้เกิดจากการเป็นหนี้ตามสัญญา แต่เป็นสิทธิพิเศษที่กฎหมายรับรองไว้เพื่อคุ้มครองสถาบันครอบครัว และเพื่อเยียวยาความเสียหายทางจิตใจ ศักดิ์ศรี และความมั่นคงในชีวิตคู่ของคู่สมรสผู้เสียหาย 2. ฐานกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนชู้ ฐานกฎหมายสำคัญคือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า “ในกรณีหย่าเพราะเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา 1516 (1) (2) (3) หรือ (6) ฝ่ายซึ่งมิได้เป็นฝ่ายผิดอาจเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งหรือจากบุคคลซึ่งเป็นชู้กับคู่สมรสนั้นได้” จากบทบัญญัติดังกล่าว จะเห็นได้ว่ากฎหมายเปิดโอกาสให้เรียกค่าทดแทนได้ทั้งจาก 1. คู่สมรสฝ่ายที่กระทำผิด และ 2. บุคคลภายนอกซึ่งเป็นชู้ โดยไม่จำเป็นต้องเลือกฟ้องเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง 3. ความหมายของคำว่า “ชู้” ตามแนวคำพิพากษา ศาลฎีกาวางแนววินิจฉัยไว้อย่างต่อเนื่องว่า “ชู้” มิได้จำกัดเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น หากแต่หมายรวมถึงพฤติการณ์ที่แสดงออกถึงความสัมพันธ์เกินเลยในเชิงชู้สาว เช่น • การอยู่กินฉันสามีภริยา • การอุปการะเลี้ยงดู ยกย่อง เปิดเผยต่อสังคม • การแสดงตนเป็นคู่ครองต่อบุคคลภายนอก แม้จะไม่มีพยานหลักฐานยืนยันการมีเพศสัมพันธ์โดยตรง แต่หากข้อเท็จจริงโดยรวมแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ในลักษณะดังกล่าว ศาลก็อาจรับฟังได้ว่าเป็น “ชู้” ตามกฎหมาย 4. ใครบ้างมีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้ ผู้มีสิทธิฟ้องต้องเป็น 1. คู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย 2. เป็นฝ่ายที่มิได้เป็นผู้กระทำผิดในเหตุหย่า คู่สมรสที่อยู่กินกันโดยไม่จดทะเบียนสมรส ไม่มีสิทธิเรียกค่าทดแทนชู้ตามมาตรา 1523 แม้จะอยู่กินกันมานานหรือมีบุตรร่วมกันก็ตาม 5. ต้องฟ้องหย่าพร้อมกับเรียกค่าทดแทนหรือไม่ โดยหลัก คู่สมรสสามารถฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้พร้อมกับฟ้องหย่า หรือฟ้องแยกเป็นคดีต่างหากก็ได้ แต่ต้องมี “เหตุหย่า” ตามมาตรา 1516 เป็นฐานรองรับ แนวคำพิพากษาศาลฎีกายอมรับว่า แม้การฟ้องหย่าจะสิ้นสุดไปแล้ว แต่หากยังไม่ขาดอายุความในการเรียกค่าทดแทน คู่สมรสผู้เสียหายยังคงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้ได้ 6. อายุความในการเรียกค่าทดแทนชู้ อายุความเป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่ง โดยมาตรา 1529 บัญญัติว่า สิทธิฟ้องร้องโดยอาศัยเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) (2) (3) หรือ (6) ย่อมระงับไปเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้กล่าวอ้างรู้หรือควรรู้ความจริง อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า หากการเป็นชู้เป็น “พฤติการณ์ต่อเนื่อง” เช่น การอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นอย่างเปิดเผยต่อเนื่อง เหตุหย่าย่อมยังคงมีอยู่ตลอดมา และอายุความยังไม่เริ่มนับตราบใดที่พฤติการณ์นั้นยังไม่สิ้นสุด 7. การพิสูจน์คดีเรียกค่าทดแทนชู้ ภาระการพิสูจน์ตกอยู่กับฝ่ายโจทก์ โดยต้องแสดงให้ศาลเห็นว่า 1. ตนเป็นคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย 2. จำเลยมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับคู่สมรสของตน 3. ความสัมพันธ์ดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตน พยานหลักฐานที่มักใช้ ได้แก่ • พยานบุคคล • เอกสาร • ภาพถ่าย • ข้อความแชต • พฤติการณ์แวดล้อมโดยรวม ศาลจะพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดประกอบกัน ไม่แยกพิจารณาเฉพาะพยานใดพยานหนึ่ง 8. หลักเกณฑ์การกำหนดจำนวนค่าทดแทน กฎหมายมิได้กำหนดอัตราค่าทดแทนไว้ตายตัว ศาลจะพิจารณาตามพฤติการณ์แห่งคดี เช่น • ความร้ายแรงของการกระทำ • ระยะเวลาที่เป็นชู้ • การเปิดเผยต่อสังคม • ฐานะทางเศรษฐกิจของคู่กรณี • ผลกระทบต่อชีวิตครอบครัวและจิตใจของโจทก์ ค่าทดแทนอาจเป็นหลักหมื่น หลักแสน หรือหลักล้าน ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละคดี 9. ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากใครได้บ้าง โจทก์อาจเลือกฟ้อง 1. ฟ้องเฉพาะคู่สมรส 2. ฟ้องเฉพาะชู้ 3. ฟ้องทั้งคู่เป็นจำเลยร่วม ศาลฎีกายืนยันว่า ความรับผิดของชู้เป็นความรับผิดโดยตรง ไม่จำเป็นต้องรอให้ศาลพิพากษาหย่าก่อนจึงจะฟ้องได้ 10. กรณีใดที่ฟ้องเรียกค่าทดแทนไม่ได้ ตัวอย่างกรณีที่ศาลไม่รับฟ้องหรือยกฟ้อง ได้แก่ • ไม่ได้จดทะเบียนสมรส • โจทก์รู้เห็นยินยอมให้มีความสัมพันธ์ • ขาดอายุความ • พิสูจน์ไม่ได้ว่ามีความสัมพันธ์เชิงชู้สาว • โจทก์เป็นฝ่ายผิดเสียเอง 11. แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่สำคัญ ศาลฎีกาวางหลักอย่างชัดเจนว่า การเรียกค่าทดแทนชู้มีวัตถุประสงค์เพื่อเยียวยาความเสียหาย มิใช่เพื่อการลงโทษ การกำหนดจำนวนเงินต้องสมเหตุสมผล สอดคล้องกับสภาพแห่งคดี และไม่เป็นการเอาเปรียบคู่กรณี 12. ข้อควรระวังในการฟ้องคดีค่าทดแทนชู้ การฟ้องคดีประเภทนี้มีความละเอียดอ่อนสูง คู่ความควรระมัดระวังเรื่อง • การรวบรวมพยานหลักฐาน • การคำนวณอายุความ • การฟ้องให้ถูกตัวบุคคล • การใช้ถ้อยคำในคำฟ้อง ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจทำให้คดีแพ้ได้ 13. สรุปข้อคิดทางกฎหมาย การเรียกค่าเสียหายค่าทดแทนชู้เป็นสิทธิสำคัญที่กฎหมายมอบให้แก่คู่สมรสผู้เสียหาย เพื่อคุ้มครองศักดิ์ศรี ความมั่นคงในครอบครัว และความเป็นธรรมในชีวิตสมรส อย่างไรก็ตาม การใช้สิทธิดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย มีพยานหลักฐานชัดเจน และดำเนินการภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด จึงจะได้รับความคุ้มครองจากศาลอย่างแท้จริง คำถามที่พบบ่อย 1. คำถาม: รู้ว่าสามีไปมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ยังฟ้องหย่าได้หรือไม่ คำตอบ: ฟ้องหย่าได้ หากการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นพฤติการณ์ต่อเนื่อง เหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) ยังมีอยู่ตลอดมา จึงไม่ตัดสิทธิฟ้องหย่าแม้จะรู้ข้อเท็จจริงมาก่อนเกิน 1 ปี 2. คำถาม: เหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) คืออะไร คำตอบ: คือกรณีที่สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือฉันสามี เป็นการกระทำอันเป็นปรปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา และเป็นเหตุให้คู่สมรสอีกฝ่ายยกขึ้นฟ้องหย่าได้ 3. คำถาม: “พฤติการณ์ต่อเนื่อง” หมายความว่าอย่างไรในคดีฟ้องหย่า คำตอบ: หมายถึงการกระทำที่ดำเนินอยู่เรื่อย ๆ ไม่สิ้นสุดลง เช่น สามียังคงอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยาอยู่ในขณะยื่นฟ้อง ทำให้เหตุหย่ายังคงมีอยู่ตลอดมา 4. คำถาม: อายุความ 1 ปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1529 ทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับหรือไม่ คำตอบ: โดยหลัก สิทธิฟ้องหย่าที่อาศัยเหตุในมาตรา 1516 (1) อาจระงับเมื่อพ้น 1 ปีนับแต่วันรู้หรือควรรู้ความจริง แต่หากเหตุหย่าเป็นพฤติการณ์ต่อเนื่องและยังดำเนินอยู่ สิทธิฟ้องหย่ายังไม่ระงับตามมาตรา 1529 5. คำถาม: ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากชู้ได้หรือไม่ และอาศัยกฎหมายมาตราใด คำตอบ: ได้ หากหย่าเพราะเหตุที่คู่สมรสอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยา/ฉันสามี คู่สมรสฝ่ายที่มิได้เป็นฝ่ายผิดมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่ายและ/หรือบุคคลซึ่งเป็นชู้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง 6. คำถาม: จะถือว่าเป็นการยกย่องหรือเลี้ยงดูผู้อื่นฉันภริยาอย่างไร คำตอบ: เป็นพฤติการณ์ที่แสดงความสัมพันธ์เกินกว่าปกติ เช่น นำหญิงอื่นเข้ามาอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน พักอาศัยร่วมกันอย่างเปิดเผย อุปการะเลี้ยงดู และปฏิบัติต่อกันในลักษณะฉันสามีภริยา ซึ่งศาลอาจรับฟังว่าเข้าองค์ประกอบมาตรา 1516 (1) 7. คำถาม: การหย่าทำให้บุตรกลายเป็นบุตรนอกกฎหมายของบิดาหรือไม่ คำตอบ: ไม่ทำให้เปลี่ยนสถานภาพ บุตรที่เกิดในระหว่างการจดทะเบียนสมรสเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาอยู่แล้ว แม้บิดามารดาจะหย่ากันภายหลังก็ไม่ทำให้บุตรกลายเป็นบุตรไม่ชอบด้วยกฎหมาย 8. คำถาม: บิดายังมีสิทธิลดหย่อนภาษีจากค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้หรือไม่ คำตอบ: โดยหลัก บิดาสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเกี่ยวกับบุตรได้ หากเป็นผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ทั้งนี้เป็นเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายภาษีอากรและเงื่อนไขของหน่วยงานจัดเก็บภาษีประกอบด้วย 9. คำถาม: ศาลพิจารณาให้ใครเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรจากหลักเกณฑ์ใด คำตอบ: ศาลยึดประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นหลัก พิจารณาจากความสามารถในการดูแล ความใกล้ชิดและการเลี้ยงดูที่ผ่านมา เวลาในการดูแล สภาพความเป็นอยู่ และความเหมาะสมของแต่ละฝ่าย รวมทั้งความมั่นคงและสวัสดิภาพของเด็ก 10. คำถาม: เหตุใดศาลจึงเห็นว่าให้มารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเหมาะสมกว่า คำตอบ: เพราะข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเด็กอยู่ในความดูแลของมารดามาโดยตลอด ไม่ปรากฏผลเสียหาย มารดามีเวลาในการเลี้ยงดูมากกว่า และยังไม่มีคู่สมรสใหม่ ขณะที่บิดาต้องทำงานนอกบ้านและมีครอบครัวใหม่ ทำให้การให้เด็กอยู่กับมารดาเหมาะสมกว่า 11. คำถาม: ศาลกำหนดค่าทดแทนและค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรโดยพิจารณาจากอะไร คำตอบ: ศาลพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดี ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ฐานะทางการเงินของคู่กรณี และภาระในการเลี้ยงดูบุตร โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและความเป็นธรรม 12. คำถาม: ผลคำพิพากษาของศาลทั้งสามชั้นเป็นอย่างไร คำตอบ: ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่า ให้มารดาใช้อำนาจปกครองบุตร กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าทดแทน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และศาลฎีกาพิพากษายืน ยืนยันว่าเหตุหย่าเป็นพฤติการณ์ต่อเนื่อง สิทธิฟ้องไม่ระงับ และการกำหนดค่าทดแทนกับอำนาจปกครองบุตรเหมาะสมแล้ว
|




