
| การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรและผลของการย้ายที่อยู่บุตรผู้เยาว์แบบถาวรต่อภาระค่าอุปการะเลี้ยงดูตามข้อตกลงหย่าที่ทำไว้เดิม โดยเฉพาะประเด็นสำคัญว่า เมื่อในวันที่ทำข้อตกลงหย่าบุตรอยู่กับผู้ปกครองฝ่ายหนึ่ง จึงกำหนดให้ฝ่ายอื่นโอนค่าเลี้ยงดูเข้าบัญชีผู้ปกครองนั้น แต่ต่อมาบุตรย้ายไปอยู่กับอีกฝ่ายหนึ่งจริงตลอดมา และอีกฝ่ายเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่ายทั้งหมด ข้อตกลงเดิมยังควรถูกบังคับให้ต้องโอนเงิน “ให้ผู้ปกครองเดิม” ต่อไปหรือไม่ อีกทั้งยังมีข้อพิพาทเรื่อง “ค่าเลี้ยงดูค้างชำระย้อนหลัง” ในช่วงเวลาที่กล่าวอ้างว่ามิได้ชำระครบถ้วน ซึ่งต้องวินิจฉัยจากพยานหลักฐานการโอนเงินและความน่าเชื่อถือของข้ออ้างการจ่ายเป็นเงินสด ตลอดจนหลักการที่ศาลใช้กำหนดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูให้เหมาะสมตามฐานะและความสามารถของบิดามารดา พร้อมจัดวางดุลยภาพเรื่องสิทธิการเยี่ยมเยียนและการกำหนดที่อยู่ของบุตร เพื่อให้การใช้อำนาจปกครองสอดคล้องกับประโยชน์สูงสุดของเด็กอย่างแท้จริง สรุปข้อเท็จจริง ผู้ร้องและผู้คัดค้านเคยเป็นสามีภริยาจดทะเบียนสมรสและมีบุตร 1 คน ต่อมาจดทะเบียนหย่าและทำหนังสือข้อตกลงหย่า โดยกำหนดให้ผู้คัดค้านเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว และให้ผู้ร้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 20,000 บาท โอนเข้าบัญชีผู้คัดค้านตามที่ระบุในข้อตกลง ข้อตกลงดังกล่าวทำขึ้นบนข้อเท็จจริงในขณะนั้นว่าบุตรพักอาศัยอยู่กับผู้คัดค้านและผู้คัดค้านเป็นผู้ดูแลค่าใช้จ่ายหลัก ต่อมาปรากฏข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ คือบุตรผู้เยาว์ย้ายมาอยู่อาศัยกับผู้ร้องเป็นการถาวรตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 ต่อเนื่องจนปัจจุบัน และผู้ร้องเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุตรทั้งหมด ขณะที่ผู้คัดค้านไม่สามารถนำสืบให้เห็นว่าหลังบุตรย้ายมาอยู่กับผู้ร้องแล้ว ผู้คัดค้านได้ออกค่าใช้จ่ายใดเพื่อบุตร ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครอง และขอให้ไม่ต้องชำระค่าเลี้ยงดู 20,000 บาทให้ผู้คัดค้านอีกต่อไป รวมถึงขอให้ผู้คัดค้านเป็นฝ่ายชำระค่าเลี้ยงดูให้ผู้ร้องแทน ส่วนผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและฟ้องแย้ง เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูค้างชำระย้อนหลังจำนวนมาก พร้อมดอกเบี้ย และขอให้ผู้ร้องยังต้องชำระเดือนละ 20,000 บาทต่อไป คดีจึงมีแกนสำคัญ 3 ส่วนที่โยงกันเป็นระบบเดียวกัน ได้แก่ (ก) การจัดวางอำนาจปกครองและ “อำนาจกำหนดที่อยู่บุตร” เมื่อบุตรย้ายมาอยู่กับผู้ร้องถาวร (ข) การคำนวณและพิสูจน์ “ค่าเลี้ยงดูค้างชำระย้อนหลัง” ในช่วงก่อนการย้ายถาวรและตามข้อกล่าวอ้าง (ค) ผลของการเปลี่ยนแปลงที่อยู่บุตรต่อ “ความสมควรในการบังคับข้อตกลงหย่าเรื่องการโอนเงินให้ผู้คัดค้าน” ในช่วงเวลาที่บุตรอยู่กับผู้ร้องและผู้ร้องเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายจริง คำวินิจฉัยของศาลฎีกา (1) ประเด็นค่าอุปการะเลี้ยงดูค้างชำระช่วงตั้งแต่วันหย่าจนถึงวันที่ 12 กันยายน 2562 ศาลฎีกาวางหลักว่า ต้องพิจารณาตามข้อตกลงหย่าเป็นฐานก่อนว่าในช่วงเวลานั้นผู้ร้องมีหน้าที่ชำระเดือนละ 20,000 บาท และต้องพิสูจน์การชำระให้ได้ด้วยพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือ เมื่อตรวจพยานเอกสารการโอนเงินผ่านระบบธนาคารแล้ว ปรากฏยอดและรายการโอนเข้าบัญชีผู้คัดค้าน รวมถึงบางส่วนโอนไปยังบัญชีบุคคลที่เกี่ยวข้องและบัญชีบุตรตามพฤติการณ์ที่บุตรไปพักกับบุคคลดังกล่าว จึงรับฟังได้ว่ามีการชำระไปแล้วจำนวนหนึ่ง อย่างไรก็ดี ข้ออ้างเพิ่มเติมบางส่วน เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าอินเทอร์เน็ต หรือการจ่ายเป็นเงินสดโดยไม่มีหลักฐานประกอบ ศาลฎีกาให้เหตุผลเชิงพยานว่าเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างฝ่ายเดียวและไม่อาจรับฟังเป็นการชำระค่าเลี้ยงดูแทนเงินตามข้อตกลงได้ จึงคำนวณส่วนต่างระหว่างจำนวนที่พึงต้องชำระกับจำนวนที่พิสูจน์ได้ว่าได้ชำระแล้ว และวินิจฉัยว่ามียอดค้างชำระ แต่ศาลฎีกายังย้ำ “ข้อจำกัดตามกระบวนพิจารณา” ว่า เมื่อศาลอุทธรณ์กำหนดยอดความรับผิดไว้แล้ว และคู่ความอีกฝ่ายมิได้รับอนุญาตฎีกาในประเด็นยอดดังกล่าว ศาลฎีกาไม่อาจพิพากษาให้รับผิดเกินกว่าที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาได้ หลักนี้สะท้อนข้อเท็จจริงทางคดีว่า แม้ศาลฎีกาจะคำนวณเห็นต่างในรายละเอียด แต่จะไม่ขยายความรับผิดเกินขอบเขตที่กระบวนพิจารณาอนุญาต (2) ประเด็นค่าอุปการะเลี้ยงดูช่วงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 ถึงวันที่ศาลชั้นต้นพิพากษา 15 พฤศจิกายน 2564 นี่คือ “หัวใจ” ที่เชื่อมกับการย้ายที่อยู่บุตรผู้เยาว์และการเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครอง ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงยุติว่า บุตรย้ายมาอยู่กับผู้ร้องถาวรตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 และผู้ร้องเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่ายทั้งหมด ขณะที่ผู้คัดค้านไม่แสดงการใช้จ่ายเพื่อบุตรในช่วงนั้น ศาลฎีกาจึงให้เหตุผลโดยผูกกับ “เจตนารมณ์ของข้อตกลงหย่า” ว่า ข้อกำหนดให้โอนเงินเข้าบัญชีผู้คัดค้านในข้อ 1.2 ทำขึ้นเพื่อให้เงินดังกล่าวถูกใช้เป็นค่าเลี้ยงดูบุตรอย่างแท้จริง ภายใต้เงื่อนไขข้อเท็จจริงเดิมที่บุตรอยู่กับผู้คัดค้าน เมื่อข้อเท็จจริงเปลี่ยนไปโดยบุตรอยู่กับผู้ร้องและผู้ร้องรับภาระค่าใช้จ่ายเอง หากยังบังคับให้ผู้ร้องต้องโอนเงินให้ผู้คัดค้านต่อไป ย่อมทำให้ผู้ร้องต้องจ่าย “เพิ่ม” นอกเหนือเจตนารมณ์ที่มุ่งเลี้ยงดูบุตร และจะกลายเป็นการจ่ายให้ผู้คัดค้านโดยไม่สอดคล้องกับภาระเลี้ยงดูจริงในช่วงนั้น ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ผู้ร้องชำระค่าเลี้ยงดูให้ผู้คัดค้านในช่วงดังกล่าว และวินิจฉัยให้แก้ไข โดยถือว่าผู้ร้องไม่ต้องรับภาระชำระค่าเลี้ยงดูให้ผู้คัดค้านในช่วงที่บุตรอยู่กับผู้ร้องถาวรและผู้ร้องจ่ายเองทั้งหมด (3) ประเด็นหน้าที่ของผู้คัดค้านต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้ผู้ร้องหรือไม่ และจำนวนเท่าใด ศาลฎีกายืนยันหลักใหญ่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 วรรคหนึ่งว่า บิดามารดามีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ หน้าที่นี้เป็น “หน้าที่ร่วม” ไม่ใช่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยลำพัง การกำหนดจำนวนที่ฝ่ายหนึ่งต้องจ่ายให้อีกฝ่ายจึงต้องคำนึงถึงฐานะ ความสามารถ รายได้ ภาระหนี้ และพฤติการณ์แห่งกรณี ตามแนวพิจารณาเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ศาลใช้ดุลพินิจ เมื่อพิเคราะห์ฐานะของทั้งสองฝ่าย ศาลฎีกาเห็นว่าที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้ผู้คัดค้านชำระเดือนละ 5,000 บาท เหมาะสมแล้วและไม่เกินคำขอ จึงยืนตามนั้น (4) ประเด็นการจัดวางอำนาจปกครองและอำนาจกำหนดที่อยู่บุตร รวมทั้งสิทธิการติดต่อเยี่ยมเยียน แม้คดีนี้มีข้อเรียกร้องหลายส่วน แต่โครงสร้างคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ใช้อำนาจปกครองร่วมกัน และให้ผู้ร้องมีอำนาจเฉพาะในส่วนการกำหนดที่อยู่บุตรตามมาตรา 1567 (1) พร้อมกำหนดสิทธิการติดต่อเยี่ยมเยียนตามมาตรา 1584/1 นั้น เป็นการจัดวางที่สะท้อนข้อเท็จจริงว่า บุตรอยู่กับผู้ร้องถาวรแล้ว แต่ยังต้องคงความสัมพันธ์กับผู้คัดค้าน โดยยึดประโยชน์ของบุตรและความยินยอมของบุตรเป็นตัวตั้ง แนวคิดนี้เป็นฐานสำคัญของคดีครอบครัวที่ศาลต้องรักษาสมดุลระหว่าง “ความมั่นคงในการเลี้ยงดู” กับ “สิทธิในการมีความสัมพันธ์กับบิดาหรือมารดาอีกฝ่าย” วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง (1) มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง เจตนารมณ์คือกำหนด “หน้าที่ร่วม” ของบิดามารดาเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก มาตรา 1564 วางหลักพื้นฐานที่สุดว่า บิดามารดาต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรผู้เยาว์ เจตนารมณ์มิใช่เพียงกำหนดภาระทางการเงิน แต่เป็นการรับรองว่าเด็กต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและเพียงพอ ไม่ว่าบิดามารดาจะอยู่ร่วมกันหรือแยกทางกันแล้วก็ตาม ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงเปลี่ยนว่าเด็กไปอยู่กับฝ่ายใดเป็นหลัก ภาระค่าใช้จ่ายย่อมต้องสะท้อน “ผู้ที่รับภาระจริง” และศาลมีอำนาจกำหนดให้ฝ่ายที่ไม่ได้ดูแลหลักต้องร่วมรับผิดตามสมควร คำพิพากษานี้ชี้ชัดว่า ศาลจะไม่ยึดติดเพียงรูปแบบข้อตกลงหย่าที่ระบุ “โอนเข้าบัญชีใคร” หากข้อเท็จจริงภายหลังเปลี่ยนจนทำให้การโอนเช่นนั้นไม่ตอบวัตถุประสงค์การเลี้ยงดูเด็กอีกต่อไป (2) มาตรา 1567 (1) เจตนารมณ์คือให้การกำหนดที่อยู่บุตรเป็นแกนของการดูแลในชีวิตประจำวัน การกำหนดที่อยู่บุตรเป็นสาระสำคัญของการใช้อำนาจปกครอง เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคง การศึกษา การเดินทาง การรักษาพยาบาล และสภาพแวดล้อมของเด็ก เมื่อเด็กย้ายมาอยู่กับผู้ร้องถาวร การให้ผู้ร้องมีอำนาจเฉพาะเรื่องที่อยู่จึงเป็นกลไกทางกฎหมายที่ทำให้การตัดสินใจเรื่องชีวิตประจำวันของเด็กไม่ติดขัดจากความขัดแย้งของผู้ปกครอง และสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงที่ผู้ร้องเป็นผู้ดูแลหลัก (3) มาตรา 1584/1 เจตนารมณ์คือคุ้มครองสิทธิการติดต่อเยี่ยมเยียนโดยไม่ทำร้ายผลประโยชน์เด็ก แม้เด็กอยู่กับผู้ร้อง แต่ผู้คัดค้านยังมีสิทธิและบทบาทในชีวิตเด็ก ศาลจึงกำหนดสิทธิการติดต่อเยี่ยมเยียนภายใต้เงื่อนไข “ตามควรแก่พฤติการณ์” และโดยคำนึงถึงความยินยอมของบุตรผู้เยาว์ หลักนี้สะท้อนว่าศาลไม่ได้ตัดอีกฝ่ายออกจากชีวิตเด็กโดยอัตโนมัติ แต่จัดวางเพื่อป้องกันความตึงเครียดและรักษาผลประโยชน์เด็กเป็นศูนย์กลาง (4) หลักการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามฐานะและพฤติการณ์ (แนวคิดตามมาตรา 1598/38 ที่ศาลหยิบใช้ประกอบ) แม้บทบัญญัติเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูจะปรากฏในหลายมาตรา แต่แก่นคือ ศาลใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณี คำพิพากษานี้จึงพิจารณารายได้ ภาระหนี้ และความเป็นจริงทางเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย แล้วกำหนดจำนวนให้เหมาะสม ไม่ใช่ยึดตัวเลขเดิมในข้อตกลงหย่าแบบตายตัว แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องและหลักสังเคราะห์เชิงบรรทัดฐาน (1) แนวคิด “เจตนารมณ์เพื่อบุตร” เหนือรูปแบบการชำระเงินตามข้อตกลงหย่า คดีครอบครัวโดยสภาพมิใช่สัญญาพาณิชย์ทั่วไปที่บังคับกันแบบเคร่งครัดตามถ้อยคำอย่างเดียว หากแต่เป็นความสัมพันธ์ที่ผูกพันกับสิทธิเด็กและความสงบเรียบร้อย ศาลจึงตีความข้อตกลงหย่าเรื่องค่าเลี้ยงดูโดยมองวัตถุประสงค์แท้จริง คือเพื่อการเลี้ยงดูเด็ก เมื่อเด็กย้ายมาอยู่กับผู้ร้องถาวรแล้ว การบังคับให้ผู้ร้องโอนเงินให้ผู้คัดค้านต่อไปโดยไม่มีข้อเท็จจริงว่าผู้คัดค้านนำไปใช้เพื่อเด็ก ย่อมสวนทางเจตนารมณ์และก่อความไม่เป็นธรรม (2) แนวคิด “พฤติการณ์เปลี่ยน ศาลปรับได้” ในเรื่องอำนาจปกครองและค่าเลี้ยงดู คำพิพากษานี้เน้นว่า เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงอย่างมีนัยสำคัญ เช่น เด็กย้ายที่อยู่ถาวร ศาลสามารถจัดวางอำนาจปกครองและภาระค่าเลี้ยงดูใหม่ให้สอดคล้องกับความจริงได้ โดยเฉพาะการกำหนดอำนาจเฉพาะด้านที่อยู่ และการตัดภาระที่ไม่สอดคล้องกับการเลี้ยงดูจริง (3) แนวคิดด้านพยานหลักฐาน “การชำระต้องพิสูจน์ได้” ศาลให้ความสำคัญกับพยานเอกสารการโอนเงินที่ตรวจสอบได้ และระมัดระวังต่อข้ออ้างเงินสดหรือค่าใช้จ่ายอื่นที่ไม่มีหลักฐานชัดเจน เพราะคดีค่าเลี้ยงดูมีผลเป็นตัวเงินสูงและเกี่ยวพันกับสิทธิเด็ก การวินิจฉัยจึงต้องตั้งอยู่บนฐานพิสูจน์ที่มั่นคงและตรวจสอบได้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านใช้อำนาจปกครองร่วมกัน แต่ให้ผู้ร้องมีอำนาจกำหนดที่อยู่บุตรเพียงผู้เดียว และกำหนดสิทธิการเยี่ยมเยียนของผู้คัดค้านตามความยินยอมของบุตร พร้อมให้ผู้คัดค้านจ่ายค่าเลี้ยงดูแก่ผู้ร้องเดือนละ 10,000 บาท และให้ผู้ร้องชำระค่าเลี้ยงดูค้างบางช่วงแก่ผู้คัดค้านตามที่กำหนด ดอกเบี้ยตามอัตรากฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ แก้ลดค่าเลี้ยงดูที่ผู้คัดค้านต้องจ่ายแก่ผู้ร้องเป็นเดือนละ 5,000 บาท และแก้เพิ่มยอดที่ผู้ร้องต้องชำระค่าเลี้ยงดูค้างชำระแก่ผู้คัดค้านเป็นจำนวนมากพร้อมดอกเบี้ย โดยส่วนอื่นให้เป็นไปตามศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้ โดยให้ผู้ร้องรับผิดค่าเลี้ยงดูค้างชำระแก่ผู้คัดค้านเพียง 122,740 บาทพร้อมดอกเบี้ยตามที่กำหนด และวินิจฉัยว่าในช่วงที่บุตรย้ายมาอยู่กับผู้ร้องถาวร ผู้ร้องไม่ต้องชำระค่าเลี้ยงดูให้ผู้คัดค้านตามข้อตกลงเดิม ยืนให้ผู้คัดค้านจ่ายค่าเลี้ยงดูแก่ผู้ร้องเดือนละ 5,000 บาท และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำหลักบังคับในคดีเยาวชนและครอบครัวว่า “ข้อเท็จจริงปัจจุบัน” และ “ประโยชน์สูงสุดของเด็ก” เป็นแกนของการใช้ดุลพินิจ มิใช่ถ้อยคำในข้อตกลงหย่าที่ถูกออกแบบบนข้อเท็จจริงในอดีตเพียงอย่างเดียว เมื่อบุตรผู้เยาว์ย้ายที่อยู่มาอยู่กับฝ่ายหนึ่งอย่างถาวร และฝ่ายนั้นเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายโดยแท้ การคงบังคับให้ชำระเงินตามข้อตกลงเดิมไปยังผู้ปกครองเดิม โดยปราศจากพยานว่ามีการนำไปใช้เพื่อบุตร ย่อมเป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์ของสัญญาที่มุ่งเลี้ยงดูเด็ก และก่อภาระซ้ำซ้อนต่อผู้ดูแลจริงอย่างไม่เป็นธรรม อีกประการหนึ่ง การเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังเป็นสิทธิที่ต้องตั้งอยู่บนการพิสูจน์การค้างชำระอย่างเคร่งครัด โดยศาลให้ความสำคัญกับพยานเอกสารที่ตรวจสอบได้ และไม่รับฟังข้ออ้างลอย ๆ เรื่องการจ่ายเป็นเงินสดหรือค่าใช้จ่ายแฝงที่ขาดหลักฐานรองรับ ทั้งยังสะท้อนหลักกระบวนพิจารณาว่า แม้ศาลฎีกาจะเห็นข้อคำนวณในสาระ แต่จะไม่พิพากษาให้เกินขอบเขตความรับผิดที่ศาลอุทธรณ์วางไว้ หากอีกฝ่ายไม่ได้รับอนุญาตฎีกาในประเด็นนั้น สุดท้าย การจัดวางอำนาจปกครองแบบ “ร่วมกัน แต่แยกอำนาจเฉพาะเรื่องที่อยู่” เป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่เหมาะกับคดีที่เด็กมีผู้ดูแลหลักชัดเจนแล้ว โดยยังคงรักษาสิทธิการติดต่อเยี่ยมเยียนของอีกฝ่ายภายใต้เงื่อนไขที่คุ้มครองสวัสดิภาพเด็กและเคารพความสมัครใจของบุตรผู้เยาว์ อันเป็นดุลยภาพที่ศาลครอบครัวพึงธำรงไว้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลง “ผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร” และผลของการย้ายที่อยู่บุตรผู้เยาว์แบบถาวรต่อ “สิทธิและหน้าที่ในการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู” ตามข้อตกลงหย่าที่ทำไว้เดิม โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อข้อเท็จจริงเปลี่ยนไปจนบุตรย้ายมาอยู่กับผู้ร้องถาวรและผู้ร้องเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมด การบังคับให้ผู้ร้องชำระเงินตามข้อตกลงเดิมแก่ผู้คัดค้านต่อไป ย่อมขัดเจตนารมณ์ที่มุ่งให้เป็นค่าเลี้ยงดูบุตรอย่างแท้จริง มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ 1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง ขยายประเด็นสั้น ๆ: เป็นบทบัญญัติหลักว่าบิดามารดามีหน้าที่ร่วมกันต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาบุตรผู้เยาว์ ศาลจึงพิจารณาภาระค่าเลี้ยงดูโดยยึดผู้ที่รับภาระดูแลจริงและความสามารถของแต่ละฝ่าย ไม่ใช่ยึดข้อตกลงเดิมแบบตายตัวเมื่อข้อเท็จจริงเปลี่ยนไป 2. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1567 (1) ขยายประเด็นสั้น ๆ: เป็นฐานอำนาจเรื่องการใช้อำนาจปกครองในส่วน “กำหนดที่อยู่บุตร” ศาลสามารถจัดวางให้ผู้ร้องมีอำนาจกำหนดที่อยู่บุตรเพียงผู้เดียวได้เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าบุตรย้ายมาอยู่กับผู้ร้องอย่างถาวร เพื่อให้การดูแลบุตรสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. การเปลี่ยนแปลงพฤติการณ์หลังหย่า (บุตรย้ายที่อยู่ถาวร) ขยายประเด็นสั้น ๆ: เมื่อเด็กย้ายมาอยู่กับอีกฝ่ายอย่างต่อเนื่องและฝ่ายนั้นเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่ายทั้งหมด ศาลย่อมให้น้ำหนัก “ข้อเท็จจริงปัจจุบัน” มากกว่าข้อตกลงเดิมที่ทำขึ้นในสภาพการณ์เดิม และสามารถปรับคำสั่งเรื่องผู้ใช้อำนาจปกครอง/ที่อยู่บุตรให้ตรงกับความจริงได้ 2. ค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังและการบังคับข้อตกลงหย่าให้สอดคล้องเจตนารมณ์เพื่อบุตร ขยายประเด็นสั้น ๆ: ศาลฎีกาเน้นว่าข้อตกลงหย่าเรื่องค่าเลี้ยงดูมีเป้าหมายเพื่อเลี้ยงดูบุตร ไม่ใช่เพื่อให้คู่กรณีฝ่ายใดได้ประโยชน์โดยไม่สัมพันธ์กับภาระเลี้ยงดูจริง ดังนั้นช่วงที่บุตรอยู่กับผู้ร้องและผู้ร้องจ่ายเองทั้งหมด ย่อมไม่สมควรให้ผู้ร้องต้องโอนเงินให้ผู้คัดค้านซ้ำซ้อน แม้จะมีถ้อยคำในข้อตกลงเดิมก็ตาม คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. เมื่อบุตรผู้เยาว์ย้ายมาอยู่กับอีกฝ่าย “อย่างถาวร” ข้อตกลงหย่าที่ให้โอนค่าเลี้ยงดูเข้าบัญชีผู้ปกครองเดิมยังต้องปฏิบัติตามเสมอหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไป ต้องพิจารณาวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของข้อตกลงประกอบข้อเท็จจริงปัจจุบัน หากข้อตกลงกำหนดการโอนเงินเข้าบัญชีผู้ปกครองเดิมเพราะในขณะทำสัญญาบุตรอยู่กับผู้ปกครองเดิม และเงินดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อการเลี้ยงดูบุตร เมื่อภายหลังบุตรย้ายมาอยู่กับอีกฝ่ายถาวร อีกฝ่ายเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมด และผู้ปกครองเดิมไม่แสดงว่ามีค่าใช้จ่ายเพื่อบุตร การบังคับให้โอนต่อไปอาจขัดเจตนารมณ์ที่มุ่งเลี้ยงดูบุตรและก่อภาระซ้ำซ้อน ศาลจึงอาจวินิจฉัยให้ไม่ต้องชำระตามรูปแบบเดิมในช่วงเวลาที่ข้อเท็จจริงเปลี่ยนไป 2. เกณฑ์สำคัญที่ศาลใช้พิจารณาว่า “บุตรย้ายที่อยู่ถาวร” คืออะไร และต้องมีหลักฐานแบบใด คำตอบ ศาลพิจารณาจากความต่อเนื่องและความมั่นคงของการอยู่อาศัย ไม่ใช่การไปอยู่ชั่วคราว เช่น อยู่ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน มีการใช้ชีวิตประจำวัน การเรียน การดูแลรักษาพยาบาล การจัดสภาพแวดล้อมและค่าใช้จ่ายหลักอยู่ที่ฝ่ายใด รวมถึงพยานบุคคลและพยานเอกสารที่สะท้อนความจริง เช่น เอกสารการศึกษา การรักษาพยาบาล หลักฐานค่าใช้จ่าย และคำเบิกความของผู้เกี่ยวข้อง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเด็กอยู่กับฝ่ายหนึ่ง “ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน” และอีกฝ่ายมิได้โต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น ศาลย่อมรับฟังได้ว่าเป็นการย้ายถาวร ซึ่งมีผลต่อการจัดวางอำนาจปกครองและค่าเลี้ยงดูให้สอดคล้องกับสภาพจริง 3. หากผู้ปกครองฝ่ายหนึ่งอ้างว่าได้จ่ายค่าเลี้ยงดู “เป็นเงินสด” หรือจ่ายค่าใช้จ่ายอื่นแทนค่าเลี้ยงดู ศาลจะรับฟังอย่างไร คำตอบ โดยหลักศาลให้ความสำคัญกับพยานหลักฐานที่ตรวจสอบได้ เช่น หลักฐานโอนเงิน รายการบัญชีธนาคาร ใบเสร็จรับเงิน หรือเอกสารทางการเงินที่เชื่อมโยงได้ชัดว่าจ่ายเพื่อบุตรในช่วงเวลาใด เป็นจำนวนเท่าใด และเป็นไปตามเงื่อนไขข้อตกลงหรือคำสั่งศาลหรือไม่ ข้ออ้างว่าให้เงินสดโดยไม่มีหลักฐานประกอบ มักมีน้ำหนักน้อยเพราะตรวจสอบไม่ได้ และอาจถูกมองเป็นข้อกล่าวอ้างฝ่ายเดียว ส่วนค่าใช้จ่ายอื่น เช่น ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต จะถูกนับเป็นค่าเลี้ยงดูแทนได้ก็ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่าเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ของบุตรจริง มีความเชื่อมโยงโดยตรง และมีพยานเอกสารยืนยันเพียงพอ มิฉะนั้นศาลอาจไม่รับฟัง 4. การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรจำเป็นต้อง “ตัด” อีกฝ่ายออกทั้งหมดหรือไม่ หรือศาลสามารถกำหนดอำนาจเฉพาะเรื่องได้ คำตอบ ไม่จำเป็นต้องตัดออกทั้งหมด ศาลมีแนวทางยืดหยุ่น โดยสามารถกำหนดให้ใช้อำนาจปกครองร่วมกัน แต่จัดสรรอำนาจเฉพาะด้านให้ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ตัดสินใจได้ เช่น ให้อำนาจกำหนดที่อยู่บุตรแก่ฝ่ายที่เป็นผู้ดูแลหลัก เพื่อให้การใช้ชีวิตและการตัดสินใจที่จำเป็นของเด็กไม่ติดขัดจากความขัดแย้งของบิดามารดา ขณะเดียวกันศาลยังสามารถกำหนดสิทธิการติดต่อเยี่ยมเยียนของอีกฝ่ายภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสมและคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก หลักคิดสำคัญคือจัดวางให้ตรงกับข้อเท็จจริงปัจจุบันและประโยชน์สูงสุดของเด็ก มากกว่าการใช้สูตรตายตัวว่าต้องเป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น 5. เมื่อศาลกำหนดให้เด็กอยู่กับฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายยังมีสิทธิ “รับไปดูแลวันหยุด” หรือ “เยี่ยมเยียน” ได้เพียงใด คำตอบ สิทธิการติดต่อเยี่ยมเยียนเป็นสิทธิที่ศาลให้ความสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับพัฒนาการและความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับบิดาหรือมารดาอีกฝ่าย อย่างไรก็ดี ขอบเขตและรูปแบบจะขึ้นกับพฤติการณ์แห่งคดี เช่น อายุของเด็ก ความสมัครใจของเด็ก ตารางเรียน ความปลอดภัย ความขัดแย้งของคู่ความ และผลกระทบต่อสวัสดิภาพเด็ก ศาลมักกำหนดให้เยี่ยมเยียนได้ “ตามควรแก่พฤติการณ์” และในหลายกรณีจะผูกกับความยินยอมของบุตรผู้เยาว์ เพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับที่ทำให้เด็กเกิดความเครียด โดยหากมีเหตุเปลี่ยนแปลงภายหลัง คู่ความยังสามารถร้องขอให้ศาลปรับเงื่อนไขการเยี่ยมเยียนให้เหมาะสมได้ 6. การเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังทำได้เสมอหรือไม่ และศาลจะคำนวณอย่างไรเมื่อมีการโอนเงินเป็นช่วง ๆ คำตอบ ทำได้ แต่ต้องพิสูจน์ “ยอดค้างชำระ” อย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มจากจำนวนที่พึงต้องชำระตามข้อตกลงหรือคำสั่งศาลในแต่ละช่วงเวลา แล้วหักด้วยจำนวนที่พิสูจน์ได้ว่าได้ชำระแล้วจริง ศาลมักพิจารณาจากรายการโอนเงินที่ตรงวันเวลาและจำนวนเงิน หากมีการโอนไม่สม่ำเสมอหรือแบ่งโอนหลายครั้งในเดือนเดียว ศาลจะรวบยอดตามหลักฐานและเทียบกับภาระที่ต้องชำระในช่วงนั้น ส่วนข้ออ้างการจ่ายเงินสดหรือจ่ายค่าใช้จ่ายอื่นแทน หากไม่มีหลักฐานยืนยันเพียงพอ ศาลอาจไม่นำมาหักยอดค้าง ทั้งนี้ดอกเบี้ยจะถูกกำหนดตามช่วงเวลาและอัตราที่กฎหมายกำหนดหรือกฎหมายใหม่ที่มีผลใช้บังคับในระหว่างนั้นตามแนวคำพิพากษาในคดี 7. ถ้าข้อเท็จจริงเปลี่ยน เช่น เด็กย้ายมาอยู่กับผู้จ่ายค่าเลี้ยงดูเองแล้ว ผู้จ่ายยังถูกฟ้องเรียกให้จ่ายย้อนหลังในช่วงนั้นได้หรือไม่ คำตอบ เป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียด ศาลจะดูว่าในช่วงเวลาที่ถูกเรียกย้อนหลังนั้น เด็กอยู่กับใครเป็นหลัก ใครเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายจริง และการจ่ายเงินตามรูปแบบเดิมจะสอดคล้องกับเจตนารมณ์การเลี้ยงดูเด็กหรือไม่ หากพิสูจน์ได้ว่าเด็กย้ายมาอยู่กับผู้จ่ายอย่างถาวร ผู้จ่ายออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด และอีกฝ่ายไม่แสดงการใช้จ่ายเพื่อเด็ก การบังคับให้ผู้จ่ายต้องโอนเงินให้อีกฝ่ายในช่วงนั้นอาจถูกมองว่าเป็นการจ่ายซ้ำซ้อนและผิดวัตถุประสงค์ ศาลจึงอาจวินิจฉัยไม่ให้ต้องรับผิดจ่ายในช่วงดังกล่าว แม้จะมีถ้อยคำในข้อตกลงเดิมก็ตาม แต่หากข้อเท็จจริงยังคลุมเครือหรืออีกฝ่ายพิสูจน์ได้ว่ามีค่าใช้จ่ายเพื่อเด็กจริง ผลย่อมเปลี่ยนได้ 8. หากคู่ความต้องการ “ย้ายที่อยู่บุตรไปต่างจังหวัด/ต่างประเทศ” ต้องทำอย่างไรเพื่อให้ชอบด้วยกฎหมายและลดความเสี่ยงข้อพิพาท คำตอบ ควรดำเนินการโดยยึดหลักประโยชน์สูงสุดของเด็กและความโปร่งใสเป็นสำคัญ ขั้นแรกควรเจรจาทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดเจนเรื่องที่อยู่ การเรียน การพบปะอีกฝ่าย ค่าใช้จ่าย และช่องทางติดต่อ หากตกลงกันไม่ได้ ควรร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับอำนาจกำหนดที่อยู่บุตรหรือปรับเงื่อนไขการใช้อำนาจปกครองให้เหมาะสม โดยเตรียมหลักฐานรองรับเหตุจำเป็น เช่น โอกาสทางการศึกษา สวัสดิภาพ ความมั่นคงในการดูแล ที่พักอาศัย และแผนรักษาความสัมพันธ์กับอีกฝ่าย เช่น ตารางเยี่ยมเยียนหรือการสื่อสารออนไลน์เป็นระบบ การทำให้เรื่อง “ที่อยู่” อยู่ภายใต้กรอบคำสั่งศาลที่ชัดเจน จะช่วยลดความเสี่ยงถูกกล่าวหาว่าพาบุตรย้ายที่อยู่โดยพลการ และช่วยให้การจัดสรรค่าเลี้ยงดูสอดคล้องกับความจริงในระยะยาว 9. แบ่งทำให้ 2-3 ก้อนได้ครับ บทความข้างต้นแบ่งเป็น 3 ก้อนแล้ว (ก้อนที่ 1–3) เพื่อให้นำไปลงระบบและตรวจความยาวได้สะดวกครับ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1218/2567 ข้อเท็จจริงปรากฏตามทางนำสืบของผู้ร้อง ซึ่งผู้คัดค้านมิได้โต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่าบุตรผู้เยาว์ได้ย้ายมาอยู่อาศัยกับผู้ร้องเป็นการถาวรตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 จนถึงปัจจุบัน ดังนั้นแม้ในหนังสือข้อตกลงหย่า ข้อ 1.2 ระบุว่า ฝ่ายชายยินดีให้ค่าเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันหย่า โดยจะแบ่งจ่ายเป็นรายอาทิตย์ทั้งนี้ไม่เกิน 20,000 บาท ต่อเดือน โดยโอนเข้าบัญชีฝ่ายหญิงทุกครั้ง... ก็ตาม แต่เหตุที่ตกลงเช่นนั้นก็เนื่องมาจากขณะนั้นบุตรผู้เยาว์พักอาศัยอยู่กับผู้คัดค้านโดยผู้คัดค้านเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว ซึ่งเมื่อปรากฏว่าข้อเท็จจริงได้เปลี่ยนแปลงไปโดยบุตรผู้เยาว์ได้ย้ายมาอยู่อาศัยกับผู้ร้อง ตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 จนถึงปัจจุบัน และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับบุตรผู้เยาว์ ผู้ร้องเป็นผู้ชำระทั้งสิ้น ทั้งผู้คัดค้านก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าตั้งแต่บุตรผู้เยาว์ย้ายมาพักอาศัยกับผู้ร้องแล้วผู้คัดค้านได้ใช้จ่ายสิ่งใดที่เกี่ยวกับบุตรผู้เยาว์ไปบ้าง ดังนั้น หากให้ผู้ร้องต้องชำระเงินให้แก่ผู้คัดค้านตามข้อตกลงหย่าในข้อ 1.2 อีก ก็เท่ากับว่าผู้ร้องต้องชำระเงินเพิ่มจากที่ตกลงกันไว้ ซึ่งผิดไปจากเจตนารมณ์ของคู่สัญญาที่ประสงค์จะให้ข้อตกลงหย่าในข้อ 1.2 เป็นไปเพื่อการเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์อย่างแท้จริง ฎีกาย่อ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองเป็นผู้ร้องเพียงผู้เดียว ให้บุตรมาอยู่กับผู้ร้องถาวร ยกเลิกภาระชำระค่าเลี้ยงดูเดือนละ 20,000 บาทแก่ผู้คัดค้าน และให้ผู้คัดค้านเป็นฝ่ายชำระค่าเลี้ยงดูจำนวนเดียวกันแก่ผู้ร้อง รวมทั้งให้คืนบ้านเพื่ออยู่อาศัยร่วมกับบุตร ส่วนผู้คัดค้านคัดค้านและฟ้องแย้งเรียกค่าเลี้ยงดูค้างชำระ 475,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย และให้ผู้ร้องชำระเดือนละ 20,000 บาทต่อไปจนบุตรจบปริญญาตรีหรือมีงานทำ ผู้ร้องให้การขอยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นให้ใช้อำนาจปกครองร่วมกัน แต่ให้ผู้ร้องมีอำนาจกำหนดที่อยู่บุตรเพียงผู้เดียว กำหนดสิทธิเยี่ยมเยียนของผู้คัดค้าน และให้ผู้คัดค้านจ่ายค่าเลี้ยงดูแก่ผู้ร้องเดือนละ 10,000 บาทตั้งแต่วันพิพากษา 15 พฤศจิกายน 2564 ขณะเดียวกันให้ผู้ร้องชำระค่าเลี้ยงดูค้างบางช่วงแก่ผู้คัดค้าน 49,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย ศาลอุทธรณ์แก้ให้ผู้คัดค้านจ่ายเดือนละ 5,000 บาท แต่ให้ผู้ร้องชำระค่าเลี้ยงดูค้างเป็น 542,740 บาทพร้อมดอกเบี้ย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ร้องค้างค่าเลี้ยงดูช่วง 1 มิ.ย. 2561–12 ก.ย. 2562 โดยรับฟังหลักฐานโอนเงินได้เพียงบางส่วน ไม่รับข้ออ้างจ่ายเป็นเงินสดหรือค่าใช้จ่ายอื่นที่ไร้หลักฐาน และจำกัดความรับผิดตามที่ศาลอุทธรณ์กำหนดไว้ อีกประเด็น ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อบุตรย้ายมาอยู่กับผู้ร้องถาวรตั้งแต่ 16 ก.พ. 2563 และผู้ร้องเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมด จึงไม่ควรบังคับให้ผู้ร้องจ่ายค่าเลี้ยงดูให้ผู้คัดค้านในช่วงดังกล่าวเพราะขัดเจตนารมณ์ข้อตกลงที่มุ่งเลี้ยงดูบุตร สำหรับค่าเลี้ยงดูที่ผู้คัดค้านต้องจ่ายแก่ผู้ร้อง ศาลยืนตามศาลอุทธรณ์ว่าเดือนละ 5,000 บาท โดยคำนึงถึงหน้าที่ร่วมของบิดามารดาและฐานะของคู่ความ ท้ายที่สุดศาลฎีกาแก้ให้ผู้ร้องชำระค้างชำระแก่ผู้คัดค้าน 122,740 บาทพร้อมดอกเบี้ย และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองให้ผู้ร้องเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว และให้บุตรผู้เยาว์มาอยู่อาศัยกับผู้ร้องโดยผู้ร้องไม่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เดือนละ 20,000 บาท ให้แก่ผู้คัดค้านอีกต่อไป กับบังคับให้ผู้คัดค้านชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เดือนละ 20,000 บาท แก่ผู้ร้อง และให้ผู้คัดค้านคืนบ้านดิ เออร์เบิร์น แก่ผู้ร้องเพื่อให้ผู้ร้องกับบุตรผู้เยาว์ใช้อยู่อาศัยต่อไป ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและฟ้องแย้งขอให้ยกคำร้องขอและบังคับให้ผู้ร้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ 475,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้คัดค้าน กับให้ผู้ร้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์อีกเดือนละ 20,000 บาท แก่ผู้คัดค้านนับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือมีงานทำ ผู้ร้องให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าให้ผู้ร้องกับผู้คัดค้านเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ป. บุตรผู้เยาว์ร่วมกัน โดยให้ผู้ร้องเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเฉพาะในส่วนการกำหนดที่อยู่ของบุตรผู้เยาว์เพียงผู้เดียวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1567 (1) และให้ผู้คัดค้านมีสิทธิติดต่อเยี่ยมเยียนบุตรผู้เยาว์กับรับบุตรผู้เยาว์ไปดูแลในวันหยุดราชการตามควรแก่พฤติการณ์ตามมาตรา 1584/1 ทั้งนี้ ตามความยินยอมของบุตรผู้เยาว์ และให้ผู้คัดค้านชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เดือนละ 10,000 บาท แก่ผู้ร้อง นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา (ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564) เป็นต้นไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ กับให้ผู้ร้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ 49,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 14 กันยายน 2563) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้คัดค้าน ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอท้ายฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้คัดค้านชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย ป. บุตรผู้เยาว์ เดือนละ 5,000 บาท แก่ผู้ร้อง นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา (ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564) เป็นต้นไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ และให้ผู้ร้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ที่ค้างชำระแก่ผู้คัดค้าน 542,740 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 262,740 บาท นับแต่วันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 14 กันยายน 2563) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปีหรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้คัดค้าน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอท้ายฟ้องแย้ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องและผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า ผู้ร้องกับผู้คัดค้านเคยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2550 มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กชาย ป. เกิดเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2550 ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2561 ผู้ร้องกับผู้คัดค้านจดทะเบียนการหย่ากันโดยทำหนังสือข้อตกลงหย่า โดยให้ผู้คัดค้านเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว และผู้ร้องตกลงให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันหย่าโดยโอนเข้าบัญชีผู้คัดค้าน ชื่อบัญชีนางศิภาพัชร์ ยกเว้นผู้คัดค้านมีครอบครัวใหม่จะเปลี่ยนเป็นโอนเข้าบัญชีบุตรทันที จนกว่าบุตรจะมีงานทำ ต่อมาวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 ผู้ร้องรับบุตรผู้เยาว์มาอยู่อาศัยกับผู้ร้องตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ป.บุตรผู้เยาว์ร่วมกันโดยให้ผู้ร้องเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเฉพาะในส่วนการกำหนดที่อยู่ของบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องข้อแรกว่า ผู้ร้องค้างชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ช่วงระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2561 จนถึงวันที่ 12 กันยายน 2562 หรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือข้อตกลงหย่า ข้อ 1.2 ระบุว่า ฝ่ายชายยินดีให้ค่าเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันหย่า โดยจะแบ่งจ่ายเป็นรายอาทิตย์ ทั้งนี้ไม่เกิน 20,000 บาทต่อเดือน โดยโอนเข้าบัญชีฝ่ายหญิงทุกครั้ง ชื่อบัญชีนางศิภาพัชร์ ผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องไม่ได้ค้างชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ตามฟ้องแย้งโดยมีหลักฐานการโอนเงินผ่านระบบธนาคาร ก. เอกสารหมาย ร.7 มาแสดงซึ่งเมื่อพิจารณาเอกสารหมาย ร.7 ประกอบรายการโอนเงินเอกสารหมาย ค.19 ซึ่งมียอดวัน เวลา จำนวนเงินที่โอนตรงกันแล้ว ปรากฏว่าตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2561 อันเป็นวันที่ข้อตกลงหย่ามีผลบังคับถึงวันที่ 12 กันยายน 2562 มีรายการโอนเงินจากบัญชีของผู้ร้องเข้าบัญชีของผู้คัดค้านทั้งสิ้น 163,260 บาท เข้าบัญชีของนางมาลี มารดาผู้ร้อง 15,000 บาท และเข้าบัญชีของบุตรผู้เยาว์ 5,000 บาท ซึ่งผู้ร้องและบุตรผู้เยาว์เบิกความตรงกันว่า เหตุที่โอนเงินเข้าบัญชีของนางมาลีเนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่บุตรผู้เยาว์ไปพักอาศัยอยู่กับนางมาลี ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ผู้ร้องได้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ไปแล้วทั้งสิ้น 183,260 บาท ที่ผู้ร้องอ้างว่า ผู้ร้องยังได้ชำระค่าไฟฟ้าและค่าสัญญาณเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบไร้สายจำนวน 1,245 บาท และ 1,495 บาทตามลำดับ ซึ่งถือเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูส่วนหนึ่ง จึงต้องรวมไว้ในส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ผู้ร้องได้ชำระแล้วด้วยนั้น เห็นว่า เป็นข้ออ้างลอย ๆ ของผู้ร้องเพียงฝ่ายเดียว ผู้คัดค้านมิได้ยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าวด้วย ทั้งผู้ร้องก็มิได้มีหลักฐานมาแสดงยืนยันว่าได้ชำระค่าไฟฟ้าและค่าสัญญาณเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบไร้สายดังกล่าวไปเพื่อประโยชน์ของบุตรผู้เยาว์จริง จึงรับฟังไม่ได้ตามที่อ้างและส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่าได้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นเงินสดให้แก่บุตรผู้เยาว์ในช่วงเดือนมิถุนายน 2561 ถึงเดือนกันยายน 2562 เป็นจำนวน 50,000 บาท และ 80,000 บาท นั้น ก็ไม่ปรากฏหลักฐานแต่อย่างใด แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของบุตรผู้เยาว์ว่า ช่วงที่ผู้ร้องให้เงินสดแก่บุตรผู้เยาว์โดยตรงนั้น ผู้ร้องจะให้ในวันเสาร์ที่พบกัน โดยจะให้ครั้งละ 2,000 บาท ต่อหนึ่งอาทิตย์ ที่เหลือ 3,000 บาท ผู้ร้องจะฝากไว้ให้ในบัญชีธนาคาร แต่บุตรผู้เยาว์ยังไม่เห็นบัญชีธนาคารดังกล่าวเนื่องจากผู้ร้องเป็นคนเก็บไว้ก็ตาม จึงยังไม่แน่ชัดว่าผู้ร้องให้เงินบุตรผู้เยาว์ในช่วงเวลาใด เป็นจำนวนทั้งสิ้นเท่าใด จึงไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงได้ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง ดังนั้นเมื่อนำเงินที่ผู้ร้องชำระตามเอกสารหมาย ร.7 ซึ่งมียอดตรงกับเอกสารหมาย ค.19 ไปหักออกจากจำนวนเงินที่ผู้ร้องต้องชำระระหว่างเดือนมิถุนายน 2561 ถึงวันที่ 12 กันยายน 2562 เป็นเวลา 15 เดือน 2 สัปดาห์ คิดเป็นเงิน 310,000 บาท แล้วคงเป็นเงินที่ผู้ร้องค้างชำระแก่ผู้คัดค้านจำนวน 126,740 บาท ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่เนื่องจากคดีนี้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้ผู้ร้องชำระเงินในยอดดังกล่าวแก่ผู้คัดค้าน จำนวน 122,740 บาท และผู้คัดค้านมิได้รับอนุญาตให้ฎีกาในประเด็นดังกล่าว ความรับผิดของผู้ร้องจึงมีเพียงเท่าที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามาเท่านั้น ศาลฎีกาไม่อาจพิพากษาให้ผู้ร้องรับผิดเกินกว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องข้อต่อไปว่า ผู้ร้องต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ช่วงระหว่างวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 จนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 อันเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏตามทางนำสืบของผู้ร้องซึ่งผู้คัดค้านมิได้โต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า บุตรผู้เยาว์ได้ย้ายมาอยู่อาศัยกับผู้ร้องเป็นการถาวรตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 จนถึงปัจจุบัน ดังนั้นแม้ในหนังสือข้อตกลงหย่า ข้อ 1.2 ระบุว่า ฝ่ายชายยินดีให้ค่าเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันหย่า โดยจะแบ่งจ่ายเป็นรายอาทิตย์ทั้งนี้ไม่เกิน 20,000 บาท ต่อเดือน โดยโอนเข้าบัญชีฝ่ายหญิงทุกครั้ง... ก็ตาม แต่เหตุที่ตกลงเช่นนั้นก็เนื่องมาจากขณะนั้นบุตรผู้เยาว์พักอาศัยอยู่กับผู้คัดค้านโดยผู้คัดค้านเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว ซึ่งเมื่อปรากฏว่าข้อเท็จจริงได้เปลี่ยนแปลงไปโดยบุตรผู้เยาว์ได้ย้ายมาอยู่อาศัยกับผู้ร้องตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 จนถึงปัจจุบัน และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับบุตรผู้เยาว์ ผู้ร้องเป็นผู้ชำระทั้งสิ้น ทั้งผู้คัดค้านก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าตั้งแต่บุตรผู้เยาว์ย้ายมาพักอาศัยกับผู้ร้องแล้ว ผู้คัดค้านได้ใช้จ่ายสิ่งใดที่เกี่ยวกับบุตรผู้เยาว์ไปบ้าง ดังนั้นหากให้ผู้ร้องต้องชำระเงินให้แก่ผู้คัดค้านตามข้อตกลงหย่าในข้อ 1.2 อีก ก็เท่ากับว่าผู้ร้องต้องชำระเงินเพิ่มจากที่ตกลงกันไว้ ซึ่งผิดไปจากเจตนารมณ์ของคู่สัญญาที่ประสงค์จะให้ข้อตกลงหย่าในข้อ 1.2 เป็นไปเพื่อการเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์อย่างแท้จริง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้ผู้ร้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์แก่ผู้คัดค้านตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 จนถึงวันฟ้องแย้งและจากวันที่ฟ้องแย้งไปจนถึงวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษารวมจำนวน 420,000 บาทนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องและผู้คัดค้าน ซึ่งศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปพร้อมกันในคราวเดียวว่า ผู้คัดค้านมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ให้ผู้ร้องหรือไม่ เป็นจำนวนเท่าใด เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์..." ดังนั้นหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์จึงเป็นของบิดาและมารดา มิใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งศาลอาจกำหนดให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณี ตามมาตรา 1598/38 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏจากทางนำสืบของผู้ร้องและผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องเป็นพนักงานธนาคาร ก. ตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่าย มีอัตราเงินเดือน 108,060 บาท และค่าครองชีพเดือนละ 1,500 บาท แต่มีรายจ่ายที่ต้องผ่อนชำระหนี้ธนาคารจำนวนมาก ส่วนผู้คัดค้านประกอบอาชีพอิสระ ขายสินค้าออนไลน์ เป็นนายหน้าซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ รับจ้างทั่วไป และช่วยดูแลสวนยางพาราของบิดามารดามีรายได้รวมกันไม่น้อยกว่า 300,000 บาท ต่อปี ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดให้ผู้คัดค้านชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เดือนละ 5,000 บาท นั้นเหมาะสมแล้วและไม่เกินคำขอแต่อย่างใด ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องและผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้ร้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ที่ค้างชำระแก่ผู้คัดค้าน 122,740 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้ง (วันที่ 14 กันยายน 2563) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ตามที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้คัดค้าน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ |



.jpg)
