
| สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลมีคำพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย ตลอดจนปัญหาเรื่องอายุความ การยกข้อต่อสู้ในชั้นต้น และอำนาจของศาลฎีกาในการกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูใหม่โดยถือเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน คดีนี้จึงมิได้เป็นเพียงข้อพิพาทระหว่างบิดากับบุตรเท่านั้น หากแต่เป็นคดีที่วางหลักสำคัญเกี่ยวกับผลย้อนหลังของสถานะบุตรชอบด้วยกฎหมาย และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามความสามารถของผู้มีหน้าที่และฐานะของผู้รับ อันมีนัยสำคัญต่อแนวปฏิบัติในคดีครอบครัวทั่วประเทศ ข้อเท็จจริงและประเด็นแห่งคดี โจทก์ซึ่งเป็นบุตร ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยผู้เป็นบิดา เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันที่โจทก์เกิดจนถึงวันฟ้อง รวมเป็นเงิน 1,720,000 บาท จำเลยให้การต่อสู้ว่าคดีขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (4) โดยอ้างว่าเป็นหนี้ที่ต้องชำระเป็นงวดตามกำหนดเวลา ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีมิได้ขาดอายุความตามบทบัญญัติดังกล่าว เนื่องจากมิใช่กรณีมีการกำหนดชำระค่าเลี้ยงดูเป็นงวดโดยสัญญา หรือโดยคำพิพากษาเดิมที่มีลักษณะเป็นหนี้ตามกำหนดระยะเวลา หากเป็นการฟ้องครั้งแรกเพื่อให้ศาลกำหนดสิทธิและหน้าที่ ต่อมาจำเลยกลับอุทธรณ์โดยยกเหตุขาดอายุความตามมาตรา 1547 แทน แต่ประเด็นนี้มิได้ยกขึ้นต่อสู้โดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ในส่วนดังกล่าว และจำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ทำให้ประเด็นอายุความยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากนี้ คดีเกี่ยวข้องกับการแก้ไขมาตรา 1557 ซึ่งมีผลให้การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีผลย้อนหลังนับแต่วันเกิด ส่งผลโดยตรงต่อสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลัง คำวินิจฉัยของศาลในประเด็นอายุความและการยกข้อต่อสู้ ประเด็นแรกที่ศาลฎีกาวินิจฉัย คือ ปัญหาเรื่องอายุความ แม้อายุความในคดีแพ่งโดยหลักถือเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่คู่ความต้องยกขึ้นต่อสู้โดยชอบตั้งแต่ในศาลชั้นต้น หากมิได้ยกขึ้นย่อมถือว่าสละสิทธิในการอ้างเหตุแห่งอายุความนั้น ในคดีนี้ จำเลยยกข้อต่อสู้อายุความตามมาตรา 193/33 (4) ต่อศาลชั้นต้น ศาลวินิจฉัยว่าไม่ใช่กรณีหนี้ที่กำหนดชำระเป็นงวดตามกำหนดเวลา จึงไม่เข้าองค์ประกอบแห่งบทบัญญัติดังกล่าว ต่อมาจำเลยกลับอุทธรณ์โดยอ้างเหตุอายุความตามมาตรา 1547 ซึ่งเป็นคนละบทบัญญัติกับที่ยกในชั้นต้น และเป็นประเด็นใหม่ที่มิได้ว่ากันมาโดยชอบ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ในประเด็นนี้ และจำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ประเด็นอายุความย่อมยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แม้อายุความจะเป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่ก็หาใช่ศาลจะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยแทนคู่ความได้เสมอไป หากคู่ความมิได้ยกขึ้นโดยชอบตั้งแต่ต้น แนววินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนหลักสำคัญในกระบวนพิจารณาความแพ่งว่า “สิทธิย่อมตกแก่ผู้ใช้สิทธิ” การอ้างอายุความต้องกระทำโดยชัดแจ้ง มิฉะนั้นย่อมถือว่าสละสิทธิ ผลย้อนหลังของการเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1557 (แก้ไขเพิ่มเติม) เดิมบทบัญญัติมาตรา 1557 กำหนดให้การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีผลนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดในกรณีศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร แต่ภายหลังการแก้ไขเพิ่มเติมซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2551 ได้กำหนดให้การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีผลย้อนหลังนับแต่วันที่เด็กเกิด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ฟ้องคดีภายหลังบทบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติมมีผลใช้บังคับ เด็กย่อมมีสถานะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายย้อนหลังไปถึงวันเกิด ย่อมมีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูนับแต่วันคลอด ไม่จำกัดเพียงวันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดตามที่จำเลยฎีกา หลักการดังกล่าวสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัวที่มุ่งคุ้มครองสิทธิของเด็ก มิให้ต้องเสียเปรียบเพราะกระบวนการพิสูจน์ความเป็นบุตรล่าช้า หากพิสูจน์ได้ในภายหลัง เด็กย่อมได้รับสิทธิย้อนหลังเต็มรูปแบบ การวินิจฉัยนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการยืนยันว่าการฟ้องรวมคดีขอให้รับรองบุตรกับเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังสามารถกระทำได้ในคราวเดียว และสิทธิเรียกร้องมิได้ถูกจำกัดเฉพาะภายหลังคำพิพากษา หลักการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามมาตรา 1564, 1598/38 และ 1598/39 แม้มาตรา 1564 จะบัญญัติให้บิดามารดามีหน้าที่ร่วมกันอุปการะเลี้ยงดูบุตรในระหว่างเป็นผู้เยาว์ อันมีลักษณะเป็นลูกหนี้ร่วม และโดยหลักลูกหนี้ร่วมต้องรับผิดเป็นส่วนเท่ากันในความสัมพันธ์ภายในระหว่างกัน แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มิได้หมายความว่าบิดามารดาจะต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูแก่บุตรเป็นจำนวนเท่า ๆ กันเสมอไป การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูต้องเป็นไปตามมาตรา 1598/38 ซึ่งให้ศาลคำนึงถึง 1. ความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ 2. ฐานะของผู้รับ 3. พฤติการณ์แห่งคดี และมาตรา 1598/39 ให้อำนาจศาลแก้ไขเพิ่มหรือลดค่าเลี้ยงดูในภายหลังได้ หากพฤติการณ์เปลี่ยนแปลง ในคดีนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้ปรับลดค่าอุปการะเลี้ยงดูจากที่ศาลชั้นต้นกำหนด 1,370,000 บาท เหลือ 685,000 บาท โดยให้เหตุผลเกี่ยวกับการแบ่งภาระระหว่างบิดามารดา แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การลดลงดังกล่าวมิได้สอดคล้องกับหลักการพิจารณาตามมาตรา 1598/38 อย่างครบถ้วน ศาลฎีกายืนยันจำนวนตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ 1,370,000 บาท โดยถือว่าการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจกำหนดได้ตามที่เห็นสมควร แม้คู่ความมิได้ฎีกาในประเด็นนั้น และมิใช่การพิพากษาเกินคำขอ แนววินิจฉัยนี้ตอกย้ำหลักว่า “สิทธิของบุตรผู้เยาว์” เป็นสิทธิที่กฎหมายให้ความคุ้มครองในระดับสูง ศาลจึงมีบทบาทเชิงรุกในการกำหนดจำนวนที่เหมาะสม สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ย้อนหลังตั้งแต่วันเกิดจนถึงวันฟ้อง เป็นเงินรวม 1,370,000 บาท โดยเห็นว่าไม่ขาดอายุความ และการเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีผลย้อนหลัง 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ โดยลดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูเหลือ 685,000 บาท เห็นว่าบิดามารดาเป็นลูกหนี้ร่วมควรรับผิดเท่า ๆ กัน 3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าการกำหนดค่าเลี้ยงดูต้องพิจารณาตามมาตรา 1598/38 เป็นสำคัญ และศาลฎีกามีอำนาจกำหนดจำนวนที่เหมาะสมได้เอง แม้คู่ความมิได้ฎีกาในประเด็นนั้น สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้วางหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก การยกข้อต่อสู้อายุความต้องกระทำตั้งแต่ศาลชั้นต้นโดยชัดแจ้ง มิฉะนั้นย่อมถือว่าสละสิทธิ แม้อายุความจะเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ตาม ประการที่สอง การแก้ไขมาตรา 1557 ทำให้การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีผลย้อนหลังถึงวันเกิด ส่งผลให้เด็กมีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังได้เต็มจำนวน ประการที่สาม การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นอำนาจดุลพินิจของศาลโดยคำนึงถึงความสามารถและฐานะ มิใช่การแบ่งภาระทางคณิตศาสตร์ระหว่างบิดามารดา และศาลฎีกามีอำนาจกำหนดจำนวนที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองประโยชน์สูงสุดของบุตรผู้เยาว์ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลมีคำพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย และอำนาจศาลในการกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูตามความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1557 มีผลให้การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายย้อนหลังถึงวันเกิด เด็กจึงมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงดูย้อนหลังได้ และการกำหนดจำนวนเงินต้องเป็นไปตามมาตรา 1598/38 มิใช่แบ่งเท่ากันโดยอัตโนมัติ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. “ผลย้อนหลังของการเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย” (ป.พ.พ. มาตรา 1557) ภายหลังการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติดังกล่าว การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีผลนับแต่วันเกิด มิใช่นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ส่งผลให้เด็กมีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตั้งแต่วันคลอด และสามารถฟ้องเรียกรวมย้อนหลังได้ในคดีเดียวกับการขอให้รับรองบุตร 2. “หลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามความสามารถและฐานะ” (ป.พ.พ. มาตรา 1598/38) การกำหนดค่าเลี้ยงดูต้องคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งคดี แม้บิดามารดาจะมีหน้าที่ร่วมกันตามมาตรา 1564 แต่ไม่จำเป็นต้องรับผิดในจำนวนเท่ากันเสมอไป ศาลมีอำนาจกำหนดจำนวนที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองประโยชน์สูงสุดของบุตรผู้เยาว์ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. สามารถเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิดได้หรือไม่ คำตอบ สามารถเรียกได้ หากบุตรมีสถานะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย โดยเฉพาะภายหลังการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 1557 ซึ่งบัญญัติให้การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีผลย้อนหลังนับแต่วันเกิด เมื่อศาลมีคำพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรของจำเลย เด็กย่อมมีสิทธิในฐานะบุตรโดยสมบูรณ์ย้อนหลังไปถึงวันคลอด สิทธิได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจึงเกิดขึ้นตั้งแต่วันนั้น ไม่จำกัดเพียงวันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด การเรียกร้องย้อนหลังจึงเป็นสิทธิที่ชอบด้วยกฎหมาย และสอดคล้องกับหลักคุ้มครองประโยชน์สูงสุดของเด็ก 2. หากจำเลยมิได้ยกข้อต่อสู้อายุความในศาลชั้นต้น จะสามารถยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลัก แม้อายุความเป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่จำเลยต้องยกข้อต่อสู้โดยชอบตั้งแต่ศาลชั้นต้น หากมิได้ยกขึ้นและปล่อยให้ศาลวินิจฉัยไปโดยไม่มีการโต้แย้ง ย่อมถือว่าสละสิทธิในการอ้างอายุความนั้น การนำประเด็นใหม่ขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกาภายหลัง โดยมิได้เป็นข้อที่ว่ากันมาในศาลชั้นต้น ย่อมเป็นอุทธรณ์หรือฎีกาในข้อที่มิชอบด้วยกระบวนพิจารณา ศาลมีอำนาจไม่รับวินิจฉัยได้ ทั้งนี้เพื่อรักษาความเป็นธรรมในกระบวนพิจารณาและความมั่นคงแห่งคำพิพากษา 3. การเป็นลูกหนี้ร่วมของบิดามารดา หมายความว่าต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูเท่ากันเสมอไปหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็นต้องเท่ากันเสมอไป แม้มาตรา 1564 จะกำหนดให้บิดามารดามีหน้าที่ร่วมกันอุปการะเลี้ยงดูบุตร อันมีลักษณะเป็นลูกหนี้ร่วม แต่การกำหนดจำนวนเงินที่แต่ละฝ่ายต้องรับผิด มิได้เป็นการแบ่งครึ่งโดยอัตโนมัติ ศาลต้องพิจารณาตามมาตรา 1598/38 โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งคดี เช่น รายได้ ทรัพย์สิน ภาระหนี้สิน และความจำเป็นของบุตร การกำหนดจำนวนจึงต้องสะท้อนความเป็นธรรมตามข้อเท็จจริง มิใช่เพียงหลักการทางคณิตศาสตร์ 4. ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขจำนวนค่าเลี้ยงดูได้หรือไม่ หากคู่ความมิได้ฎีกาในประเด็นดังกล่าว คำตอบ มีอำนาจ หากเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งสิทธิของบุตรผู้เยาว์ในการได้รับการอุปการะเลี้ยงดูถือเป็นสิทธิที่กฎหมายคุ้มครองในระดับสูง ศาลฎีกาสามารถใช้อำนาจวินิจฉัยและกำหนดจำนวนที่เหมาะสมได้ แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นฎีกา และมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ เนื่องจากเป็นการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะและประโยชน์สูงสุดของเด็ก 5. สามารถฟ้องรวมคดีขอรับรองบุตรกับเรียกค่าเลี้ยงดูย้อนหลังในคดีเดียวกันได้หรือไม่ คำตอบ สามารถทำได้ การฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย และเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลัง สามารถรวมเป็นคดีเดียวกันได้ เนื่องจากเป็นข้อเรียกร้องที่เกี่ยวเนื่องกันโดยตรง เมื่อศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรแล้ว สิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงดูย่อมเกิดขึ้นย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด การรวมฟ้องจึงเป็นไปเพื่อความรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่ายของคู่ความ อีกทั้งไม่ขัดต่อหลักกระบวนพิจารณาความแพ่ง 6. อายุความการเรียกค่าเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เริ่มนับเมื่อใด คำตอบ ต้องพิจารณาตามลักษณะสิทธิที่เรียกร้อง หากเป็นการฟ้องครั้งแรกเพื่อให้ศาลกำหนดหน้าที่เลี้ยงดู มิใช่หนี้ที่กำหนดชำระเป็นงวดตามสัญญาหรือคำพิพากษาเดิม อาจไม่เข้าองค์ประกอบของอายุความสำหรับหนี้เป็นงวดตามมาตรา 193/33 (4) อีกทั้งเมื่อเป็นสิทธิของบุตรผู้เยาว์ซึ่งอยู่ในความคุ้มครองของกฎหมาย การตีความอายุความต้องกระทำโดยเคร่งครัด และคู่ความต้องยกข้อต่อสู้โดยชัดแจ้งตั้งแต่ต้น มิฉะนั้นย่อมไม่อาจหยิบยกขึ้นภายหลังได้ 7. หากศาลอุทธรณ์ปรับลดค่าเลี้ยงดูโดยเห็นว่าบิดามารดาต้องรับผิดเท่ากัน ศาลฎีกาสามารถแก้ไขได้หรือไม่ คำตอบ ศาลฎีกาสามารถแก้ไขได้ หากเห็นว่าการกำหนดดังกล่าวมิได้พิจารณาตามหลักเกณฑ์มาตรา 1598/38 อย่างครบถ้วน การแบ่งภาระเท่ากันโดยอัตโนมัติอาจไม่สะท้อนความสามารถแท้จริงของแต่ละฝ่าย หากบิดามีรายได้สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ศาลอาจกำหนดให้บิดารับผิดในสัดส่วนมากกว่า เพื่อให้เด็กได้รับการเลี้ยงดูตามฐานะที่ควรเป็น การแก้ไขดังกล่าวเป็นการใช้ดุลพินิจเพื่อคุ้มครองสิทธิของบุตรโดยตรง 8. คำพิพากษานี้มีความสำคัญอย่างไรต่อแนวปฏิบัติในคดีครอบครัว คำตอบ คำพิพากษานี้วางบรรทัดฐานสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ (1) การยกข้อต่อสู้อายุความต้องกระทำโดยชอบตั้งแต่ศาลชั้นต้น (2) การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีผลย้อนหลังถึงวันเกิด ส่งผลให้เรียกค่าเลี้ยงดูย้อนหลังได้ และ (3) การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูต้องคำนึงถึงความสามารถและฐานะ มิใช่การแบ่งเท่า ๆ กันโดยอัตโนมัติ ทั้งยังยืนยันบทบาทของศาลฎีกาในการคุ้มครองสิทธิเด็กในฐานะเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน อันมีผลต่อการพิจารณาคดีครอบครัวในอนาคตอย่างกว้างขวาง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7345/2560 โจทก์ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยซึ่งเป็นบิดา เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันที่โจทก์เกิดจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,720,000 บาท จำเลยให้การว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (4) ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ได้ขาดอายุความตามมาตราดังกล่าว เพราะมิใช่การเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลา จำเลยกลับอุทธรณ์ว่า คดีขาดอายุความตามมาตรา 1547 แทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ประเด็นนี้เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลชั้นต้น จำเลยมิได้โต้แย้งโดยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ประเด็นอายุความจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แม้อายุความในคดีแพ่งจะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่จำเลยต้องยกต่อสู้เป็นประเด็นตั้งแต่ในศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยไม่ยกต่อสู้ ที่ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย จึงชอบแล้ว เดิม ป.พ.พ. มาตรา 1557 บัญญัติให้การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีผล... (3) นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาว่าเป็นบุตร แต่ต่อมาได้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตราดังกล่าว นับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2551 ให้มีผลนับแต่วันที่เด็กเกิด บทบัญญัติดังกล่าวมีผลให้เด็กมีฐานะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายย้อนหลังไปนับแต่วันที่เด็กเกิด ย่อมมีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูได้นับแต่วันคลอดและสามารถฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรรวมกันมาเป็นคดีเดียวกับการฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรได้ทีเดียว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แก้ไขเพิ่มเติม การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูนับแต่วันที่โจทก์เกิดจนถึงวันฟ้องจึงชอบแล้ว หาใช่นับแต่เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดตามที่จำเลยฎีกาไม่ แม้บทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1564 จะกำหนดให้บิดามารดามีหน้าที่ร่วมกันอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างเป็นผู้เยาว์อันมีลักษณะเป็นลูกหนี้ร่วมกัน และในระหว่างลูกหนี้ร่วมกันย่อมจะต้องรับผิดเป็นส่วนเท่ากันก็ตาม แต่ไม่จำเป็นเสมอไปว่าบิดามารดาต้องให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรเป็นจำนวนเท่า ๆ กันตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาปรับแก้ให้เท่ากัน โดยลดค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ จากที่ศาลชั้นต้นพิพากษากำหนดให้รวม 1,370,000 บาท เหลือ 685,000 บาท เพราะการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดู ป.พ.พ. มาตรา 1598/38 กำหนดให้ศาลคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งคดี ทั้งมาตรา 1598/39 ศาลจะสั่งแก้ไขค่าอุปการะเลี้ยงดูเพิ่มขึ้นหรือลดลงในภายหลังก็ได้ แม้โจทก์มิได้ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในปัญหาข้อนี้ แต่การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจกำหนดได้ตามที่เห็นควร แม้คู่ความมิได้ขอ และมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ค่าอุปการะเลี้ยงดูตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด 1,370,000 บาท จึงชอบแล้ว |




