ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย article

สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด, การฟ้องรวมคดีรับรองบุตรกับเรียกค่าเลี้ยงดู, อายุความฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์, ผลย้อนหลังของการเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย, อำนาจศาลกำหนดค่าเลี้ยงดูตามมาตรา 1598/38, การแก้ไขค่าเลี้ยงดูตามมาตรา 1598/39, บิดามารดาเป็นลูกหนี้ร่วมในการเลี้ยงดูบุตร, ปัญหาอายุความเป็นความสงบเรียบร้อยหรือไม่, ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขค่าเลี้ยงดูแม้ไม่มีฎีกา, การไม่รับอุทธรณ์เพราะมิได้ยกประเด็นในศาลชั้นต้น, กฎหมายเกี่ยวกับบุตรผู้เยาว์

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลมีคำพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย ตลอดจนปัญหาเรื่องอายุความ การยกข้อต่อสู้ในชั้นต้น และอำนาจของศาลฎีกาในการกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูใหม่โดยถือเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน คดีนี้จึงมิได้เป็นเพียงข้อพิพาทระหว่างบิดากับบุตรเท่านั้น หากแต่เป็นคดีที่วางหลักสำคัญเกี่ยวกับผลย้อนหลังของสถานะบุตรชอบด้วยกฎหมาย และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามความสามารถของผู้มีหน้าที่และฐานะของผู้รับ อันมีนัยสำคัญต่อแนวปฏิบัติในคดีครอบครัวทั่วประเทศ

ข้อเท็จจริงและประเด็นแห่งคดี

โจทก์ซึ่งเป็นบุตร ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยผู้เป็นบิดา เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันที่โจทก์เกิดจนถึงวันฟ้อง รวมเป็นเงิน 1,720,000 บาท จำเลยให้การต่อสู้ว่าคดีขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (4) โดยอ้างว่าเป็นหนี้ที่ต้องชำระเป็นงวดตามกำหนดเวลา

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีมิได้ขาดอายุความตามบทบัญญัติดังกล่าว เนื่องจากมิใช่กรณีมีการกำหนดชำระค่าเลี้ยงดูเป็นงวดโดยสัญญา หรือโดยคำพิพากษาเดิมที่มีลักษณะเป็นหนี้ตามกำหนดระยะเวลา หากเป็นการฟ้องครั้งแรกเพื่อให้ศาลกำหนดสิทธิและหน้าที่

ต่อมาจำเลยกลับอุทธรณ์โดยยกเหตุขาดอายุความตามมาตรา 1547 แทน แต่ประเด็นนี้มิได้ยกขึ้นต่อสู้โดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ในส่วนดังกล่าว และจำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ทำให้ประเด็นอายุความยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

นอกจากนี้ คดีเกี่ยวข้องกับการแก้ไขมาตรา 1557 ซึ่งมีผลให้การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีผลย้อนหลังนับแต่วันเกิด ส่งผลโดยตรงต่อสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลัง

คำวินิจฉัยของศาลในประเด็นอายุความและการยกข้อต่อสู้

ประเด็นแรกที่ศาลฎีกาวินิจฉัย คือ ปัญหาเรื่องอายุความ แม้อายุความในคดีแพ่งโดยหลักถือเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่คู่ความต้องยกขึ้นต่อสู้โดยชอบตั้งแต่ในศาลชั้นต้น หากมิได้ยกขึ้นย่อมถือว่าสละสิทธิในการอ้างเหตุแห่งอายุความนั้น

ในคดีนี้ จำเลยยกข้อต่อสู้อายุความตามมาตรา 193/33 (4) ต่อศาลชั้นต้น ศาลวินิจฉัยว่าไม่ใช่กรณีหนี้ที่กำหนดชำระเป็นงวดตามกำหนดเวลา จึงไม่เข้าองค์ประกอบแห่งบทบัญญัติดังกล่าว ต่อมาจำเลยกลับอุทธรณ์โดยอ้างเหตุอายุความตามมาตรา 1547 ซึ่งเป็นคนละบทบัญญัติกับที่ยกในชั้นต้น และเป็นประเด็นใหม่ที่มิได้ว่ากันมาโดยชอบ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ในประเด็นนี้ และจำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ประเด็นอายุความย่อมยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แม้อายุความจะเป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่ก็หาใช่ศาลจะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยแทนคู่ความได้เสมอไป หากคู่ความมิได้ยกขึ้นโดยชอบตั้งแต่ต้น

แนววินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนหลักสำคัญในกระบวนพิจารณาความแพ่งว่า “สิทธิย่อมตกแก่ผู้ใช้สิทธิ” การอ้างอายุความต้องกระทำโดยชัดแจ้ง มิฉะนั้นย่อมถือว่าสละสิทธิ

ผลย้อนหลังของการเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1557 (แก้ไขเพิ่มเติม)

เดิมบทบัญญัติมาตรา 1557 กำหนดให้การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีผลนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดในกรณีศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร แต่ภายหลังการแก้ไขเพิ่มเติมซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2551 ได้กำหนดให้การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีผลย้อนหลังนับแต่วันที่เด็กเกิด

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ฟ้องคดีภายหลังบทบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติมมีผลใช้บังคับ เด็กย่อมมีสถานะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายย้อนหลังไปถึงวันเกิด ย่อมมีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูนับแต่วันคลอด ไม่จำกัดเพียงวันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดตามที่จำเลยฎีกา

หลักการดังกล่าวสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัวที่มุ่งคุ้มครองสิทธิของเด็ก มิให้ต้องเสียเปรียบเพราะกระบวนการพิสูจน์ความเป็นบุตรล่าช้า หากพิสูจน์ได้ในภายหลัง เด็กย่อมได้รับสิทธิย้อนหลังเต็มรูปแบบ

การวินิจฉัยนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการยืนยันว่าการฟ้องรวมคดีขอให้รับรองบุตรกับเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังสามารถกระทำได้ในคราวเดียว และสิทธิเรียกร้องมิได้ถูกจำกัดเฉพาะภายหลังคำพิพากษา

หลักการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามมาตรา 1564, 1598/38 และ 1598/39

แม้มาตรา 1564 จะบัญญัติให้บิดามารดามีหน้าที่ร่วมกันอุปการะเลี้ยงดูบุตรในระหว่างเป็นผู้เยาว์ อันมีลักษณะเป็นลูกหนี้ร่วม และโดยหลักลูกหนี้ร่วมต้องรับผิดเป็นส่วนเท่ากันในความสัมพันธ์ภายในระหว่างกัน แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มิได้หมายความว่าบิดามารดาจะต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูแก่บุตรเป็นจำนวนเท่า ๆ กันเสมอไป

การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูต้องเป็นไปตามมาตรา 1598/38 ซึ่งให้ศาลคำนึงถึง

1. ความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้

2. ฐานะของผู้รับ

3. พฤติการณ์แห่งคดี

และมาตรา 1598/39 ให้อำนาจศาลแก้ไขเพิ่มหรือลดค่าเลี้ยงดูในภายหลังได้ หากพฤติการณ์เปลี่ยนแปลง

ในคดีนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้ปรับลดค่าอุปการะเลี้ยงดูจากที่ศาลชั้นต้นกำหนด 1,370,000 บาท เหลือ 685,000 บาท โดยให้เหตุผลเกี่ยวกับการแบ่งภาระระหว่างบิดามารดา แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การลดลงดังกล่าวมิได้สอดคล้องกับหลักการพิจารณาตามมาตรา 1598/38 อย่างครบถ้วน

ศาลฎีกายืนยันจำนวนตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ 1,370,000 บาท โดยถือว่าการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจกำหนดได้ตามที่เห็นสมควร แม้คู่ความมิได้ฎีกาในประเด็นนั้น และมิใช่การพิพากษาเกินคำขอ

แนววินิจฉัยนี้ตอกย้ำหลักว่า “สิทธิของบุตรผู้เยาว์” เป็นสิทธิที่กฎหมายให้ความคุ้มครองในระดับสูง ศาลจึงมีบทบาทเชิงรุกในการกำหนดจำนวนที่เหมาะสม

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ย้อนหลังตั้งแต่วันเกิดจนถึงวันฟ้อง เป็นเงินรวม 1,370,000 บาท โดยเห็นว่าไม่ขาดอายุความ และการเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีผลย้อนหลัง

2. ศาลอุทธรณ์

พิพากษาแก้ โดยลดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูเหลือ 685,000 บาท เห็นว่าบิดามารดาเป็นลูกหนี้ร่วมควรรับผิดเท่า ๆ กัน

3. ศาลฎีกา

พิพากษาแก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าการกำหนดค่าเลี้ยงดูต้องพิจารณาตามมาตรา 1598/38 เป็นสำคัญ และศาลฎีกามีอำนาจกำหนดจำนวนที่เหมาะสมได้เอง แม้คู่ความมิได้ฎีกาในประเด็นนั้น

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้วางหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

ประการแรก การยกข้อต่อสู้อายุความต้องกระทำตั้งแต่ศาลชั้นต้นโดยชัดแจ้ง มิฉะนั้นย่อมถือว่าสละสิทธิ แม้อายุความจะเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ตาม

ประการที่สอง การแก้ไขมาตรา 1557 ทำให้การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีผลย้อนหลังถึงวันเกิด ส่งผลให้เด็กมีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังได้เต็มจำนวน

ประการที่สาม การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นอำนาจดุลพินิจของศาลโดยคำนึงถึงความสามารถและฐานะ มิใช่การแบ่งภาระทางคณิตศาสตร์ระหว่างบิดามารดา และศาลฎีกามีอำนาจกำหนดจำนวนที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองประโยชน์สูงสุดของบุตรผู้เยาว์

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลมีคำพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย และอำนาจศาลในการกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูตามความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1557 มีผลให้การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายย้อนหลังถึงวันเกิด เด็กจึงมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงดูย้อนหลังได้ และการกำหนดจำนวนเงินต้องเป็นไปตามมาตรา 1598/38 มิใช่แบ่งเท่ากันโดยอัตโนมัติ

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. “ผลย้อนหลังของการเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย” (ป.พ.พ. มาตรา 1557)

ภายหลังการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติดังกล่าว การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีผลนับแต่วันเกิด มิใช่นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ส่งผลให้เด็กมีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตั้งแต่วันคลอด และสามารถฟ้องเรียกรวมย้อนหลังได้ในคดีเดียวกับการขอให้รับรองบุตร

2. “หลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามความสามารถและฐานะ” (ป.พ.พ. มาตรา 1598/38)

การกำหนดค่าเลี้ยงดูต้องคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งคดี แม้บิดามารดาจะมีหน้าที่ร่วมกันตามมาตรา 1564 แต่ไม่จำเป็นต้องรับผิดในจำนวนเท่ากันเสมอไป ศาลมีอำนาจกำหนดจำนวนที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองประโยชน์สูงสุดของบุตรผู้เยาว์

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. สามารถเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิดได้หรือไม่

คำตอบ

สามารถเรียกได้ หากบุตรมีสถานะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย โดยเฉพาะภายหลังการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 1557 ซึ่งบัญญัติให้การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีผลย้อนหลังนับแต่วันเกิด เมื่อศาลมีคำพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรของจำเลย เด็กย่อมมีสิทธิในฐานะบุตรโดยสมบูรณ์ย้อนหลังไปถึงวันคลอด สิทธิได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจึงเกิดขึ้นตั้งแต่วันนั้น ไม่จำกัดเพียงวันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด การเรียกร้องย้อนหลังจึงเป็นสิทธิที่ชอบด้วยกฎหมาย และสอดคล้องกับหลักคุ้มครองประโยชน์สูงสุดของเด็ก

2. หากจำเลยมิได้ยกข้อต่อสู้อายุความในศาลชั้นต้น จะสามารถยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาได้หรือไม่

คำตอบ

โดยหลัก แม้อายุความเป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่จำเลยต้องยกข้อต่อสู้โดยชอบตั้งแต่ศาลชั้นต้น หากมิได้ยกขึ้นและปล่อยให้ศาลวินิจฉัยไปโดยไม่มีการโต้แย้ง ย่อมถือว่าสละสิทธิในการอ้างอายุความนั้น การนำประเด็นใหม่ขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกาภายหลัง โดยมิได้เป็นข้อที่ว่ากันมาในศาลชั้นต้น ย่อมเป็นอุทธรณ์หรือฎีกาในข้อที่มิชอบด้วยกระบวนพิจารณา ศาลมีอำนาจไม่รับวินิจฉัยได้ ทั้งนี้เพื่อรักษาความเป็นธรรมในกระบวนพิจารณาและความมั่นคงแห่งคำพิพากษา

3. การเป็นลูกหนี้ร่วมของบิดามารดา หมายความว่าต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูเท่ากันเสมอไปหรือไม่

คำตอบ

ไม่จำเป็นต้องเท่ากันเสมอไป แม้มาตรา 1564 จะกำหนดให้บิดามารดามีหน้าที่ร่วมกันอุปการะเลี้ยงดูบุตร อันมีลักษณะเป็นลูกหนี้ร่วม แต่การกำหนดจำนวนเงินที่แต่ละฝ่ายต้องรับผิด มิได้เป็นการแบ่งครึ่งโดยอัตโนมัติ ศาลต้องพิจารณาตามมาตรา 1598/38 โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งคดี เช่น รายได้ ทรัพย์สิน ภาระหนี้สิน และความจำเป็นของบุตร การกำหนดจำนวนจึงต้องสะท้อนความเป็นธรรมตามข้อเท็จจริง มิใช่เพียงหลักการทางคณิตศาสตร์

4. ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขจำนวนค่าเลี้ยงดูได้หรือไม่ หากคู่ความมิได้ฎีกาในประเด็นดังกล่าว

คำตอบ

มีอำนาจ หากเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งสิทธิของบุตรผู้เยาว์ในการได้รับการอุปการะเลี้ยงดูถือเป็นสิทธิที่กฎหมายคุ้มครองในระดับสูง ศาลฎีกาสามารถใช้อำนาจวินิจฉัยและกำหนดจำนวนที่เหมาะสมได้ แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นฎีกา และมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ เนื่องจากเป็นการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะและประโยชน์สูงสุดของเด็ก

5. สามารถฟ้องรวมคดีขอรับรองบุตรกับเรียกค่าเลี้ยงดูย้อนหลังในคดีเดียวกันได้หรือไม่

คำตอบ

สามารถทำได้ การฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย และเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลัง สามารถรวมเป็นคดีเดียวกันได้ เนื่องจากเป็นข้อเรียกร้องที่เกี่ยวเนื่องกันโดยตรง เมื่อศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรแล้ว สิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงดูย่อมเกิดขึ้นย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด การรวมฟ้องจึงเป็นไปเพื่อความรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่ายของคู่ความ อีกทั้งไม่ขัดต่อหลักกระบวนพิจารณาความแพ่ง

6. อายุความการเรียกค่าเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เริ่มนับเมื่อใด

คำตอบ

ต้องพิจารณาตามลักษณะสิทธิที่เรียกร้อง หากเป็นการฟ้องครั้งแรกเพื่อให้ศาลกำหนดหน้าที่เลี้ยงดู มิใช่หนี้ที่กำหนดชำระเป็นงวดตามสัญญาหรือคำพิพากษาเดิม อาจไม่เข้าองค์ประกอบของอายุความสำหรับหนี้เป็นงวดตามมาตรา 193/33 (4) อีกทั้งเมื่อเป็นสิทธิของบุตรผู้เยาว์ซึ่งอยู่ในความคุ้มครองของกฎหมาย การตีความอายุความต้องกระทำโดยเคร่งครัด และคู่ความต้องยกข้อต่อสู้โดยชัดแจ้งตั้งแต่ต้น มิฉะนั้นย่อมไม่อาจหยิบยกขึ้นภายหลังได้

7. หากศาลอุทธรณ์ปรับลดค่าเลี้ยงดูโดยเห็นว่าบิดามารดาต้องรับผิดเท่ากัน ศาลฎีกาสามารถแก้ไขได้หรือไม่

คำตอบ

ศาลฎีกาสามารถแก้ไขได้ หากเห็นว่าการกำหนดดังกล่าวมิได้พิจารณาตามหลักเกณฑ์มาตรา 1598/38 อย่างครบถ้วน การแบ่งภาระเท่ากันโดยอัตโนมัติอาจไม่สะท้อนความสามารถแท้จริงของแต่ละฝ่าย หากบิดามีรายได้สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ศาลอาจกำหนดให้บิดารับผิดในสัดส่วนมากกว่า เพื่อให้เด็กได้รับการเลี้ยงดูตามฐานะที่ควรเป็น การแก้ไขดังกล่าวเป็นการใช้ดุลพินิจเพื่อคุ้มครองสิทธิของบุตรโดยตรง

8. คำพิพากษานี้มีความสำคัญอย่างไรต่อแนวปฏิบัติในคดีครอบครัว

คำตอบ

คำพิพากษานี้วางบรรทัดฐานสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ (1) การยกข้อต่อสู้อายุความต้องกระทำโดยชอบตั้งแต่ศาลชั้นต้น (2) การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีผลย้อนหลังถึงวันเกิด ส่งผลให้เรียกค่าเลี้ยงดูย้อนหลังได้ และ (3) การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูต้องคำนึงถึงความสามารถและฐานะ มิใช่การแบ่งเท่า ๆ กันโดยอัตโนมัติ ทั้งยังยืนยันบทบาทของศาลฎีกาในการคุ้มครองสิทธิเด็กในฐานะเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน อันมีผลต่อการพิจารณาคดีครอบครัวในอนาคตอย่างกว้างขวาง

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7345/2560

โจทก์ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยซึ่งเป็นบิดา เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันที่โจทก์เกิดจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,720,000 บาท จำเลยให้การว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (4) ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ได้ขาดอายุความตามมาตราดังกล่าว เพราะมิใช่การเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลา จำเลยกลับอุทธรณ์ว่า คดีขาดอายุความตามมาตรา 1547 แทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ประเด็นนี้เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลชั้นต้น จำเลยมิได้โต้แย้งโดยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ประเด็นอายุความจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แม้อายุความในคดีแพ่งจะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่จำเลยต้องยกต่อสู้เป็นประเด็นตั้งแต่ในศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยไม่ยกต่อสู้ ที่ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย จึงชอบแล้ว

เดิม ป.พ.พ. มาตรา 1557 บัญญัติให้การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีผล... (3) นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาว่าเป็นบุตร แต่ต่อมาได้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตราดังกล่าว นับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2551 ให้มีผลนับแต่วันที่เด็กเกิด บทบัญญัติดังกล่าวมีผลให้เด็กมีฐานะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายย้อนหลังไปนับแต่วันที่เด็กเกิด ย่อมมีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูได้นับแต่วันคลอดและสามารถฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรรวมกันมาเป็นคดีเดียวกับการฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรได้ทีเดียว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แก้ไขเพิ่มเติม การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูนับแต่วันที่โจทก์เกิดจนถึงวันฟ้องจึงชอบแล้ว หาใช่นับแต่เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดตามที่จำเลยฎีกาไม่

แม้บทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1564 จะกำหนดให้บิดามารดามีหน้าที่ร่วมกันอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างเป็นผู้เยาว์อันมีลักษณะเป็นลูกหนี้ร่วมกัน และในระหว่างลูกหนี้ร่วมกันย่อมจะต้องรับผิดเป็นส่วนเท่ากันก็ตาม แต่ไม่จำเป็นเสมอไปว่าบิดามารดาต้องให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรเป็นจำนวนเท่า ๆ กันตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาปรับแก้ให้เท่ากัน โดยลดค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ จากที่ศาลชั้นต้นพิพากษากำหนดให้รวม 1,370,000 บาท เหลือ 685,000 บาท เพราะการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดู ป.พ.พ. มาตรา 1598/38 กำหนดให้ศาลคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งคดี ทั้งมาตรา 1598/39 ศาลจะสั่งแก้ไขค่าอุปการะเลี้ยงดูเพิ่มขึ้นหรือลดลงในภายหลังก็ได้ แม้โจทก์มิได้ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในปัญหาข้อนี้ แต่การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจกำหนดได้ตามที่เห็นควร แม้คู่ความมิได้ขอ และมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ค่าอุปการะเลี้ยงดูตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด 1,370,000 บาท จึงชอบแล้ว




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าได้ที่ศาลใด
หนังสือร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องความสัมพันธ์กับหญิงอื่น
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายไทย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
คดีหย่า & ค่าทดแทน, สิทธิฟ้องหย่า, (มาตรา 1518, 1523)(ฎีกา 2473/2556)
หย่า แบ่งสินสมรส, อำนาจปกครองบุตร, & คุ้มครองดอกผล (ฎีกา 10361/2557)
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
คดีหย่า & ฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. ม.173, ฟ้องซ้ำ, (ฎีกา 8186/2551)
สิทธิครอบครองที่ดิน & เพิกถอนโฉนดออกโดยมิชอบ (ฎีกา 3169/2564)
ฟ้องหญิงอื่นเรียกค่าทดแทน (มาตรา 1523) (ฎีกา 4818/2551)
คดีหย่า & สิทธิฟ้องหย่า, อายุความคดีหย่า (การยินยอมและให้อภัย) (ฎีกา 3190/2549)
ค่าเลี้ยงดูบุตร & เพิกถอนโอนบ้าน, สัญญาหย่า, พินัยกรรม, (ฎีกา 6926/2560)
ฟ้องหย่า สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี, (ฎีกา, 2520/2549),
การหย่าโมฆะ & สิทธิในมรดกที่ดินพิพาท
สิทธิภริยาเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเรื่องชู้สาว (ฎีกา 4261/2560)
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5259 - 5260/2561 : การรับฟังพยานบันทึกเสียง, สิทธิฟ้องหย่า, ค่าทดแทนชู้ และอำนาจปกครองบุตร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 964/2562 เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง
สมัครใจแยกกันอยู่, จงใจละทิ้งร้าง, เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
สิทธิภริยาเรียกค่าทดแทนจากสามีและหญิงอื่น เหตุชู้สาวต่อเนื่องไม่ขาดอายุความ
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ – วิเคราะห์กฎหมายครอบครัวและสิทธิของเจ้าหนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4130/2548 สิทธิภริยาชอบด้วยกฎหมายเรียกร้องค่าทดแทนจากหญิงอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนแปลงผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรและการปรับค่าเลี้ยงดูตามสถานการณ์ใหม่ (ฎีกาที่ 1218/2567)
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี เหตุฟ้องหย่า
การสมรสสิ้นไปด้วยเหตุความตายของคู่สมรสฝ่ายหนึ่ง
อายุความฟ้องหย่า, บันทึกข้อตกลงหย่า, หลักกฎหมายมาตรา 1515,
สิทธิฟ้องค่าอุปการะเลี้ยงดูอันจะอยู่ในอายุความ 5 ปี , หน้าที่บิดามารดาในการเลี้ยงดูบุตร
การฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาท, สิทธิการฟ้องหย่าหมดอายุความ
นำตำรวจจับกุมภริยา หมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์อย่างร้ายแรง
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่ article
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา article
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง article
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย article
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา article
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า article
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย article
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ article
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส article
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่ article
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว article
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่ article
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า article
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก article
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก article
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564 article
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1) article
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน article
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย