
| เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ “สิทธิของภริยาหลวงในการฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่น” เมื่อสามีไปจดทะเบียนสมรสกับหญิงอื่นทั้งที่ยังมิได้หย่าขาด และยังอยู่กินกันอย่างเปิดเผยต่อเนื่องยาวนาน โดยหัวใจของคดีมิได้อยู่เพียงข้อเท็จจริงเรื่องการสมรสซ้อนเท่านั้น หากแต่อยู่ที่การวางหลักเรื่อง “อายุความละเมิดต่อเนื่อง” ว่าในกรณีที่การอยู่กินฉันสามีภริยาและการยกย่องอุปการะหญิงอื่นยังดำเนินอยู่ตลอดมา การละเมิดต่อคู่สมรสอีกฝ่ายยังไม่ยุติ อายุความจึงยังไม่เริ่มนับ แม้ผู้เสียหายจะทราบเหตุมาเป็นเวลานานก็ตาม อีกประเด็นสำคัญคือข้ออ้างของฝ่ายจำเลยว่าภริยาหลวง “รู้เห็นเป็นใจหรือยินยอม” ให้สามีอยู่กินกับหญิงอื่น ซึ่งหากพิสูจน์ได้ย่อมกระทบต่อสิทธิฟ้องหย่าอย่างมีนัยสำคัญ ศาลจึงต้องพิจารณาพยานหลักฐานอย่างเคร่งครัดว่ามีการยินยอมโดยแท้จริงหรือเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างลอย ๆ นอกจากนี้ คำพิพากษายังขยายไปถึงการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร โดยย้ำว่าค่าเลี้ยงดูเป็น “สิทธิของบุตรแต่ละคน” ต้องกำหนดเป็นรายคนและปรับเมื่อบุตรคนหนึ่งบรรลุนิติภาวะ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักหน้าที่ของบิดามารดาและความเป็นธรรมตามฐานะและพฤติการณ์แห่งคดี สรุปข้อเท็จจริงและภูมิหลังแห่งคดี โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายและมีบุตรร่วมกัน 2 คน ต่อมาประมาณปี 2536 จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 2 ทั้งที่ยังมิได้หย่าขาดจากโจทก์ และจำเลยทั้งสองอยู่กินฉันสามีภริยาอย่างเปิดเผย มีลักษณะเป็นการยกย่องอุปการะกันในทางสังคมและครอบครัว โจทก์อ้างว่าเมื่อทราบความสัมพันธ์ดังกล่าวได้มีการบอกกล่าวให้จำเลยที่ 2 เลิกยุ่งเกี่ยว แต่จำเลยทั้งสองยังดำเนินพฤติการณ์ต่อเนื่อง อีกทั้งจำเลยที่ 1 มิได้อุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตรตามสมควร กลับไปอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา ทำให้โจทก์เสียหายต่อชื่อเสียง เกียรติคุณ และไม่อาจดำรงชีวิตสมรสได้ จึงฟ้องขอให้หย่า ขออำนาจปกครองบุตร ขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร และเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสอง ฝ่ายจำเลยทั้งสองต่อสู้โดยสรุปว่า ความขัดแย้งเกิดจากสภาพการอยู่ร่วมกับครอบครัวฝ่ายโจทก์ การดูถูกเหยียดหยามและการเรียกเงินหลายครั้ง ทำให้จำเลยที่ 1 แยกไปทำงานต่างจังหวัด โจทก์ไม่ยอมไปอยู่ร่วม ทั้งยังอ้างว่าโจทก์รู้เห็นเป็นใจให้จำเลยที่ 1 มีภริยาใหม่ โดยมีการส่งมอบเงินและทรัพย์สินหลายครั้ง รวมถึงอ้างว่าหากนับตั้งแต่โจทก์ทราบเรื่องการสมรสซ้อนตั้งแต่ปี 2536 แล้วฟ้องภายหลังเกิน 1 ปี ย่อมขาดอายุความในส่วนค่าทดแทน จึงขอให้ยกฟ้องหรือจำกัดความรับผิด ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยที่ 1 กำหนดอำนาจปกครองบุตรให้โจทก์ และกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นรายคนตามระดับการศึกษา พร้อมให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าทดแทนจำนวนหนึ่ง ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แก้เรื่องค่าเลี้ยงดูบุตรให้เป็นยอดรวมต่อเดือนสำหรับบุตรทั้งสอง จำเลยทั้งสองฎีกา โดยหยิบยกประเด็นใหญ่ ได้แก่ อายุความ, การยินยอมของโจทก์, สิทธิเรียกค่าทดแทน, และจำนวนค่าเลี้ยงดูบุตร คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววางกรอบปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นลำดับ และวินิจฉัยอย่างเป็นระบบ ดังนี้ 1 ประเด็นที่หนึ่ง: คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ (ละเมิดต่อเนื่องทำให้อายุความยังไม่เริ่มนับ) จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ทราบเรื่องการจดทะเบียนสมรสและการอยู่กินของจำเลยทั้งสองตั้งแต่ปี 2536 หากจะเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นหรือจากคู่กรณีในทางละเมิด โจทก์ต้องฟ้องภายในกำหนดเวลา มิฉะนั้นย่อมขาดอายุความ แต่ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะเป็นไปตามที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ทราบเรื่องตั้งแต่ปี 2536 ก็ตาม ข้อเท็จจริงสำคัญที่ศาลให้ความหมายทางกฎหมายคือ “จำเลยทั้งสองอยู่กินฉันสามีภริยากันตลอดมาจนถึงวันฟ้อง” การกระทำดังกล่าวมีลักษณะเป็นการละเมิดต่อโจทก์ “ต่อเนื่องกัน” และยังมิได้หยุดการกระทำ ผลทางกฎหมายคือ อายุความยังไม่เริ่มนับ เพราะการละเมิดยังเกิดอยู่ต่อเนื่อง มิใช่การละเมิดที่เสร็จสิ้นในคราวเดียวแล้วจบลงตั้งแต่ปี 2536 ดังนั้น ข้อต่อสู้เรื่องขาดอายุความจึงฟังไม่ขึ้น ประเด็นนี้เป็นแก่นสำคัญที่ศาลฎีกายืนยันแนวคิดว่า ความสัมพันธ์ชู้สาวในลักษณะ “อยู่กินฉันสามีภริยาอย่างเปิดเผย” มิใช่เพียงเหตุการณ์โดด ๆ แต่เป็นพฤติการณ์ที่ดำเนินอยู่ในทางข้อเท็จจริงและก่อความเสียหายแก่คู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เมื่อพฤติการณ์ยังคงดำรงอยู่ การเริ่มนับอายุความย่อมยังไม่เกิดขึ้นในส่วนที่อาศัยฐานละเมิดต่อเนื่อง ทั้งนี้เป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายมิให้ถูกตัดสิทธิด้วยเหตุเพียงทราบเรื่องมานาน แต่คู่กรณียังคงดำเนินพฤติการณ์ละเมิดต่อไปไม่สิ้นสุด 2 ประเด็นที่สอง: โจทก์รู้เห็นเป็นใจหรือยินยอมให้จำเลยทั้งสองอยู่กินกันหรือไม่ (มาตรา 1517 วรรคหนึ่ง) จำเลยทั้งสองอ้างว่า จำเลยที่ 1 เคยแจ้งโจทก์ก่อนแต่งงานกับจำเลยที่ 2 และโจทก์ตอบทำนอง “ไม่ขัดข้อง” โดยมีเงื่อนไขเรื่องเงิน 30,000 บาท อีกทั้งอ้างว่าโจทก์เคยเห็นรูป เคยทราบและนิ่งเฉย จึงถือว่าโจทก์ “รู้เห็นเป็นใจ” หรือ “ยินยอม” ให้จำเลยทั้งสองอยู่กินเป็นสามีภริยากัน ซึ่งหากเป็นจริงย่อมกระทบสิทธิฟ้องหย่าในมิติสำคัญ เพราะกฎหมายกำหนดข้อจำกัดไว้ตามมาตรา 1517 วรรคหนึ่ง ว่าเมื่อฝ่ายหนึ่งรู้เห็นเป็นใจในเหตุหย่า ย่อมไม่อาจอาศัยเหตุนั้นมาฟ้องหย่าได้ ศาลฎีกาไม่รับฟังข้ออ้างดังกล่าว โดยให้เหตุผลเชิงพยานหลักฐานว่า ข้ออ้างเรื่องการตกลงยินยอมแลกเงินเป็น “ข้อกล่าวอ้างลอย ๆ” และยังไม่ปรากฏการถามค้านโจทก์ให้ชัดถึงข้อเท็จจริงนี้ อีกทั้งศาลยังพิจารณาพฤติการณ์แวดล้อมที่เป็นเหตุผลเชิงตรรกะทางคดีว่า หากโจทก์รู้เห็นเป็นใจให้จำเลยทั้งสองอยู่กินกันจริง ย่อมไม่มีเหตุผลที่โจทก์จะไปร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 และร้องเรียนจำเลยที่ 2 ในการพิจารณาเลื่อนชั้นระดับ ซึ่งเป็นพฤติการณ์สะท้อนว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้รับการยอมรับโดยโจทก์อย่างแท้จริง นอกจากนี้ แม้โจทก์จะเห็นภาพถ่ายพิธีมงคลสมรสของจำเลยทั้งสองในภายหลังและมิได้คัดค้านทันที ศาลฎีกาก็ยังวินิจฉัยว่า “ไม่พอฟัง” ว่าโจทก์รู้เห็นเป็นใจ เพราะขณะจัดพิธีมงคลสมรสโจทก์ “ไม่ทราบเรื่อง” และการนิ่งภายหลังเมื่อเห็นรูปภาพเพียงอย่างเดียว ไม่อาจยกระดับเป็นการยินยอมตามมาตรา 1517 วรรคหนึ่งได้ จำเลยทั้งสองจึงพิสูจน์ไม่ได้ว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยทั้งสองอยู่กินเป็นสามีภริยากัน โจทก์ยังคงมีสิทธิฟ้องหย่า สาระสำคัญของประเด็นนี้คือ ศาลกำหนดมาตรฐานการพิสูจน์ “ความยินยอม/รู้เห็นเป็นใจ” ให้ต้องชัดแจ้งหนักแน่น ไม่ใช่เพียงการอ้างคำพูดลอย ๆ หรือพฤติการณ์นิ่งเฉยบางช่วง เพราะผลของการยินยอมคือการตัดสิทธิฟ้องหย่าในเหตุเดียวกัน ศาลจึงต้องเคร่งครัดในการรับฟังพยาน 3 ประเด็นที่สาม: โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสองหรือไม่ (มาตรา 1516(1) และมาตรา 1523 วรรคแรก) ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยทั้งสองจัดพิธีมงคลสมรสและอยู่กินฉันสามีภริยากันอย่างเปิดเผย เป็นพฤติการณ์ที่แสดง “โดยชัดแจ้ง” ว่า จำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหญิงอื่นฉันภริยา อันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(1) เมื่อศาลพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่ากันด้วยเหตุดังกล่าวแล้ว ผลทางกฎหมายตามมาตรา 1523 วรรคแรก คือ โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสองได้ ศาลย้ำ “เงื่อนไขเชิงโครงสร้าง” ของสิทธิเรียกค่าทดแทนในคดีชู้สาวอย่างมีนัย คือ ต้องมีการรับรองเหตุหย่าอันเกิดจากการที่สามีอุปการะเลี้ยงดู/ยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา และเมื่อเหตุหย่านั้นเป็นเหตุที่ศาลรับฟังและพิพากษาให้หย่าได้แล้ว จึงเปิดทางให้ใช้สิทธิเรียกค่าทดแทนจากทั้งสามีและหญิงอื่นตามบทบัญญัติมาตรา 1523 วรรคแรก 4 ประเด็นที่สี่: ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรควรกำหนดเพียงใด และต้องกำหนดอย่างไร (หลัก “สิทธิรายคน” และการปรับเมื่อบรรลุนิติภาวะ) จำเลยที่ 1 ฎีกาเรื่องจำนวนค่าเลี้ยงดู โดยอ้างภาระหนี้และรายได้ ขอจำกัดไม่เกินเดือนละ 2,000 บาท ศาลฎีกาพิจารณาจากเอกสารรายได้และภาระหักเงินเดือน เห็นว่าแม้จำเลยที่ 1 มีหนี้สหกรณ์และถูกหักเงินเดือนจำนวนมาก แต่ยังมีฐานะทรัพย์สินในรูปค่าหุ้นสหกรณ์ และยังปรากฏว่ามิได้ช่วยเหลือโจทก์และบุตรมาตั้งแต่ต้นปี 2541 เมื่อคำนึงถึงรายได้ พฤติการณ์แห่งคดี และภาระหน้าที่บิดาแล้ว ค่าเลี้ยงดูที่ศาลล่างกำหนด “รวมเดือนละ 5,000 บาท” ถือว่าเหมาะสมในภาพรวม อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาวางหลักสำคัญยิ่งกว่า “จำนวนรวม” คือ “วิธีการกำหนด” โดยชี้ชัดว่า สิทธิของผู้เยาว์ที่จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็น “สิทธิของบุตรแต่ละคน” ที่ต้องพึงได้รับตามความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งคดี ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูให้บุตรทั้งสอง “รวมกัน” จึงไม่ถูกต้อง ต้องกำหนดเป็นรายคน และเมื่อบุตรคนแรกบรรลุนิติภาวะแล้ว ให้กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรคนที่สองต่อไปจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ในเชิงเทคนิคทางกฎหมายให้ถูกต้อง เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสอง “คนละ 2,500 บาทต่อเดือน” นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นพิพากษา และเมื่อบุตรคนแรกบรรลุนิติภาวะแล้ว ให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรคนที่สองต่อไป “เดือนละ 4,000 บาท” จนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ ทั้งนี้นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 วิเคราะห์หลักกฎหมายเชิงลึก + เจตนารมณ์ของบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง 1 มาตรา 1516(1): เหตุหย่าเมื่อสามีอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา เจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้มุ่งคุ้มครอง “ความซื่อสัตย์และเอกภาพของชีวิตสมรส” โดยยึดหลักผูกพันร่วมกันของคู่สมรสตามสถานะทางกฎหมาย เมื่อสามีแสดงออกถึงการยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา ไม่ว่าจะในรูปการอยู่กินเปิดเผย การจัดพิธีมงคลสมรส การสร้างครอบครัวซ้อน หรือการให้เกียรติในทางสังคม ย่อมกระทบศักดิ์ศรีของภริยาหลวงและทำลายความไว้วางใจซึ่งเป็นฐานของชีวิตสมรส ศาลจึงใช้พฤติการณ์ “อยู่กินอย่างเปิดเผย” เป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าการกระทำถึงระดับเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516(1) 2 มาตรา 1517 วรรคหนึ่ง: ข้อยกเว้นเมื่อผู้ฟ้องรู้เห็นเป็นใจหรือยินยอม เจตนารมณ์ของมาตรานี้คือ “หลักห้ามกลับคำ” และหลักความสุจริตในความสัมพันธ์สมรส กล่าวคือ หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งยินยอมให้เกิดพฤติการณ์ที่เป็นเหตุหย่าแล้ว ย่อมไม่อาจยกเหตุนั้นมาฟ้องหย่าในภายหลัง เพราะเป็นการใช้สิทธิขัดต่อความเป็นธรรมและความสุจริต อย่างไรก็ดี เนื่องจากผลของการยินยอมมีความรุนแรงถึงขั้นตัดสิทธิฟ้องหย่า ศาลจึงต้องเคร่งครัดในการรับฟังพยานว่า “ยินยอมจริง” ต้องปรากฏพฤติการณ์ชัดแจ้งและมีน้ำหนักเพียงพอ ไม่ใช่เพียงคำกล่าวอ้างประกอบด้วยข้อสงสัยหรือขาดการถามค้านยืนยัน 3 มาตรา 1523 วรรคแรก: สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นและคู่สมรสฝ่ายผิด เจตนารมณ์ของมาตรานี้มุ่งเยียวยาความเสียหายด้านศักดิ์ศรี เกียรติคุณ ความทุกข์ใจ และความเสียหายในทางครอบครัวของภริยาหรือสามีผู้เสียหาย โดยเปิดให้เรียกค่าทดแทนได้จากทั้งคู่สมรสฝ่ายผิดและหญิงอื่น/ชายอื่นที่มีส่วนร่วมในพฤติการณ์ชู้สาว เมื่อศาลรับฟังว่าเหตุหย่าเกิดจากการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาแล้ว สิทธิเรียกค่าทดแทนย่อมเกิดขึ้นตามโครงสร้างของกฎหมาย และในคดีนี้ศาลยืนยันว่า “การอยู่กินอย่างเปิดเผยและจัดพิธีมงคลสมรส” เป็นพฤติการณ์ที่เพียงพอให้เห็นความเป็นหญิงอื่นฉันภริยาอย่างชัดแจ้ง 4 หลัก “ละเมิดต่อเนื่อง” กับอายุความ: การคุ้มครองผู้เสียหายเมื่อการกระทำยังดำรงอยู่ แก่นคำพิพากษาอยู่ที่การจำแนกว่า การอยู่กินฉันสามีภริยากับหญิงอื่นอย่างเปิดเผยเป็นพฤติการณ์ที่สร้างความเสียหายแก่ภริยาหลวง “ตลอดระยะเวลาที่กระทำยังดำเนินอยู่” เมื่อการละเมิดยังไม่ยุติ อายุความจึงไม่เริ่มนับ การวางหลักเช่นนี้ทำให้การต่อสู้โดยอาศัย “ผู้เสียหายรู้มานาน” ไม่เพียงพอ หากคู่กรณียังทำการละเมิดต่อเนื่องอยู่จนถึงวันฟ้อง หลักนี้มีผลเชิงนโยบายกฎหมายคือ ไม่เปิดช่องให้ผู้กระทำละเมิด “ยืดเวลา” จนผู้เสียหายถูกตัดสิทธิ ทั้งที่ความเสียหายยังเกิดทุกวันจากพฤติการณ์เดิมที่ยังไม่ยุติ 5 ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร: สิทธิรายคนและความเป็นธรรมตามฐานะ ศาลฎีกาเน้นย้ำหลักพื้นฐานว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิของบุตรแต่ละคน มิใช่สิทธิรวมก้อนเดียวของครอบครัว จึงต้องกำหนดเป็นรายคนเพื่อสะท้อนความต้องการและสิทธิที่แยกจากกัน และเพื่อให้สามารถปรับลด/ปรับเปลี่ยนได้อย่างเป็นธรรมเมื่อบุตรคนหนึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว นอกจากนี้ ศาลยังชี้ว่าในการกำหนดจำนวนต้องคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ (รายได้ ภาระหนี้ ทรัพย์สิน) ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งคดี ซึ่งสะท้อนการใช้ดุลพินิจอย่างสมดุลระหว่างภาระของบิดาและประโยชน์ของบุตร วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายในคดีนี้ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ชู้สาวและการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นมีแนววินิจฉัยที่สอดคล้องกันมาโดยตลอด โดยศาลฎีกามักยึดหลักว่า หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาอย่างเปิดเผยจนเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(1) คู่สมรสผู้เสียหายย่อมมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากทั้งคู่สมรสฝ่ายผิดและหญิงอื่นได้ตามมาตรา 1523 วรรคแรก หลักการสำคัญมิได้พิจารณาเพียงว่ามีความสัมพันธ์ทางเพศเท่านั้น แต่ต้องดู “พฤติการณ์โดยรวม” ว่ามีการอยู่กินในลักษณะสามีภริยา มีการยกย่อง เปิดเผยต่อสังคม หรือมีพฤติการณ์เชิงครอบครัวหรือไม่ ในหลายคดี ศาลฎีกาได้วางหลักว่าการที่สามีหรือภริยาไปอยู่กินกับบุคคลอื่นโดยเปิดเผย มีการสร้างครอบครัวใหม่ หรือมีบุตรร่วมกัน ย่อมถือเป็นการยกย่องหญิงอื่นหรือชายอื่นฉันสามีภริยา แม้จะไม่มีการจดทะเบียนสมรสก็ตาม และในทางกลับกัน หากผู้เสียหายรู้เห็นเป็นใจหรือยินยอมให้เกิดความสัมพันธ์ดังกล่าวโดยสมัครใจ ย่อมไม่อาจนำเหตุเดียวกันมาฟ้องหย่าได้ตามมาตรา 1517 วรรคหนึ่ง อีกแนวคำพิพากษาที่สำคัญคือหลักเรื่อง “ละเมิดต่อเนื่อง” ในคดีชู้สาว ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยหลายคดีว่า การอยู่กินกันอย่างต่อเนื่องมิใช่การกระทำละเมิดครั้งเดียวแล้วเสร็จ แต่เป็นพฤติการณ์ที่ดำเนินอยู่ทุกวันตราบเท่าที่ยังมีการอยู่กินหรือยกย่องกันฉันสามีภริยา ดังนั้น อายุความในการเรียกค่าทดแทนจึงยังไม่เริ่มนับจนกว่าการกระทำนั้นจะยุติลง หลักการนี้มีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองคู่สมรสผู้เสียหายมิให้เสียสิทธิฟ้องเพียงเพราะเหตุว่ารู้เรื่องมานาน แต่การละเมิดยังดำเนินต่อไป นอกจากนี้ ในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร แนวคำพิพากษาศาลฎีกาได้ย้ำอย่างสม่ำเสมอว่า สิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิของบุตรแต่ละคน มิใช่สิทธิรวมของครอบครัว ดังนั้น การกำหนดค่าเลี้ยงดูต้องพิจารณาเป็นรายบุคคลตามความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งคดี พร้อมทั้งสามารถปรับเปลี่ยนได้เมื่อบุตรบรรลุนิติภาวะหรือเมื่อสภาพเศรษฐกิจของคู่กรณีเปลี่ยนแปลงไป สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยที่ 1 และกำหนดให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงฝ่ายเดียว ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามระดับการศึกษา และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าทดแทนแก่โจทก์จำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เฉพาะเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร โดยกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองรวมเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันที่มีคำพิพากษาจนกว่าบุตรทั้งสองจะมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้ไขให้กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นรายคน โดยให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองคนละ 2,500 บาทต่อเดือนนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และเมื่อบุตรคนแรกบรรลุนิติภาวะแล้วให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรคนที่สองเดือนละ 4,000 บาทต่อไปจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายครอบครัวที่สำคัญหลายประการ ประการแรก การที่คู่สมรสไปอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาอย่างเปิดเผยเป็นพฤติการณ์ที่กระทบต่อศักดิ์ศรีและความมั่นคงของชีวิตสมรสอย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(1) และเมื่อศาลพิพากษาให้หย่าด้วยเหตุดังกล่าว คู่สมรสผู้เสียหายย่อมมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากทั้งคู่สมรสฝ่ายผิดและหญิงอื่นได้ตามมาตรา 1523 วรรคแรก ประการที่สอง หลักเรื่อง “การรู้เห็นเป็นใจหรือการยินยอม” ตามมาตรา 1517 วรรคหนึ่ง ต้องพิสูจน์อย่างชัดแจ้ง การกล่าวอ้างลอย ๆ หรือพฤติการณ์นิ่งเฉยเพียงบางช่วงเวลาไม่เพียงพอที่จะตัดสิทธิของคู่สมรสในการฟ้องหย่า ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมและน้ำหนักของพยานหลักฐานเป็นสำคัญ ประการที่สาม หลักเรื่อง “ละเมิดต่อเนื่อง” มีบทบาทสำคัญในคดีชู้สาว การอยู่กินฉันสามีภริยาอย่างเปิดเผยเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่คู่สมรสอีกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง ตราบเท่าที่ยังมีการอยู่กินกันอยู่ การละเมิดก็ยังไม่ยุติ อายุความจึงยังไม่เริ่มนับ หลักนี้ช่วยคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสผู้เสียหายมิให้ถูกตัดสิทธิฟ้องเพียงเพราะทราบเรื่องมานาน ประการสุดท้าย สิทธิของบุตรในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิส่วนบุคคลของบุตรแต่ละคน มิใช่สิทธิรวมของครอบครัว ศาลจึงต้องกำหนดค่าเลี้ยงดูเป็นรายคนโดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งคดี เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและคุ้มครองประโยชน์สูงสุดของบุตรตามหลักกฎหมายครอบครัว ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับสิทธิของคู่สมรสในการฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่น เมื่อสามีไปอยู่กินกับหญิงอื่นฉันภริยาโดยเปิดเผยทั้งที่ยังมิได้หย่าขาดจากภริยาหลวง รวมทั้งประเด็นเรื่อง “อายุความในกรณีละเมิดต่อเนื่อง” ว่าการอยู่กินฉันสามีภริยากับหญิงอื่นอย่างต่อเนื่องทำให้อายุความยังไม่เริ่มนับ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าโจทก์ยังมีสิทธิฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทนได้ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1), มาตรา 1517 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1523 วรรคแรก สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. การอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา (มาตรา 1516 (1)) หลักกฎหมายกำหนดว่า หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งไปอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา อีกฝ่ายหนึ่งย่อมมีสิทธิฟ้องหย่าได้ ในคดีนี้จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 2 และอยู่กินกันอย่างเปิดเผย จึงถือเป็นพฤติการณ์ยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาอย่างชัดแจ้ง เมื่อศาลพิพากษาให้หย่าด้วยเหตุดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสองได้ตามมาตรา 1523 วรรคแรก 2. ละเมิดต่อเนื่องและอายุความยังไม่เริ่มนับ ศาลฎีกาวางหลักว่า การอยู่กินฉันสามีภริยาระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ดำเนินอยู่ตลอดเวลา มิใช่การกระทำเพียงครั้งเดียว เมื่อการกระทำดังกล่าวยังดำเนินต่อเนื่องจนถึงวันฟ้อง จึงถือว่าเป็น “ละเมิดต่อเนื่อง” ทำให้อายุความยังไม่เริ่มนับ แม้โจทก์จะทราบเรื่องความสัมพันธ์ดังกล่าวมานานแล้วก็ตาม ดังนั้นคดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความและสามารถเรียกค่าทดแทนได้ตามกฎหมาย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คำถาม 1. หากสามีไปจดทะเบียนสมรสกับหญิงอื่นทั้งที่ยังไม่หย่ากับภริยาหลวง ภริยาหลวงมีสิทธิฟ้องหย่าหรือไม่ คำตอบ ภริยาหลวงมีสิทธิฟ้องหย่าได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(1) หากปรากฏว่าคู่สมรสได้อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา การจดทะเบียนสมรสซ้อนหรือการอยู่กินกันอย่างเปิดเผยกับหญิงอื่นถือเป็นพฤติการณ์ที่ชัดเจนว่ามีการยกย่องหญิงอื่นในฐานะภริยา ซึ่งกระทบต่อศักดิ์ศรีและความสัมพันธ์ในชีวิตสมรสอย่างร้ายแรง ศาลจึงอาจวินิจฉัยว่าเป็นเหตุหย่าตามกฎหมายได้ อย่างไรก็ตาม ศาลจะพิจารณาพฤติการณ์โดยรวม เช่น การอยู่กินร่วมกัน ความเปิดเผยต่อสังคม หรือการสร้างครอบครัวใหม่ เพื่อประกอบการวินิจฉัยว่าเหตุหย่าดังกล่าวมีความร้ายแรงเพียงพอหรือไม่ คำถาม 2. ภริยาหลวงสามารถเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นได้ในกรณีใด คำตอบ ภริยาหลวงสามารถเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นได้เมื่อพิสูจน์ได้ว่าหญิงอื่นมีความสัมพันธ์กับสามีในลักษณะชู้สาวหรืออยู่กินฉันสามีภริยาและการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ศาลพิพากษาให้หย่าตามมาตรา 1516(1) เมื่อศาลรับฟังว่าเหตุหย่าดังกล่าวเกิดจากการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา ภริยาหลวงย่อมมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากทั้งสามีและหญิงอื่นตามมาตรา 1523 วรรคแรก การเรียกค่าทดแทนมีวัตถุประสงค์เพื่อเยียวยาความเสียหายด้านศักดิ์ศรี ชื่อเสียง และความทุกข์ทางจิตใจของคู่สมรสผู้เสียหาย คำถาม 3. หากภริยาหลวงทราบเรื่องความสัมพันธ์ของสามีกับหญิงอื่นมานานแล้ว จะยังสามารถฟ้องได้หรือไม่ คำตอบ การที่ภริยาหลวงทราบเรื่องความสัมพันธ์ของสามีกับหญิงอื่นมานาน มิได้ทำให้สิทธิฟ้องหย่าหรือเรียกค่าทดแทนสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ หากพฤติการณ์ดังกล่าวยังคงดำเนินอยู่ต่อเนื่อง เช่น การอยู่กินฉันสามีภริยาหรือการยกย่องหญิงอื่นอย่างเปิดเผย การกระทำดังกล่าวถือเป็น “ละเมิดต่อเนื่อง” ซึ่งทำให้อายุความยังไม่เริ่มนับจนกว่าการกระทำจะยุติ หลักการนี้ได้รับการยอมรับในแนวคำพิพากษาศาลฎีกาหลายคดี เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายมิให้ถูกตัดสิทธิฟ้องเพียงเพราะทราบเหตุการณ์มานานแต่การละเมิดยังคงดำเนินอยู่ คำถาม 4. การนิ่งเฉยของภริยาหลวงถือว่าเป็นการยินยอมให้สามีมีหญิงอื่นหรือไม่ คำตอบ การนิ่งเฉยเพียงอย่างเดียวไม่ถือว่าเป็นการยินยอมตามกฎหมาย การยินยอมที่จะทำให้สิทธิฟ้องหย่าหมดไปตามมาตรา 1517 วรรคหนึ่ง ต้องมีพฤติการณ์ชัดแจ้งว่าผู้เสียหายรู้เห็นและยอมรับความสัมพันธ์ดังกล่าวโดยสมัครใจ เช่น การยอมรับการอยู่ร่วมกันอย่างเปิดเผยหรือการมีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงการยินยอมอย่างแท้จริง หากเพียงทราบเรื่องแต่ไม่ได้ดำเนินการใด ๆ หรือไม่มีพฤติการณ์สนับสนุนการอยู่กินของอีกฝ่าย ย่อมไม่ถือว่าเป็นการยินยอมตามกฎหมาย คำถาม 5. ศาลใช้หลักเกณฑ์ใดในการกำหนดค่าทดแทนในคดีชู้สาว คำตอบ การกำหนดค่าทดแทนในคดีชู้สาวมิได้มีอัตราที่ตายตัว ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดี เช่น ระยะเวลาของความสัมพันธ์ ความเปิดเผยของการอยู่กิน ผลกระทบต่อศักดิ์ศรีและชื่อเสียงของคู่สมรสผู้เสียหาย รวมถึงฐานะทางเศรษฐกิจของคู่กรณี หากการกระทำมีลักษณะร้ายแรง เช่น อยู่กินกันอย่างเปิดเผยหรือมีครอบครัวใหม่ ศาลอาจกำหนดค่าทดแทนในจำนวนที่สูงขึ้นเพื่อสะท้อนความเสียหายที่เกิดขึ้น คำถาม 6. ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรกำหนดจากหลักเกณฑ์ใด คำตอบ การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรต้องคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งคดี เช่น รายได้ของบิดามารดา ภาระหนี้สิน ค่าใช้จ่ายในการศึกษา และสภาพความเป็นอยู่ของบุตร ศาลจะใช้ดุลพินิจเพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างภาระของผู้จ่ายและความจำเป็นของบุตร โดยมีหลักสำคัญว่าบุตรมีสิทธิได้รับการเลี้ยงดูที่เหมาะสมตามฐานะของครอบครัว คำถาม 7. ค่าเลี้ยงดูบุตรต้องกำหนดรวมกันหรือแยกเป็นรายคน คำตอบ หลักกฎหมายกำหนดว่าค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิของบุตรแต่ละคน ดังนั้น ศาลจึงควรกำหนดค่าเลี้ยงดูเป็นรายคน ไม่ใช่กำหนดรวมกันเป็นก้อนเดียว การกำหนดรายคนช่วยให้สามารถปรับเปลี่ยนจำนวนเงินได้เมื่อบุตรคนหนึ่งบรรลุนิติภาวะหรือเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลง เช่น ค่าใช้จ่ายในการศึกษา หรือสภาพเศรษฐกิจของผู้มีหน้าที่ให้ ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาในหลายคดี คำถาม 8. หากบุตรคนหนึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว ค่าเลี้ยงดูจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร คำตอบ เมื่อบุตรคนหนึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว หน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรคนนั้นย่อมสิ้นสุดลง แต่บุตรอีกคนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะยังคงมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงดูต่อไป ศาลจึงอาจปรับจำนวนค่าเลี้ยงดูให้เหมาะสมกับสถานการณ์ใหม่ เช่น เพิ่มจำนวนเงินสำหรับบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เพื่อให้สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายและสภาพความเป็นอยู่ของบุตรคนนั้น หลักการนี้สะท้อนแนวคิดว่าการเลี้ยงดูบุตรต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของบุตรเป็นสำคัญ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3596/2546 โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 มีบุตรด้วยกัน 2 คน ต่อมาจำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 2 และอยู่กินด้วยกันอย่างเปิดเผยโดยยังมิได้หย่าขาดกับโจทก์ โจทก์จึงฟ้องหย่าโดยเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจากจำเลยที่ 1 และเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสอง แม้โจทก์จะทราบว่าจำเลยทั้งสองจดทะเบียนสมรสและอยู่กินด้วยกันตั้งแต่ปี 2536 แต่จำเลยทั้งสองก็อยู่กินด้วยกันตลอดมาจนถึงวันฟ้อง ลักษณะการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิดต่อโจทก์ต่อเนื่องกันมายังมิได้หยุดการกระทำอายุความจึงยังไม่เริ่มนับ คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ แม้โจทก์จะเคยเห็นภาพถ่ายพิธีมงคลสมรสของจำเลยทั้งสองในภายหลังและมิได้โต้แย้งคัดค้านก็ตาม แต่ขณะจัดพิธีมงคลสมรสของจำเลยทั้งสอง โจทก์ไม่ทราบเรื่องกรณียังไม่พอฟังว่าโจทก์ได้รู้เห็นเป็นใจให้จำเลยทั้งสองอยู่กินเป็นสามีภริยากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1517 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าได้ การที่จำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหญิงอื่นฉันภริยาอันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(1) และศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่ากันด้วยเหตุดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคแรก สิทธิของผู้เยาว์ที่จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบิดามารดาเป็นสิทธิของบุตรแต่ละคนจะพึงได้รับตามความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งคดี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรทั้งสองรวมกันมาจึงไม่ถูกต้อง ควรกำหนดจำนวนเงินเป็นรายเดือนให้เป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองแต่ละคนนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และเมื่อบุตรคนแรกบรรลุนิติภาวะแล้วให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโดยกำหนดจำนวนเงินเป็นรายเดือนแก่บุตรคนที่สองต่อไปจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสเมื่อ 22 มีนาคม 2527 มีบุตร 2 คน ต่อมาต้นปี 2536 ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์ชู้สาวกับจำเลยที่ 2 และต่อมาต้นปี 2541 ทราบว่า จำเลยทั้งสองจดทะเบียนสมรสกันตั้งแต่ 4 พฤศจิกายน 2536 และอยู่กินกันอย่างเปิดเผย มีบุตร 1 คน โจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 1 ไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตร แต่กลับไปอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา ทำให้โจทก์เสียหาย จึงขอให้หย่า ขออำนาจปกครองบุตรไว้ฝ่ายเดียว ให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 5,000 บาทจนบุตรอายุ 20 ปี และให้ร่วมกันชดใช้ค่าทดแทน 200,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การว่า ความขัดแย้งเกิดจากครอบครัวโจทก์ดูถูกและบีบบังคับให้จำเลยที่ 1 หาเงินทำรั้ว จนต้องย้ายออก และโจทก์ไม่ยอมย้ายไปอยู่ด้วยเมื่อจำเลยที่ 1 ไปทำงานศรีสะเกษ ทั้งอ้างว่าโจทก์รู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 อยู่กินกับจำเลยที่ 2 โดยมีการตกลงเรื่องเงินหลายครั้ง โจทก์ยังหลอกเรียกเงินและทรัพย์สิน และทราบเรื่องการอยู่กินตั้งแต่ปี 2536 จึงขาดอายุความ นอกจากนี้จำเลยที่ 1 อ้างว่าส่งเสียบุตรมาตลอด ค่าเลี้ยงดูเดือนละ 5,000 บาทสูงเกินไป ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่า ให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองบุตร กำหนดค่าเลี้ยงดูบุตรเป็นรายคนตามระดับการศึกษา และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าทดแทน 50,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แก้ให้ค่าเลี้ยงดูบุตรรวมเดือนละ 5,000 บาท จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์ทราบเรื่องตั้งแต่ปี 2536 แต่จำเลยทั้งสองอยู่กินกันต่อเนื่องจนวันฟ้อง เป็นละเมิดต่อเนื่องทำให้อายุความยังไม่เริ่มนับ โจทก์ไม่ขาดอายุความ อีกทั้งพยานจำเลยไม่มีน้ำหนักพอให้ฟังว่าโจทก์รู้เห็นยินยอมตามมาตรา 1517 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่า และเมื่อการอยู่กินเปิดเผยเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516(1) โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคแรก ส่วนค่าเลี้ยงดู ศาลเห็นว่ายอดรวมเดือนละ 5,000 บาทเหมาะสม แต่ต้องกำหนดเป็นสิทธิรายคน จึงแก้เป็นให้บุตรทั้งสองคนละ 2,500 บาทต่อเดือนนับแต่ศาลชั้นต้นพิพากษา และเมื่อบุตรคนแรกบรรลุนิติภาวะ ให้บุตรคนที่สองเดือนละ 4,000 บาทจนบรรลุนิติภาวะ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2527 ณ สำนักทะเบียนอำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ เด็กหญิงกนกพรรณ และเด็กชายธนรัชต์ เมื่อประมาณต้นปี 2536 โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้รู้จักและสนิทสนมในทำนองชู้สาวกับจำเลยที่ 2 โจทก์จึงบอกกล่าวให้จำเลยที่ 2 ทราบว่า โจทก์เป็นภริยาของจำเลยที่ 1 โดยชอบด้วยกฎหมายและมีบุตรด้วยกัน 2 คน ขอให้จำเลยที่ 2 เลิกยุ่งเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ต่อมาเมื่อต้นปี 2541 โจทก์ได้ทราบว่าจำเลยทั้งสองสมัครใจเป็นสามีภริยากันอย่างเปิดเผย โดยจำเลยทั้งสองได้จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2536 ณ สำนักทะเบียนอำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ และมีบุตรด้วยกัน 1 คน ระหว่างที่โจทก์อยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 ไม่เคยอุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตรผู้เยาว์ทั้งสองในฐานะบิดาพึงกระทำจำเลยที่ 1 ได้ประพฤติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง การที่จำเลยที่ 1 ไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตร แต่ไปอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันสามีภริยาทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสียชื่อเสียงและเกียรติคุณ โจทก์ไม่สามารถที่จะอยู่กินร่วมกับจำเลยที่ 1 ได้ จึงได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์ และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าทดแทนความเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับโจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ให้บุตรผู้เยาว์คือเด็กหญิงกนกพรรณและเด็กชายธนรัชต์ อยู่ในอำนาจปกครองของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว ให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าทดแทนให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การว่า ระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยาและพักอาศัยร่วมกันที่บ้านบิดาและมารดาของโจทก์นั้น จำเลยที่ 1 ถูกดูถูกเหยียดหยาม แสดงความรังเกียจจากบิดามารดาของโจทก์ตลอดเวลา และบิดามารดาของโจทก์บีบบังคับให้จำเลยที่ 1 หาเงินสดจำนวน 30,000 บาท มาให้เพื่อทำรั้วบ้าน จำเลยที่ 1 จึงกู้เงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์มามอบให้ เมื่อทำรั้วเสร็จเรียบร้อยแล้วบิดามารดาของโจทก์ขับไล่ให้จำเลยที่ 1 ไปหาที่อยู่ใหม่ โดยไม่ยอมให้จำเลยที่ 1 อาศัยร่วมด้วย จำเลยที่ 1 ต้องไปอาศัยอยู่ที่บ้านพักราชการของผู้อื่น เมื่อจำเลยที่ 1 มีบ้านพักเป็นของตนเองแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ขอให้โจทก์มาอยู่ร่วมกับจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ไม่ยอมมา ต่อมาในปี 2532 จำเลยที่ 1 ย้ายไปรับราชการที่จังหวัดศรีสะเกษ จำเลยที่ 1 ได้ชวนให้โจทก์ย้ายไปอยู่ร่วมกันกับจำเลยที่ 1 ด้วย แต่โจทก์ไม่ยอมไป โดยโจทก์มีเจตนาจะแยกจากการเป็นสามีภริยากับจำเลยที่ 1 โดยเด็ดขาด จำเลยที่ 1 จึงต้องอยู่ที่จังหวัดศรีสะเกษเพียงลำพังตลอดมา เมื่อจำเลยที่ 1 เริ่มรู้จักกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ได้แจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อเป็นข้อต่อรองให้โจทก์กลับมาอยู่กับจำเลยที่ 1 ตามปกติ แต่โจทก์ก็ไม่ยอมมาและบอกจำเลยที่ 1 ว่า หากจะมีภริยาใหม่ โจทก์ก็ไม่ขัดข้อง แต่จำเลยที่ 2 ต้องนำเงินมาให้โจทก์จำนวน30,000 บาท จำเลยที่ 1 จึงไปนำเงินสดมาจากจำเลยที่ 2 มอบให้โจทก์จำนวน 30,000บาท ตามที่ตกลงกัน จากนั้นจำเลยที่ 2 จึงได้อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 1 ด้วยการรู้เห็นยินยอมของโจทก์มาตลอด เมื่อจำเลยที่ 1 เรียกร้องให้โจทก์ไปจดทะเบียนหย่า โจทก์บ่ายเบี่ยงโดยมีเงื่อนไขให้จำเลยที่ 1 หาเงินสดมาให้โจทก์จำนวน 30,000 บาท ก่อนจึงจะยอมปฏิบัติตาม จำเลยที่ 1 จึงไปกู้เงินมาจากสหกรณ์ออมทรัพย์จำนวน 32,000 บาทและมอบให้แก่โจทก์ ในปี 2536 โจทก์นัดหมายจะไปจดทะเบียนหย่าแต่เมื่อถึงกำหนดนัดโจทก์ก็ไม่ไป โจทก์ได้มาขนทรัพย์สินต่าง ๆ ภายในบ้านของจำเลยที่ 1 จนไม่มีทรัพย์สินเครื่องใช้เหลืออยู่เลย ต่อมาในปี 2539 โจทก์ได้ไปพบจำเลยที่ 1 ที่บ้านของมารดาจำเลยที่ 1 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอบ้านแพรก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อขอสร้อยคอทองคำหนัก 4 บาท พร้อมพระเลี่ยมทอง 1 องค์ อ้างว่าวันรุ่งขึ้นจะไปจดทะเบียนหย่าให้กับจำเลยที่ 1 ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี จำเลยที่ 1 ยอมมอบสร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองให้แก่โจทก์ไปแต่โจทก์ไม่ยอมไปตามนัด โจทก์หลอกลวงเรียกร้องเงินสดและทรัพย์สินจำนวนมากจากจำเลยที่ 1 ไปหลายครั้ง และรู้เห็นเป็นใจในการที่จำเลยที่ 1 อยู่กินร่วมกับจำเลยที่ 2 ตลอดมา แสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่มีเจตนาจะอยู่กินร่วมกับจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ต้น จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าทดแทนความเสียหายใด ๆ แก่โจทก์จำเลยที่ 1 ได้ส่งเสียอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองในฐานะบิดามาตลอด แม้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 จะแยกกันอยู่ จนกระทั่งเมื่อโจทก์ไปแจ้งความดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 ในข้อหาแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานและร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชา จำเลยที่ 1 จึงระงับการจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร โจทก์เรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ส่งเสียเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 5,000 บาทนั้น เป็นเงินที่สูงเกินไป โจทก์ทราบเรื่องที่จำเลยทั้งสองอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยามาตั้งแต่ปี 2536 แล้ว หากจะนับเวลาตั้งแต่ปี2536 มาจนถึงวันฟ้องเป็นระยะเวลาเกินกว่า 1 ปีแล้ว คดีของโจทก์จึงขาดอายุความฟ้องร้องขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยที่ 1 และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเพียงผู้เดียว กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่ผู้เยาว์ทั้งสองในชั้นประถมศึกษาคนละ 2,000 บาท ต่อเดือน ในชั้นมัธยมศึกษาคนละ3,000 บาทต่อเดือน และชั้นอุดมศึกษาคนละ 4,000 บาท ต่อเดือนนับแต่วันพิพากษาไปจนกว่าผู้เยาว์จะมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าทดแทนแก่โจทก์จำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 21 สิงหาคม 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันที่มีคำพิพากษาจนกว่าบุตรทั้งสองมีอายุครบ 20ปีบริบูรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายมีบุตรด้วยกัน 2 คน ต่อมาเมื่อปี 2536 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 2 และอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาอย่างเปิดเผย โดยที่จำเลยที่ 1 ยังมิได้หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องหย่าขาดจากจำเลยที่ 1 เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจากจำเลยที่ 1 และเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสองถึงแม้ข้อเท็จจริงจะได้ความตามที่จำเลยทั้งสองอ้างว่า โจทก์ทราบว่าจำเลยทั้งสองจดทะเบียนสมรสและอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2536 แต่จำเลยทั้งสองก็อยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาตลอดมาจนถึงวันฟ้อง ลักษณะการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ต่อเนื่องกันมายังมิได้หยุดการกระทำ อายุความจึงยังไม่เริ่มนับ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการที่สองว่า โจทก์รู้เห็นยินยอมให้จำเลยทั้งสองอยู่กินเป็นสามีภริยากัน จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่าหรือไม่เห็นว่า ที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่าจำเลยที่ 1 เคยแจ้งให้โจทก์ทราบตั้งแต่ก่อนแต่งงานกับจำเลยที่ 2แต่โจทก์บอกกับจำเลยที่ 1 ว่าจะมีภริยาใหม่โจทก์ไม่ขัดข้อง หากจำเลยที่ 2 นำเงินมาให้โจทก์ 30,000 บาท จำเลยที่ 1 จึงมอบเงินของจำเลยที่ 2 ให้โจทก์จำนวน 30,000 บาทจำเลยที่ 1 เคยนำรูปของจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ดู โจทก์ก็เฉยและบอกว่าอยากมีก็มีไป ขอให้ได้รับเงินเดือนทุกเดือนนั้น เป็นเพียงข้อกล่าวอ้างลอย ๆ และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ถามค้านโจทก์ถึงข้ออ้างดังกล่าว ทั้งหากโจทก์รู้เห็นเป็นใจให้จำเลยทั้งสองอยู่กินเป็นสามีภริยากันแล้วจริง ก็ไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์จะไปร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1และร้องเรียนจำเลยที่ 2 ในการพิจารณาเลื่อนชั้นระดับของจำเลยที่ 2 ส่วนการที่โจทก์เห็นภาพถ่ายงานพิธีมงคลสมรสระหว่างจำเลยทั้งสองแล้วมิได้โต้แย้งคัดค้านหรือดำเนินการทางศาลนั้น ก็ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า ขณะจัดพิธีมงคลสมรสของจำเลยทั้งสองนั้นโจทก์ไม่ทราบ แสดงว่าโจทก์ไม่ทราบว่าจำเลยทั้งสองจะจัดพิธีมงคลสมรสกัน แม้ต่อมาโจทก์เห็นภาพถ่ายดังกล่าวในภายหลังแล้วมิได้โต้แย้งคัดค้าน ก็ยังไม่พอฟังว่าโจทก์ได้รู้เห็นเป็นใจให้จำเลยทั้งสองอยู่กินเป็นสามีภริยากัน พยานจำเลยทั้งสองไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่าโจทก์รู้เห็นยินยอมให้จำเลยทั้งสองอยู่กินเป็นสามีภริยากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1517 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการที่สามว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองจัดพิธีมงคลสมรสและอยู่กินฉันสามีภริยากันอย่างเปิดเผย ย่อมเป็นการแสดงให้เห็นได้โดยชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหญิงอื่นฉันภริยา อันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(1) และศาลได้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่ากันด้วยเหตุดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคแรก ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่บุตรทั้งสองเพียงใด ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ยังมีภาระต้องชำระหนี้แก่ทางราชการอยู่ ควรรับผิดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองไม่เกินเดือนละ 2,000 บาท และเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีภาระต้องชำระหนี้ของทางราชการแล้วก็ยินยอมรับผิดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองเดือนละ 5,000 บาท ต่อไปนั้นเห็นว่า ตามใบแจ้งการหักเงินเดือนเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 5 ฉบับลงวันที่ 30 มิถุนายน 2542 จำเลยที่ 1 ได้รับเงินเดือน 14,325 บาท ถูกหักค่าสหกรณ์จำนวน 7,004.63 บาท และหักอย่างอื่นอีก คงเหลือเงินเดือนที่ได้รับ 6,630.37 บาท แม้จะยังเหลือหนี้เงินต้นอยู่อีก103,800 บาท แต่จำเลยที่ 1 ก็ยังคงมีเงินค่าหุ้นในสหกรณ์ออมทรัพย์เป็นเงิน 63,050 บาท ทั้งจำเลยที่ 1 ก็เบิกความยอมรับว่ามิได้จ่ายเงินช่วยเหลือโจทก์และบุตรทั้งสองมาตั้งแต่ต้นปี 2541 ดังนั้น เมื่อคำนึงถึงรายได้และพฤติการณ์แห่งกรณีแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเดือนละ 5,000 บาทนับแต่วันที่มีคำพิพากษานั้น เหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่สิทธิของบุตรผู้เยาว์ที่จะได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบิดามารดาเป็นสิทธิของบุตรผู้เยาว์แต่ละคนจะพึงได้รับตามความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งคดี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรทั้งสองรวมกันมาจึงไม่ถูกต้องศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองคนละ 2,500บาทต่อเดือน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และเมื่อบุตรคนแรกบรรลุนิติภาวะแล้วให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรคนที่สองต่อไปเดือนละ 4,000 บาท จนกว่าบุตรคนที่สองจะบรรลุนิติภาวะ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
|




