
| เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเด็นสำคัญเรื่องการเพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อนและขอบเขตบุคคลผู้มีสิทธิร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสที่ฝ่าฝืนกฎหมายตกเป็นโมฆะ ตลอดจนผลกระทบของสถานะการสมรสที่ยังไม่มีคำพิพากษาให้เป็นโมฆะต่อสิทธิในฐานะทายาทโดยธรรมและสิทธิร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก คดีนี้สะท้อนหลักการพื้นฐานของกฎหมายครอบครัวและมรดกว่า แม้จะมีข้อกล่าวอ้างว่าการสมรสเป็นการแสดงเจตนาลวงหรือฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 1458 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาของศาลให้การสมรสนั้นเป็นโมฆะตามมาตรา 1496 สถานะคู่สมรสย่อมยังคงมีอยู่โดยสมบูรณ์ และก่อให้เกิดสิทธิในทางมรดกตามมาตรา 1629 รวมถึงสิทธิร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1713 ได้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้จึงอยู่ที่ “ใครมีสิทธิร้องขอให้ศาลวินิจฉัยว่าการสมรสเป็นโมฆะ” และ “ผลทางกฎหมายของการสมรสที่ยังไม่มีคำพิพากษาให้เป็นโมฆะ” ซึ่งมีนัยสำคัญต่อความมั่นคงแห่งสถานะบุคคลและความสงบเรียบร้อยของประชาชนโดยตรง ข้อเท็จจริงแห่งคดี ผู้ร้องจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายกับผู้ตาย ต่อมาผู้ตายถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมและมิได้แต่งตั้งผู้จัดการมรดกไว้ มีทรัพย์มรดกเป็นเงินฝากและที่ดิน การจัดการมรดกมีเหตุขัดข้อง ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกในฐานะคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้คัดค้านซึ่งเป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย คัดค้านว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างผู้ร้องกับผู้ตายเป็นเพียงการสมรสหลอกเพื่อประโยชน์ในการเดินทางไปต่างประเทศ เป็นการแสดงเจตนาลวง มิได้มีเจตนาเป็นสามีภริยากันจริง จึงเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 1458 และตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 ผู้ร้องจึงไม่ใช่คู่สมรส ไม่มีสิทธิรับมรดกและไม่มีสิทธิร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก ศาลชั้นต้นยกคำร้องของผู้ร้องและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดก แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก และยกคำร้องคัดค้าน ผู้คัดค้านจึงฎีกา ประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาวินิจฉัย ประเด็นสำคัญมี 3 ส่วน (1) ผู้คัดค้านมีสิทธิร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะหรือไม่ (2) หากยังไม่มีคำพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะ สถานะคู่สมรสยังคงมีอยู่หรือไม่ (3) ผู้ร้องมีสิทธิในฐานะทายาทโดยธรรมและมีสิทธิร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บุคคลผู้มีสิทธิร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1458 เป็นโมฆะตามมาตรา 1495 ได้แก่ คู่สมรส บิดามารดา ผู้สืบสันดานของคู่สมรส หรืออัยการเท่านั้น เมื่อผู้คัดค้านมิใช่บุคคลดังกล่าว จึงไม่มีอำนาจร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะ นอกจากนี้ ตามมาตรา 1496 การสมรสจะตกเป็นโมฆะต้องมีคำพิพากษาของศาลเท่านั้น เมื่อยังไม่มีคำพิพากษา การสมรสย่อมยังคงมีผลสมบูรณ์ ผู้ร้องจึงยังเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย เมื่อผู้ร้องเป็นคู่สมรส ย่อมเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 วรรคสอง และมีสิทธิร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1713 วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติ มาตรา 1458 กำหนดหลักเรื่องเจตนาในการสมรส ต้องมีความยินยอมเป็นสามีภริยากันโดยแท้จริง เจตนาลวงย่อมทำให้การสมรสไม่สมบูรณ์ มาตรา 1495 วางหลักว่าการสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1458 เป็นโมฆะ แต่กฎหมายจำกัดบุคคลผู้มีสิทธิร้อง เพื่อป้องกันมิให้บุคคลภายนอกใช้ข้ออ้างดังกล่าวมาทำลายสถานะครอบครัวโดยง่าย มาตรา 1496 ตอกย้ำหลัก “ความมั่นคงแห่งสถานะบุคคล” โดยกำหนดว่าการสมรสที่เป็นโมฆะต้องมีคำพิพากษาของศาล จึงจะถือว่าเป็นโมฆะ เจตนารมณ์สำคัญคือ การคุ้มครองความแน่นอนทางกฎหมายและป้องกันความวุ่นวายในทางทะเบียนและสิทธิในทรัพย์สิน หากเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปอ้างโมฆะได้โดยไม่ต้องมีคำพิพากษา จะกระทบต่อระบบมรดกและความสงบเรียบร้อยของประชาชน แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนววินิจฉัยของศาลฎีกาสอดคล้องกับหลักที่ว่า สถานะบุคคลเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยคำพิพากษาโดยชัดแจ้ง ไม่อาจถือเอาข้อกล่าวอ้างฝ่ายเดียวมาเปลี่ยนแปลงสถานะทางทะเบียนได้ ศาลฎีกายึดหลักเคร่งครัดเรื่อง “อำนาจฟ้อง” ในคดีสมรสเป็นโมฆะ และเน้นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะมีมูล แต่หากผู้ร้องไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ศาลก็ไม่อาจวินิจฉัยให้เป็นโมฆะได้ หลักดังกล่าวมีผลสำคัญต่อคดีเพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน เพราะทำให้ชัดเจนว่า การกล่าวอ้างว่าสมรสเป็นโมฆะไม่อาจใช้เป็นเพียงข้อแก้ต่างในคดีมรดกได้ หากไม่มีการฟ้องเพิกถอนโดยผู้มีอำนาจตามกฎหมาย สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง โดยเห็นว่าการสมรสระหว่างผู้ร้องกับผู้ตายมีข้อสงสัยเรื่องเจตนาที่แท้จริง และตั้งผู้คัดค้านซึ่งเป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตายเป็นผู้จัดการมรดก ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ โดยเห็นว่าผู้ร้องได้จดทะเบียนสมรสโดยชอบตามกฎหมาย และยังไม่มีคำพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะ จึงยังคงมีสถานะเป็นคู่สมรสและมีสิทธิร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก ให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก และยกคำร้องคัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านไม่มีอำนาจร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 และเมื่อยังไม่มีคำพิพากษาให้การสมรสเป็นโมฆะตามมาตรา 1496 สถานะคู่สมรสของผู้ร้องยังคงอยู่ ผู้ร้องจึงเป็นทายาทโดยธรรมและมีสิทธิร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกได้ อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดก เพื่อความเหมาะสมและเป็นธรรม ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้วางหลักกฎหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางสถานะบุคคลและมรดก กล่าวคือ ประการแรก หลักเรื่อง “อำนาจฟ้อง” ในคดีเพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อนเป็นข้อจำกัดที่เคร่งครัด บุคคลภายนอกที่มิใช่คู่สมรส บิดามารดา ผู้สืบสันดาน หรืออัยการ ไม่มีสิทธิร้องให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะ แม้จะมีข้อสงสัยเรื่องเจตนาลวงก็ตาม หลักดังกล่าวสะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการคุ้มครองความมั่นคงของสถานะครอบครัว มิให้ถูกโต้แย้งโดยบุคคลภายนอกอย่างเสรี ประการที่สอง การสมรสที่อาจเป็นโมฆะมิได้ถือว่า “เป็นโมฆะโดยอัตโนมัติ” ในทางปฏิบัติ หากยังไม่มีคำพิพากษาของศาลตามมาตรา 1496 สถานะคู่สมรสยังคงมีผลผูกพันในทางกฎหมาย ทั้งในด้านสิทธิในทรัพย์สินและสิทธิในมรดก ประการที่สาม สิทธิในฐานะทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 วรรคสอง เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นโดยผลของสถานะคู่สมรส หากสถานะดังกล่าวยังมิได้ถูกเพิกถอนโดยคำพิพากษาถึงที่สุด ย่อมก่อให้เกิดสิทธิเต็มรูปแบบ รวมถึงสิทธิร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1713 ประการที่สี่ คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญว่า การอ้างว่าสมรสเป็นโมฆะไม่อาจยกขึ้นเป็นเพียงข้อแก้ต่างในคดีมรดกได้โดยลำพัง หากไม่มีการดำเนินคดีเพิกถอนโดยผู้มีอำนาจตามกฎหมายและมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วเท่านั้น ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการเพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อนและขอบเขตบุคคลผู้มีอำนาจร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จะมีการอ้างว่าการสมรสเป็นการแสดงเจตนาลวงหรือฝ่าฝืนมาตรา 1458 แต่การจะถือว่าสมรสเป็นโมฆะได้ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของมาตรา 1495 และต้องมีคำพิพากษาของศาลตามมาตรา 1496 เท่านั้น บุคคลภายนอกที่ไม่อยู่ในขอบเขตที่กฎหมายกำหนดไม่มีอำนาจร้องให้ศาลเพิกถอนการสมรสดังกล่าวได้ และตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาว่าสมรสเป็นโมฆะ สถานะคู่สมรสย่อมยังคงมีผลสมบูรณ์และก่อให้เกิดสิทธิในทางมรดก สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. อำนาจฟ้องเพิกถอนการสมรสเป็นโมฆะ (ป.พ.พ. มาตรา 1495) กฎหมายกำหนดชัดเจนว่าบุคคลผู้มีสิทธิร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1458 เป็นโมฆะ ได้แก่ คู่สมรส บิดามารดา ผู้สืบสันดานของคู่สมรส หรืออัยการเท่านั้น บุคคลอื่นแม้จะเป็นทายาทโดยธรรมก็ไม่มีอำนาจฟ้อง หลักการนี้สะท้อนเจตนารมณ์ในการคุ้มครองความมั่นคงแห่งสถานะครอบครัวและป้องกันการแทรกแซงจากบุคคลภายนอก 2. การสมรสเป็นโมฆะต้องมีคำพิพากษาศาล (ป.พ.พ. มาตรา 1496) แม้การสมรสจะมีเหตุเป็นโมฆะตามกฎหมาย แต่จะถือว่าเป็นโมฆะได้ต่อเมื่อมีคำพิพากษาของศาลเท่านั้น หากยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด การสมรสย่อมยังมีผลสมบูรณ์ คู่สมรสยังคงมีสถานะทางกฎหมาย และมีสิทธิรับมรดกตามมาตรา 1629 รวมถึงมีสิทธิร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1713 ได้ หลักการนี้เป็นหัวใจสำคัญของคดีและเป็นบรรทัดฐานในทางปฏิบัติ. คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. ใครบ้างที่มีสิทธิร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสซ้อนเป็นโมฆะ คำตอบ ตามมาตรา 1495 บุคคลผู้มีสิทธิร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1458 เป็นโมฆะ ได้แก่ คู่สมรส บิดามารดา ผู้สืบสันดานของคู่สมรส หรืออัยการเท่านั้น บุคคลอื่นแม้จะเป็นพี่น้องหรือทายาทโดยธรรม ก็ไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนการสมรส การจำกัดสิทธิดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการแทรกแซงสถานะครอบครัวโดยบุคคลภายนอก และคุ้มครองความมั่นคงแห่งทะเบียนราษฎร 2. หากการสมรสเป็นการแสดงเจตนาลวง จะเป็นโมฆะโดยอัตโนมัติหรือไม่ คำตอบ แม้การสมรสจะฝ่าฝืนมาตรา 1458 หรือมีลักษณะเป็นเจตนาลวง แต่ตามมาตรา 1496 การสมรสจะถือเป็นโมฆะได้ต้องมีคำพิพากษาของศาลเท่านั้น จึงไม่ถือว่าเป็นโมฆะโดยอัตโนมัติในทางปฏิบัติ ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด สถานะคู่สมรสยังคงมีอยู่และก่อให้เกิดสิทธิหน้าที่ตามกฎหมายครบถ้วน 3. บุคคลภายนอกสามารถยกข้ออ้างว่าสมรสเป็นโมฆะเพื่อคัดค้านสิทธิรับมรดกได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักไม่อาจทำได้ หากบุคคลนั้นไม่มีอำนาจฟ้องตามมาตรา 1495 การยกข้อกล่าวอ้างในฐานะข้อแก้ต่างในคดีมรดกย่อมไม่ทำให้การสมรสสิ้นผลในทางกฎหมาย เพราะการวินิจฉัยว่าสมรสเป็นโมฆะต้องอาศัยคำพิพากษาของศาลในคดีที่ผู้มีอำนาจเป็นผู้ฟ้องโดยตรง 4. หากยังไม่มีคำพิพากษาให้สมรสเป็นโมฆะ คู่สมรสมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ คำตอบ มีสิทธิ เนื่องจากมาตรา 1629 วรรคสอง กำหนดให้คู่สมรสเป็นทายาทโดยธรรม เมื่อสถานะคู่สมรสยังไม่ถูกเพิกถอนโดยคำพิพากษา ย่อมถือว่าเป็นคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย และมีสิทธิรับมรดกในลำดับเดียวกับทายาทชั้นอื่นตามที่กฎหมายกำหนด 5. การเพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อนมีผลย้อนหลังหรือไม่ คำตอบ หากศาลมีคำพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะ ย่อมถือว่าเป็นโมฆะมาตั้งแต่ต้น แต่ผลกระทบต่อบุคคลภายนอกหรือการกระทำที่ได้ดำเนินไปโดยสุจริตต้องพิจารณาตามหลักความคุ้มครองความเชื่อโดยสุจริตและหลักความมั่นคงแห่งสถานะบุคคล ซึ่งศาลจะพิจารณาเป็นกรณีไป 6. พี่น้องของผู้ตายมีสิทธิคัดค้านการตั้งผู้จัดการมรดกได้หรือไม่ คำตอบ มีสิทธิในฐานะทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 (3) ที่จะยื่นคำคัดค้านหรือขอเป็นผู้จัดการมรดกได้ แต่ไม่มีสิทธิร้องเพิกถอนการสมรสของผู้ตาย หากมิใช่บุคคลตามมาตรา 1495 การคัดค้านต้องอยู่ในกรอบของสิทธิที่กฎหมายรับรองเท่านั้น 7. เหตุใดกฎหมายจึงกำหนดให้ต้องมีคำพิพากษาศาลก่อนจึงถือว่าสมรสเป็นโมฆะ คำตอบ เพราะสถานะสมรสมีผลกระทบกว้างขวางทั้งในทางครอบครัว ทรัพย์สิน และมรดก หากเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปอ้างโมฆะได้โดยไม่ต้องมีคำพิพากษา จะก่อให้เกิดความไม่แน่นอนทางกฎหมาย กฎหมายจึงกำหนดให้ต้องมีคำพิพากษาศาลเพื่อความชัดเจนและป้องกันข้อพิพาทซ้ำซ้อน 8. คำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อแนวปฏิบัติอย่างไร คำตอบ คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักเรื่องอำนาจฟ้องเพิกถอนการสมรสซ้อนและผลผูกพันของสถานะสมรสที่ยังไม่มีคำพิพากษาให้เป็นโมฆะ เป็นบรรทัดฐานสำคัญในคดีมรดกที่มีข้อพิพาทเรื่องสถานะคู่สมรส และเป็นแนวทางให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิจารณาอย่างเคร่งครัดถึงขอบเขตบุคคลผู้มีอำนาจฟ้อง มิให้ขยายความเกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3898/2548 บุคคลที่จะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสที่ฝ่าฝืน ป.พ.พ. มาตรา 1458 ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 ได้แก่ คู่สมรส บิดามารดา หรือผู้สืบสันดานของคู่สมรสหรืออัยการ เมื่อผู้คัดค้านไม่ใช่บุคคลดังกล่าวจึงไม่อาจขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างผู้ตายกับผู้ร้องเป็นโมฆะได้ *ผู้ร้องจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายกับผู้ตาย ผู้ร้องย่อมเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย หากการสมรสไม่ถูกต้องตามกฎหมายคำพิพากษาของศาลเท่านั้นที่จะแสดงว่าการสมรสนั้นเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1496 เมื่อยังไม่มีฝ่ายใดฟ้องและศาลไม่มีคำพิพากษาว่าการสมรสระหว่างผู้ร้องกับผู้ตายเป็นโมฆะ การสมรสระหว่างผู้ร้องกับผู้ตายจึงยังคงมีอยู่ ผู้ร้องจึงยังเป็นคู่สมรสของผู้ตาย เป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่ง มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายตามมาตรา 1629 วรรคสอง และมีสิทธิขอตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ฎีกาย่อ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสินชัยซึ่งถึงแก่กรรมโดยมิได้ทำพินัยกรรมหรือแต่งตั้งผู้จัดการมรดก และการจัดการมรดกมีเหตุขัดข้อง ขอให้ศาลตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก ผู้คัดค้านซึ่งเป็นน้องร่วมบิดามารดาของผู้ตาย คัดค้านว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างผู้ร้องกับผู้ตายเป็นการสมรสหลอก เป็นการแสดงเจตนาลวง จึงเป็นโมฆะ ขอให้ยกคำร้องและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดก ศาลชั้นต้นยกคำร้องและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดก ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้มีสิทธิร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 ได้แก่ คู่สมรส บิดามารดา ผู้สืบสันดาน หรืออัยการเท่านั้น เมื่อผู้คัดค้านมิใช่บุคคลดังกล่าวจึงไม่มีอำนาจร้อง อีกทั้งตามมาตรา 1496 การสมรสจะเป็นโมฆะต้องมีคำพิพากษาของศาล เมื่อยังไม่มีคำพิพากษา การสมรสยังคงมีผล ผู้ร้องจึงเป็นคู่สมรสและเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 วรรคสอง มีสิทธิร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกได้ พิพากษาแก้ให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ ตามมาตรา 1496, 1629 และ 1713. ฎีกาฉบับเต็ม ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสินชัย ซึ่งถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2541 โดยมิได้ทำพินัยกรรมและตั้งผู้จัดการมรดกไว้ การจัดการมรดกมีเหตุขัดข้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายสินชัย ผู้ตาย ผู้ร้องกับผู้ตายจดทะเบียนสมรสกันหลอก ๆ เพื่อผู้ร้องจะเดินทางไปทำงานต่างประเทศ เป็นการแสดงเจตนาลวง การจดทะเบียนสมรสจึงตกเป็นโมฆะ ขอให้ยกคำร้องและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องขอ และตั้งนายกุมภา ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนายสินชัย ผู้ตายให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ (ที่ถูก พิพากษากลับ) เป็นว่า ให้ตั้งนางภัทรวดี ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายสินชัย ผู้ตาย ให้ผู้ร้องมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำร้องคัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า นางภัทรวดี ผู้ร้องจดทะเบียนสมรสกับนายสินชัย ผู้ตาย ตามสำเนาใบสำคัญการสมรสเอกสารหมาย ร.1 ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2541 ตามสำเนามรณบัตรเอกสารหมาย ร.2 โดยมิได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ก่อนตายผู้ตายมีทรัพย์มรดกเป็นเงินฝากในธนาคารกับที่ดินและกรณีมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดกของผู้ตาย ผู้ตายไม่มีผู้สืบสันดานและบิดามารดาได้ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ส่วนนายกุมภา ผู้คัดค้านเป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย เป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (3) และผู้ร้องกับผู้คัดค้านต่างมีคุณสมบัติไม่เป็นบุคคลที่ต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1718 ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้ร้องกับผู้ตายสมรสกันโดยมิได้ยินยอมเป็นสามีภริยากัน มิได้มีเจตนาเป็นสามีภริยากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 การสมรสระหว่างผู้ร้องกับผู้ตายจึงเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 เมื่อผู้ร้องมิได้เป็นคู่สมรสของผู้ตายจึงไม่เป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ไม่มีสิทธิร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามมาตรา 1713 ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ขอให้ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาว่าการสมรสระหว่างผู้ร้องกับผู้ตายเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า บุคคลที่จะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1458 ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 นั้น ได้แก่ คู่สมรส บิดามารดา หรือผู้สืบสันดานของคู่สมรสหรืออัยการ เมื่อผู้คัดค้านไม่ใช่บุคคลดังกล่าวจึงไม่อาจขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างผู้ตายกับผู้ร้องเป็นโมฆะได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ร้องได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายกับผู้ตาย ผู้ร้องย่อมเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย แม้หากการสมรสจะไม่ถูกต้องตามกฎหมายดังที่ผู้คัดค้านอ้างก็ตาม แต่คำพิพากษาของศาลเท่านั้นที่จะแสดงว่าการสมรสนั้นเป็นโมฆะตามมาตรา 1496 เมื่อยังไม่มีฝ่ายใดฟ้องและศาลยังไม่มีคำพิพากษาว่าการสมรสระหว่างผู้ร้องกับผู้ตายเป็นโมฆะ การสมรสระหว่างผู้ร้องกับผู้ตายจึงยังคงมีอยู่ ผู้ร้องจึงยังเป็นคู่สมรสของผู้ตายเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่ง มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายตามมาตรา 1629 วรรคสอง และมีสิทธิร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตายเช่นเดียวกับผู้คัดค้าน” พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นางภัทรวดี ผู้ร้องและนายกุมภา ผู้คัดค้าน ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนายสินชัย ผู้ตาย กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับป.พ.พ. มาตรา 1496, 1629, 1713 |




