
| สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการขับไล่คู่สมรสออกจากบ้านในฐานะพฤติการณ์เป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสอย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (6) ตลอดจนการวินิจฉัยประเด็นว่าการกลับไปเที่ยวพักผ่อนร่วมกันหลังแยกกันอยู่ จะถือเป็นการให้อภัยตามมาตรา 1518 หรือไม่ และเมื่อมีการหย่าแล้ว ศาลควรกำหนดให้ผู้ใดเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร โดยต้องคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายครอบครัวที่สำคัญสองประการ ได้แก่ (1) ขอบเขตของ “การให้อภัย” ซึ่งมีผลตัดสิทธิฟ้องหย่า และ (2) หลักพิจารณาอำนาจปกครองบุตรภายหลังการหย่า โดยประเมินทั้งความมั่นคงทางอาชีพ สภาพแวดล้อม ความประพฤติของเด็ก และความสัมพันธ์ในครอบครัว ศาลฎีกาวางแนววินิจฉัยไว้อย่างชัดเจนว่าการกระทำที่ถึงขั้นขับไล่คู่สมรสออกจากบ้านย่อมเป็นการกระทำร้ายแรงต่อสถานะการสมรส และการไปเที่ยวร่วมกันภายหลังมิใช่การให้อภัยโดยปริยาย ข้อเท็จจริงแห่งคดีโดยสรุป โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสและมีบุตรร่วมกัน 2 คน ภายหลังเกิดเหตุพิพาทรุนแรงเมื่อมีข้อเท็จจริงปรากฏในเอกสารทางการแพทย์ว่า จำเลยถูกระบุว่าเป็นบิดาของบุตรในครรภ์หญิงอื่น อันเป็นมูลเหตุให้เกิดการทะเลาะรุนแรงจนแยกกันอยู่ ต่อมาจำเลยขอคืนดี โจทก์เห็นแก่สถาบันครอบครัวจึงกลับไปอยู่ร่วมกันอีกระยะหนึ่ง ระหว่างนั้นเกิดข้อพิพาทระหว่างจำเลยกับพี่น้องของโจทก์จนถึงขั้นฟ้องร้องทั้งทางแพ่งและอาญา ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสเสื่อมทรุดลงอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเดือนพฤษภาคม 2560 โจทก์นำสืบว่าจำเลยขับไล่ตนและบุตรออกจากบ้านโดยกล่าวถ้อยคำชัดแจ้งว่า “หมดรัก ไม่อยากเห็นหน้า” พร้อมกำหนดให้ย้ายออกภายในกำหนดเวลา ภายหลังการแยกกันอยู่ มีการเดินทางไปพักผ่อนร่วมกันสองครั้งโดยพักค้างคืนร่วมกัน ซึ่งจำเลยอ้างว่าเป็นพฤติการณ์แสดงถึงการคืนดีและให้อภัย ประเด็นพิพาทจึงมีสองส่วนสำคัญ (1) การขับไล่ออกจากบ้านเป็นเหตุหย่าตามกฎหมายหรือไม่ และการไปเที่ยวร่วมกันภายหลังเป็นการให้อภัยหรือไม่ (2) ภายหลังหย่า ใครสมควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสอง ประเด็นวินิจฉัยเรื่องสิทธิฟ้องหย่า ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยวางหลักตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (6) ซึ่งบัญญัติให้คู่สมรสมีสิทธิฟ้องหย่าได้หากอีกฝ่ายหนึ่งกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง คำว่า “ปฏิปักษ์อย่างร้ายแรง” มิได้จำกัดเฉพาะการทำร้ายร่างกาย แต่ครอบคลุมพฤติการณ์ที่บั่นทอนความสัมพันธ์สมรสจนไม่อาจดำรงอยู่ต่อไปได้ การขับไล่คู่สมรสออกจากบ้านพร้อมแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะอยู่ร่วมกัน ย่อมเป็นการกระทำที่กระทบต่อแก่นแท้ของชีวิตสมรสอย่างร้ายแรง ศาลชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานแล้วเห็นว่าพยานโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่าคำให้การลอย ๆ ของจำเลย อีกทั้งมีการลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจ จึงรับฟังได้ว่าจำเลยขับไล่โจทก์ออกจากบ้านจริง ประเด็นเรื่องการให้อภัยตามมาตรา 1518 จำเลยฎีกาว่า การที่ไปเที่ยวพักผ่อนร่วมกันและนอนร่วมห้องเดียวกันเป็นการให้อภัย ศาลฎีกาวางหลักว่า “การให้อภัย” ต้องเป็นการแสดงเจตนาชัดแจ้งหรือโดยพฤติการณ์ที่แสดงถึงการกลับคืนสู่สถานะสามีภริยาโดยแท้ มิใช่เพียงการกระทำเพื่อประโยชน์ของบุตร การไปเที่ยวร่วมกันเพียงสองครั้งภายหลังการขับไล่ มิใช่การกลับมาอยู่กินฉันสามีภริยาอย่างต่อเนื่อง จึงไม่อาจตีความว่าเป็นการให้อภัยเหตุหย่าได้ พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่บิดามารดาเพื่อให้ความอบอุ่นแก่บุตร ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ว่า โจทก์ยังคงมีสิทธิฟ้องหย่า ประเด็นอำนาจปกครองบุตร ในการกำหนดอำนาจปกครอง ศาลใช้หลัก “ประโยชน์สูงสุดของเด็ก” เป็นแกนกลาง มิใช่สิทธิของบิดาหรือมารดา ข้อเท็จจริงปรากฏว่า – โจทก์เป็นข้าราชการ มีรายได้มั่นคง – จำเลยประกอบอาชีพขายสลากกินแบ่งรัฐบาล รายได้ไม่แน่นอน – โจทก์เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูบุตรที่อยู่กับตนในทุกด้าน – บุตรที่อยู่กับโจทก์มีพฤติกรรมปกติ – บุตรที่อยู่กับจำเลยมีพฤติกรรมก้าวร้าว ขาดเรียนบ่อย ศาลยังพิจารณาถึงความสำคัญของการให้พี่น้องได้อยู่ร่วมกัน และได้อยู่กับมารดาและพี่สาวที่เคยอยู่ร่วมกันมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองเพียงผู้เดียว อย่างไรก็ตาม ตามมาตรา 1584/1 บิดาหรือมารดาย่อมมีสิทธิในการติดต่อบุตรได้ตามควรแก่พฤติการณ์ แม้ไม่ได้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง ศาลจึงรับรองสิทธิของจำเลยในส่วนนี้ไว้ การวิเคราะห์หลักกฎหมายและแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง คำพิพากษานี้ตอกย้ำแนววินิจฉัยที่ถือว่า – การขับไล่หรือทอดทิ้งคู่สมรสเป็นพฤติการณ์ร้ายแรงต่อชีวิตสมรส – การให้อภัยต้องมีลักษณะชัดเจน มิใช่เพียงพฤติการณ์ภายนอกชั่วคราว – อำนาจปกครองบุตรต้องพิจารณาจากความมั่นคง ความประพฤติ และสภาพแวดล้อมโดยรวม แนวนี้สอดคล้องกับหลักกฎหมายครอบครัวสมัยใหม่ที่มุ่งคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กมากกว่าสิทธิของบิดามารดา สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง เห็นว่าโจทก์ไม่มีเหตุหย่าตามกฎหมาย 2. ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษากลับ ให้หย่า และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองเพียงผู้เดียว 3. ศาลฎีกา พิพากษายืน เห็นว่าการขับไล่เป็นพฤติการณ์ร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6) และการไปเที่ยวร่วมกันไม่เป็นการให้อภัยตามมาตรา 1518 อีกทั้งการให้โจทก์ปกครองบุตรสอดคล้องกับประโยชน์สูงสุดของเด็ก สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้วางหลักสำคัญในกฎหมายครอบครัวไว้หลายประการ โดยเฉพาะการตีความ “พฤติการณ์เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง” ตามมาตรา 1516 (6) ให้ครอบคลุมถึงการกระทำที่กระทบต่อแก่นแท้ของความสัมพันธ์สมรส มิใช่จำกัดเฉพาะการใช้ความรุนแรงทางกายภาพเท่านั้น การขับไล่คู่สมรสออกจากบ้านพร้อมแสดงเจตนาปฏิเสธการอยู่ร่วมกัน ย่อมเป็นการทำลายหลักพื้นฐานของการสมรสซึ่งตั้งอยู่บนความสมัครใจในการอยู่ร่วมชีวิต ในประเด็น “การให้อภัย” ตามมาตรา 1518 ศาลได้แยกแยะอย่างชัดเจนระหว่างการกระทำเพื่อรักษาประโยชน์ของบุตร กับการกลับคืนสู่ความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาโดยแท้ การให้อภัยต้องมีลักษณะชัดแจ้งและต่อเนื่อง มิใช่เพียงพฤติการณ์เฉพาะคราวหรือกิจกรรมชั่วคราว การวินิจฉัยเช่นนี้ช่วยป้องกันมิให้ฝ่ายผู้เสียหายถูกตัดสิทธิฟ้องหย่าโดยเหตุแห่งพฤติการณ์ที่มิได้สะท้อนเจตนากลับคืนชีวิตสมรสจริง ในด้านอำนาจปกครองบุตร คำพิพากษานี้ย้ำหลัก “ประโยชน์สูงสุดของเด็ก” เป็นเกณฑ์สูงสุด ศาลมิได้ยึดเพศหรือฐานะความเป็นบิดามารดาเป็นตัวกำหนด แต่พิจารณาจากความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการดูแล ความประพฤติของเด็กในความดูแล และสภาพแวดล้อมทางครอบครัวโดยรวม ตลอดจนความสำคัญของการให้พี่น้องได้อยู่ร่วมกัน นอกจากนี้ การอ้างสิทธิของบิดาหรือมารดาว่าจะถูกตัดขาดจากบุตร มิใช่เหตุปฏิเสธการกำหนดอำนาจปกครอง เนื่องจากมาตรา 1584/1 รับรองสิทธิในการติดต่อบุตรไว้โดยชัดแจ้ง การวินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนการถ่วงดุลระหว่างสิทธิของผู้ปกครองกับสวัสดิภาพของเด็กอย่างเหมาะสม โดยสรุป คำพิพากษานี้มีคุณค่าเชิงบรรทัดฐานในสามมิติสำคัญ ได้แก่ (1) การขยายความหมายของพฤติการณ์ร้ายแรงในคดีหย่า (2) การกำหนดมาตรฐานเข้มงวดของการให้อภัย (3) การตอกย้ำหลักผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเหนือสิทธิส่วนตัวของบิดามารดา ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า การที่คู่สมรสขับไล่อีกฝ่ายออกจากบ้านถือเป็น “การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง” อันเป็นเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายหรือไม่ และการที่คู่สมรสยังคงติดต่อหรือไปเที่ยวพักผ่อนร่วมกันภายหลังการแยกกันอยู่ จะถือเป็น “การให้อภัยเหตุหย่า” ตามกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การขับไล่คู่สมรสออกจากบ้านพร้อมแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะอยู่ร่วมกัน ย่อมเป็นพฤติการณ์ร้ายแรงที่กระทบต่อสาระสำคัญของชีวิตสมรส และการไปเที่ยวร่วมกันเพียงเพื่อดูแลบุตร มิใช่การกลับคืนสู่ชีวิตสมรสโดยแท้ จึงไม่ถือเป็นการให้อภัยเหตุหย่า สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (6)) หลักกฎหมายข้อนี้หมายถึงพฤติการณ์ของคู่สมรสที่ทำลายความสัมพันธ์สมรสอย่างร้ายแรงจนไม่อาจดำรงชีวิตคู่ต่อไปได้ เช่น การขับไล่คู่สมรสออกจากบ้าน การแสดงเจตนาตัดสัมพันธ์ หรือการกระทำที่กระทบต่อศักดิ์ศรีและความมั่นคงของชีวิตครอบครัว ศาลฎีกาเห็นว่าการขับไล่ภริยาและบุตรออกจากบ้านพร้อมแสดงเจตนาไม่ต้องการอยู่ร่วมกัน ถือเป็นพฤติการณ์ร้ายแรงเพียงพอให้เกิดสิทธิฟ้องหย่าได้ตามกฎหมาย 2. การให้อภัยเหตุหย่า (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518)
กฎหมายกำหนดว่าหากคู่สมรสที่มีสิทธิฟ้องหย่าได้ให้อภัยอีกฝ่ายแล้ว ย่อมหมดสิทธิที่จะนำเหตุนั้นมาฟ้องหย่าอีก อย่างไรก็ตาม การให้อภัยต้องปรากฏโดยชัดแจ้งหรือมีพฤติการณ์แสดงถึงการกลับคืนสู่ชีวิตสมรสอย่างแท้จริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ทั้งสองฝ่ายไปเที่ยวพักผ่อนค้างคืนร่วมกันเพียงไม่กี่ครั้ง เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่บิดามารดาเพื่อให้ความอบอุ่นแก่บุตร มิใช่การกลับมาใช้ชีวิตคู่ตามปกติ จึงไม่ถือเป็นการให้อภัยเหตุหย่าแต่อย่างใด คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. การขับไล่คู่สมรสออกจากบ้านถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่? คำตอบ หากการขับไล่มีลักษณะชัดแจ้งและเป็นการแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะอยู่ร่วมกันต่อไป ย่อมถือเป็นพฤติการณ์เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6) และเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ 2. การไปเที่ยวหรือค้างคืนร่วมกันภายหลังแยกกันอยู่ถือเป็นการให้อภัยหรือไม่? คำตอบ ไม่เสมอไป การให้อภัยตามมาตรา 1518 ต้องเป็นการแสดงเจตนากลับคืนสู่ความสัมพันธ์สมรสโดยแท้ หากเป็นเพียงการกระทำเพื่อประโยชน์ของบุตรหรือเป็นเหตุการณ์ชั่วคราว ย่อมไม่ตัดสิทธิฟ้องหย่า 3. ศาลใช้เกณฑ์ใดในการกำหนดอำนาจปกครองบุตรหลังการหย่า? คำตอบ ศาลใช้หลักประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นเกณฑ์หลัก โดยพิจารณาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการเลี้ยงดู ความประพฤติของเด็ก และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อพัฒนาการของเด็ก 4. หากไม่ได้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง ยังมีสิทธิติดต่อบุตรหรือไม่? คำตอบ มี ตามมาตรา 1584/1 บิดาหรือมารดายังคงมีสิทธิในการติดต่อกับบุตรได้ตามควรแก่พฤติการณ์ เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งจำกัดสิทธิดังกล่าวเพื่อประโยชน์ของเด็ก 5. การกลับไปอยู่ร่วมกันช่วงสั้น ๆ หลังเกิดเหตุร้ายแรงจะตัดสิทธิฟ้องหย่าหรือไม่? คำตอบ ต้องพิจารณาพฤติการณ์โดยรวม หากเป็นการกลับไปอยู่กินฉันสามีภริยาอย่างต่อเนื่องและสมัครใจ อาจถือเป็นการให้อภัย แต่หากเป็นเพียงการประคับประคองความสัมพันธ์ชั่วคราวหรือเพื่อบุตร ย่อมไม่ตัดสิทธิ 6. ศาลให้ความสำคัญกับรายได้ของบิดามารดาเพียงใด? คำตอบ รายได้เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งในการประเมินความมั่นคง แต่ไม่ใช่เกณฑ์เด็ดขาด ศาลต้องพิจารณารวมถึงความใกล้ชิด ความสามารถในการอบรมเลี้ยงดู และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อเด็กด้วย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564 การที่จำเลยขับไล่โจทก์ออกจากบ้าน ถือได้ว่าจำเลยทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (6) การที่จำเลยพาโจทก์และบุตรทั้งสามไปเที่ยวพักผ่อนค้างคืนด้วยกันเป็นเพียงการดูแลให้ความอบอุ่นแก่บุตรตามสมควรเท่านั้นยังไม่เพียงพอให้ถือว่าเป็นการที่โจทก์ได้ให้อภัยจำเลยในเหตุที่โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1518 โจทก์มีอาชีพรับราชการถือว่าเป็นอาชีพมั่นคงมีรายได้แน่นอน ส่วนจำเลยมีอาชีพขายสลากกินแบ่งรัฐบาลถือเป็นอาชีพมีรายได้ไม่มั่นคงเท่ากับโจทก์ ประกอบกับได้ความว่าโจทก์เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูบุตรที่อยู่กับโจทก์ในทุกเรื่อง ทั้งยังอุปการะดูแลชำระค่าเล่าเรียนและให้ค่าใช้จ่ายรายวันแก่บุตรอีกคนซึ่งอยู่กับจำเลยด้วย บุตรที่อยู่กับโจทก์ไม่ปรากฏว่ามีลักษณะส่อไปในทางไม่เหมาะสม ส่วนบุตรที่อยูในความดูแลของจำเลยกลับมีอุปนิสัยเปลี่ยนไปในทางก้าวร้าวเอาแต่ใจ และขาดเรียนบ่อยครั้ง นอกจากนี้การให้บุตรทั้งสองซึ่งเป็นพี่น้องกันได้อยู่ใกล้ชิดร่วมกัน รวมทั้งได้อยู่กับมารดาและพี่สาวซึ่งเคยอยู่ร่วมกันมาแต่ก่อนน่าจะเป็นผลดียิ่งกว่า จึงเห็นควรให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองเพียงผู้เดียว แต่จำเลยซึ่งเป็นบิดายังคงมีสิทธิที่จะติดต่อกับบุตรทั้งสองได้ตามควรแก่พฤติการณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1584/1 ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอหย่าจำเลยและขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองเพียงผู้เดียว ศาลชั้นต้นยกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับให้หย่าและให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสอง จำเลยฎีกา ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยสมรสกันและมีบุตร 2 คน ต่อมามีเอกสารทางการแพทย์ระบุว่าจำเลยเป็นบิดาของบุตรในครรภ์หญิงอื่น ทำให้ทั้งสองทะเลาะรุนแรงและแยกกันอยู่ ต่อมาจำเลยขอคืนดี โจทก์กลับไปอยู่ร่วมกันเกือบสามปี ระหว่างนั้นจำเลยมีข้อพิพาทรุนแรงกับพี่น้องของโจทก์จนถึงขั้นฟ้องร้อง และโจทก์กับจำเลยทะเลาะกันหลายครั้ง เดือนพฤษภาคม 2560 โจทก์และบุตรออกจากบ้าน โดยโจทก์อ้างว่าถูกจำเลยขับไล่ให้ย้ายออกเพราะหมดรัก และได้ลงบันทึกประจำวันไว้ พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องกัน ขณะที่จำเลยเพียงปฏิเสธลอย ๆ ศาลรับฟังได้ว่าจำเลยขับไล่โจทก์จริง ภายหลังมีการไปเที่ยวค้างคืนร่วมกันสองครั้ง ศาลเห็นว่าเป็นเพียงการดูแลบุตร มิใช่การกลับคืนสู่ชีวิตสมรส จึงไม่เป็นการให้อภัยตามมาตรา 1518 การขับไล่ดังกล่าวถือเป็นการกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสอย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6) โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่า ส่วนอำนาจปกครองบุตร ศาลพิจารณาว่าโจทก์มีอาชีพรับราชการมั่นคง ดูแลบุตรอย่างต่อเนื่อง บุตรที่อยู่กับโจทก์มีความประพฤติปกติ ขณะที่บุตรที่อยู่กับจำเลยมีพฤติกรรมก้าวร้าวและขาดเรียน อีกทั้งการให้พี่น้องอยู่ร่วมกันย่อมเป็นประโยชน์กว่า ข้ออ้างว่าจโจทก์จะมีสามีใหม่ไม่มีพยานหลักฐาน ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ ให้โจทก์หย่าและเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองเพียงผู้เดียว โดยจำเลยยังมีสิทธิติดต่อบุตรได้ตามมาตรา 1584/1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองเพียงผู้เดียว จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ต. และเด็กชาย ป. บุตรทั้งสองเพียงผู้เดียว ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2549 มีบุตรด้วยกัน 2 คนคือ เด็กชาย ต. กับเด็กชาย ป. เดิมโจทก์จำเลยรวมทั้งบุตรชายทั้งสองกับ เด็กหญิง ร. บุตรโจทก์ที่เกิดจากสามีคนก่อนอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน ต่อมาประมาณเดือนกรกฎาคม 2555 ขณะที่โจทก์ปฏิบัติหน้าที่วิสัญญีพยาบาล ที่โรงพยาบาลที่โจทก์ทำงานอยู่ นางสาว ร. ไปผ่าตัดคลอดบุตรที่โรงพยาบาลดังกล่าวโดยมีข้อเท็จจริงปรากฏในเอกสารประวัติและสมุดบันทึกการตั้งครรภ์ของนางสาว ร. ว่าจำเลยเป็นบิดาของบุตรในครรภ์ โดยนางสาว ร. ยืนยันว่าจำเลยเป็นบิดาของบุตรในครรภ์ตน โจทก์กับจำเลยจึงทะเลาะกันอย่างรุนแรงจนแยกกันอยู่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ต่อมาประมาณกลางปี 2557 จำเลยขอคืนดีกับโจทก์ โจทก์เห็นแก่ครอบครัวจึงพาบุตรกลับไปอยู่ร่วมกับจำเลยอีกครั้งเป็นเวลาเกือบสามปี ในระหว่างช่วงเวลานี้จำเลยทะเลาะวิวาทกับพี่สาวและพี่ชายของโจทก์ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากับโจทก์โดยมีความรุนแรงถึงขนาดฟ้องร้องกันทั้งทางแพ่งและอาญา โจทก์และจำเลยก็มีเรื่องทะเลาะกันหลายครั้ง จนกระทั่งเมื่อเดือนพฤษภาคม 2560 โจทก์และเด็กชาย ต. กับเด็กหญิง ร. ออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น หลังจากนั้นในวันที่ 23 ตุลาคม 2560 โจทก์ จำเลย เด็กหญิง ร. เด็กชาย ต. และเด็กชาย ป. ร่วมเดินทางไปเที่ยวและพักค้างคืนด้วยกันที่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี และวันที่ 2 ธันวาคม 2560 จำเลยพาโจทก์และบุตรทั้งสามไปเที่ยวและพักค้างคืนด้วยกันอีกที่จังหวัดมุกดาหาร มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนางสาว ร. นั้น จำเลยไม่ได้ยกย่องนางสาว ร. เป็นภริยา และไม่ได้เป็นผู้แจ้งว่าจำเลยเป็นบิดาของบุตรที่เกิดกับนางสาว ร. การที่โจทก์ จำเลย กับเด็กหญิง ร. เด็กชาย ต. และเด็กชาย ป. ไปเที่ยวพักผ่อนค้างคืนด้วยกันนั้น ถือได้ว่าโจทก์ได้ให้อภัยในการกระทำของจำเลยที่ผ่านมาแล้ว ทั้งเมื่อโจทก์พาลูก ๆ กลับมาอยู่ร่วมกับจำเลยอีกครั้ง ในระหว่างนั้นจำเลยมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับพี่น้องของโจทก์หลายครั้ง เป็นเหตุให้โจทก์กับจำเลยมีเรื่องขัดแย้งทะเลาะกันด้วย เวลาที่โจทก์จำเลยทะเลาะกัน โจทก์ก็จะหนีออกจากบ้านไปอยู่กับพี่สาว เมื่อหายโกรธแล้วก็จะกลับมาคืนดีกับจำเลย เป็นเช่นนี้อยู่เนือง ๆ จำเลยไม่เคยขับไล่โจทก์และบุตรออกจากบ้าน กรณีไม่มีเหตุตามกฎหมายที่โจทก์จะฟ้องหย่าได้ เหตุที่โจทก์ฟ้องหย่าเป็นเพราะโจทก์ต้องการมีสามีใหม่ ในปัญหานี้โจทก์นำสืบว่า หลังจากเดือนกรกฎาคม 2555 ที่โจทก์ทราบเรื่องที่นางสาว ร. แจ้งทางโรงพยาบาลที่โจทก์ทำงานอยู่ว่าจำเลยเป็นบิดาของบุตรในครรภ์นางสาว ร. แล้ว โจทก์กับจำเลยทะเลาะกันอย่างรุนแรงจนมีการตัดความสัมพันธ์และแยกกันอยู่จนถึงประมาณกลางปี 2557 จำเลยขอคืนดีกับโจทก์และให้โจทก์กลับไปอยู่ร่วมกับครอบครัวอีกครั้ง โจทก์ยินยอมโดยกลับไปอยู่ร่วมกับครอบครัวอีกเป็นเวลาเกือบสามปี ระหว่างนั้นจำเลยทะเลาะวิวาทกับพี่น้องของโจทก์ถึงขนาดฟ้องร้องกันทั้งทางแพ่งและอาญา จนกระทั่งเดือนพฤษภาคม 2560 จำเลยขับไล่โจทก์ เด็กชาย ต. และเด็กหญิง ร. ออกจากบ้านเพราะจำเลยหมดรักโจทก์ ไม่อยากเห็นหน้า ไม่อยากอยู่ด้วย โจทก์จึงพาเด็กชาย ต. และเด็กหญิง ร. ออกไปอยู่ที่อื่นจนถึงปัจจุบัน ส่วนจำเลยนำสืบยอมรับว่ามีเรื่องทะเลาะกับพี่น้องของโจทก์ถึงขนาดฟ้องร้องกันจริง แต่จำเลยไม่เคยยกย่องนางสาว ร. ฉันภริยา จำเลยไม่เคยขับไล่โจทก์และบุตรออกจากบ้าน โจทก์พาบุตรออกไปจากบ้านโดยไม่ทราบสาเหตุ จำเลยไม่ได้จงใจทิ้งร้างโจทก์เกิน 1 ปี หลังจากโจทก์ออกจากบ้านไปแล้วเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2560 และวันที่ 2 ธันวาคม 2560 จำเลยพาโจทก์กับบุตรทั้งสามไปเที่ยวพักผ่อนค้างคืนร่วมห้องเดียวกันโดยโจทก์จำเลยนอนเตียงเดียวกันด้วย เห็นว่า เรื่องนางสาว ร. นั้น เป็นเรื่องเดิมที่เป็นมูลเหตุสำคัญทำให้โจทก์กับจำเลยต้องทะเลาะกันอย่างรุนแรงจนถึงขนาดที่โจทก์ตัดสินใจออกจากบ้านที่อยู่กับจำเลยและบุตรอีกสามคนไปอยู่ที่หอพักพยาบาลกับเพื่อนเป็นเวลานานเกือบสามปี เชื่อได้ว่าเรื่องนางสาว ร. เป็นเรื่องจริงตามที่โจทก์อ้าง อย่างไรก็ตามเมื่อประมาณกลางปี 2557 จำเลยขอคืนดีกับโจทก์ โจทก์คำนึงถึงสถาบันครอบครัวจึงยอมกลับมาอยู่ร่วมกับจำเลยและบุตรทั้งสามอีกครั้งหนึ่ง แต่ในระหว่างที่โจทก์กลับมาอยู่ร่วมกับจำเลยและครอบครัวอีกครั้งนั้นก็เกิดเหตุทะเลาะวิวาทกันระหว่างจำเลยกับพี่น้องของโจทก์เกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินหลายครั้งถึงขนาดมีการฟ้องร้องกันทั้งทางแพ่งและอาญา ทำให้เกิดปัญหาลุกลามมาถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยจนทั้งสองฝ่ายต้องทะเลาะกันเองหลายครั้ง จนกระทั่งเดือนพฤษภาคม 2560 โจทก์ต้องพาเด็กชาย ต. และเด็กหญิง ร. ออกจากบ้านไปอยู่กับพี่สาว ในส่วนนี้โจทก์เบิกความว่า จำเลยขับไล่โจทก์ออกจากบ้านด้วยสาเหตุว่า หมดรักแล้ว ไม่อยากเห็นหน้า ไม่อยากอยู่ด้วยให้โจทก์ขนของออกจากบ้านภายในสามวัน โจทก์จึงพาเด็กชาย ต. และเด็กหญิง ร. ย้ายออกจากบ้านไปโดยไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่สำนักงานตำรวจภูธรวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เด็กหญิง ร. และเด็กชาย ต. เบิกความเป็นพยานโจทก์เช่นเดียวกันว่า ถูกจำเลยขับไล่ออกจากบ้าน ส่วนจำเลยเบิกความว่า เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2560 โจทก์พาเด็กหญิง ร. กับเด็กชาย ต. ออกไปจากบ้านโดยไม่ทราบสาเหตุ จำเลยไม่เคยขับไล่โจทก์และบุตรทั้งสองออกจากบ้าน เห็นได้ว่าหลังจากโจทก์กลับมาอยู่กับจำเลยและบุตรทั้งสามแล้ว โจทก์กับจำเลยมีเรื่องทะเลาะกันหลายครั้งแต่ก็ไม่ถึงขั้นที่โจทก์จะต้องพาบุตรออกจากบ้านไปแต่อย่างใด ส่วนจำเลยเพียงแต่กล่าวอ้างลอย ๆ ว่า ไม่ทราบว่าโจทก์ออกจากบ้านเพราะเหตุใด ที่โจทก์และเด็กหญิง ร. กับเด็กชาย ต. เบิกความตรงกันว่า จำเลยขับไล่ทั้งสามคนออกจากบ้านโดยโจทก์ได้นำเรื่องไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจด้วยจึงมีน้ำหนักให้เชื่อถือยิ่งกว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยขับไล่โจทก์ออกจากบ้านจริง ส่วนที่ได้ความว่า เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2560 และวันที่ 2 ธันวาคม 2560 จำเลยพาโจทก์กับบุตรทั้งสามคนไปเที่ยวพักผ่อนมีการค้างคืนโดยนอนร่วมห้องเดียวกันและจำเลยกับโจทก์นอนเตียงเดียวกันด้วยนั้น น่าจะเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยช่วยกันดูแลให้ความอบอุ่นแก่บุตรในฐานะบิดามารดาเท่าที่พอจะเป็นไปได้สำหรับครอบครัวที่บิดามารดาแยกกันอยู่ ทั้งปรากฏว่าหลังจากจำเลยขับไล่โจทก์ออกจากบ้านแล้วก็มีเพียงการไปเที่ยวค้างคืนด้วยกันสองครั้งที่กล่าวมาข้างต้นเท่านั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์ว่า จำเลยขับไล่โจทก์ออกจากบ้าน ถือได้ว่าจำเลยทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (6) ทั้งการที่จำเลยพาโจทก์และบุตรทั้งสามไปเที่ยวพักผ่อนค้างคืนด้วยกันตามที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นเพียงการดูแลให้ความอบอุ่นแก่บุตรตามสมควรเท่านั้นยังไม่เพียงพอให้ถือว่าเป็นการที่โจทก์ได้ให้อภัยจำเลยในเหตุที่โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า โจทก์สมควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ต. และเด็กชาย ป. บุตรทั้งสองเพียงผู้เดียวตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาหรือไม่นั้น ได้ความว่าโจทก์มีอาชีพรับราชการ ถือได้ว่าเป็นอาชีพมั่นคงมีรายได้แน่นอน ส่วนจำเลยนั้นโจทก์อ้างว่าจำเลยไม่มีอาชีพแม้จำเลยอ้างว่าตนมีอาชีพขายสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่ก็ถือเป็นอาชีพที่มีรายได้ไม่มั่นคงเท่ากับโจทก์ ประกอบกับได้ความว่าโจทก์เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย ต. ซึ่งอยู่กับโจทก์ในทุกเรื่อง ทั้งยังอุปการะดูแลชำระค่าเทอมและให้ค่าใช้จ่ายรายวันแก่เด็กชาย ป. ซึ่งอยู่กับจำเลยด้วย เด็กชาย ต. ซึ่งอยู่กับโจทก์ไม่ปรากฏว่ามีลักษณะส่อไปในทางไม่เหมาะสมอย่างใดทั้งสิ้น ส่วนเด็กชาย ป. ซึ่งอยูในความดูแลของจำเลยกลับมีอุปนิสัยเปลี่ยนไปในทางก้าวร้าวเอาแต่ใจ และขาดเรียนบ่อยครั้ง นอกจากนี้การให้บุตรทั้งสองซึ่งเป็นพี่น้องกันได้อยู่ใกล้ชิดร่วมกัน รวมทั้งได้อยู่กับมารดาและพี่สาวอีกคนซึ่งเคยอยู่ร่วมกันมาแต่ก่อนน่าจะเป็นผลดียิ่งกว่า ส่วนที่จำเลยอ้างว่าโจทก์จะมีสามีใหม่นั้น จำเลยก็ไม่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุนแต่อย่างใด ข้ออ้างดังกล่าวจึงเป็นเพียงการคาดคะเนของจำเลยเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นควรให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ต. และเด็กชาย ป. บุตรทั้งสองเพียงผู้เดียวนั้นเหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน อนึ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1584/1 บัญญัติว่า บิดาหรือมารดาย่อมมีสิทธิที่จะติดต่อกับบุตรของตนได้ตามควรแก่พฤติการณ์ ไม่ว่าบุคคลใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองหรือผู้ปกครองก็ตาม ฉะนั้น จำเลยซึ่งเป็นบิดายังคงมีสิทธิติดต่อกับบุตรทั้งสองได้ตามควรแก่พฤติการณ์ด้วย พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ |




