ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)

หลักเกณฑ์เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง, แนววินิจฉัยเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์, วิธีพิสูจน์พฤติการณ์ปฏิปักษ์ในคดีหย่า, การดูหมิ่นศักดิ์ศรีคู่สมรสเป็นเหตุหย่า, การข่มขู่ทำร้ายและความหวาดกลัวในชีวิตสมรส, การทำร้ายร่างกายในที่สาธารณะกับสิทธิฟ้องหย่า, การขับไล่คู่สมรสออกจากบ้านตามมาตรา 1516 (6), การยักย้ายทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันเป็นพฤติการณ์ร้ายแรง, การหมิ่นประมาทคู่สมรสทางจดหมายหรือข้อความ, ความสัมพันธ์ชู้สาวประกอบเหตุปฏิปักษ์

บทนำ

บทความนี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายว่าด้วย “การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง” ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุฟ้องหย่าที่สำคัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (6) โดยแก่นของปัญหาไม่ได้อยู่ที่การทะเลาะเบาะแว้งหรือความไม่ลงรอยทั่วไป แต่เป็นการประเมินว่า การกระทำหรือพฤติการณ์ของคู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้บ่อนทำลายชีวิตครอบครัวจนเกินวิสัยที่จะอยู่ร่วมกันโดยปกติสุขหรือไม่ และมีความร้ายแรงถึงขั้นกระทบต่อร่างกาย จิตใจ สุขภาพ อนามัย เกียรติยศ ศักดิ์ศรี หรือความมั่นคงทางทรัพย์สินของอีกฝ่ายหรือไม่

ในทางปฏิบัติ ศาลมักพิจารณาจาก “ภาพรวมของพฤติการณ์” ทั้งความต่อเนื่อง ความรุนแรง เจตนา และผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง เช่น การดูหมิ่นเหยียดหยามสถานะคู่สมรสด้วยถ้อยคำลดทอนความเป็นมนุษย์ การหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง การข่มขู่ให้เกิดอันตรายร้ายแรง การทำร้ายร่างกายซ้ำ ๆ แม้ในที่สาธารณะ การขับไล่ออกจากบ้าน การยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันไปเป็นของฝ่ายเดียว ตลอดจนพฤติการณ์อื่นที่ผิดวิสัยของการครองเรือนตามปกติ ทั้งหมดนี้เป็นประเด็นที่ต้องชั่งน้ำหนักว่า “เกินขอบเขตที่คู่สมรสทั่วไปพึงอดทน” หรือไม่ เพราะกฎหมายมิได้เปิดช่องให้ใช้ความขัดแย้งเล็กน้อยเป็นเหตุยุติชีวิตสมรสได้โดยง่าย

บทความนี้จึงจัดทำขึ้นเพื่อสรุปหลักเกณฑ์สำคัญของเหตุหย่าประเภทนี้อย่างเป็นระบบ อธิบายขอบเขตสิ่งที่เข้าข่ายและไม่เข้าข่าย พร้อมยกตัวอย่างพฤติการณ์ที่ศาลมักถือว่าเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรง ตลอดจนผลทางกฎหมายเมื่อศาลรับฟังว่าเหตุหย่ามีมูล ทั้งในมิติสิทธิฟ้องหย่า สิทธิเรียกค่าทดแทน ประเด็นการปกครองบุตร ค่าอุปการะเลี้ยงดู และผลต่อการจัดการทรัพย์สิน เพื่อให้ผู้อ่านสามารถนำหลักการไปประยุกต์ใช้ในการประเมินคดีและวางแนวทางพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้อย่างรัดกุม

“การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง”

วิเคราะห์หลักกฎหมาย เหตุฟ้องหย่า และแนววินิจฉัยเชิงพฤติการณ์

การสมรสก่อให้เกิดสถานะทางกฎหมายและศีลธรรมที่คู่สมรสต้องปฏิบัติต่อกันด้วยความเคารพ ยกย่อง ซื่อสัตย์ และเกื้อกูลตามวิสัยแห่งชีวิตครอบครัว หากฝ่ายใดกระทำการอันขัดแย้งต่อสาระสำคัญของความเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง จนทำให้ชีวิตคู่ไม่อาจดำรงอยู่ได้โดยปกติสุข ย่อมเข้าเกณฑ์ “การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง” ซึ่งเป็นเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (6)

บทความนี้มุ่งวิเคราะห์องค์ประกอบ ความหมาย ขอบเขต และตัวอย่างพฤติการณ์จากแนวคำวินิจฉัยศาล เพื่อให้เข้าใจหลักเกณฑ์อย่างเป็นระบบ  แต่เน้นสาระทางกฎหมายและข้อเท็จจริงที่เป็นแก่นของปัญหา

1. ความหมายและองค์ประกอบของการกระทำ “เป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรง”

คำว่า “เป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยา” มิใช่เพียงความไม่พอใจ ความขัดแย้ง หรือการทะเลาะเบาะแว้งทั่วไป หากแต่ต้องเป็นการกระทำที่

1. ขัดขวางหรือบ่อนทำลายการดำเนินชีวิตครอบครัวโดยปกติสุข

2. ก่อหรืออาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย จิตใจ สุขภาพ หรืออนามัยของคู่สมรส

3. มีลักษณะร้ายแรงถึงขั้นที่อีกฝ่าย “ไม่อาจทนอยู่ร่วมกันต่อไปได้”

4. เมื่อพิจารณาเทียบเคียงกับสภาพฐานะและความเป็นอยู่ของคู่สมรสโดยทั่วไปแล้ว ถือว่าเกินขอบเขตที่ควรอดทน

ศาลจะพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดเป็นกรณีไป มิได้วินิจฉัยจากการกระทำเพียงเหตุการณ์เดียวโดยตัดขาดจากบริบท หากแต่ต้องดูความต่อเนื่อง ความรุนแรง เจตนา และผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง

2. การดูหมิ่นเหยียดหยามศักดิ์ศรีความเป็นภริยา/สามี

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจน คือกรณีที่สามีมิได้รับและยกย่องภริยาในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย กลับกล่าวหาว่าเป็นเพียง “นางบำเรอ” หรือเป็นบุคคลที่ซื้อมาไว้ใช้สอย และยืนยันถ้อยคำดังกล่าวตลอดมาแม้ในชั้นศาล

การกระทำเช่นนี้มิใช่เพียงคำพูดหยาบคาย หากแต่เป็นการปฏิเสธสถานะทางกฎหมายและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคู่สมรส เป็นการทำลายรากฐานของความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาโดยตรง เมื่อฝ่ายหนึ่งไม่ยอมรับอีกฝ่ายในฐานะคู่สมรส ย่อมทำให้ชีวิตสมรสขาดความเคารพและความไว้วางใจโดยสิ้นเชิง

ในกรณีเช่นนี้ แม้จะมีประเด็นเรื่องการอุปการะเลี้ยงดูอยู่ด้วย ศาลอาจไม่จำต้องวินิจฉัยว่าการเลี้ยงดูพอสมควรหรือไม่ เพราะการไม่ยกย่องในฐานะภริยาเสียตั้งแต่ต้น ย่อมเป็นความร้ายแรงเพียงพอให้หย่าได้แล้ว

3. การหมิ่นประมาทและการข่มขู่ทำร้าย

กรณีที่ภริยาส่งจดหมายกล่าวหาสามีว่าเป็น “สัตว์ป่าในร่างมนุษย์” หรือขู่ว่าจะจ้างคนเอาน้ำกรดสาดหน้า ย่อมเข้าข่ายหมิ่นประมาทและข่มขู่ทำร้ายร่างกายอย่างชัดแจ้ง

แม้ยังมิได้ลงมือกระทำจริง แต่การข่มขู่ในลักษณะก่ออันตรายร้ายแรง ย่อมทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายเกิดความหวาดกลัวและกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิต เป็นการทำลายความไว้วางใจและความมั่นคงของครอบครัว

อย่างไรก็ตาม หากมีประเด็นเรื่องอายุความฟ้องหย่า แต่ฝ่ายจำเลยมิได้ยกข้อต่อสู้เรื่องสิทธิระงับขึ้น ศาลย่อมไม่วินิจฉัยเองโดยพลการ เพราะเป็นสิทธิที่คู่ความต้องยกขึ้นกล่าวอ้าง

4. การทำร้ายร่างกายและการกระทำรุนแรงในที่สาธารณะ

การทำร้ายร่างกายคู่สมรสหลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทำในที่สาธารณะอย่างไม่ปรานี ถือเป็นการละเมิดต่อทั้งร่างกายและศักดิ์ศรี

หากยังมีพฤติการณ์ยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันไปเป็นของตนฝ่ายเดียว ยิ่งสะท้อนถึงการเอาเปรียบและขาดความซื่อสัตย์ในชีวิตคู่

การกระทำเช่นนี้เกินกว่าการทะเลาะทั่วไป แต่เป็นการบ่อนทำลายความปลอดภัยและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครอบครัวโดยตรง จึงเป็นเหตุหย่าได้

5. การด่าทอรุนแรงและความสัมพันธ์ชู้สาว

การด่าทอหยาบคายถึงบุพการี เช่น ด่า “โคตรพ่อโคตรแม่” หรือใช้ถ้อยคำหยาบคายรุนแรงต่อหน้าบุตร เป็นการกระทบทั้งศักดิ์ศรีส่วนบุคคลและบรรยากาศครอบครัว

หากประกอบกับการมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับบุคคลอื่น ยิ่งสะท้อนถึงความไม่ซื่อสัตย์และทำลายความไว้วางใจโดยสิ้นเชิง

ในกรณีที่มีบุตร ศาลจะคำนึงถึง “ความผาสุกและประโยชน์ของบุตร” มิใช่เพียงด้านกายภาพ แต่รวมถึงความอบอุ่นทางจิตใจ การศึกษา และสภาพแวดล้อมโดยรวม หากบิดามีพฤติการณ์รุนแรงและนอกใจ มักพิจารณาว่าบุตรควรอยู่กับมารดา

6. การขับไล่และการกระทำอันดูหมิ่นร้ายแรง

ตัวอย่างพฤติการณ์ร้ายแรง ได้แก่

ภริยาใช้ขวดตีสามี

ด่าว่า “ไอ้สัตว์”

กล่าวขับไล่ว่าไม่มีชื่ออยู่ในสำมะโนครัว

ใช้ปัสสาวะสาดใส่

ขับไล่ออกจากบ้าน

หรือกรณีสามีไล่ภริยาเดิมออกจากบ้านแล้วพาภริยาใหม่มาอยู่ แม้ในศาสนาอิสลามชายอาจมีภริยาได้หลายคน แต่การกระทำต้องไม่ละเมิดต่อสิทธิและศักดิ์ศรีของภริยาเดิม การขับไล่และดูหมิ่นย่อมเข้าข่ายปฏิปักษ์อย่างร้ายแรง

การขับไล่คู่สมรสออกจากบ้านโดยไม่มีเหตุอันสมควร ถือเป็นการตัดขาดความเป็นครอบครัวอย่างชัดเจน จึงเป็นเหตุหย่าได้ตามมาตรา 1516 (6)

7. ประเด็นเรื่องเพศสัมพันธ์และการมีบุตร

ชีวิตสมรสมีองค์ประกอบสำคัญเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศ หากฝ่ายหนึ่งปฏิเสธไม่ร่วมประเวณีเป็นเวลานานโดยไม่มีเหตุสมควร ย่อมกระทบต่อสาระสำคัญของการสมรส

ตัวอย่างที่เข้าข่าย ได้แก่

ภริยาไม่ยอมร่วมประเวณีเพราะไม่ต้องการมีบุตร

สามีปฏิเสธร่วมประเวณีติดต่อกันเป็นเวลานาน

สามีใช้วิธีป้องกันการมีบุตรโดยขัดกับความประสงค์ของภริยา

ภริยาแอบทำแท้งโดยไม่ปรึกษาสามี

ในต่างประเทศยังมีคดีที่ศาลเห็นว่าการบังคับให้คู่สมรสสำเร็จความใคร่นอกช่องคลอดเป็นประจำเพื่อหลีกเลี่ยงการมีบุตร เป็นการกระทำที่บั่นทอนความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาอย่างร้ายแรง

อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาเหตุผลและเจตนาเป็นรายกรณี มิใช่ถือว่าการปฏิเสธทุกครั้งเป็นเหตุหย่าเสมอไป

8. กรณีที่ “ยังไม่ถึงขั้นร้ายแรง”

ไม่ใช่ทุกความขัดแย้งจะเป็นเหตุหย่า ตัวอย่างที่ศาลเห็นว่ายังไม่ถึงขั้น ได้แก่

สามีกลับไปอยู่บ้านตน ภริยาอยู่ร้านของตน แต่ยังมีความสัมพันธ์กัน

ภริยาไม่ย้ายตามสามีไปต่างอำเภอ แต่สามียังไปเยี่ยมเดือนละ 2 ครั้งและอยู่กินกัน

ภริยาร้องเรียนผู้บังคับบัญชาของสามีด้วยอารมณ์หึงหวง ภายหลังสามีมีสัมพันธ์กับหญิงอื่น

สามีขู่ภริยาว่าจะให้คนมาลากกลับบ้าน

กรณีเหล่านี้อาจสะท้อนความตึงเครียด แต่ยังไม่ถึงขั้นทำลายชีวิตครอบครัวอย่างเกินควร

9. หลักความอดทนและการให้อภัย

ชีวิตคู่ย่อมมีข้อบกพร่องเล็กน้อย การกระทำเล็กน้อยที่ยังไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนเกินควร ไม่อาจนำมาเป็นเหตุหย่าได้

ศาลจึงต้องพิจารณาว่า ความร้ายแรงนั้นเกินขอบเขตที่คู่สมรสทั่วไปควรอดทนหรือไม่ หากยังอยู่ในวิสัยที่แก้ไขหรือให้อภัยกันได้ ย่อมไม่เข้าเกณฑ์มาตรา 1516 (6)

10. ผลทางกฎหมายเมื่อฟ้องหย่าได้

เมื่อพิสูจน์ได้ว่าคู่สมรสฝ่ายหนึ่งกระทำการเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรง อีกฝ่ายมีสิทธิฟ้องหย่า และมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากฝ่ายที่ก่อเหตุ

นอกจากนี้ยังอาจมีผลเกี่ยวกับ

การปกครองบุตร

ค่าอุปการะเลี้ยงดู

การแบ่งสินสมรส

การชดใช้ค่าเสียหาย

สรุปหลักสำคัญ

การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยาอย่างร้ายแรง มิได้หมายถึงเพียงความไม่ลงรอยกัน หากแต่ต้องเป็นการกระทำที่

บ่อนทำลายศักดิ์ศรีและสถานะของคู่สมรส

ก่ออันตรายหรือความหวาดกลัว

ทำลายความปลอดภัยทางกาย จิตใจ หรือเศรษฐกิจ

ทำให้ไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข

การวินิจฉัยต้องดูพฤติการณ์ทั้งหมด ความต่อเนื่อง ความรุนแรง และผลกระทบต่อชีวิตครอบครัวโดยรวม

ดังนั้น หลักกฎหมายในมาตรา 1516 (6) จึงเป็นกลไกคุ้มครองคู่สมรสจากการถูกละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานในชีวิตครอบครัว พร้อมทั้งรักษาดุลยภาพระหว่างเสรีภาพส่วนบุคคลกับความมั่นคงของสถาบันครอบครัวอย่างเหมาะสม.

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. “เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง” หมายถึงอะไร

คำตอบ

หมายถึงการกระทำที่บ่อนทำลายการดำเนินชีวิตคู่โดยปกติสุขอย่างร้ายแรงจนอีกฝ่ายเดือดร้อนเกินควร และไม่อาจอยู่ร่วมกันต่อไปได้ โดยศาลพิจารณาจากพฤติการณ์ทั้งหมดและผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง

2. ต้องมีการทำร้ายร่างกายเท่านั้นหรือไม่จึงจะเข้าข่าย

คำตอบ

ไม่จำเป็น การกระทำโดยคำพูดหรือพฤติการณ์อื่นก็เข้าข่ายได้ หากร้ายแรงพอ เช่น ดูหมิ่นศักดิ์ศรี ปฏิเสธสถานะคู่สมรส หมิ่นประมาท ข่มขู่ให้เกิดอันตราย หรือขับไล่ออกจากบ้าน

3. การพูดว่าอีกฝ่ายเป็น “นางบำเรอ” หรือไม่ใช่ภริยา/สามี ถือเป็นเหตุหย่าได้หรือไม่

คำตอบ

หากเป็นการดูหมิ่นลดทอนสถานะคู่สมรสอย่างร้ายแรงและยืนยันต่อเนื่องจนทำลายความสัมพันธ์ฉันสามีภริยา ศาลมีแนวรับฟังว่าเป็นการเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรง เพราะเป็นการไม่ยกย่องและไม่ยอมรับอีกฝ่ายเป็นคู่สมรสโดยชอบ

4. การข่มขู่ทำร้าย เช่น ขู่จะทำให้บาดเจ็บสาหัส เข้าข่ายหรือไม่

คำตอบ

เข้าข่ายได้ หากลักษณะการข่มขู่ก่อให้เกิดความหวาดกลัวต่อชีวิตและความปลอดภัยอย่างมีนัยสำคัญ เพราะกระทบต่อความมั่นคงและความไว้วางใจที่เป็นฐานของชีวิตสมรส

5. การทำร้ายร่างกายหลายครั้งและทำในที่สาธารณะ ศาลมักมองอย่างไร

คำตอบ

มักถือเป็นพฤติการณ์ร้ายแรง เพราะกระทบทั้งความปลอดภัยและศักดิ์ศรีของคู่สมรส และสะท้อนว่าไม่อาจดำรงชีวิตครอบครัวได้โดยปกติสุข

6. การยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันไปเป็นของฝ่ายเดียว ถือเป็นปฏิปักษ์หรือไม่

คำตอบ

อาจถือเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงได้ หากเป็นการเอาเปรียบและทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครอบครัวผิดวิสัยของการครองเรือนตามปกติ และทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายเดือดร้อนเกินควร

7. แค่ทะเลาะกันบ่อย ๆ หรืออยู่กันคนละบ้าน จะฟ้องหย่าเหตุนี้ได้เลยหรือไม่

คำตอบ

โดยหลักยังไม่ได้ ต้องดูว่ารุนแรงถึงขั้นเกินขอบเขตอดทนหรือไม่ หากยังมีการไปมาหาสู่ อยู่กินกันเป็นครั้งคราว หรือยังไม่ถึงระดับทำลายชีวิตครอบครัว ศาลมักไม่ถือว่าเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรง

8. ศาลใช้เกณฑ์อะไรในการชี้ว่าร้ายแรง “เกินควร”

คำตอบ

ศาลจะเทียบกับสภาพ ฐานะ และความเป็นอยู่ร่วมกันของคู่สมรส รวมถึงดูความต่อเนื่อง ความรุนแรง เจตนา เหตุจูงใจ และผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจ และความมั่นคงในครอบครัวโดยรวม

9. ถ้าคู่สมรสอีกฝ่ายทำเพราะอารมณ์หึงหวงหลังถูกนอกใจ จะเข้าข่ายเสมอไปหรือไม่

คำตอบ

ไม่เสมอไป บางกรณีศาลอาจเห็นว่าเป็นปฏิกิริยาจากเหตุการณ์ที่อีกฝ่ายก่อขึ้นก่อน และยังไม่เพียงพอจะถือว่าเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรง ต้องพิจารณารายกรณีจากพฤติการณ์ทั้งหมด

10. ฟ้องหย่าเหตุปฏิปักษ์แล้ว เรียกค่าทดแทนได้หรือไม่

คำตอบ

โดยหลัก คู่สมรสฝ่ายที่ฟ้องหย่าด้วยเหตุนี้มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากฝ่ายที่ก่อเหตุได้ หากพิสูจน์ได้ว่าเหตุหย่าเกิดจากการกระทำเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงของอีกฝ่าย

11. การขับไล่คู่สมรสออกจากบ้านมีผลอย่างไรในทางคดี

คำตอบ

การขับไล่ออกจากบ้านโดยไม่มีเหตุอันสมควรเป็นพฤติการณ์สำคัญที่ศาลมักรับฟังว่าเป็นการตัดขาดความเป็นครอบครัวและเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรง จึงใช้เป็นเหตุฟ้องหย่าได้

12. ประเด็นบุตรเกี่ยวข้องกับเหตุปฏิปักษ์อย่างไร

คำตอบ

หากพฤติการณ์กระทบต่อสภาพแวดล้อมและความอบอุ่นของบุตร เช่น ความรุนแรงในครอบครัวหรือการนอกใจอย่างต่อเนื่อง ศาลจะนำมาประกอบพิจารณาเรื่องประโยชน์สูงสุดของบุตรในการกำหนดผู้ใช้อำนาจปกครองและการเลี้ยงดู




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย